พีรพันธุ์ พาลุสุข หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 93-98 เกี่ยวกับระบบเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และเรียกร้องการชี้แจงจากคณะกรรมาธิการว่า ระบบ 375 คน กับ 125 คน มาจากไหน และมีความสัมพันธ์กับระบบของรัฐสภาไทย
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกรัฐสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดยโสธร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมได้ขอแปรญัตติในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของ มาตรา ๙๓ ถึงมาตรา ๙๘ ซึ่งหลัก ๆ ก็คือจะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขระบบเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นหลัก ก่อนที่จะเข้าสู่รายละเอียดผมก็อยากจะเรียนขอข้อมูล หรือขอให้ทางคณะกรรมาธิการได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วย ที่เป็นอย่างนี้เพราะอะไรครับ ท่านประธานครับ ผมได้ฟังสมาชิกบางท่านได้อภิปรายไปก่อนแล้วว่า ระบบ ๓๗๕ คน กับ ๑๒๕ คน และมีสมาชิกจํานวนมากขอแปรญัตติเป็น ๔๐๐ คน กับ ๑๐๐ คน หรือบางท่าน อาจจะเป็น ๓๕๐ คน หรือบวกอย่างอื่นก็มีนะครับ เป็นหลาย ๆ สูตรอยู่ แต่ว่าสูตรที่น่าสนใจ มากที่สุดก็คือ ๓๗๕ คนจากเขตบัญชีรายชื่อ ๑๒๕ คน แล้วก็พรรคร่วมรัฐบาล หลายพรรค ขอแปรเป็น ๔๐๐ คน กับ ๑๐๐ คน และล่าสุดวันที่ผมไปขอแปรญัตตินะครับ ก็มีโผล่มาอีก ๑ ราย เป็น ๔๐๐ คน บวก ๑๒๕ คน ผมคิดว่าเรื่องนี้มีความสําคัญมาก ในวันที่มีการลงมติกัน จากรายงานข่าวว่าคณะกรรมาธิการประชุมกันเครียด ๓ ชั่วโมง ยังหาข้อยุติไม่ได้ จึงต้องมี การลงมติ ปรากฏว่าคณะกรรมาธิการทั้งหมด ๔๕ คน วันนั้นน่าจะขาดประชุมประมาณ ๑๐ ท่าน อาจจะมี ส.ว. ๑๑ ท่าน ส.ส. ๓๔ ท่าน ในนี้จะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ๑๙ ท่าน พรรคภูมิใจไทย ๔ ท่าน พรรคเพื่อแผ่นดิน ๔ ท่าน พรรคชาติไทยพัฒนา ๓ คน และ พรรคอื่น ๆ ผลการลงมติปรากฏว่าเป็น ๑๗ ต่อ ๑๗ ท่านประธานครับ น่าตื่นเต้นครับ ๑๗ : ๑๗ ๓๗๕ กับ ๑๒๕ ๔๐๐ กับ ๑๐๐ มันเสมอกัน สุดท้ายก็ต้องมีเสียงชี้ขาดจากประธานคณะกรรมาธิการ ท่านเทอดพงษ์ ไชยนันทน์ ก่อนนั้นก็มี รายงานข่าวจากการประชุมบอกว่า ผู้แทนจากพรรคชาติไทยพัฒนาก็ขอร้องให้ท่านประธาน งดออกเสียง วันนั้นถ้าท่านประธานไม่บวกอีก ๑ เข้าไปฝั่ง ๓๗๕ เสียง มันเป็น ๑๗ : ๑๗ ผมก็เดาไม่ออกว่าจะเกิดอะไรขึ้น หรือถ้าคณะกรรมาธิการเห็นว่าเรื่องนี้มีความสําคัญจริง ๆ ก็เป็นเรื่องที่คนทั้งประเทศกําลังให้ความสนใจ จะออกมาบอกว่าวันนี้รอยังไม่ลงมติได้ไหม รอให้อีก ๑๐ ท่านที่ขาดประชุมยืนยันว่าจะมาหรือไม่มา ถ้ามากันครบ ๔๕ คน ผมก็ไม่แน่ใจ เหมือนกันว่ามติจะออกเป็น ๔๐๐ กับ ๑๐๐ หรือ ๓๗๕ บวก ๑๒๕ นี่คือความสําคัญ ของเรื่อง และผมเองก็อยากจะแลกเปลี่ยนกับคณะกรรมาธิการ เพราะเหตุนี้ครับที่ผมพยายาม จะเข้าไปและผมขอแปรญัตติไว้ เมื่อมติมันออกมาอย่างนี้ หลายคนก็ถามผมบอกว่า ลองตรวจสอบดูสิ ท่านประธานคณะกรรมาธิการลงมติ ๒ ครั้งหรือเปล่า แต่ดูเหมือนว่า ท่านยืนยันว่าท่านลงครั้งเดียว เพิ่มขึ้นอีกคนหนึ่งเพื่อจะชี้ขาดให้เป็น ๑๘ : ๑๗ แต่นี่ครับ ระหว่าง ๑๘ : ๑๗ ก็คือ ๓๗๕ บวก ๑๒๕ กับ ๔๐๐ กับ ๑๐๐ มันก้ํากึ่งกันมากจริง ๆ นี่คือความสําคัญของเรื่องแรกที่ต้องพิจารณากันอย่างรอบคอบกันจริง ๆ ครับท่านประธาน หลังจากนั้นผมก็มาดูว่าที่มาของ ๓๗๕ มันมาจากไหน ก็ปรากฏว่าเป็นผลงานของการศึกษา ของคณะกรรมการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีท่านอธิการบดีของนิด้า (NIDA) ท่านเป็นประธาน อาจารย์สมบัติ ธํารงธัญวงศ์ ท่านก็ศึกษามา บังเอิญผมไปอ่านเอกสารที่มีการเปิด คณะนิติศาสตร์ที่นิด้าท่านประธานครับ แต่ก่อนนิด้าไม่มีแนวโน้มว่าจะเปิดคณะนิติศาสตร์ ที่นั่นเลย เพิ่งจะเปิดมา แล้วก็ท่านอธิการบดีของนิด้าก็ได้เขียนบทความแสดงความคิดเห็นไว้ รวมทั้งท่านที่จะเป็นคณบดีคณะนิติศาสตร์ของนิด้าท่านแรกด้วย ก็ได้แสดงความคิดเห็นที่จะ มีการปฏิรูประบบรัฐสภาของไทยให้เป็นระบบคล้าย ๆ กับเป็นกึ่งรัฐสภา กึ่งประธานาธิบดี เท่านั้น ก็คือให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งบัญชีรายชื่อของพรรคที่ได้คะแนนเสียง มากที่สุด ไม่มีการยุบสภา ไม่มีการลงมติไม่ไว้วางใจ ไม่มีครับ สภาก็อยู่ครบ ๔ ปี รัฐบาลก็อยู่ ครบ ๔ ปี เขาอ้างว่าเพื่อความมีเสถียรภาพของรัฐบาล ผมก็เลยพยายามจะทําความเข้าใจว่า ท่านเหล่านี้ เอาความคิดเหล่านี้มาจากไหน บ้างก็ไปอ้างฝรั่งเศสบ้าง อ้างประเทศโน้น ประเทศนี้ แต่ว่าทั้งหมดนี้อ้างก็อ้างไปเถอะครับ แต่ว่าถ้ามีการศึกษากันจริง ๆ ผมก็ยังให้ ความสนใจว่าของประเทศไทยมันควรจะแก้ไขกันอย่างไร จะเป็นไปตามข้อเสนอนี้หรือไม่ เบื้องแรกที่อยากจะถามกรรมาธิการจริง ๆ ๓๗๕ เสียง กับ ๑๒๕ เสียง ท่านประธานครับ ท่านเห็นด้วยกับตัวเลขนี้หรือครับมันมีที่มาอย่างไร หลายคนถามนะครับ ผมก็ไปดูข้อมูลเดิม เมื่อรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ที่เรามีบัญชีเขตเลือกตั้ง ๔๐๐ คน บัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน คราวนั้นมีความพยายามที่จะอธิบายบอกว่าจําเป็นต้องเอาระบบบัญชีรายชื่อเข้ามาเพื่อ แก้ไขปัญหาการทุจริตของการเลือกตั้ง ผมก็ไปศึกษาเอกสารหลายอันที่มีการเสนอ โดยประธานรัฐสภาในขณะนั้น ดอกเตอร์อุกฤษ มงคลนาวิน นะครับ ท่านเสนออย่างนั้น จริง ๆ แต่ผมก็ไปพลิกดูตําราเรื่องทั้งหมด ผมก็เรียนว่าระบบเลือกตั้งที่เขาคิด ๆ กันขึ้นมานี้ ไม่มีประเทศไหนคิดระบบขึ้นมาเพื่อบอกว่าเพื่อป้องกันการทุจริตของการเลือกตั้ง เพื่อป้องกันการซื้อเสียง ไม่มีครับ มีแต่คิดระบบเลือกตั้งขึ้นมาเพื่ออะไร เพื่อจะให้คะแนน มันมีความเป็นธรรมมากที่สุด เพราะถ้าเอาระบบเสียงข้างมากอย่างเดียว ที่ภาษาอังกฤษ เรียกว่า เดอะ เฟิร์ส พาร์ท เดอะ โพสต์ (The First part the post) ก็คือเอาคนที่ ๑ เป็นผู้รับเลือกเป็น ส.ส. โดยคนที่เป็นที่ ๑ นั้นอาจจะไม่ได้เสียงข้างมาก อาจจะได้เพียง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ได้รับเลือก ทําให้คะแนนที่เหลือ มันไม่ได้ถูกนํามาคิดเลย จึงได้มีการคิดระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนเกิดขึ้น และหลายประเทศ ก็เลือกตั้งแบบระบบสัดส่วน ผมก็จําได้ตอนนั้นหลายท่านเสนอว่า ถ้าอย่างนั้นเอาเป็นครึ่งต่อครึ่งแบบประเทศเยอรมันไหม หรือ ๓ ต่อ ๒ แบบประเทศญี่ปุ่นไหม สุดท้ายก็ตัดมาเป็น ๔๐๐ คน กับ ๑๐๐ คน ตัวเลขนี้ มันลอยมาจากไหน ผมเข้าใจว่าตอนนั้นพวกผมที่อยู่ในสภา หลังจากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๑๑ รัฐสภาต้องอนุมัติอย่างเดียวแก้ไขอะไรไม่ได้ ตอนนั้นมี ส.ส. อยู่ ๓๖๓ คน ถ้าท่านแก้เป็นครึ่งต่อครึ่ง ก็เป็นว่า ส.ส. อยู่ในสภาจะหายไปกว่าครึ่งก็คงจะด้วยความวิตกว่า สภาตอนนั้นจะไม่อนุมัติรัฐธรรมนูญ สุดท้ายก็มีการออมชอมกัน ถ้าอย่างนั้นเพิ่มเป็น ๔๐๐ คน ก็แล้วกัน เมื่อตั้งตัวเลขไว้สูงสุดว่ามี ส.ส. อยู่ ๕๐๐ คน ก็เป็นที่มาของบัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน ตอนนั้นผมก็อยู่ในสภาด้วย พอเขตเลือกตั้งเป็น ๔๐๐ เขต เขตละ ๑ คน พวกผมที่อยู่ในสภา ได้กําไรเพิ่มขึ้น ทุกคนก็แฮปปี้ (Happy) ครับ อย่างน้อยก็คงจะไปหาเขตเลือกตั้งได้ ก็เกิดการวิ่งเต้นจากเขตเลือกตั้งกัน เพราะจาก ๓๖๓ คน เป็น ๔๐๐ เขต นี่คือที่มาของเรื่อง อย่างนี้ พอมาปี ๒๕๕๐ ท่านแก้อย่างไรครับ ก็แก้ว่าถ้าอย่างนั้นก็เอาก็ ๕๐๐ คนเหมือนเดิม ตกลงมี ส.ส. เขตอยู่ ๔๐๐ คน ส่วนบัญชีรายชื่อได้ ๑๐๐ คน มันก็ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ครั้นจะไม่แก้เลย เดี๋ยวก็เหมือนกับปี ๒๕๔๐ อีกแล้วที่มีการกล่าวหาว่ารัฐธรรมนูญฉบับนั้น มันไม่ดี ไม่เหมาะ ก็เลยแก้บัญชีรายชื่อจาก ๑๐๐ คน เหลือ ๘๐ คนเสียท่านประธานครับ แล้วก็ไปแบ่งจากทั้งประเทศเป็นเขตให้เป็นอีก ๘ เขตเลือกตั้ง เขตละ ๑๐ คน เป็นที่มาของ ๘๐ คน แล้วก็แบบบัญชีรายชื่อ นี่คือที่มาของมัน มาคราวนี้จะเป็น ๓๗๕ คน บวก ๑๒๕ คน ผมก็ถามว่ามาจากไหน เมื่อสักครู่ที่ฟังท่านที่เป็นกรรมาธิการอธิบายว่าได้ถามคณะผู้เสนอ แนวคิดนี้ ก็คืออาจารย์ดอกเตอร์สมบัติ ธํารงธัญวงศ์ และคณะกรรมการนะครับ ผมก็ได้ไป ศึกษาดูเหมือนกันมีคําอธิบายบอกว่าเรื่องที่มาจํานวนนี้ ก็มาจากแนวคิดบอกว่าเพื่อจะ พัฒนาสถาบันการเมืองให้พรรคการเมือง มีความเข้มแข็งขึ้น ให้ ส.ส. เขตไปดูประชาชน ส่วนบัญชีรายชื่อให้มาดูนโยบายของประเทศ ในตําราไม่มีคําอธิบายอย่างนี้เลยนะครับ ท่านไปยกตัวอย่างประเทศเยอรมัน ก็ยกแบบไม่ครบ แบบถูก ๆ ผิด ๆ ประเทศเยอรมัน ท่านประธานครับท่านก็รู้ หลังจากเลือกตั้ง สงครามโลกครั้งที่ ๒ พรรคนาซี (Nazi) มีบทบาทมาก ระบบเลือกตั้งแบบประเทศเยอรมัน จึงเกิดขึ้นมาเพื่อป้องกันไม่ให้พรรคใดพรรคหนึ่งมีเสียง ข้างมากเกินไปจนมีเกิดพรรคนาซีขึ้นมาใหม่ เขาจึงคิดระบบเลือกตั้งแบบนี้ขึ้นมา แล้วก็มี เนื่องจากประเทศเยอรมันเป็นแบบสหพันธ์เขาก็เลยไม่คิดเลือกตั้งแบบเขต เขตละ ๑ คน กับบัญชีรายชื่อ ซึ่งยึดเขตของรัฐเดิมเป็นแต่ละเขตไม่เหมือนกับของเรา แถมท่านประธานครับ ในการสมัครรับเลือกตั้งนั้นจะลงแบบบัญชีรายชื่อก็ได้ อยู่เขตก็ได้ หรืออยู่ทั้ง ๒ แบบก็ได้ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่นายกรัฐมนตรีของประเทศเยอรมัน ท่านสมัครที่เขตเลือกตั้งของท่านด้วย ปรากฏว่าท่านตกในเขตเลือกตั้ง แต่ว่าท่านเองยังเป็น ส.ส. อยู่ เพราะบังเอิญท่านอยู่บัญชีรายชื่อ นี่คือระบบของประเทศเยอรมันที่เขาคิดกันขึ้นมาก็เพื่อป้องกันระบบพรรคไม่ให้เกิดพรรค แบบพรรคนาซีเกิดขึ้น ประเทศเยอรมัน และมันเป็นที่มาของระบบเลือกตั้งแบบของ ประเทศเยอรมัน ผมย้อนเป็นของประเทศญี่ปุ่น ก็มี ส.ส. เขต ๓๐๐ คน ระบบบัญชีรายชื่อ ประมาณเกือบ ๒๐๐ คน หรือ ๑๘๐ คน คิดอันนี้ขึ้นมาเพื่ออะไรครับ ก็เพื่อป้องกัน การผูกขาดของพรรคแอลดีพี (LDP) ซึ่งปกครองประเทศมาอยู่ตลอดพรรคเดียว ตั้งแต่เรามี สงครามโลกครั้งที่ ๒ เป็นต้นมา มีการทุจริตเยอะ แต่ว่าเมื่อเลือกตั้งพรรคนี้ก็ยังชนะอยู่ ก็เพราะระบบเลือกตั้งมันเลือกไปอย่างนั้น ประเทศญี่ปุ่นก็เลยนําระบบนี้เข้ามาเพื่อป้องกัน การผูกขาดของพรรค ส่วนของเราที่มีผู้เสนอแล้วบอกว่าคิด ส.ส. เขต ๓๗๕ คน กับบัญชี รายชื่อ ๑๒๕ คน อ้างว่า เพื่อเป็นไปตามมาตรฐาน ก็คือให้มี ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อ ๑ : ๓ หรือ ๑ ต่อ ๕ หรือ ๑ ต่อ ๔ ผมบอกเหตุผลจริง ๆ อันนี้มันไม่มีหรอกในตอนคิด ไม่มี ท่านมาอ้างเอาเองภายหลัง แต่จริง ๆ มันคืออะไรล่ะครับ ผมคิดว่าสิ่งที่มันจริง ๆ ถ้าไปดูตามเหตุผลว่าเรื่องระบบของ การเลือกตั้ง แน่นอนระบบเลือกตั้งมันเป็นเรื่องของประชาธิปไตย ขณะเดียวกัน แต่ถ้าระบบไหนมันเป็นเทคนิคของการหารัฐบาล ของการจัดตั้งรัฐบาล ถ้าท่านอยากได้ รัฐบาลผสมก็ใช้ระบบสัดส่วน ถ้าท่านอยากได้รัฐบาลที่มีเสียงข้างมากและมีโอกาสเป็นรัฐบาล พรรคเดียวได้ก็ใช้ระบบการเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียวเหมือนที่อังกฤษที่มันเกิดขึ้น เมื่อเลือกตั้งกันบ่อย ๆนก็พัฒนาไปนี่คือระบบที่มันเป็นอยู่ ส่วนของเรานี่นะครับ เอาระบบ ขึ้นมาผสมกันอย่างนี้อ้างว่าเพื่อจะป้องกันการซื้อเสียงซึ่งผมบอกมันไม่มี ประเทศนิวซีแลนด์ เขาก็คิดระบบสัดส่วนผสมเหมือนกัน ก็เพื่อให้คนส่วนน้อยได้มีโอกาสมีที่นั่งในสภาได้ ของประเทศไทยผมยังคิดเลยว่าถ้าเราเอาเป็นแบบเขตเลือกตั้งเขตละคนทั้งหมดทั้งประเทศ ยกเว้น ๓ จังหวัดภาคใต้ยังใช้ระบบสัดส่วนก็เพื่อให้พี่น้องชาวมุสลิมที่นั่นได้มีโอกาสเข้ามานั่ง ในสภาของเขาได้ นี่ก็เป็นระบบที่เราคิดกันที่มันอาจจะน่าเหมาะสมสําหรับประเทศไทย ดังนั้นผมก็พยายามจะทําความเข้าใจว่าตัวเลขที่ท่านเอามาเอามาจากไหน อย่าลืมนะครับ ท่านประธานเปลี่ยนระบบเลือกตั้งยังต้องย้อนไปดูระบบวิธีคิดคะแนนด้วย ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ทําไมเราคิดคะแนนขั้นต่ํา ๕ เปอร์เซ็นต์ ผมเคยถามกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ เขาก็บอกว่าเอามาจากเยอรมันแล้วถามต่อว่าแล้วรู้ไหมทําไมเยอรมันเอา ๕ เปอร์เซ็นต์ ที่เขาคิดคะแนนขั้นต่ํา ๕ เปอร์เซ็นต์พรรคไหนไม่ถึง ๕ เปอร์เซ็นต์ไม่ให้มีคะแนนบัญชีรายชื่อ ก็เพราะเขาไม่ต้องการให้มีพรรคเล็กจํานวนมากเกิดขึ้น ของเรานะครับพอเลือกตั้งปี ๒๕๔๐ เอา ๕ เปอร์เซ็นต์เหมือนกันพอมาคิดคะแนนบัญชีรายชื่อแล้วปรากฏว่าพรรคเล็ก ๆ นี่เสียเปรียบมาก รวมพรรคเล็ก ๆ หลายพรรครวมกันแล้วคิดเป็นคะแนนได้ถึง ๑๓ เปอร์เซ็นต์ ก็คือ ส.ส. ๑๓ คน เราเห็นว่าระบบอย่างนี้มันไม่เป็นธรรม พอมาปี ๒๕๕๐ บอกขั้นต่ํา ๕ เปอร์เซ็นต์ไม่เอานะครับ เอาคิดคะแนนมาหารกันหมดแล้วก็บอกว่ามันเป็นธรรมดี เพราะทุกคะแนนจะถูกนํามาคิดเป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อ เอาละครับไม่เป็นไรผมก็เข้าใจได้ว่า มันเป็นอย่างนั้นนะครับ แต่พอมาคราวนี้ท่านมาเพิ่มหรือท่านมาลด ส.ส. เขต จาก ๔๐๐ เหลือ ๓๗๕ ถามว่าทําไมถึงลด ท่านก็มองว่า เพราะว่าในแต่ละพื้นที่มีท้องถิ่นอยู่แล้ว มี อบจ. อยู่แล้ว มี อบต. อยู่แล้ว ส.ส. ไม่จําเป็นต้องมาดูแลถึงขนาดนั้น ผมก็บอกว่าพูดมันพูดได้ แต่ข้อเท็จจริงไม่ใช่อย่างนั้น ทุกวันนี้เหมือนที่หลายท่านได้พูด ไปแล้วว่า ส.ส. นั้น ยังเป็นคนประชาชนหวังจะพึ่งพาอยู่เสมอ ผมเคยบอกพี่น้องผมที่จังหวัดยโสธร บอกคุณมีนายก อบจ. อยู่มีนายก อบต. อยู่ ทําไมไม่เชิญท่านเหล่านั้นไปเป็นประธานงานให้ ไม่หรอกครับ เขารู้สึกว่าถ้าเชิญ ส.ส. ไปเขาจะได้รับเกียรติมากกว่า นี่คือความผูกพัน และเมื่อท่านไปลดลงอย่างนี้นะครับ ความคุ้นเคยที่เขามีอยู่มันก็จะหายไป เมื่อลดลงไปแล้ว ปัญหาที่ตามมาคืออะไรครับ สมมุติเอา ๑๗๕ คน ภาคที่กระเทือนมากที่สุดคือภาคอีสาน กับภาคเหนือหายไป ๑๘ คนครับ ถ้าผมจําตัวเลขไม่ผิด ก็คือจะมีการแบ่งเขตเลือกตั้งกันใหม่ครับ ผมไม่แน่ใจว่าที่จังหวัดตากของท่านประธานลดบ้างหรือเปล่าครับ หรือเพิ่ม ถ้ามีการลด ไปแบ่งเขตกันใหม่ จะแบ่งเขตอย่างไรอันนี้วิ่งกันอีกแล้ว ผมเองขณะนี้ก็ถามที่ กกต. จังหวัด คุณเตรียมแบ่งเขตอย่างไร ประชาชนก็ถามเหมือนกัน จะแบ่งเขตอย่างไร นี่คือจะเป็นที่มา ของการเอาเปรียบกันอีกแล้ว จะมีการแบ่งเขตกันใหม่เพราะจํานวน ส.ส. มันลดลง ต่อไปครับ ไปเพิ่มบัญชีรายชื่อจาก ๘๐ คนที่มีอยู่เป็น ๑๒๕ คน เพื่ออะไรครับ อ้างว่า เพื่อให้มี ส.ส. ที่จะดูแลนโยบายของประเทศ ไม่จําเป็นต้องไปดูแลพื้นที่ของประชาชนให้มีมากขึ้น ก็คือ อย่างน้อยถ้าเทียบดูแล้วนะครับ จาก ๘๐ คนลดเสีย ๒๕ คนทางโน้น เท่ากับว่าบัญชีรายชื่อ จะเพิ่มมาอีกถึง ๔๕ คน แล้วคิดคะแนนอย่างไรครับท่านประธานครับ เมื่อท่านเพิ่มสัดส่วนขึ้นมา คณะกรรมาธิการก็ดี ผู้เสนอแบบนี้ก็ดี ไม่ได้คิดตามไปด้วยว่า แล้วจะคิดคะแนนอย่างไร เพราะมันเพิ่มขึ้นมาอีกมาก ตั้ง ๔๕ คน จาก ๘๐ คนนะครับ ทําไมไม่ลองไปคิดดูคะแนนขั้นต่ําบ้าง ไม่ได้คิดครับ ถ้า ๕ เปอร์เซ็นต์มันสูงไป ทําไมไม่เอาสัก ๑ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๒ เปอร์เซ็นต์หรือ ๓ เปอร์เซ็นต์ ก็เพื่ออะไรครับ เพื่อป้องกันไม่ให้มี พรรคเล็ก ๆ เกิดขึ้นมากผมเดาได้เลยครับจาก ๑๒๕ คน ระบบบัญชีรายชื่อ ผมบอก พรรคพวกหลายคนแล้วไปตั้งพรรคใหม่กันเถอะ พรรคครูก้าวหน้า เกษตรกรก้าวหน้า แล้วท่านคํานวณดูก็ได้ ๑๒๕ คน จะต้องมีคะแนนขั้นต่ํา ๑ เปอร์เซ็นต์กว่า ๆ ประมาณเท่าไร ผมคิดว่าประมาณสัก ๓๐๐,๐๐๐ คนก็จะได้ ส.ส. ไป ๑ คนแล้ว จากระบบแบบนี้ครับ มีระบบบัญชีรายชื่อ ๑๒๕ คน และท่านไม่คิดเรื่องวิธีคิด คะแนนเลยเอาเหมือนเดิม ผลการเลือกตั้งแบบนี้ผมเชื่อว่าจะมีพรรคเล็กไม่น้อยกว่า ๑๐ พรรคที่จะได้รับคะแนน ระบบบัญชีรายชื่อ พอถึงวันนั้นก็จะมีพวกมีบารมีทั้งหลายจะเรียกพรรคเล็ก ๆ เหล่านี้ มาเคาะหรือมาให้ผลประโยชน์ เสนอผลประโยชน์ แล้วก็บอกว่าถึงแม้พรรคเพื่อไทยได้ ท่านอย่ามารวมกับเขาเพื่อตั้งรัฐบาลนะ ไปรวมกับอีกฝั่งหนึ่ง มันจะเกิดอย่างนั้น ที่ผมพูดอย่างนี้ เพราะอะไรครับ ก็เพราะว่าระบบวิธีคิดคะแนนมันจะนําไปสู่จุดนี้ แล้วทําไมพวกท่านไม่ได้สนใจ ที่จะฟังเรื่องเหล่านี้เลย ไม่มี ผมคิดว่านี่คือความไม่รอบคอบ ไม่คิดให้มันรอบด้าน ว่าถ้าเปลี่ยนจาก ๓๗๕ คน อ้างเพียงว่าให้เขตเลือกตั้งมันใหญ่ขึ้น ให้ ส.ส. ยังมีเขตละคน ยังมีเขตอยู่ แต่เขตมันใหญ่ขึ้น แล้วก็เพิ่มสัดส่วนเกิดขึ้นเพื่อให้มีคนที่มาดูแลนโยบายของชาติ มากขึ้น แต่ผลการคิดคะแนนมันจะนําไปสู่จุดนี้ และมันจะนําไปสู่การตั้งรัฐบาล มีหลายพรรคเกิดมากขึ้น ความไม่มีเสถียรภาพของรัฐบาลก็จะตามมาครับ ท่านประธาน นี่ผมเชื่อว่าจะเป็นอย่างนี้ได้แน่นอนนะครับ ผมไปดูเหตุผลจริง ๆ พยายามที่จะไปดู จากหลาย ๆ ฉบับ มีผู้แสดงความคิดเห็นในเอกสารที่เขามีการวิเคราะห์กันในหลายเรื่อง นะครับ ถามว่าพรรคประชาธิปัตย์จริง ๆ อยากจะแก้ไหม คํานวณแบบนี้ ๓๗๕ บวก ๑๒๕ จําได้ไหมครับ ท่านนายกรัฐมนตรีเคยพูดไว้ในที่นี้บอกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่แบ่งเขต เรียงเบอร์อย่างนี้เป็นความต้องการของพรรคประชาธิปัตย์ ถึงกับนายกรัฐมนตรีขณะนั้น ทําหนังสือไปถึงคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญขอเป็นเขตอย่างนี้ได้ไหม ไม่เอาเขตละคน แล้ว เป็นเขตอย่างนี้แหละ เพราะเชื่อว่าระบบเลือกตั้งแบบนี้จะเปิดโอกาสให้ พรรคประชาธิปัตย์มีโอกาส ที่จะได้คะแนนมากขึ้น แล้วก็มีโอกาสที่จะตั้งรัฐบาลแข่งกับ พรรคพลังประชาชนได้ในขณะนั้นหรือพรรคไทยรักไทยในขณะนั้น และผลออกมามันก็เป็น อย่างนั้นจริง ๆ ครับ เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วผมก็คิดว่าพรรคประชาธิปัตย์ จากที่ดูเอกสาร หรือแม้กับคําพูดความคิดเห็นของผู้นําของพรรคบางท่าน เขาก็บอกว่า ที่มีการแก้ก็เพราะว่า ตอนที่พรรคเล็ก ๆ หรือพวกผมบางส่วนออกไปจากพรรคพลังประชาชนไปร่วมกันจัดตั้ง รัฐบาลมีการสัญญากันบอกว่าจะขอแก้รัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ เพราะพรรคเล็กสู้แบบเขตใหญ่ ไม่ไหว ขอเป็นเขตละ ๑ คน เรื่องก็มีอยู่แค่นี้ล่ะครับ ตั้งแก้เรื่องนี้เพื่อจะเอาใจกับพรรค เพราะได้สัญญากันไว้แล้ว เหตุผลก็มีอยู่เท่านี้ แล้วเมื่อเป็นอย่างนี้แล้วก็คงคิดกันต่อไป ถามว่าจะใช้ระบบเลือกตั้งแบบไหนจึงจะได้เปรียบมากที่สุด สูตรนี้ครับ สูตร ๓๗๕ บวก ๑๒๕ นี่ครับ ไปลด ส.ส. ของพรรคเพื่อไทยในภาคเหนือ ภาคอีสานเป็นหลัก ไปเพิ่มสัดส่วนขึ้นมาอีก และคิดคะแนนแบบนี้ก็คือชิงความได้เปรียบ โดยหวังว่าหลังการเลือกตั้งคราวหน้า ถึงแม้พรรคเพื่อไทยจะชนะมาเป็นที่ ๑ แต่ไม่ได้เสียงข้างมาก เพราะระบบการเลือกตั้งแบบนี้ มันจะนําไปสู่จุดนั้น หลายฉบับเขาจึงวิเคราะห์บอกว่าการเลือกตั้งสูตร ๓๗๕ บวก ๑๒๕ ก็เพื่อประชาธิปัตย์มีแต่เจี๊ยะ ไม่มีเจ๊า หรือไม่บางฉบับก็บอกว่าแก้ไปเพื่อจะเอาเปรียบ ทั้งขึ้นทั้งล่อง เมื่อกี้มีคนมากระซิบบอกผม คือพวกเราระหว่างการพิจารณากันนี่หลายคนก็บอกว่า ตกลง ๔๐๐ คนกับ ๑๐๐ คน กับ ๓๗๕ คนกับ ๑๒๕ คน จะเอาอย่างไรกันแน่ วันสองวัน ก่อนมานี่ผมก็ดีใจนะครับที่ทางพรรคร่วมรัฐบาลยังยืนยันขันแข็งบอกอย่างไรก็ ๔๐๐ บวก ๑๐๐ ๔๐๐ กับบวก ๑๐๐ เมื่อกี้นี้มีคนมากระซิบข้าง ๆ ผมบอกว่ากําลังคุยกันอยู่ดูเหมือนสูตร ของรัฐบาล ๓๗๕ กําลังมาแรง ถามว่าทําไมครับ เหตุผลมันคืออะไร ก็ไหนลุกขึ้นมาพูดกัน อย่างชัดเจนว่าการแก้อย่างนี้ ๓๗๕ บวก ๑๒๕ เหตุผลทางวิชาการมันก็อธิบายแทบจะไม่ได้ แต่ว่าเหตุผลในทางเทคนิคคงเป็นอย่างที่ผมพูดนี่แหละเป็นวิธีเดียว ที่จะช่วงชิงกันได้เปรียบ กับพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งในคราวหน้า แล้วก็คิดว่าระบบเลือกตั้งแบบนี้ก็จะทําให้ พวกท่านได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกในคราวหน้า เพราะฉะนั้นเมื่อมีการตั้งแก้ไขรัฐธรรมนูญ กันแบบนี้นะครับ ถามว่าใครได้ประโยชน์ ผมจําคําพูดของท่านนายกรัฐมนตรีได้ ในการอภิปรายทั่วไปหลังจากเหตุการณ์วิกฤติจากการชุมนุมเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว ท่านก็พูดว่า ถ้าคิดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญมันเป็นทางออกของประเทศก็ให้พวกเราไปช่วย คิดกันมาแล้วท่านก็จะเห็นด้วย ก็มีการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ขึ้นมาเพื่อการปฏิรูป การเมืองที่มีท่านดิเรก ถึงฝั่ง พวกเราก็ไปช่วยกันคิดแล้วก็เสนอให้มีการแก้ไขถึง ๖ ข้อ บอกแก้แค่นี้ก่อน แล้วก็เมื่อมีสภามาใหม่แล้วก็ให้สภาใหม่นั้นไปแก้ทั้งฉบับเกิดขึ้น เสร็จแล้ว ผมก็นึกว่ามันจะเดินหน้าไปตามนี้ ไม่หรอกครับ ก็มีการยื้อกันไปยื้อกันมาว่าเดี๋ยวจะทํา ประชามติอะไรต่ออะไรบ้าง สุดท้ายท่านก็ไปตั้งคณะกรรมการอย่างนี้ขึ้นมา แล้วบอกว่า เอาแค่ ๒ ข้อนี้คือแก้เพียงระบบเลือกตั้งกับมาตรา ๑๙๐ ผมก็ถามว่า แล้วไหนบอกว่า จะแก้เพื่อความปรองดอง ไหนล่ะจะแก้เพื่อให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เปลี่ยนแค่ ระบบเลือกตั้งจาก ๔๐๐ คนกับ ๘๐ คน มาเป็น ๓๗๕ บวก ๑๒๕ มันทําให้ประชาธิปไตย มันดีขึ้นตรงนี้ ไม่มีหรอกครับ มีเพียงแต่ทําให้พรรคการเมืองได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นเท่านั้น คิดคะแนนแบบนี้ก็เพื่ออะไร ก็เพื่อลดความโอกาสของพรรคเพื่อไทยที่จะเป็นรัฐบาลครั้งหน้า ลดลงเท่านั้นเอง นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานว่า การแก้ไขอย่างนี้ประชาชน แทบจะไม่ได้ประโยชน์อะไร ผมจึงไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขแบบนี้ ที่ผมขอแปรญัตติไว้ให้เป็น ๔๐๐ กับ ๑๐๐ นี่ก็หวังว่าจะกลับไปใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ไปสู่ในตอนนั้นซึ่งเป็นระบบ ที่ประชาชนเองก็คุ้นเคยกันอยู่แล้วรู้อยู่แล้วว่าควรจะเลือกตั้งกันอย่างไร ถ้าปล่อยให้มี การเลือกตั้งกันอย่างนั้นไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีการยึดอํานาจ ผมต้องเชื่อว่าที่สุดประชาชน ก็สามารถที่จะวินิจฉัยได้ว่าควรจะเลือกตั้งกันอย่างไรท่านประธานครับ ประเทศของเรา มันผ่านอะไรมาหลายครั้งมาก เรามีปฏิวัติรัฐประหารถึง ๑๔ ครั้ง รัฐธรรมนูญก็ ๑๘ ฉบับ แล้วความไม่มั่นคงของทางการเมืองความไม่ต่อเนื่องของรัฐสภาเป็นผลที่ทําให้พรรคการเมือง มันมีปัญหาอย่างนี้ แต่ถ้าทหารไม่มายึดอํานาจ ไม่มีการปฏิวัติรัฐประหาร ต่อให้การเมือง แก้ไขด้วยการเมือง ให้มีการเลือกตั้งไปเรื่อย ๆ ผมเชื่อว่าที่สุดแล้วพรรคเมืองก็จะมี ความเข้มแข็ง แต่ผมขอย้ําอีกทีว่าระบบเลือกตั้งมันไม่เกี่ยวกับความเข้มแข็งของ พรรคการเมือง เพียงแต่ว่าเขาคิดสูตรไหนเท่านั้นเองจึงจะได้รัฐบาลที่เป็นรัฐบาล ถ้าเป็น ระบบเสียงข้างมาก เขตเดียวคนเดียวจะนําไปสู่การมีรัฐบาลพรรคเดียวได้มากขึ้น แต่ถ้าเป็น ระบบผสมมันก็จะเป็นรัฐบาลผสมอย่างนี้ก็เท่านั้นสูตรในการคิดนะครับ เพราะฉะนั้นเมื่อดู จากเหตุผลทั้งหมดแล้ว ผมก็ไม่เห็นว่า ๓๗๕ คนกับ ๑๒๕ คน มันจะดีขึ้นตรงไหน ผมจึง ไม่เห็นด้วย ขอย้อนกลับไปใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งได้พิสูจน์มาแล้วว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มี ความเหมาะสม มีรัฐบาลที่เข้มแข็งสามารถที่จะบริหารประเทศต่อไปได้ ผมจึงขอแปรญัตติ เป็นแก้เป็น ๔๐๐ กับ ๑๐๐ ครับท่านประธาน