รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๕ มกราคม ๒๕๕๔

อนุศักดิ์ คงมาลัย หารือเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยเสนอให้ใช้หลักการ "๑ คน ๑ เสียง" และไม่เกิน ๓ คนในแต่ละเขต เพื่อให้การบริหารจัดการดูแลประชาชนในพื้นที่ที่กว้างขึ้น และมีการแก้ไขปัญหาย่อยในระดับพื้นที่อย่างยั่งยืน

นายอนุศักดิ์ คงมาลัย สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

กราบเรียนท่านประธาน กระผมคงขอใช้เวลาเพียงสั้น ๆ แล้วนะครับ เพราะว่าต้องกราบเรียนว่าสิ่งที่เสนอ เป็นหลักการ ๑ คน ๑ เสียง เขตใหญ่ เรียงคะแนน ไม่เกิน ๓ คน แทนที่จะเป็นเขตเดียว เบอร์เดียว ก็คงต้องกราบเรียนว่าหลักการอันนี้ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทําไมถึงไม่เคยมี การพิจารณาในเรื่องนี้กันมาก่อน พอเวลาเป็นเขตใหญ่ทีไรทําไมจะต้องไปเลือกกันพวง เวลาเลือกกันเป็นพวงก็ทําให้จังหวัดหรือเขตที่มีจํานวนคนมากกว่าผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียง ก็ใช้สิทธิเลือกคนได้มากกว่า ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง พอเวลามาแย้งกันด้วย วัน แมน วัน โหวต หรือ ๑ คน ๑ เสียง ก็เลยกลับกลายเป็นว่าเรื่องของเขตใหญ่ เรียงเบอร์ หรือเป็นพวงใหญ่ อะไรอย่างนั้นก็กลายเป็นเรื่องถูกต้องไปนะครับ สลับกันไปสลับกันมาในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งกระผมถือว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราหลงทาง แล้วอยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานฝากให้มี การจารึกไว้ในรัฐสภาแห่งนี้ว่า เราควรจะกลับมาพิจารณากันได้แล้วหรือยังว่า วัน แมน วัน โหวต คือสิ่งที่ถูกต้อง ๑ คน ๑ เสียง และเมื่อไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในเขตที่กระผม เสนอให้เป็นเขตที่ใหญ่ขึ้นนั้นก็เพื่อที่จะเปิดโอกาสให้กับบุคคลจํานวน ๓ คนในเขตที่ได้รับ การเลือกตั้ง ถ้าจังหวัดใดที่มีเลือกได้มากกว่า ๓ คนก็จะแบ่งขึ้นไปตามสัดส่วนที่กระผม ได้ขออนุญาตท่านประธานได้นําชาร์ท นี้เสนอ และกระผมเองก็ได้นําหลักการเหล่านี้เสนอไว้ ในที่ประชุมของคณะกรรมาธิการไว้เรียบร้อยแล้ว เพียงแต่ว่าท่านกรรมาธิการนั้นท่านมีหลักการของท่าน และท่านก็ได้ลงมติไปเรียบร้อย ท่านก็เลยได้กรุณาให้ผมสงวนคําแปรญัตติมานําเสนอไว้ในที่รัฐสภาแห่งนี้ ซึ่งแน่นอนครับ มีพี่น้องประชาชน มีเพื่อนฝูง มีคนที่รู้จัก แล้วก็แม้กระทั่งสื่อเองก็รับหลักการอันนี้ไป เพราะว่าสิ่งนี้ไม่ใช่เสนอเป็นการสร้างเขตใหญ่เป็นพวงไม่ได้กลับไปเลือกแบบเป็นพวง แต่ใช้ วัน แมน วัน โหวต แล้วใช้จํานวนคะแนนเสียงจากมากเรียงลําดับลงมาสู่น้อย ไม่ว่าคะแนนเสียง จากมากสู่น้อยนั้นจะเป็นเท่าไร ไม่ว่าแต่ละเขตจะมีการมากน้อยแตกต่างกันเท่าไร แต่จะไปดู ตัดสินใจกันอยู่ในแต่ละเขตนั้นว่าคนที่ได้คะแนนที่สูงที่สุด และรองลงมา และรองลงมาเท่านั้น ที่จะเป็นผู้ที่ได้รับการตัดสินให้เข้ามาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กระผมขออนุญาต อภิปรายเพิ่มเติมเพียงสั้น ๆ เพื่อให้เหตุผลในเรื่องที่ว่าเมื่อเขตใหญ่ขึ้นย่อมเหมาะสมกับ บทบาทของการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะว่าเขตเล็กเพียง ๑ เขต ต่อประชากร ๑๕๐,๐๐๐ คนนั้น คล้ายคลึงกับเป็นสมาชิกสภาจังหวัด คล้ายคลึงกับเป็นสมาชิกที่อยู่ ในท้องที่ แล้วก็ห่วงหาอาทรแล้วก็ลงไปเยี่ยมเยียนเฉพาะอยู่แต่ในพื้นที่ของตัวเอง พอบอกว่า เขตจะใหญ่ขึ้นก็จะกลับมาบอกว่ามีการเกี่ยงกันแทนที่จะไปดูแลประชาชน ก็ในเมื่อถ้าเกิด เขตอยู่ได้ ๓ คน ทําไมจึงจะไม่สามารถกลับลงไปดูแลพี่น้องประชาชนในเขตที่มีผู้แทนราษฎร ได้ทั้ง ๓ คน สลับกันดู หรือจะดูลงไปทุกคน หรืออย่างไรก็แล้วแต่ อันนั้นเป็นเรื่องของ วิธีการทั้งนั้น กระผมต้องกราบเรียนว่าสิ่งนี้เป็นการบ่งบอกถึงการขยายวิสัยทัศน์ของการเป็น ผู้แทนปวงชนชาวไทย เป็นผู้แทนของราษฎรอย่างแท้จริงว่าเป็นวิสัยทัศน์ที่เหมาะสม กระผมเองไม่ได้เสนอเลยเถิดไปถึงขั้นที่จังหวัดที่มีผู้แทนราษฎรได้อย่างกรุงเทพมหานคร ๒๐–๓๐ คนนั้น จะต้องเรียงตามลําดับลงไปเหมือนกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในหลายปี ที่ผ่านมา ยังมีการแบ่งเพื่อให้เกิดการจัดการที่เหมาะสมและอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม ดังนั้น กระผมจึงกราบเรียนว่าที่กระผมเสนอหลักการเขตใหญ่ เรียงคะแนน และไม่เกิน ๓ คนนั้น เพราะต้องการไม่มุ่งจํากัดพื้นที่ ให้มีฐานของประชาชนที่กว้างขึ้น แต่ก็ไม่กว้างจนเกินกว่า ที่จะห่างเหินไปจากประชาชน แล้วก็มีการบริหารจัดการดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ท่านประธานครับ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สําคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่กระผมต้องกราบเรียน นั่นก็คือว่า ทุกวันนี้มีการพูด ขออนุญาตที่ใช้คําศัพท์ภาษาต่างประเทศที่เรียกว่า ธิง โกลบอล แอค โลคอล (Think global act local) คิดต้องคิดให้กว้าง ปฏิบัติก็ปฏิบัติอยู่ในพื้นที่ของตัวเอง ในลักษณะเดียวกัน ดังนั้นในหลักการตรงนี้กระผมขอเรียกว่า มองปัญหาย่อยมาแก้ปัญหา เชิงระบบเพื่อให้ยั่งยืน นั่นก็คือคิดระดับชาติและปฏิบัติในระดับพื้นที่ เพื่อสามารถที่จะ นําปัญหาย่อยที่มีอยู่ในเขตพื้นที่ของตัวเองนําเอามาสังเคราะห์และวิเคราะห์เพื่อแก้ไขปัญหา อย่างเป็นระบบอย่างยั่งยืน ในฐานะที่เป็นผู้ที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติของประเทศนะครับ ท่านประธานที่เคารพ สิ่งที่สําคัญ จุดเด่นของเรื่องนี้เป็นเรื่องของผู้ที่ได้คะแนนมากที่สุด จะได้รับการเลือกตั้ง ผู้ที่ได้รองลงมา สิ่งที่สําคัญไม่มีใครกําหนดได้ครับท่านประธาน ว่าคนที่รองลงมาจํานวนเท่าไรจึงจะได้รับการเลือกตั้ง การที่บอกว่าไม่แน่นอน ว่าจะจํานวน เท่าไรได้รับการเลือกตั้ง เป็นสิ่งที่จะช่วยทําให้เป็นการลดอิทธิพลของระบบการจัดตั้ง ในเรื่องของธุรกิจการเมือง การจัดตั้งการซื้อคะแนนเสียง การจัดตั้งตัวแทนค้าคะแนนเสียง ในแต่ละพื้นที่ที่คิดว่าน่าจะมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพราะไม่มีหลักประกันใดตายตัวใด ๆ ว่าเมื่อลงทุนมากแค่นี้แล้วจะได้รับคะแนนมากแค่ไหนหรือเปล่า ยิ่งทุ่มมากก็อาจจะเสี่ยงมากขึ้น แล้วก็อาจจะมีโอกาสที่จะถูกจับได้ ดังนั้นเมื่อเสี่ยงมากที่จะถูกจับได้ในการที่จะไปทุ่ม ในการซื้อคะแนนเสียง พี่น้องที่เป็นผู้แทนราษฎรที่มีเจตนาที่ดีต่อพี่น้องประชาชนจึงหันที่จะ กลับไปลงมือกระทําในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อพื้นที่ของตัวเอง ลงไปปรากฏตัว ลงไปกระทํา ในสิ่งที่เป็นกิจกรรม ลงไปคลุกคลี ลงไปแก้ปัญหา ลงไปติดตาม ลงไปทําทุกสิ่งทุกอย่าง หรือจะไม่ลง แต่สามารถทํางานในส่วนกลาง สามารถทํางานในเชิงระบบ แต่พี่น้องประชาชน ในพื้นที่ให้ความเชื่อถือ กระผมก็เชื่อว่าเขาจะสามารถมีโอกาสได้รับความเชื่อถือและได้รับ คะแนน ดีกว่าที่จะไปอยู่ในเขตเล็กแล้วก็เลือกเพียงคนที่มีคะแนนเสียงสูงสุดเพียงคนเดียว เท่านั้นนะครับ ในขณะที่คนที่สอง คนที่สาม ไม่สามารถกําหนดได้ว่าคนที่สอง คนที่สาม จะมีคะแนนเสียงเท่าไร จึงเป็นแนวทางที่จะทําให้เปิดโอกาสทําให้บุคคลที่มีคะแนนเสียง รองลงมา หรืออาจจะมีฐานเสียงอยู่ในแต่ละเขตไม่มากนัก สามารถรวบรวมความดี สามารถ รวบรวมคะแนนเสียงของตัวเองโดยไม่จําเป็นที่จะต้องไปทุ่มเงินเพื่อที่จะไปซื้อเสียง แต่อย่างใด กล่าวโดยสรุปกระผมคิดว่าโดยวิธีนี้สิทธิของผู้ที่มาใหม่แม้อาจจะดูด้อยกว่า แต่ว่าก็ยังมีโอกาสที่จะไปรวบรวมคะแนนเสียงในพื้นที่ที่กว้างยิ่งขึ้น ในขณะที่โอกาส ของคนเดิมยังคงมีอยู่อย่างเช่นเดิม ถ้าหากสามารถที่จะรักษาฐานความดีเอาไว้ โดยไม่จําเป็น ที่จะต้องคิดว่าอุตส่าห์ทําความดีไว้แทบตาย อุตส่าห์ทําความดีไว้มากมาย แต่พี่น้องประชาชน เมื่อจะต้องเลือกเขามาทีไรก็จะต้องแบมือเรียกเงินจากเขาทุกที อันนี้คือสิ่งที่ต่างถ้อยที ถ้อยปฏิบัติต่อกันมาโดยตลอด ซึ่งกลายเป็นเรื่องที่เราต้องจํายอม จําทน อยู่ในภาวะของ การตกอยู่ในสภาวะของธนกิจการเมือง ซึ่งกระผมถือว่าหลายท่านนะครับ ผู้แทนราษฎร จํานวนมากมีความมุ่งมั่นอยากจะกระทําความดี ทุกท่านที่นั่งอยู่ที่นี่ แต่เมื่อลงไปในเวทีแล้ว จะต้องเอาชนะให้ได้ ในที่สุดก็ต้องมีโอกาสที่จะต้องไปถูกกลไกซึ่งถูกกําหนดโดยผู้ที่เป็น ตัวแทนนายหน้า คนกลาง หรือผู้รับเหมาค้าคะแนนเสียงนั่นล่ะครับมาเป็นตัวกําหนดที่ทําให้ เขาต้องกระทําในสิ่งที่เขาไม่อยากจะทํา และในที่สุดเขาต้องทํา เมื่อเขาทําเขาลงทุน เขาก็ต้องกลับมาแสวงหาทุนอีก กระผมต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าสิ่งนี้คือ หลักการอันหนึ่งที่กระผมต้องขออนุญาตขอสงวนคําแปรญัตติ แล้วก็ขอกราบเรียนนําเสนอ ต่อพี่น้องท่านสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด ถึงแม้ว่าไม่ว่ามติจะออกมาเป็นอย่างไร กระผมก็ต้อง ขอกราบเรียนว่า นี่คือสิ่งที่จะขออนุญาตเริ่มต้นนําเสนอ แล้วก็จะขอนําเสนอแนวความคิด เหล่านี้ในการที่จะเผยแพร่แนวความคิดต่อไป เมื่อมีโอกาสในการที่จะแก้ไขในวันข้างหน้าอีก กระผมก็จะสนับสนุนความคิดอันนี้อีก ขอกราบขอบพระคุณครับ