สมชาย แสวงการ แสดงความเห็นคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ โดยเสนอให้รอระยะเวลาที่เหมาะสมก่อน และเรียกร้องให้ปรับสัดส่วน ส.ส. ใหม่โดยลดจำนวนในเขตเลือกตั้ง เพิ่มสัดส่วนบัญชีรายชื่อเพื่อรับตัวแทนกลุ่มวิชาชีพและภาคประชาสังคมแทนนักการเมืองท้องถิ่น เพื่อเสริมสร้างอำนาจนิติบัญญัติอย่างแท้จริง
ท่านประธาน ที่เคารพครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา คงจะใช้เวลาไม่มาก นะครับ เพราะว่าก็ใช้เวลาทั้งวันมาตลอดในการที่สมาชิกรัฐสภาได้อภิปรายตั้งแต่แก้ไข รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ มาจนถึงขณะนี้ต้องกราบเรียนท่านประธานครับว่าการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งเพิ่งใช้มา ๓ ปีเศษนั้น ผมกราบเรียนตามตรงต่อท่านประธานครับ ว่าผมเองนั้นไม่เห็นด้วยในหลักการที่จะมีการแก้ไขหลายประการครับ รัฐธรรมนูญ เพิ่งใช้มา แล้วก็ถ้าจะให้ดีนั้นจริง ๆ ควรใช้ประมาณสัก ๑๐ ปีแล้วก็มีการสรุป มีการตรวจสอบ ให้ชัดเจนว่ามาตราไหนบ้างในทั้งหมด ๓๐๐ กว่ามาตราที่มีข้อบกพร่อง คณะกรรมาธิการ วิสามัญศึกษาปัญหาการใช้รัฐธรรมนูญของวุฒิสภาก็ได้มีข้อเสนอ มีข้อสรุปไว้มากมายว่า แต่ละประเด็น แต่ละข้อสัดส่วนนั้นต้องแก้ไขอย่างไร คงไม่ได้มีแค่ประเด็นเรื่องมาตรา ๑๙๐ ไม่ได้มีแค่ประเด็นเขตเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว เพราะฉะนั้นการที่รัฐบาลมอบหมายให้ คณะกรรมการ ๒ ส่วน ไม่ว่าจะเป็นส่วนของกรรมการสมานฉันท์ไปดําเนินการแล้วก็ มีบทข้อสรุปมาแค่ ๖ ประการนั้นน่าจะไม่ถูกต้อง ถัดมาก็คือว่ามอบหมายให้ชุดของ อาจารย์สมบัติ ธํารงธัญวงศ์ ก็ไปดําเนินการศึกษาต่อจากแนวทางของกรรมการสมานฉันท์ ผลมันก็ออกมาเช่นนั้นนะครับว่า ท้ายที่สุดจะแก้ไขเพื่อความสมานฉันท์ในบ้านเมือง กลายเป็นแก้ไขเรื่องเขตเลือกตั้ง กลายเป็นการแก้ไขเรื่องจํานวน ส.ส. นั่นก็ไม่พ้นเรื่องของ นักการเมืองด้วยกันเอง เพราะฉะนั้นจึงเป็นสิ่งที่ผมเรียนตั้งแต่ต้นแล้วผมไม่เห็นด้วยนะครับ อย่างไรก็ตามครับเมื่อท่านเสนอที่จะแก้ไขก็มีมุม มีประเด็นที่อยากจะเสนอต่อที่ประชุม เพื่อได้พิจารณาในวันหน้า ซึ่งผมมีความเชื่อเหลือเกินว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญวันนี้น่าจะ ไม่สําเร็จ ในเฉพาะส่วนของสัดส่วนของ ส.ส. ก็เรียนไว้ว่าการที่เสนอ ไม่ว่าจะมีหลายสูตร จะมีสูตรของ ส.ส. ส.ว. บางท่านท่านเสนอมาเป็นสูตร ๔๐๐ : ๑๐๐ สูตร ๓๐๐ : ๑๐๐ สูตร ๒๐๐ : ๑๐๐ หรือสูตรต่าง ๆ ก็ตาม แล้วรวมถึงที่ผมเสนอ ๓๕๐ : ๒๕๐ นั้น ก็ต้องกราบเรียนว่าทุกคนก็คงเสนอเพื่อให้เกิดมีการจุดประกายในวันหน้าทางความคิดว่า ถ้าเผื่อจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะมีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ในอนาคตนั้น ให้มุมมอง หลายมุมมอง แล้วก็นําเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาด้วย ผมเองเรียนว่าการที่ต้องให้มี ส.ส. สัดส่วนลดลงนั้น กราบเรียนเลยนะครับว่าจริง ๆ แล้วเรามี ส.ส. ที่มากเมื่อเทียบกับ จํานวนประชากรของประเทศไทย ต้องขออภัยท่าน ส.ส. ด้วยนะครับ ประเทศเรา มีประชากร ๖๐ กว่าล้านคน เรามี ส.ส. ถึง ๕๐๐ คน หรือ ๔๘๐ คน ในขณะนี้เทียบกับ สหรัฐอเมริกา ๒๐๐-๓๐๐ ล้านคน เขาก็มี ส.ส. แค่ ๔๐๐ กว่าคน แล้วก็มีวาระดํารงตําแหน่ง แค่ ๒ ปี ก็ต่างกันระหว่าง ๒ ประเทศ แต่เห็นว่าพัฒนาการก็แตกต่างกันในเรื่อง ประชาธิปไตยมากมาย หลายท่านอาจจะบอกว่าเพราะ ส.ส. เราต้องทําหน้าที่หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นงานศพ งานบวช งานแต่ง ต้องไปทุกหน้าที่ แต่บ้านเราเองก็พยายามเหลือเกิน ที่จะแบ่งกระจายอํานาจให้กับ ส.จ. หรือ ส.ก. หรือเทศบาล หรือ อบต. ทั้งหลายแหล่ออกไป แล้ว แต่ว่าสิ่งเหล่านั้นก็ยังผูกติดกับท่าน การที่มาทําหน้าที่ในสภาในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ จึงน้อยเหลือเกิน ก็ต้องกราบเรียนว่าเป็นปัญหา ดังนั้นสูตรที่ผมเสนอให้ท่านมี ส.ส. อยู่แค่ ๓๕๐ คน ในเฉพาะเขตนั้นก็ยังให้คงทําหน้าที่ในการดูแลพี่น้องประชาชนส่วนหนึ่ง อยู่เหมือนเดิม แต่ต้องการให้เกิดการเพิ่ม ส.ส. ปาร์ตี้ ลิสต์ มากขึ้น ก็คือให้ท่านนั้นสามารถเข้ามาทําหน้าที่ ในฐานะตัวแทนฝ่ายนิติบัญญัติโดยไม่ต้องคํานึงถึงเขตพื้นที่ แล้วก็ให้นําบุคลากรที่มีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นครูบาอาจารย์ นักวิชาการ ตัวแทนของ เอ็นจีโอ (NGO) ตัวแทนของ ปราชญ์ชาวบ้าน นักวิชาการด้านแรงงานหรือเกษตรกรต่าง ๆ ที่เขาไม่คุ้นเคย ไม่ชํานาญ ในการเลือกตั้งไม่คุ้นเคยต่อการลงพื้นที่ต่าง ๆ นั้นเข้ามาอยู่ในสภาแล้วช่วยกันทํา ด้านกฎหมาย ช่วยดูแลพี่น้องประชาชนในด้านอื่น ๆ ด้วย ก็เป็นการเสมือนซึ่งเสริม ซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้นสัดส่วนก็ไม่ได้เกินเลยไปจากความเป็นจริง เพราะว่า แต่ละท่าน หรือแม้กระทั่งกรรมาธิการก็นําสัดส่วนที่เอามาจากสัดส่วนของ ๓ : ๑ ก็ตาม เพราะฉะนั้นข้อเสนอในสัดส่วน ๓๕๐ คน ๔๕๐ คน ก็เป็นเพียงตุ๊กตาตัวหนึ่งที่จะนํามา หยิบยกขึ้นเพื่อให้เป็นประเด็นในการที่จะเอาไว้วิเคราะห์ต่อไปในอนาคต ก็ต้องกราบเรียน ครับว่าจะเป็นอย่างไรก็ตามในวันนี้ที่เราพยายามจะแบ่งเขตเลือกตั้งแบบใหม่จากเขตใหญ่ กลับไปเป็นเขตเล็ก ผมเองก็ต้องกราบเรียนตรง ๆ ว่ายังไม่เห็นว่าประชาชนจะได้ ประโยชน์อะไร เพราะตอนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้นได้แก้ไขให้กลับมาเป็นเขตเล็ก ก็มีเหตุผลต่าง ๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นเขตเล็ก สะดวกในการไปหาเสียง สะดวกในการที่คนที่ มีเงินน้อยจะสามารถเข้ามาเป็น ส.ส. ได้ ที่ผ่านมาก็เห็นว่ามีการซื้อเสียงกันมากมาย ก็กลับมาเป็นเขตใหญ่ เพราะฉะนั้นเมื่อจะกลับไปอีกก็ยังไม่เห็นว่าจะทําให้เกิดการแก้ไข ปัญหาการซื้อเสียงได้อย่างไร สุดท้ายก็คงต้องเรียนครับว่าการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อเขตเลือกตั้ง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อนักการเมืองด้วยกันเอง ไม่ว่าจะเสนอสูตรใด ๆ ก็ตาม ผมคิดว่าเรื่องนี้ ยังไม่สะท้อนและยังไม่สนองตอบความต้องการของประชาชน แม้หลายท่าน จะอ้างว่าประชาชนในเขตพื้นที่ของท่านต้องการ ๔๐๐ คน ต้องการ ๓๗๕ คน ผมกราบเรียน เลยครับว่าเป็นความต้องการของท่านทั้งนั้นแหละครับในสภานี้ ขอบคุณครับ