รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๕ มกราคม ๒๕๕๔

สมเกียรติ ศรลัมพ์ หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2550 และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของสังคมและประเทศชาติ โดยเน้นย้ำว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ควรทำเพื่อส่วนตัวหรือเพื่อพรรค แต่ควรทำเพื่อประโยชน์ของสังคมและประเทศชาติ

นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน

ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่านครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีคนกล่าวว่าเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ ใครที่แก้ไขได้ ผู้ที่ดํารงตําแหน่งนั้นก็จะสามารถอยู่ได้ต่อเนื่อง และยาวนาน เพราะฉะนั้นผมขอฝากกําลังใจให้ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ จริงใจและ พยายามแก้ไขให้ได้ เพื่อท่านจะได้อยู่ต่อไปนะครับ ทีนี้ลองมาดูนะครับว่ารัฐธรรมนูญคืออะไร รัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุดที่ใช้ในการปกครอง ประเทศ ตามทฤษฎีสัญญาประชาคม หรือโซเชียล คอนแทรค (Social Contract) ได้กล่าว ไว้ว่า รัฐธรรมนูญ คือ กติกาในการอยู่ร่วมกันของประชาชนที่ได้ตกลงกัน เพราะฉะนั้น การร่างรัฐธรรมนูญก็ตาม การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ตาม หรือการเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญก็ตามนั้น จะต้องกระทําเพื่อให้องคาพยพในสังคมใช้ประโยชน์ ไม่ว่าเรื่องการจัดการเรื่องต่าง ๆ แต่ว่า ถ้าใครก็ตามที่ร่างรัฐธรรมนูญมาเพื่อกลุ่ม เพื่อตน เพื่อพรรค หรือเพื่อแก้ไขปัญหาของตนเองแล้ว สิ่งนั้นไม่เป็นมงคล และสิ่งนั้นก็จะก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมประเทศชาติ ผมจะขอ กราบเรียนท่านว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ผู้แก้ไข แก้เพื่อที่จะแก้ไขปัญหานายกรัฐมนตรี ทักษิณ กลัว ไม่ให้นายกรัฐมนตรีทักษิณจะมีอํานาจมากขึ้นหรือหวนกลับเข้ามา นี่คือ เจตนารมณ์ พอบิดเบือนไปแล้ว แล้วมันเกิดอะไรขึ้นครับ เกิดการเบี่ยงเบนทางสังคมเรา มีการต่อสู้กันตลอดเวลา ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ต่อสู้แก่งแย่งกัน ทุกคนมีความรู้สึก ไม่เท่าเทียมกัน ไม่ยุติธรรม องค์กรต่าง ๆ ก็เข้ามาทํางานอย่างที่เราเห็นนี่ครับ ไม่มีการ เช็ค แอนด์ บาลานซ์ (Check and balance) ตามระบบที่เขาควรจะเป็นมีการถ่วงดุลกันที่มี อํานาจสูงสุด ทั้งหมดนี่นะครับกลไกต่าง ๆ สถาบันในสังคมนี่รวนเรไปหมด ถามว่าผมชอบ ไหมครับ ผมอยากจะแก้ทั้งหมดเลยด้วยซ้ําไปรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่อย่างที่ท่านชาดาพูด เราเป็นนักกีฬา นักบอล เมื่อกีฬามาอย่างนี้ เราก็เล่นตามกติกาอย่างนี้ เมื่อเป็นอย่างนี้ ผมขอกราบเรียนว่าพอเรามาใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เข้าในกติกานี้แล้ว ท่านทราบไหมครับ ว่าตั้งแต่สมัยรัฐบาลสมัคร และรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีสมชาย พอมีดําริว่าจะแก้ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ อะเจนด้า (Agenda) ของประเทศและเป็นความโหดร้ายเป็นความ ไม่ดีถึงกับมาประท้วงกันว่าทําเพื่อตัวเอง จนกระทั่งรัฐบาลล้มไปเพราะประเด็นนี้ครับ แต่หลังเปลี่ยนรัฐบาลแล้วก็มีการเสนอ แก้อีก พอเสนอแก้ก็ตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ ชุดท่าน ส.ว. ผม ที่รักที่ได้เป็นประธานนี่นะครับได้ต่อสู้ พอท่าน ส.ว. สรุป ๖ ประเด็น ผมว่า เสนอเลยครับเพื่อจะแก้ไข ๖ ประเด็นตาม หวังว่าบ้านเมืองมันจะคลายปัญหา แม้เรา แก้ทั้งหมดไม่ได้ก็แก้ประเด็น ก็มีการโจมตีว่าทําเพื่อส่วนตัว มีกลุ่มเฟช บุ๊ค (Face book) คุณหมออะไรนะครับไปแจ้ง ป.ป.ช. แล้ว ป.ป.ช. ก็รับลูกเสียด้วยว่าเป็นประโยชน์ทับซ้อน ผมถามคุณหมอ ณ วันนี้ เฟช บุ๊คไปไหน ท่านไปไหน มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วประโยชน์ ทับซ้อนหรือไม่ นั่นก็แสดงว่าปัจจุบันนี้ปัญหาของสภาที่เรากําลังสรุปในการพูดโต้เถียงกันนี่ จริง ๆ เราไม่มีอํานาจหรอกมีคนเขียนกติกาวางเกณฑ์ วางประเด็น วางกลไกเพื่อให้ เราเดินไปตามระบบที่ควรจะเป็นหรืออยากให้เป็น แต่อย่างไรก็ตามแม้ว่าผมรู้ แต่ผมก็อยากจะอยู่กับเขานั่นแหละ เมื่อเขาเดินไปเราก็เดินตามอย่างนั้น แต่เรื่องอย่างนี้ ผมขอกราบเรียนท่านว่า แล้วเรามาดูรายละเอียดในการแก้ไขตรงนี้ จริง ๆ ผมละอายใจ ไม่อยากจะพูดเลย เพราะว่าอะไร เรามาพูดถึงเรื่องเขตการเลือกตั้งของตนเอง ๔๐๐ คน ๘๐๐ คน ๘๐ คน สิ่งเหล่านี้ประชาชนฟังผมยังไม่เห็นมันจะได้ประโยชน์อะไร แม้สมาชิก ผมเชื่อว่าถ้ายุบสภาวันพรุ่งนี้ แล้วลงไปรูปแบบไหนเขาก็ยอมสู้ขอให้การต่อสู้ในเวทีของ ประชาชนมีความบริสุทธิ์ยุติธรรม กลไกต่าง ๆ ไม่ว่า กกต. ไม่ว่า ป.ป.ช. ไม่ว่ากลไกต่าง ๆ เรามาดูสิว่าประชาชนให้ความเป็นธรรมอย่างไร ผมเชื่อครับสังคมจะเดินไป ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว แต่อย่างไรก็ตามผมขอกราบเรียนครับว่า เมื่อเสนอมาให้เราเลือกผมก็จะยินดีที่จะเป็นเด็กดี เลือกตามกรอบนี้ ผมได้แปรญัตติไว้ว่า จากที่กรรมาธิการวิสามัญยืนยันว่า แบ่งเขตนี่นะครับ ๓๗๕ คนกับปาร์ตี้ ลิสต์ ๑๒๕ คนนี่นะครับ ๑๒๕ คนนี่ผมขอแปรญัตติมาเป็น ๔๐๐ กับ ๑๐๐ ถามว่าเหตุผลเพราะอะไร เพราะว่าตอนร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นี่นะครับ กว่าจะกลั่นกรองนะครับ ได้นําพาประเด็นปัญหาต่าง ๆ ไปทั่วประเทศแล้วก็ตอนนั้นเรามี ความรู้สึกว่าถ้าเลือกตั้งไป เราได้ ส.ส. ที่อยู่ในพื้นที่ ส.ส. ก็จะรับรู้แต่เรื่องในพื้นที่แต่ไม่รู้ ปัญหาวิสัยทัศน์ เพราะการแสดงความคิดเห็นในทางกฎหมายหรือว่านโยบายประเทศนั้น น่าจะได้นักวิชาการ น่าจะได้บุคคลต่าง ๆ ที่มีชื่อเสียงและมีองค์ความรู้มาทํางานในสภาด้วย จึงเพิ่มเติม ๑๐๐ คนนี้ขึ้นมา เราก็จะได้อาจารย์ลิขิต ธีรเวคิน แล้วได้ใครต่าง ๆ ตอนนั้นใหม่ ๆ มามากมาย ท่านจะเห็น ได้ว่าพอมีรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ใหม่ ๆ พรรคต่าง ๆ แม้กระทั่งพรรคชาติไทยก็จะเสนอ บุคคลดี ๆ ต่าง ๆ มาเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก ๑ ๒ ๓ ให้เห็นอิมเมจ (Image) เลยครับว่า เป็นคนที่มีคุณวุฒิ แต่พอเดินไปๆแล้วท่านทราบไหมครับว่าปาร์ตี้ ลิสต์ ๑๐๐ คนนี้เกิดขึ้น จากอะไร เกิดขึ้นจากการแก้ไขการทับซ้อนของเขตพื้นที่ แล้วก็ดันขึ้นมาเป็นปาร์ตี้ ลิสต์ ก็แสดงว่าปาร์ตี้ ลิสต์นี้ก็เป็นหน่วยรองรับความขัดแย้งของ ส.ส. เขต แล้วก็ดันขึ้นมา ปาร์ตี้ ลิสต์ ก็ไม่ได้คนที่เป็นเทคโนแครตเหมือนเดิมแล้วบางครั้งก็เอานายทุนมาอยู่ในลิสต์ (List) ของต้น ๆ นี่คือการแก้ไขทางการเมืองของพรรคการเมือง แต่อย่างไรก็ตามเราก็ต้อง ดําเนินการ ปัญหาที่เกิดขึ้นนะครับท่านครับเราอย่าไปคิดว่าเป็นความผิดของกฎหมาย แต่เป็นความผิดของบุคคล ถ้าบุคคลมีความเห็นแก่ตัว มีความเห็นประโยชน์ของพรรค ของกลุ่มแล้ว ไม่ว่ากฎหมายดีอย่างไรก็ตาม เขาก็บิดเบือนเจตนารมณ์ไปได้ เพราะฉะนั้นแล้ว ผมก็ยังยืนยันว่า ๔๐๐ กับ ๑๐๐ นี้จะมีความสําคัญที่จะสามารถทําให้งานนี้สําเร็จลงได้ แล้วก็เป็นสัดส่วนที่พอดีแล้วล่ะ ที่จะเอานักวิชาการหรือคนที่มีความรู้มาตรง ๑๐๐ แล้วก็ ๔๐๐ นี้ ประชาชนที่จะดูแลพื้นที่ของ ส.ส. หรือ ส.ส. สนองตอบงานของประชาชน ก็พอเหมาะพอสม เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ผมเชื่อว่าอยากให้สมาชิกนะครับ ใครก็ตามที่คิด แล้วกําลังไตร่ตรอง สมาชิกวุฒิสภาตอนนี้ท่านเป็นผู้ที่มีความหวังมากสําหรับการแก้ไขครั้งนี้ เพราะท่านไม่มีวิป (Whip) ท่านสามารถจะตัดสินใจด้วยดุลยพินิจของตนเองได้ การตัดสินใจ ของสมาชิกวุฒิสภาจะเป็นการตัดสินใจที่สําคัญครั้งนี้ในการกําหนดของประเทศชาติ เพราะฉะนั้นผมขอกราบเรียนนะครับว่า ท่านใช้ดุลยพินิจให้ดีว่าการแก้ไขครั้งนี้ ใครก็ตาม ถ้าแก้ไขแล้วเป็นประโยชน์ แล้วก็ไม่ต้องคํานึงถึงว่าใครจะมาขออย่างไร ถ้าท่านใช้ดุลยพินิจ ของท่านที่ถูกต้อง แม้วุฒิสภาด้วยการสรรหาท่านจะหมดอีกไม่กี่วัน ผมเชื่อว่าท่านก็จะจํา ความรู้สึกของตัวเองว่าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งหนึ่งในชีวิตที่ท่านได้ร่วมนั้น ท่านได้ แก้ตามเจตนารมณ์ความรู้สึกที่ถูกต้องของท่านเอง แต่ไม่ได้เกิดจากสิ่งเร้าหรือว่า การคอนวินซ์ (Convince) จากบุคคลต่าง ๆ หรืออํานาจนอกสภา หรืออํานาจในสภาต่าง ๆ ผมขอให้ท่านนะครับว่าการลงคะแนนเสียงครั้งนี้มันก่ํากึ่งกันมาก ถ้าได้สมาชิกวุฒิสภา ประมาณ ๑๕๐ คน สัก ๑๐๐ คน เทไปทางไหน ข้อเท็จจริงของสังคมก็จะเดินไปทางนั้น ผมขอฝากความหวังไว้ให้กับสมาชิกวุฒิสภา ขอบคุณครับ