สุรเดช จิรัฐิติเจริญ หารือเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเล็กๆ เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามารถทั่วถึงในการดูแลความทุกข์สุขของประชาชนได้ และเสนอให้มีการพิจารณากฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ แทนที่จะชิงความได้เปรียบหรือเปลี่ยนกติกา
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดปราจีนบุรี ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้เรามีการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม เกี่ยวกับเรื่องตามมาตรา ๙๓ ถึงมาตรา ๙๘ ซึ่งเพื่อนสมาชิกก็ได้อภิปรายเป็นจํานวนมาก แล้ววันนี้ก็มีเหตุผลรองรับหลายเรื่อง โดยเฉพาะข้อที่มาพิจารณากันคือเรื่องจํานวนตัวเลข คือเรื่องที่ว่าจํานวนตัวเลขนั้นเป็นอย่างไร แต่หลักการในการแก้ไขครั้งนี้ในที่นี้ผมแปรญัตติไว้ ๓ มาตรา คือมาตรา ๙๓ มาตรา ๙๔ และมาตรา ๙๖ แต่คงจะพูดภาพรวมไปเลยนะครับว่า ขออภิปรายมีเหตุมีผลในการที่จะชี้แจงให้กับเพื่อนสมาชิกได้รับฟัง และกับพี่น้องประชาชน ได้รับฟังว่าเหตุผลอย่างไรถึงจะต้องให้การสนับสนุนตามกรรมาธิการหรือไม่ อย่างไร
ประเด็นแรกที่การแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อันดับแรกคือการเลือกตั้ง แบบแบ่งเขตเรียงเบอร์ เป็นการเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว อันนี้เห็นด้วย หรือเขา เรียกว่า ถ้าแบบพี่น้องเข้าใจง่าย ๆ คือพวงใหญ่เป็นพวงเล็ก เนื่องจากว่าการเลือกตั้งถ้าเกิดว่า เขตใหญ่ ผมเป็นสมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดปราจีนบุรี มี ส.ส. ๓ ท่าน ก็มีอยู่ ๗ อําเภอ ๕๐ ตําบล ๕๐๐ หมู่บ้าน การที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านหนึ่งท่านใดจะไปดูแล ทั้งจังหวัด ก็ทําให้ไม่สามารถที่จะทั่วถึงได้ และแม้กระทั่งว่าการที่จะดูแลในพื้นที่นั้นถ้าเกิดว่า มีการแบ่งงานกันทําหรือแบ่งพื้นที่ที่ชัดเจนก็เป็นสิ่งที่ดี เพื่อที่พี่น้องประชาชนจะได้รู้ว่า ในเขตเลือกตั้งนั้น ๆ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใครเป็นผู้รับผิดชอบ ถ้าเกิดมีผลงานก็จะได้ เลือก ส.ส. ท่านนั้นต่อไป ถ้าเกิดไม่มีผลงานจะได้มีการเปลี่ยนแปลง หรือผู้สมัครรับเลือกตั้ง คนอื่นต่อไป เป็นผลงานที่ชัดเจน เปรียบเสมือนหนึ่งในบริษัท ๆ หนึ่ง ถ้ามีผู้บริหารมากกว่า ๑ คนขึ้นไปจะมีการเกี่ยงความรับผิดชอบกัน ดังนั้นเองถ้าเกิดในพื้นที่นั้น ๆ อย่างทางสมาชิก วุฒิสภาจังหวัดละ ๑ คนเขามีปัญหาอะไร ตัว ส.ว. เองนั้นจะทํางานทางด้านนิติบัญญัติ เต็มตัว แต่หน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนอกเหนือจากทําหน้าที่พิจารณากฎหมายแล้ว หน้าที่ที่สําคัญอีกอย่างหนึ่งที่เพื่อน ส.ส. ที่ต้องดูแลคือความทุกข์สุข พี่น้องประชาชนที่จะ รับฟังความเดือดร้อน ซึ่งเพื่อนสมาชิกหลายท่านก็ได้พูดมาแล้วว่ามีความจําเป็นอย่างไร ที่ต้องดูแล ดังนั้นเองถ้าเกิดว่าในการที่กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีการแก้ไขโดยจาก เขตใหญ่เป็นเขตเล็ก อาจจะจังหวัดอื่น อาจจะมี ส.ส. อยู่ ๔ คน ๑๐ คน หรือ ๑๖ คน ก็แล้วแต่ แต่จังหวัดปราจีนบุรีมี ๓ คน ถ้าเกิดมีแบ่งเขตชัดเจนก็สามารถทําให้แบ่งพื้นที่ความ รับผิดชอบชัดเจน และพี่น้องประชาชนก็จะได้พึ่งพาอาศัยได้ ถ้าพึ่งพาอาศัยไม่ได้ โอกาสหน้า ก็ไม่ต้องเลือกกัน จะได้หาคนอื่นต่อไป
และอันที่ ๒ ที่ผมเห็นด้วยเกี่ยวกับเรื่องเขตการเลือกตั้งแบบสัดส่วน ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ บอกว่ามี ๘ กลุ่มจังหวัด จังหวัดปราจีนบุรีเป็นกลุ่ม จังหวัดหนึ่งซึ่งรวมกับโคราช ซึ่งการปฏิสัมพันธ์หรือการไปมาหาสู่ จังหวัดปราจีนบุรี อยู่เขตภาคตะวันออกนะครับ แต่ต้องอยู่ในกลุ่มจังหวัดเดียวกับจังหวัดนครราชสีมา ดังนั้นเองความชัดเจนของกลุ่มจังหวัดก็ไม่ชัดเจน ก็เป็นนิมิตหมายดีนะครับที่ว่าจะมี การแบ่งกลุ่มจังหวัดโดยจัดแบ่งกลุ่มจังหวัด กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันจะแก้ไข เป็นเขตประเทศคือบัญชีรายชื่อ เอาประเทศเป็นเขตประเทศก็เป็นสิ่งที่ดี แต่การที่ว่า การแบ่งเขตจากจํานวน ส.ส. จาก ๔๐๐ คน ที่จะแก้ไขเป็น ๓๗๕ คนก็ดี หรือการเลือกตั้ง แบบบัญชีรายชื่อจาก ๘๐ คน เป็น ๑๒๕ คน ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นความเห็นจากอะไร ท่านประธานครับ ผมเองเป็นสมาชิกวุฒิสภา เรื่องนี้ผมไม่มีส่วนได้เสียกับเรื่องจํานวนตัวเลข จะเป็นการเลือกตั้ง แบบแบ่งเขต ซึ่งมี ๔๐๐ คน เป็น ๓๗๕ คนก็ดี หรือระบบบัญชีรายชื่อ จาก ๘๐ คน เป็น ๑๒๕ คนก็ดี ผมเองก็เป็นสมาชิกวุฒิสภาก็เป็นได้สมัยเดียว ก็เป็น นักการเมืองแล้ว แต่ว่าอยากจะพูดด้วยเหตุด้วยผลว่าเป็นมาอย่างไร แต่ถ้าเกิดว่าดูจาก ตัวเลข ถ้าดูตั้งแต่กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ว่าการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อนั้น มี ๑๐๐ คน แล้วก็การเลือกตั้งแบบ แบ่งเขตเลือกตั้งมี ๔๐๐ คน หรือถ้าเทียบเป็นสัดส่วนคือ ๑ : ๔ แต่ถ้าเกิดว่าพิจารณาตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ การเลือกตั้งแบบบัญชี รายชื่อมี ๘๐ คน การเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งมี ๔๐๐ คน ถ้าเป็นสัดส่วนระหว่างบัญชี รายชื่อกับเลือกตั้งนั้นคือ ๑ : ๕ แต่ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้บอกว่าให้เลือกตั้ง แบบบัญชีรายชื่อ ๑๒๕ คน และแบบแบ่งเขต ๓๗๕ คน ถ้าคิดสัดส่วนง่าย ๆ คือ ๑ : ๓ ๑ : ๓ มาจากไหน ก็มาจากว่าเอาหลักคิดอะไรมาคิด ตัวเลขนี้เป็นไปตามข้อเสนอของ คณะกรรมาธิการพิจารณาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามข้อเสนอของคณะกรรมการ สมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปทางการเมืองและการศึกษา การแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยมี ท่านศาสตราจารย์ดอกเตอร์สมบัติ ธํารงธัญวงศ์ เป็นประธานในครั้งนี้ ซึ่งตั้งคณะกรรมการ โดยท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้แต่งตั้งท่านอาจารย์สมบัติมาเป็นกรรมการพิจารณาในครั้งนี้ แต่ท่านครับ คณะกรรมการนี้ตั้งมาไม่กี่วันก็มีตัวเลข ๓๗๕ คน กับบวก ๑๒๕ คน ซึ่งตัวเลข ๔๐๐ คน เรามีตั้งแต่การประชามติ ตั้งแต่การมีส่วนร่วม ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็ดี ถึงปี ๒๕๕๐ ก็ดีนะครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ หรือปี ๒๕๕๐ ต่างคนเห็นแย้งไม่เหมือนกัน แต่จํานวน ตัวเลข ๔๐๐ คนเหมือนกัน ดังนั้นเองผมไม่ทราบว่าตัวเลข ๓๗๕ คน เอามาได้อย่างไร มีผล อะไรรองรับ ก็เป็นที่ข้อสังเกตว่าเอาตัวเลขมาจากไหน ก็เป็นข้อสังเกต แต่ถ้าเกิดมาดูถึง ข้อเท็จจริง อันนี้คือหลักคิดก่อนว่ามาอย่างไร แต่ถ้าเกิดมาดูว่าถ้ามาพิจารณาเป็น รายละเอียดแล้ว ท่านประธานครับ การเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจาก ๓๗๕ คน จากเดิม ๔๐๐ คนนั้น มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร ถ้ามาพิจารณาว่าเฉพาะ ๔๐๐ คนเดิมนะครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็ดีนะครับ มี ๔๐๐ เขตเลือกตั้ง ถ้าเกิดไม่มีการเปลี่ยนแปลง เดิมที ๔๐๐ เขตเลือกตั้ง การเลือกตั้งแต่ละครั้งต้องดูตัวเลขประชากร มีประชากรจํานวน จังหวัดที่เพิ่มและลด บางจังหวัดจาก ๒ เป็น ๓ บางจังหวัดจาก ๓ เป็น ๒ แค่ตัวเลข ๔๐๐ เขตเดิมก็ปวดหัวแล้วนะครับ เพราะว่าประชากรมีการเคลื่อนย้าย มีการเปลี่ยนแปลง เป็นอันมาก แค่นี้จังหวัดต่าง ๆ ก็เปลี่ยนจํานวน ส.ส. ทีหนึ่งต้องแบ่งเขตการเลือกตั้งทีหนึ่ง ก็ทําให้เกิดความสับสนอยู่แล้วนะครับ ยิ่งถ้าเรามาบอกว่าให้ลดถึง ๒๕ คน อีก ๒๕ เขตเลือกตั้ง ๒๓ จังหวัดจะทําให้มีความสับสนขนาดไหน ท่านประธานครับ ผมอยู่ จังหวัดปราจีนบุรีถ้าตัวเลข ๓๗๕ คน จังหวัดปราจีนบุรีไม่กระทบ แต่ถ้าเกิดมองจังหวัด ข้างเคียงผมนะครับ คือจังหวัดนครนายก ซึ่งหลายคนรู้ว่าจังหวัดนครนายกเป็นจังหวัดที่มี การแข่งขันค่อนข้างจะรุนแรงนะครับ ก่อนหน้านี้มีการเลือกตั้งถึง ๔ ครั้ง มี ส.ส. อยู่ ๒ คน ถ้าเกิดว่าถ้าใช้ตัวเลข ๓๗๕ คน จะเหลือแค่ ๑ คน จะทําให้เกิดอะไรขึ้นครับ มีการแข่งขันสูง มีความแตกแยกค่อนข้างจะสูง ไม่ทราบว่าลด แบ่งเขตแล้วจะได้อะไร หรือลดแล้วจะได้อะไร ว่าจํานวนที่หายลง เพราะว่าเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าถึงแม้เรามี อบต. เทศบาล อบจ. แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นก็ช่วยในระดับท้องถิ่นได้ แต่ปัญหาส่วนใหญ่ เราเป็นปัญหาการบริหาร เราไม่ได้เป็นสาธารณรัฐนะครับ ปัญหาต่าง ๆ ในส่วนกลาง ดังนั้นเองสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็สามารถเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนได้ ก็สามารถ ที่จะแก้ปัญหา หรือสนองตอบ หรือผลักดันอะไรต่าง ๆ ได้ในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค หรือระดับกรมต่าง ๆ ดังนั้นเองก็เป็นห่วงว่าถ้าลดลงไปแล้วใครได้อะไร มีผลกระทบอะไร ผมมองว่าลดไปไม่มีผลอะไรเลยนะครับ เพราะว่าจํานวนลดไป ๒๕ คน ดูมันไม่มากนะครับ แต่ความขัดแย้งที่มีมากเพิ่มถึง ๒๕ เขต ๒๓ จังหวัดนั้นอะไรจะเกิดขึ้นนะครับ ซึ่งผมเอง ก็มีจังหวัดข้างเคียงที่มีบทเรียนนะครับ และจังหวัดอื่น ๆ ซึ่งผมก็ไม่ทราบนะครับ แต่ถ้า มามองถึงการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งจาก ๘๐ คน เป็น ๑๒๕ คน ๘๐ คนที่เป็น กลุ่มจังหวัด ผมก็อภิปรายมาแล้วว่าไม่ควร ควรเอาเขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้งนะครับ ก็เห็นด้วยแต่ว่า ๘๐ คน เป็น ๑๒๕ คน ถามว่ามันจะสะท้อนอะไรหรือช่วยเหลืออะไรได้ ในเมื่อเดิมทีผมเองก็อภิปรายว่า ควรจะเป็นบัญชีรายชื่อเป็น ๑๐๐ คนก็น่าจะพอดี ให้เหมือนกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แล้วเป็นตัวเลขที่คิดสัดส่วนได้ ถ้าพรรคการเมืองนี้ ได้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ก็เอาไป ๒๐ ที่นั่ง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ก็ได้ ๓๐ ที่นั่ง อันนี้จะคิดง่ายกว่า แล้วก็ เป็นธรรมกว่า แล้วเป็นสัดส่วนที่มีความเหมาะสมในอัตราส่วนที่ ๑ ต่อ ๔ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็เป็นรัฐธรรมนูญที่อาจจะมีข้อบกพร่องบ้าง แต่เรื่องของจํานวน ระหว่าง การแบ่งเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อ และการเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว ผมในส่วนตัว ผมเห็นด้วย แม้กระทั่งผมเป็นสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่ในส่วน บางอย่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็มีข้อดีนะครับ อย่างเช่น การแบ่งเขตเลือกตั้งหรือจํานวน สมาชิกผู้แทนราษฎรในที่นี้นะครับ
และอีกเรื่องหนึ่งนะครับ อย่างที่บอกว่า การเลือกตั้งที่บอกว่าเพิ่มจาก ๘๐ คน เป็น ๑๒๐ คน ประชาชนได้มีส่วนเลือกหรือเปล่า อย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายท่าน บอกว่าเลือกพรรคเขาจําได้แค่หัวหน้าพรรค อย่างมากไม่เกิน ๕ ลําดับแรกนะครับ ประชาชนเลือกพรรค แต่คนที่จัดลําดับบัญชีรายชื่อนั้น ใน ๑๐๐ คนนั้น หรือถ้าเป็น ๑๒๕ คนนั้นใครเป็นคนจัด กรรมการบริหารพรรคเป็นผู้จัด พี่น้องประชาชนไม่มีโอกาสเลือก พี่น้องประชาชนมีโอกาสได้เลือกไหมว่าคนนี้ไม่เหมาะสม ขอเลื่อนลําดับขอเปลี่ยนจากลําดับ ที่ ๕ เป็นที่ลําดับที่ ๕๐ ได้ไหม ไม่ได้ครับ อยู่ที่พรรคจัดไปให้ ดังนั้นเอง ถ้าเราเป็นการยัดเยียดหรือเปล่าที่จะให้จํานวนผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากบัญชีรายชื่อเพิ่มจาก ๘๐ คน ไปถึง ๑๒๕ คน และอีกอย่างหนึ่ง การที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากระบบสัดส่วน ผมยอมรับว่า ส่วนใหญ่ เป็นผู้มีความรู้ความสามารถถึงได้อยู่ในบัญชีรายชื่อ แต่การยึดโยงกับ พี่น้องประชาชน การเคารพหรือการรับฟังปัญหาของประชาชน การรับฟังของประชาชน จะน้อยลงไป เพราะบัญชีรายชื่อนั้นต้องไปรับฟังหรือให้ความสําพันธ์กับผู้บริหารพรรค มากกว่านะครับ ซึ่งจะอยู่ลําดับในต้น ๆ หรือเปล่า ถ้าเกิดใครเป็นที่น่าไว้วางใจก็สามารถที่จะ อยู่ลําดับต้น ๆ ได้ ถ้าเกิดไม่เป็นที่ไว้วางใจหลุดท้าย ๆ ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้ อย่างบางพรรค อาจจะได้ถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าอยู่อันดับที่ ๕๐-๖๐ ก็เป็นไปได้ ดังนั้นเอง การจัดลําดับความสําคัญที่จะได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระบบสัดส่วนนั้น ขึ้นอยู่กับ การบริหารพรรค ไม่ขึ้นอยู่กับพี่น้องประชาชนนะครับ เพราะว่าพี่น้องประชาชนนั้น เวลาเลือก ส.ส. แบบแบ่งเขตแล้วส่วนใหญ่เขาจะเลือกระบบบัญชีรายชื่อพรรคเดียวกัน อย่างนั้นเองเป็นของแถม ซึ่งพี่น้องประชาชนให้ความสําคัญหรือศรัทธาในพรรคนั้น ๆ แต่ลําดับ ผมว่า ๑๐๐ คนก็มีความเหมาะสมเพียงพออยู่แล้ว ไม่เห็นว่าจะมากจนเกินไป ถ้ามากอย่างนั้นผมว่าก็เปลี่ยนสัดส่วนใหม่ดีไหมครับ เอา ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง สักครึ่งหนึ่ง ระบบสัดส่วนสักครึ่งหนึ่งไปเลย ๒๕๐ ต่อ ๒๕๐ ให้มันชัดเจนไปเลยถ้าอย่างนี้ ดังนั้นเองในเมื่อพี่น้องประชาชนยังคาดหวังกับ ส.ส. แบบเบ่งเขตเลือกตั้งอยู่ ในสัดส่วนที่ผม อภิปรายในจํานวน ส.ส. ที่มีการเลือกตั้งโดยตรงนะครับ แบ่งเขตเลือกตั้งโดยตรง ๔๐๐ คน แล้วก็บัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คนก็มีความเหมาะสมอยู่แล้วนะครับ ส่วนผมเองก็ตั้งข้อสังเกตว่า การแก้ปัญหา การแก้ไขสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจาก ๔๐๐ คน เหลือ ๓๗๕ คนก็ดี หรือ ระบบสัดส่วนจาก ๘๐ คนเป็น ๑๒๕ คนก็ดี ไม่ทราบว่ามันจะสามารถแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ได้หรือเปล่า ท่านประธานครับ วันนี้เราแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งคณะรัฐมนตรีเสนอ ๒ ฉบับ ซึ่งฉบับที่แล้วคือมาตรา ๑๙๐ ซึ่งคณะกรรมการ โดยที่ท่านอาจารย์สมบัติเป็นผู้เสนอ ก่อนหน้านี้ท่านเสนอ ก็เสนอตามมาตรา ๑๙๐ ท่านเปลี่ยนแปลงจากมาตรา ๑๙๐ เป็นจํานวนมาก แต่กรรมาธิการเราและรัฐสภาของเราซึ่งรับรองไปเมื่อกลางวันนี้ก็รับรอง ในหลักการเหมือนกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ปัจจุบันนั้น เพียงเพิ่มข้อความแค่ ๒ จุด ในวรรคที่ห้าเท่านั้น ดังนั้นเองตามมาตรา ๙๓ ถึงมาตรา ๙๘ นั้นเราไปแก้ไขจํานวน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ทราบว่ามันจะช่วยเหลืออะไรได้ จะสามารถทําให้ประเทศชาติ มีความสงบหรือไม่ มีการปรองดองหรือไม่ ก็ไม่สามารถที่จะตอบโจทย์ได้ พึงแต่ที่จะมี ความแตกแยกในพื้นที่เท่านั้น อย่างที่กราบเรียนไว้ว่าจังหวัดข้างเคียงผมจะกลายเป็น ลุกเป็นไฟ ถ้าเกิดจากว่า ๒ เขต เหลือเขตเดียว แล้วก็อีกหลายจังหวัดคงจะเป็นลักษณะ เดียวกัน จะทําให้เกิดความรุนแรงมากขึ้น ดังนั้นเองผมก็ไม่แน่ใจว่าเราแก้ไปเพื่ออะไร และได้อะไรนะครับ อยากให้พวกเรานั้นช่วยฉุกคิดเถอะครับว่าสิ่งที่ทําในวันนี้เราพิจารณา วันนี้มันได้อะไรกับสังคมบ้าง แล้วก็ข้อสังเกต
อีกเรื่องหนึ่งนะครับ เป็นการชิงความได้เปรียบหรือเปล่า ในการที่จะ พิจารณากฎหมายนั้น ในเมื่อมีกติกาแล้ว ถ้าเราเปลี่ยนกติกาบ่อย ๆ ลองใครมีอํานาจ เปลี่ยนแปลงชิงความได้เปรียบ ไม่มีความเป็นธรรมแล้วการยอมรับก็ไม่มี ดังนั้นเองอยากจะ ให้เราเป็นนักกีฬานะครับ กติกาอย่างไรก็ว่าตามนั้น จะชนะหรือแพ้ก็อยู่ที่ความสามารถหรือ ผลงานของเราเป็นที่ประจักษ์นะครับ อย่าชิงความได้เปรียบที่มีอยู่มาชิงไหวชิงพริบกันเลย แล้วก็ข้อเสนอผมนะครับ เราน่าจะเอาเวลาของเรานั้นในรัฐสภาแห่งนี้มาพิจารณากฎหมาย รัฐธรรมนูญที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ เป็นสาระสําคัญ อย่าเอาความได้เปรียบนั้นให้กับ ผู้อื่นหรือชิงบนความขัดแย้งซึ่งทําให้เกิดความขัดแย้งกับบ้านเมืองต่อไปนะครับ ขอฝาก ท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกทุกท่าน ขอบคุณครับ