เทอดพงษ์ ไชยนันทน์ อธิบายวิธีการลงมติในสภา โดยเน้นย้ำว่าไม่สามารถใช้แนวทางปฏิบัติแบบเดียวกันกับกรุงเทพมหานครที่มีผู้แทนราษฎร 36 คนได้ เนื่องจากจะทำให้พรรคการเมืองต้องส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งมากเกินไป และอธิบายว่าจํานวนผู้แทนราษฎร ๕๐๐ คนเป็นตัวเลขที่เหมาะสมและพอดี เพราะเป็นข้อเสนอมาจากคณะรัฐมนตรี และพรรคฝ่ายค้านที่อยู่ในคณะรัฐมนตรีนั้นก็เห็นพ้องต้องกัน
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม เทอดพงษ์ ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ กระผมขอเรียนชี้แจงเป็นตอน ๆ ไป ในชั้นต้นนั้นได้มีผู้กล่าวหาผมกันไว้หลายประเด็น ขออนุญาตชี้แจงตอนนี้นะครับ เพราะ ตอนระยะช่วงกลาง ๆ นั้นก็คิดว่าให้อภิปรายกันได้เต็มที่ จะได้ไม่ขัดขั้นตอนกันไปเป็นตอน ๆ นะครับ มีอยู่ ๒-๓ ท่านครับ ท่านสถาพร มณีรัตน์ หรือว่าท่านดอกเตอร์พีรพันธุ์ พาลุสุข ท่านได้พูดถึงเรื่องของการลงคะแนนตั้งแต่มีการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการนะครับ มีคะแนน เท่ากัน ท่านก็ตั้งคําถามว่าทําไมผมไม่รอเอาไว้ก่อน ซึ่งต้องเรียนว่าผมก็ตัดสินใจลงคะแนนไป ข้างใดข้างหนึ่ง ต้องเรียนกับท่านทั้งสองอย่างนี้ว่าจริง ๆ แล้วนั้นการลงมติกันในทุกครั้ง ทุกที่นะครับ ประธานทุกแห่งส่วนใหญ่ก็จะต้องดําเนินการ เพื่อจะต้องตัดสินนะครับ เมื่อมติเท่ากันก็จะต้องลงมติตัดสินไปเป็นข้างใดข้างหนึ่ง ถ้าค้างกันไว้อย่างนั้นการดําเนินการ ต่อไปจะดําเนินการต่อไม่ได้เลย ทุกอย่างจะหยุดชะงักกันไปหมด ต้องเรียกว่าผมไม่ได้ทําผิด อะไรเลย ข้อบังคับทุกอัน ไม่ใช่เพียงแต่ข้อบังคับรัฐสภานะครับ ข้อบังคับสภาผู้แทนราษฎร นี่ถึงแม้สภาใหญ่นี้ ถ้าคะแนนเท่ากันท่านประธานตัดสินนะ เขาเขียนไว้ในข้อบังคับครับ ในข้อบังคับข้อ ๕๒ วรรคสามของข้อบังคับรัฐสภาซึ่งก็ต้องใช้ในที่ประชุมของการประชุม คณะกรรมาธิการนั้น ผมอ่านให้ฟังนิดเดียวครับ ในกรณีที่มีคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธาน ออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด และออกเสียงชี้ขาดของประธานให้กระทําเป็น การเปิดเผยโดยให้เหตุผลหรือไม่ก็ได้ ผมก็ทําเปิดเผยนะครับ และอีกประการหนึ่งก็คือ โหวตแรกผมไม่ได้โหวต ไม่ได้ลงคะแนนครับ เพราะฉะนั้นเมื่อคะแนนเท่ากันผมก็ตัดสินครับ ซึ่งก็ทําโดยปกติที่วิญญูชนทั้งหลายควรจะทํา ใครที่เป็นประธานทุกคนท่านก็ต้องทําอย่างนี้ เหมือนกันครับ เพราะฉะนั้นที่ท่านต่อว่าว่าทําไมไม่รอเอาไว้ ไม่เก็บเอาไว้ ที่มีคนทักท้วงไว้นั้น จริง ๆ มันต้องเป็นหน้าที่ของประธาน ถ้าผมไม่ทําอย่างนั้น ป่านนี้ท่านไล่เบี้ยผมอยู่ไม่ได้ ไปแล้ว เพราะว่าจริง ๆ แล้วจะต้องตัดสินนะครับ
ส่วนอีกอันหนึ่งคือ ท่านบอกว่าลงมติก่อนแล้วแจ้ง ก่อนที่ผู้แปรญัตติจะไป ชี้แจง อันนี้ก็เป็นปกติธรรมดาที่ทํากันอยู่นะครับ ถ้ากรรมาธิการไม่ได้ตั้งหลักกันไว้ ว่าที่ดําเนินการไปแล้วนั้นเราจะเอาอะไรเป็นตัวตั้ง กรรมาธิการต้องพิจารณากันก่อนทุกครั้ง พิจารณากันเสร็จเรียบร้อยก็เชิญผู้แปรญัตติมา ผู้แปรญัตติมา ถ้าตรงกับเราก็ใช้ได้ ถ้าท่านชี้แจง พวกเราเห็นคล้อยตามท่านผู้แปรญัตติ ซึ่งเราก็ต้องถือหลักของเราไว้ก่อน ถ้าเห็นคล้อยตามปุ๊บ ปรับปรุงกันได้ แก้ไขกันได้ แต่ว่าต้องมีหลักยืนไว้ก่อนว่าทั้งหมดกรรมาธิการจะเอาอย่างไร ต้องมีมาก่อนครับ ซึ่งเราก็พิจารณากันแล้ว เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ได้ทํากัน ผมขออนุญาตตอบเล็ก ๆ อีกนิดหนึ่ง เมื่อกี้ที่หลายท่านลุกขึ้นอภิปรายในที่ท่านแปรญัตติ เอาไว้นะครับว่าเอาเขตจังหวัด แล้วก็เขตละ ๓ คน แล้วก็ ๑ คน ลงคะแนนได้ ๑ เสียง แล้วก็ เอาคะแนนมาเรียงลําดับกัน คือถ้าไม่คิดอะไรเลยก็ดูดี แต่ท่านคิดถึงพรรคการเมืองนะครับ เพราะว่าเลือกตั้งอย่างนี้พรรคการเมืองต้องส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง อย่างบางท่านที่บอกว่า ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง แล้วในส่วนเขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งนั้นให้ลงคะแนนได้ ๑ คะแนน ให้ผู้สมัครสมัครกันยาว ๆ แล้วก็ลง ๑ คะแนน พรรคการเมืองทุกพรรคที่นั่งเงียบ กันหมดนี้ เพราะว่าไปดําเนินการอย่างนั้นมันทําไม่ได้ ที่ทําไม่ได้เพราะว่าท่านลองส่ง กรุงเทพมหานครลง ๓๖ คน สมมุติอย่างนั้นนะครับ พรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคอะไรก็ตามส่งเข้าไป ๓๖ คนแล้วบอกว่าให้ลงคะแนน ๑ คะแนน เพื่อจะเลือกตั้ง ผู้แทนราษฎร ๓๖ คนนั้นตีกันตายเลยครับ มันไปไม่ได้ ความเป็นจริงพรรคการเมืองจะอยู่ไม่ได้ กันเลยครับ จังหวัดที่มีผู้แทนราษฎรกี่คน ๆ ถ้าลงคะแนนอย่างนั้นมันไปไม่ได้ มันก็จะเสียหาย กันไปหมด เพราะนั้นแนวทางก็ดี แต่ว่าแนวทางปฏิบัติจริง ๆ ก็คงทําได้ยาก เพราะฉะนั้น เราก็ได้ดูกันเรื่องเหล่านี้แล้วที่ท่านได้แปรญัตติเอาไว้
ส่วนในมาตรา ๙๓ นั้น ก็ต้องขออนุญาตว่าการพิจารณาก็พิจารณา เป็นตอน ๆ ไป ผมต้องเรียนอย่างนี้ว่าจริงๆ ตัวเลขก็เป็นเรื่องยากที่จะมาบอกว่าตรงนี้ พอเหมาะพอดี ทําไมมันจะต้องเป็นตัวนี้ ตัวนี้คือตัวที่ดีที่สุด ทําไมเลขตัวนี้จะต้องเป็นอย่างนี้ ในเรื่องของทางการเมือง จํานวนพรรคการเมือง ตัวเลขที่เหมาะสม เป็นที่พอใจกันได้ โดยทั่วไปก็ถือว่าใช้ได้นะครับ แต่ว่าจะถือว่าดีที่สุด อย่างไรที่สุด ก็แล้วแต่ความคิด ความเห็น ของแต่ละส่วน แต่ละคนกัน แต่ละพรรคการเมือง หรือว่าแต่ละกลุ่ม แต่ละที่กันนะครับ เพราะฉะนั้นตัวเลขเหล่านี้มายืนยันว่าดีที่สุด หรือว่าอย่างไรที่สุด คงอธิบายกันถึงขนาดนั้น คงไม่ได้ แต่ว่าที่มาของผู้แทนราษฎรที่เคยมีมานะครับ ที่ผมได้เล่าให้ฟัง จริง ๆ แล้วคราวนี้ ตามมาตรา ๙๓ เริ่มจากจํานวนผู้แทนราษฎรที่กําหนดเอาไว้ คือ ๕๐๐ คน ในมาตรา ๙๓ ที่เสนอเข้ามานะครับ ในจํานวน ๕๐๐ คนนี้ผมเชื่อว่ามันเป็นตัวเลขที่พอเหมาะแล้ว ที่ผมเห็น อย่างนี้เพราะว่าอันนี้เป็นข้อเสนอมาจากคณะรัฐมนตรี เป็นร่างแก้ไขของคณะรัฐมนตรี อย่างน้อยบรรดาพรรคการเมืองที่อยู่ในคณะรัฐมนตรีนั้นก็น่าจะเห็นพ้องต้องกันเหมือนกันว่า อันนี้ ๕๐๐ คนนี้พอดี ในส่วนของทางด้านพรรคฝ่ายค้านนะครับ ท่านก็อยู่ในแนวทาง ท่านเคยพูดอยู่เสมอว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๐ นั้นก็รับกันได้อยู่นะครับ เพราะฉะนั้นตัวเลข ๕๐๐ ที่อยู่ในนั้นผมก็เห็นไม่มีใครขัดข้อง และส่วนท่านวุฒิสมาชิกทั้งหลายท่านก็พูดกันในส่วนเหล่านี้ เท่าที่ฟังดูก็ยังไม่เห็นมีใคร ขัดข้องเท่าไร จะมีมาบ้างนะครับที่แปรญัตติที่มองเห็นกันอยู่ก็คือจํานวนตัวเลข ๓๐๐ ๑๐๐ อะไรต่าง ๆ นั้นมีกันไม่มากนัก ส่วนใหญ่ก็รับกันได้ในจํานวน ๕๐๐ คน ก็ถือว่าจํานวน ๕๐๐ คนนี้ถือว่าเป็นที่พอรับกันได้นะครับ เพราะฉะนั้นเวลาคิดว่าจํานวน ๕๐๐ คนแล้ว พอเวลามาแบ่งสัดส่วนจะมากันอย่างไร ผมเรียนว่าตลอดระยะเวลาที่มีการเลือกตั้งกันมา ยาว ๆ มานมนานแล้ว วิธีการคิดของผู้แทนราษฎร ที่มาของผู้แทนราษฎร วิธีคิดเขาคิด อย่างไรครับ ผู้แทนราษฎร ๕๐๐ คนมาจากไหนครับ มาจากเอาจํานวนมาเป็นตัวตั้ง แล้วก็ เอาจํานวนประชากรมาเป็นตัวแปร เพราะฉะนั้น ๕๐๐ นี่ พอเอาประชากรทั้งหมดมาหารเข้า มันก็จะออกตัวเลขมาประมาณ อาจจะ ๑๗๐,๐๐๐ คน อะไรประมาณอย่างนี้ ก็สุดแล้วแต่ ตัวเลข อันนั้นเป็นวิธีหนึ่ง อีกวิธีหนึ่งเวลาคิดจํานวนผู้แทนราษฎร เขาใช้คิดจากเอาประชากร เป็นตัวตั้ง แล้วผู้แทนราษฎรจะอย่างไรก็แล้วแต่ เราจะเห็นอยู่เสมอนะครับว่าราษฎรมี ๑๕๐,๐๐๐ คนต่อผู้แทนราษฎร ๑ คน เพราะฉะนั้นเราจะเห็นอย่างนี้ เราก็เลยคิดว่าจํานวน ๑๕๐,๐๐๐ คนเป็นจํานวนที่มาตรฐานแล้ว เราเรียกว่าอย่างนั้นนะครับใช้ตัวนี้มาตลอด พอขึ้นไปเป็น ๑๗๐,๐๐๐ คน พวกเราบางทีก็หงุดหงิด จริง ๆ แล้วผมเรียนว่าถ้าผมเอามา เล่าให้ฟังท่านคงนึกออกนะครับ ๑๕๐,๐๐๐ คนนี่เราใช้มาเวลาหนึ่งเท่านั้นเองเราเคยมี ผู้แทนราษฎร ๒๐๐,๐๐๐ : ๑ ใช้มาเยอะเลยครับ ใช้มาหลายครั้งด้วยผมเล่าให้ท่านฟัง นิดหนึ่งนะครับ ผมเอาตั้งแต่ปี ๒๔๘๐ นะครับ ปี ๒๔๗๕ เรามีผู้แทนราษฎรมาจัดตั้งเฉย ๆ ปี ๒๔๗๖ อันนี้มาจากทางอ้อม ไม่เอา ไม่ต้องมาพูดแล้วนะครับ แต่ว่าปี ๒๔๘๐ เราใช้วิธี เลือกตั้งโดยตรง แล้วก็แบ่งเขต เขตละ ๑ คน แล้วแต่ละเขตมีผู้แทน ๑ คน ประชากร ๒๐๐,๐๐๐ : ๑ เราใช้ ๒๐๐,๐๐๐ : ๑ คนมาหลายครั้งครับ อย่างน้อย ๆ ผมคิดว่า ๔ ครั้ง เพราะฉะนั้นเรามีผู้แทนราษฎรช่วงนั้น ๙๑ คนนะครับ ปี ๒๔๘๐ ปี ๒๔๘๑ ก็คือ ๙๑ คน พอถึงปี ๒๔๘๙ เราได้ผู้แทนราษฎร ๙๖ คน เราย่อเรายังมีครับ ไม่ใช่เพียงแต่ว่า ๒๐๐,๐๐๐ ต่อคน ๑๕๐,๐๐๐ ต่อคนนะครับ ๑๐๐,๐๐๐ คนเรายังมีเลย เรายังเคยทําเลยครับ ในอดีต ที่ผ่านมาเรามีราษฎร ๑๐๐,๐๐๐ คนต่อผู้แทนราษฎร ๑ คน ในช่วงนั้นอยู่ในปี ๒๔๘๙ ครับ เขามาเพิ่มผู้แทนราษฎร ต้องเลือกตั้งเพิ่มเข้ามาอีก เราได้ผู้แทนราษฎรเลือกตั้งเพิ่มเข้ามาอีก ๘๒ คนครับ รวมผู้แทนราษฎรตอนนั้น ๑๗๘ คนนี่ผมเล่าให้ฟังอย่างนี้จะมองเห็นนะครับว่า พอมาถึงปี ๒๔๙๑ ลดผู้แทนราษฎรครับ คราวนี้ลดจํานวนผู้แทนราษฎรอย่างที่เรากําลัง บ่นกันอยู่นี้ครับ ผู้แทนราษฎรที่เลือกตั้งมาตามเขต จาก ๑๗๘ คนนะครับ ลดเหลือ ผู้แทนราษฎร ๑๐๐ คน อัตรา ๒๐๐,๐๐๐ : ๑ คนกลับมาใหม่อีก ที่หลายคนอาจจะคิดว่า ผู้แทนราษฎรไม่เคยลด ลดนะครับ เคยลดมาเมื่อปี ๒๔๙๑ แล้วก็มีการเลือกตรงมา หลังจากนั้นเราจะใช้อัตรา ๑๕๐,๐๐๐ ต่อคนเรื่อยมา เราจะมีผู้แทนราษฎร ๑๒๓ คน ปี ๒๕๐๐ ๑๖๐ คน ปี ๒๕๐๐ อีกครั้งหนึ่งก็ ๑๖๐ คน เราเลือก ๒ ครั้งนะครับ พอปี ๒๕๑๒ เลือกรวมเขตนะครับ ช่วงนั้นรวมเขตทั้งหมด ปี ๒๕๑๒ ท่านประธานเราเป็น ผู้แทนราษฎรด้วย ท่านเป็นพวกรวมเขตรุ่นสุดท้าย หลังจากนั้นก็แบ่งเขต แบ่งเขตกันมาเรื่อยครับ เรามีผู้แทนราษฎร ๒๖๙ คน เพราะฉะนั้นตัวเลขนี้มันจะผันแปรไป เรื่อย ๒๗๙ คน ๓๐๑ คน ๓๐๑ คนก็มีนะครับ ๓๒๔ คนในปี ๒๕๒๖ ๓๔๗ คน ๓๕๗ คน ในปี ๒๕๓๑ พอในปี ๒๕๓๕ ล็อกตัวเลขครับ อย่างที่เรากําลังทําอยู่เดี๋ยวนี้คือล็อกตัวเลข เรามีผู้แทนราษฎร ๓๖๐ คน และเขาก็ล็อกตัวเลขไว้เลย ๓๖๐ คนนี้ทําไปได้ ๒ ครั้ง ปี ๒๕๓๕/๑ ปี ๒๕๓๕/๒ พอถึงปี ๒๕๓๘ เปิดไปตามอัตราส่วนใหม่ใช้ ๑๕๐,๐๐๐ : ๑ อีก ก็เป็น ๓๙๑ พอปี ๒๕๓๙ ๓๙๓ คน พอมาปี ๒๕๔๔ เรามีการเปลี่ยนแปลง มีการ เปลี่ยนแปลงอย่างไรครับ เปลี่ยนแปลงก็คือเอาตัวเลขเป็นตัวตั้ง เอาผู้แทนราษฎรเป็นตัวตั้ง เมื่อก่อนนี้เอาจํานวนเป็นตัวผันแปรนะครับ เอาตัวเลขของประชากรเป็นตัวตั้ง แต่ครั้งหลัง ตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ มานี้เราใช้ผู้แทนราษฎรเป็นตัวตั้ง ๕๐๐ คน ๕๐๐ คนนั้นมีการเปลี่ยนแปลง ครั้งใหญ่ คือเรามีบัญชีรายชื่อด้วย จากที่นักวิชาการคิดกันนะครับ ไม่ใช่พวกเรา เป็นนักวิชาการ ไม่ใช่นักการเมืองคิดนะครับ พวกนักคิดทั้งหลายเขาก็คิดออกมาเป็น ๔๐๐ : ๑๐๐ พอมาปี ๒๕๔๘ เราก็ยัง ๔๐๐ : ๑๐๐ ๕๐๐ เหมือนกัน ล็อกตัวเลข พอมาถึง ปี ๒๕๕๐ มีการเปลี่ยนแปลง คือจาก ๔๐๐ ของเขต แล้วก็มีเขตย่อย ๆ อย่างที่พวกเราเป็น จริง ๆ ก็คือกลุ่มพวกเรานี้นะครับ รุ่นนี้คือรุ่นของพวกเรา คือ ๔๘๐ คน แล้วก็จะมีกลุ่ม จังหวัด ๘ กลุ่ม อันนี้มาเขียนกันใหม่ ผมเรียนว่าในระหว่างช่วงปี ๒๕๓๙ ที่มีการแก้ไข มาเป็นบัญชีรายชื่อต่าง ๆ นั้น มาจนถึงวันนี้ผมเชื่อว่าในเรื่องของบัญชีรายชื่อนั้น พวกเรา รับกันได้แล้ว รับกันได้ว่าผู้แทนราษฎรน่าจะมีบัญชีรายชื่อ เพราะอย่างน้อย ๆ เราต้อง ยอมรับว่าบัญชีรายชื่อในปี ๒๕๔๔ ที่เรามีผู้แทนราษฎรนั้น ไม่ว่าทั้งพรรคไทยรักไทย พรรคประชาธิปัตย์ หรือว่าพรรคชาติไทย พรรคอะไรต่าง ๆ ก็เฟ้นหาคนที่เข้ามาอยู่ในบัญชี รายชื่อนี้ เฟ้นหากันมาเต็มที่ครับ ถ้าท่านย้อนไปอ่านดูจะเห็นชื่อคนที่มีชื่อเสียง ที่มีความสามารถ ที่มีดี ๆ กันเยอะเลย เข้ามาช่วยที่จะทําให้การเมืองมันขยับเขยื้อนขึ้นมาได้ ดีขึ้น ผมว่าแนวทางต่าง ๆ นั้นที่พวกเรามาถึงวันนี้ กลุ่มพวกนั้น ก็ช่วยกันทําให้การเมือง เหล่านั้นดีขึ้น เพราะฉะนั้นแนวทางของบัญชีรายชื่อถือว่าได้มีการพัฒนา เพราะฉะนั้น การเมืองช่วงนั้นมีการพัฒนาในเรื่องของพรรคการเมืองมากยิ่งขึ้น ต้องยอมรับว่า ช่วงปี ๒๕๔๔ นั้น พรรคการเมืองเริ่มที่จะขยับเขยื้อนแข็งแรงขึ้น จะมีนโยบายมาแข่งขันกัน จะมีแนวทางต่าง ๆ ออกมาเยอะแยะ จนกระทั่งมาจนถึงเกือบจะเรียกว่าทุกวันนี้นะครับ เพราะอะไรครับ เพราะว่ามันจะมีคนอยู่จํานวนหนึ่งที่เข้ามาช่วยกันทํา เพราะฉะนั้น แนวทางเหล่านี้ก็ได้ดําเนินการกันเรื่อยมา ผมเชื่อว่าพวกเราก็เลยล็อกจํานวนในเรื่องของ บัญชีรายชื่อนี้ได้อยู่ แต่ว่าอย่างไรก็ตามปัญหาต่าง ๆ ๔๐๐ เขตที่ว่าเอาไว้นี่ก็เป็นเขตละคน ในปี ๒๕๔๔ กับปี ๒๕๔๘ ก็ยังเป็นเขตละคนนะครับ เพราะฉะนั้นเราแบ่งประเทศออกเป็น ๔๐๐ เขต บัญชีรายชื่อนั้นก็ทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นเราใช้อย่างนั้นมา แต่ว่าในที่สุดแล้ว ปัญหาที่ได้เล่าให้ฟัง คือผมเอง ก็ไม่ได้อยากพูด ไม่ใช่พวกผมนะครับ ไม่ใช่พวกเรานักการเมือง คนที่เขาเขียนรัฐธรรมนูญใหม่เป็นคนข้างนอก ไม่ใช่นักการเมือง อย่างพวกเราด้วยซ้ําไปครับ เพราะฉะนั้นเขาเขียนมานี่เขาได้ดูกันมาตลอดว่าการเลือกตั้งกัน ในแต่ละครั้ง แต่ละหน จาก ๔๐๐ เขต ที่เขตมันเล็ก ๆ อย่างนั้นมันมีปัญหาจริง ๆ มันมี การซื้อสิทธิขายเสียง ซึ่งมีหลายคนบอกไม่อยากให้พูด ผมพูดไปไม่ใช่ว่า เพราะผมเห็น อย่างนั้นนะครับ คนข้างนอกเขาเห็นอย่างนั้น แล้วเขาก็เอาไปเขียนแก้ปัญหาให้แก้ปัญหา โดยรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กลับไปใหม่ครับ จากเขตแบ่งประเทศ เป็น ๔๐๐ เขต แบ่งใหม่ออกมาเป็นประเทศ เราไม่ใช่ ๔๐๐ เขตแล้วครับ จังหวัดไหน มีผู้แทนราษฎรได้ ๓ คน ก็คือพวกเรานี่ครับ ๓ คนก็เลือกผู้แทนราษฎรได้ในเขตหนึ่ง เขตอะไรก็ว่าไป เท่าที่ผมเรียงลําดับให้ฟังจะมองเห็นว่าเรามีปัญหากันมาเป็นตอน ๆ จนกระทั่งถึงขณะนี้เรามีปัญหาว่าเวลาพอขึ้นมาใหม่หลายพรรคการเมือง รวมทั้ง คณะกรรมการสมานฉันท์เมื่อมีปัญหา รวมทั้งคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาชื่ออะไร ต่างคน ต่างเสนอขึ้นมาว่าถ้าจะมีการเลือกตั้ง ถ้าจะแบ่งเขตตามข้อเรียกร้องของหลายพรรค การเมืองที่เคยมีกันนั้นถ้าแบ่งเขตก็เขตละคน ก็ทําได้ครับ เขตละคน แต่ว่าในเขตละคนนั้น ถ้าให้กลับไป ๔๐๐ เขตอย่างเดิมปัญหามันก็จะกลับมาอีก อาจจะมีอีกสักครั้ง สองครั้ง แล้วก็อาจจะย้อนกลับไปอีกว่าในที่สุดแล้วมีคนข้างนอกที่เขียนรัฐธรรมนูญ คนข้างนอก ก็อาจจะกลับมาเขียนใหม่ สุดท้ายก็กลับไปเขตละ ๓ คนใหม่ เพราะว่าจะเจอปัญหา อย่างที่ว่านี้ครับ เพราะฉะนั้นคณะครั้งหลังสุดเขาก็เลยคิดว่าเขตมันน่าจะใหญ่ขึ้นมา เพื่อที่จะให้การซื้อสิทธิ ขายเสียง มันได้ยากขึ้นสักหน่อยหนึ่ง อันนี้พวกเราจะคิดอย่างไร ก็สุดแล้วแต่นะครับ แต่นี่เป็นคนนอกเขาคิดขึ้นมาอย่างนี้ คิดออกมาแล้วมันต้องขยาย ทีนี้ มันจะขยายเท่าไร ถ้าพูดกันตามจริง ขยายดี ๆ จริง ๆ มันต้องขยายเยอะ ๆ ขยายเข้ามา อย่างที่หลายท่านทางวุฒิสภาพูดว่าขยายไปเป็นร้อยเลย ให้มีผู้แทนราษฎรเขตใหญ่ ๆ ขึ้นมา เขตละคน เอาให้เหลือสัก ๒๐๐ เขต หรือ ๓๐๐ เขต สมมุติอย่างนั้น แล้วก็เนื่องจากเราล็อก ตัวเลขเอาไว้ ๕๐๐ ก็จะเหลือผู้แทนราษฎรในบัญชีรายชื่อเอาสัก ๒๐๐ แต่ท่านเชื่อไหมครับ ในกรณีอย่างนี้ถ้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วก็ต้องให้ผ่านสภา พอบอกว่าลดจํานวนไปสัก ๑๐๐ ไม่ต้องเอาเข้าหรอกครับ แค่ผ่านหน้าสภามันก็ไปไม่ได้แล้วรัฐธรรมนูญอย่างนั้น เพราะคนในสภาไม่มีใครเอาครับ เพราะว่าลดไปตั้ง ๑๐๐ แต่ว่าพอลดอย่างนี้แล้วไม่ได้ จะลดเท่าไรเพื่อจะให้เขตขยายขึ้น เขาก็ประนีประนอมกันอย่างมากที่สุดแล้วนะครับว่า เขตขยายได้อย่างเก่งก็สัก ๒๕ อันนี้ผมต้องดูนะครับ จากที่ฟังกันมาทั้งหมดก็ประมาณอย่างนี้ พอเป็นไปได้ ๕๐ ไหวไหม ไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็ได้ประมาณอย่างนี้ครับ เพราะฉะนั้น ส่วนที่เหลือนั้นจะไปที่ไหนครับพวก ๕๐๐ เพราะลดไป ๒๕ ก็ไปอยู่ในบัญชีรายชื่ออีก ๒๕ ก็เป็น ๑๒๕ กับ ๓๗๕ หลายคนอาจจะบอกตัวเลขมันไม่สวยเลย แต่จริง ๆ ต้องเรียนว่า เรามีตัวเลขไม่สวยมาเยอะครับ ที่ผมอ่านให้ฟังเมื่อสักครู่นี้ครับ เมื่อสักครู่เรารวมเขต เขตละ ๓ คนทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเราเพิ่งมาเป็นเขตละคนอย่างที่ว่านี้นะครับ เพราะฉะนั้น ตัวเลขตรงนี้ผมต้องเรียนว่ามันมาอย่างนี้ที่มากัน เพราะฉะนั้นผมพูดจริง ๆ ว่าถ้าโดย ลึก ๆ แล้ว ถ้าถามผู้แทนราษฎรพวกเรา ผมต้องขอเวลาท่านประธานอีกสักนิดหนึ่งนะครับ อยากจะถามผู้แทนราษฎรพวกเราจริง ๆ ถ้าลงคะแนนลับถามว่าท่านอยากจะได้อะไร อยากจะได้เลือกตั้งเขตอย่างไร ผมว่าย้อนกลับไปเขตละ ๓ คนเป็นแถวเลยครับ ถามว่าทําไม รู้ไหมครับ เพราะว่าท่านมาจากเขตละ ๓ คน พอไปเหลือเขตละคนไม่รู้จะได้หรือเปล่า เพราะฉะนั้นถ้าเขต ๓ คนนี่ก็ท่านเป็นผู้แทนราษฎรมาจากเขตอย่างนี้ เพราะฉะนั้นก็อยากจะ กลับไปเขตละ ๓ คน แต่เมื่อบางพรรค ท่านหัวหน้าพรรคบางพรรค หรือพรรคการเมือง บางพรรคก็อยากได้อย่างนั้น ก็กลับไปกลับมา นักวิชาการช่วยกันคิดออกมาอย่างนี้ เราก็ดําเนินการกันไปตามนี้ เราก็รับกันได้ว่าเมื่อเขตอย่างนี้มันจะกลับไปอย่างเดิม ก็คงลําบาก ๔๐๐ : ๑ ก็คงลําบาก เพราะฉะนั้นก็ต้องเรียนว่าตัวเลขเหล่านี้ที่มานั้นผมเชื่อว่า ผมก็พยายามจะอธิบายให้ท่านฟังว่าตัวเลขนี้คงจะเหมาะสมแค่ไหนนั้นก็บอกแล้วว่าตัวเลข ก็คือตัวเลข ก็เป็นไปตามที่มันควรจะเป็นก็เท่านั้นเอง ผมก็คิดว่าได้ชี้แจงในเรื่องเหล่านี้ ไปตามสมควรแล้ว ส่วนอื่น ๆ นั้นผมคิดว่าได้พูดได้จากันไปบ้างตามสมควรนะครับ คงพอเข้าใจกันได้ ก็ถือโอกาสนี้ได้เล่าให้ท่านทั้งหลายได้ฟังในเรื่องรายละเอียดอย่างนี้ ไปพอสมควรครับ ขอบคุณนะครับ