จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ตั้งข้อสังเกตเรื่องการแปรญัตติร่างพระราชบัญญัติที่ขัดต่อหลักแบ่งแยกอธิปไตย (Separation of power) โดยเสนอให้เพิ่มมาตรา ๑๙๐/๑ ให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดกรณีตีความกฎหมาย และวิพากษ์วิจารณ์ว่าหลักการดังกล่าวละเลยสิทธิเสรีภาพและอาจทำให้ฝ่ายตุลาการใช้อำนาจในการบัญญัติกฎหมายแทนฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งขัดต่อหลักประชาธิปไตยสากลที่ควรยึดถือ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดศรีสะเกษ ท่านประธานครับก่อนที่จะไปที่รายละเอียด ผมขออนุญาตให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับการแปรญัตติ ในชั้นกรรมาธิการครับ ท่านคณะกรรมาธิการได้ให้โอกาสสมาชิกในการไปเสนอคําแปรญัตติ เพียงวันเดียวประมาณ ๖ ชั่วโมง ซึ่งเป็นเวลาที่ค่อนข้างกระชั้นชิดมากสําหรับร่างพระราชบัญญัติ ที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญหลายมาตรา ทําให้เป็นเหตุที่สภาแห่งนี้ต้องมีผู้สงวนคําแปรญัตติ จํานวนมาก ก็ขออนุญาตตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ถ้าหากว่าในอนาคตเราได้มีโอกาสได้พิจารณา เกี่ยวกับเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกในชั้นกรรมาธิการ ควรที่จะได้มีการให้เวลากับสมาชิก รัฐสภาในการที่จะแปรญัตติเสนอความคิดเห็นและขอให้คณะกรรมาธิการได้โปรดให้เวลา กับพวกเรา รับฟังความคิดเห็นของพวกเรา ก่อนที่จะบอกพวกเราว่า ไม่ว่าจะให้เหตุผลอย่างไรก็คงจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลง ความคิดเห็นของกรรมาธิการได้ ซึ่งน่าที่จะเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมนะครับ ก็ขออนุญาตติติง เป็นข้อสังเกตไว้ครับ ในประเด็นเรื่องของเนื้อหานะครับ ผมขออนุญาตกล่าวโดยสรุปเพื่อให้ เกิดความกระชับครับ สําหรับของผมที่มีการขอแปรญัตติไว้นะครับ แปรญัตติโดยการเพิ่ม เป็นมาตรา ๑๙๐/๑ ครับ โดยกล่าวว่า กรณีที่บทบัญญัติใดของกฎหมายหรือพระราชบัญญัติ มีความหมายไม่ชัดเจน ให้เป็นอํานาจของรัฐสภาที่จะชี้ขาด ในกรณีที่มีปัญหาการตีความว่า หนังสือสัญญาตามวรรคสองหรือวรรคสามของมาตรา ๑๙๐ จะต้องได้รับความเห็นชอบของ รัฐสภาหรือไม่ ให้เป็นอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยชี้ขาดโดยให้นําบทบัญญัติตาม มาตรา ๑๕๔ (๑) มาใช้บังคับกับการเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยอนุโลม เป็นสาระสําคัญเป็นหลัก สาเหตุที่ผมเสนออย่างนี้ เนื่องจากโดยหลักการของการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยนั้นได้แบ่งอํานาจอธิปไตยออกเป็น ๓ ส่วนหลัก ๆ คือ อํานาจ ตุลาการ อํานาจนิติบัญญัติ แล้วก็อํานาจฝ่ายบริหาร ซึ่งก็เป็นหลักการพื้นฐานของ กระบวนการประชาธิปไตยที่ระบุว่าจะต้องมีเรื่องของสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค ความภราดรภาพ รวมทั้งเรื่องของหลักนิติธรรม และอีกหลักหนึ่งซึ่งเป็นหลักที่ประเทศ ที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่เป็นอารยประเทศทั่วโลกยึดหลักกันอยู่ก็คือ หลักที่ เรียกกันว่า การแบ่งแยกอํานาจอธิปไตย หรือที่เรียกกันว่า หลักเซพเพอเรชั่น ออฟ เพาเวอร์ (Separation of power) แต่ว่าตามมาตรา ๑๙๐ นี้ตามที่ท่านกรรมาธิการได้มีการแก้ไข น่าที่จะละเลยหลักเกณฑ์ตัวนี้ไปอยู่นะครับ ผมได้มีโอกาสกับคณะกรรมาธิการ ได้มีโอกาส ไปที่ประเทศฝรั่งเศส ได้มีโอกาสได้ไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับท่านประธานกรรมการ รัฐธรรมนูญซึ่งก็คือประธานศาลรัฐธรรมนูญ เทียบเท่ากับประธานศาลรัฐธรรมนูญของ ประเทศไทย ได้มีโอกาสได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกันเกี่ยวกับเรื่ององค์กรตามรัฐธรรมนูญ แล้วก็รัฐธรรมนูญของประเทศไทย ประเด็นหนึ่งครับที่ได้ข้อมูลมาจากการแลกเปลี่ยน ข้อคิดเห็นก็คือว่า ได้มีการตั้งข้อสังเกตครับว่า รัฐธรรมนูญของประเทศไทยฉบับปัจจุบัน ปี ๒๕๕๐ นั้นน่าที่จะไม่ได้ให้ความสําคัญกับหลักพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยที่สําคัญยิ่ง หลักหนึ่ง คือหลักเซพเพอเรชั่น ออฟ เพาเวอร์ หรือหลักอํานาจ หรือหลักการแบ่งแยก อํานาจอธิปไตย ที่กล่าวเช่นนั้นเนื่องจากกระบวนการการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย นั้นจะสามารถดําเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยังความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ประเทศของเรา ได้นั้น หลักการพื้นฐานของหลักประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ไม่อาจที่จะละเลยหรือไม่ให้ ความสนใจได้ ถ้าเราสังเกตนะครับ ไม่ว่าจะเป็นประเทศฝรั่งเศส ประเทศญี่ปุ่น ประเทศ อเมริกา หรือประเทศอังกฤษก็แล้วแต่นะครับ หลักที่เป็นหลัก ๆ ของประชาธิปไตยจริง ๆ ทุกประเทศจะถือว่าไม่อาจจะละเลยหรือไม่อาจที่จะก้าวล่วงได้ แต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน กลับไม่ได้ให้ความสําคัญกับหลักการนี้มากเท่าที่ควร ที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจากถ้าหากว่าเราดู เรื่องการแบ่งแยกอํานาจอธิปไตย ฝ่ายนิติบัญญัติก็มีหน้าที่บัญญัติกฎหมาย ฝ่ายตุลาการ ก็มีอํานาจหน้าที่วินิจฉัยว่าการกระทําใด ๆ เป็นการกระทําที่ล่วงละเมิดต่อกฎหมายหรือไม่ ส่วนฝ่ายบริหารก็รับอํานาจจากพระราชบัญญัติหรือรัฐธรรมนูญที่ให้อํานาจไว้ไปดําเนินการ แต่ว่าถ้าหากว่าเราระบุตามมาตรา ๑๙๐ ดังที่ กล่าวมานี่นะครับ ก็อาจจะตีความได้ว่า ฝ่ายตุลาการอาจจะสามารถใช้อํานาจในการบัญญัติกฎหมายได้ เนื่องจากพอมีปัญหาขึ้นมา ก็เขียนว่า ให้เป็นอํานาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ ที่จะวินิจฉัยชี้ขาด ทั้ง ๆ ที่เรื่องที่จะ วินิจฉัยชี้ขาดนั้น ก่อนที่จะวินิจฉัยชี้ขาดได้ย่อมต้องมีความชัดเจน ย่อมต้องมีการตรา มีการ บัญญัติไว้อย่างชัดเจนไว้ก่อน เมื่อบัญญัติไว้ชัดเจนแล้วจึงเป็นหน้าที่ของตุลาการจะไปวินิจฉัย ว่าการกระทําดังกล่าวชอบหรือไม่ชอบ แต่ถ้าหากว่ากระบวนการยังไม่ชัดเจนก็เป็นหน้าที่ ที่ฝ่ายนิติบัญญัติจะต้องมีการบัญญัติหรือชี้ขาดให้ชัดเจนเสียก่อนจึงจะไปถึงการกระทําของ ฝ่ายตุลาการ ฝ่ายตุลาการ นั่นเป็นสาเหตุที่ทําให้ผมได้แปรญัตติโดยเพิ่มเป็นมาตรา ๑๙๐/๑ ครับว่า กรณี ที่มีบทบัญญัติใดของกฎหมายหรือพระราชบัญญัติมีความหมายไม่ชัดเจน ให้เป็นอํานาจของ รัฐสภาที่จะชี้ขาด ซึ่งก็รวมถึงการตราพระราชบัญญัติหรืออย่างอื่นด้วยนะครับ แต่ถ้าหากว่า ชัดเจนแล้วจําเป็นต้องมีการตีความว่าการกระทําหรือหนังสือสัญญาตามมาตรา ๑๙๐ จะต้อง ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาหรือไม่ จึงให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด นั่นเป็นสาเหตุ ที่ผมได้แปรญัตติไว้ ก็จะขอความกรุณาท่านกรรมาธิการครับว่าจะได้พิจารณาถึงเรื่องนี้ หรือไม่เพราะว่าการยึดหลักประชาธิปไตยที่ถูกต้องย่อมจะสามารถทําให้กระบวนการทํางาน ต่าง ๆ ของประเทศเราเป็นไปโดยปกติได้ ถ้าหากว่ากระบวนการต่าง ๆ ยังมีความ คลาดเคลื่อนอยู่ผมก็เชื่อมั่นว่ากระบวนการต่าง ๆ ก็จะไม่ได้ผลเท่าที่ควร แล้วก็จะมีความ ลักลั่น เกิดปัญหา ต้องมีเรื่องต่าง ๆ เข้ามาสู่สภาแห่งนี้มากมายโดยปราศจากความจําเป็น แต่ถ้าหากว่าเราได้มีการพิจารณาแก้ไขตามที่ผมได้เสนอไว้แล้ว ผมก็เชื่อมั่นว่าจะช่วยทําให้ การปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ฉบับนี้ทําได้ดียิ่งขึ้น แล้วก็จะช่วยให้รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้มีความเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น ก็ขออนุญาตแปรญัตติไว้ครับ ขอบพระคุณครับ