รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๕ มกราคม ๒๕๕๔

เทอดพงษ์ ไชยนันทน์ หารือเรื่องการแก้ไขมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบและกำกับดูแลในการเจรจาสัญญาต่างประเทศ เพื่อให้แน่ใจว่าผลกระทบต่อบ้านเมืองและประชาชนจะไม่ส่งผลเสีย และแนะนำว่าควรใช้มาตรา 303 (3) ที่ยังใช้กันอยู่ ไม่ต้องเพิ่มขั้นตอนการตรวจสอบเพิ่มเติม และยังแนะนำให้ใช้มาตราเพิ่มเติมที่จะให้มีคณะกรรมาธิการเพื่อส่งเสริมความสมดุลระหว่างฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ

นายเทอดพงษ์ ไชยนันทน์ ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม เทอดพงษ์ ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ผมต้องเรียนว่าท่านสมาชิกได้มี การแปรญัตติในหลายประเด็นในเรื่องเหล่านี้นะครับ ต้องเรียนในชั้นต้นก่อนนะครับว่า ตามมาตรา ๑๙๐ นั้นเป็นเรื่องของสนธิสัญญาต่าง ๆ ที่ได้มีการทํานั้นก็เขียนเพื่อจะให้ ขั้นตอนต่าง ๆ ได้ดําเนินการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ในแนวทางมาตรา ๑๙๐ ที่ได้เขียน เอาไว้นั้น เราจะเห็นว่าหนังสือสัญญาที่ทํากับนานาประเทศหรือต่างประเทศ รวมทั้ง หนังสือสัญญา สนธิสัญญาอะไรต่าง ๆ นั้นเป็นเรื่องสําคัญอย่างยิ่ง เพราะว่าจะต้องไปร่วมกับ ต่างประเทศ แล้วก็เป็นผลกระทบต่อบ้านต่อเมืองค่อนข้างสูงมาก เพราะฉะนั้นจึงจําเป็น จะต้องมีขั้นตอนในการดําเนินการค่อนข้างจะรอบคอบ รัดกุม ก็ต้องมีการตรวจสอบ มีการดูกันอย่างค่อนข้างจะชัดเจน ต้องได้ดุลกันให้พอดีนะครับ เพราะว่าถ้าฝ่ายผู้ไปดําเนินการในการจัดทําหนังสือสัญญา หรือว่าไปทําสัญญาต่าง ๆ นั้น ถ้าจะเอาฝ่ายบริหาร ถ้าเป็นผู้ดําเนินการนั้น ดําเนินการอย่างสะดวกก็คือไม่ต้องมีการดูแล อะไรมาก สะดวกเช่นนั้นก็จะทําให้ฝ่ายพี่น้องประชาชนนั้น อาจจะได้รับผลกระทบ แล้วก็ ไม่รู้ในเรื่องเหล่านี้ค่อนข้างสูง เพราะฉะนั้นถ้าให้ฝ่ายประชาชนดูแลกันอย่างละเอียดมาก ฝ่ายบริหารก็ทํางานไม่ได้ ที่จะไปดูแลจนกระทั่งสนธิสัญญาว่า เป็นอย่างไร ขั้นตอนมากมาย ปัญหาอย่างนี้ก็จะเป็นปัญหาค่อนข้างมากในการบริหารในการทําสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ซึ่งเราก็คงจะได้ทราบแล้วว่าปัญหาต่าง ๆ อย่างนี้มันมีค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นในมาตรานี้ จึงเขียนไว้เป็นตอน ๆ เพื่อที่จะให้ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติได้ตรวจสอบ ฝ่ายนิติบัญญัติ นั้นก็ถือว่าเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน เหมือนกับประชาชนที่จะเข้ามาช่วยกันดูแล นั่นเองนะครับ ได้เขียนเป็นขั้นเป็นตอนเอาไว้ แล้วทั้งหมดทั้งหลายนั้น ผมเชื่อว่าขั้นตอน ทั้งหลายนั้นค่อนข้างจะสมบูรณ์ที่จะได้ตรวจสอบกัน ฝ่ายบริหารก็ทํางานไปได้ ถึงแม้จะ ไม่สะดวกในระดับหนึ่ง แต่ว่าทั้งหมดทั้งหลายนั้นก็สามารถที่จะให้พี่น้องประชาชนได้มี การตรวจสอบ ในการไปดําเนินการ ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อบ้านต่อเมืองได้ในระดับหนึ่ง ทีเดียวนะครับ เพราะฉะนั้นในมาตรานี้จึงได้มีการเขียนเอาไว้เป็นตอน ๆ แล้วที่ร่างแก้ไข ของคณะรัฐมนตรีที่ได้เสนอมานั้น ก็แบ่งเป็นวรรคตอนหลายตอน โดยบางตอนบางส่วน ทําให้มีความเข้าใจกันได้ชัดเจนว่าในบางเรื่องอย่างเช่น หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลง ประเทศเขตไทย หรือเขตนอกอาณาเขตประเทศไทย หรืออธิปไตยตามหนังสือสัญญาต่าง ๆ นี้ นะครับ จนกระทั่งดูไปแล้วอาจจะพ้นไปจากการที่จะไปเข้าขั้นตอนในการพิจารณาของ สภาผู้แทนราษฎรของขั้นตอนต่าง ๆ ทางกรรมาธิการได้มีดําเนินการปรับปรุงตามความเห็น ของบรรดาท่านสมาชิกพวกเราทั้งหลายที่ได้แปรญัตติกันไว้ค่อนข้างมากนะครับ ได้แก้ไข ปรับปรุงกันไป ปรับปรุงเพื่อที่จะเอาทั้งหมดเข้ามาร่วมกันเหมือนเช่นเดิม พอเราแก้ไขเปลี่ยน จากวรรคสามเป็นวรรคสอง เป็นอะไรต่าง ๆ นี้ก็กลับมาที่เก่า คณะกรรมาธิการก็เห็นว่า ถ้ามันกลับมาที่เก่าอย่างนั้น ก็ไปดูรัฐธรรมนูญจากของเดิมคือ มาตรา ๑๙๐ เดิมของ ปี ๒๕๕๐ ก็เห็นว่าทั้งหมดนั้นมีความหมายเดียวกันเลยครับ ถ้าแก้ตรงนั้นเสร็จความหมาย ก็อันเดียวกัน อาจจะมีคําพูดต่าง ๆ ผิดกันอยู่ไม่มากน้อยเท่านั้นเอง นิด ๆ หน่อย ๆ เท่านั้นเอง ก็จึงนําเอารัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ในมาตรานี้นั้นกลับมาใช้เหมือนเดิม เพียงแต่ ปรับปรุงแก้ไขนิดเดียว ความหมายที่มีอยู่นิดเดียวก็คือ ให้มีการกําหนดประเภทและกรอบ การเจรจาเข้าไปเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี้ก็เหมือนเดิม ผมต้องเรียนว่าเราได้ พิจารณากันมา โดยเชิญเจ้าหน้าที่จากหลายฝ่ายทั้งหมดมา แล้วก็มาดูกันทั้งหมดแล้ว ขั้นตอนทั้งหมดนั้นทุกฝ่ายก็รับกันได้ แล้วก็เห็นว่า ถ้าได้เขียนกันขนาดนี้แล้วดําเนินการอย่าง นี้ก็สามารถจะทําให้ปัญหาต่าง ๆ ที่มันมีนั้น สามารถจะแก้ไขให้คล่องตัวได้มากยิ่งขึ้น มีบางท่านนะครับที่ได้แปรญัตติว่าขอกลับไปอย่างเดิมเถอะ ไม่ต้องมีเลย ประเภทแล้วก็ กรอบการเจรจานั้น ก็ต้องเรียนว่าจริง ๆ มันก็มีปัญหากันอยู่ตามสมควรนะครับ เพราะว่าของเดิมกําหนดเอาไว้ว่าการกําหนดขั้นตอนและวิธีการนั้นเราได้มีการร่างกฎหมาย อย่างนี้ครับ แล้วก็ใช้เวลาค่อนข้างยาวนานนะครับเพราะว่าถกเถียงกันอยู่นั่นเอง จนปัจจุบัน นี้ยังไม่สามารถจะดําเนินการออกมาได้ เพราะว่าหลายฝ่ายก็ได้ถามว่ามันติดขัดกันอย่างไร หลายคนก็บอกว่าถ้าเขียนไว้เพื่อให้มีกฎหมายว่าด้วยขั้นตอนและวิธีการ ถ้าเขียนกันอย่างนี้ ก็เขียนได้แค่ขั้นตอนกับวิธีการก็ไม่สามารถที่จะไปแยกแยะประเภทว่าประเภทอย่างนี้มันควร จะเข้าไหม ประเภทอย่างนี้มันควรจะมาดําเนินการอย่างนี้ไหมอย่างนั้นไหม เพราะฉะนั้น ก็เลยเป็นปัญหาว่าเขียนก็ค่อนข้างลําบาก แล้วก็หมิ่นเหม่ต่อการจะนําไปตีความกันอีก เยอะแยะ สิ่งเหล่านี้ก็เลยทําให้ค่อนข้างล่าช้ากันมากยิ่งขึ้นนะครับ จากการพิจารณาของ คณะกรรมการที่ได้พิจารณากันมานั้นนะครับ ก็เห็นว่าถ้าจะแก้ปัญหาตรงนี้เพื่อให้การ มันดําเนินการได้รวดเร็วยิ่งขึ้นก็ใส่ประเภท ก็ใส่ว่าให้มีกฎหมายว่าด้วยกําหนดประเภทและ กรอบการเจรจา ถ้าแค่นี้ก็คงสามารถจะดําเนินการกันได้ทั้งหมดก็สามารถจะไปเขียน กฎหมายกันมาได้จะทําให้การดําเนินการเหล่านี้นั้นมันง่ายยิ่งขึ้นนะครับ แล้วก็สามารถ ดําเนินการกันได้ก็จะทําให้กฎหมายมาตรา ๑๙๐ ที่ค้างการปฏิบัติกันจนกระทั่งทําให้เราได้มี สัญญามากมายที่ทุกอย่างจะต้องเมื่อคนตัดสินไม่ได้ก็ส่งเข้าสู่สภา หลายหน่วยงานก็จะพูดกัน อย่างนี้ว่าถ้าตัดสินไม่ได้ก็เอาเข้าสภาเผื่อไว้ก่อน เพราะฉะนั้นเราจะมีเรื่องทุกเรื่องที่จะเข้าสู่ สภาค่อนข้างมากมายนะครับ เพราะฉะนั้นก็เห็นว่าได้มีกฎหมายอย่างนี้ ถ้าได้เขียนอย่างนี้ แล้วการเขียนกฎหมายต่อไปนั้นก็น่าจะเป็นไปได้ไม่ยุ่งยากมากนักนะครับ ส่วนหลายท่านที่ได้ มีการแปรญัตติกันมานั้นนะครับ ผมต้องเรียนว่าผมจะอธิบายกว้าง ๆ ไปสักในระดับหนึ่ง เดี๋ยวจะมีท่าน พลเอก เลิศรัตน์ฐานะที่เป็นรองประธานและท่านนิพนธ์ บุญญามณี ในฐานะ ที่เป็นรองประธาน และอีกหลายคนนะครับ คุณอนุรักษ์หรืออะไรก็จะช่วยกันอธิบาย รายละเอียดกันในแต่ละอันให้ได้เข้าใจกันนะครับเพิ่มเติมมากขึ้น ผมเรียนในชั้นต้นก่อน นะครับว่า เริ่มจากของท่านชลน่านนะครับ ของท่านชลน่านนั้นจะมีของอีกหลายท่าน คล้าย ๆ กัน ก็คือของคุณสุรเดช จิรัฐิติเจริญ นางสาวสุมล สุตะวิริยะวัฒน์ แล้วก็คุณตวง อันทะไชย ก็จะแปรญัตติใกล้เคียงกันว่าจริง ๆ แล้วเป็นเรื่องกรอบเจรจา กรอบเจรจาจริง ๆ ให้มีกฎหมายว่าด้วยการกําหนดประเภทและกรอบเจรจา ขั้นตอนและวิธีการ จริง ๆ ที่เขียน ไว้อย่างนี้ก็เพื่อจะให้เขียนกฎหมายให้มันดูง่ายขึ้นนะครับ อย่างน้อย ๆ มีประเภทต่าง ๆ อะไรบ้างที่ควรจะต้องเข้าขั้นตอนนี้ให้ครบสมบูรณ์แบบ มีอะไรบ้างครับที่บางทีไม่ต้องเข้า ก็ยังได้ อันนี้ไม่เข้ากันมันต้องมีกรอบของมัน เพราะถ้าเกินนี้คุณไปทําเกินตามนี้มันไม่ได้ ถ้าเกินนี้ก็ต้องเอามาเข้าตามนี้ ถึงเขาจะไปเขียนในกฎหมายที่เป็นกฎหมายกําหนดประเภท เพราะฉะนั้นมันก็จะต้องมีกรอบเขียนไว้ ยกตัวอย่างสมมุติว่ามันจะมีการบันทึกช่วยจําอะไร สักนิดไหม ซึ่งจริง ๆ ไม่ได้มีผลอะไรทั้งสิ้นนะครับว่าเราเคยจํากันอย่างนี้ได้ไหม แต่ถ้ายังมี เลยจากนี้ไปมีการเซ็นสัญญาอะไรเพิ่มเติมอย่างนี้ไม่ได้ อย่างนี้คุณต้องเอามาเข้าขั้นตอน ให้พี่น้องประชาชนให้คนในสภาเขาได้รับรู้ด้วย แล้วก็ต้องดําเนินการตามขั้นตอนเหล่านี้อะไร ต่าง ๆ อย่างนี้ เพราะฉะนั้นกรอบทั้งหลายนั้นไม่ได้หมายถึงกรอบในกฎหมายจริง ๆ ที่มี อยู่แล้วไปกําหนดว่าสนธิสัญญาเปลี่ยนแปลงเขตประเทศไทย สมมุติอย่างนั้นจะต้องไปเขียน กรอบว่าคุณทําได้แค่นี้ได้แค่นั้นคงไม่ใช่อย่างนั้น ขอเพียงแต่กรอบว่าอะไรที่มันจะเอามาเข้า กันได้บ้าง อะไรต่าง ๆ ที่จะพอเป็นไปได้บ้าง แล้วก็ดําเนินการกันบ้าง ส่วนขั้นตอนของ กฎหมายจริง ๆ หนังสือสัญญาที่เขียนกันไว้ชัดเจนนะครับ มีผลกระทบความมั่นคง ทางเศรษฐกิจ สังคมอะไรต่าง ๆ นี้นั้นเข้าอยู่ครับ อย่างไรก็ต้องมีกรอบ มีอะไรต่าง ๆ ตามขั้นตอนของกฎหมายทุกอย่างทุกประการ อันนั้น มีอยู่แล้ว เป็นไปตามรัฐธรรมนูญครับ ไม่ได้เป็นไปตามกฎหมายด้วยซ้ําไป เพราะฉะนั้น ท่านกําหนดประเภท และกรอบเจรจานั้น เพื่อจะได้เอาไปเขียนไว้ว่าอะไรมันทํากันได้บ้าง อย่างไรได้บ้าง ซึ่งทั้งหมดทั้งหลายนั้นพอเรามีกฎหมายเข้ามาในตอนนั้น เราก็ช่วยกัน พิจารณากันต่อนะครับว่ามันควรจะเป็นอย่างไร ผมคงอธิบายอย่างนี้ เดี๋ยว ๒-๓ ท่านก็คงจะ ช่วยเพิ่มเติมกันได้อีกเยอะนะครับ

ส่วนของท่านพีรพันธ์ พาลุสุข นั้น เมื่อกี้ท่านได้ต่อว่า ว่าผมเวลาประชุม เพื่อชี้แจงของคณะกรรมาธิการแล้ว บังเอิญไม่ได้ฟังกันทั้งหมด จริง ๆ ได้ฟังนะครับ ได้ฟัง คําอธิบายจากหลายคนทั้งหมดเลยนะครับ เท่าที่หลายคนจะยินดีมาอธิบายให้ฟังกันนะครับ แต่ในวันนั้นมีการประชุมของคณะกรรมาธิการ ยังไม่แล้วเสร็จ เราเริ่มประชุมตั้งแต่ บ่ายโมง บังเอิญเรานัดบ่ายสามโมง ยังไม่เสร็จนะครับ ท่านก็เลยนั่งรอ ในระหว่างนั่งรอนั้น ท่านอาจจะคิดว่าจะรีบกลับไป ผมอาจจะไม่ได้ตามเวลาจริง ๆ นะครับ ก็ต้องขออภัย ในส่วนนั้นนะครับ แต่ว่าบังเอิญมันไม่จบจริง ๆ เมื่อไม่จบ หลายคนก็บอกว่าถ้ากรรมาธิการ ตามที่เห็นแล้ว ที่ร่างมาเรียบร้อยแล้ว บางคนเขาก็บอกว่าผมไม่เห็นด้วยหรอก ผมยืนตามที่ ผมเสนอแปรญัตติ ผมก็บอกว่าถ้าอย่างนั้นท่านก็คงต้องสงวนไว้เลย เพราะว่าถ้าท่านไม่สงวน ไว้เลย ผมก็อธิบายท่านไม่ได้ เพราะว่าอย่างนี้อยู่แล้วใช่ไหมครับ บางคนเขาก็อย่างนั้น ก็มีหลายคนครับฝากคนมานะครับ บอกว่าขอแปรญัตติร่วมหน่อย ขอทําจดหมายมา ตามจดหมายนั้น ท่านบางทีไม่ได้ชี้แจงมากนักเพราะว่าไม่ใช่ของท่านเอง เพราะฉะนั้น ท่านก็บอกว่าผมอธิบายได้นิดเดียวแค่นี้ครับ ขอสงวนเลย ผมก็ยินดีให้สงวนครับ มาพูดกัน ในสภา มาเจรจากันในสภา พูดจากันในสภา ผมก็ยินดีทําอย่างนั้นนะครับ เพราะฉะนั้น ในระหว่างวันนั้น หลายคนก็หลังจากที่เราพิจารณาเสร็จ ก็มีหลายคนมานั่งอภิปราย มานั่ง คุยกัน มานั่งชี้แจงกันทีละอัน ๆ ก็มีครับ หลายคนเลยครับ แล้วก็กรรมาธิการก็ยังยืน เหมือนเดิม กรรมาธิการไม่ยืนเหมือนเดิมก็คงไม่ได้ เพราะว่าที่เราพิจารณากันมานั้นมาจาก เจ้าหน้าที่มากมายมาชี้แจง จากคนอีกเยอะแยะทีเดียวครับ มานั่งคุยให้เราฟังแล้วเราก็นั่งดู กันอย่างละเอียด ละเอียดเสร็จแล้วเราก็บอกว่าเอาอย่างนี้ล่ะ คราวนี้ถ้าเราจะมาแก้ไขกัน เดี๋ยวนั้น กันสด ๆ ตรงนั้นนี่นะครับ ก็ต้องมานั่งคุยกันอีกเยอะ เพราะฉะนั้นกรรมาธิการ ก็ยืนตรงนี้เอาไว้ เพราะว่าเราคิดว่าเราได้ดําเนินการกันรอบคอบแล้ว เพราะฉะนั้นใครที่ยัง ไม่มีความเห็นตรงกับที่กรรมาธิการได้ดําเนินการ ท่านก็สงวนและก็เอามาพูดกันในสภานี้ ผมก็ต้องเรียนชี้แจงว่าทั้งหมดเป็นอย่างนั้นนะครับ ในส่วนแปรญัตติของท่านนั้น ท่านได้ ตัดตอนบางส่วนออกไปนะครับ อย่างเช่นในส่วนของวรรคสาม ท่านได้ตัดออกไป จริง ๆ ในขั้นตอนเดิมผมเรียนกว้าง ๆ เลยนะครับ เดี๋ยวหลายท่านคงอธิบายเพิ่มเติม ที่เขาเขียน เอาไว้นี่นะครับ เขาเขียนมาให้ดูเลยตั้งแต่ว่ามันมีอะไรบ้าง ในวรรคต้นคือหนังสือสัญญา เป็นหนังสือสัญญาอะไรบ้าง พอในวรรคสองหนังสือสัญญา ก่อนที่จะไปดําเนินการทําหนังสือสัญญา จะทําอะไรบ้าง ก่อนจะไปสัญญา ก่อนจะดําเนินการอันนี้ ควรจะทําอะไรบ้าง เขียนเอาไว้ นะครับ พอทําไปเสร็จแล้ว เมื่อลงนามในหนังสือสัญญาเสร็จ จะต้องทําอะไรต่อ คือขั้นตอนที่ เขียนไว้เขาจะบอกเป็นตอน ๆ เอาไว้ทั้งหมดนะครับ และขั้นตอนก่อนจะไปทํา คุณบอก ชาวบ้านก่อนไหม มาดูกรอบกันไหม อย่างน้อยสภาได้รับรู้กันได้บ้างไหม อะไรทํานองนี้ อย่างน้อย ๆ อย่างที่ผมได้เรียนไว้แล้วนะครับว่ามันต้องคานกันได้ดุลนะครับ รัฐบาลไหน ก็แล้วแต่นะครับ ท่านจะไปทําสัญญาอะไร แต่ว่าถ้าสมมุติว่าประชาชนได้รู้เพียงนิดเดียว ท่านทําอย่างเดียวไปเยอะ ๆ ประชาชน ก็อาจจะไม่พอใจก็ได้ แต่ถ้าจะให้ประชาชนรู้ทั้งหมด เวลาท่านก็ไม่มี ทําอะไรไม่ได้ จนกระทั่ง ไปเซ็นสัญญากับใครเขาไม่ได้ อันนั้นก็เกินไป เพราะฉะนั้นเราทําได้แค่ไหนครับมันได้ดุล อย่างน้อยก่อนจะไปทําสัญญาควรจะดําเนินการอย่างไร เพราะฉะนั้นในขั้นตอนต่าง ๆ เหล่านี้นะครับทางพวกเราก็ได้ดูแล้วก็สอบถามกันมาเต็มที่แล้วนะครับว่า จริง ๆ เราก็ควรจะ มีตามที่กรรมาธิการได้เสนอมานี้นะครับ ว่าก่อนจะทําควรจะมีอะไร ทําไปแล้ว จะไปลงนาม กันอย่างไร ควรจะมีอะไรบ้างนะครับ ผมก็เรียนกว้าง ๆ ในส่วนนี้ว่าของกรรมาธิการเราก็ ยังมีความเห็น แล้วเราก็ยังยืนไปในแนวทางอย่างนั้นนะครับ

ส่วนของคุณเจริญ แล้วก็คุณสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ คุณนฤมล ศิริวัฒน์ ที่ท่านจะให้ มีทั้งหมด ถ้ามีปัญหาแล้วก็ไม่ต้องไปเข้ากับศาลรัฐธรรมนูญ ก็ให้ส่งมาที่สภาดําเนินการ ก็ต้องเรียนนะครับว่าจริง ๆ แล้วเราก็ได้ดูคําแปรญัตตินี้ เราก็ได้สอบถามก็ต้องคุยกันนะครับ ว่าจริง ๆ ถ้าเอากลับมาเข้าสภากันอีก เรื่องทั้งหมดเราดําเนินการตามขั้นตอน และทั้งหมดนี้ ก็ผ่านสภานะครับ ผ่านสภามาเสร็จ พอมีปัญหาอะไรเราก็บอกว่าให้สภาตัดสิน ดําเนินการ ให้สภาตัดสิน มีปัญหาเรื่องการตีความหรืออย่างไรก็แล้วสุดแล้วแต่นะครับ สภามีโอกาสที่จะ ได้ดูปัญหาเหล่านี้อยู่แล้ว ซึ่งเมื่อกี้นี้ท่านหนึ่งนะครับ ท่านได้แปรญัตติและได้เล่าให้ฟังว่า เรื่องของประเทศชาติ เรื่องสัญญามันเป็นเรื่องสําคัญ เป็นเรื่องใหญ่จริง ๆ นะครับ เพราะว่า มันไปกระทบกับประเทศชาติบ้านเมืองค่อนข้างสูง เพราะฉะนั้นที่ดําเนินการตามนี้ เราใช้ ทุกอํานาจในการมาตรวจสอบทั้งหมด ฝ่ายบริหารอยากจะทําอะไรแค่ไหนบอกมา ฝ่ายประชาชนคือสภาก็มานั่งดูกันว่าที่คุณจะไปทํานั้น พวกผมเป็นอย่างไรบ้างไหม ตรวจสอบดู แต่พอมันมีปัญหากันขึ้นมาว่าอย่างนี้มันควรจะให้ดูไหม ไม่ควรให้ดูไหม ให้สภา ดูไหม ไมให้สภาดูหรืออย่างไร น่าจะมีอีกอันหนึ่ง ก็คือศาลรัฐธรรมนูญที่ได้มาดูกันว่าควรจะ ให้ทําอย่างนี้หรือไม่ ซึ่งก็ดูแล้วมันก็ได้ดุลกันพอดีนะครับ แล้วต่างคนต่างตรวจสอบกันได้ พอดีนะครับ ผมคิดว่าของเดิมที่ร่างเอามานั้นผมคิดว่าก็น่าจะเป็นไปได้แล้วนะครับ

ส่วนของท่าน พลอากาศเอก วีรวิท ท่านกําหนดต้องให้ได้ประเภทหนังสือ สัญญา จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนจะจัดทํากฎหมายตามวรรคหก จะต้องมา ดําเนินการให้มีคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อ คือขั้นตอนพอมันเยอะขึ้น ต้องเรียนนะครับว่า พอมันเยอะขึ้น กว่าที่จะไปทําสัญญาได้บางทีก็เลยไม่ต้องทํากันนะครับ คนอื่นเขาก็เลย ดําเนินการกันจนแล้วเสร็จ แต่ในขณะที่เรานี่ถ้าขั้นตอนมันมากเกินไปมันก็จะทําให้งาน ต่าง ๆ นั้นที่ดําเนินการค่อนข้างเยิ่นเย้อและล่าช้าไป ผมต้องเรียนว่าที่เขียนเอาไว้นี่นะครับ ที่เขียนกันเอาไว้ตามลําดับที่ได้เล่าให้ฟังไว้นี้นั้น เป็นเส้นทางที่สั้นที่สุด ที่ดีที่สุด อยากจะให้ การทํางานของหน่วยงานที่เขาเกี่ยวข้องให้ดําเนินการให้ได้ดีที่สุดแล้วนะครับ แต่ถ้าเราไป เพิ่มเติมที่อะไรต่อมิอะไรที่ให้มีขั้นตอนการตรวจสอบ มีการอะไรอีกเยอะแยะนั้น ถ้าถามว่า ดีไหม มันก็ดีครับ เพราะว่าพี่น้องประชาชนได้ดูเยอะ แต่พอดูเยอะนี่ปัญหาต่าง ๆ กว่าจะ ออกไปได้ กว่าจะดําเนินการได้ ก็อาจจะไม่ทันการณ์แล้วก็ได้ เพราะฉะนั้นจาก คณะกรรมาธิการได้ตรวจสอบดูกันทั้งหมดแล้ว จากสอบถามหน่วยงานทั้งหมดแล้วนะครับ ขั้นตอนที่ได้ร่างเอามานั้นคิดว่าเหมาะสมดีแล้วนะครับ

ส่วนของท่านอื่น ๆ นั้นก็จะมีของท่านวันชัยนะครับ ของท่านวันชัย แสงสุขเอี่ยม ที่ท่านบอกว่า ทั้งนี้กฎหมายดังกล่าวให้นําบทบัญญัติของมาตรา ๓๐๓ (๓) มาใช้ จริง ๆ มาตรานี้พอเข้าไปอยู่นะครับ มาตรา ๓๐๓ (๓) นั้นยังไม่ได้ยกเลิกนะครับ และยังใช้กันอยู่ครับ เพราะฉะนั้นก็ยังบังคับกันอยู่นะครับ ท่านไม่ต้องกังวลว่ามาตรา ๓๐๓ (๓) จะมาใช้กับอันนี้ไม่ได้ ก็ยังใช้เดิมอยู่ครับ ก็ต้องทําตามแนวทางของมาตรา ๓๐๓ (๓) ซึ่งยังอยู่ตอนนั้นอยู่นะครับ ผมไปเร็ว ๆ นิดหนึ่ง

ส่วนของท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ท่านประเสริฐ ชิตพงศ์ ท่านสุรจิต ชิรเวทย์ และท่านรสนา โตสิตระกูล นะครับ ที่จะเพิ่มเติมว่าจะให้มีคณะกรรมาธิการ อย่างที่ว่านี่ครับ ให้ส่งเสริม จริง ๆ ท่านก็ได้อภิปรายนะครับว่าจริง ๆ แล้ว ๓ ส่วน ของฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ แล้วก็ฝ่ายตุลาการ ๓ ส่วนก็ได้ดุลกันดีแล้ว แต่ขั้นตอน เราควรจะต้องทําให้เร็วและก็สั้นที่สุดแล้วก็รอบคอบนะครับ แต่ว่าอย่างไรก็ตามครับที่ท่าน บอกว่าหนังสือเยอะดูไม่ทันอะไรต่าง ๆ นั้น จริง ๆ มันเป็นขั้นตอนอย่างนั้นครับ ถ้าเราสนใจ ที่จะดําเนินการก็ต้องช่วยกันดู แต่ว่าถ้าเรามาทําขั้นตอนให้มันเยิ่นเย่อยืดยาวออกไปอีก บางทีปัญหาต่าง ๆ มันก็จะทําให้ล่าช้าไม่ทันการณ์นะครับ เพราะฉะนั้นการที่จะมี คณะกรรมาธิการเพิ่มเติมมาดําเนินการอะไรต่าง ๆ สภาได้มีการตรวจสอบแล้ว สภาเป็น ๑ ในอํานาจที่จะดูแลเรื่องสนธิสัญญาที่ต่างประเทศเขาจะมาดําเนินการกับเรา ซึ่งเป็นเรื่อง สําคัญอย่างที่ผมเล่าให้ฟังแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นสภานี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะดูขั้นตอน ตรงกลางนี้เรียบร้อยจนกระทั่งแล้วเสร็จ ถ้ามีปัญหาถึงจะไปฝ่ายตุลาการนะครับ เพราะฉะนั้นกรรมาธิการก็คิดว่าของเดิมขั้นตอนเป็นไปอย่างเหมาะสมแล้วนะครับ

ของคุณสุพจน์ เลียดประถม นั้นก็ไม่มีอะไรครับ เหมือนคณะกรรมาธิการ นะครับ เพียงแต่ท่านไปเติมเอาไว้คือ ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัตินั้น กรรมาธิการเอาออกไป นะครับ ถ้าจะเขียนไว้ ทําอะไรไม่ได้เลยเหมือนกันนะครับ เพราะว่าถ้าไม่มีกฎหมาย ก็ต้องหยุด ทั้งมาตรานี้ก็เลยทําอะไรไม่ได้ ก็เอาออกแล้วนะครับ

ส่วนของคุณประเสริฐ เช่นเดียวกับคุณสุรชัยนะครับ ของท่านจิตติพจน์นะครับ ของท่านเป็นเรื่องกรอบเจรจา และก็มีเพิ่มเติมเข้ามาคือมาตรา ๑๙๐(๑) และมีบทบัญญัติ กฎหมาย คือให้เป็นอํานาจของรัฐสภาชี้ขาด ก็เช่นเดียวกันนะครับ ที่เล่าให้ฟังแล้วครับ อํานาจชี้ขาดนี้ถ้าเรามีปัญหาต่าง ๆ ปัญหาที่ว่ามันไม่ได้มากมายเยอะแยะนะครับ เพราะว่า เราเขียนกฎหมายไปแล้ว ในกฎหมายนั้นจะมีคําอธิบาย กฎหมายที่จะออกมานี่ครับ จะมีคําอธิบายอยู่มากพอสมควร ปัญหาที่มันจะเกิด มันจะต้องเกิดเป็นปัญหาที่เป็นปัญหา จริง ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเป็นปัญหาจริง ๆ การที่จะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ไม่ได้หมายความว่ามันจะเยอะแยะมากมาย ถ้าเราสามารถที่จะเขียนกฎหมายได้ครอบคลุม สิ่งต่าง ๆ ไว้เกือบจะทั้งหมดแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นถ้ามันมีอย่างนั้นจริง ๆ ก็หมายถึงว่า การตัดสินควรจะเป็นให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินนะครับ ผมอธิบายอย่างกว้าง ๆ อย่างเร็ว ๆ เท่านี้ครับ รายละเอียดเพิ่มเติมผมขออนุญาตให้ท่านรองประธานนะครับ ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ แล้วก็คุณนิพนธ์ บุญญามณี ได้เจาะลึกในแต่ละอันลงไปอีกนะครับ เชิญครับ