จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นธรรมและยุติธรรม และไม่ให้เกิดผลเสียต่อประชาชน
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดศรีสะเกษ ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพครับ ปกติแล้วนะครับการเลือกตั้งหรือการแข่งขันใด ๆ ก็แล้วแต่ กติกาอันหนึ่งที่จะทําให้ไม่ว่าผู้ที่แข่งขันแพ้หรือแข่งขันชนะก็แล้วแต่จะยอมรับกัน ได้ก็เมื่อมีกติกาการแข่งขันที่เป็นธรรม ถ้าหากว่ามีกติกาการแข่งขันที่ทําให้บุคคลส่วนหนึ่ง หรือกลุ่มหนึ่งได้เปรียบ ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งเสียเปรียบ การแข่งขันอันนั้น ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรก็ยากยิ่งที่จะ ทําให้เกิดการยอมรับกันได้ ดังนั้นผมจึงใคร่ขอให้ท่านสมาชิก รวมทั้งท่านประธาน คณะกรรมาธิการ รวมทั้งคณะกรรมาธิการด้วย ได้โปรดฟังความเห็นข้อเสนอของกระผม ท่านประธานครับ มีการพูดกันกว้างขวางครับว่าการตั้งตัวเลข ๓๗๕ คน เป็นการตั้งตัวเลข ที่ทําให้พรรคการเมืองหนึ่งได้เปรียบ โดย ส.ส. ที่มาจากจังหวัดภาคอีสานจะมีจํานวน ส.ส. ลดลงถึง ๙ คน จังหวัดทางเหนือลดลง ๗ คน ผมใคร่ขอคํายืนยันจากท่านประธาน กรรมาธิการ ฝากผ่านท่านประธานไปนะครับว่าข้อกล่าวอ้างดังกล่าวเป็นความจริงหรือไม่ เนื่องจากผมเชื่อว่าท่านประธานกรรมาธิการก็คงจะได้พิจารณาโดยรอบครอบ เนื่องจาก ข้อกล่าวหาดังกล่าวปรากฏอยู่ตามหน้าหนังสือและทราบกันเป็นการทั่วไป ในกรรมาธิการ ก็คงจะได้พิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบแล้วว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นจริงหรือไม่ ที่มี ส.ส. ในจังหวัดทางภาคอีสานต้องลดลงถึง ๙ คน ทางเหนือลดลง ๗ คน ในขณะที่มี พรรคการเมืองได้ประโยชน์ลดไปแค่ ๔ คนเท่านั้น ก็เป็นแต้มต่ออันหนึ่งนะครับ ซึ่งถ้าหากว่า พูดด้วยความเคารพครับ การเอาชนะที่ทางกติกาที่เป็นธรรมเท่านั้นจึงจะเป็นการชนะที่ทําให้ เกิดการยอมรับโดยทั่วไป ผมขออนุญาตยกตัวอย่างในภาคอีสาน จังหวัดที่ท่านประธาน กรรมาธิการอยู่ด้วย คือจังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดนั้นไม่ได้ลดนะครับ ซึ่งผมก็ยินดีด้วย นะครับ แต่ว่าจังหวัดอื่น อย่างเช่นจังหวัดที่กระผมเป็นสมาชิกวุฒิสภาอยู่ ส.ส. ลดไป ๑ คน ซึ่งด้วยความเคารพจริง ๆ ผมก็หาตรรกะที่จะมาอธิบายไม่ได้ คือผมก็พยายาม ตามท่านประธานกรรมาธิการนะครับว่า สาเหตุที่ลดจํานวนลง ๒๕ ที่ เพราะจะทําให้ เขตเลือกตั้งใหญ่ขึ้น ทําให้ซื้อเสียงยากขึ้น ผมก็พยายามจะตามตรรกะที่ท่านได้ว่า ว่าถ้าเขตใหญ่ขึ้นก็คงจะหาเสียงยากขึ้น จะซื้อเสียงก็ใช้เงินเยอะขึ้น ซึ่งผมยังไม่ได้ยอมรับ หรือว่าเห็นด้วยกับท่านนะครับว่า ปัจจุบันนี้การเลือกตั้งสามารถใช้การซื้อเสียงได้หรือไม่ ซึ่งโดยส่วนตัวผม ผมไม่ค่อยเชื่อครับว่า เพราะปัจจุบันนี้ประชาชนไม่ว่าจะภูมิภาคใดก็ตาม มีความตื่นตัวทางการเมืองอย่างสูง การที่จะมุ่งหวังว่าจะใช้กระบวนการแบบเดิม ๆ หรือกระบวนการซื้อเสียงนั้น ปัจจุบันนี้ไม่ได้ผลแล้วครับ ผมขออนุญาตให้ความเห็นครับ แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ผมจะพยายามคิดตามที่ท่านว่านะครับว่าเขตใหญ่ซื้อยากขึ้น แต่ถามว่า จาก ๔๐๐ คนลดลงเหลือ ๓๗๕ คนหรือเทียบเป็นจํานวนประชากร เป็นเปอร์เซ็นต์นะครับ จาก ๙๖ คน กลายเป็น ๑๐๐ คน หรือจาก ๑๐๐ คนเป็น ๑๐๖ คน หรือ ๑๐๗ คน จํานวนเพียงเล็กน้อยเท่านี้จะทําให้การซื้อเสียงยากขึ้นได้อย่างไร ในเมื่อมีความแตกต่าง แต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ได้มีนัยสําคัญแต่ประการใด ถ้าหากว่าลดจาก ๔๐๐ คน เหลือ ๒๐๐ คน ก็ยังพอฟังได้ แต่ถ้าหากว่าลดจาก ๔๐๐ คนเหลือ ๓๗๕ คน จํานวนที่ลดลง ไปคิดเป็น ๖ หรือ ๗ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น โดยตรรกะก็ไม่สามารถที่จะรับได้ครับ ผมคิดว่า คนที่ใช้เหตุและใช้ผล ประชาชนทางบ้านก็คงทราบครับว่า ตรรกะอันนี้เป็นตรรกะที่ ไม่สามารถยอมรับกันได้ ๖ เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้มีผลอะไรเลยครับ แต่ผลน่าจะเป็นผลเรื่อง ความได้เปรียบเสียเปรียบกันมากกว่า ซึ่งผมไม่อยากจะให้เกิดเหตุการณ์อย่างนั้นนะครับ เราควรที่จะทํากติกาที่เป็นสากลและ สามารถที่จะใช้กันได้เป็นระยะเวลายาวนาน ไม่ควรจะทํากติกาใด ๆ ที่จะมีผลเฉพาะเรื่อง ชั่วคราว และในอนาคตก็มาปรับปรุงแก้ไขกันอีกเพื่อที่จะคงความได้เปรียบไว้ เป็นสิ่งซึ่งผม ด้วยความเคารพครับ ไม่อยากให้เกิดขึ้น เนื่องจากรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ควรที่จะ มีการมาฉีก หรือมีการมาแก้ไขตามอําเภอใจ ไม่ว่าจะเป็นการกระทําใด ๆ ก็ตาม ควรจะ ประกอบไปด้วยหลักเหตุและผลที่สมบูรณ์แบบในตัวของมันเอง ถ้าหากว่าทําการแก้ไข รัฐธรรมนูญโดยอาศัยเหตุผลที่ชั่วครั้งชั่วคราวหรือความได้เปรียบเพียงเล็กน้อย ผมคิดว่า เป็นเรื่องที่ไม่สมควรจะเกิดขึ้นครับ อยากให้ท่านได้พิจารณาให้รอบคอบนะครับ ประโยชน์ ที่ได้ไม่มีครับ แต่ปัญหาจะเยอะเลยครับท่าน สมมุตินะครับ บางจังหวัดเคยมี ส.ส. อยู่ ๖ คน ถูกลดลงเหลือ ๕ คนนี่นะครับ การแบ่งเขตจะแบ่งเขตอย่างไรครับ จะมีบางตําบลหรือไม่ ที่จะต้องแบ่งตําบลนั้นเป็น ๒ ส่วน หรือหมู่บ้านบางหมู่บ้านที่ใหญ่จริง ๆ นี่นะครับ จะเกิด เหตุการณ์ไหมครับท่านประธาน จะถูกแบ่งออกเป็น ๒ ส่วนหรือ ๓ ส่วน การเลือกตั้ง เกิดการลักลั่นกันเหมือนอย่างที่พบเห็นตอนที่แบ่งเป็น ๘ เขต เขตจังหวัด ๘ เขต เขตละ ๑๐ คน ส.ส. ระบบสัดส่วนนี่นะครับ ก็มีการแบ่ง จังหวัดที่อยู่ในภาคอีสานไปอยู่ทางเหนือ บ้าง หรือไปภาคตะวันออกบ้าง ซึ่งไม่สามารถหาตรรกะอะไรมาสนับสนุนได้เลยครับ เรื่องนี้ ก็เช่นเดียวกันครับ เมื่อมีการเปลี่ยนเล็ก ๆ น้อย ๆ ๖ เปอร์เซ็นต์นี่นะครับ ผมเชื่อเลยครับว่า จะต้องมีบางตําบล จะต้องมีบางหมู่บ้านที่เกิดปัญหาที่ไม่ทราบจะอธิบายอย่างไรครับว่า ทําไมตําบลนั้นหรือหมู่บ้านนั้นจะต้องไปอยู่เขตหนึ่งของ ส.ส. อีกคนหนึ่ง ขณะที่ อีกหมู่บ้านหนึ่งต้องไปอยู่อีกเขตหนึ่ง เราจะทําให้เขตใหญ่ขึ้นเพียง ๖ เปอร์เซ็นต์นี่นะครับ เพื่อที่จะให้เกิดเหตุการณ์ที่จะต้องแบ่งเขตกันใหม่ที่มีปัญหาต้องปวดหัวกันไปทั่วทั้งประเทศ อีกหรือครับ ผมคิดว่าเรื่องดังกล่าวนี้นะครับ น่าที่จะได้รับการทบทวนและพิจารณา อย่างรอบคอบ หลายเรื่องนี่นะครับ เป็นสิ่งที่ไม่บังควรเกิดขึ้นนะครับ เพราะว่า อย่างคราวที่แล้วนี่นะครับ ๘ เขต ๘ จังหวัดก็เป็นสิ่งที่เรารู้สึกอึดอัดใจกันมาเยอะแล้ว ถ้าหากว่าท่านประธานกรรมาธิการจะได้ทบทวนใหม่นะครับ ๖ เปอร์เซ็นต์ เพียงแค่ ๖ เปอร์เซ็นต์ไม่ได้มีประโยชน์อะไรครับ แต่กลับจะมีโทษอีกมากมาย ขอให้ท่านได้โปรด พิจารณาทบทวนนะครับ ขอบพระคุณครับ