รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๕ มกราคม ๒๕๕๔

จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ พูดเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเสนอให้ลดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจาก 400 คนเหลือ 375 คน และยกเลิกการเลือกตั้งแบบสัดส่วน

พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา มุกดาหาร

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดมุกดาหาร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคงจําได้นะครับว่า เมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๑ ผมได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา แล้วก็มีประชาชน จํานวน ๑๕๐,๐๐๐ รายชื่อยื่นขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมก็ ๑ ใน ๓๐ สมาชิกวุฒิสภา ได้ลงชื่อขอแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ ในวันนี้ก็ถือว่าเป็นโอกาสดีที่ได้มีการแก้ไข รัฐธรรมนูญในมาตรา ๙๓ ถึงมาตรา ๙๘ แล้วก็ขอขอบคุณทางรัฐบาลที่ได้เสนอร่างกฎหมาย รัฐธรรมนูญมาเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมสู่สภาในวันนี้ ในมาตรา ๙๓ ซึ่งผมได้ยื่นขอแปรญัตติ ขอแก้ไขเพิ่มเติมไว้นั้น ก็คือในส่วนของจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งคณะรัฐมนตรี หรือว่าคณะกรรมาธิการได้ระบุจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจาก ๔๐๐ คน เป็น ๓๗๕ คน ส.ส. เขตนะครับ ส่วน ส.ส. แบบสัดส่วน ก็มีการยกเลิกจาก ๘๐ คน มาเป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อ จํานวน ๑๒๕ คน จากเจตนารมณ์ดังกล่าวแล้วก็พิจารณาว่าไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่เสนอญัตติ ๓๗๕ คน บวก ๑๒๕ คน ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่เสนอญัตติ ๔๐๐ คน บวก ๑๐๐ คนก็ตาม ก็เท่ากับ ๕๐๐ พอดีเหมือนกัน แต่ที่สําคัญที่สุดก็คือจากเขตใหญ่มาเป็นเขตเล็ก ซึ่งถือว่าเป็นการ เลือกตั้งแบบสากลทั่วโลกใช้กันอยู่ ดังนั้นการเลือกตั้งจากเขตใหญ่ คือการเลือกตั้ง ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีการเลือกตั้ง ๓ ส่วนด้วยกัน ก็คือบางจังหวัดมีเขตเดียวก็เลือกตั้ง ได้คนเดียวบางจังหวัดมีเขตเดียวก็เลือกตั้ง ส.ส. ได้ ๒ คน บางจังหวัดใหญ่หน่อยก็แบ่งเป็น ๓ คน เพราะฉะนั้นยกตัวอย่าง อย่างจังหวัดมุกดาหารมี ส.ส. ได้ ๒ คน ก็ถือว่าจังหวัด มุกดาหาร เป็นเขตเลือกตั้ง ๑ เขต มี ส.ส. ได้ ๒ คน ก็ถือว่าเป็นเขตใหญ่ เพราะฉะนั้น จากการที่ทางรัฐบาลได้เสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาในคราวนี้โดยการลดจํานวน ส.ส. ลงนั้น ก็ถือว่ารัฐบาลคงจะได้ศึกษาข้อมูล ข้อดี ข้อเสีย ของจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แล้ว ซึ่งก็เห็นว่าแม้ว่า ๔๐๐ คนนี้จะมีพื้นที่แคบลง แต่มีจํานวน ส.ส. มากขึ้นก็คือ ๔๐๐ คน ส่วนการลดจํานวนลง ๓๗๕ คน ก็ถือว่ามีพื้นที่มากขึ้น แต่จํานวน ส.ส. เขตลดจํานวนลง ผมเชื่อว่าการแบ่งเขตทั้ง ๒ อย่างนี้ประชาชนน่าจะไม่สับสน แต่ก็จะทําให้บุคคลที่ มีความประสงค์ที่จะสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต คนก็จะมากขึ้น แต่จํานวน ส.ส. ที่ได้มานี้ก็น้อยลงหรือลดลง ก็จะทําให้เกิดการแข่งขันสูงมาก ส่วนในเรื่อง การที่สมาชิกรัฐสภาหลาย ๆ ท่าน รวมทั้งนักวิชาการหลาย ๆ คนตามที่ผมได้ไปศึกษา หาความรู้เพิ่มเติมในส่วนต่าง ๆ จากการสัมมนาอบรมบ้าง ถือว่าคนไทยยอมรับแล้วว่า ประเทศไทยนี่จากการเลือกตั้งทุกครั้งจะมีการซื้อเสียง จะมีการขายสิทธิกัน ผมว่าคํา ๆ นี้ เลือกพูดได้ไหมครับ ทุกคนเลิกพูดได้แล้วเป็นการดูถูกดูแคลนประเทศชาติของตัวเอง เป็นการดูถูกดูแคลนประชาชนของตัวเองทั่วโลกเขาฟังดูแล้วเขารู้สึกเกิดความสับสน จากการศึกษาดูงานในต่างประเทศเขาถามว่าประเทศของท่านในการเลือกตั้ง ส.ส. ก็ดี ส.ว. ก็ดี หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นก็ดี มีการซื้อเสียง มีการแจกของอะไรหรือไม่ เขาบอกว่าแถวบ้าน ไอ (I) ไม่มี บ้านยู (You) มีด้วยหรือ เขาถาม เพราะฉะนั้นผมว่าหยุดพูดได้แล้วนะครับ สมาชิกรัฐสภา ผมขอวิงวอนทั้ง ส.ส. ทั้ง ส.ว. ในสภานี้ ๖๐๐ กว่าคนนี้ ต่อไปขอร้อง เลิกพูด ว่ามีการซื้อสิทธิขายเสียง วอนนักวิชาการในประเทศไทย ไม่ว่าจะจบดอกเตอร์จากไหนมา ก็ตาม จากนอกจากในมาก็ตาม ยกเลิกนะครับ เลิกพูดคําว่า การเลือกตั้งมีการซื้อสิทธิ ขายเสียงในประเทศไทย เป็นการทําลายภาพลักษณ์ของประเทศชาติของตัวเอง เป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ก็ถือว่าเป็นการเยียวยา พี่น้องประชาชนทั้ง ๖๕ หรือ ๖๗ ล้านคน เป็นการเยียวยานักการเมืองที่อัดอั้นตันใจ จากการที่นักปฏิรูปการปกครองแผ่นดินได้ทําการปฏิรูปเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ที่ผ่านมา ซึ่งทําให้หลายฝ่ายอึดอัดใจ เนื่องจากว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ได้ถูกยกเลิก โดยกะทันหัน ไม่มีการประชุมของรัฐสภาในการแก้ไขและยกเลิกแต่อย่างใด ดังนั้นผมก็คิดว่า ตามที่ผมแปรญัตติไว้ ๔๐๐ บวก ๑๐๐ นี้ ความคิดของผมก็เห็นด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติม ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นะครับ แต่เนื่องจากว่าข้อดีก็มีอยู่ ข้อดีก็คือประชาชนในประเทศ ไทยของเรา ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจํานวน ๔๕ ล้านคน ก็สามารถที่จะเลือกบุคคลที่ตัวเองรัก ที่ตัวเองชอบ เลือกบุคคลที่ตัวเองสามารถที่จะพึ่งพาอาศัยได้ในเขตพื้นที่ของตนนะครับ อันนี้ก็เห็นว่า ๔๐๐ เขตก็ถือว่าพอสมควรตามฐานะหรือว่าตามเขตพื้นที่ของประเทศไทย จากจํานวน ประชากร ๑๕๐,๐๐๐ คน ต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจํานวน ๑ คน ส่วน ส.ส. บัญชีรายชื่อ เมื่อเปรียบเทียบปี ๒๕๔๐ กับปี ๒๕๕๐ จะเห็นว่าปี ๒๕๔๐ นี่มีการเลือกพรรคการเมือง คือประชาชนชอบพรรคไหนเขาก็จะใช้สิทธิเลือกพรรคนั้น ซึ่งถือว่าเป็นเบอร์พรรค จํานวน ๑๐๐ คน แต่ว่าในปี ๒๕๕๐ นี่ก็มาแบ่งเป็นแบบสัดส่วน ก็คือแบ่งเป็น ๘ เขต เขตละ ๑๐ คน เพราะฉะนั้นประชาชนก็เกิดความสับสนเช่นเดียวกันนะครับ และก็จากการที่สอบถาม ประชาชนในพื้นที่บอกว่า ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อหรือ ส.ส. ระบบสัดส่วนนี่พี่น้องประชาชน เคยรู้จักไหม ใน ๑๑ จังหวัดตอนเหนือของภาคอีสานนี่ บอกว่า ส.ส. ระบบสัดส่วนน้อยคน ที่จะรู้จักจากพรรคเพื่อไทย ๗ คน พรรคประชาธิปัตย์ ๒ คน แล้วก็พรรคเพื่อแผ่นดิน ๑ คน ที่เป็นจังหวัดบางคนก็รู้จักบางคนก็ไม่รู้จัก แต่ว่าก็เป็นส่วนดีที่ว่าพรรคการเมืองจะได้เข้มแข็ง ที่มี ส.ส. ระบบสัดส่วนหรือว่า ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อ ในส่วนข้อดีของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ที่ขอแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๙๓ ในวันนี้ ๓๗๕ คน ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีเช่นเดียวกันนะครับ ผมเห็นอย่างนี้ครับ ที่ว่าเป็นเรื่องดีก็คือประชาชนในพื้นที่มีจํานวนประชากรมากกว่าเดิม ก็คือ ๑๕๐,๐๐๐ คน อาจจะเป็น ๑๘๐,๐๐๐ คน ส.ส. ก็จะมีพื้นที่ออกไปพบปะเยี่ยมเยียน พี่น้องประชาชนได้มากกว่าเดิม อันนี้ก็ถือว่าเป็นประโยชน์เช่นเดียวกันนะครับ ซึ่งถือว่า เป็นเขตเล็ก แต่ว่าสําหรับบัญชีรายชื่อนี่มันก็ดีกว่ามาตรา ๙๓ ตามรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ เดิม สาเหตุที่ว่าดีก็คือหมายความว่า ในการเลือกตั้งเป็นเขต ๑๐ คนต่อ ๑ เขต กับการเลือกตั้ง พรรคการเมืองที่พี่น้องประชาชนชอบพรรคใดนี่ เขาก็จะได้ใช้สิทธิหรือว่ามี ส.ส. ในจํานวน พรรคการเมืองที่จะได้รับเลือกตั้งนี่ ๑๒๕ คน ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์กับพรรคการเมืองที่จะ ได้รับเลือกตั้งและก็ไม่มีจํานวน ๕ เปอร์เซ็นต์เหมือนในอดีตในปี ๒๕๔๐ เพราะฉะนั้น ปี ๒๕๕๐ ที่แก้ในวันนี้ถือว่าเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ทั้ง ๒ ความคิดก็คือทั้ง ๔๐๐ บวก ๑๐๐ คน และทั้ง ๓๗๕ บวก ๑๒๕ คนด้วย เพราะฉะนั้นจากการที่หลาย ๆ ท่านได้ให้ ความคิดเห็นต่าง ๆ นานาขึ้นมานี่เขตเล็กเขตใหญ่ ผมว่าเขตเล็กหรือเขตใหญ่ก็เป็นสิ่งที่ พี่น้องประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถจะทําได้ การเลือกตั้งนี่ตั้งแต่ ๒๔๗๖ เป็นต้นมา ประชาชนทําได้ทั้งหมดเลยนะครับ ไม่มีข้อโต้แย้งหรือข้อโต้เถียงใด ๆ มีการเลือกตั้งเมื่อไร ประชาชนพร้อมที่จะไปใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่ขออย่างเดียวว่าอย่าดูถูกพี่น้องประชาชนว่า ขายสิทธิ อย่าดูถูกพี่น้องประชาชนคนที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง เป็นผู้ซื้อสิทธิ ซึ่งจะเป็น การทําลายชื่อเสียงของประเทศชาติ ภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทย นี่ล่ะครับการที่พวกเรา ทั้งหลายคนไทยทั้งหลายดูถูกดูแคลนผู้สมัครรับเลือกตั้ง ดูถูกดูแคลนผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง จึงทําให้การเมืองอ่อนแอ ในเมื่อการเมืองอ่อนแอแล้วนี่ฝ่ายรักษาความสงบเรียบร้อย ของประเทศ ตํารวจ ทหาร คนที่จงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เขาจําเป็น ที่จะต้องเข้าไประงับเหตุในความวุ่นวายที่เกิดขึ้นทุกครั้ง ซึ่งผมเองก็เห็นด้วยที่มีการปฏิวัติ ที่มีการปฏิรูป เห็นด้วย ทําไมถึงเห็นด้วย เห็นด้วยเพราะว่านักการเมืองอ่อนแอ ดูถูกดูแคลน ซึ่งกันและกัน ต่อไปนี้หลังจากที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๓ ถึงมาตรา ๙๘ แล้วนี่การเมืองตามที่คณะกรรมการยกร่างยืนยันว่าการที่แก้ไขจํานวนจาก ๔๐๐ คนลงมาเหลือ ๓๗๕ คน และการแก้ไขจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจาก ๘๐ คน มาเป็น ๑๒๕ คนจะทําให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง อันนี้ผมก็อยากจะคอยดูเหมือนกันนะครับว่าจะเข้มแข็งจริงหรือไม่ หลังจากเลือกตั้ง คราวหน้าผมก็อยากจะให้พี่น้องประชาชนทั่วประเทศ แล้วก็ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ทุกคน ให้ยอมรับผลการเลือกตั้ง อย่าได้มีการเดินประท้วง อย่าได้มีการชุมนุมเพื่อเรียกร้องสิทธิ ต่าง ๆ หรือว่าล้มล้างรัฐบาลอีกต่อไป การที่รัฐบาลได้รับเลือกตั้งมาแล้วก็ควรจะให้เขาได้ ทํางานอยู่จนครบทั้ง ๔ ปี พอหมดวาระแล้วก็ว่ากันใหม่นะครับ วันนี้ประเทศไทยของเราก็จะ ได้เจริญก้าวหน้า มีชื่อมีเสียง ลบภาพลักษณ์การซื้อเสียง ลบภาพลักษณ์การขายสิทธิ ของพี่น้องประชาชนต่อไปนะครับ อันนี้ผมก็วิงวอนเป็นอย่างยิ่งว่าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ครั้งนี้จะไม่เกิดเหตุการณ์หรือเกิดเหตุร้ายขึ้นนะครับในสภาก็ดี นอกสภาก็ดี ก็ขอให้ พี่น้องประชาชนที่รับฟังอยู่ทางบ้านเฝ้าดูการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภาในคราวนี้จงเป็นไป ด้วยความเรียบร้อยนะครับ เพื่อเห็นแก่ชาติบ้านเมือง ในการลงมติเช่นเดียวกันนะครับ ก็อย่าได้มีการถกเถียงหรือว่าขัดแย้งกันมากเกินไป ในภาพลักษณ์ที่พี่น้องประชาชนดู ในคราวนี้หรือว่าชาวโลกเขาดู เขามองว่าประเทศไทยขาดความรัก ขาดความสามัคคี ซึ่งกันและกัน ความคิดเห็นที่แตกต่างต่อมามันสร้างความแตกแยกนะครับ เพราะฉะนั้น ความคิดเห็นที่แตกต่างในวันนี้ ที่ต่างคนต่างอภิปราย ๔๐๐ บวก ๑๐๐ ๓๗๕ บวก ๑๒๕ ก็ขอให้จบในวาระ ๒ หรือวาระ ๓ นะครับ อย่าให้มีประเด็นอีกต่อไป ผมอยากจะเห็น การเมืองของประเทศไทยนิ่ง เศรษฐกิจ สังคมก็จะดี ประเทศอื่นเขาก็จะยอมรับ ว่าประเทศไทยไม่มีโอกาสที่จะทําการปฏิวัติรัฐประหารหรือว่าทําการปฏิรูปอีกต่อไปนะครับ ก็อยากจะเห็นจริง ๆ ว่าประเทศไทยเข้าสู่ความสงบ การเมืองในประเทศไทยในปัจจุบันนี้ ในอดีตที่ผ่านมาเขาบอกว่าเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ แต่ในปัจจุบันนี้ประชาชน ชาวต่างประเทศหรือว่าคนไทยส่วนหนึ่งในประเทศเขาบอกว่าเป็นประชาธิปไตย ๗๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเปรียบเทียบกับเงินบาทก็เท่ากับ ๓ สลึง เพราะฉะนั้น ๓ สลึงไม่เต็มบาท สักที ก็มีปัญหา เกิดความขัดแย้งกันอยู่ตลอดอย่างนี้ล่ะครับ เพราะฉะนั้นผมก็เห็นด้วย นะครับกับคณะกรรมาธิการที่จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมจากเขตใหญ่เป็นเขตเล็ก แม้ว่าจะ ๓๗๕ คน เป็น ส.ส. เขตก็ตาม ๑๒๕ คน เป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อทั่วประเทศก็ตาม ปัจจุบันนี้ ประชาชนเลือกคนก็คือเลือก ส.ส. เขต ประชาชนเลือกพรรค ก็คือเลือก ส.ส. บัญชีรายชื่อ นะครับ อันนี้ก็ขอให้ทุกฝ่ายได้มีความรักความสามัคคีกันแล้วก็ร่วมกันลงมติอย่าให้มีปัญหา เกิดขึ้นสภานะครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ