รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๕ มกราคม ๒๕๕๔

ภราดร ปริศนานันทกุล แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการแบ่งสัดส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของส.ส. เขตและไม่เห็นด้วยกับการขยับจำนวนส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อ และเรียกร้องให้ไม่เดินย้อนกลับไปใช้รัฐธรรมนูญที่ผิดพลาด นอกจากนี้ยังวิจารณ์ระบบการเลือกตั้งแบบเขตใหญ่และระบุว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาการซื้อเสียงได้ และเน้นย้ำว่าควรแก้ไขปัญหาการซื้อเสียงที่ต้นเหตุ ซึ่งก็คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

นายภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง พรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมถือ โอกาสตรงนี้แสดงความคิดเห็นของผมที่ผมได้แปรญัตติเอาไว้ในชั้นกรรมาธิการ และความคิดเห็น ของผมได้เป็นเสียงข้างน้อยในชั้นกรรมาธิการ ผมถือโอกาสตรงนี้แสดงความคิดเห็น ว่าเพราะอะไรผมถึงได้แปรญัตติเอาไว้อย่างนั้น และผมไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ อย่างไร ผมได้แปรญัตติเอาไว้ในมาตรา ๙๓ ในเรื่องของจํานวนตัวเลขสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จํานวนตัวเลขนั้นในภาพรวมผมไม่ได้แปรญัตติครับ คือ ๕๐๐ ท่าน ผมเห็นด้วยตามร่างเดิม แต่ในการแบ่งสัดส่วนออกเป็น ๒ ส่วนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยร่างเดิมได้แบ่ง สัดส่วน ส.ส. ที่มาจากเขตเลือกตั้ง ๓๗๕ ท่าน และบัญชีรายชื่อ ๑๒๕ ท่าน ผมไม่เห็นด้วยในประเด็นนี้ และก็แปรญัตติเอาไว้ว่าขอให้สมาชิกที่มาจากเขตเลือกตั้งเป็น ๔๐๐ ท่าน และจากบัญชีรายชื่อ ๑๐๐ ท่าน มีเพื่อนสมาชิกในกรรมาธิการหลายท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ยกร่างขึ้นมา นั่นก็คืออาจารย์สมบัติท่านได้เข้ามาชี้แจงเหตุผลในชั้น กรรมาธิการครับ เหตุผลของท่านอาจารย์สมบัติรวมกับเพื่อนสมาชิกที่เป็นกรรมาธิการ เสียงข้างมากได้ให้เหตุผลหลัก ๆ มา ๓-๔ ประเด็น ซึ่งผมต้องถือโอกาสตรงนี้ชี้แจง ให้เพื่อนสมาชิกรัฐสภาได้ทราบว่าความแตกต่างของความคิดเห็นของผมกับกรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่นั้นคืออะไร

ประเด็นที่ ๑ เป็นเรื่องที่สําคัญที่สุด นั่นก็คือเรื่องที่มาครับ ที่มาของตัวเลข ๓๗๕ ท่าน กับ ๑๒๕ ท่าน ที่ทางคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ได้ยืนตามร่างเดิม ที่มาของอาจารย์สมบัติผู้ยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านได้ให้เหตุผลเอาไว้อย่างนี้ครับว่า ท่านต้องการที่จะเห็นการเมืองเข้มแข็งมากขึ้น ท่านต้องการที่จะพัฒนาระบบการเมือง ให้เข้มแข็งมากขึ้น วันนี้ท่านบอกว่า ส.ส. เขต ส่วนใหญ่แล้วก็จะดูปัญหาแต่เฉพาะในเขต พื้นที่ของตัวเอง ทําให้ไม่มีเวลาในการที่จะไปดูนโยบายในภาพรวมของประเทศ เพราะฉะนั้น จึงให้น้ําหนักกับ ส.ส. ในระบบสัดส่วนหรือระบบบัญชีรายชื่อมากขึ้น ผมบอก กับท่านประธานครับว่า ผมเห็นด้วยในหลักคิดผมเห็นด้วยในแนวคิดของอาจารย์สมบัติ ที่อยากจะให้มี ส.ส. กลุ่มหนึ่งที่มองนโยบายหลัก ในภาพรวมของประเทศ หรือที่เรา เรียกกันว่า เทคโนแครต (Technocrats) เพื่อที่จะมาดูว่าปัญหาในด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ระดับประเทศนี้ การวางนโยบายจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ผมเห็นด้วยกับท่าน แต่สิ่งที่ผม ไม่เห็นด้วยก็คือว่าจํานวนตัวเลขว่าทําไมจะต้องขยับจากจํานวน ๑๐๐ ท่านเป็น ๑๒๕ ท่าน ท่านกําลังบอกว่าท่านกําลังจะให้น้ําหนักของ ส.ส. ที่มาจากบัญชีรายชื่อมากกว่าน้ําหนักของ ส.ส. ที่มาจากเขตเลือกตั้ง ผมต้องบอกครับว่าสมมุติฐานของท่านผิดครับ เพื่อนสมาชิก ส่วนใหญ่ในห้องประชุมแห่งนี้ท่านเป็นสมาชิกที่มาจากเขตเลือกตั้ง ท่านอยู่คลุกคลีและก็อยู่ ใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชน ท่านตอบคําถามแทนผมได้ครับว่า ส.ส. ที่มาจากเขตเลือกตั้ง มีความใกล้ชิดแล้วก็มีความสําคัญไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่า ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อ แต่การที่ท่าน มาตัด ส.ส. ระบบเขตลงแล้วไปให้ความสําคัญกับระบบบัญชีรายชื่อมากขึ้น ผมยังไม่เห็น ความสําคัญและเหตุผลที่ท่านหยิบยก คือจะพัฒนาระบบการเมืองให้ดีขึ้น ยังไม่ใช่เหตุผล ที่สามารถที่จะฟังแล้วทําให้ผมคล้อยตามได้ ท่านพูดอยู่ตอนหนึ่งครับว่าที่มานี้มันก็เป็นที่มา ที่เป็นตรงกลางของคณะกรรมาธิการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของท่านได้หารือกัน ในชั้นกรรมาธิการ บางคนในกรรมการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของท่านบอกว่าให้คง ๔๐๐ ท่าน กับ ๑๐๐ ท่าน บางคนบอกว่าให้จํานวนเท่ากัน ๒๐๐ ท่าน กับ ๒๐๐ ท่าน บางคนบอกให้ ๒๕๐ ท่าน กับ ๒๕๐ ท่าน เพราะฉะนั้นท่านหาตัวเลขตรงกลาง หาข้อสรุป ไม่ได้ครับ ก็เลยมาสรุปเอาตัวเลขว่า ๓๗๕ ท่านก็แล้วกัน กับ ๑๒๕ ท่าน นี่คือที่มาครับ อาจารย์สมบัติได้พูดเอาไว้ในกรรมาธิการอย่างนี้ ซึ่งเหตุผลผมคิดว่ามันยังฟังไม่ได้ ท่านอ้างว่าประเทศอื่นที่พัฒนาแล้ว เช่น ประเทศเยอรมนี ท่านยกตัวอย่าง ส.ส. ระบบบัญชี รายชื่อกับ ส.ส. เขตเลือกตั้งมีน้ําหนักเท่ากันคือ ๕๐ : ๕๐ ถูกต้องครับ นั่นคือประเทศ ที่พัฒนาแล้ว ความสําคัญของ ส.ส. ในระบบเขตทําหน้าที่เพียงฝ่ายนิติบัญญัติเท่านั้น แต่วันนี้ไม่ใช่ครับ ในบริบทของการเมืองไทย ในบริบทของสังคมไทย วันนี้ ส.ส. ไม่ได้ทํา หน้าที่แต่เฉพาะหน้าที่นิติบัญญัติ อย่างที่ผมกราบเรียนตั้งแต่เบื้องต้นว่าเพื่อนสมาชิก ส.ส. หลายท่านอยู่ในเขตพื้นที่ ท่านรู้และก็เข้าใจปัญหาดี โดยเฉพาะในเขตชนบทท่านจะเห็น ชัดเจนเลยว่า ส.ส. ของเขานี่เปรียบเสมือนกับเทวดา เปรียบเสมือนกับแก้วสารพัดนึก คือนึกอะไร ไม่ออกก็ไปหา ส.ส. ก่อน นึกอะไรไม่ออกต้องไปหา ส.ส. ก่อน ถามว่าทําไมไม่ไปหา หน่วยงานราชการครับ เพราะหน่วยงานราชการเข้าถึงได้ยาก จะไปหาผู้ว่าราชการจังหวัด ละครับ จะไปหาที่ไหนครับผู้ว่าราชการจังหวัด จะไปหานายอําเภอ หาไม่ได้ครับ จะไปหา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นก็ไม่สามารถที่จะขับเคลื่อนความต้องการของเขาให้เป็นไป ในความต้องการในทิศทางที่เขาต้องการ เพราะฉะนั้นความสําคัญของ ส.ส. เขต ยังมีความสําคัญเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้นในเหตุผลที่ท่านหยิบยกว่าเพื่อที่จะให้คล้อยตาม กับอารยะประเทศ เป็นเหตุผลที่ใช้ไม่ได้กับประเทศนี้ อยู่บนบริบททางการเมืองและบริบท ทางสังคมที่แตกต่างกันสิ้นเชิงครับ เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เหตุผลหลัก ทีนี้มาดูที่มาของจํานวน ส.ส. ๔๐๐ คน กับ ๑๐๐ คนบ้าง ที่มานี้มาจากไหนครับ เราต้องย้อนกลับไปเมื่อปี ๒๕๔๐ นี่คือที่มาของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ผมหยิบมาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ครับ ถามว่าทําไม ต้องเอามาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เพราะว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้นมาจากประชาชน ทั้งประเทศ ต้องไม่ลืมนะครับว่าก่อนที่จะคลอดออกมาเป็นรัฐธรรมนูญนั้น ได้มีการทํา ประชาพิจารณ์ทั้งประเทศครับ เพื่อนสมาชิกในชั้นกรรมาธิการหลายท่านอาจจะให้เหตุผล แย้งว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็เช่นเดียวกันมากกว่าทําประชาพิจารณ์ คือทําประชามติ แต่ผมบอกว่าประชามติสู้ประชาพิจารณ์ไม่ได้หรอกครับ ประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็น ของพี่น้องประชาชนในทุกประเด็น ส่วนประชามติ ไม่ใช่ครับ ประชามติ เอาร่างทั้งร่าง ให้ประชาชนเขาดู โยนให้เขาดู ถามว่าจะเอาหรือไม่เอา มี ๒ ทางเลือกเท่านั้น บอกไม่ได้ว่า เอาเพราะอะไร หรือไม่เอาเพราะอะไร ที่มาจึงแตกต่างกันครับ ๔๐๐ คน กับ ๑๐๐ คน มีที่มาจากพี่น้องประชาชน ผ่านการทําประชาพิจารณ์อย่างชัดเจน พี่น้องประชาชน ทั้งประเทศเห็นด้วยกับสูตรนี้เมื่อปี ๒๕๔๐ จึงออกมาเป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั่นคือ เหตุผลข้อที่ ๑ คือเหตุผลที่มาของตัวเลข ๓๗๕ คน ๑๒๕ คน กับ ๔๐๐ คน กับ ๑๐๐ คน ๓๗๕ คน ๑๒๕ คน ไม่ชอบธรรม และผมไม่เห็นด้วยอย่างไร

ประเด็นที่ ๒ ครับ มีกรรมาธิการหลายท่านได้บอกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นรัฐธรรมนูญที่มีปัญหา ผมบอกครับว่าการปฏิวัติรัฐประหารเมื่อปี ๒๕๔๙ ต้นเหตุไม่ได้ เกิดจากรัฐธรรมนูญครับ คําพูดของผมไม่ใช่มาจากความคิดของผมครับ ผมหยิบยกคําพูดนี้ มาจากสภาแห่งนี้ครับ หลายครั้งที่เรามีการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อนสมาชิกหลายท่าน ฝั่งซ้ายมือผม ขวามือท่านประธาน ได้ลุกขึ้นบอกครับว่ารัฐธรรมนูญ ไม่ได้มีปัญหา ปัญหาอยู่ที่ตัวบุคคล ตัวบุคคลไปบิดเบือนเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ไปทําให้องค์กรอิสระต่าง ๆ นั้นบิดเบี้ยวและก็บิดเบือนไปจากเจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญ นี่คือความคิดที่ผมหยิบยกมาจากคําอภิปรายของเพื่อนสมาชิกฝั่งซ้ายมือของผม ท่านอภิปรายในห้องประชุมนี้หลายครั้งในประเด็นนี้ ผมหยิบยกมาให้ท่าน เพราะฉะนั้น ที่ท่านบอกในชั้นกรรมาธิการว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ผิดพลาด แล้วเราจะเดินย้อนกลับไป ใช้รัฐธรรมนูญที่ผิดพลาด เราจะเดินถอยหลังเข้าคลองหรือ ไม่ใช่ครับ ตัวเลข ๔๐๐ คน ๑๐๐ คน ไม่ใช่เป็นความผิดพลาด ความผิดพลาดเกิดขึ้นจากตัวบุคคลอย่างที่ท่านว่า นี่คือประเด็นที่ ๒

ประเด็นถัดไปครับ ท่านบอกว่า ๓๗๕ คน เขตเลือกตั้งมันจะใหญ่กว่า ๔๐๐ คน เพราะว่าจํานวนผู้แทนลดลงเขตเลือกตั้งก็จะใหญ่ขึ้น สามารถที่จะแก้ไขปัญหา เรื่องการซื้อเสียงได้ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ เราผ่านการเลือกตั้งมาแล้วกี่ครั้งครับ เราผ่านวิธีการเลือกตั้ง มาแล้วกี่วิธีครับ เขตใหญ่เรียงเบอร์ ที่หลายพรรคการเมืองบอกว่ามันป้องกันการซื้อเสียงได้ แล้วเป็นอย่างไรครับ การเลือกตั้งครั้งก่อน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ หรือเมื่อปี ๒๕๕๐ ก็เลือกตั้งด้วยระบบเขตใหญ่เรียงเบอร์ แล้วเป็นอย่างไรครับ ผมถามว่าแก้ไขปัญหาการซื้อเสียง เลือกตั้งได้หรือไม่ เช่นเดียวกันครับ ย้อนกลับไปดูรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เราผ่านการเลือกตั้ง มาทั้งสิ้น ปี ๒๕๔๔ กับปี ๒๕๔๘ ๒ ครั้ง ถามว่าการซื้อเสียงยังคงมีอยู่หรือไม่ ก็มีอยู่ครับ เราไม่ปฏิเสธกัน เราปฏิเสธกันไม่ได้เพราะความจริงเราเห็นกันอยู่ แล้วอย่างนี้จะมาบอก ได้อย่างไรครับว่าเขตใหญ่ขึ้นทําให้การซื้อเสียงเป็นไปได้ยากขึ้นและลดปัญหาการซื้อเสียง ผมก็บอกว่าไม่ใช่เหตุผลเหมือนกัน การแก้ไขปัญหาการซื้อเสียง ไม่ใช่มาดูที่เขตว่ามันใหญ่ หรือมันเล็ก การแก้ไขปัญหาการซื้อเสียง เราต้องไปดูครับว่าคนที่เป็นกรรมการนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง องค์กรอิสระมีความเข้มงวดในการกวดขันกับกระบวนการ ซื้อเสียงอย่างไร ท่านหลับตานึกภาพนะครับ ย้อนกลับนึกถึง กกต. ชุดแรก ท่านยุวรัตน์ กมลเวช ผ่าน กกต. ชุดนั้นมีการเลือกตั้ง ส.ว. แบบเลือกตั้งครั้งแรกในประเทศไทย มีการเลือกตั้งแล้ว เลือกตั้งอีก เลือกตั้งซ่อมแล้วซ่อมอีกครับ จนกว่าจะได้การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม การเลือกตั้งเมื่อปี ๒๕๔๔ ครั้งแรกของการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร ก็เช่นเดียวกันครับ เลือกตั้งแล้ว เลือกตั้งอีก จนกว่าจะได้คนที่เราเชื่อว่าไม่มีการซื้อเสียง ทําไมนักการเมืองในสมัยนั้น กลัว กกต. นักกลัว กกต. หนาครับ เพราะว่า กกต. เอาจริงอย่างไรครับ แต่วันนี้หลังจาก ชุดนั้นมา ท่านเห็นไหมครับว่า ๒ ชุดขององค์กรอิสระเป็นอย่างไรครับ ถูกต้องตามที่ เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้บอกว่า กกต. ซื้อได้ครับ นี่คือเหตุผล และถ้าหากว่าจะแก้ไขปัญหา การซื้อเสียง ต้องไปดูที่นี่ครับ ต้องไปแก้ที่ต้นเหตุคือ กกต. ครับ ไม่ใช่มาดูที่จํานวน ส.ส. ไม่ใช่มาดูที่การแบ่งเขตเลือกตั้งแบบนี้ นี่คือเหตุผลข้อที่ ๓ ของผม

เหตุผลข้อที่ ๔ ครับ กรรมาธิการหลายท่าน กรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้บอกเอาไว้ครับว่าที่เห็นด้วยกับเขตที่ใหญ่ขึ้นนี้ เพราะว่าเขาไม่อยากให้อํานาจของ ส.ส. ไปซ้อนทับกับอํานาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งขณะนี้มีการกระจายอํานาจลงไปสู่ ท้องถิ่น ท้องถิ่น อบต. ท้องถิ่นเทศบาล ท้องถิ่น อบจ. มีการกระจายอํานาจลงไปสู่ท้องถิ่น เขาไม่อยากให้ ส.ส. ซึ่งถ้าอยู่ในเขตเล็กก็เหมือนกับเข้าไปแทรกแซงอํานาจขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ผมถามท่านประธานถึงเพื่อนสมาชิกทุกท่านครับ ถ้าลงไปอยู่ในพื้นที่ท่านรู้ครับ ท้องถิ่นวันนี้ดูแลตัวเองได้หรือไม่ ท้องถิ่นดูแลตัวเองไม่ได้ครับ งบประมาณเข้าท้องถิ่นปีละ เท่าไรครับ เป็นเงินค่าจ้างประจํา เป็นเงินส่วนที่จําเป็นที่จะต้องจ่ายให้ข้าราชการ ให้ส่วนที่ เขาต้องจ่ายเท่าไร แล้วเหลือเท่าไรครับในการที่จะเอาไปใช้ทําความเจริญให้กับท้องถิ่น ผมเข้าใจว่าซื้อลูกรังสัก ๓ กระป๋องก็คงจะหมดเงินนะครับ เพราะฉะนั้นท้องถิ่นไม่มีปัญญา ในการที่จะดูแลท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ วันนี้ท่านก็คงจะเห็นว่าท้องถิ่นหลายท้องถิ่น ได้วิ่งเข้าหา ส.ส. ในการที่จะช่วยให้ ส.ส. นี้ได้หาวิธีการเข้าถึงภาคส่วนของศูนย์อํานาจ เขามาหาพวกเราครับเพราะว่าพวกเราเข้ามาที่นี่ทุกสัปดาห์ เราเอาปัญหาของพวกเขามาพูด ที่นี่ครับ มาพูด บางครั้งท่านประธานให้พวกเราหารือก่อนที่จะมีวาระการประชุม แล้วก็ปัญหาเหล่านี้ล่ะครับ มาหารือ เพื่อที่จะให้ท่านประธานส่งต่อไปที่ฝ่ายบริหาร ซึ่งเป็นศูนย์กลางของอํานาจ เพราะฉะนั้นที่ท่านบอกว่า ส.ส. จะไปทับหน้าที่กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนี้ ผมก็เห็นว่า เป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นเหมือนกัน ในการที่จะลดจํานวน ส.ส. เหลือ ๓๗๕ คน และไปเพิ่ม ระบบสัดส่วนเป็น ๑๒๕ คน ผมมีเท่านี้ครับ เหตุผลทั้งสิ้นของผม ๔ ประเด็นที่ผมไม่เห็นด้วย กับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ผมฝากกับท่านประธานในท้ายที่สุดครับว่า ในอีกไม่กี่ชั่วโมง ข้างหน้า เราจะมีการลงมติกันในวาระที่สอง ผมไม่รู้หรอกครับว่าเพื่อนสมาชิกของรัฐสภาแห่งนี้ จะมีมติไปในทิศทางใด ความคิดเห็นของผมอาจจะเป็นเสียงข้างน้อยอีกครั้งก็ได้ ผมเคารพ ในมติของเสียงข้างมาก เพราะฉะนั้นหลังจากที่มีการลงมติอย่างใดอย่างหนึ่งไปแล้ว ผมเคารพครับ และในวาระที่สาม ถ้าอย่างใดอย่างหนึ่งชนะ ผมก็พร้อมที่จะไปสนับสนุน อย่างนั้น แต่ผมเรียนกับท่านประธานเหมือนกัน ผมอยากจะเห็นจิตวิญญาณของ นักประชาธิปไตยของเพื่อนสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ อยากให้มีความคิดเช่นเดียวกันกับผม เราไม่รู้ครับว่าฝ่ายไหนจะเป็นฝ่ายชนะ หรือฝ่ายไหนจะเป็นเสียงข้างน้อย ขอให้เสียงข้างน้อย เคารพในการตัดสินใจของเสียงข้างมากของรัฐสภาแห่งนี้ ถึงแม้ว่าผมจะไม่เห็นด้วย แต่เมื่อผ่าน ความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกทั้งหมด ๖๐๐ กว่าท่าน ซึ่งทั้งหมด ๖๐๐ กว่าท่านเป็นตัวแทน ของพี่น้องประชาชนคนไทย ก็เหมือนกับการให้พี่น้องประชาชนคนไทยนั้นได้พิจารณา เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นผมจะทําตามมติของเสียงข้างมากและเรียกร้องให้เพื่อนสมาชิก ทุกฝ่ายและทุกพรรคการเมืองให้แสดงจิตวิญญาณของการเป็นนักประชาธิปไตย ในวาระที่สามด้วยครับ ขอบพระคุณครับ