รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๕ มกราคม ๒๕๕๔

อารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 93 ที่เกี่ยวข้องกับจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และเรียกร้องให้พิจารณาเหตุผลในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม อารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคมาตุภูมิ ในฐานะสมาชิก รัฐสภาและในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ในคราวประชุม คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ผมได้มีการขอแก้ไขมาตรา ๙๓ ในเรื่องของจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็น ส.ส. เขตเลือกตั้งและในจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นแบบบัญชีรายชื่อ โดยขอแก้ไขจาก ร่างเดิมจาก ๓๗๕ คนของ ส.ส. เขตเลือกตั้ง เป็น ๔๐๐ คน และได้แก้ไขจํานวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ๑๒๕ คน เป็น ๑๐๐ คน โดยที่ในที่ประชุมในวันนั้นก็ได้มีการลงมติ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้พ่ายแพ้คะแนนเพียง ๑ คะแนนเท่านั้นเอง ซึ่งผมถือว่าเป็นคะแนนที่ประธานในที่ประชุมเป็นผู้ชี้ขาด ดังนั้นผมจึงสงวนความเห็น เพื่อที่ต้องการชี้แจงเหตุผลในการประชุมวาระที่สองซึ่งเป็นการประชุมทั้งรัฐสภา เพื่อที่ อยากจะให้ข้อคิดเห็นแล้วก็อยากจะให้ทราบถึงเหตุผลที่ฝ่ายเสียงข้างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่ได้เชิญนักวิชาการผู้ที่ร่างรัฐธรรมนูญ คือ ดอกเตอร์สมบัติ ธํารงธัญวงศ์ เมื่อสักครู่นี้ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติจากจังหวัด ถ้าจําไม่ผิดจังหวัดอ่างทอง ได้ชี้แจงว่าในคราวประชุม คณะกรรมาธิการนั้นดอกเตอร์สมบัติได้ชี้แจงว่าเหตุผลที่ให้มีการใช้ ส.ส. เขตเลือกตั้งจํานวน ๓๗๕ คน และแบบบัญชีรายชื่อ ๑๒๕ คนนั้น ประการที่ ๑ เพื่อป้องกันการซื้อสิทธิขายเสียง ประการที่ ๒ เพื่อที่ต้องการพัฒนาการเมืองในระบอบประชาธิปไตยให้มีความเจริญก้าวหน้า มากขึ้น โดยเน้นให้ความสําคัญกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ โดยอ้าง ประเทศ ทั้งเยอรมัน ทั้งประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าในเรื่องของ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งผมขอค้านว่าอันที่จริงแล้วในโลกนี้ประเทศที่มีการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย ประเทศที่ใช้ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อนั้นมีไม่กี่ประเทศ ส่วนใหญ่ประเทศที่เป็น ต้นตํารับของประชาธิปไตยจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นประเทศอังกฤษ หรือประเทศอเมริกานั้น เขายังให้ความสําคัญกับ ส.ส. เขตเลือกตั้ง แล้วก็เป็น ส.ส. ที่อยู่ในเขตเลือกตั้งที่เขตเล็ก ๆ เป็นเขตที่ ส.ส. สามารถที่จะเข้าถึงพี่น้องประชาชนได้ดีกว่าที่จะใช้สื่อทางด้านประชาสัมพันธ์ อื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศข้าง ๆ บ้านเรา โดยเฉพาะทางใต้เรานั้นนะครับ ประเทศมาเลเซียนั้นมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ๕๐ ปี ของเขามีความก้าวหน้า กว่าเรามาก เขาก็ยังมี ส.ส. แบบเขตเลือกตั้ง เขตของเขาเล็ก ๆ เล็กกว่าเขต ๔๐๐ เขต ของเราด้วยซ้ําไป เพราะฉะนั้นเหตุผลทางฝ่ายผู้ที่มาชี้แจงในวันนั้น ที่ได้ชี้แจงว่าเขตเล็ก ซื้อเสียงง่าย แล้วก็ให้มี ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ๑๒๕ คนนั้น เป็นการเพิ่มให้กับ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อเพื่อต้องการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยนั้น ผมก็เห็นว่ามันไม่ แตกต่างกัน ๔๐๐ คน กับ ๓๗๕ คน ๑๐๐ คน กับ ๑๒๕ คน มันไม่แตกต่างกันเลย แต่ถ้าหากว่ามีการเปลี่ยนตัวเลข ถ้า ส.ส. ทั้งหมด ๕๐๐ คน ให้มี ส.ส. เขต ๒๕๐ คน หรือ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ๒๕๐ คน ผมก็ยังเห็นว่ามีเหตุผลดีกว่าที่จะบอกว่าเป็นการเพิ่ม ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ๒๕๐ คน เพื่อที่ทําหน้าที่ในการทํางานในฐานะที่เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในภาพรวมของประเทศ หรือ ๒๕๐ คน ซึ่งแบ่งเขตเลือกตั้ง อาจจะเป็นเขตใหญ่ มีเหตุผลมากกว่าที่จะบอกว่าการซื้อสิทธิขายเสียง จะมีการ ซื้อสิทธิ์ขายเสียงยาก เพราะฉะนั้นผมจึงอยากเรียนท่านประธานนะครับว่า ผมไม่อยากจะให้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญของเรานั้นเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เหตุผลไม่ค่อยจะมีน้ําหนัก เท่าที่ควร ผมเองถ้าบอกว่าระหว่างการเลือกตั้งเขตใหญ่ เขตเล็ก โดยเฉพาะผมเป็น ส.ส. มา หลายสมัย หลายสิบปี โดยส่วนตัวของผม ผมอยากจะได้ ส.ส. เขตเลือกตั้งที่เป็นเขตใหญ่ เพราะเขตใหญ่นั้นเป็นเขตที่ได้เปรียบสําหรับคนที่เป็นนักการเมืองเก่า ๆ เพราะเขตใหญ่นั้น นักการเมืองใหม่ ๆ จะเข้าถึงชาวบ้านแต่ละพื้นที่นั้น เวลาการเลือกตั้งซึ่งมีแค่ ๔๕ วัน แน่นอนครับจะไม่สามารถเข้าไปหาเสียงได้ทุกแห่ง ทุกคน แต่คนที่เป็นนักการเมืองเก่า ๆ นั้น เพียงแต่ชื่อเขาก็รู้จักแล้วนะครับ ก็เคยคบค้าสมาคม เคยไปมาหาสู่ แน่นอนเขตใหญ่นั้น ผมเองอยากจะใช้เขตใหญ่มากกว่า ถ้าเพื่อตัวเอง แต่ที่ผมอยากจะให้เป็นเขตเล็ก ผมอยากจะให้เป็นโอกาสของนักการเมืองใหม่ ๆ นักการเมืองใหม่ ๆ ที่มีความรู้ดี ๆ ที่อยากจะเข้าสู่ ระบบรัฐสภา ซึ่งคนเหล่านี้ทุกจังหวัดมีมากมาย ถ้าหากว่าเราให้มีการเลือกตั้งในเขตใหญ่ คนเหล่านี้โอกาสที่จะเข้าสู่สภานั้นจะน้อย มันจะได้กับคนที่เป็น ส.ส. เก่า ๆ แต่ถ้าหากว่าเขตเลือกตั้งเล็กลง ผมเชื่อเลยครับว่าคนเหล่านี้สามารถที่จะเข้าไปสู่สภาได้ ไม่ต้องดูไปไกลนะครับ ผมดูตัวอย่างผมเองในฐานะที่เป็น ส.ส. มา ผมได้ผ่านการเลือกตั้ง ตั้งแต่เขตทั้งจังหวัด ครึ่งจังหวัด ๑ ใน ๔ ของจังหวัด ทั่วประเทศแบบบัญชีรายชื่อ เมื่อปี ๒๕๔๘ แล้วก็ปี ๒๕๕๐ แบบสัดส่วน ๑ ใน ๘ ของประเทศ ก็ได้ผ่านกันทุกระบบ แต่สรุปแล้วนะครับว่าการเป็นนักการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น เป็น ส.ส. ซึ่งลงพื้นที่ในเขตเลือกตั้งนั้น เป็นการลงพื้นที่ที่รู้สึกว่ามีความรู้สึกภาคภูมิใจ มากที่สุด เพราะประชาชนสามารถเข้าถึงได้ เราก็เอาสื่อความเข้าใจทางด้านการเมือง การเปลี่ยนแปลงอะไรก็ตามแต่ในบ้านเมืองของเราหรือในโลก เราสามารถเข้าถึงชาวบ้าน ได้ทุกหนทุกแห่ง ซึ่งประชาชนนะครับท่านประธาน จากการเคยวิจัยว่าประชาชนที่อยู่ตาม บ้านนอกนั้นโอกาสที่เขาอยากจะได้ฟังสื่อ อ่านหนังสือพิมพ์มีไม่ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้น ถ้าเรามี ส.ส. เขตซึ่งอยู่ในเขตเล็ก ๆ ส.ส. เหล่านั้นจะนําสื่อต่าง ๆ ความรู้ต่าง ๆ สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม ในโลก สามารถที่จะเอาไปให้ความรู้กับพี่น้องประชาชนได้ เป็นการเข้าถึง ตัวหมู่บ้านและตําบล เพราะฉะนั้นผมเองถึงอยากจะให้ข้อคิดเห็นกับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ว่า ๔๐๐ เขต กับ ๓๗๕ คนนั้น การแก้ให้มาเป็นลด ๒๕ ที่นั่งในเขตเลือกตั้งจาก ๔๐๐ เขตนั้น มันเป็นการสร้างปัญหาหนึ่ง ทําให้ ส.ส. ด้วยกันพื้นที่ทับซ้อน อันนี้แน่นอน ครับ แต่คนที่อยู่ภาคเดียวกันเมื่อมีการแบ่งลักษณะอย่างนี้ ลดเขตเลือกตั้ง ๑ เขต หรือลด ส.ส. ๑ คน ทําให้เขาไม่สามารถจะอยู่ภาคเดียวกันได้ อาจจะลงพื้นที่เดียวกันก็อาจอยู่ คนละพรรค สิ่งที่สําคัญที่สุดนะครับท่านประธาน คือพี่น้องประชาชน ที่จังหวัดนราธิวาส ของผมมี ส.ส. ๕ คน ๔๐๐ เขตได้ ส.ส. ๕ คน พอมาเป็น ๓๗๕ คน เขตลด ลด ส.ส. ๑ คน จาก ๕ คนเหลือ ๔ คน จาก ๕ คนเหลือ ๔ คนนี้ ไม่ใช่มีเฉพาะมีจังหวัดของผมจังหวัดเดียว มีทั้งจังหวัดนครศรีธรรมราช มีทั้งอีกหลายจังหวัด มีประมาณ ๒๔ จังหวัด ซึ่งเขาต้องขาด ส.ส. ซึ่งเขาเคยมี เคยใช้ เขาก็ขาดไป ผมถึงว่าเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่สร้างปัญหาให้กับ ประชาชนมากกว่าที่จะทําให้ประชาชนมีความอุ่นใจ ผมเห็นว่าที่จริงแล้วไม่น่าที่จะแก้ไข ด้วยซ้ําไป ถ้าแก้ไขอย่างนี้นะครับไม่น่าจะแก้ไขด้วยซ้ําไป แต่เมื่อเข้าสู่ระบบการประชุม สภาผู้แทนราษฎรวาระที่หนึ่ง วาระที่สองแล้วนะครับ มันก็ต้องไปสู่วาระที่สาม ผมเองก็อยากจะยืนยันว่าถึงแม้ว่าผมยังจะยืนยันว่าผมเห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญของผม ไม่เห็นด้วยกับร่างที่ให้แก้ให้มี ส.ส. เขต ๓๗๕ คน และ ส.ส. บัญชีรายชื่อ ๑๒๕ คน ผ่านวาระที่สอง วาระที่สามเป็นวาระชี้ขาด ซึ่งวาระนั้น แน่นอนครับถ้าหากว่าในวาระที่สองนั้น ไปลงมติเป็นไปในทิศทางใด ผมในฐานะที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลก็จะต้องยอมรับในมติดังกล่าว ในวาระที่สามนะครับ ขอเรียนชี้แจงท่านประธานเพียงเท่านี้ครับ ขอขอบคุณครับ