รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๕ มกราคม ๒๕๕๔

สุมล สุตะวิรียะวัฒน์ เสนอไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน เนื่องจากยังไม่ถึงเวลา และไม่เห็นประโยชน์ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ และเสนอให้ลดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรลงเป็น 400 คน โดยแบ่งเป็นเขต 300 คน และบัญชีรายชื่อ 100 คน เพื่อเพิ่มความสามารถในการดูแลประชาชนและเพิ่มการมีส่วนร่วมทางการเมือง

นางสาวสุมล สุตะวิรยะวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา เพชรบุรี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุมล สุตะวิริยะวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดเพชรบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ สําหรับดิฉันนั้นดิฉันยังไม่เห็นด้วย กับการแก้รัฐธรรมนูญในช่วงนี้ในใจจริง ไม่ใช่รัฐธรรมนูญแก้ไม่ได้แก้ได้แต่ดิฉันยังเห็นว่า ยังไม่ถึงเวลาเพราะเพิ่งใช้มา ๓ ปีเศษ แล้วการเลือกตั้งโดยระบบเขตใหญ่เพิ่งผ่านไปเพียงแค่ ครั้งเดียวเมื่อปี ๒๕๕๐ นี้เอง ท่านทั้งหลายก็ทนไม่ได้เสียแล้ว ถ้าเปรียบเทียบ ดิฉัน ซึ่งเป็น ส.ว. ๑ จังหวัด ส.ว. ๑ คน ไม่เห็นเป็นอะไรเลยไม่เห็นเดือดร้อน เพราะเขตเล็ก เป็นเรื่องขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งความคิดดิฉันว่ายังติดยึดกับทัศนคติเก่า ๆ ที่ว่า ส.ส. ต้องไปลงพื้นที่หาร่วมงานหรืออะไรก็แล้วแต่ที่จะไปร่วมกิจกรรมกับชาวบ้าน จริง ๆ แล้วหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องมีหน้าที่เป็นนิติบัญญัติออกกฎหมาย มิฉะนั้นระบอบการปกครองที่เรากระจายอํานาจไปสู่การปกครองส่วนท้องถิ่นจะมีไว้ทําไม ถ้าเราจะไปทํางานเช่นนั้นเป็นสรณะ เพราะฉะนั้นดิฉันจึงไม่แปลกใจที่สังคม ได้วิพากษ์วิจารณ์ว่า ณ วันนี้เรามีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของใคร แล้วยังมา สาละวนอยู่กับตัวเลข ซึ่งดิฉันว่ามันเป็นเรื่องของผลประโยชน์ล้วน ๆ เลยใช่ไหม ทั้ง ๆ ที่เป็น พรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันก็ยังมาถกเถียงกันด้วยเรื่องตัวเลข ดิฉันไม่เห็นมีพรรคใด แม้กระทั่ง รัฐบาลที่เป็นคนเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรานี้ มาตรา ๙๓ ที่จะมาชี้ให้เห็นถึงว่าข้อดี ข้อเสีย ของวิธีการเลือกตั้งมันเป็นอย่างไรท่านจึงต้องแก้ไขมาตรา ๙๓ ถึงมาตรา ๙๘ นี้ นี่ต่างหากที่เป็นเรื่องใหญ่ เพราะฉะนั้นถ้ารัฐบาลต้องการปฏิรูปการเมือง และปฏิรูประบอบ การปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้นอย่างจริงจังและจริงใจ ทําไมจึงไม่เสนอให้ลด จํานวน ส.ส. ลง ให้เหลือ ๔๐๐ คน โดยให้เป็น ส.ส. แบบเขต ๓๐๐ คน แล้วก็แบบปาร์ตี้ ลิสต์ ๑๐๐ คน เพราะประเทศเราเป็นประเทศเล็ก ๆ มีประชากรเพียง ๖๕ ล้านคน เท่านั้นเอง ประชาชนเขาจะได้กลั่นกรองเลือกตัวแทนของเขามาได้ละเอียดลออยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นในการที่ดิฉันเสนอให้มีการแก้ไขแปรญัตติในมาตรา ๙๓ นี้ ให้มี ส.ส. เพียง ๔๐๐ คน เป็นแบบแบ่งเขต ๓๐๐ คน แบบบัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน ก็เพราะว่าเกณฑ์ ที่ประเทศไทยเราใช้ในการเป็นมาตราส่วนต่อประชากร ๑๕๐,๐๐๐ คนต่อ ส.ส. ๑ คน เราใช้มาตราส่วนนี้มาตั้ง ๓๐ กว่าปีแล้ว ดิฉันว่ามาถึงวันนี้เทคโนโลยีการสื่อสาร การคมนาคมทันสมัย ทุกเรื่องก้าวไปไกลแล้ว แล้วเรายังจะมาให้คน ๑๕๐,๐๐๐ คน เลือก ส.ส. ได้คนเดียวอยู่อย่างเดิมอย่างนั้นหรือ ดิฉันถือว่าท่านเอาเปรียบประชาชน ในเชิงเศรษฐศาสตร์ ด้วยเหตุนี้ดิฉันจึงคิดว่าการที่สังคมโจษจันวิพากษ์วิจารณ์ว่า การแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้นั้นเป็นเรื่องที่นักการเมืองต่อรองผลประโยชน์กัน พรรคเล็ก พรรคร่วม พรรคใหญ่ อะไรก็ว่ากันไป จากนั้นดิฉันคิดว่าท่านไม่ใคร่ครวญโดยให้ประชาชน โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง นั่นก็คือว่าคิดถึงภาษีอากรของประชาชน คิดถึงประโยชน์ ของประชาชน โดยท่านใช้หลักดังต่อไปนี้ ๔ ประการ ถ้าท่านดูตามที่ดิฉันจะชี้แจง

ประการที่ ๑ ก็คือว่าความสามารถในการดูแลทุกข์สุข รับเรื่องราวร้องทุกข์ มองเห็นสภาพปัญหาในพื้นที่ ซึ่งแน่นอนว่าสมัยนี้สะดวกกว่าในอดีตที่การคมนาคมไม่สะดวก การสื่อสารไม่สะดวก ส.ส. ต้องใช้เขตเล็ก ต้องใช้พื้นที่น้อย แต่ ณ วันนี้มันไม่ใช่ ทุกอย่าง มันสะดวกหมดแล้ว เพราะฉะนั้นท่านคิดว่าท่านจะดูแลทุกข์สุขของประชาชนในพื้นที่ ขนาดไหน

ประการที่ ๒ เป็นสัดส่วนที่เป็นตัวแทนประชาชนที่ไปทําหน้าที่โดยค่าเฉลี่ย จากการที่เขาศึกษามาแล้ว ๓๒ ประเทศทั่วโลก เขาตกอยู่ที่ ๓๔๖ คน ในการมี ส.ส. เขตพื้นที่ ซึ่งไม่มากจนเกินไป และก็ไม่น้อยจนเกินไป สามารถครอบคลุมพื้นที่ได้

ประการที่ ๓ คุ้มค่าเงินภาษีที่ใช้อย่างเหมาะสมกับปริมาณงานและ ประสิทธิภาพของงานไหม เพราะ ส.ส. น้อยลง ประชาชนก็เสียภาษีน้อยลง แต่ทํางาน ได้เท่าเดิม

ประการที่ ๔ พัฒนาการทําการเมืองของไทย มันต้องเข้าสู่ยุคการมีส่วนร่วม ทางการเมืองของประชาชน ซึ่งถ้าการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนนี้ มีมากขึ้น ประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรงมากขึ้นเท่าไร ความต้องการที่จะใช้การเมืองผ่านตัวแทน มันก็จะลดลง เพราะฉะนั้นดิฉันจึง เสนอใช้สูตร ส.ส. ๔๐๐ คน เป็นแบบเขต ๓๐๐ คน และเป็นแบบบัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน รวมเป็น ๔๐๐ คน ขอบคุณค่ะ