พีรพันธุ์ พาลุสุข หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 190 ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง และอ้างว่าคณะกรรมาธิการไม่ได้ฟังข้อคิดเห็นของผู้แปรญัตติ และไม่ได้แก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม พีรพันธ์ พาลุสุข สมาชิกรัฐสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัด ยโสธร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ในเบื้องต้นผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานดังนี้ แล้วผมเองก็อยากจะฟังการชี้แจงเพิ่มเติมจากคณะกรรมาธิการด้วย ที่ผมต้องเรียน ท่านประธานในเบื้องต้นอย่างนี้ก็เนื่องจากว่าผมได้รับหนังสือจากทางสภานะครับ เชิญไปประชุมเพื่อชี้แจงประกอบคําแปรญัตติ โดยเชิญไปเมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม เวลา ๑๕.๐๐ นาฬิกา ผมก็มารออยูที่สภาแล้วตั้งแต่ช่วงบ่ายด้วยความตั้งใจที่จะเข้าไป ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการเพื่อที่จะรับฟังข้อคิดเห็น แล้วก็หวังว่าคณะกรรมาธิการนั้น จะได้รับฟังข้อคิดเห็นของผู้แปรญัตติด้วย และโดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญในเรื่องระบบ ของการเลือกตั้งมาตรา ๙๓ ถึงมาตรา ๙๘ ก็ยิ่งจะมีความสําคัญด้วย ถึงแม้ในส่วนของ มาตรา ๑๙๐ ก็เช่นเดียวกัน มีหลายท่านที่ได้แสดงความคิดเห็นไว้ แล้วก็ขอแปรญัตติไว้ ผมก็ได้ตรวจดูการแปรญัตติของหลายท่านแล้ว และโดยเฉพาะในช่วงนั้นก็ได้ติดตาม การพิจารณาของคณะกรรมาธิการเท่าที่สามารถจะทําได้ว่าในเรื่องของมาตรา ๑๙๐ นี้ ท่านได้เรียนเชิญใครไปให้ข้อคิดเห็นอย่างไร ๆ บ้าง ผมเท่าที่ผมอ่านดูจากข่าวก็ทราบว่า ทางกระทรวงการต่างประเทศก็ได้เรียนคณะกรรมาธิการไปว่าปัญหาของมาตรา ๑๙๐ นี้ ปัญหาหลัก ๆ มันเกิดขึ้นมาจากอะไร เมื่อผมไปถึงเข้าไปในห้องประชุม ท่านประธานครับ เวลาบ่ายสามโมงตามที่ท่านประธานนัดไว้ผมก็สังเกตว่ากรรมาธิการอยู่ในห้องประชุม ไม่มากนัก แต่ตอนนั้นก็มีสมาชิกที่ขอแปรญัตติไปก่อนผมอยู่แล้วหลายท่าน ด้วยความหวังว่า จะได้พูด จะได้ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการว่าเหตุผลที่ขอแปรญัตติไว้คืออะไร ผมรอจนถึง สี่โมงกว่า ท่านประธานครับ ยังไม่ได้โอกาสได้ชี้แจงเลย ผมก็เลยลุกขึ้นเดินไปเดินมา ถามผู้ที่แปรญัตติหลายท่านว่าพวกเราจะเอาอย่างไรนี่สี่โมงแล้วนะ กรรมาธิการนัดเรามา บ่ายสามโมง เรามาก่อนเวลาด้วยซ้ํา กรรมาธิการยังเสียเวลาไปนั่งพูดของเรื่องอื่นเลย เรื่องทะเบียนราษฎรว่าจะนับอย่างไรในการคํานวณสัดส่วน พูดกันอยู่นั่นแหละไม่จบกันสักที สี่โมงกว่าแล้ว เลยมีหลายท่านลุกขึ้นมาถามว่า ท่านประธานครับ ประธานกรรมาธิการจะเอาอย่างไรพวกผมมากันหมดแล้วยังไม่ได้ชี้แจงเลย ก็อยากจะฟังความเห็นของคณะกรรมาธิการแล้วก็หวังว่ากรรมาธิการจะฟังความเห็นของ ผู้แปรญัตติด้วย ไม่มีครับท่านประธาน ๔ โมงกว่าครับกรรมาธิการบางท่านก็เลยบอกว่า เอาจบแล้ว กรรมาธิการจบแล้ว ผู้แปรญัตติสงวนไว้ สงวนไว้ ไม่ได้อธิบายอะไรเลยครับ ท่านประธาน ผมไม่ได้พูดกับคณะกรรมาธิการเลยแม้แต่นิดเดียวว่ามาตรา ๑๙๐ ที่ผมขอ สงวนและแก้ไขไว้เหตุผลของผมคืออะไร กรรมาธิการมีเหตุผลอย่างไรที่แก้แทบจะไม่ได้แก้ไป จากร่างเดิมเลย ไม่มีครับ สุดท้ายก็มีกรรมาธิการท่านหนึ่งลุกขึ้นมาบอกไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ทําหนังสือถึงมอบหมายไว้ แล้วทุกคนก็เขาจะขอสงวนไว้ให้ก็ได้อยู่แค่นั้น หลายท่านก็ผิดหวัง หลายท่านก็เพียงแต่พูดกับคณะกรรมาธิการว่าขอสงวนขอสงวนนะครับ นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่า มันเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น ถึงแม้ว่าคณะกรรมาธิการเองได้ประชุมไปแล้ว ได้มีการ ประชุมปรึกษาหารือกันแล้วก็จริง เมื่อเชิญผู้แปรญัตติมาโดยหลักปฏิบัติก็ควรจะฟัง ข้อคิดเห็น การแสดงความคิดเห็นของผู้แปรญัตติ เสร็จแล้วก็มาถามว่ากรรมาธิการจะมี ความเห็นอย่างไร ผู้แปรญัตติจะมีความเห็นอย่างไร ผมอ่านดูรายงานของคณะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ก็เขียนตามฟอร์แมท (Format) ที่เคยเขียนมาอย่างนี้ล่ะ ถามว่าที่ผมไปพูด ไว้แปรญัตติไว้อันนี้ผมไม่ได้พูดสักแอะ ไม่มีเลยครับ แล้วอย่างไรคณะกรรมาธิการจะรู้ได้ อย่างไรว่าที่เหตุผลที่ขอ แปรญัตติไว้คืออะไร ยิ่งกว่านั้นผมเองก็ไม่ได้ฟังข้อคิดเห็นของ คณะกรรมาธิการด้วย นี่คือสิ่งที่ผมเองอยากจะฟังจากประธานคณะกรรมาธิการว่าเรื่อง อย่างนี้เป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญนะครับ มันมีความสําคัญมาก มีผู้แปรญัตติมากท่านใช้เวลา มากในการประชุม พวกผมที่เป็นสมาชิกรัฐสภาก็อยากจะมีส่วนร่วมในเรื่องนี้อย่างเต็มที่ นี่คือสิ่งแรกที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับ ผมก็ผิดหวังนะครับ เตรียมไว้ ผมอุตส่าห์หอบหนังสือหอบตําราว่ามาตรา ๑๙๐ มีผู้แสดงความคิดเห็นไว้เยอะนะ การแก้ อย่างที่กรรมาธิการบอกจะแก้มันไม่ได้แก้ปัญหา ไม่ได้พูดครับ ผมไม่อยากจะย้อนไปถึง มาตราอื่น ๆ ที่มีการแก้มา โดยเฉพาะในเรื่องของการระบบเลือกตั้ง ไว้โอกาสผมก็จะพูดด้วย ว่าการที่คณะกรรมาธิการลงมติว่าจะเอา ๔๐๐ ๑๐๐ ๓๗๕ บวก ๑๐๐ มติมัน ๑๗ ต่อ ๑๗