สมชัย ฉัตรพัฒนศิริ หารือเรื่องรัฐธรรมนูญ โดยมองว่ารัฐธรรมนูญเหมือนของศักดิ์สิทธิ์ และมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในเรื่องของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระบบเขตและระบบบัญชีรายชื่อ และการแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยเรียกร้องให้ กกต. ใช้หลักการแบ่งเขตติดต่อกัน และพิจารณาเขตเดิมด้วย เพื่อป้องกันการซื้อเสียง
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสมชัย ฉัตรพัฒนศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรครวมชาติพัฒนา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ก่อน พ.ศ. ๒๔๗๕ เรามีความเชื่อกันว่า ถ้าหากว่า ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญ ประเทศไทยก็จะอุดมสมบูรณ์ ประเทศไทยจะเจริญก้าวหน้า ประเทศไทยจะมีแต่ความสุข สงบร่มเย็น แต่วันนี้เวลาผ่านมา ๗๐ กว่าปีแล้ว ได้พิสูจน์ แล้วว่าการมีรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ได้เป็นยารักษาโรคได้ทุกชนิด รัฐธรรมนูญหลายฉบับถูกฉีก เพราะว่าฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย มองว่ารัฐธรรมนูญเป็นตัวปัญหาที่ทําให้เกิดปัญหาบ้านเมือง มีการปฏิวัติ ถ้าสําเร็จก็เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ ได้รับตําแหน่งใหญ่โต อาจจะเป็นถึง นายกรัฐมนตรี แต่ถ้าแพ้ก็เป็นกบฏ วันนี้เรามาพูดถึงรัฐธรรมนูญในลักษณะที่พวกเราต้องการ แก้ไข ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่า เรื่องรัฐธรรมนูญนั้นมันเหมือนกับของศักดิ์สิทธิ์ ในสมัยที่ ฯพณฯ ท่านสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านก็มีแนวคิดจะแก้รัฐธรรมนูญ พอท่านคิดจะแก้ท่านก็เริ่มให้สมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลยื่นขอแก้ในบางประเด็น ก็เกิด เหตุการณ์บ้านเมือง เริ่มจากการชุมชนของคนเสื้อเหลือง แล้วก็บานปลายใหญ่โตจนกระทั่งถึงวันนี้ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่าการแก้ รัฐธรรมนูญครั้งนี้ อย่างน้อยที่สุดก็เป็นการพิสูจน์ให้พี่น้องประชาชนเห็นว่า รัฐธรรมนูญนั้น แตะต้องได้ แก้ได้ เพราะฉะนั้นในความคิดวันนี้ของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งมีอยู่หลายรูปแบบ ในประเด็นของจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระบบเขต หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในระบบบัญชีรายชื่อ มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ก็เป็นเพราะว่าทุกคนคิดถึงตนเอง คนเป็น ส.ส. ก็คิดถึงว่าในสมัยหน้าจะทําอย่างไร จะมีโอกาสสอบได้ไหม เขตเลือกตั้งจะเป็น แบบไหน คนเป็นวุฒิสมาชิกก็มีความห่วงใยนะครับ หรือบางคนที่ผมได้ฟังมาก็บอกว่า ภาระ ของตัวเองอาจจะเพิ่มขึ้น ก็อยากมีการสนับสนุนให้มี ส.ส. เขตมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม อยากกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาครับว่า วันนี้เรานําข้อคิดของคนภายนอกมาพิจารณา ความจริงแล้วคนที่คิด คณะที่คิดนี่ก็ไม่ใช่บุคคลธรรมดานะครับ อย่างดอกเตอร์สมบัติ ท่านก็มีประวัติตั้งแต่สมัยเป็นนิสิต นักศึกษา เป็นถึงเลขาธิการศูนย์นิสิตนักศึกษา แห่งประเทศไทย มีประวัติทางการเมือง เพราะฉะนั้นก็คงมีความคิดในการที่มองเห็น ประเทศชาติของเรามันไปแบบลุ่ม ๆ ดอน ๆ ไปแบบลําบาก ไปจนกระทั่งเกือบไม่เห็นสภาพ ของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในประเทศไทยวันนี้ เพราะฉะนั้นแนวคิดก็ออกมาในระบบว่า ถ้าหากมี ส.ส. บัญชีรายชื่อมากขึ้น อาจจะมีคนดี อาจจะมีคนมีความสามารถ อาจจะมีคน อะไรก็แล้วแต่เข้ามาเพิ่ม แต่อย่างไรก็ตามผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่า จริง ๆ แล้ว ถ้าคิดแบบนี้น่าจะเสนอให้มากกว่านี้เลยนะครับ เสนอให้ ส.ส. ยกตัวอย่างบางประเทศ อย่างที่ท่านดอกเตอร์สมบัติชอบยกตัวอย่างคือ ประเทศเยอรมันว่ามีกันในอัตราส่วนที่มาก ความจริงถ้าเสนอก็เสนอในแนวนี้เลย พอดีเสนอมาเพียง ๓๗๕ คนกับ ๑๒๕ คน ก็คือ เอาอัตราของ ส.ส. ทั้งหมดมาเกลี่ยใหม่ ปรับใหม่ จึงเป็นจังหวะที่ทางรัฐบาลก็อยากจะลอง แก้รัฐธรรมนูญดูนะครับ ก็เลยเสนอให้ทางสมาชิกรัฐสภาได้พิจารณา เพราะฉะนั้น ผมกราบเรียนท่านประธานว่าวันนี้ผลของการพิจารณามันจะออกมาในรูปแบบอย่างไรก็ตาม แต่ว่าเป็นความคิดของการที่อยากจะแก้ไขในสิ่งที่เป็นของสูง ในสิ่งที่คิดว่าในเมื่อข้อนี้แก้ได้ ข้ออื่น ๆ ในรัฐธรรมนูญที่มีปัญหาก็น่าจะแก้ได้ มีประเด็นอีกหลายประเด็นในรัฐธรรมนูญ ฉบับที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน หลายคนบอกว่ามันไม่เป็นธรรม หลายคนบอกว่ามันไม่สมควร ที่จะมีประเด็นอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็มีคณะกรรมการหลายชุดนะครับในการพิจารณา รัฐธรรมนูญ จนกระทั่งถึงคณะกรรมการชุดของดอกเตอร์สมบัติ ธํารงธัญวงศ์ ก็อยากจะ กราบเรียนท่านประธานว่า วันนี้ในฐานะของคนแปรญัตติได้พูดถึง ๓ ประเด็น
ประเด็นที่ ๑ ก็คือประเด็นของ ส.ส. เขต รับฟังเหตุผลของทุกคนนะครับว่า ๔๐๐ คน กับ ๓๗๕ คนจะไปอย่างไร ผมก็กราบเรียนว่าถ้าพูดถึงส่วนตัวในแนวคิดของคน เป็น ส.ส. โดยใช้เอกสิทธิ ส.ส. ทุกคนก็อยากที่จะนําเสนอถึงปัญหาประชาชน แต่วันนี้ ในระบบพรรค ในระบบของพรรคร่วมรัฐบาล ในระบบของการทํางานเป็นทีม เรามีความจํา เป็นในเมื่อรัฐบาลบอกว่า รัฐบาลก็ไม่ได้คิดเอง รัฐบาลก็ฟังนะครับ ฟังจากนักวิชาการที่ รัฐบาลแต่งตั้งขึ้น แล้วก็มีความจําเป็นที่จะต้องรับฟังเพราะตั้งเขาไปแล้วนะครับ สิ่งเหล่านี้ก็ คงจะต้องพิสูจน์กันนะครับ แต่ผมอยากกราบเรียนว่าความคิดเห็นของ ส.ส. นั้นมาจากใจ มาจากสิ่งที่เห็นถึงปัญหาของพี่น้องประชาชน อันนี้ก็สมควรที่จะรับฟัง แต่ในขณะเดียวกัน ส.ส. สัดส่วน ๑๒๕ คนนั้น ผมก็คิดว่าเป็นความคิดใหม่ที่ดีนะครับ แต่ความคิดใหม่นี่แทนที่ จะเพิ่มไปเลย เพิ่มจํานวน ส.ส. ไป ก็ไปออกแนวคิดในทํานองว่าไปลด ส.ส. เขต ทําให้เกิดผล กระทบทางการเมือง ทําให้ทุกวันนี้เป็นข้อวิพากษ์วิจารณ์ของชาวบ้านนะครับบอกว่า ในสภานี่เวลาคุยแต่ละที มาคุยกันเรื่องส่วนตัวของตัวเอง ความจริงถ้าคณะกรรมาธิการชุดนี้ คิดถึงผลประโยชน์ของประเทศไทย แล้วก็คิดถึงปัญหาว่าวันนี้พี่น้องประชาชนนั้นแตกแยก กันมากแล้วนะครับ ถ้าหากจะเสนอนี่เสนอไปเลย เสนอไปให้มันเยอะ ๆ เลยนะครับ เพื่อให้เป็นแนวใหม่ เพื่อให้เป็นแนวใหม่ของประเทศไทย เหมือนกับครั้งหนึ่งเราไม่เคยมี ส.ส. บัญชีรายชื่อ วันนี้เราก็มี ส.ส. บัญชีรายชื่อ และเราก็พิสูจน์ว่า ส.ส. บัญชีรายชื่อมีคุณภาพหลายท่าน เป็นส่วนใหญ่ก็ยังว่าได้ เพราะฉะนั้นถ้าเห็นเป็นอย่างนี้แล้วเราก็เพิ่มเลย ต้องใจกล้า ใจถึง เพิ่มไปเลย แต่ก็เสียดายที่ทางรัฐบาลก็ไม่ได้คิดอย่างนั้น รัฐบาลก็คงไม่อยากคิด ผมอยากเรียนว่าครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่แปลก ๆ คือเราจะเห็นว่าการเสนอกฎหมายโดยรัฐบาล ไม่ได้เสนอจากแนวคิดของรัฐบาล แต่ว่าแนวคิดจากบุคคลภายนอก ซึ่งรัฐบาลบอกว่า ต้องรับฟัง เราจึงไม่เห็นสมาชิกของทางรัฐบาลแสดงความคิดเห็นหรือมีแนวคิดอย่างไร ผมก็ อยากกราบเรียนว่าเป็นเรื่องที่ใหม่มากสําหรับการแก้รัฐธรรมนูญ สําหรับการแก้กฎหมาย หลักของประเทศชาตินะครับ
อีกประเด็นหนึ่งที่ผมขอแปรญัตติก็คือ เรื่องของการแบ่งเขตเลือกตั้งนะครับ โดยผมขอเพิ่มว่าการแบ่งเขตเลือกตั้งนั้นควรพิจารณาจากเขตเดิมก่อน สิ่งเหล่านี้ก็คือแนวคิด ที่ฟังมาบ่อย ๆ ว่า กกต. เวลาแบ่งเขตรับฟังจากทุกฝ่าย แต่ว่าเวลาแบ่งทีไรรับฟังจาก พรรครัฐบาลทุกทีเลย เพราะฉะนั้นคนที่เป็นฝ่ายค้านนะครับ ผมฟังจากฝ่ายค้านหลายคน หรือว่าสมัยหนึ่งผมก็เคยเป็นฝ่ายค้านเราก็เห็นว่าเขตมันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เปลี่ยนไป ตามความรู้สึก เปลี่ยนไปตามความต้องการ เปลี่ยนไปตามผลประโยชน์ของพรรคที่มีส่วน เพราะฉะนั้นวันนี้ กกต. ผมได้ฟังผู้อภิปรายท่านหนึ่งเป็น ส.ส. จังหวัดสุรินทร์ พูดถึง กกต. แล้วผมก็มีความรู้สึกภูมิใจที่เขากล้าพูดความจริง เพราะว่า กกต. วันนี้แปลกมาก กกต. วันนี้ ไม่เหมือนกับ กกต. สมัยก่อน กกต. สมัยนี้เขาซื้อเสียงกันเสียงละ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ บาท ก็ยังไม่รู้เรื่องเลย ไม่เหมือนกับสมัยเก่า พอสงสัยนิดหนึ่งก็ให้มีการเลือกตั้งใหม่ ทําให้คน เกิดความกลัว เพราะฉะนั้นการแบ่งเขตนี้ถ้าหากว่าเราแบ่งเขตโดยที่เรายึดหลักเพียงบอกว่า ให้เขตติดต่อกันก็เป็นโอกาสเลยนะครับ เป็นโอกาสของคนที่มีอํานาจเหนือ กกต. ของคน ที่มีบางสิ่งบางอย่างที่สามารถที่จะแทรกแซงองค์กรอิสระได้ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่สมัครใจ นะครับ ในระบอบประชาธิปไตย ถ้าหากว่าองค์กรอิสระนั้นสามารถถูกชักจูงหรือสามารถ ถูกซื้อ ถูกอะไรก็แล้วแต่ ทําให้เป็นไปในทิศทางของคนที่เขาว่าได้ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียน ท่านว่าแนวคิดของผมนั้น ๓ ประเด็น คือประเด็น ส.ส. จาก ๓๗๕ คน เป็น ๔๐๐ คน จาก ๑๒๕ คน ลดเหลือ ๑๐๐ คนนะครับ แล้วก็จากประเด็นของการให้ กกต. นั้นใช้หลัก ในการแบ่งเขตนอกจากติดต่อกันได้แล้วให้ดูเขตเดิมด้วย ก็ขอให้ทางคณะกรรมาธิการ ได้โปรดพิจารณาด้วย ถ้าสิ่งที่ผมนําเสนอไปเป็นสิ่งที่มีเหตุมีผลท่านก็ลองทบทวนดูสักครั้ง โดยเฉพาะประเด็นของ กกต. ประเด็นของการแบ่งเขตเลือกตั้ง ขอบพระคุณมากครับ