รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๕ มกราคม ๒๕๕๔

พีรพันธุ์ พาลุสุข หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตราที่เกี่ยวข้องกับการลงนามและผลผูกพันของสัญญา และเรียกร้องให้ฝ่ายบริหารพิจารณาอย่างรอบคอบและไม่ให้ศาลมีหน้าที่ตีความและขยายความเกินกว่าที่ควรจะเป็น

นายพีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยโสธร

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยโสธร พรรคเพื่อไทย สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้ฟังคําชี้แจงของท่านประธานคณะกรรมาธิการ เกี่ยวกับเรื่องที่ผมเองได้เข้าไปขอชี้แจง ตามที่ท่านได้เชิญไปให้ชี้แจงในเรื่องการขอแปรญัตติ ผมก็ยังยืนยัน แต่ว่าวันนั้นผมก็นั่งรอท่านอยู่ชั่วโมงครึ่ง และตอนท้ายกรรมาธิการบางท่าน ก็บอกให้ผมสงวนไว้แล้วก็ปิดประชุมไป ท่านบอกว่าท่านได้คุยกันแล้ว ผมก็ไม่ทราบไปคุยกัน ที่ไหน แต่ผมตั้งใจจะไปชี้แจงกับท่านจริง ๆ ว่ามาตรา ๑๙๐ ที่ผมคิด ทําไมผมจึงขอแปรญัตติ เป็นอย่างนี้ แต่ท่านประธานครับ ผมได้ติดตามเรื่องนี้มาอยู่ตลอด คณะกรรมาธิการก็คงไปฟัง จากที่มีนักวิชาการให้ข้อมูลว่า เติมคําว่า ประเภท เข้าไปอย่างเดียวก็จบแล้ว สามารถ ดําเนินการต่อไปได้ ผมคิดว่ามันไม่จบครับ ท่านประธานครับ ถ้ามันง่ายอย่างนี้นะครับ มันไม่เกิดปัญหาขึ้นมาอย่างนี้หรอก มันมีความสับสนปน ๆ กันอยู่ ผมคิดว่าหลักของการทํา สนธิสัญญานั้นผมได้ชี้แจงไปแล้วว่า หลักนั้นเป็นอํานาจของฝ่ายบริหาร แต่ว่าเรื่องใดที่ กฎหมายต้องการให้ฝ่ายนิติบัญญัติเข้ามาเกี่ยวข้องก็กําหนดประเภทไว้ และที่กําหนดเป็น ประเภทมาอยู่ตลอดตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับต้น ๆ ที่เรามีมานะครับ ก็มีอยู่ ๓ ประเภทหลัก ๆ ก็คือ สนธิสัญญาที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงเขตแดน เปลี่ยนแปลงสิทธิอธิปไตยของรัฐ หรือที่ต้องออกกฎหมายเพื่อให้เป็นไปตามพันธกรณี คือ ๓ ประเภทนี้ ต่อมารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งก็เป็นไปตามการเปลี่ยนแปลงของโลก คือที่ประชาชนอยากจะเข้ามามีส่วนร่วม มากขึ้น ก็จึงมีการเพิ่มประเภทเข้ามาอีก ก็คือสนธิสัญญาที่มีความกระทบต่อความมั่นคง เศรษฐกิจหรือสังคมอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันการค้า การลงทุนหรืองบประมาณ ของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ ตรงนี้ที่เพิ่มขึ้นมานะครับ แล้วก็มีการจะเพิ่มขั้นตอน กระบวนการอะไรต่ออะไรเข้าไปอีก ฉะนั้นการที่คณะกรรมาธิการแก้เพียงอย่างนี้ มันไม่ได้ แก้ปัญหาของฝ่ายบริหารเลย เรื่องยังเข้าสภาอยู่มากเหมือนเดิม ยังต้องมีการขอกรอบเจรจา อยู่เหมือนเดิม ก่อนไปลงนามทําอะไรก็ยังต้องชี้แจงอะไรอยู่เหมือนเดิม ไปลดตรงไหน ผมไม่เข้าใจจริง ๆ นะครับ ที่ว่าเพื่อให้ความสะดวกแก่ฝ่ายบริหารที่จะไปทําอะไรต่ออะไร นี่นะครับ ท่านประธานครับ ในเมื่อหลักบอกว่า สนธิสัญญาประเภทใดที่ต้องให้ ฝ่ายนิติบัญญัติเข้าไปเกี่ยวข้อง ผมก็ได้ชี้แจงไปแล้วว่าต้องกําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ก็คือ ๓ ประเภทเดิม บวกกับอีกประเภทใหม่ที่เราเพิ่มขึ้นมา แต่ที่มันมีปัญหาก็คือ มันมีอยู่ ๒ คํา ซึ่งคณะกรรมาธิการ ไม่ทราบได้พิจารณากันหรือเปล่า คือคําว่า ที่กระทบต่อความมั่นคง ทางเศรษฐกิจหรือสังคมอย่างกว้างขวาง คืออะไรครับอย่างกว้างขวาง หรืออย่างมีนัยสําคัญ อะไรคืออย่างมีนัยสําคัญ ท่านบอกว่า ๒ คํานี้จะไปออกเป็นกฎหมาย ไปกําหนดประเภท กําหนดประเภทอย่างไร ก็ประเภทมันกําหนดไว้แล้วในวรรคสอง ๓ ประเภทเดิม บวกกับ ๓-๔ ประเภทใหม่ แล้วจะตีความ ที่มันมีผลกระทบเศรษฐกิจ สังคมอย่างกว้างขวาง ตรงนี้ ท่านบอกว่าจะไปออกกฎหมายกําหนดประเภท กรอบการเจรจา ขั้นตอนและวิธีการ ฉะนั้น ผมพออ่านดูแล้วก็ทําให้ผมเข้าใจว่า ถ้าอย่างนั้นสัญญา ๓ ประเภทแรกเดิมซึ่งอยู่ในกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ มานะครับ ไม่ต้องไปกําหนดประเภท การเจรจา ขั้นตอนและวิธีการ ใช่ไหม เพราะในวรรค เข้าใจว่าวรรคหกนี่นะครับที่บอกว่า ให้มีกฎหมายกําหนดประเภท กรอบเจรจา ขั้นตอนและวิธีการจัดทําอนุสัญญาที่มีผลกระทบ ตรงนี้ท่านจะไปออกเป็นกฎหมาย บอกว่าความหมายของคําในวรรคสองที่บอกว่า อย่างมีนัยสําคัญ หรืออย่างกว้างขวาง นี่คืออะไร ท่านจะไปออกเป็นกฎหมายอีกทีหนึ่ง ผมก็ถามว่าจะไปออกอย่างไร คําว่า อย่างกว้างขวาง คืออะไร ดูในคําวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องแถลงการณ์ร่วม กรณีประสาทเขาพระวิหาร ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ไปดูสิครับ ท่านบอกว่าแถลงการณ์รัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะทําให้คน ๒ ประเทศทะเลาะกัน จึงมีผลกระทบสังคมอย่างกว้างขวาง ตีความอย่างนั้นได้อย่างไร คนทะเลาะกัน มันไม่ใช่เพราะสัญญาฉบับนั้น แต่เป็นของเรื่องอื่น แต่ท่านกลับตีความอย่างนั้น ฉะนั้นถ้าจะให้มัน เกิดความชัดเจนควรจะทําอย่างไร ผมก็บอกว่าตัวหลักของประเทศนี่นะครับมันกําหนดไว้ใน วรรคสองแล้ว ถ้าคําว่า อย่างในมีนัยสําคัญ หรือ อย่างกว้างขวาง มันมีปัญหา ท่านก็ ตัดออกไปสิครับ เมื่อตัดออกไป ก็เป็นว่าสัญญาประเภทเหล่านี้ต้องผ่านความเห็นชอบ ของรัฐสภา ไม่ใช่ไปออกกฎหมายกําหนดเองภายหลัง หรือถ้าบอกว่าสัญญาที่มีผลผูกพัน ด้านการค้า การลงทุน ลงทุนอะไรละครับ เดี๋ยวท่านก็ไปออกกฎหมายว่าลงทุนสร้างโรงไฟฟ้า นิวเคลียร์ได้ไหม ลงทุนอุตสาหกรรมรถยนต์ ลงทุนอะไรละครับ หรืองบประมาณ ของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ เท่าไร ที่บอกว่าอย่างมีนัยสําคัญจะเอากี่พันล้านบาท ๑๐๐ ล้านบาท สําคัญไหม ๑,๐๐๐ ล้านบาท ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เอาเท่าไรล่ะครับ เพราะฉะนั้นตัวปัญหาก็คือเมื่อท่านไปออกกฎหมายในภายหลัง มันก็อาจจะมีปัญหาขึ้นมา อีกว่ากฎหมายที่ออกมาภายหลังนั้นมันอาจจะย้อนไปไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของวรรคสอง ก็ต้องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความอีกแล้ว มันก็จะวนกลับมาที่เดิม ฉะนั้นที่ผมดูจากหลาย ๆ ประเทศที่เขาเขียนรัฐธรรมนูญอย่างนี้ เขาก็กําหนดไว้ชัดเลยว่าสัญญาต่อไปนี้จะต้องได้รับ อนุมัติจากสภา ก็คือ ๓ ประเภทแรกเดิมซึ่งไม่มีปัญหา ใช้มาตลอด ๒. ที่เราเพิ่มขึ้นใหม่ ตามปี ๒๕๕๐ ก็คือสัญญาเรื่องที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจหรือการเงิน การคลังของประเทศ สัญญาเรื่องการลงทุน เรื่องเขตการค้าเสรี การค้า เขียนไปอย่างนี้มันก็จบแล้ว ไม่จําเป็น ต้องไปออกประเภทของกฎหมาย เพราะท่านจะไปอธิบายประเภทของมันซ้ําขึ้นไปอีก และมันอาจจะไม่ตรงกับรัฐธรรมนูญในภายหลังขึ้นมาด้วย ถ้าคณะกรรมาธิการได้ฟัง ข้อคิดเห็นต่าง ๆ เหล่านี้ ผมคิดว่าจะทําให้การพิจารณาเรื่องนี้มันเร็วขึ้น และไม่จําเป็นที่ พวกผมจะต้องใช้เวลามากมายมาอธิบาย มาเถียงกับท่าน ถ้าเราไปพูดกันอย่างละเอียดในชั้น กรรมาธิการนี้ ปัญหาจะแก้ได้มากไปกว่านี้

อีกวรรคหนึ่งนะครับ วรรคสามหรือวรรคสี่ ที่ผมขอตัดคําว่า เมื่อลงนาม ในหนังสือสัญญาตามวรรคสอง ก่อนที่จะแสดงให้มีผลผูกพัน คือมันมีสนธิสัญญาบางประเภท ท่านประธานครับ ที่ลงนามไปแล้วทันที มันมีผลผูกพัน ที่ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า ซิมพลิฟาย อะกรีเมนท์ (Simplify Agreement) ซิมพลิฟาย คือแบบง่าย ๆ สัญญาพวกนี้ อาจกระทบการลงทุนก็ได้ เมื่อลงนามไปแล้วก่อนที่จะแสดงให้มีผลผูกพัน คือลงนามทันที มันก็มีผลผูกพันไปแล้ว ผมถึงเสนอว่าให้ตัดคําว่า เมื่อลงนาม ออกไป เพราะอะไร เพราะก่อนที่จะแสดงให้มีผลผูกพัน ต้องได้รับอนุมัติจากสภาก่อน แล้วค่อยไปลงนาม แต่ท่านบอกว่าลงนามไปก่อนก็ได้ แล้วค่อยไปดําเนินการในภายหลัง แต่พอลงนามไปแล้ว มันมีผลทันทีจะทําอย่างไร ก็นี่คือความไม่เข้าใจของผู้เขียนรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ได้ดูให้ รอบคอบว่าประเภทของสนธิสัญญา ที่เพียงแต่ลงนามมันก็มีผลผูกพันแล้ว จะทําอย่างไร ฉะนั้นถ้าแก้อย่างนี้ แก้เป็นว่า ตัดคําว่า สังคมอย่างกว้างขวาง หรือ มีนัยสําคัญ ออกไป เมื่อไปถึงศาล ถ้ามีปัญหา ศาลก็จะวินิจฉัยเพียงว่ามันชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ถ้าเขียน อย่างนี้ เดี๋ยวก็จะมีปัญหาในภายหลังเพราะศาลจะดูรัฐธรรมนูญเป็นหลัก พอดูรัฐธรรมนูญแล้ว มาบอกว่ากฎหมายที่ออกมาในภายหลังนี้มันไม่ใช่ มันก็จะทําให้ศาลเข้ามาเป็นผู้กําหนดว่า สัญญาต่อไปนี้คือสัญญาที่มีผลต่อสังคมอย่างกว้างขวาง ศาลก็จะทําหน้าที่เกินกว่าที่ศาล ควรจะเป็น ซึ่งมันเกิดปัญหาขึ้นทุกวันนี้ก็เพราะศาลทําหน้าที่เกินกว่าที่ควรจะทํา เรื่องนี้ เป็นเรื่องของฝ่ายบริหาร ศาลมีหน้าที่ตรวจสอบว่ามันชอบด้วยกฎหมาย ชอบด้วย รัฐธรรมนูญหรือไม่เท่านั้น แต่ไม่ใช่คนที่จะไปตีความ ขยายความออกไปอีกว่าถ้าอย่างนั้น การลงทุนพันล้านสําคัญ อย่างนี้ได้ที่ไหน คนละหน้าที่ครับ การแก้อย่างนี้นะครับ เจตนารมณ์ของการแก้มาตรานี้บอกว่า เพื่อให้ความสะดวกกับฝ่ายบริหาร มันไม่ได้สะดวก ขึ้นเลย ท่านประธานครับ