รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๓ ปีที่ ๔
ครั้งที่ ๑๐ (สมัยสามัญทั่วไป) เป็นพิเศษ
วันพฤหัสบดีที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๕๔
ณ ตึกรัฐสภา
คือทางรัฐบาลเขาก็ฟังเสียงอยู่ครับ ต่อไปคุณสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอหารือเกี่ยวกับเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรที่ทํานาปรังในปีนี้ ซึ่งเกิดจาก ภัยแล้งในจังหวัดสุโขทัยหลายอําเภอ ซึ่งทางจังหวัดได้ประกาศเป็นภัยแล้ง แล้วก็มีปัญหา ในเรื่องของน้ําทําการเกษตรไม่เพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อวานนี้ผมก็ได้รับแจ้งทาง โทรศัพท์จากเกษตรกรในตําบลบ้านหลุม ตําบลยางซ้ายของอําเภอเมือง และตําบลป่าแฝก ของอําเภอกงไกรลาศที่ขาดแคลนน้ําในการทําการเกษตรอย่างหนักครับ เพราะว่าไม่มีน้ํา ในการที่จะไปหล่อเลี้ยงข้าว ข้าวใกล้จะเก็บเกี่ยวในเดือนสองเดือนนี้แล้วนะครับ ก็ฝากถึงทาง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะกรมชลประทาน สํานักชลประทานที่ ๔ จังหวัดกําแพงเพชร แล้วก็กรมชลประทานของจังหวัดสุโขทัย แล้วก็จังหวัดขอได้โปรดในการที่จะช่วยกัน ช่วยระบายน้ําจากทะเลหลวง ซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของจังหวัดอยู่ติดกับอําเภอเมือง ช่วยระบายน้ํามาช่วยพี่น้องเกษตรกรผ่านที่ประตูน้ําคลองตาทรัพย์ ตําบลยางซ้าย แล้วก็ คลองตาไร่ ตําบลปากแคว เพื่อที่จะให้แม่น้ํายมมีน้ําแล้วก็มาเข้าในปากคลองบ้านหลุม เพื่อที่จะให้เกษตรกรในตําบลบ้านหลุมมีน้ําในการหล่อเลี้ยงข้าวนาปรังในปีนี้ แล้วก็ตลอดจน ในเขตเทศบาลเมืองสุโขทัย น้ําในแม่น้ํายมเริ่มขาดก็จะทําให้การประปาไม่มีน้ําที่จะเอาน้ําดิบ มาผลิตประปาในการบริโภค คนในตลาดก็ฝากถึงทางจังหวัดแล้วก็กรมชลประทานจังหวัด ในการที่จะผันน้ําจากทะเลหลวงมาช่วยพี่น้องในอําเภอเมืองแล้วก็ใกล้เคียงต่อไปครับ ขอบคุณมากครับ
คุณสุนทรี ชัยวิรัตนะ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทยค่ะ วันนี้ต้องขอขอบพระคุณท่านประธานที่ได้เปิดโอกาสให้สมาชิกได้หารือนะคะ เรื่องที่ดิฉัน อยากจะหารือ ก็คือดิฉันมีความวิตกกังวลแล้วก็เป็นห่วงเป็นใยกับพี่น้องแรงงานของประเทศ ไทยที่ไปทํางานอยู่ที่ประเทศลิเบียค่ะ ฟังข่าวแล้วมีตั้ง ๒๓,๐๐๐ คนค่ะท่านประธาน จากข่าวนี้ เขาบอกว่าปัจจุบันนี้พี่น้องที่เป็นแรงงานบางคนไปทํางานก็ต้องมีการกู้ยืมเงินเพื่อจะเดินทาง ไปทํางานที่ประเทศลิเบีย แต่ปัจจุบันเมื่อเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้นที่ประเทศลิเบีย แรงงานบางครั้งอยู่ในแคมป์ (Camp) ที่พักก็ยังถูกการปล้นชิงทรัพย์ บางครั้งในแคมป์ตอนนี้ เท่าที่ทราบข่าวจากญาติพี่น้องที่อยู่ทางประเทศไทยโทรมาบอกดิฉันว่า ข้าวปลาอาหาร ตอนนี้ไม่มีจะรับประทานกันแล้ว เพราะว่าเขาไม่ได้กักตุนเอาไว้ ก็เกิดความเป็นห่วงเป็นใยว่า จะดําเนินการชีวิตอยู่อย่างไร ได้ฟังข่าวทราบว่าทางรัฐบาลจะจัดส่งให้มีการนําเรือไปรับ ก็อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ ท่านนายกรัฐมนตรี แล้วก็คณะรัฐบาลค่ะ ให้ช่วยดําเนินการ ทําอย่างไรก็ได้ให้พี่น้องได้กลับบ้านที่ประเทศไทยอย่างปลอดภัย อาจจะนําเรือให้เขา ลงเรือก่อน ไปหยุดหรือว่าไปขึ้นท่าที่ไหนสักท่าที่สามารถที่จะบินกลับเมืองไทยได้ ในเมื่อตอนนี้ประเทศลิเบียบอกว่าไม่สามารถที่จะบินได้ก็ไปลงบริเวณประเทศใกล้เคียงแล้วก็ นําเครื่องบินที่ประเทศไทยไปรับเขากลับมาบ้านก็จะเป็นการดีค่ะท่านประธาน
อีกเรื่องที่อยากจะฝากในประเด็นนี้ก็คือ รัฐบาลคงจะต้องมาคิดกันว่าทําอย่างไร เมื่อกลับมาประเทศไทยได้แล้ว เขาจะได้รับการแก้ไขปัญหา แรงงานหลายคนเดินทางไปทํางาน ก็ต้องกู้ยืมเงิน เมื่อกลับมาเงินที่กู้ยืมไว้ยังใช้หนี้เขาไม่หมด ก็จะเกิดปัญหาอีกว่าเมื่อกลับมาแล้ว ข้าวปลาก็จะไม่มีกิน หนี้สินก็ตามมา ความเป็นอยู่ของประชาชนก็จะลําบากค่ะ ก็ต้องฝาก ท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีแล้วก็คณะรัฐมนตรีให้ดูแลแก้ไขในเรื่องดังกล่าว ด้วยค่ะ
อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือเมื่อวานดิฉันได้หารือเรื่องเกี่ยวกับตอนนี้จังหวัดชัยภูมิ ขาดแคลนน้ํา โดยเฉพาะที่แถบลุ่มแม่น้ําชีค่ะ ก็ฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ให้ช่วยดําเนินการสั่งการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ช่วยหาเครื่องสูบน้ําไปให้พี่น้อง ที่ทําการเกษตรในจังหวัดชัยภูมิด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ
ต่อไปคุณไมตรี สอยเหลือง
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม นายไมตรี สอยเหลือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอนําความเดือดร้อนของราษฎรในอําเภอสัตหีบมาหารือกับท่านประธานดังนี้นะครับ
เรื่องที่ ๑ ขอให้ปรับปรุงภูมิทัศน์รอบ ๆ บริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ ๖ ซึ่งอยู่ริมถนนสุขุมวิท หลักกิโลเมตรที่ ๑๘๑ หมู่ที่ ๒ ตําบลสัตหีบ อําเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี แยกทางเข้าตําบลแสมสาร หรือชาวบ้านเรียกบริเวณดังกล่าวว่า กม.๖ สัตหีบ เนื่องจากเวลา ขับรถยนต์ไป ผ่านทั้งขาเข้าขาออกจะมองไม่เห็นพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ ๖ เลย มีต้นไม้ปกคลุมเต็มไปหมด ขอให้ปรับภูมิทัศน์ให้เห็นพระบรมรูปรัชกาลที่ ๖ ชัดเจนด้วย เพื่อเป็นศรีสง่าแก่พระองค์ท่านนะครับ
เรื่องที่ ๒ เรื่อง ขอให้สร้างสะพานลอยข้ามถนนสุขุมวิทให้นักเรียน และประชาชนเดินข้ามบริเวณหน้าโรงเรียนวัดนาจอมเทียน ตําบลนาจอมเทียน อําเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี บริเวณดังกล่าวจราจรหนาแน่นและเกิดอุบัติเหตุบ่อย ขอให้ทาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมดําเนินการให้ด้วย
เรื่องที่ ๓ เรื่อง บัตรผ่านเก็บเงินของถนนบูรพาวิถี กรุงเทพฯ-ชลบุรี ไม่มีข้อมูล ที่จะเก็บเงิน ต้องถามคนขับรถว่าขึ้นมาจากไหน แล้วก็เคยเสียเท่าไร นี่เป็นเรื่องที่พบมา กับตัวเอง จึงขอนําเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรได้โปรดมีหนังสือไปถึงผู้รับผิดชอบ ในเรื่องนี้ด้วย ขอบพระคุณมากครับท่านประธาน
คุณสถาพร มณีรัตน์
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สถาพร มณีรัตน์ พรรคเพื่อไทยจังหวัดลําพูน ต้องขออนุญาตนําเรียนท่านประธานสภา ผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือเรื่องของราคาข้าวที่บิดเบือนครับท่านประธานครับ พี่น้องประชาชนในเขตจังหวัดลําพูนและทั่วประเทศได้ร้องเรียนผ่านพวกเรามาว่าทําไม ข้าวสารถึงแพงเหลือเกิน แต่ข้าวเปลือกถูกครับ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องของกระบวนการที่เรา จะต้องมาแก้ไข ท่านประธานครับ วันนี้ราคาข้าวเปลือกในพื้นที่ที่อยู่ออกจากมือเกษตรกรแล้ว ราคาแค่ตันละ ๖,๐๐๐-๘,๐๐๐ บาท แต่ปรากฏว่าข้าวเหนียวนึ่งนี้กิโลกรัมละ ๓๕ บาท ซึ่งเมื่อก่อนเราซื้อ ๑๐ บาท แล้วก็บวกหมูปิ้ง ๒ ไม้ ๑๐ บาทนี่เราอิ่ม วันนี้ ๒๐ บาท กินคนเดียว ก็ไม่อิ่มครับ เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าเรื่องนี้มันคงเป็นเรื่องผิดปกติของระบบกลไกตลาด ซึ่งก็จะเหมือนน้ํามันปาล์มนั่นละครับ เพราะฉะนั้นผมนําเรียนหารือทางประธานผ่านไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าทําอย่างไรในเรื่องของกลไกตลาดที่บิดเบือนจะแก้ไขอย่างไร ข้าวเปลือกที่อยู่ในมือชาวนาราคาถูก แต่พอหลุดออกจากมือชาวนามาอยู่กับกลุ่มนายทุน พ่อค้า ราคาแพง นี่คือประการที่ ๑
ประการที่ ๒ เรียนท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขณะนี้ ปรากฏว่ายาเสพติดระบาดในพื้นที่หน้าแล้งในจังหวัดลําพูนอย่างมหาศาล ท่านประธานที่เคารพ ปรากฏว่าเด็กที่ติดยาอายุน้อยที่สุดในสถิตินี้ ๑๑ ปี ๕ เดือนครับท่านประธาน ผมนําเรียนว่า เรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องที่น่าตกใจ ทําไมกลุ่มพ่อค้ายาเสพติดขณะนี้หันมาจับกลุ่มเด็ก และเยาวชนที่มีอายุน้อย จึงนําเรียนผ่านท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าทําอย่างไรที่เราจะใช้มาตรการอย่างจริงจังในการปราบยาเสพติด กราบขอบพระคุณครับ
คุณวิรัตน์ วิริยะพงษ์
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวิรัตน์ วิริยะพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย วันนี้ผมมีปัญหาเรื่อง ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนอยู่ ๒ เรื่องครับท่านประธาน เนื่องจากจังหวัดสุโขทัยนั้น ประสบปัญหาภัยแล้ง จึงอยากให้ทางกรมชลประทานได้พัฒนาแหล่งน้ําที่ตําบลเมืองเก่า เป็นแหล่งน้ําโบราณ โดยขอให้ขุดลอกเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ํา ชื่อว่า เขื่อนสรีดภงค์ ซึ่งตั้งอยู่ที่ ตําบลเมืองเก่า อําเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย ทางด้านทิศตะวันตกของอุทยานประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ําขนาดเล็ก สภาพเป็นเขื่อนดินและทํานบดินตามหลักศิลาจารึกหลักที่ ๑ สมัยพ่อขุนรามคําแหงมหาราช ซึ่งทางกรมชลประทานได้สร้างมานานแล้ว หลายสิบปีมาแล้ว ปัจจุบันนี้ตื้นเขินมาก จุน้ําได้น้อย ไม่เพียงพอต่อความต้องการของพี่น้องประชาชน จึงอยากให้ทางกรมชลประทานได้ไปสํารวจแล้วแก้ไขให้กับพี่น้องประชาชนด้วยนะครับ แล้วบริเวณไม่ห่างกันนัก ทางกรมชลประทานได้สร้างอ่างเก็บน้ําชื่อว่า โซกขี้เหล็ก สร้างมาเป็น ๑๐ กว่าปีแล้วเช่นกัน แต่ไม่ทราบปัญหาอย่างไร สร้างแล้วไม่มีน้ํา อาจจะสร้างผิดแบบ ทําให้น้ํารั่วซึมแล้วไม่สามารถที่จะกักเก็บน้ําได้ อยากให้แก้ไขด่วนด้วยนะครับ
อีกเรื่องหนึ่งขอให้ขุดลอกคลองตาดิน หมู่ที่ ๑ ตําบลวังใหญ่ คลองตาแฟง หมู่ที่ ๔ ตําบลทับผึ้ง คลองยายขาบ หมู่ที่ ๕ ตําบลทับผึ้ง และคลองตาปลิว หมู่ที่ ๑ ตําบลวังทอง ทั้งหมดนี้อยู่ที่อําเภอศรีสําโรง และหนองบัวลอย หมู่ที่ ๑ ตําบลโตนด อําเภอคีรีมาศ ทั้ง ๔-๕ คลองนี้ ซึ่งพี่น้องประชาชนต้องใช้น้ําในคลองที่นี้ทําการเกษตรขอกราบขอบคุณมากครับ
คุณอํานวย คลังผา ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายอํานวย คลังผา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย วันนี้ผมขอหารือเรื่องการเจาะบ่อบาดาล ท่านประธานครับ ซึ่งในขณะนี้การเจาะบ่อบาดาล ของกรมทรัพยากรน้ําดาบาลนี้ ซึ่งไม่ได้รับงบประมาณเลย แต่พี่น้องประชาชนทั้งทั่วประเทศ มีความต้องการเรื่องบ่อบาดาล ซึ่งในขณะนี้พี่น้องประชาชนขาดแคลนน้ําอุปโภคและบริโภค จํานวนมาก ก็อยากจะฝากท่านประธานถึงรัฐบาลว่าให้ตั้งงบประมาณให้กรมทรัพยากรน้ําบาดาล ซึ่งในขณะนี้กรมทรัพยากรน้ําดาบาลได้งบประมาณ ประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ไม่เพียงพอครับ ซึ่งมีเครื่องจักรจอดอยู่เฉย ๆ ๑๓๐ ชิ้นครับทั่วประเทศ แต่ในขณะนี้หากว่า เครื่องจักรของกรมทรัพยากรน้ําดาบาลทั้งหมด ๑๓๐ เครื่องจักรสามารถที่จะไปขุดเจาะ บ่อบาดาลให้กับพี่น้องประชาชนที่ขาดแคลนน้ํา ดังนั้นหากว่ารัฐบาลได้จัดสรรเงิน งบประมาณให้กรมทรัพยากรน้ําบาดาลเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน ผมเชื่อมั่นเหลือเกินว่า จะเกิดประสิทธิภาพอย่างมากเลย ซึ่งในขณะนี้ท่านประธานครับ เครื่องจักรจอดอยู่เฉย ๆ ที่ศูนย์ต่าง ๆ ทั่วประเทศ จอดอยู่เฉย ๆ แต่ไม่มีงบประมาณ ผมเกรงว่าในอนาคตเครื่องจักรทั้งหมดที่จอดอยู่นี้ จะเสียหาย ก็อยากจะฝากท่านประธานถึงรัฐบาลให้ช่วยดําเนินการจัดสรรงบประมาณให้ กรมทรัพยากรน้ําบาดาลให้เร่งดําเนินการขุดเจาะบ่อบาดาล ซึ่งในขณะนี้ภารกิจโอนให้ ท้องถิ่น ท้องถิ่นไม่ดําเนินการในส่วนนี้เลยครับท่านประธาน ดังนั้นก็อยากจะฝากท่าน ประธานถึงรัฐบาลให้เร่งดําเนินการจัดสรรงบประมาณให้กรมทรัพยากรน้ําบาดาลที่จะเร่งเจาะ ที่พี่น้องประชาชนมีความต้องการ ในขณะนี้ทราบว่ามีความต้องการถึง ๒,๐๐๐ กว่าบ่อด้วยกัน ก็อยากจะให้ท่านประธานแจ้งหน่วยงาน โดยเฉพาะรัฐบาลให้เร่งดําเนินการจัดสรรงบประมาณ ปี๒๕๕๕ ให้กรมทรัพยากรน้ําบาดาลเพียงพอต่อความต้องการของพี่น้องประชาชนด้วย ขอบคุณครับ
เชิญคุณพนิช วิกิตเศรษฐ์
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพมหานคร ท่านประธานครับ ปัญหาการจราจร ณ ตอนนี้ในกรุงเทพมหานครเป็นปัญหาที่ใหญ่มาก ผมเองได้รับการร้องเรียนจากประชาชนจํานวนมากที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการขอร้องให้ เร่งรัดทางกรุงเทพมหานครดําเนินการเรื่องของโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีเขียว จากอ่อนนุชไปสู่แบริง ระยะทาง ๕.๒ กิโลเมตร ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากต่อพี่น้องประชาชน ชาวกรุงเทพมหานครและชาวสมุทรปราการ
เรื่องที่ ๒ ตอนนี้ทางกรุงเทพมหานครมีโครงการที่เรียกว่า โครงการทางเดินลอยฟ้า ที่ทางผู้บริหารกรุงเทพมหานครชุดที่แล้วและชุดปัจจุบันกําลังมีการผลักดัน ในชุดปัจจุบันนี้ เราเรียกว่า ซูเปอร์สกายวอล์ค (Super Sky Walk) ซึ่งมีระยะทาง ๕๐ กิโลเมตร ซึ่งจะมีการ ใช้จ่ายเงินหลายหมื่นล้านบาทในการสร้างโครงการซูเปอร์สกายวอล์คนี้ ซึ่งเป็นโครงการที่อยู่ ใต้ทางวิ่งของรถไฟฟ้า ผมเองผมคิดว่าอยากจะเสนอท่านประธานผ่านไปยังผู้บริหาร กรุงเทพมหานคร แทนที่จะนําเงินของกรุงเทพมหานครมาใช้ น่าจะให้ทางเอกชนมามีส่วนร่วม ในการที่จะดําเนินการโครงการเรื่องนี้ เพราะจํานวนเงินที่จะใช้จะเป็นจํานวนเงินที่สูงมาก และประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นก็จะเกิดขึ้นกับประชาชนชาวกรุงเทพมหานครและเกิดขึ้นกับ บริเวณอาคารที่อยู่รอบ ๆ บริเวณทางเดินนี้ ซึ่งก็จะเป็นประโยชน์ต่อมูลค่าของทรัพย์สิน ของอาคาร ดังนั้นไม่ควรจะให้กรุงเทพมหานครนําเงินก้อนใหญ่นี้มาใช้ในส่วนของโครงการนี้ แต่ควรจะมีเรื่องของภาคเอกชนมาร่วมด้วยครับ ขอฝากเรื่องนี้ไปทางผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ให้ช่วยเร่งรัดดําเนินการแก้ไขปัญหาการจราจรในกรุงเทพมหานครและเพื่อประโยชน์ กับประชาชนชาวกรุงเทพมหานครด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ
คุณประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายแพทย์ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ พรรคเพื่อไทย จังหวัดชัยภูมิ ผมมีเรื่อง ที่อยากจะเรียนปรึกษาท่านประธานเพื่อผ่านไปถึงรัฐบาล เพราะตอนนี้ต้องยอมรับ ว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านนายกรัฐมนตรี ตอนนี้มีพ่อค้าบางกลุ่มกําลังแสวงหาผลประโยชน์ อย่างมหาศาล ตอนนี้มีการกักตุนราคาสินค้าอุปโภค บริโภคของพี่น้องประชาชนค่อนข้างเยอะ ผมก็ไม่ทราบว่ารัฐบาลทําไมไม่ควบคุม มีไม่กี่บริษัทที่เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่เหมือนกับ เรื่องน้ํามันพืชท่านประธาน พูดแล้วน่าอายคนทั่วโลก ประเทศไทยเป็นประเทศที่ผลิตน้ํามันปาล์ม เป็นประเทศที่ผลิตน้ํามันพืช ๑ ใน ๓ ของโลกเลยท่านประธาน แต่ปรากฏว่าปล่อยให้ ปัญหาขาดแคลนเพราะมีบริษัทกักตุน ผมเคยบอก ปรากฏว่าก็ไม่ไปจับอย่างที่ผมเคยบอก มี ๑๐ บริษัท กักตุนไป ๒๓ ล้านขวด นี่ก็ได้ข่าวเรื่องน้ําตาลอีก ผมอยากฝากไปถึงรัฐบาล ถึงวันนี้อย่าให้พ่อค้าไปรังแกประชาชนมากเกินกว่าความที่ควรจะเป็น พ่อค้าค้ากําไร เป็นเรื่องธรรมดาท่านประธาน แต่พ่อค้าเอารัดเอาเปรียบพี่น้องประชาชน เรามี ปตท. แทนที่ ปตท. จะดูแล ผมเห็นตอนตั้ง ปตท. คิดว่าเขาจะดูแลเรื่องราคาน้ํามันจะควบคุมไม่ให้ขึ้น ปรากฏว่า บางครั้งก็ขึ้นก่อนเพื่อนเลย ผมไม่เข้าใจครับ นโยบายที่สําคัญของรัฐบาล โดยเฉพาะ เรื่องน้ํามัน นี่จริง ๆ ถ้าลดลงมามันลดได้ ปตท. กําไรปีละเป็นแสนล้านบาทท่านประธาน ก็ชดเชยให้ประชาชนบ้าง ผมอยากฝากท่านประธานเพื่อผ่านไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี เรื่องทั้งหลาย ตอนนี้มีบริษัทตั้งกันสนุกเลยครับ จะกักตุนสินค้าอุปโภค บริโภค เท่าที่ผม ไปสืบตอนนี้ไม่แน่นะครับ น้ําตาล ต่อไปน้ําตาลนี่ผมอยากเตือนไปถึงรัฐบาลว่าน้ําตาลอย่าให้ ขาดอีกนะครับ อายเขาจริง ๆ ประเทศเราผลิตน้ําตาล ผลิตน้ํามันปาล์ม ผลิตน้ํามันพืช แต่ปล่อยให้ขาดแคลนอย่างนี้ท่านประธาน สงสัยต้องฝากไปถึงท่านเนวินลูกชายท่าน
เขาอยู่ข้างนอกอย่าเกี่ยวข้อง กับเขาเลยครับ
ออกมาพูดทีเดียวน้ํามันปาล์มไหลทะลักเลย ไหลทะลักออกมาหมดเลย ต้องฝากขอบคุณครับ ขอบคุณครับ
จะให้อีก ๒ ท่านนะครับ เพราะว่าครบองค์ประชุมแล้ว เพื่อไม่ให้เสียน้ําใจนะครับ ต่อไปก็คุณผ่องศรี ธาราภูมิ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ผ่องศรี ธาราภูมิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉันมีเรื่อง กราบเรียนหารือท่านประธานถึงปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ สืบเนื่องจากดิฉันได้ลงพื้นที่ไปพบปะพี่น้องประชาชน ขณะนี้คลองชลประทาน ๒ ซ้าย ๘ ซ้าย ซึ่งเป็นคลองชลประทานที่ยาวมากเลย ตั้งแต่จังหวัดชัยนาทผ่านไปที่จังหวัดลพบุรี แล้วก็ไปถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลักษณะสภาพคลองตอนช่วงท้ายช่วงที่ผ่าน อําเภอเมือง โดยเฉพาะตําบลสี่คลองท้ายตลาดแล้วก็บ้านข่อย น้ําในคลองแห้งมาก พื้นที่ตรงนี้ เป็นพื้นที่ลุ่ม ตอนที่น้ําท่วมขังก็ท่วมยาวนานกว่าเพื่อน เดือนมกราคมน้ําเพิ่งแห้งไปเอง ชาวบ้านก็เพิ่งจะได้ลงมือปลูกข้าว ปรากฏว่าพอเดือนนี้ก็แล้งจัดอีก ถ้าหากไม่เร่งรัดบริหาร จัดการน้ํามาดูแลพี่น้องประชาชนก็จะยิ่งทุกข์ซ้ําซากเดือดร้อน ก็ขอให้ทางกรมชลประทาน ได้ลงไปแก้ไขปัญหาโดยด่วนทั้งการขุดลอกแล้วก็การจัดสรรน้ําเพื่อช่วยเหลือให้ทันท่วงทีนะคะ
เรื่องที่ ๒ ก็คือดิฉันได้รับการร้องทุกข์ เรื่องช่วยให้เร่งรัดติดตามเรื่อง เงินชดเชยพืชผลการเกษตรจากน้ําท่วม ดิฉันทราบดีว่ารัฐบาลได้เร่งรัดแล้วก็ดูแลในเรื่องนี้ อย่างจริงจัง แต่ว่าเนื่องจากความคลาดเคลื่อนเรื่องของตัวเลขก็อาจจะทําให้ยังไม่สามารถ ส่งเงินไปในพื้นที่ได้ แต่ว่าอย่างไรก็ตามก็ขอให้ช่วยเร่งรัด เพราะว่าไม่อย่างนั้นชาวนาก็ต้อง ลงทุนเรื่องการเสียดอกเบี้ยเงินกู้ต่าง ๆ ก็ขอให้ช่วยดูแล
สุดท้ายก็คือ เรื่องของสถานีอนามัยหรือว่าโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพชุมชน ตําบลโพธิ์เก้าต้น ซึ่งตลิ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ําลพบุรี ขณะนี้น้ํากัดเซาะริมตลิ่งเข้ามาลึกมากเลย พื้นที่ก็หายไปประมาณ ๒ ไร่ แล้วก็ขอให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ไปช่วยตรวจสอบ เพื่อดูแลเรื่องของการป้องกันตลิ่งพัง เพื่อเสริมตลิ่ง โดยเฉพาะกรมโยธาธิการและผังเมือง ก็ขอกราบเรียนท่านประธานได้ช่วยอนุเคราะห์ประสานงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยค่ะ ขอกราบขอบพระคุณค่ะ
คนสุดท้ายวันนี้ คุณเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข เท่ากันทั้ง ๒ ฝ่ายเชิญครับ นอกนั้นขออภัยด้วย
ดิฉัน นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทยค่ะ ดิฉันได้รับการร้องเรียนจาก พี่น้องประชาชน ๒ เรื่องนะคะ
เรื่องแรก ได้รับหนังสือร้องเรียนจากผู้นําหมู่บ้าน ผู้นําท้องที่ ประชาชน ในหมู่ที่ ๗ หมู่ที่ ๘ หมู่ที่ ๑๐ หมู่ที่ ๑๓ หมู่ที่ ๑๔ หมู่ที่ ๑๕ และหมู่ที่ ๑๖ ตําบลทรายขาว อําเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เกี่ยวกับเรื่องปัญหาน้ําใช้ในทางการเกษตรและในการทํานาปี จึงกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยผลักดันงบประมาณในการสร้างสถานีสูบน้ําเพื่อพลังงานไฟฟ้าค่ะ
เรื่องที่ ๒ ขอให้กรมการปกครองส่วนท้องถิ่นและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยช่วยส่งคนลงไปสํารวจตรวจสอบหมู่บ้านในจังหวัดเลยทุกหมู่บ้านและ ในประเทศไทย เพราะดิฉันได้รับการร้องเรียนด้วยหนังสือ ด้วยวาจา และหนังสืออนุเคราะห์ จากผู้นําท้องถิ่น คือ นายชมพู จันทะคุณ ผู้ใหญ่บ้านบ้านเหล่ากอหก หมู่ที่ ๑ ตําบลเหล่ากอหก อําเภอนาแห้ว และนายธนกิจ อันทระ ผู้ใหญ่บ้านแก่งสาคร หมู่ที่ ๖ ตําบลผาบิ้ง อําเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องหอกระจายข่าวในหมู่บ้านที่สร้างมานานเกิดชํารุดทรุดโทรม และปัญหาก็คือ ๑. สร้างมานาน สิ่งที่ ๒ ก็คือมีการเลือกตั้งผู้นํา ผู้ใหญ่บ้านใหม่ แล้วก็ มีปัญหาว่าจะต้องรื้อจากบ้านผู้ใหญ่บ้านเก่ามาให้บ้านผู้ใหญ่บ้านใหม่ เขาไม่มีงบประมาณในส่วนนี้ จึงของบประมาณของทางกระทรวงมหาดไทยช่วยดูแลส่วนนี้ด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ
ขณะนี้ท่านสมาชิกครับ มีผู้ลงชื่อมาประชุมจํานวน ๒๕๓ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้ว ผมขอเปิดการประชุม เพื่อดําเนินการประชุมตามระเบียบวาระนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มีนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม
รับทราบเรื่องการถ่ายทอดการประชุมทางวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ ด้วยในการประชุมเพื่อพิจารณารายงานแสดงผลงานดําเนินการของคณะรัฐมนตรี ตามนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ รัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปีที่ ๑ ในวันนี้นอกจากมีการถ่ายทอด ทางวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยและสถานีวิทยุกระจายเสียงของรัฐสภาตามปกติแล้ว ผมได้อนุญาตให้มีการถ่ายทอดการประชุมทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง ๑๑ กรมประชาสัมพันธ์ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๑ วรรคสอง จนเสร็จสิ้นการประชุมด้วยนะครับ
(ที่ประชุมรับทราบ)
ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี
ก่อนที่จะถึงระเบียบวาระที่ ๕ กระผมขอแจ้งให้ที่ประชุมทราบนะครับ ด้วยวิป (Whip) รัฐบาลได้หารือร่วมกับผู้แทนวิปฝ่ายค้านเพื่อกําหนดกรอบเวลาการอภิปราย การพิจารณารายงานแสดงผลการดําเนินการของคณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบายพื้นฐาน แห่งรัฐ รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปีที่ ๑ วันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๑ ถึงวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๒ แล้ว โดยมีผลการหารือตามเอกสาร ซึ่งกระผมจะเรียนให้ทราบดังต่อไปนี้ เราแบ่งเวลาการอภิปรายและชี้แจงดังนี้คือ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีที่จะชี้แจงให้เวลา ๓ ชั่วโมง ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาลอภิปราย ๔ ชั่วโมง ส.ส. พรรคฝ่ายค้านอภิปราย ๘ ชั่วโมง ถ้าการพิจารณานี้ได้เนื้อหาสาระที่จะต่ออีกทางพวกผม ๓ คนก็จะดําเนินการให้ แต่ว่าขอ เอาเวลาที่เราเคยดําเนินการมาแล้ว ๑๕ ชั่วโมงครับ ดําเนินการต่อไปนะครับ
(ที่ประชุมรับทราบ)
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่ค้างพิจารณา
พิจารณารายงานแสดงผลการดําเนินการของคณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐ รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปีที่ ๑ วันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๑ ถึงวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๒
ด้วยคณะรัฐมนตรีได้บริหารราชการแผ่นดินมาครบรอบ ๑ ปี และคณะรัฐมนตรี ได้เสนอรายงานแสดงผลการดําเนินการของคณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ รวมทั้งปัญหาและอุปสรรคมายังรัฐบาลเพื่อพิจารณาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๗๕ วรรคสอง ซึ่งสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้จัดส่งรายงานดังกล่าว ให้ท่านสมาชิกแล้ว ผมได้รับหนังสือจากประธานวิปฝ่ายค้านขออนุญาตผมให้ ร้อยตํารวจโท เชาวรินธร์ ลัทธศักย์ศิริ ได้ซักถามเรื่องหนังสือรูปเล่มเสนอนโยบายของรัฐบาล สักครู่ ก็คงไม่เกิน ๕ นาที คุณเชาวรินธร์ ไม่ติดใจใช่ไหมครับ
ไม่ใช่ครับท่านประธาน ให้นายกรัฐมนตรีแถลงก่อนก็แล้วกันครับ แล้วเดี๋ยวผมก็ค่อยถามท่านนายกรัฐมนตรี
ท่านไม่ต้องแถลงครับ มีซักถามเลยครับ
ให้ถามเลยใช่ไหมครับ
คือระเบียบมันมีอย่างนั้นครับ
ครับ ๆ ได้ครับ
ก็เหมือนกับญัตติทั่วไปครับ แล้วก็พอถามมา ทางฝ่ายรัฐบาลก็จะได้ตอบ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ร้อยตํารวจโท เชาวรินธร์ ลัทธศักย์ศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ผมขออนุญาตย้อนไปที่สัปดาห์ที่แล้วที่ผมได้ถามท่านประธานว่า โดยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๕ ที่บัญญัติไว้ ซึ่งผมได้เคยกราบเรียน ท่านประธานไปแล้วว่าการประชุมแถลงผลการดําเนินการของรัฐบาลนั้น ควรที่จะทํา ในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา แต่ท่านก็ยกเอามาตรา ๑๓๖ มาบอกว่า ไม่ได้ระบุไว้ เกี่ยวกับเรื่องการแถลงนี้ แต่จริง ๆ แล้วในมาตรา ๑๓๖ ท่านประธานครับ มาตรา ๑๓๖ ผมขออนุญาตที่จะกราบเรียนท่านประธาน ใน (๑๒) การแถลงนโยบายตามมาตรา ๑๗๖ มันก็โยงไปที่มาตรา ๑๗๖ ซึ่งบัญญัติไว้ว่าก่อนที่รัฐบาลจะเข้าบริหารราชการแผ่นดินนั้น จะต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ดังนั้นการแถลงการณ์ดําเนินการมันก็ต้องล้อโยงไปถึง มาตรา ๑๗๖ ด้วย แต่อย่างไรก็ตามเมื่อท่านประธานวินิจฉัยไปแล้วก็ไม่ติดใจหรอกครับ เพียงแต่มีอาจารย์สอนกฎหมายมหาชนและผู้ปฏิบัติตามกฎหมายมหาชนได้กรุณาโทรศัพท์ บอกให้ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าการวินิจฉัยของท่านประธานนั้น อาจจะเป็นการคลาดเคลื่อนต่อบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ฝากไว้ว่าอนาคตข้างหน้าต่อไป ตรงนี้ต้องให้ถ่องแท้ นี่อาจารย์ข้างนอกฝากมา ทีนี้ผมจะเข้ามาถึงเรื่องนี้
ผมขอตอบท่านเชาวรินธร์ เลยนะครับ ถ้าสงสัยมีเหตุขัดแย้งกันก็เสนอมา ผมจะส่งให้รัฐธรรมนูญตีความ ผมไม่มีอํานาจ ในการตีความ
ผมเพียงแต่ กราบเรียนท่านประธานให้มันปรากฏในรายงานการประชุมด้วย ผมไม่ส่งหรอกครับ เพราะว่าก็รู้แล้วว่าศาลรัฐธรรมนูญชุดนี้ส่งอะไรไป ถ้ามันเป็นคุณต่อรัฐบาลเขาก็วินิจฉัยให้ แต่ถ้าไม่เป็นคุณต่อรัฐบาลเขาก็บอกว่าไม่วินิจฉัย รู้ ๆ กันอยู่ เพราะฉะนั้นอย่าไปทําให้มัน เสียกระดาษเลยครับท่านประธาน กลับมาที่รายงานเล่มนี้ ขอแสดงความชื่นชมว่า นายกรัฐมนตรีทําได้สวยกว่าเล่มอื่น ๆ ที่ผ่านมา รายงานผลการดําเนินงานของรัฐบาลนั้น มิใช่ว่าเพิ่งเกิดขึ้น แต่ได้มีมาแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๔๑
คุณเชาวรินธร์ครับมีผู้ประท้วง ท่านสุทัศน์ประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสุทัศน์ เงินหมื่น พรรคประชาธิปัตย์ แบบสัดส่วน ผมคิดว่าวาระที่ท่านเชาวรินธร์ ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ยกขึ้นมาพูดถึงการแถลงแสดงผลงานของการดําเนินงานของ คณะรัฐมนตรีนั้น น่าจะเป็นหลังจากที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวรายงานต่อสภาก่อน
ไม่ครับ คือวิธีปฏิบัติ ไม่ใช่เป็นการแถลงนโยบาย อันนี้เป็นการเสมือนญัตติอย่างหนึ่ง เมื่อเปิดประชุมแล้ว วิธีระเบียบปฏิบัติที่ผมได้ทํามาแล้วก็แจ้งให้ที่ประชุมทราบก็เปิดการซักถาม รัฐบาลต้องมี หน้าที่ตอบสมาชิกว่านโยบายที่แถลงมา ได้ทําอะไร ๆ มาบ้าง ผิดถูกอย่างไร รัฐบาลก็จะได้ตอบ ก็มีอย่างนั้นเท่านั้นเองก็จบ ไม่มีที่จะลงมติใด ๆ ทั้งสิ้น เพื่อพิสูจน์ความจริงของรัฐบาลว่า ได้ทําอะไรเท่านั้นเองครับ
ท่านประธาน กระผมเข้าใจว่า ไม่ใช่เป็นการแถลงนโยบาย แต่เป็นการรายงานแสดงผลการดําเนินงานของคณะรัฐมนตรี น่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพิจารณา ถ้าท่านประธานจะกรุณาให้ท่านนายกรัฐมนตรี กล่าวรายงานก่อน แล้วท่านสมาชิกค่อยซักถามครับ ก็แล้วแต่ท่านประธานจะใช้ดุลยพินิจ
ไม่ใช่ผมครับ มันเรื่องของ ฝ่ายรัฐบาล ถ้ารัฐบาลเขาแถลงเขาก็มีสิทธิที่จะแถลง กฎหมายก็เขียนอย่างนั้นผมไม่ใช่ นักกฎหมาย แต่ผมดูแล้วนะครับ เพราะท่านไม่ได้ขอแถลง เมื่อท่านไม่ได้ขอแถลงผมก็ให้ สมาชิกเป็นคนที่ดําเนินการก่อนครับ
ก็แล้วแต่ดุลยพินิจของท่านประธาน แต่ผมเป็นการตั้งข้อสังเกตไว้ท่านประธานครับ
เป็นข้อสังเกตนะครับ ไม่เป็นไรครับ เชิญต่อครับ
ท่านประธานครับ จากรายงานฉบับนี้ที่ผมและสมาชิกทุกคนได้รับ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่า พิมพ์ทั้งหมด ๑,๕๐๐ เล่ม ๑,๕๐๐ เล่มนี่ก็คงแจกจ่ายอยู่ในหมู่สมาชิกรัฐสภา ๒ สภา กล่าวคือสภาผู้แทนราษฎรประมาณ ๔๘๐ เล่ม และสมาชิกวุฒิสภาอีกประมาณ ๑๕๐ เล่ม ก็ ๖๐๐ กว่าเล่มท่านประธาน คนนอกคงจะไม่มีโอกาสรู้ คนนอกคงไม่มีโอกาสเห็น ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องข้าราชการ ทหาร ตํารวจ พลเรือน ประชาชนเจ้าของประเทศไม่มีโอกาส เห็นรายงานเล่มนี้ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตท่านประธานที่จะนําเสนอภาพประกอบ การอภิปรายสักนิดหนึ่ง ขอภาพแรกครับ ก็เป็นภาพที่เอามาจากหนังสือรายงานฉบับนี้ครับ ท่านประธาน กรุณาอนุญาตนะครับ ภาพแรก
ขอเชิญเลยครับ คือเวลา ก็แบ่งให้ท่านแล้ว ๘ ชั่วโมงนะครับ
ผมก็ว่าของผม เรื่อยละครับ ถ้ามันจะเกิน ๕ นาที ๑๐ นาทีก็ลดไป แต่ผมมีสาระครับท่านประธาน ขอห้องโสตช่วยส่งภาพมาให้ด้วยจะได้เห็นกันชัด ๆ ท่านประธานครับ รูปนี้เป็นภาพที่ ท่านนายกรัฐมนตรีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่ใช่ เป็นภาพแรก ไม่ใช่เป็นคนแรก มีมาแล้วในอดีตมากมายก่ายกอง ขอภาพต่อไปครับ ดังเช่นท่านอดีตนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย ขอภาพต่อไปครับ นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ขอภาพต่อไปครับ นายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ภาพต่อไปนายกรัฐมนตรีสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ท่านประธานเห็นไหมครับ ภาพเหล่านี้จะมีพระบรมฉายาลักษณ์ การรับพระบรมราชโองการ รับต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ แม้แต่การพระราชทานปริญญามหาวิทยาลัยบางแห่ง เขาก็ใช้วิธีการเดียวกัน คือให้ผู้สําเร็จการศึกษาไปรับใบปริญญาบัตรต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ หรือพระบรมสาทิสลักษณ์ ขอภาพต่อไปครับ การที่นายกรัฐมนตรี เมื่อเช้านี้ผมฟังวิทยุ ท่านออกรายการสถานีวิทยุกระจายเสียงรัฐสภา ท่านพูดถึงรายงานเล่มนี้ว่า ผมทําเสร็จและส่ง สภามาตั้งแต่ที่ปีที่แล้ว ปี ๒๕๕๓ และเนื่องจากเหตุการณ์บ้านเมืองไม่อํานวยจึงไม่ได้มีการ รายงานในช่วงปี ๒๕๕๓ ท่านย้ําว่าท่านเป็นผู้ทํารายงานฉบับนี้ เพราะฉะนั้นผมก็ตั้งคําถามว่า ทําไมท่านไปตัดรูปในหลวงออกทําไม ย้อนกลับมาภาพที่ ๑ เมื่อท่านจะนําภาพนี้นําเสนอ สู่สาธารณะ ท่านควรที่จะรักษาพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านประธานครับ ตลอดระยะเวลา ๒ ปีที่ผ่านมารัฐบาลจะใช้คําว่า จงรักภักดี มาโฆษณา ชวนเชื่อโดยตลอด การโฆษณาว่าตนเองนั้นมีความจงรักภักดีต่อใครครับ ต่อสถาบัน พระมหากษัตริย์ เป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนมีเหมือนกัน เพียงแต่ท่านเอามาโฆษณาชวนเชื่อว่า ท่านนั้นมีความจงรักภักดีเป็นเลิศ ในขณะเดียวกันท่านก็เอาคําว่า จงรักภักดี นั้นเป็นอาวุธ ทําร้ายฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายกรัฐมนตรีทักษิณ จนเวลานี้นายกรัฐมนตรีทักษิณ ต้องระเหเร่ร่อนหาที่อยู่เป็นหลักแหล่งไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่นายกรัฐมนตรีทักษิณมีพฤติกรรม ที่แสดงออกอย่างแจ้งชัดเห็นเป็นประจักษ์ว่าเป็นคนมีความจงรักภักดีอย่างแท้จริง ท่านประธานไม่มีหรอกคนที่จบจากโรงเรียนเตรียมทหาร โรงเรียนนายร้อย ซึ่งเป็นสถาบันหลัก และที่สําคัญที่สุดได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานงานสมรส คนอย่างนี้หรือครับ จะไม่จงรักภักดี ย้อนไปปี ๒๕๔๙ ท่านประธานครับ ขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญไพบูลย์ในสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี นายกรัฐมนตรีทักษิณเป็นผู้จัดงานถวาย เป็นการเฉลิมพระเกียรติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ท่านประธานครับ ผมทราบจากปากคําท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณว่าได้ทําเรื่องกราบบังคมทูลขอพระราชทาน พระบรมราชานุญาตที่จะอัญเชิญประมุขหรือรัชทายาทของทุกประเทศทั่วโลกมาร่วมงาน เฉลิมฉลองในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี ซึ่งถือว่าเป็นพระมหากษัตริย์ ที่เจริญไพบูลย์ในสิริราชสมบัติยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ท่านประธานครับ ในยุคสมัยปัจจุบันในช่วงปี ๒๕๔๙ ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกที่มีกษัตริย์เป็นประมุขเหลืออยู่ เพียง ๒๙ ประเทศ ประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพก็เหลือมิตรประเทศ ๒๘ ประเทศ ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณได้กราบทูลเชิญประมุข หรือรัชทายาทของประเทศต่าง ๆ มาร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ถึง ๒๖ ประเทศ ขาดไปเพียง ๒ ประเทศ คือ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งก็มีเหตุผล ที่ประชาชนคนไทยรู้กันว่าเพราะอะไรทางประเทศซาอุดีอาระเบียจึงไม่ได้มาร่วมพิธีสําคัญนี้ อีกประเทศหนึ่งคือ ประเทศซาอีร์ ซึ่งประมุขของประเทศซาอีร์นั้นมีอายุมาก น้ําหนักตัว ๑๐๐ กว่ากิโลกรัม ก็ไม่สะดวกในการจะเดินทางมาร่วมเฉลิมฉลอง รวมความว่าพิธีการ ดังกล่าว งานเฉลิมฉลองดังกล่าว นายกรัฐมนตรีทักษิณได้กราบทูลเชิญประมุขทุกประเทศ ทั่วโลกมาร่วมงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านประธานครับ ภาพนี้เป็นภาพประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจากการทํางานอย่างแข็งขัน และด้วยความจงรักภักดี ของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร จึงได้เกิดภาพประวัติศาสตร์ภาพนี้ในโลก
ท่านเชาวรินธร์ครับมีผู้ประท้วง ประท้วงอะไร ประท้วงใคร
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช ขอประท้วงท่านสมาชิก ผู้อาวุโส เนื่องจากวาระที่ท่านประธานให้อภิปรายเป็นวาระการอภิปรายการแสดงผลงาน การดําเนินงานของคณะรัฐมนตรี แต่ว่าถ้าดูเนื้อหาของท่านสมาชิกที่อภิปรายอยู่ในขณะนี้ ผมคิดว่าอยู่นอกประเด็น แล้วก็เป็นการอภิปรายในลักษณะยอวาทีให้กับ พันตํารวจโท ทักษิณ ซึ่งผมคิดว่าไม่เกี่ยวข้องกับวาระที่ท่านประธานบรรจุครับ ขอให้ท่านประธานวินิจฉัยครับ
ผมวินิจฉัย เขากําลังโยง เนื้อหาสาระมาสู่เล่มนี้ อนุญาตให้ดําเนินการต่อไปได้ครับ
ท่านประธานครับ ผมก็ขอขอบคุณคุณเทพไท เมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็ว่าผมเป็นจําอวด วันนี้ผมจะไม่เล่นเป็นจําอวด ผมจะเล่นของจริง ๆ เลย ท่านประธานครับ ภาพอย่างนี้มันทําร้ายจิตใจคนไทยทั้งบ้านทั้งเมือง ทําร้ายจิตใจของสมาชิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกผมเป็นสมาชิกพรรคฝ่ายค้านที่โดนอาวุธ คําว่า ไม่จงรักภักดี บอบช้ําไปหมด เจ็บปวดหัวใจเหลือเกินท่านประธาน ผมคิดว่า ท่านประธานคงจะจําได้ เมื่อปี ๒๕๒๒ ที่ผมเป็น ส.ส. สมัยแรก ตอนนั้นกรุงเทพฯ กําลังเตรียมการเฉลิมการสถาปนาราชวงศ์จักรีครบรอบ ๒๐๐ ปี ท่านประธานครับ กรุงรัตนโกสินทร์ก็ได้รับการสถาปนามาครบ ๒๐๐ ปี ผมนี่ละครับ ร้อยตํารวจโท เชาวรินธร์ ลัทธศักย์ศิริ ได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตสร้างอนุสาวรีย์ รัชกาลที่ ๑ ที่จังหวัดราชบุรี ด้วยเหตุผลว่าพระองค์ท่านเคยประทับรับราชการในตําแหน่งหลวง ยกกระบัตรเมืองราชบุรี ท่านประธานครับ ผมได้จัดกิจกรรมตรงนี้ ท่านประธานเอง ก็สร้างอนุสาวรีย์ รัชกาลที่ ๑ ที่จังหวัดบุรีรัมย์ รวมความว่าเรา ๒ คน ซึ่งเป็นสามัญชนได้ สร้างอนุสาวรีย์ รัชกาลที่ ๑ ไว้ในบ้านเกิดเมืองนอนของเรา ท่านประธานยังได้ถามผมว่า กระบวนการทําเรื่องขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตทําอย่างไร ผมก็กราบเรียนต่อท่านประธาน
ผมว่าคุณเชาวรินธร์
ครับผม
เข้าเล่มนี้เลย
โอ้โฮ นี่เข้าเต็ม ๆ เลย ท่านประธานครับ
ทุกคนเขารู้แล้วว่าคุณเชาวรินธร์ สร้างอนุสาวรีย์ รัชกาลที่ ๑ ที่จังหวัดราชบุรี เขารู้แล้วครับ ฉะนั้นก็เอาเรื่องนี้เลยครับ
ก็เรื่องนี้ละครับ มันโยงถึงกันอย่างที่ท่านประธานได้ว่าไปเมื่อสักครู่นี้ ผมนี่ไม่เพียงแต่สร้างอนุสาวรีย์ รัชกาลที่ ๑ อย่างเดียว ยังเผยแผ่พระราชประวัติของ รัชกาลที่ ๑ ให้อนุชนคนราชบุรีได้ระลึกรู้ใน คุณูปการของพระองค์ท่าน ผมเผยแผ่ด้วยบทกลอนอย่างนี้ครับว่า ด้วยสวรรค์บัญชาลงมาเกิด จึงประเสริฐสูงค่าสูงราศี จากหลวงยกกระบัตรราชบุรี สู่จักรีวงศ์สวรรค์ราชบัลลังก์ เป็นพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงดับโศกสืบไทยได้สมหวัง สร้างกรุงเทพธานีดีเด่นดัง เลิศด้วย วังวัดงามอร่ามตา รวมไผทให้มีเสรีภาพ ด้วยคมดาบดุเดือดด้วยเลือดกล้า ด้วยเดชะพระคุณ ด้วยบุญญา ด้วยตลอดรัชสมัยไม่ว่างศึก ทรงสํานึกหน้าที่มิเคยหวั่น ศึกเก้าทัพรับรุกบุก ประจัญ แต่พ่ายพลันผองภัยด้วยรื่นรมย์ บํารุงชาติศาสนาประชารัฐ ศิลปวัฒนธรรมนําสุขสม ส่งเสริมสร้างเศรษฐกิจผลิตอุดม ต่างชาติชมชื่นใจเชื่อมไมตรี จึงนับว่าพระคุณอดุลดิลก เกิดสาธกเทิดท้นล้นเกษี เพราะทองด้วงหลวงยกกระบัตรราชบุรี เราจึงมีเมืองไทยคู่ไตรรงค์ ท่านประธานครับ ลูกหลานคนราชบุรีรู้ประวัติ รัชกาลที่ ๑ ผูกพันกับเมืองราชบุรีอย่างไร เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๘ กระผมได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ
มีผู้ประท้วงอีกแล้วครับ
ใครอีก
เชิญครับหมอ มีประท้วง อะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ สิ่งที่ท่านสมาชิกผู้อาวุโสพูดมีประโยชน์มาก แต่ว่าควรจะพูดวาระอื่นครับ ตอนนี้เป็นวาระ รายงานผลงานของรัฐบาล แล้วก็ประเด็นที่ท่านนํามาตั้งแต่เริ่มแรกก็เป็นประเด็นประกอบ เล็กน้อยเท่านั้น ไม่ใช่เนื้อหาของเรื่องเลยครับ แล้วก็ท่านก็ทําผิดข้อบังคับ ข้อ ๖๑ ก็คือ กล่าวถึงพระมหากษัตริย์โดยไม่จําเป็น เป็นข้อห้ามอยู่นะครับ ขอให้ท่านประธานให้เข้าเรื่อง เถอะครับ
ผมวินิจฉัยนะครับ ก็ขอให้ท่าน ร้อยตํารวจโท เชาวรินธร์เข้าเนื้อหาสาระของเรื่องในวันนี้เลย เพราะว่าออกแขกมาพอสมควรแล้ว ลิเกโรงนี้นะครับ เพราะฉะนั้นก็ขอความกรุณาเข้าเนื้อหาสาระเลยครับ
ท่านประธานครับ ก่อนที่จะว่าต่อไป ก็ต้องขอบคุณคุณหมอสักนิดหนึ่งที่ทําให้ผมมีโอกาสจิบน้ํา แล้วก็ทยอย ขึ้นมาเรื่อย ๆ ผมอาจจะพูดจนครบตามที่ผมเตรียมมา กราบเรียนท่านประธานด้วยความ เคารพว่าในชีวิตการเป็นนักการเมือง ๘ สมัย ๓๐ กว่าปี มากกว่าครึ่งหนึ่งของชีวิต ผมพูดในสภาผมไม่เคยเตรียม ลุกขึ้นมาชกเลยครับ แต่เที่ยวนี้ผมเตรียมการบ้านมา ผมเขียนสคริปต์ (Script) ท่านประธาน เพราะฉะนั้นให้ผมพูดเถอะครับ
เชิญเลยครับ เพราะเวลา ของพรรคท่าน ๘ ชั่วโมงครับ
ถูกต้องครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานวันนี้น่ารักที่สุดเลย แล้วก็ทยอยขึ้นมาทีละนั่น แต่อย่าถี่ ๆ ให้ผมกินน้ํา ผมขอบคุณครับใครประท้วงผม ท่านประธานครับ เรามาดูรูปต่อไป ทางรัฐบาล อ้างเรื่องจงรักภักดี จนเวลานี้นะครับ ผมขออนุญาตถอยหลังไปนิดเดียวท่านประธาน เพราะผมไม่มีโอกาสตรงนั้น เมื่อวันที่แถลงนโยบายรัฐบาล วันที่ ๒๙ ธันวาคม ปกติท่านประธาน บอกว่าต้องแถลงในห้องประชุมนี้เท่านั้น สมัยนายกรัฐมนตรีสมชาย วันที่ ๗ ตุลาคม ท่านนายกรัฐมนตรีครับ เมื่อเช้าท่านบอกว่านายกรัฐมนตรีสมชายขึ้นมาเดือนสิงหาคม ไม่ใช่ครับ ขึ้นมาปลายเดือนกันยายน แล้วมาแถลงนโยบายวันที่ ๗ ตุลาคม พวกท่านไม่ยอมเข้ามา พวกผมเลยล่อกับ ส.ว. ไม่มีพวกท่านเลย วันที่ ๗ ตุลาคมครับที่มาแถลงนโยบาย แล้วก็ เกิดการปิดล้อมข้างหน้า นายกรัฐมนตรีสมชายแถลงเสร็จ แต่ตอนที่ท่านแถลงวันที่ ๒๙ ธันวาคม ท่านประธานก็น่ารักครับ เอาใจช่วยท่านโดยตลอด ไปแถลงที่กระทรวงการต่างประเทศ เห็นไหมครับ
ผมช่วยทุกฝ่ายครับ ช่วยในความเป็นกลาง ท่านสมชายผมก็ช่วย นายกรัฐมนตรีทุกคนที่ได้รับเลือกตั้ง ผมช่วยทุกคนครับ ผมไม่ได้เอนเอียงครับ
นี่ครับ ผมบอกว่า ท่านประธานน่ารักครับ ช่วย ถูกต้อง แต่เพียงแต่ว่าเมื่อย้ายไปกระทรวงการต่างประเทศ ผมก็ไม่มีโอกาสซักถามเลย ในการแถลงนโยบาย สมาชิกมีสิทธิซักถาม แต่ผมไม่มีโอกาส ฝ่ายค้านไม่มีโอกาสเลย เพราะว่าเราหลงทางครับ เรามาที่นี่ มารออยู่ที่นี่ แต่รัฐบาลไปที่โน่น โดยไม่ได้บอกให้รู้ล่วงหน้า นโยบายที่ปรากฏอยู่ในหน้า ๔ ผมขอยกมานิดเดียว รัฐบาล ถือเป็นภารกิจที่สําคัญอย่างยิ่งที่จะต้องนําประเทศไทยให้รอดพ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก ที่กําลังเกิดขึ้นและพัฒนาไปสู่การเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน แก้ไขวิกฤติทางสังคมที่มี ความแตกแยก และพัฒนาให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ยุติวิกฤติทางการเมืองและปฏิรูป การเมืองให้มีความมั่นคงตามแนวทางระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ในการนี้รัฐบาลจะดําเนินการให้บรรลุภารกิจดังกล่าวภายใต้แนวทางพื้นฐาน ๔ ประการ
๑. ปกป้องเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ท่านประธานครับ การปกป้อง หมายถึงว่าผู้ใหญ่ปกป้องผู้น้อย พ่อแม่ปกป้องลูก ครูปกป้องลูกศิษย์ ผู้บังคับบัญชาปกป้อง ผู้ใต้บังคับบัญชา นี่รัฐบาลเป็นใครไปปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ใช้ภาษาต้องใช้คําว่า พิทักษ์ รักษา และเทิดทูน นี่ผมกราบเรียนด้วยความเคารพ ผมรักนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ท่านนายกรัฐมนตรีได้รับโหวต (Vote) นะครับ นี่ไดอารี่ (Diary) ท่านประธาน ผมไปทําอะไร ผมจะจดไว้หมดเลย เพราะฉะนั้นใครจะมาว่าผมนี่เถียงตายเลย นี่ครับ นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ได้รับโหวตจากสภาเมื่อวันจันทร์ที่ ๑๕ ธันวาคม ด้วยคะแนน ๒๓๕ คะแนน ท่านประธานครับ ไม่มีใครประท้วงหรือครับ ขอนิดเดียว ชนะคะแนนโหวต ๒๓๕ คะแนน ต่อ ๑๙๘ ผมคิดว่าผมเป็น ส.ส. คนเดียวในจํานวน ๔๘๐ คน ซื้อแจกันดอกไม้ไปแสดงความยินดี กับนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ที่พรรคประชาธิปัตย์ ท่านนายกรัฐมนตรีติดภารกิจที่ไหนไม่ทราบ มอบหมายให้ ส.ส. อลงกรณ์ พลบุตร เป็นตัวแทนมารับมอบดอกไม้ นี่ไมตรีจิตท่านประธาน ผมไปแสดงมุทิตาจิต แสดงความยินดีที่ท่านได้รับความไว้วางใจจากสภา ตรงนี้เป็นที่ ประจักษ์ชัด ทีวีออกข่าวทุกช่อง ผมนี่ละครับเป็นคนที่รักเพื่อนร่วมอาชีพ รักนักการเมืองทุกคน ไม่มีความรู้สึกอิจฉาริษยา ให้กําลังใจส่งเสริมให้นายกรัฐมนตรีประสบความสําเร็จ ในการบริหารชาติบ้านเมืองเพื่อให้ประชาชนมีความเจริญ มีความรุ่งเรือง ชาติบ้านเมืองสงบสุข แต่ผมผิดหวังท่านประธาน เฉพาะบอกว่าปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ เจ๊งแล้ว เจ๊งครับ ใช้คําคํานี้ไม่ถูกต้อง ต้องใช้คําว่า เทิดทูน ครับท่านประธาน ปกป้องแบบไหน ปกป้องอย่างนี้หรือครับ นี่หรือครับปกป้อง ผมเอารูปนี้ไปถามประชาชน ถามเด็กนักเรียนทั่วบ้านทั่วเมือง ท่านประธานตามผมไปเปิดหน้า ๓๙ ท่านประธานเปิดหน้า ๓๙ ดูสิครับ นี่คือห้องประชุม ครม. ครับ ขอภาพห้องประชุม ครม. ด้วยครับ หรือถ้าท่านนายกรัฐมนตรีจะบอกว่า ไม่ใช่ห้องประชุม ครม. เดี๋ยวท่านก็ชี้แจงมาก็แล้วกัน ตรงขาว ๆ นั่นละครับ พระบรมฉายาลักษณ์หรือพระบรมสาทิสลักษณ์ ผมคิดว่านายกรัฐมนตรีไม่ได้ถอดออก ด้วยมือนายกรัฐมนตรีเองหรอก ใครไปวางยานายกรัฐมนตรีหรือเปล่า ท่านประธาน ในห้องประชุมของเรานี่ตั้งแต่เมษายน ปี ๒๕๒๒ ผมเดินเข้ามาที่ห้องประชุมแห่งนี้ครั้งแรก มีพระบรมสาทิสลักษณ์อยู่เหนือบัลลังก์ท่านประธาน สมาชิกทุกคนต้องมาถวายสัตย์ปฏิญาณ ต่อหน้าพระบรมสาทิสลักษณ์ ท่านประธานคงจะเคยขึ้นศาล บัลลังก์ห้องพิจารณาของศาล ไม่ว่าจะเป็นในกรุงเทพฯ หรือในต่างจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นศาลจังหวัด หรือศาลแขวง ไม่ว่าจะเป็นศาลคดีพิเศษ หรือศาลเยาวชนอะไร บัลลังก์ผู้พิพากษาทุกบัลลังก์ จะมีพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ประดับอยู่เบื้องหลังของบัลลังก์ของผู้พิพากษา แล้วนี่ห้องประชุมคณะรัฐมนตรี ประเทศ ทั้งประเทศอยู่ตรงนี้ พระบรมฉายาลักษณ์ พระบรมสาทิสลักษณ์อยู่ที่ไหน ผมยังนึกนะครับ เมื่อก่อนหน้านี้ผมยังนึกนะครับ ท่านประธานครับ บุญยอดแล้วครับ บุญยอดแล้วครับ
คุณบุญยอดประท้วง
ท่านประธานที่เคารพครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ครับ ผมขออนุญาตท่านประธานดูภาพอย่างที่ท่าน ร้อยตํารวจโท เชาวรินธร์ ยกขึ้นมานะครับ หน้า ๓๘ ถูกไหมครับ ภาพเดียวกันท่านจะไปบอกว่าถูกถอดออกได้อย่างไรครับ ผมเข้าใจว่า มันมีรีเฟล็กซ์ (Reflex) คือแสงสะท้อนครับ ถ้าดูทั้ง ๒ ข้าง หรือว่า ๓ ข้าง ท่านจะเห็นว่า มีมุมที่เห็นชัดเจนคือด้านขวานะครับ
ไม่เป็นไรครับ ท่านบุญยอด ประท้วงเรื่องอะไรครับ
ก็ท่านกล่าวคําเท็จในสภาครับ ท่านเชาวรินธร์กล่าวคําเท็จในสภาครับท่านประธาน ผมเข้าใจว่ามีพระบรมฉายาลักษณ์ หรือพระบรมสาทิสลักษณ์อยู่ที่บริเวณนี้ ในจุดที่ท่านอ้างนี้ยังมีอยู่จริงครับ เพราะว่าท่าน อาจจะไปมองว่าเป็นภาพที่ว่างเปล่า แต่จริง ๆ แล้ว ถ้าดูจากด้านขวาท่านก็จะเห็นว่าจะยังมี อยู่จริงครับ
ผมวินิจฉัยนะครับ คุณเชาวรินธร์เขาอภิปรายเพื่อซักถามนายกรัฐมนตรี เขาไม่ได้ซักถามท่านบุญยอด ฉะนั้น ก็ให้ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นคนตอบ ท่านไม่มีหน้าที่ตอบ เพราะท่านไม่ใช่เป็นรัฐมนตรี เชิญต่อครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ
นั่งลงครับคุณสุชาติ เชิญต่อครับ มีอะไรอีกครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพมหานคร ผมไม่ได้ลุกขึ้นมาตอบนะครับ ผมลุกขึ้นประท้วง ร้อยตํารวจโท เชาวรินธร์ ว่าท่านกล่าวคําเท็จในสภา ท่านดูจากหลักฐานสิครับ ท่านจะบอกว่าไม่มีพระบรมฉายาลักษณ์ได้อย่างไรหรือพระบรมสาทิสลักษณ์ได้อย่างไร ในเมื่อด้านขวามีครับ ด้านขวาก็ชัดกว่าครับ ด้านซ้ายก็คือภาพที่อาจจะมีแสงสะท้อนครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าท่านกล่าวคําเท็จในสภาครับ
นั่งลงเถอะครับ ประท้วง ไม่ถูกครับ นั่งลงครับ ให้ทางรัฐบาลเขาตอบครับ
ท่านกล่าวคําเท็จในสภาครับ ถ้าอย่างนั้นจะดําเนินการกล่าวคํานี้ในสภาต่อไปอย่างนั้นหรือครับ
ท่านจะเท็จจะจริงอะไร ก็รัฐบาลเขาเป็นคนตอบ เราไม่จําเป็น เรานั่งฟังเวลานี้
ท่านประธานฟังให้ชัดนะครับ ผมไม่ได้ตอบนะครับ ผมประท้วง ร้อยตํารวจโท เชาวรินธร์ว่ากล่าวคําเท็จในสภาครับ
ผมเชิญนั่งลงครับ ไม่วินิจฉัยแล้วครับ ต่อครับแล้วก็รวบรัดหน่อยครับคุณเชาวรินธร์ เพราะผมเปิดนานแล้ว
(นายสุชาติ ลายน้ําเงิน ได้ยืนและยกมือขึ้น)
คุณสุชาตินั่งลงเถอะครับ ให้เป็นสภาที่ประชาชนเขาเชื่อถือครับ นั่งลง ตามระเบียบข้อบังคับ คุณประท้วงผมใช่ไหม คุณแขวนคออะไรมา
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุชาติ ลายน้ําเงิน พรรคเพื่อไทย จังหวัดลพบุรี ที่ผมต้องยกมือประท้วงนะครับ ครั้งแรกผมก็ฟังท่านประธานครับ ผมนั่งลงก่อน แล้วคุณบุญยอดก็ยกมือมาประท้วง ท่านประธานก็ให้พูดอีก
ตอนนี้เขานั่งลงแล้ว
พอผมยกมือประท้วง ท่านประธานก็ต้อง ให้ผมพูดด้วยท่านครับ ผมต้องขอท่านบ้าง
เดี๋ยวถึงจังหวะของท่าน แล้วมันมีชื่ออยู่แล้ว เดี๋ยวท่านก็จะพูดได้เต็มที่
นิดเดียวครับท่านประธาน ผมประท้วง นิดเดียว ผมประท้วงให้ประธานควบคุมการประชุม เพราะผู้ประท้วงลุกมาประท้วงบ่อยครั้ง แล้วท่านต้องตัดเวลาด้วย กรณีเขาถามนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรียังนั่งทนโท่อยู่เลย นายกรัฐมนตรียังไม่ได้ตอบ คนอื่นตอบแทนนายกรัฐมนตรี
พอแล้วพูดว่านิดเดียว คุณยาวไปแล้ว นั่งลงครับ เชิญต่อครับ รวบรัดหน่อยครับ
ผมต้องขอบคุณ ท่านประธานที่ได้วินิจฉัยข้อประท้วงของ ส.ส. บุญยอด สุขถิ่นไทย แล้วบังเอิญวันนี้ ผมพยายามเขียนว่า โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า ใครจะประท้วงก็ประท้วงไปผมจะไม่โกรธ ไม่โมโห เชิญเลย แล้วขอบใจด้วยที่ให้ผมมีโอกาสได้ดื่มน้ําแก้คอแห้ง ที่ ส.ส. บุญยอดบอกว่า ผมกล่าวเท็จ ผมก็ไม่ขอให้ถอน ให้บันทึกเลยว่าผมกล่าวเท็จ หรือจะว่าผมโกหกตอแหล ก็พูดได้หมดวันนี้ผมอภัยให้หมดเลยแล้วก็รับได้ ทุกคนจะว่าอะไรได้หมดเลยครับ แต่ผมไม่มีตาทิพย์ที่มองเห็นรูปพระบรมฉายาลักษณ์ ผมมองจากรูปนี้มันไม่มี ผมก็ข้องใจ มาถามนายกรัฐมนตรีว่า จริง ๆ ผมกะว่าจะไม่ถามนายกรัฐมนตรี แต่เมื่อเช้าท่านไปออกวิทยุ รัฐสภาบอกว่า ผมทํารายงานเล่มนี้เสร็จแล้วก็ส่ง ผมทํา ผมย้ําคําว่า ผมทํา ผมยังนึกว่า ไอ้ตาลทํานะท่านประธาน ผมกะจะฉะไอ้ตาลแล้ว ดีว่านายกรัฐมนตรีบอกว่า ผมทํา ก็เลยรับไปเต็ม ๆ เลย ท่านประธานครับ ถ้าจะบอกว่าการนําเสนอภาพอย่างนี้ มันเหมาะสมหรือไม่ ผมบอกว่ามันไม่ถูกต้อง ท่านประธานดูรูปนี้หน้า ๑๐๕ ขอภาพนี้ หน่อยครับหน้า ๑๐๕ ขอภาพหน้า ๑๐๕ หน่อยครับ
(เจ้าหน้าได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)
นี่ครับ จับมือกับ บารัค โอบามา ลงเต็มจอเลยครับท่านประธาน แล้วย้อนไปที่หน้าแรก ทั้ง ๆ ที่กระดาษขาว เอารูปแรกเลย กระดาษหนังสือมันมีพื้นที่ขาวตั้งเยอะ นายกรัฐมนตรีสามารถที่จะนํา พระบรมฉายาลักษณ์ที่อยู่ข้างหน้านายกรัฐมนตรีมานําเสนอแต่ตัดออก ตรงนี้จะให้ผมคิด ได้อย่างไร จะให้ผมคิดอย่างไร นี่หรือความจงรักภักดี ผมเอาหนังสือเล่มนี้ไปตามชนบท ไปตามบ้านนอก ไปถามประชาชน ไปถามหมู่บ้านในชนบทคนบ้านนอก เปรียบเทียบว่า ภาพที่นายกรัฐมนตรีนําเสนออย่างนี้ กับภาพของนายกรัฐมนตรีกับคนอื่น ๆ แล้วประชาชน มีความรู้สึกอย่างไร แล้วยิ่งไปดูภาพหน้า ๑๐๕ หน้า ๑๐๕ ที่เมื่อสักครู่นี้ผมให้ดูกับ บารัค โอบามา ท่านประธานครับ เด็กนักเรียนอนุบาล เด็กนักเรียนชั้นประถม อายุเฉลี่ย ๖ ขวบ ไม่เกิน ๑๒ ปี เขาบอกกับผมว่า นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ไม่รักในหลวงครับ ขอบคุณครับ
ก็จบไปนะครับ ต่อไปเชิญครับ ประท้วงอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม วิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาต ประท้วงท่านที่อภิปรายเพิ่งจบไปนะครับ ผมไม่อยากจะขัดใจช่วงอภิปรายครับแต่ว่าท่าน ผู้ที่อภิปรายจบไปเมื่อสักครู่นี้กล่าวเท็จ ใส่ร้าย เสียดสี ดังที่กระผมจะกราบเรียนท่านประธานครับ ท่านผู้อภิปรายได้กล่าวว่าศาลรัฐธรรมนูญถ้าตัดสินเรื่องใดเป็นประโยชน์รัฐบาลก็จะตัดสิน แต่ถ้าเรื่องใดไม่เป็นประโยชน์รัฐบาลก็จะไม่รับตัดสิน นี่คือการใส่ร้ายองค์กรอิสระ คือศาลรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้ง ผมกราบเรียนท่านประธานว่าความเท็จที่ว่านี้เนื่องจากมี การถ่ายทอดไปทั่วประเทศ แล้วก็ถ้าไม่มีการถอนคําพูด ไม่มีการขอโทษ ศาลรัฐธรรมนูญ ก็จะเสียหายครับท่านประธาน ผมมีเนื้อหาที่จะกราบเรียนท่านประธานครับ เนื่องจากว่า คณะพวก ๆ ของท่านผู้อภิปรายนี่นะครับ จํานวน ๔๐ กว่าท่าน ได้ยื่นเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ให้ตีความว่า การลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลที่ผ่านมาไม่ชอบ ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่รับเพิ่งแจ้งมาเมื่อวานครับ แต่ผมกราบเรียนพี่น้องประชาชน กราบเรียนท่านประธาน ว่าเหตุผลที่ไม่รับ เพราะว่าข้อบังคับของการประชุมรัฐสภา ปี ๒๕๕๓ ในข้อ ๑๑๗ บอกว่า ถ้ามีปัญหาต้องตีความข้อบังคับให้เป็นอํานาจของรัฐสภาวินิจฉัย เมื่อที่ประชุมรัฐสภาวินิจฉัย โดยคะแนนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งก็ให้ถือคําวินิจฉัยนั้นเด็ดขาด เพราะฉะนั้นข้อบังคับของ รัฐสภาชัดเจนว่าเป็นอํานาจของรัฐสภา แต่ท่านที่อภิปรายไปกล่าวเท็จ แล้วไปกล่าวร้าย ต่อศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยความเคารพผมไม่เคยประท้วง แต่ว่ามีความจําเป็นต้องให้ท่าน ผู้อภิปรายถอนคําพูดครับท่านประธาน
เขารับผิดชอบเองนะครับ ศาลรัฐธรรมนูญแจ้งดําเนินคดีได้ เพราะเป็นบุคคลภายนอกตามกฎหมายครับ เพราะฉะนั้น เราไม่จําเป็นที่จะต้องไปถอนแทนเขาครับ เขาต้องรับผิดชอบเอง ผู้อภิปรายนะครับ เพราะว่าศาลรัฐธรรมนูญนอกสภาครับ ท่านจะมาทําเป็นตัวแทนไม่ได้หรอกครับท่านวิรัตน์ ให้ศาลรัฐธรรมนูญดําเนินการเองครับ เชิญนั่งลงครับ เพื่อไม่ให้เสียเวลาเชิญท่านรัฐมนตรี ชี้แจงอะไร เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมการจัดทําหนังสือรายงานแสดงผลการดําเนินการของ คณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ฉบับที่สภากําลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้ ความจริงแล้วผมก็รอให้มีการอภิปรายในเรื่องของเนื้อหาของเรื่องที่มีการบรรจุในรายงาน ฉบับนี้ แต่เนื่องจากได้มีท่านสมาชิกได้ลุกขึ้น แล้วก็พูดพาดพิงถึงการทํารายงานฉบับนี้ โดยได้ระบุถึงภาพบางภาพ แล้วก็ตั้งประเด็นว่ามีความเหมาะสม ไม่เหมาะสมอย่างไร แล้วก็เป็นประเด็นซึ่งกล่าวหาพาดพิงมาถึงท่านนายกรัฐมนตรี รวมถึงผู้ที่มีส่วนในการจัดทํา รายงานฉบับนี้ ผมเรียนท่านประธานเบื้องต้นครับว่าการจัดทํารายงานฉบับนี้นั้นได้มี การจัดทําในรูปแบบของคณะกรรมการ ซึ่งประกอบไปด้วยบุคคลหลายฝ่ายด้วยกันนะครับ เบื้องต้นทีเดียวท่านได้พูดถึงว่า หนังสือฉบับนี้จะมีใครได้เห็นหรือไม่อย่างไร ผมกราบเรียน ท่านประธานครับว่า หนังสือฉบับนี้ได้มีการจัดพิมพ์ออกมาในหลายรูปแบบนะครับ ในฉบับ ที่เสนอต่อรัฐสภานี้มีจํานวนที่จัดพิมพ์ทั้งสิ้นนะครับตามที่ท่านได้มีการพูดถึงไป ได้มีการ มอบให้กับทางท่านนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี และยังมอบไปถึงผู้อํานวยการสํานักโฆษก ปลัดกระทรวงทุกกระทรวง ผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสํานักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ สํานักงานคณะกรรมการต่าง ๆ รวมถึงสถาบัน ที่ทํางานเกี่ยวข้องกับเรื่องของทางการเมือง เช่น สถาบันพระปกเกล้า ส่งไปให้หอจดหมายเหตุ แห่งชาติ สํานักหอสมุดแห่งชาติ เรายังมีฉบับซึ่งเป็นฉบับย่อ ส่งให้กับมหาวิทยาลัย ห้องสมุด ประชาชนประจําจังหวัด มูลนิธิ และส่งไปยังธนาคารต่าง ๆ เพื่อที่จะจัดวางให้กับประชาชน ได้สามารถที่จะอ่านได้ด้วย และยังได้มีการจัดทําเป็นรูปเล่มขนาดเล็กแจกจ่ายให้กับ พี่น้องประชาชน ซึ่งดําเนินการไปแล้วตั้งแต่เมื่อปี ๒๕๕๓ ครับ ในส่วนนี้ก็ยืนยันว่าจะ เป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย ประเด็นที่ท่านได้พูดพาดพิงต่อมา ท่านได้ยกตัวอย่างภาพขึ้นมา ๒ ภาพ ภาพหนึ่งเป็นภาพที่ปรากฏในหน้าหนังสือฉบับนี้ซึ่งเป็นภาพที่ท่านนายกรัฐมนตรี รับพระบรมราชโองการ ผมเรียนท่านประธานครับว่าในการจัดทําหนังสือทุกฉบับที่ เกี่ยวข้องกับฝ่ายรัฐบาลนั้น สิ่งหนึ่งที่คณะกรรมาธิการ คณะกรรมการให้ความระมัดระวัง เป็นพิเศษ คือการใช้ภาพที่เกี่ยวข้องกับสถาบันสูงสุดอันเป็นที่เคารพ จะต้องระมัดระวัง ไม่ให้ มีการนําเสนอภาพในลักษณะที่อาจจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ว่านํามาใช้ประโยชน์ใด ๆ ในลักษณะที่เป็นประโยชน์กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือไม่ แม้กระทั่งแนวทางของรัฐสภานี้เอง เราก็ยังมีข้อบังคับเขียนไว้ว่า ห้ามกล่าวถึงสถาบันพระมหากษัตริย์โดยไม่จําเป็น ซึ่งเป็นแนวทาง ที่รัฐสภานี้ได้ยึดถือตลอดมา ความจริงแล้วเพื่อนสมาชิกสักครู่นี้ได้มีการกล่าวถึง โดยไม่จําเป็นในหลายเรื่อง แต่ว่าสภาเองก็ฟังอยู่ ผมก็คอยอยู่ว่าจะมีใครท้วงติงหรือไม่ แต่แนวทางนี้ในการจัดทําเป็นหนังสือนี้คณะกรรมการระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งครับ ไม่เฉพาะฉบับนี้ครับ ถ้าย้อนไปดูหนังสือรายงานผลการดําเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐาน แห่งรัฐในฉบับเดิมซึ่งเคยทําไว้ในยุคเดิม ๆ เช่น ในยุคที่นายกรัฐมนตรี ชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรีในภาพนี้ ในเล่มนี้ ก็ไม่มีการลงภาพในลักษณะที่ทําให้เกิดลักษณะ ที่อาจจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ ในส่วนที่เป็นพระบรมราชโองการก็ลงประกาศไว้เฉย ๆ ในฉบับของ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็เช่นเดียวกัน ก็จะระมัดระวังไม่ลงภาพที่ปรากฏ ในภาพลักษณะเดียวกัน และฉบับของยุคท่าน พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้นก็ไม่มีการลงภาพที่เป็นพระบรมฉายาลักษณ์เช่นเดียวกัน เรื่องหนึ่งที่ คณะกรรมการได้มีการพูดถึงก็คือว่าในแนวนโยบายพื้นฐานเรื่องหนึ่งได้พูดถึงความมั่นคง แห่งรัฐ และพูดถึงการรักษาปกป้องเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ทุกเล่มที่มีการทํานี้ คณะกรรมการซึ่งทํางานอยู่ด้วยกันมาตลอดก็จะบอกว่าจะมีประเด็นหนึ่งที่จะสอบถาม ขึ้นมาว่า ถ้าหากจะลงแล้วจะต้องมีการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตหรือไม่ อันนี้เป็นประเด็นที่คณะกรรมการก็ให้ความระมัดระวังเสมอแล้วก็ตลอดมา แล้วก็ไม่คิดว่า จะมีการหยิบยกเป็นประเด็นครับ ส่วนประเด็นภาพในห้องประชุมคณะรัฐมนตรี ผมเข้าใจว่า สมาชิกหลายท่านก็อาจจะเกิดข้อสงสัยเช่นเดียวกันว่า อย่างท่านสมาชิกถามบอกว่า เป็นการนําภาพพระบรมฉายาลักษณ์ลงจากผนังหรือไม่ ผมคิดว่าสมาชิกหลายคน ซึ่งดูภาพนั้นเข้าใจดีว่ามีการสะท้อนแสงของภาพที่เกิดขึ้นในเล่ม ภาพเป็นจริงเป็นภาพนี้ครับ นี่คือภาพพระบรมฉายาลักษณ์ซึ่งประดับอยู่ในห้องที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นี่เป็นภาพที่ขยายใหญ่ แล้วก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นภาพพระบรมฉายาลักษณ์ ถ้าจะถ่ายภาพในลักษณะที่เป็น ห้องประชุม นี่ก็เป็นภาพห้องประชุมคณะรัฐมนตรี ตราสัญลักษณ์ทั้ง ๒ ข้างที่ปรากฏนั้น เป็นตราสัญลักษณ์ของสํานักนายกรัฐมนตรี เมื่อมีภาพพระบรมฉายาลักษณ์แล้วข้างล่างนี้ ก็จะเป็นคําปฏิญาณถวายสัตย์ของคณะรัฐมนตรีก่อนเข้ารับหน้าที่ อันนี้ก็เป็นภาพที่อยู่ ในคณะรัฐมนตรี
ท่านรัฐมนตรีครับ คุณวิเชียร เขาประท้วงอะไร คุณวิเชียร
ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงผู้กําลัง อภิปรายจะเป็นใครก็ช่าง คุณจะเป็นประธานอะไรก็ช่าง ทําไมไม่เอารูปที่ไม่สะท้อนแสง ที่มันชัด ๆ มาลง
คือไม่ต้องวินิจฉัย เพราะเป็นการประท้วงด้วยอารมณ์ไม่สบาย เชิญต่อครับ
ผมกราบเรียนท่านประธานต่อว่าความจริงแล้วก็อย่างที่ผมได้เรียนกับท่านประธานไว้ว่า เราระมัดระวังมากในทุกเล่มที่ทํา คณะทํางานที่เขาทําอยู่เขาก็ระมัดระวังที่จะลงภาพ ในลักษณะดังกล่าว แต่ประเด็นที่กระผมแปลกใจก็คือว่าผู้ที่อภิปรายหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา อภิปรายเพราะอะไร ท่านพยายามที่จะเปรียบเทียบแล้วก็พูดถึงว่าท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ไม่ลงภาพนี้ เสมือนกับว่าไม่จงรักภักดีหรือไม่อย่างไร และก็พยายามแก้ตัว ให้อดีตนายกรัฐมนตรี พันตํารวจโท ทักษิณ ท่านเป็นคนเอ่ยชื่อนี้เองว่าเป็นคนจงรักภักดี ความจริงไม่ใช่แค่เรื่องรูปหรอกครับ ความจงรักภักดีไม่ได้วัดกันที่ตรงนี้ แต่วัดกันที่ พฤติกรรมครับ ที่เขาวิจารณ์อดีตนายกรัฐมนตรีที่ท่านพูดถึงนี่ เพราะคําพูดในลักษณะ ที่บอกว่าไปกระซิบข้างหูบ้าง คําพูดลักษณะอย่างอื่นบ้าง พฤติกรรมตรงนั้นต่างหากครับ ที่คนเขาสงสัยกันทั่วประเทศถึงความจงรักภักดี เพราะฉะนั้นประเด็นถ้าท่านย้อนกลับมา เปรียบเทียบนี้ ผมคิดว่าไม่ใช่เป็นประเด็นยกภาพขึ้นมาและอธิบายเรื่องทั้งหมด แล้วไปแก้ตัวแทนอดีตนายกรัฐมนตรีที่ท่านพูดถึง พฤติกรรมต่างหากครับที่จะสะท้อนถึง สิ่งที่จะแสดงออกว่าคนนั้นจงรักภักดีหรือไม่ ประเด็นผมคงจะไม่พูดถึงมากไปกว่านี้ เพราะเหตุว่าในข้อบังคับเองก็ไม่อยากจะให้พูดถึงโดยไม่จําเป็น แต่ต้องกราบเรียนเรื่องนี้ เพื่อชี้ให้เห็นว่าประเด็นสาระที่แท้จริงของการอภิปรายกับความตั้งใจของคนที่ทํา หนังสือฉบับนี้เป็นอย่างไร จะเป็นคนละประเด็นกับประเด็นที่ท่านพยายามจะหยิบยกขึ้นมา พยายามจะแก้ตัวให้อดีตนายกรัฐมนตรีและพยายามมากล่าวหาท่านอื่นครับ
ผมขอความกรุณาที่ประชุม ต่อไปผมจะต้องใช้ระเบียบข้อบังคับโดยเคร่งครัดนะครับ เพราะว่าขณะนี้เรากําลังดําเนินการ ตามมาตรา ๗๘ ของรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นขอให้ดําเนินการตามกรอบนะครับ ต่อไปผมไม่ให้ใคร ประท้วงอีกแล้วครับ ขอเชิญคุณอรรถพร พลบุตร
(ร้อยตํารวจโท เชาวรินธร์ ลัทธศักย์ศิริ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
มันไม่มีอะไรที่จะพาดพิง ตอบไปตอบมาก็เสียเวลาเปล่าครับ มันติดอยู่แล้ว แต่คุณพูดดัง ๆ หน่อย
มันติดอยู่นี่เองครับ ท่านประธาน นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย บอกว่าเป็นประธานคณะกรรมการ
เดี๋ยวครับ มีผู้ประท้วงทางโน้น อีกครับ ประท้วงไป ไม่ต้องอภิปรายกันแล้ว
ท่านประธานครับ กระผม นายสัญชัย อินทรสูต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงท่าน ร้อยตํารวจโท เชาวรินธร์ ลัทธศักย์ศิริ ซึ่งจบทิ้งท้ายไปเมื่อสักครู่นี้ครับ ท่านประธาน เป็นการใส่ร้ายนายกรัฐมนตรีอย่างร้ายแรง ท่านพูดว่านายกรัฐมนตรีไม่รักในหลวง อย่างนี้พูดได้หรือครับ เป็นการใส่ร้ายครับ ผมขอให้ถอนคําพูดนี้ไปก่อนครับท่านประธาน โปรดวินิจฉัยด้วยครับ
วินิจฉัยคุณเชาวรินธร์ ถ้าพูดจริง ถ้าถอนได้ก็ถอน
ผมไม่ทราบว่า ประท้วงอะไร
ผมประท้วงว่าท่านใส่ร้ายท่าน นายกรัฐมนตรี พูดว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่รักในหลวง ตามข้อบังคับ ข้อ ๖๑ ครับ
จะประท้วงก็ต้อง หาจังหวะดี ๆ ขึ้นมาทําให้ผู้ถูกประท้วงเข้าใจว่ามันได้ต่อเนื่องกัน อันนี้ทิ้งจนผมลืมไปแล้ว ผมบอกว่าผมไปบ้านนอก พอเอาหนังสือเล่มนี้ไป ไปพบเด็ก เยาวชน คนเฒ่า คนแก่ แล้วก็ เปิดรูปนี้ให้ดูแล้วก็เปรียบเทียบ
ท่านถูกพาดพิง เอาเรื่องที่ ถูกพาดพิง
เอาเรื่องที่ถูกพาดพิง ดีกว่า เรื่องประท้วงนี้ไร้สาระครับท่านประธาน
ไม่ครับ ท่านประธานครับ ต้องถอน ก่อนครับ
ผมจะชี้แจงข้อที่ ถูกพาดพิง ประธานกรรมการจัดทําหนังสือเล่มนี้ต้องแสดงความรับผิดชอบ ยิ่งท่านบอกว่า เป็นคนคัดเลือกรูป และระมัดระวังอย่างเต็มที่ เอามาลงทําไม แล้วเอามาลงก็ทําไมไม่เอา พระบรมฉายาลักษณ์ลงมาด้วย นี่อย่างไรครับ เล่มของนายกรัฐมนตรีทักษิณ
ท่านประธานต้องวินิจฉัยก่อนนะครับ
เอารูปพระบรมราชโองการ มาลงนี่ไม่ได้ตัดออกครับ แล้วที่บอกว่าเรื่องอื่น ๆ สมัยนายกรัฐมนตรีชวน ผมก็เอามาดู ไม่มีครับ เพราะเขาไม่มีประธานกรรมการชื่อ สาทิตย์ วงศ์หนองเตย
ท่านเชาวรินธร์ครับ ผู้ประท้วงก็ยังยืนประท้วงอยู่
ท่านประธานครับ ท่านประธาน ต้องวินิจฉัยคําที่ผมประท้วงก่อนแล้วถึงจะให้ท่านพูดต่อได้ครับ ท่านต้องถอนคําพูด คําว่า นายกรัฐมนตรีไม่รักในหลวง นี่ร้ายแรงนะครับท่านประธาน
ผมขอประท้วง ผู้ประท้วง ทําไมไม่ประท้วงตอนผมพูด แล้วขณะนี้ผมกําลังใช้สิทธิถูกพาดพิง ขึ้นมาทําไม นั่งลง
ไม่นั่งหรอกครับ ผมให้เกียรติท่านนะครับ
ไม่นั่ง ไม่นั่ง ยืนไป ผมใช้สิทธิพาดพิงก่อน แล้วจะประท้วง ประท้วงทีหลัง
หยุด ๆ ทุกฝ่าย นั่งลงก่อน เดี๋ยวผมวินิจฉัย เชิญนั่งผู้ประท้วง ก่อนที่จะจบผมก็ฟังนะครับ คุณเชาวรินธร์ได้พูดว่า ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ไม่รักในหลวง ผมว่าคํานี้หนัก ถ้าท่านจะกรุณาถอนคํานี้ แล้วก็ท่านพูดพาดพิงได้ ไม่มีปัญหาครับ เชิญครับ คือเรารักในหลวงกันทุกคน ใครไม่รักในหลวง ไม่มี ที่นั่งอยู่ที่นี่
ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพท่านประธาน ถ้าผู้ประท้วงจะฟังอย่างตั้งใจ ไม่วอกแวก ลําดับความของผม ก็คือผมเอาเล่มนี้ เวลาไปบ้านนอก ไปเยี่ยมชาวบ้าน
เข้าใจครับ เอาตรงนี้ก่อน
แล้วผมก็บอกว่า เด็กนักเรียน
เอาที่ที่ผมร้องขอนี่นะครับ หมายความว่า ที่ว่าท่านอภิสิทธิ์ไม่รักในหลวง
จริง ๆ แล้วผมไม่ได้ พูดเอง ผมเล่าให้ฟังว่าเด็กนักเรียนชั้นประถมบอกว่า
ท่านจะเล่าไม่เล่าก็อยู่ ในบันทึกนี่แล้วครับ เพราะฉะนั้นถอนตรงนี้นิดเดียวเท่านั้นครับ
ไม่เป็นไร ๆ ผมถอน คําว่า นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ไม่รักในหลวง ตรงนี้ แต่ข้อความที่ผมลําดับความว่า เด็กนักเรียน ชั้นประถมนั้น ต้องคงไว้นะครับ
คือท่านถอนนะ ท่านถอนว่า ที่ท่านอภิสิทธิ์ไม่รักในหลวง
ตรงนี้ นายกอภิสิทธิ์ ไม่รักในหลวง เอา ผมถอน ๙ คํา
ลบออกจากรายงานการประชุม
ลบไปเลยครับ
เสร็จแล้วนะครับ ทีนี้เชิญต่อเลย
คือผมกําลังบอก ท่านประธานว่าผมถูกพาดพิงจากประธานกรรมการจัดทําหนังสือเล่มนี้ แล้วชี้แจงเป็นวรรค เป็นเวรเลย เป็นตุเป็นตะเลยว่าใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง ระมัดระวังแล้วทําไมไม่นําเสนอ ไปให้มันถูกต้อง เหมือนอย่างที่ผมได้กราบเรียนว่าการตัดรูปพระบรมฉายลักษณ์ออก ทั้ง ๆ ที่รับพระบรมราชโองการต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ อย่างนี้จะให้ประชาชนเข้าใจ อย่างไร ตรงนี้ต่างหากละครับ เมื่อท่านรับว่าท่านเป็นประธานกรรมการแล้วท่านทําอย่างนี้ ท่านลาออกเถอะครับ รับผิด แสดงความรับผิดชอบว่ามันพลาดไปแล้ว แล้วที่บอกว่า ถ่ายห้องประชุม มีเอฟเฟกต์ (Effect) ผมก็ไม่ทราบ ยิ่งมีเอฟเฟกต์ยิ่งต้องเอาออก ขอโทษเถอะ เอามาใส่ทําไม ภาพอื่นเยอะแยะ ในหนังสือเล่มนี้นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์มี ๑๐ กว่าภาพ เอามาใส่ทําไม ก็แสดงว่ารัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีคนนี้ไม่รับผิดชอบสิ่งที่ตัวเอง ทําไป แก้ตัวน้ําขุ่น ๆ ผมว่าทางที่ดีนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ควรจะปลดออก ถ้าเอาคนข้าง ๆ อย่างนี้ เจ๊งครับท่าน เจ๊งครับ
พอ ๆ ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านจะชี้แจงครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่จริงก็ตั้งใจจะใช้สิทธิพาดพิงก่อนที่เพื่อนสมาชิก ได้ประท้วงไปเมื่อสักครู่กับถ้อยคําตอนท้ายที่ท่านสมาชิกได้กล่าวไป ซึ่งท่านก็ได้ถอน ในส่วนนั้นออกไปแล้ว แต่ก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานในเชิงของข้อบังคับสักนิดหนึ่งว่า อยากจะขอความกรุณาท่านประธาน คงจะต้องเคร่งครัดมากขึ้นในข้อบังคับบางข้อ เช่น กรณีที่เกี่ยวข้องกับการอภิปรายที่เกี่ยวพันไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ประการหนึ่ง
อีกประการหนึ่ง เดี๋ยวนี้เป็นเรื่องง่ายครับ อยากจะกล่าวถ้อยคําอะไร แล้วก็อ้างว่าคนนั้นคนนี้พูดมา คือถ้าพูดอย่างนั้นผมว่าเราก็ไม่ค่อยจะรับผิดชอบกันนะครับ ถ้าผมจะพูดว่า ชาวบ้านกล่าวถึงท่านสมาชิกท่านนั้นท่านนี้อย่างไร แล้วมันเป็นถ้อยคํา ซึ่งดูแล้วอาจจะไม่เหมาะสมหรืออะไรนี่ แล้วก็อนุญาตให้พูดกันเช่นนี้แล้วก็อ้างว่าไม่ใช่ คําพูดของตัวเอง อีกหน่อยเราก็จะทําให้สมาชิกไม่ต้องรับผิดชอบการนําสิ่งใดมาพูดเลย เพราะฉะนั้นก็กราบเรียนว่าผมก็หลีกเลี่ยง ไม่พูดว่าชาวบ้านพูดถึงพวกท่านว่าอย่างไร เพราะว่าผมถือว่าถ้าผมเอามาพูดผมก็ต้องรับผิดชอบ ตรงนี้ก็อยากจะกราบเรียน ท่านประธานก่อนในเบื้องต้น ทีนี้สําหรับประเด็นที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายมา ผมขอกราบเรียนอย่างนี้ว่า กรณีของภาพที่ถูกนํามาใช้ ท่านรัฐมนตรีซึ่งเป็นประธานที่ได้ จัดทํา คณะกรรมการที่ได้จัดทําก็ได้ชี้แจงไป ก็อาจจะเป็นมุมมองในเรื่องของความเหมาะสม ไม่เหมาะสม แต่สิ่งที่ไม่ควรนํามาเป็นข้อสรุป ก็คือปัญหาในเรื่องของความจงรักภักดี แล้วก็ที่รัฐบาลได้ต้องเน้นย้ําในเรื่องของการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น ปัญหาใหญ่ ที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ ก็คือปัญหาที่เราไม่เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ให้อยู่ เหนือการเมือง อย่างที่สถาบันนี้ได้ดํารงอยู่โดยความเป็นจริง ตรงนี้ต่างหากที่เป็นปัญหา ที่เราต้องมาช่วยกันแก้ไข ด้านหนึ่งต้องยอมรับว่ายังมีกลุ่มบุคคลซึ่งล่วงละเมิดสถาบัน ด้วยวิธีการต่าง ๆ ปรากฏอยู่ในสื่อต่าง ๆ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ของบ้านเมืองก็ต้องดําเนินการ ตามกฎหมายไป แต่ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่ากลุ่มนี้ก็มาแอบอิงอยู่กับการเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งเพื่อนสมาชิกก็ทราบดี แล้วก็ควรจะต้องมาช่วยกันในการที่จะไม่ให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมากกว่า เพื่อนสมาชิกเองก็ยังได้มีการท้วงติงสมาชิกบางท่านซึ่งเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องแบบนี้ ตรงนั้นครับที่ต้องช่วยกัน อีกด้านหนึ่งท่านสมาชิกที่อภิปรายก็ได้กล่าวเองครับ ว่าที่ผ่านมา ก็มีบางฝ่ายนําเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาใช้ในลักษณะซึ่งทําให้เกิดการขัดแย้งหรือ ทําลายล้างกันทางการเมือง ซึ่งผมก็เห็นด้วยกับท่านว่าของอย่างนี้ก็ต้องหลีกเลี่ยงครับ คือเราต้องช่วยกันทั้ง ๒ ด้าน คือด้านหนึ่งไม่มีการปล่อยให้มีการล่วงละเมิดสถาบัน อีกด้านหนึ่ง ต้องไม่ให้มีการนําสถาบันมาเป็นเครื่องมือในทางการเมือง และเราก็ได้ดําเนินการในเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือเมื่อมีปัญหาในเรื่องของการดําเนินคดีต่าง ๆ ในส่วนของรัฐบาล ก็จึงได้มีการตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษามาเป็นการเฉพาะ เพื่อที่จะลดปัญหาการนํา สถาบันพระมหากษัตริย์กล่าวหากันไปกันมาในทางหนึ่งทางใด อันนี้คือความตั้งใจในการที่ จะแสดงออกถึงการที่จะพิทักษ์รักษา ถ้าท่านอยากจะให้ใช้คํานี้ สถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งรัฐบาลนี้และตัวกระผมเองได้ทํามาโดยตลอดครับ ขอกราบเรียนยืนยันว่าผมและรัฐบาล ชุดนี้ได้ถือเอาแนวปฏิบัติที่พึงจะกระทําในฐานะของรัฐบาลในระบบรัฐสภาคือในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แล้วก็เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่เหนือ ทางการเมือง ท่านอาจจะติติงหรือมีมุมมองว่าภาพหนึ่งภาพใดไม่เหมาะสมได้ครับ แต่ว่าสิ่งที่ พึงหลีกเลี่ยงก็คือการนําเอาเรื่องนี้มาเป็นปัญหาให้เกิดความขัดแย้งหรือให้เกิดการต่อสู้กัน ในทางการเมืองโดยอิงกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะฉะนั้นก็กราบเรียนว่าท่านก็มี ความเห็นในเรื่องของภาพนะครับ ท่านรัฐมนตรีก็ได้ชี้แจงไปเหมาะสมไม่เหมาะสม อย่างไร ก็อยู่ในดุลยพินิจของคนครับ แต่ขอยืนยันว่าเรื่องเจตนา เรื่องการไม่มีความจงรักภักดีนั้น ไม่มีอยู่แน่นอนในรัฐบาลชุดนี้ และผมก็ขอเรียกร้องให้สมาชิกรัฐสภาทุกคนได้พิทักษ์รักษา ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยการหลีกเลี่ยงนําเอาเรื่องของสถาบันพระมหากษัตริย์ มาใช้ในทางการเมืองครับ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไป ผมจะเคร่งครัดข้อบังคับ ข้อ ๖๑ โดยเคร่งครัดที่สุดนะครับ สภายินดีต้อนรับผู้บริหาร อบต. ปะเสยะวอ อําเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ด้วยความยินดีนะครับ ขณะนี้สภากําลังพิจารณา เรื่องแสดงผลการดําเนินงานของคณะรัฐมนตรีตามนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐของรัฐบาลที่มี ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี นะครับ ต่อไปเชิญคุณอรรถพร พลบุตร ๒๐ นาทีนะครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน จากจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ขอบคุณท่านประธานที่ได้กรุณาให้โอกาสได้อภิปราย รับทราบผลการดําเนินงานของคณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ซึ่งเป็น บทบัญญัติที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ผมเองไม่ว่าจะเป็น ส.ส. สมัยแรก แต่ก็จะบริหารเวลา อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด จะพูดถึงสิ่งซึ่งเป็นแก่นสารสาระและด้วยวุฒิภาวะ เพื่อให้ สภาแห่งนี้เป็นแสงสว่างของประชาชนอย่างแท้จริง ท่านประธานที่เคารพครับ แนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐเป็นสิ่งซึ่งมีความสําคัญอย่างยิ่งต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เป็นบทบัญญัติที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ถ้าจะว่าไปแล้วได้กําหนดไว้ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปกครองราชอาณาจักรปีพุทธศักราช ๒๔๙๒ เป็นเจตนารมณ์แห่งรัฐที่เป็นพันธสัญญา ที่กําหนดว่าไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลปกครองประเทศ บริหารประเทศ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลนี้ รัฐบาลก่อนหน้านี้หรือรัฐบาลชุดต่อไป จะมีวิถีการบริหารอย่างไรก็ต้องรักษาแนวทาง ซึ่งจะกําหนด แนวทางที่รัฐจะก้าวไปสู่ความเป็นรัฐอุดมคติ เป็นความสมบูรณ์แบบของพี่น้องประชาชน ทุกคนในประเทศนี้ แต่ความแตกต่างอยู่ตรงที่ว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นได้เพิ่มสภาพ บังคับเข้าไปด้วย นั่นคือการกําหนดให้คณะรัฐมนตรีได้มีหน้าที่ที่ต้องชี้แจงนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ตามรัฐธรรมนูญในแต่ละปีว่ามีเรื่องใดที่รัฐบาลดําเนินการไปถึงขั้นตอนไหน อย่างไร จึงเป็นพันธะสัญญาผูกมัดระหว่างรัฐกับรัฐบาล โดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นประจักษ์พยาน เป็นคนตรวจสอบ ซึ่งถ้ามองในประเด็นตรงนี้ก็ต้องพูดให้ถึงที่สุดว่าวันนี้ไม่มีฝ่ายค้าน ไม่มีรัฐบาล เป็นเพียงการทําหน้าที่ที่จะตรวจสอบว่าวันนี้รัฐบาลนี้ได้เดินผ่านหลักกิโลเมตร ที่เท่าไรสู่เป้าหมายปลายทาง นั่นคือประโยชน์สูงสุดของประเทศ ท่านประธานที่เคารพครับ แนวนโยบายของรัฐตามรัฐธรรมนูญ ที่จริงจะต้องเสนอให้สภาได้พิจารณาตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นบทบัญญัติในหมวด ๕ ของรัฐธรรมนูญ แต่วันที่เลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้เสนอ เรื่องนี้ต่อสภาผู้แทนราษฎร ๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓ วันเดียวกันพี่น้องประชาชนหลายหมื่นคน ชุมนุมอยู่ที่ใจกลางของกรุงเทพฯ เรียกร้องประชาธิปไตยในวิถีทางที่เขาเชื่อ หลังจากนั้น ไม่กี่วัน เกิดเหตุปะทะมีการบาดเจ็บสูญเสียเลือดเนื้อทุกฝ่าย สถานการณ์ ณ ขณะนั้น ไม่เอื้ออํานวยที่จะนําเรื่องนี้มาสู่การพิจารณา เพราะเวลาของสภาในสมัยการประชุมสามัญทั่วไป ตอนนั้นมีถึงวันที่ ๒๑ พฤษภาคม สภาได้ใช้เวลาสําหรับการคลี่คลายปัญหา สําหรับการสรรหา แนวทางที่จะสมานฉันท์ลบรอยแผลของแผ่นดิน ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ประจักษ์ แล้วสภา สมัยสามัญก็ปิดสมัยประชุมเมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม เปิดสภาอีกครั้งหนึ่งวันที่ ๑ สิงหาคม ปีเดียวกันก็เป็นการประชุมสภาสมัยสามัญนิติบัญญัติ ซึ่งกําหนดว่าจะต้องพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเท่านั้น จึงไม่สามารถ นํารายงานตรงนี้มาพิจารณาได้อีกครั้งหนึ่ง ก็มาถึงคราวนี้ครับ โดยสมัยประชุมสามัญทั่วไป พ.ศ. ๒๕๕๔ วันที่ ๒๑ มกราคม ผ่านกฎหมายที่สําคัญและจําเป็นต่อพี่น้องประชาชน เดือนเศษ ๆ วาระนี้ก็ถูกบรรจุการเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเร็วที่สุดเท่าที่จะทําได้ และวันนี้ก็สู่การพิจารณาของพวกเราทุกคน ท่านประธานที่เคารพครับ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ถูกบัญญัติไว้ในหมวด ๕ มาตรา ๗๕ ถึงมาตรา ๘๗ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้กําหนด แนวนโยบายทั้งหมด ๙ ด้านด้วยกัน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อพี่น้องประชาชน ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นแนวนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐ แนวนโยบายด้านการบริหารราชการ แผ่นดิน แนวนโยบายด้านศาสนา สังคม การสาธารณสุข การศึกษา และวัฒนธรรม แนวนโยบายด้านกฎหมายและการยุติธรรม ด้านการต่างประเทศ ด้านเศรษฐกิจ ด้านที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านวิทยาศาสตร์ ทรัพย์สินทางปัญญาและพลังงาน และสุดท้าย ด้านที่ ๙ แนวนโยบายด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน เหล่านี้คือเป้าหมาย ในเชิงอุดมคติ เหล่านี้ไม่ง่ายที่จะบรรลุสู่เป้าหมายในช่วงเวลา ๑ ปีตามที่รัฐธรรมนูญกําหนด เอาไว้ ยากครับ แล้วถ้าจะพูดให้ครบด้าน ถ้าจะพูดให้เกิดความเป็นธรรมสําหรับคนทํางาน และเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาของสภาแห่งนี้เราก็ต้องดูครับว่าวันที่นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รับตําแหน่งหลังจากการแถลงนโยบาย เมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๑ ประเทศไทยวันนั้นยืนอยู่ ณ จุดใด ท่านประธานครับ ประเทศไทยในวันนั้นเราเผชิญภาวะ เศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุด และลุกลามจากวิกฤติสถาบันการเงินในต่างประเทศเข้ามาสู่ประเทศไทย ต่างประเทศบอกว่ารุนแรงที่สุดในศตวรรษนี้ครับ ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างรุนแรง ร้อยละ ๕.๒ เปอร์เซ็นต์ในปี ๒๕๕๐ ชะลอลงมาเป็นร้อยละ ๒.๘ เปอร์เซ็นต์ในปี ๒๕๕๑ และร้อยละ ๑.๑ เปอร์เซ็นต์ในปี ๒๕๕๒ มันวิกฤติจริง ๆ ครับ ภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทย ในไตรมาสที่ ๔ ของปี ๒๕๕๑ วันที่รัฐบาลเข้ารับตําแหน่งหดตัวลงร้อยละ ๔.๒ เปอร์เซ็นต์ มีคนว่างงานที่ไม่มีงานทํา ๘๗๘,๐๐๐ คนครับ ร้อยละ ๒.๔ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ที่กําหนดเอาไว้ร้อยละ ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ มูลค่าการส่งออกไปต่างประเทศลดลงร้อยละ ๑๗.๗ เปอร์เซ็นต์ และร้อยละ ๑๕.๗ เปอร์เซ็นต์ในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๑ ๑ เดือน ก่อนที่รัฐบาลนี้เข้าบริหารประเทศ ที่สําคัญเกิดความขัดแย้งในทางการเมือง เกิดความ ขัดแย้งในวิธีคิดและความเชื่อในเรื่องของประชาธิปไตย แต่ด้วยความขัดแย้งที่บริสุทธิ์ หรือเป็นความขัดแย้งที่เชื่อมโยงจากต่างประเทศอย่างไร แต่วันนั้นต้องยอมรับคนไทย จะใส่เสื้อสีอะไรเดินออกจากบ้าน ยังต้องคิดนานนับเป็นชั่วโมง ถ้าจะพูดภาพไปช้าที่สุด ก็ต้องบอกว่าวันที่นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก้าวเข้ามาขับเคลื่อนเรือหรือเราเรียกว่า รัฐนาวาของประเทศไทยในปลายปี ๒๕๕๑ เรือลํานี้เสบียงมันหมดแล้วครับ น้ํามันหมดแล้วครับ มันจะถูกเบียดบัง มันจะถูกยักยอกไปก่อนหน้านั้นหรือไม่ ผมไม่ยืนยัน เรือลํานี้มีรอยปะผุ มีรอยรั่ว รอยโหว่ทั่วลําเรือไปหมดครับ ลูกเรือพายไปคนละทิศคนละทาง บางครั้งจุดไฟเผา เรือครับ นายกรัฐมนตรีวันนั้น แค่ดับไฟในเรือก็แทบไม่มีเวลาบริหารประเทศ สิ่งเดียวซึ่งเป็น เข็มทิศของกัปตันเรือหรือต้นหนเรือ ณ วันนั้นก็คือแนวนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐ ที่เป็นเข็มทิศนําทางว่าเราต้องมุ่งสู่จุดนี้โดยมีกระแสการสนับสนุนของพี่น้องประชาชน เป็นกระแสน้ําให้เรือลํานี้ไปสู่จุดหมายปลายทาง ท่านประธานที่เคารพครับ แนวนโยบาย พื้นฐานของรัฐมีมากมายหลายด้านด้วยกัน ผมจะใช้เวลาสั้นที่สุดเพื่อพูดถึงภาพรวม เพื่อที่ว่าเวลาหลังจากนี้ ๑๐ กว่าชั่วโมงเป็นภาระหน้าที่ของเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่จะได้วิเคราะห์เจาะลึกในทุกมุมมอง ใน ๙ นโยบายของรัฐธรรมนูญฉบับนี้
ด้านที่ ๑ ครับ แนวนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐ ซึ่งบัญญัติไว้อย่างชัดเจน และต้องตรงใจของพี่น้องประชาชน บอกว่า รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราชอธิปไตยและบูรณภาพแห่งเขตอํานาจรัฐ จัดให้มีกําลังทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ ที่ทันสมัยและเพียงพอเพื่อพิทักษ์รักษาเอกราชอธิปไตยความมั่นคงของรัฐ สถาบัน พระมหากษัตริย์ ผลประโยชน์ของชาติและการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งแนวนโยบายตรงนี้นะครับ ช่วงเวลาที่ผ่านมา ๑ ปีของรัฐบาลนี้ เลื่อนต่อมาถึงปีที่ ๒ เราจึงได้เห็นนโยบายโครงการมากมาย หลายโครงการที่มาสนับสนุนสู่เป้าหมายตรงนี้ ไม่ว่าจะเรื่องการเสริมสร้างศักยภาพ การป้องกันประเทศให้พร้อมในการรักษาเอกราชอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน เราจะเห็นความร่วมมือของไทยและประชาชาติหลายโครงการ ไม่ว่าจะเป็นความร่วมมือ เศรษฐกิจ อิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง ความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ําโขง ความร่วมมือ ระดับอาเซียน (ASEAN) ในฐานะที่เราเป็นประธานอาเซียน การพัฒนาแก้ไขปัญหาของ ๓ จังหวัด ภาคใต้ แม้กระทั่งปัญหากับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเราใช้วิธีแก้ปัญหาด้วยความสุขุม คัมภีรภาพ ด้วยนิติภาวะ ด้วยความเป็นผู้ใหญ่ในประชาคมโลก แต่เราอาจจะโชคไม่ดี ที่เราอาจจะมีเพื่อนบ้านที่ไม่ค่อยมีมิตรภาพ แต่ด้วยนิติภาวะของประเทศไทยและของ ท่านนายกรัฐมนตรี ผมเชื่อว่าเราจะทําให้เพื่อนบ้านของเราได้ตระหนักถึงคําว่า มิตรภาพ ได้รู้ถึงคุณค่าของมิตรภาพ และรู้ว่าการเป็นสุภาพบุรุษในกติกาของประชาคมโลกนั้น ความหมายแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับคําว่า อันธพาล และที่สําคัญที่สุดครับ ด้วยแนวนโยบาย ด้านความมั่นคงของรัฐ จึงได้เกิดมาตรการมากมายหลายมาตรการในการปกปักษ์รักษา สถาบัน ไม่ว่าการใช้กฎหมายเข้าไปควบคุมดูแล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการชี้แจง ทําความเข้าใจหรือการจัดงานที่เทิดพระเกียรติ เพื่อตอกย้ําถึงคุณค่าของเทพยดา ซึ่งมีพระองค์จริง ให้ลงไปลึกถึงรากฐานของสังคมไทย และทั้งหลายทั้งปวงนั้นก็ด้วย วัตถุประสงค์อย่างเดียวครับ ก็เพียงเพื่อจะบอกไปยังพี่น้องประชาชนบางกลุ่มบางพวก ซึ่งอาจจะมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน อาจจะมีเจตนารมณ์บางอย่างที่ยากต่อการอธิบาย อาจจะถูกชักใยจากใครบางคน อยากจะบอกนิดเดียวว่าประเทศไทยเป็นแผ่นดินแห่งเสรีภาพ ทุกคนมีสิทธิที่จะเขียน ที่จะพูด ที่จะคิด ที่จะกระทําการ แต่เราขอนิดเดียวครับ ขอจํากัด เสรีภาพนิดเดียวครับ อย่ามีเสรีภาพที่จะทําลายล้างสถาบันกษัตริย์ได้ไหมครับ ขอจํากัด เสรีภาพที่จะบิดเบือนข้อมูลกระทําย่ํายีต่อสถาบันซึ่งเป็นเสาหลักของแผ่นดินได้ไหมครับ เพราะการกระทําเช่นนั้นเป็นการเหยียบย่ําหัวใจของคนไทย ขอจํากัดเสรีภาพในการที่จะนํา สถาบันพระมหากษัตริย์มาเพื่อประโยชน์ทางการเมือง หรือประโยชน์ส่วนบุคคล ขอแค่นี้ครับ ท่านประธานที่เคารพ
นโยบายด้านที่ ๒ แนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งเน้นหนัก การพัฒนาสังคม เศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน เน้นหนักการกระจาย อํานาจสู่ท้องถิ่น การจัดความสมดุลของภาระหน้าที่และงบประมาณ มีโครงการนับร้อย นับพันโครงการที่เกิดต่อเนื่องจากนโยบายตรงนี้ สิ่งที่เห็นชัดเจนครับ เรื่องของการจัดตั้ง กองทุนเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเสริมสร้างศักยภาพหมู่บ้านและชุมชน ๘๐,๐๐๐ กว่าหมู่บ้าน เรื่องของการให้ความสําคัญกับการจัดทําแผนพัฒนาจังหวัด เพื่อให้อํานาจท้องถิ่น ส่วนภูมิภาคได้กําหนดอนาคตของตนเองมากกว่าการชี้นิ้วสั่งการของอธิบดีหรือ ปลัดกระทรวงหรือรัฐมนตรี การปรับปรุงกฎหมายหรือระเบียบท้องถิ่นที่สําคัญครับ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. การกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรท้องถิ่น พระราชบัญญัติระเบียบการบริหารราชการท้องถิ่น การเพิ่มอัตราตอบแทนกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจําตําบล สารวัตรกํานัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน การสร้างแผนพัฒนา การเมือง รวมทั้งการแก้ไขปัญหาทุจริตภาครัฐ นโยบายด้านศาสนา สังคม การสาธารณสุข การศึกษาและวัฒนธรรม ต้องยอมรับครับว่าภายใต้รัฐบาลนี้งบประมาณที่ลงไปเพื่อ การส่งเสริมกิจการพระศาสนา ไม่ว่าจะศาสนาพุทธหรือศาสนาอื่นนั้นมากมายเมื่อเทียบ ตัวเลขกับรัฐบาลชุดก่อน ๆ เราได้เห็นเบี้ยยังชีพสําหรับผู้สูงอายุ ได้เห็นการสร้างหลักประกัน รายได้ให้แก่ผู้พิการ เราได้เห็นกองทุนสวัสดิการสังคมมากกว่า ๕,๑๐๐๐ กองทุนทั่วประเทศ เราเห็นหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ประชาชนเข้าไปรักษาพยาบาลฟรีทุกโรคไม่ต้องเสียสักบาท ครอบคลุมประชากร ๖๒ ล้านคนค่อนประเทศ เราเห็นอนามัยตําบลมากกว่า ๑,๐๐๐ แห่ง ในปี ๒๕๕๒ ยกฐานะเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล เราได้เห็นการจัดตั้งอนามัย ตําบลใหม่ ๆ ในตําบลซึ่งขาดแคลนและห่างไกล เราได้เห็นลูกหลานของเรา ๑๒ ล้านคน เรียนฟรีอย่างมีคุณภาพ เราได้เห็นการจัดการแผนการศึกษาแห่งชาติ กฎหมายเพื่อการ พัฒนาการศึกษา การกระจายอํานาจให้ท้องถิ่นและชุมชนมีส่วนร่วมในการกําหนดทิศทาง การพัฒนาการศึกษาของชาติ เราได้เห็นการเร่งสร้างความเชื่อมั่นและฟื้นฟูประเทศไทย นโยบาย ด้านกฎหมายและยุติธรรม ยาวเหยียดครับ แต่สิ่งที่มองเห็นลงไปเราเห็นการปฏิบัติ และการบังคับใช้กฎหมายอย่างถูกต้องรวดเร็วและเป็นธรรม เราเห็นการจัดระบบงาน ยุติธรรมของรัฐอย่างมีประสิทธิภาพ เราเห็นการจัดตั้งสํานักงานบังคับคดีอาญาและการ บังคับใช้กฎหมาย เราเห็นการพัฒนากฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเกิดขึ้นมากมาย อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเน้นการปรับปรุงกระบวนกฎหมายอาญา เราเห็นการริเริ่ม จัดทําแผนแม่บทการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ แผนยุทธศาสตร์พัฒนาความยุติธรรม ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งไม่เคยมีรัฐบาลใดทํามาก่อน เราเห็นกฎหมายสําคัญอันหนึ่ง เกิดขึ้น คือพระราชบัญญัติองค์กรปฏิรูปกฎหมาย เพื่อที่จะปรับปรุงและพัฒนากฎหมาย ของไทยให้มีความเป็นธรรมมากขึ้นและเป็นมาตรฐานเดียว แล้วเราก็เห็นตัวเลขสถิติ อาชญากรรมลดลงโดยลําดับ นโยบายด้านต่างประเทศ เราเห็นบทบาทของประเทศไทย ในอาเซียนที่ได้เสริมสร้างความเข้มแข็ง แข็งแกร่งของภูมิภาคนี้ซึ่งเป็นภูมิภาคซึ่งมีภาวะ ทางเศรษฐกิจสําคัญอย่างยิ่งในโลกแห่งนี้ เราเห็นการบรรลุถึงการจัดตั้งประชาอาเซียน ตามกฎบัตรของอาเซียน เราเห็นการพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านมากมาย หลายกรอบ มากมายหลายสัญญา เราเห็นการส่งเสริมบทบาทร่วมกันในประชาคมโลก เราเห็นนายกรัฐมนตรีไปยืนอย่างน่าภาคภูมิใจใน ณ ตัวแทนของประเทศไทยในเวทีระดับโลก เราเห็นการเจรจาการค้าและการสร้างโอกาสทางการค้าให้กับประเทศไทยในมิติใหม่ ๆ และการริเริ่มที่สําคัญในการดําเนินนโยบายต่างประเทศ เราก้าวไปไกลมากครับ นโยบาย ด้านเศรษฐกิจครับ เป็นครั้งแรกที่พี่น้องเกษตรกรเขาได้รับเงินซึ่งประกันความหวังของเขา จากรัฐบาลถึงกระเป๋าของเขา ในโครงการที่เรียกว่าการรักษาเสถียรภาพด้านราคาสินค้าเกษตร กฎหมายสภาการเกษตรแห่งชาติที่ต่อสู้มา ๒๐ ปี สําเร็จเป็นรูปร่าง กําลังจัดตั้งในรัฐบาลนี้ ผมเห็นการสนับสนุนสหกรณ์การเกษตรสหกรณ์ทุกประเภท รัฐวิสาหกิจชุมชน ผมเห็น การช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งเป็นผู้ประกอบการซึ่งมีอัตราส่วน มากกว่าร้อยละ ๙๙.๗ เปอร์เซ็นต์ของการประกอบการทั้งประเทศ เราเห็นนโยบายการปรับ โครงสร้างทางเศรษฐกิจ ซึ่งเรียกว่าเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ หรือครีเอทีฟ อีโคโนมี่ (Creative Economy) เราเห็นการควบคุมอาชีพของเกษตรกรรายย่อยมากมายอย่างที่ ไม่เคยเห็นมาก่อน รวมทั้งการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม เราเห็นแผนการลงทุนขนาดใหญ่ ซึ่งเรียกว่า ไทยเข้มแข็ง ซึ่งใช้เม็ดเงินมากกว่า ๑,๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ลงไปให้โอกาสและ ความข้องเกี่ยวกับพี่น้องประชาชนในชนบท ไม่ว่าจะเรื่องชลประทาน เรื่องถนน เรื่องแหล่งน้ํา เรื่องการท่องเที่ยว เรื่องการศึกษา เรื่องการสาธารณสุข และแผนการลงทุนเพื่อยกระดับ รายได้ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เราเห็นการลดรายจ่ายของพี่น้องประชาชนในเรื่องไฟฟ้า เรื่องประปา เรื่องแก๊ส (Gas) หุงต้ม ถนนหลายสายในประเทศนี้ ซึ่งเป็นลูกรังมาชั่วนาตาปี มากกว่า ๗,๒๐๐ กิโลเมตร กลายเป็นถนนลาดยางหมดแล้วครับ ที่เรียกว่าโครงการถนนไร้ฝุ่น นโยบายด้านที่ดินทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เราเห็นการออกกฎหมายที่สําคัญ หลายฉบับ ซึ่งรอคอยมานานและออกมาในรัฐบาลนี้ ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติเพื่อแก้ไข ปัญญาด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เห็นการนําที่ดินราชพัสดุมากกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ มาให้เกษตรกรได้เช่าและสร้างประโยชน์ ได้เห็นการออกกฎหมายที่จะ จัดการกรรมสิทธิ์ที่ดินเพื่อให้เป็นปัจจัยการผลิตของพี่น้องเกษตรกร เห็นการจัดนําแนวเขต ที่ดินของรัฐกับราษฎรที่มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น เห็นการพัฒนาแหล่งน้ํา เราเห็นการบริหาร จัดการที่จะใช้ประโยชน์กับทรัพยากรด้านการประมงและการผลักดันให้เกิดการแก้ไข พระราชบัญญัติการประมง และสุดท้ายครับ เราได้เห็นการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน กับแนวนโยบายของรัฐที่เปิดกว้างอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้งหมดนั้นคือสิ่งที่เกิดขึ้นด้วย การบริหารงานของรัฐบาลภายใต้แนวนโยบายพื้นฐานของรัฐ ๙ ข้อ แต่สิ่งที่มันเหนือกว่า หนังสือ ๒๓๐ กว่าหน้าตรงนี้ มันก็คือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินตรงนี้ บนความหวัง บนใบหน้าของพี่น้องประชาชน จากวันที่เรือลํานี้มองไปข้างหน้าไม่เห็นอะไรเลย วันนี้ ท่านประธานครับ ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ ซึ่งเราเรียกว่าจีดีพี (GDP) ปี ๒๕๕๓ ๘.๑ เปอร์เซ็นต์ครับ สูงกว่าปี ๒๕๕๑
ได้เวลาแล้วครับ
ถึง ๙.๐๖ เปอร์เซ็นต์ เป็นสถิติการเพิ่มขึ้น ของจีดีพีสูงที่สุดในรอบ ๑๔ ปี แล้วเห็นการส่งออกซึ่งมันหดตัวมาโดยตลอดก่อนหน้ารัฐบาลนี้ วันนี้ เติบโตอย่างก้าวกระโดดครับ ๒ ปีที่ผ่านมามูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ ๕๒ เปอร์เซ็นต์
เอาไว้ให้คนอื่นเขาอภิปราย บ้างครับ
จาก ๓๔๘,๑๕๐ ล้านบาท เป็น ๕๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทครับ เราเห็นผู้สูงอายุได้รับเบี้ยยังชีพมากกว่า ๑,๗๐๐,๐๐๐ คน คนพิการอีก ๘๕๐,๐๐๐ คน เรียนฟรี ๑๒ ล้านคนครับ
ได้เวลาพอสมควรแล้วครับ
ท่านประธานครับ สุดท้ายที่ผม อยากจะกราบเรียนกับท่านประธานก็คือว่า สิ่งซึ่งเป็นหัวใจสําคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อน นโยบายของรัฐภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ อยู่ที่ตัวนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหัวใจอันสําคัญ อย่างยิ่ง ผมมีความเชื่อมั่นในความตั้งใจและความมุ่งมั่นของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผมเชื่อว่าท่านมีความสุจริต ผมเชื่อว่าท่านมีความตั้งใจที่จะรับผิดชอบต่อแผ่นดินนี้ ต่อบ้านเมืองนี้ แม้ว่าวันหนึ่งสถานการณ์บ้านเมืองจะอยู่ในภาวะวิกฤติถูกทําร้ายถูกรุมฆ่า เหมือนเป็นนักโทษอุกฉกรรจ์ แต่เราก็เห็นการยืนหยัดรับผิดชอบโดยไม่ทิ้งภาระหน้าที่ รับผิดชอบจนกว่าที่จะเป็นโอกาสของคนอื่นภายใต้การพิพากษาของประชาชน ท่านประธาน ที่เคารพครับ ๒ ปีที่ผ่านมา
จบนะครับ จบได้แล้วครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ในเวลาที่ ผ่านมา ๒ ปีที่ผ่านมา อาจจะมีภาพหลายภาพที่คนไทยไม่เคยเห็นมาก่อนครับ ผมอยู่จังหวัด เพชรบุรี เข้ากรุงเทพฯ ผมต้องเดินทางผ่านถนนบรมราชชนนี ขึ้นที่สูง ผมเห็นภาพกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นหัวใจของประเทศในมุมกว้าง ผมไม่นึกว่าวันหนึ่งผมจะเห็นกรุงเทพฯ ในสายตาของ
ท่านกินเวลาคนอื่นเขาไป เยอะแล้วนะครับ ๒ นาทีกว่าแล้วครับ
ผมใช้เวลาของฝ่ายรัฐบาลครับ วันหนึ่งที่ผมเดินทางผ่านถนนบรมราชชนนี
ผู้อภิปรายครับ เกินเวลาไป ๒ นาทีกว่าแล้วครับ ผมว่าพอแล้วครับ เอาไว้ให้คนอื่นบ้างครับ เขาให้เวลาท่าน ๒๐ นาที ท่านเอาไป ๒๓ นาทีแล้วครับ
ผมกําลังจะสรุปพอดีเลยครับ ผมเห็นภาพควันไฟเต็มบ้านเต็มเมืองครับ ซึ่งภาวะอย่างนี้ไม่ควรจะเกิดในประเทศซึ่งไม่ใช่ ภาวะสงคราม เราเห็นภาพหลายภาพซึ่งเราไม่เคยเห็นมาก่อน แต่มีภาพหนึ่งท่านประธานครับ ซึ่งเราไม่เคยเห็นเลย อาจจะมีหลายคนอยากเห็นแต่เราไม่เคยเห็น เราเห็นหน้าท่านนายกรัฐมนตรี มา ๒ ปีแล้ว แต่ภาพที่ไม่เคยเห็น ก็คือแววตาของความท้อถอย แววตาของความเหน็ดเหนื่อย และแววตาของความสิ้นหวัง
ผมว่าพอแล้วนะครับ พอแล้วครับ บรรยายพอแล้ว ประชาชนชาวเพชรบุรีเขาฟังจนเบื่อแล้วครับ พอแล้วครับ ให้คนอื่นบ้างครับ
ผมเชื่อว่าความมุ่งมั่นจะนํา ประเทศไทยให้พ้นวิกฤติครับ กราบขอบพระคุณครับ
ต่อไปคุณจตุพร พรหมพันธุ์ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ผมกราบเรียน กับท่านประธานว่าผมมีความรู้สึกที่ผิดหวังต่อการชี้แจงของนายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรี และนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย กรณีภาพในการรับพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้เป็น นายกรัฐมนตรี การตอบว่าการตัดเอาพระบรมฉายาลักษณ์ออก เพราะไม่ต้องการ
ท่านจตุพรครับ ขอให้ท่าน ดูข้อ ๖๑ วรรคสอง ห้ามกล่าวถึงพระมหากษัตริย์หรือออกชื่อ อันนี้เขียนชัด กรุณาครับ สถาบันพระมหากษัตริย์ งดเสียทีได้ไหมครับ ขอความกรุณาครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านประธานลองเปิดหน้า ๑๙ แนวนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐ มาตรา ๗๗ รัฐต้อง พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราชอธิปไตย ขอเรียนกับท่านประธานนะครับ ว่าการประชุมซึ่งมีการถ่ายทอดไปทั่วนั้น คําว่า ดุลพินิจ ของตัวนายกรัฐมนตรีเอง ถ้าอ้างว่า การตัดพระบรมฉายาลักษณ์ออกเพราะไม่ต้องการเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้อง กับทางการเมือง เหมือนท่านกราบพระ ท่านเอารูปพระพุทธรูปออก เหลือแต่ภาพท่าน ตามลําพัง ฉันใดฉันนั้นครับ ท่านประธานที่เคารพ การอธิบายว่าตัดรูปพระบรมฉายาลักษณ์ ออกนั้นเพราะไม่ต้องการเอาสถาบันมาเกี่ยวข้องกับทางการเมืองนั้น ถ้าคนที่เขามีสมองนั้น เขาจะไม่เอารูปนี้มาลง ท่านมีรูปเป็นหมื่นเป็นแสนรูป ทําไมเอารูปขณะรับพระบรมราชโองการ แต่งตั้งเล่า ถ้ารูปท่านตามลําพังใครจะไปว่าอะไร ถ้าเอารูปสวมหมวกแบบถุงยางมาแทนที่ นี่ผมยกตัวอย่าง มันก็ไม่เป็นปัญหาครับ ท่านประธานที่เคารพ แต่นี่รับพระบรมราชโองการ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ตัดพระบรมฉายาลักษณ์ออกได้อย่างไร ไม่มีเหตุผลที่สุด เป็นการตอบ ที่โง่ที่สุด แถที่สุด ผมไม่อยากให้ได้ยินอย่างนี้ในรัฐสภา ผมเรียนกับท่านประธานที่เคารพ เพราะมิฉะนั้นนายกรัฐมนตรีคนไหนจะไม่เอาลงก็ไม่เป็นไร แต่เขาไม่เอาตัวคนเดียว ตัดพระเจ้าแผ่นดินออก เพราะมันเป็นภาพระหว่างพระบรมฉายาลักษณ์ ท่านรับ พระบรมราชโองการจากใครครับ ให้เขาเดามาจากใครครับ มันไม่มีเหตุผล ถ้าผิดแล้ว ยอมรับผิดในสภา บอกว่าเป็นเรื่องของคนที่ทําหนังสือฉบับนี้มีความเลินเล่อ ผมจะติดตาม ไปตรวจสอบ ตอบอย่างนี้มันน่าฟังมากกว่า แต่นี่ใช้แสดงความโง่และแถชนิดที่หางโผล่เห็นชัด ผมเรียนกับท่านประธานว่าการอภิปรายของผมต่อไปนี้นั้น การรายงานแสดงผลการดําเนินการ ของรัฐบาลซึ่งท่านได้ทํารายงานเสร็จตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ปี ๒๕๕๓ แล้วก็มารายงาน ในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ท่านประธานลองเปิดดูรัฐธรรมนูญสิครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่แจกไว้ทุกลิ้นชักในสภา หน้าที่ ๒๕ หมวด ๕ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐมาตรา ๗๕ ส่วนที่ ๑ บททั่วไป บอกว่าบทบัญญัติในหมวดนี้เป็นเจตจํานงให้รัฐดําเนินการตรากฎหมาย และกําหนดนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ใช้คําว่า ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องชี้แจง ต่อรัฐสภาให้ชัดแจ้งว่าจะดําเนินการใดในระยะเวลาใด เพื่อบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไป ตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ และต้องจัดทํารายงานแสดงผลการดําเนินการรวมทั้งปัญหา และอุปสรรคเสนอต่อรัฐสภาปีละ ๑ ครั้ง ท่านประธานคงจะแลเห็นตอนที่รัฐบาลแถลงนโยบาย หลายคนได้อภิปรายไปแล้วเรื่องการไปแถลงที่กระทรวงการต่างประเทศ ท่านก็ชี้แจง มาหลายรอบ แต่กรณีการรายงานแสดงผลการดําเนินการรวมทั้งปัญหาและอุปสรรคนั้น เขาให้เสนอต่อรัฐสภา แต่วันนี้รัฐบาลกลับมานําเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร เวลาเสนอนโยบาย แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ความหมายก็เป็นการประชุมร่วมของสองสภารวมกัน คือ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ในการรายงานผลงานก็ระบุว่าต้องรายงานต่อรัฐสภาปีละ ๑ ครั้ง แต่วันนี้รัฐบาลกลับมารายงานเฉพาะสภาผู้แทนราษฎร ผมเรียนกับท่านประธานว่า รัฐธรรมนูญมาตรานี้ได้ระบุไว้อย่างชัดเจน แต่เมื่อทางท่านประธาน ทางรัฐบาลยืนยันว่า ทําตามมาตรา ๗๕ ถูกนี่ก็ต้องไปว่ากัน และที่สําคัญที่สุดก็คือว่าให้เสนอปีละ ๑ ครั้ง ท่านพยายามให้สมาชิกมาอธิบายว่ามันเกิดเหตุการณ์อะไร แต่เวลานั้นถามท่านประธานว่า สภายังมีการประชุมได้ตามปกติหรือเปล่า ตอบว่ามันยังประชุมได้ตามปกติแล้วท่านลองดูสิครับ นโยบายยาวเหยียด ๒๐๐ กว่าหน้า ความจริงแล้วหนังสือพิมพ์เขาไปย่อมา ๑ หน้าก็ได้ความ อย่างครบถ้วนแล้ว มันไม่ทันต่อสถานการณ์ ความจริงแล้วเขาบังคับว่าให้รายงานปีต่อปี อ้างว่าเกิดเหตุการณ์ แต่ถามว่าสภายังทํางานได้ตามปกติหรือเปล่า ตอบว่าสภาก็ยังทําหน้าที่ ได้ตามปกติและพฤติกรรมแบบนี้เหมือนกับการประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษา ความมั่นคงในราชอาณาจักร รัฐบาลโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศใช้มาหลายครั้ง จนกระทั่งวันนี้ได้ประกาศใช้ ๗ เขตในกรุงเทพมหานคร ประกาศใช้ตั้งแต่ภูเก็ต หัวหิน กรุงเทพมหานคร นับครั้งไม่ถ้วน ผมเคยบอกต่อนายอภิสิทธิ์ในฐานะนายกรัฐมนตรี ในการตั้งกระทู้ถามว่า มาตรา ๑๕ ในกรณีที่เหตุการณ์สิ้นสุดแล้วให้นายกรัฐมนตรีรายงานผล ต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาโดยเร็ว นี่เป็นอยู่ในมาตรา ๑๕ วรรคสองของพระราชบัญญัติ การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร เมื่อปีกลายตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ ผมเคยถามนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่าทําไมไม่มารายงานต่อสภาผู้แทนราษฎร ประกาศใช้ ๑ ครั้ง ต้องมารายงาน ๑ ครั้ง ประกาศใช้ ๒ ครั้ง ต้องรายงาน ๒ ครั้ง แต่ตลอดระยะเวลาของการใช้พระราชบัญญัติ ความมั่นคงนั้น นายกรัฐมนตรีไม่เคยรายงานต่อสภาผู้แทนราษฎรแม้แต่เพียงครั้งเดียว ตามมาตรา ๑๕ ของพระราชบัญญัติความมั่นคงในราชอาณาจักร นายอภิสิทธิ์ตอบผมในสภา เวลานั้นเกือบครบ ๒ ปีแล้วท่านประธาน บอกว่าให้เลขาธิการนายกรัฐมนตรีคนที่แล้วนะครับ นี่เปลี่ยนมาถึง ๒ คนแล้ว ตั้งแต่นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ บอกว่ากําลังทํารายงานอยู่ กําลังเสร็จแล้ว กําลังส่งอยู่ นี่เกือบ ๓ ปีแล้วครับ ท่านประธานที่เคารพ ไม่เคยรายงานตามมาตรา ๑๕ ของพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร พุทธศักราช ๒๕๕๑ มาแม้แต่ เพียงครั้งเดียว แล้ววันนี้ก็ยังประกาศกันอยู่ แล้วสภาแห่งนี้ก็ไม่เคยไปทวงถาม ผมเรียน กับท่านประธานว่านายกรัฐมนตรีทําผิดตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ แม้ว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้จะไม่ระบุว่า จะรายงานเมื่อไร แต่สิ้นสุดของการใช้นี่ท่านสิ้นสุดของการใช้มาหลายรอบแล้วครับ จังหวัดภูเก็ต ก็สิ้นสุดมาเป็นเกือบ ๒ ปีแล้ว อําเภอหัวหินก็สิ้นสุดไปแล้ว กรุงเทพมหานครก็สิ้นสุด ต่างกรรมต่างวาระ มันจึงเหมือนพฤติกรรมการไม่รายงานประจําปีต่อรายงานผลการ ดําเนินการฉบับนี้ และมารายงานก็รายงานผิดที่ เขาให้รายงานต่อรัฐสภา ดันมารายงานที่ สภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานที่เคารพ เอาละเมื่อท่านประธานให้สามารถรายงานต่อ สภาผู้แทนราษฎรได้ ผมเรียนกับท่านประธานว่า สิ่งที่ผมจะอภิปรายต่อไปนี้นั้นมาจากเล่มนี้ ทั้งหมดเลยครับ ไม่มีนอกเหนือเนื้อหาเป็นอย่างอื่น แต่ผมเรียนกับท่านประธานว่าในตลอด ระยะเวลาที่ผ่านมานั้นมันได้ปรากฏการณ์ต่าง ๆ มากมาย ผมเรียนกับท่านประธาน ว่าเหตุการณ์ที่ท่านรายงานนั้นเป็นการรายงานตั้งแต่วันที่ ๓๐ ธันวาคม ปี ๒๕๕๑ ถึง ๓๐ ธันวาคม ปี ๒๕๕๒ แล้วดันมาให้ถามในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ผมยกตัวอย่างหลายอย่าง เช่น นโยบายเร่งด่วน ข้อ ๒ นี่ครับ การสร้างความเชื่อมั่นและฟื้นฟูภาพลักษณ์ของประเทศ การสร้างความสมานฉันท์ในสังคมไทย โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป การเมืองและการศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อันนี้ตั้งแต่ชุดของนายดิเรก ถึงฝั่ง นะครับ ท่านประธาน แล้วท้ายที่สุดแนวของนายดิเรกก็ไม่ถึงฝั่ง เห็นไหมครับ อยู่ในรายงานฉบับนี้ ในวันนี้ ท้ายที่สุดก็ไปเอาแนวนายสมบัติ ธํารงธัญวงศ์ นี่ผมยกตัวอย่าง หรือคณะกรรมการ ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง ซึ่งนี่เป็นเหตุการณ์สงกรานต์เลือด ตั้งคณะกรรมการสอบสวนสอบจนเสร็จ แต่ไม่กล้ามารายงานต่อที่ประชุมของรัฐสภา เห็นไหมครับท่านประธานที่เคารพ ๒ เหตุการณ์นี้ นี่ผมยกตัวอย่างว่ามันยังเป็นแผลตราตรึง กันอยู่จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์เดือนเมษายน เดือนพฤษภาคมในปี ๒๕๕๓ ผมเรียนกับ ท่านประธานว่าดูสิครับ โครงการไทยสามัคคีที่ประชาชนร่วมกิจกรรมร้องเพลงชาติ กว่าล้านคน ภาคภูมิใจมากใช่ไหมครับ ล้านคนแสดงว่าหัวละ ๑๓ บาทใช่ไหม เพราะใช้เงิน ๑๓ ล้านบาทในการร้องเพลงชาติ แต่ผมเรียนท่านประธานว่า การแถลงผลงาน ในปี ๒๕๕๑ ต่อปี ๒๕๕๒ มันจึงมาตอบโจทย์ปี ๒๕๕๓ ต่อปี ๒๕๕๔ เพราะท้ายที่สุด ท่านตั้งคณะกรรมการหลังจากเหตุการณ์เมษาเลือด ปี ๒๕๕๒ ท่านตั้งนิยามตามความต้องการ ทางการเมืองที่ต้องการเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนให้ไปสนใจในเรื่องอื่น แต่ท้ายที่สุด ท่านก็ไม่ปฏิบัติ ยกเว้นว่าท่านต้องการ ผมถามว่าชุดของนายดิเรก ถึงฝั่ง กับชุดของ นายสมบัติ ธํารงธัญวงศ์ แตกต่างกันอย่างไร ชุดของนายสมบัติ ธํารงธัญวงศ์ ใช้โทรศัพท์ ๕๐ คู่สาย มีคนโทร.เข้าไป ๒,๓๘๐ คน ใน ๒,๓๘๐ คน เห็นด้วย ๖๘ เปอร์เซ็นต์ คือ เห็นด้วย ๑,๐๐๐ กว่าคนเท่านั้น ท่านก็บอกว่านี่เป็นมติของคนทั้งประเทศ ที่จะเอา ๓๗๕ บวก ๑๒๕ คน ๑,๐๐๐ กว่าคนโทรศัพท์เข้าไป ๕๐ คู่สาย ปรากฏว่าท่านบอกว่านี่เป็นมติของ ประชาชนแล้ว แล้วปรากฏว่าเป็นอย่างไรครับ ท่านประธานที่เคารพ ปรากฏว่านี่พวกท่าน คิดว่าได้ประโยชน์ ท่านจึงเอาชุดของนายดิเรก ถึงฝั่ง เราก็รู้ทันนี่ครับ ผมบอกสมาชิกว่า ดูใจเย็น ๆ ซุ่มดูพรรคประชาธิปัตย์ก่อนว่าเขาจะอย่างไร ท้ายที่สุดก็โอละพ่อไปจนได้ แต่ชุดของนายสมบัติ ธํารงธัญวงศ์ ไปคิดอย่างมีมิติ ยังมีมิติ โดยเอากรณีผลการเลือกตั้ง ๒๓ ธันวาคม ปี ๒๕๕๐ พรรคประชาธิปัตย์แพ้พรรคพลังประชาชนในระบบเขตเกือบ ๗๐ ที่นั่ง แต่ใน ระบบสัดส่วนได้คะแนนที่ใกล้กัน ห่างกัน ๒๐๐,๐๐๐ คะแนน ไอเดีย (Idea) บรรเจิดเลยครับ ท่านประธานที่เคารพ คิดว่าจะไปหาเสียงเอาพื้นที่พรรคเพื่อไทยไป เราขอปาร์ตี้ ลิสต์ (Party list) สักพักเลย อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรีของท่าน วันนี้ไปเป็นประธานยุทธศาสตร์ แถลงด้วยไอเดียบรรเจิดเลยว่า ต่อไปนี้พรรคประชาธิปัตย์จะชนะคะแนนปาร์ตี้ ลิสต์ สักพักนายสมบัติ ธํารงธัญวงศ์ แถลงข่าวเลยว่า ต่อไปนี้จะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้พรรคการเมือง ที่ได้คะแนนเสียงปาร์ตี้ ลิสต์ เป็นลําดับที่ ๑ ได้จัดตั้งรัฐบาล เห็นไหมครับ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ บอกว่าปาร์ตี้ ลิสต์ พรรคประชาธิปัตย์จะได้ที่ ๑ เพราะคิดว่าเมื่อครั้งที่แล้วห่างกัน ๒๐๐,๐๐๐ คะแนน แต่ผู้แทนเขตสู้ไม่ได้ แต่คิดว่าจะเอาปาร์ตี้ ลิสต์ ได้ที่ ๑ บอกว่าใครได้ ปาร์ตี้ ลิสต์ ได้จัดตั้งรัฐบาล พอข้อที่ ๒ ล็อก (Lock) เขาอีกว่าในระยะเวลา ๔ ปี จะอภิปราย ไม่ไว้วางใจไม่ได้ นั่นแปลว่าจะตั้งเสียงรัฐบาลเป็นเสียงข้างน้อยก็ได้ คิดได้อย่างไรครับ ก็รู้ว่าผู้แทนเขตสู้ไม่ได้ แพ้มา ๗๐ เสียง ปาร์ตี้ ลิสต์ ห่างกัน ๒๐๐,๐๐๐ คะแนน ท้ายที่สุด ไปเสนอไอเดียอันนี้ แล้วก็เป็นคณะกรรมการที่ลงนามแต่งตั้งโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งไม่รู้ว่าจะหมดอายุขัยกันเมื่อไร ความจริงเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญมันก็น่าจะจบแล้ว แต่ปรากฏว่าดันมาอธิบายว่าที่เสนอ ๓๗๕ บวก ๑๒๕ ก็เพื่อพรรคประชาธิปัตย์โดยเฉพาะ หางจึงโผล่กันเวลานี้ครับ ท่านประธานที่เคารพ ผมเรียนกับท่านประธานว่าเวลานี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะนายกรัฐมนตรีที่ตั้งคณะกรรมการนี้พิจารณาการแก้ไข รัฐธรรมนูญตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ ที่มีนายสมบัติ ธํารงธัญวงศ์ อธิการบดีนิด้า ซึ่งความจริงแล้วอย่างที่ผมเรียนว่าถ้าเสนอรัฐธรรมนูญแก้ไขเมื่อครั้งที่แล้ว ๒ มาตรานี้ มันก็น่าจะจบแล้ว แต่เขารู้ว่าภารกิจไม่จบ เพราะฉะนั้นจึงมาเติมเรื่องปาร์ตี้ ลิสต์ ต้องการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย แล้วก็ใช้วิธีห้ามไม่ให้อภิปรายไม่ไว้วางใจ นี่คนที่ท่าน แต่งตั้งไปแท้ ๆ และท่านก็เชื่อในสิ่งที่เขาเสนอ จนกระทั่งฟังความบอกว่าชุดของนายสมบัติ สามารถดลบันดาลความชัยชนะให้กับท่านได้ ท่านประธานที่เคารพ คณะคณะกรรมการ ชุดอื่น ๆ เช่น คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง
มีผู้ประท้วงนะครับ ท่านวิรัตน์ประท้วงอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม วิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ด้วยความเคารพ ต่อท่านผู้กําลังอภิปรายนะครับ ท่านพูดเองครับว่าท่านจะพูดอยู่ในกรอบหนังสือฉบับนี้ ผมก็พยายามทนฟังครับ ไปไกลลึกไปถึง ๓๗๕ บวก ๑๒๕ ซึ่งเพิ่งปีนี้ กรณีคุณกอร์ปศักดิ์ ระบบปาร์ตี้ ลิสต์ ก็เพิ่งวันสองวันนี้ กรณีแก้รัฐธรรมนูญก็วานซืนนี้เอง เพราะฉะนั้นถ้าเป็น อย่างนี้พอมากลางคืนเดี๋ยวจะมีการงอแงเรื่องการเพิ่มเวลา ซึ่งตอนนี้ผมเข้าใจว่าจะไปเลิก ตีสอง ตีสาม ด้วยความเคารพ ขอให้อยู่ในกรอบ ขอให้อยู่ในประเด็น เพราะว่าเรากําลังพูด ถึงการอภิปรายผลงานรัฐบาลในปีแรก เพราะฉะนั้นขอความกรุณาท่านประธานได้กําชับให้ อยู่ในประเด็น ให้อยู่ในหนังสืออย่างที่ท่านผู้อภิปรายกําลังอภิปรายครับ
ประธานวินิจฉัยนะครับ ท่านจตุพรครับ เรากําลังวิพากษ์วิจารณ์การดําเนินงานตาม นโยบายของรัฐบาล ตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐปี ๒๕๕๑-๒๕๕๒ ฉะนั้นก็ขอความกรุณา อยู่ในกรอบในระยะเวลาปี ๒๕๕๑-๒๕๕๒ มันอาจจะมาเกี่ยวพันกันบ้าง แต่ก็อย่าให้น้ําหนัก มันออกมานอกเวลาดังกล่าวมากนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผมเอง นี่นะครับ วิปฝ่ายค้านได้ตั้งเวลาแจ้งกับท่านประธานไว้แล้ว ๑ ชั่วโมง เพราะฉะนั้นผมก็จะ อธิบายกรอบเวลาของผม ท่านสมาชิกไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ ฝ่ายค้านเขาจัดกันเองได้ ตามเวลาที่กําหนด ต่างฝ่ายต่างทําหน้าที่กันไป ท่านก็ดูแลฝ่ายท่าน ฝ่ายผมจะจัดการกันเอง ไม่มีปัญหาอะไร
ประเด็นเรื่องการอธิบายระหว่างคณะกรรมการชุดของ นายดิเรก ถึงฝั่ง กับคณะกรรมการชุดของนายสมบัติ ธํารงธัญญวงศ์ มันเป็นความต่อเนื่อง มันจึงเป็นการ ชี้เจตนากันว่าตั้งคณะกรรมการชุดใดถ้าตัวเองได้ประโยชน์ก็เอา ถ้าตัวเองไม่ได้ประโยชน์ ก็จะไม่ฟัง ๒ คณะกรรมการ ๒ ชุดมีลักษณะไม่ได้แตกต่างอะไรกันไปเลยครับท่านประธาน มันจึงอธิบายครับ ความจริงเขาให้ชี้แจงปีต่อปี อันนี้เขาให้ถามปีละครั้ง ดันมาบอก ๒ ปีครั้ง เหตุการณ์ต่าง ๆ มันก็มีความต่อเนื่อง ๒ ปีก็ไปจับเท็จครั้งแรก ปีแรกได้ เห็นไหมครับ ท่านประธานที่เคารพ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบค้นหาความจริงเพื่อการปรองดอง แห่งชาติ กับคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง ปี ๒๕๕๒ กับปี ๒๕๕๓ เห็นไหมครับท่านประธานที่เคารพ ถามว่าแตกต่างกันอย่างไร มันเป็นความ ต่อเนื่อง แต่มันได้อธิบายครับว่าปี ๒๕๕๒ บัดนี้ทําเสร็จก็ไม่มารายงานต่อสภา ปี ๒๕๕๓ นายคณิต ณ นคร ทําจดหมายถึงนายกรัฐมนตรี แต่ก็ไม่ไปปฏิบัติตามแนวที่นายคณิต เขาเสนอ ผมเรียนกับท่านประธานว่าท่านจึงตั้งคณะกรรมการเพื่อเบี่ยงเบนประเด็น ความสนใจ ดูว่าท่านให้โอกาสเขาตัดสิน แต่ท่านเลือกเอาประโยชน์ที่ท่านได้ประโยชน์เท่านั้น ผมเรียนกับท่านประธานครับ บางทีก็มาเล่นเกมเรื่องการประกันตัวอย่างนี้ ทั้งที่เป็นอํานาจ ของศาลไปแล้วท่านยังมีหน้ามาบอกว่าจะให้ประกันคนโน้น ไม่ให้ประกันคนนี้ จะเข้าประชุม เป็นมติคณะรัฐมนตรีให้การประกันตัว ผมเป็นคนทักท้วงตั้งแต่ทีแรกว่าอํานาจการประกันตัว ไม่ได้เป็นของรัฐบาล แต่เล่นจนกระทั่งลากไปเป็นมติคณะรัฐมนตรี ต่อมาท่านก็มาแก้ต่าง ท่านลองดูหน้าข่าวสิครับ ในช่วงหาเศษหาเลยบอกว่า จะเลือกให้ประกันบ้าง เล่นเกมกับ ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ผมเรียนกับพี่น้องเลยนะครับว่าเวลานี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลองไปทบทวนดูครับ ผมบริโภคข่าวสารท่านสัมภาษณ์แต่ละวัน ผมดูคลิปปิ้ง (Clipping) เป็นปึก ๆ ทุกวันจึงรู้ว่าแต่ละวันท่านพูดอะไร ท่านนําเสนออะไร กรณีนี้ก็เช่นเดียวกัน ว่าคณะกรรมการของนายคณิตกับคณะกรรมการ ปี ๒๕๕๒ นั้นมีสภาพที่ไม่ได้แตกต่างกัน เพราะตั้งไว้ การสอบเพื่อที่จะไม่ให้มีผลออกมาเท่านั้นเอง ส่วนเรื่องควันไฟที่สมาชิก ได้ลุกขึ้นมาอธิบายนั้นท่านประธานจะได้ฟังตอนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เซ็นทรัล เวิลด์ (Central World) ไม่มีปัญหาอะไร รวมกระทั่งศาลากลางจังหวัดอุดรธานี จังหวัดขอนแก่น จังหวัดมุกดาหาร จังหวัดอุบลราชธานีด้วย ไม่มีปัญหาครับท่านประธาน แต่ผมเรียนว่า ทั้งหมดนั้นท่านประธานจะได้แลเห็น เมื่อถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ในชั้นนี้ท่านประธาน ที่เคารพ มันชี้ได้ชัดว่าการตั้งกรรมการที่มีสภาพอย่างนี้ไม่ได้มีเจตนาเพื่อแก้ไขปัญหา แต่เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ เช่นว่าคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย นายอานันท์ ปันยารชุน เวลานี้ไปถึงไหน ที่ใช้งบประมาณ ๖๐๐ ล้านบาท หรือคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศไทย ของคุณหมอประเวศ วะสี เป็นประธาน มีความคืบหน้าไปหรือไม่อย่างไร แต่ผมเองก็เห็น สภาพของนายคณิต ณ นคร แล้วจึงถึงบางอ้อว่ารัฐบาลตั้งไป ตั้งไปเพื่อการสอบที่ไม่ต้องการ หวังผล และผมไม่รู้ว่าสุดท้ายจะมีสภาพเหมือนคุณหมอบรรลุหรือเปล่า สอบสวนหาคนผิด การทุจริตกระทรวงสาธารณสุข จนกระทั่งตัวเองจะติดคุกเองแล้วเวลานี้ ผมเรียนกับ ท่านประธานว่านี่คือสิ่งที่นายอภิสิทธิ์ได้นําเสนอ
ประเด็นต่อมาครับท่านประธานที่เคารพ แนวทางต่าง ๆ ที่นายอภิสิทธิ์ ได้เสนอในการแก้ไขปัญหา เวลานี้ท่านประธานคงจะแลเห็นว่าวันไหนกระแสรัฐบาลไม่รู้ จะตอบคําถามอย่างไร เช่น พันธมิตรมาชุมนุมขับไล่ บอกว่ามาไล่ทําไม รัฐบาลกําลังจะไปแล้ว กําลังจะยุบสภาแล้ว บางวันรัฐบาลไม่มีอะไรทํา นายกรัฐมนตรีก็มาแถลงว่าจะมีการยุบสภา เดี๋ยวเดือนเมษายน พอไปถามจี้ ๆ ก็บอกว่ารอบ้านเมืองสงบก่อน พอสักพักรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคงเกิดเหงาขึ้นมาบ้าง บอกว่าจะยุบสภาเดือนมิถุนายน ท้ายที่สุดนายกรัฐมนตรี ก็บอกว่ายังไม่ได้คุยกัน แต่เอาไว้คลายเครียด พอรู้ว่าชาวบ้านอึดอัดบอกว่าจะไปแล้ว บอกว่า จะยุบสภาแล้ว ท่านไม่เคยแสดงความจริงใจอะไรใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ทั้งหมดเป็นเกม ทางการเมืองเท่านั้น เหมือนกับแนวทางการปรองดองที่ท่านได้พยายามประกาศมา ๕ ข้อ ท่านทําอะไรได้สักข้อไหมครับท่านประธาน ผมเรียนกับท่านประธานว่าเขาเรียกว่าเป็นมธุรสวาจา แต่มันเคลือบด้วยยาพิษทั้งหมด ผมไม่ได้สนใจว่าวันนี้ท่านจะยุบสภาเมื่อไร ท่านอยู่ไปเลย อยู่ไปจนครบเถอะครับ แต่ที่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้นท่านพยายามคิดว่า จริงอยู่ทุกคน อยากให้ท่านไปทุกนาที แต่ขณะเดียวกันนั้นทุกคนก็รู้ว่าท่านควรจะไปตามครรลองของ ประชาธิปไตย ผมเองนี่นะครับแม้ว่าจะไม่ชอบท่าน แต่ผมเรียนยืนยันว่าอํานาจนอกระบบ ที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยมาเปลี่ยนแปลงตัวท่าน ผมก็จะออกมาต่อสู้ แต่ไม่ได้สู้เพราะชอบ หรือไม่ชอบนายอภิสิทธิ์ แต่วันนี้มันเป็นเรื่องของหลักการประชาธิปไตย ผมเรียนกับ ท่านประธานว่าแนวทางกระบวนการสร้างความปรองดองที่มันจะตอบโจทย์เรื่องต่าง ๆ ซึ่งมันก็คล้ายกันกับสิ่งที่นายอภิสิทธิ์พยายามจะแถลง เช่นว่า เรื่องทุกฝ่ายในสังคมต้อง ร่วมมือกันในการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ มันก็จะสอดคล้องกับแนวทางนโยบาย ด้านความมั่นคงของรัฐ หน้าที่ ๒๐ ๑.เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์และเผยแพร่ขยายผล แนวพระราชดําริ รัฐบาลให้ความสําคัญสูงสุดกับการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ และกําหนดให้เป็นนโยบายด้านความมั่นคง โดยรัฐบาลได้ดําเนินการตามนโยบายที่สําคัญ ดังนี้ ๑.๑. การปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้ดําเนินการมาตรการป้องกันการละเมิด สถาบัน การปราบปรามการกระทําการละเมิดอย่างต่อเนื่อง ๑.๑.๑. จัดตั้งศูนย์เฝ้าระวัง การกระทําที่เป็นอันตรายต่อสถาบัน เยอะไปหมดครับ แต่กรณีที่พี่น้องผม เขาได้ไปที่ ทําเนียบรัฐบาล ได้ไปยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี บอกว่ามีเว็บไซต์ (Website) ของ หนังสือพิมพ์อังกฤษ ที่ชื่อว่าเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์การ์เดียนท์ (Guardient) และเขาไปเอา ข้อความจากเว็บไซต์วิกิลีกส์ (Wikileaks) ซึ่งมีถ้อยคําการพูดระหว่างอดีตนายกรัฐมนตรี ๒ คน อดีตรัฐมนตรี ๑ คน อดีตนายกรัฐมนตรี ๒ คน คนหนึ่งก็เป็นกรรมการปฏิรูปประเทศไทย ที่ท่านตั้งเองมากับมือคือนายอานันท์ ปันยารชุน ขออนุญาตเอ่ยนาม เพราะไม่ได้เป็น ความลับอะไร คนที่ ๒ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ คนที่ ๓ พลอากาศเอก สิทธิ เศวตศิลา ได้ไปพูดกับนายอีริค จี. จอห์น เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจําประเทศไทยในเวลานั้น และก็มีถ้อยคําซึ่งผมไม่ต้องการมาอภิปรายในสภาแห่งนี้ เข้าข่ายประทุษร้ายต่อ องค์รัชทายาท มีถ้อยคําที่รายงานชนิดที่รับฟังกันไม่ได้ พรรคพวกผมก็ไปยื่นหนังสือให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะนายกรัฐมนตรี และนายอภิสิทธิ์ได้แถลงแนวนโยบาย ด้านความมั่นคงของรัฐ ว่าจะปกป้องว่าจะเทิดทูน จัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังต่อการละเมิดล่วงสถาบัน ปรากฏว่าเว็บไซต์แห่งนี้คนเข้าดูเป็นล้าน ๆ คนไม่ได้มีการดําเนินการใด ๆ จาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งแสดงตนว่าตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีการเทิดทูนสถาบัน ปกป้องสถาบัน จัดศูนย์เฝ้าระวังต่อสถาบัน ปรากฏว่าเว็บไซต์ฉบับนี้ยังมีอยู่ ยังเผยแพร่ และคนก็ดูกันไปทั่วโลก พรรคพวกผมก็ไปยื่นหนังสือถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บอกว่า ให้จัดการกับบุคคลที่ถูกเว็บไซต์ฉบับนี้ อ้างจากวิกิลีกส์ระหว่างนาย อีริค จี. จอห์น กับ ๓ คน ของประเทศไทย เข้าข่ายการประทุษร้ายต่อองค์รัชทายาท ท่านประธานที่เคารพ ปรากฏว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รับเรื่องไปเสร็จเก็บเรื่องเงียบ พวกผมก็ไปทําอะไรต่อครับ ไปแจ้งความที่กองปราบปราม ไปแจ้งความใครครับ ก็แจ้งความจับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั่นคือข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๑๕๗ ท่านประธานที่เคารพ เพราะฉะนั้น ผมจึงเรียนกับท่านประธานนะครับว่า ที่เขียนนี่ครับ เทิดทูน ปกป้อง ตั้งศูนย์เฝ้าระวัง ใครก็เขียนได้ กล่าวหาว่าคนโน้นคนนี้ไม่จงรักภักดี ให้ ศอฉ. ซึ่งเขาก็มาสารภาพภายหลัง เรื่องแผนผังล้มเจ้า เป็นเพียงแค่ข้อเสนอเป็นเพียงแค่เรื่องล้อกันเล่น ไม่ยอมดําเนินการกันต่อ เพราะมันเป็นความเท็จ แต่นี่เป็นความจริง คนเข้าดูเว็บไซต์นี้หลายล้านคน แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับเพิกเฉย แต่ดันมารายงานต่อสภาว่าเทิดทูนสถาบัน ท่านประธานที่เคารพ ถามว่าเทิดทูนประสาอะไร นอกจากไม่ดําเนินคดีแล้ว ไม่มีการประท้วงทางการสหรัฐอเมริกา ท่านประธานที่เคารพ นับตั้งแต่วันที่ ๑๕ ธันวาคม ปีกลาย จนกระทั่งบัดนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่เคยทําการประท้วงไปยังทางการของสหรัฐอเมริกา ไม่ยอมดําเนินคดีกับ คนไทยทั้งสาม ไม่ยอมดําเนินคดีกับเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์การ์เดียนท์ ที่เอามาจากวิกิลีกส์ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นี่หรือครับคนเทิดทูนปกป้อง ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีได้อย่างไร พรรคพวกผมไปแจ้งความที่กองปราบ โดยหลักกองปราบก็ต้องส่งเรื่องนี้ให้กับดีเอสไอ (DSI) เพราะท่านบอกแล้วว่าคดีที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นมติของคณะกรรมการ คดีพิเศษ ที่ท่านนั่งเป็นประธานนี่ บอกว่าคดีที่มีการละเมิดสถาบัน ต้องให้เป็นคดีพิเศษ ผมเรียนกับท่านประธานว่านอกจากท่านไม่ดําเนินคดีอะไรแล้ว หน้าที่ของท่านคืออะไรครับ ไปขอพร ไปขอพรกับเว็บไซต์หนังสือพิมพ์การ์เดียนท์ เอาจากวิกิลีกส์มีการพูดถึงสถาบัน ในลักษณะประทุษร้าย นั่นคือหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี ไหนละครับเทิดทูน ปกป้อง เฝ้าระวัง ท่านต้องแจ้งจับ ท่านต้องดําเนินคดี ท่านต้องไปสอบถามว่าความจริงคืออะไร แต่นี่หน้าที่ ของนายกรัฐมนตรี ไปขอพรครับ นั่นหรือครับการเฝ้าระวังการเทิดทูน การปกป้องสถาบัน พระมหากษัตริย์ ท่านเอาสถาบันพระมหากษัตริย์ เอาไว้เพื่อไว้ด่าคนอื่น ไว้จัดการคนอื่น ไว้เล่นงานคนอื่น ไว้จัดการกับปฏิปักษ์เท่านั้น แต่คนที่เป็นพวกเดียวกับท่าน ถามว่าถ้อยคํา ทั้ง ๓ คนที่พูดกับนายอีริค จี. จอห์น นั้น คนไทยทั่วไปพูดได้ใช่ไหม ท่านลองบอกมาสิครับ หรือว่าท่านไม่รู้จริง เก่งโลกไซเบอร์ (Cyber) ไม่ใช่หรือครับ เทคโนโลยีเก่งไม่ใช่หรือครับ คนใกล้ชิดก็มีความชํานาญการเรื่องเทคโนโลยีนะครับ เก่งเรื่อง ๓ จี (3G) ไม่ใช่หรือครับ แต่ปรากฏว่าคนอ่านกันเป็นล้าน ปล่อย เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ต้องการให้บรรยากาศ อย่างนี้อึมครึม ผมจึงบอกว่าแนวนโยบายความมั่นคงของรัฐนั่นมันไม่ใช่เป็นเพียงแค่วาจา วันนี้ท่านทําอะไรแล้วหรือยัง นอกจากไม่ทําอะไรแล้ว ยังแสดงตนว่าไปยอมรับว่าการกระทํา อย่างนี้มันถูกต้อง ท่านจึงเข้าไปขอพรนะครับ ท่านยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงกรรมการ ที่ท่านแต่งตั้ง ทั้งที่มีถ้อยคําเข้าข่ายประทุษร้ายต่อองค์รัชทายาท ผมเรียนกับท่านประธานว่า วันนี้ผมเองต้องการจะบอกว่าการเขียนนโยบายหรือการจะใส่ร้ายอะไรใครก็ตาม ท่านใช้โทรทัศน์ช่อง ๑๑ เอ็นบีที (NBT) ที่กําลังถ่ายทอดเวลานี้ มีหน้าที่ในการกล่าวหา คนอื่นเรื่องความไม่จงรักภักดี แต่เมื่อคนที่เข้าใจว่าเป็นพวกเดียวกับท่านไปกระทําการ เกินกว่าคําว่า หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพราะเนื้อความมันเป็นการประทุษร้ายต่อ องค์รัชทายาท แต่นายกรัฐมนตรีกลับละเลย กลับไม่สนใจ แล้วก็ไปหมอบกราบคลานกับคน ที่ถูกกล่าวหาว่าประทุษร้ายต่อองค์รัชทายาท ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศนี้ได้อย่างไร ไหนอ้ายหน้าไหนละครับที่เรียงป้ายจงรักภักดี นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล ไปไหนละ ขึ้นป้าย ปกป้องสถาบันเต็มบ้านเต็มเมือง อยู่ไหน ปกป้องสถาบัน ไม่รู้หรือครับว่าเว็บไซต์นี้ มันมีแบบนี้ และอย่าตอบแบบชนิดที่นายสาทิตย์มาตอบเรื่องหนังสือนะครับ คนโง่ที่สุดในประเทศ เขาก็จะไม่ตอบแบบนั้น ผมเรียนกับท่านประธานว่า เรื่องนี้ผมเองก็เห็นว่านายกรัฐมนตรีต้อง เป็นแบบอย่างของความจงรักภักดี เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ ท่านจะดูหน้าคนไม่ได้ กฎหมายเขา จึงบอกอย่างไรครับ ถ้าดูหน้าคน ดูสี ท่านจะไม่พบกับความเป็นจริงแล้วท่านเองก็พบสัจธรรมแล้ว วันนี้แต่ละวันพวกผมก็ต้องฟังว่าพวกสะพานมัฆวานรังสรรค์เขาพูดอะไร จึงรู้ว่าพวกท่าน ขนคนมาให้เขา เอาสตางค์ไปให้เขา ร่วมวางแผนยึดทําเนียบรัฐบาลด้วยกัน ร่วมวางแผนยึด สนามบินด้วยกัน ความลับมันมาแตกนะครับ ถ้าผัวเมียไม่ทะเลาะกันคนไทยไม่ตาสว่างเลย เพราะเขาเป็นพวกเดียวกับท่าน หนึ่งในนั้นก็เป็น ส.ส. พรรคท่าน ที่อภิปรายดี ๆ ที่สุดก็เป็น ผู้สมัคร ส.ส. มีตําแหน่งทางการเมืองเดิมในรัฐบาลของพรรคท่าน อย่างนายประพันธ์ คูณมี ให้เครดิต (Credit) เลย ทําไมคนอยู่ในบ้านท่านแท้ ๆ ได้มาอธิบายละครับ ตั้งแต่ไปร่วม ชุมนุมครั้งแรก คนไม่เคยเลี้ยงกาแฟใครแม้แต่เพียงแก้วเดียวยังมาเลี้ยงข้าว ให้เนคไท (Necktie) ๕ เส้น แต่ปรากฏว่าตอนหลังก็มาร่วมกันทุกกระบวนการ ผมเรียนกับ ท่านประธานเลยว่าทั้งหมดมันได้อธิบายกัน แต่ที่ผมจะพูดกับท่านประธานก็คือว่า นี่มันเป็นกฎแห่งกรรมครับ ตั้งแต่ ๑๙ กันยายน ปี ๒๕๔๙ จนกระทั่งบัดนี้ถ้าพวกท่าน ไม่แตกคอกันพวกผมก็ไม่ตาสว่างหรอก ตอนแรกผมก็สงสัยว่าพวกท่านมีความสัมพันธ์ กันอย่างไร แต่พอพวกนี้มาอธิบายมันออกใบเสร็จเลยครับ เลยเข้าใจกันว่าท่านกับเขาร่วมกัน มาทําอะไรบ้าง แล้ววันนี้เมื่อเขาไม่ได้ตามที่เขาจะควรได้ พวกท่านเป็นฝ่ายได้ความลับจึงเป็น ประโยชน์กับประชาชน ผมเรียนกับท่านประธานว่าเรื่องแนวนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐ ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ถ้านายกรัฐมนตรีมีเพียงแค่ตัวหนังสือเอาไว้คําพูด สวยหรูในสมาชิกพูดเอาเป็นแบบแล้วตัวท่านได้ละเลย ไม่มีประโยชน์อะไรครับ เพราะฉะนั้น ต่อให้ท่านขึ้นป้ายเต็มบ้านเต็มเมือง ต่อให้ท่านจัดกิจกรรมตามอธิบาย แต่ถ้าตัวท่านไม่เป็น แบบอย่างเรื่องความจงรักภักดี ท่านไม่มีมาตรฐานในการจัดการคนที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ถ้าเป็นพวกท่านหมิ่นได้เป็นคนอื่นหมิ่นไม่ได้ ผมไม่เคยเถียงนะครับ ท่านดําเนินคดีใครว่าไป จับกุมติดตามจับกุมคุมขัง เขามีสิทธิต่อสู้คดี ผมก็มีหน้าที่มาเปรียบเทียบว่าทําไมคดี ดา ตอร์ปิโด กับคดีนายสนธิ ลิ้มทองกุล หรือจะเป็นใครก็ตาม จับครับ ไม่มีปัญหาครับ แต่ทําไม ๓ คนนี้จึงกล่าวหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ประทุษร้ายต่อองค์รัชทายาทได้ แล้วโดยนายกรัฐมนตรีทําเหมือนไม่รู้ไม่เห็น ท่านไม่รู้จริงหรือครับ ถามจริง ๆ วอลล์เปเปอร์ (Wallpaper) ไม่บอกท่านเลยหรือครับ เขาเก่งไอที เขาไม่รู้เลยหรือครับ แล้วที่พวกผมไปยื่นหนังสือกับท่าน ท่านไม่เห็นหรือครับ หรือว่าท่านเห็นท่านจึงทําอะไรไม่ถูก วิธีแก้ไขปัญหาของท่านคือไป ขอพรหรือครับ มันไม่ใช่ หน้าที่ของท่านคือดําเนินคดี ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีกํากับการ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ กํากับดูแลดีเอสไอ เมื่อสักครู่นี้ขึ้นมาผมเองก็เห็นท่านบอก โอ้โฮ มือปราบคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ พอท้ายที่สุดกลายเป็นพวกตัวเอง โอละพ่อ รวมไปทั้งคดีของท่านเองก็ไม่ไปถึงไหนผมเรียนกับท่านประธานว่าผมเองไม่ต้องการหยิบยก เรื่องนี้เข้ามาเป็นเรื่องหลัก เพราะผมไม่ต้องการครับ อธิบายมาตั้งแต่ต้นว่าเรื่องนี้เราเอามาใช้ เป็นเกมการเมืองมาใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองให้ได้ พวกผมเจ็บปวดมาก่อน ถูกผังล้มเจ้า โดยพวกท่านใส่ร้ายเอาเป็นคดีพิเศษออกด่าโทรทัศน์ช่องหอยม่วงเกือบทุกวัน แต่ปรากฏว่า พอคนของพวกท่านกระทําความผิดบ้างเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ท่านจตุพรมีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านผู้ประท้วงครับ ประท้วงอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอประท้วงผู้อภิปรายท่านได้ทําผิดข้อบังคับ ข้อ ๖๑ โดยการกล่าวถึงสถาบัน พระมหากษัตริย์ซ้ําแล้วซ้ําเล่าตลอดเวลา เนื้อหาต่าง ๆ ที่เป็นผลงานของรัฐบาลนี้ ท่านเกือบจะไม่ได้พูดถึงเลย ๓๔ นาทีของท่านที่ผ่านไปนี้มันเกี่ยวกับสถาบันโดยแท้เลย ไม่มีเรื่องอื่นเลย ผมอยากจะให้ท่านประธานช่วยตักเตือนและให้หยุดการกระทํานี้ด้วยครับ
ขอวินิจฉัยนะครับ ประธานก็นั่งฟังแล้วก็ดูสาระทั้งหลายนะครับ คือท่านผู้อภิปรายท่านกําลัง พูดถึงแนวนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐ และท่านก็โยงมา ข้อ ๑ เรื่องการเทิดทูนสถาบัน การเฝ้าระวัง ซึ่งก็อยู่ในหลักฐานเอกสารที่ฝ่ายรัฐบาลได้ทํามา ที่ท่านไปยกกรณีขึ้นมาถามว่า กรณีแบบนี้เกิดขึ้น รัฐบาลดําเนินการอะไรบ้าง ซึ่งก็เป็นข้อเท็จจริง เดี๋ยวท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งท่านฟังอยู่นี่นะครับ ท่านก็มีสิทธิที่จะชี้แจงถ้ามันคลาดเคลื่อนไม่จริงนะครับ ท่านก็ชี้แจงได้ เพราะฉะนั้นก็ยังอยู่ในประเด็นในเรื่องที่กําลังพูดกันอยู่ แล้วก็ไม่ได้ผิดข้อบังคับ เชิญต่อครับ
ท่านประธานที่เคารพ หน้าที่ ๒๑ (๔) การแต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาคดีความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร เพื่อให้คําปรึกษาคดีความผิดที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงในราชอาณาจักร คณะนี้ไม่รู้เรื่องอะไร เลยหรือครับ ท่านประธานที่เคารพ ก็องคาพยพของรัฐมันพร้อมกันไปหมด สภาความมั่นคง อยู่ไหนครับ กองทัพบก ปุ๊ดปัด ๆ เวลานี้หายหน้าไปไหนหมด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นั่งแว๊บ ๆ นี่นะครับ ลืมตาบ้างปิดตาบ้าง ไปไหนกันหมด ก็ขึ้นป้ายปกป้องสถาบันกัน เต็มเมือง ผมเรียนต่อท่านประธานนะครับว่าเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีตอบคําถามเท่านั้นเอง ว่าทําไมท่านไม่จัดการกับเว็บไซต์อันนั้น ทําไมท่านไม่แสดงออกจุดยืนของประเทศไทย ต่อทางการสหรัฐ แล้วท่านจะจัดการกับ ๓ คนนั้นอย่างไร เพราะมีการไปแจ้งความดําเนินคดีแล้ว ต่อมาครับท่านประธานที่เคารพ การแถลงนโยบายของรัฐบาลสิ่งหนึ่งนะครับที่มีความสําคัญ นั่นคือความชัดเจนของตัวนายกรัฐมนตรี ผมถามท่านสั้น ๆ ท่านสละสัญชาติอังกฤษของท่าน แล้วหรือยัง ท่านตอบเพียงแค่ใบเดียวว่าท่านได้สละสัญชาติอังกฤษที่ท่านได้ไปแจ้งเกิด ตามเอกสารที่ผมได้แถลงกันไปแล้วนี่นะครับ ที่ท่านเกิดที่ประเทศอังกฤษเมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๐๗ ที่เมืองนิวคาสเซิล ประเทศอังกฤษ ซึ่งกฎหมายของประเทศอังกฤษนี่นะครับ คนเกิดที่ประเทศอังกฤษก่อนปี ๒๕๒๖ ต้องได้รับสัญชาติอังกฤษโดยอัตโนมัติ บัดนี้ท่าน ได้สละสัญชาติอังกฤษแล้วหรือยัง ผมไม่เคยเถียงท่านว่าท่านเป็นคนไทยสัญชาติไทย ท่านได้สัญชาติไทยตาม พ.ร.บ. สัญชาติ โดยการเกิดอยู่แล้ว แต่ท่านก็ได้สัญชาติอังกฤษ โดยการเกิดเช่นเดียวกัน เกิดในราชอาณาจักรอังกฤษ และขณะเดียวกันพ่อแม่เป็นคนไทย ต้องได้รับสัญชาติไทย ถ้าท่านไม่ถอนสัญชาติอังกฤษท่านจึงเป็นคนสองสัญชาติ ท่านเพียงแค่ ตอบในสภาว่าบัดนี้ท่านได้สละสัญชาติอังกฤษแล้วเอาใบมายืนยันทุกอย่างก็จบ แต่ว่าไม่สละ สัญชาตินี่ครับ เป็นคําถามตามมาครับ ประเทศนี้จะมีนายกรัฐมนตรีสองสัญชาติได้หรือไม่ และเชื้อชาติ ไม่มีใครเลือกได้หรอกครับ เชื้อชาติ สัญชาติ ที่เกิด ไม่มีใครเลือกได้ครับ ไม่มี ใครเลือกเกิดที่ประเทศอังกฤษ เลือกเกิดที่สหรัฐอเมริกา เลือกเกิดที่ประเทศไทย เลือกเกิดที่ ประเทศฝรั่งเศส เลือกเกิดที่ใดก็ตามแม้กระทั่งประเทศเวียดนาม ประเทศพม่า เลือกเกิดไม่ได้ แต่ว่าเมื่อความจริงเรื่องนี้มันยังไม่ปรากฏ ท่านพยายามชี้แจงแบบแถ เวลาเขาถาม นักข่าว ไปถามว่าท่านสละสัญชาติอังกฤษแล้วยัง ท่านก็บอกว่าผมไม่ได้ถือสัญชาติมอนเตเนโกร แต่วันนี้ผมถามท่าน ว่าท่านสละสัญชาติอังกฤษหรือยัง
มีผู้ประท้วงครับท่านจตุพร เชิญท่านบุญยอด
ท่านประธานที่เคารพ บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพมหานคร ประท้วงว่าพูดนอกเรื่อง นอกประเด็น คําถามคือเรื่องที่จะพูดอยู่นี่อยู่หน้าไหน เป็นอีกเรื่องหนึ่งนะครับท่านประธาน ที่ต้องย้ํากับท่านประธานว่า ท่านประธานสภานั้นย้ํานะครับจะต้องใช้ข้อบังคับอย่างเคร่งครัด การอภิปรายในวันนี้มันต้องมีกรอบอยู่บ้าง จะโยงได้ครับเราไม่ว่า แต่ถ้าไปในทุก ๆ เรื่อง ที่นอกประเด็นไปเลย อดใจรอมาอภิปรายไม่ไว้วางใจรอบเดียวไม่ได้หรือครับ ประชาชน เขาก็เบื่อท่านครับ พิจารณาด้วยนะครับ
เดี๋ยวครับท่านสุชาติ ผมขอวินิจฉัยก่อนนะครับ ขอวินิจฉัยครับท่านจตุพรครับ เรื่องสัญชาตินี่ ผมว่ามันนอกกรอบการอภิปรายเรื่องนี้นะครับ ขอความกรุณาให้อยู่ในเรื่องแนวนโยบาย พื้นฐานของรัฐ ขอความกรุณาครับ
(นายสุชาติ ลายน้ําเงิน ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านสุชาติประท้วงอะไรเดี๋ยวครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุชาติ พรรคเพื่อไทย จังหวัดลพบุรี ผมประท้วงท่านประธานครับ ผู้ที่ประท้วง บ่อยครั้ง ท่านประธานต้องจดการประท้วงไว้ด้วย แล้วไปอ้างประชาชนว่าประชาชนเบื่อ ประชาชนโทรศัพท์มาบอกผมว่าเบื่อพวกประท้วงนี่มากที่สุดครับ ซึ่งความเป็นจริง
ถ้าอย่างนั้นก็อย่าประท้วง นั่งครับ
ท่านประธาน ยังไม่จบท่านประธาน ผมประท้วงยังไม่จบ พอผมประท้วงมาถึงเรื่องนี้ครับ พอท่านจตุพรพูดนี่ผมเริ่มเชื่อท่านครับ ว่าท่านนายกรัฐมนตรีเชียร์บอลทีมนิวคาสเซิลอย่างเดียวเมืองเกิดท่านเลยท่านครับ ขอบคุณมาก
ไม่ได้เข้าการประท้วงตามข้อบังคับนะครับ ไม่วินิจฉัย
(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านบุญยอดมีอะไรอีกครับ พอแล้วครับ ประท้วงกันไปมา
ประท้วงเรื่องใหม่ครับ ท่านครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพมหานคร ท่านผู้ประท้วงเมื่อสักครู่ เอาเอกสาร ผมไม่ทราบว่าเอาเอกสารอะไรมาคล้องคอไว้นะครับ ท่านต้องดูนะครับว่า อนุญาตแล้วหรือยัง เอาเอกสารเข้าสภา ตามข้อบังคับทําไม่ได้นะครับ ต้องขออนุญาต ท่านประธานก่อนนะครับ ท่านเอาเอกสารอะไรมาคล้องคอครับ มีป้ายเขียนถึงความเป็น เจ้าของหรืออย่างไรครับ หรือใครสั่งให้ท่านทําอะไร เป็นเจ้าของของใครครับ
เมื่อช่วงเช้าท่านประธานชัยท่านก็ถามแล้วนะครับว่าเอาอะไรมาคล้องคอ ท่านสุชาติ จะกรุณาบอกหน่อยได้ไหมครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม สุชาติ ลายน้ําเงิน พรรคเพื่อไทย จังหวัดลพบุรี เขต ๑ ถามว่าทําไมผมคล้องคอเพื่ออะไร คุณบุญยอดเขายังไม่รู้ อ่อนหัด เรื่องจริงนี่คุณบุญยอดรู้ไหมว่าใบอะไร นี่คือบัตรประชาชน ยุคอภิสิทธิ์ชนครับท่านประธาน เดี๋ยวผมจะอภิปรายให้คนทั้งประเทศได้เห็นว่าโกงกิน แม้กระทั่งบัตรประชาชน แล้วเอาบัตรเหลืองไปแจกแทนครับท่านประธาน เดี๋ยวท่านประธาน ตามไปดูเนื้อหาอย่าเพิ่งไปไหนก็แล้วกัน ขอบคุณมาก
ท่านจตุพรครับ ผมขอความกรุณานะครับ อะไรที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องแนวนโยบายพื้นฐาน แห่งรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสัญชาตินี่เอาเก็บไว้ก่อน ยังมีเวทีที่จะอภิปรายเรื่องนี้ได้ ขอความกรุณาครับ เชิญต่อครับ
ท่านประธานที่เคารพ แนวนโยบาย ด้านความมั่นคงของรัฐ ประชาชนในชาตินี้เขาต้องการรู้ว่านายกรัฐมนตรีของเขามีกี่สัญชาติกันแน่ ท่านจะมาชี้แจงว่าไปสมัคร ส.ส. สัญชาติไทย ท่านก็ใช้สัญชาติไทยสิครับ ท่านจะไปใช้ สัญชาติอังกฤษไปสมัคร ส.ส. ได้อย่างไร อย่าแถครับ ท่านต้องตอบว่าท่านได้สละสัญชาติอังกฤษ แล้วหรือยัง ประเด็นอยู่ตรงนี้เท่านั้น แล้วให้ท่านนึกตอนพวกท่านอภิปรายนายบรรหาร ในสภาไปขุดบรรพบุรุษจากเมืองจีน เกิดเมืองจีน เตี่ยเป็นคนจีน อภิปรายจนกระทั่ง นายบรรหารว่า กูเกิดที่ไหนกันแน่ นั่นคือสภาพ แต่วันนี้ผมถามเป็นวิทยาศาสตร์ ไม่มีกระดาษเปล่าแผ่นเดียว แต่เป็นเนื้อหาครบถ้วน ไปคัดมาเมื่อวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ปีนี้ กลัวว่าจะเป็นของเก่า ก็ให้ทีมกฎหมายไปคัด อุตส่าห์เดินทางไปยังประเทศอังกฤษคัดมาได้ เรียบร้อยหมด ที่นายอภิสิทธิ์ไปแจ้งการเกิด เมื่อวานนี้กรรมาธิการการต่างประเทศก็พบ หลักฐานเพิ่มว่าที่ไปแจ้งเกิดนะครับ เกิดวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๐๗ แจ้งโรงพยาบาล นี่เป็น สูติบัตรนี่นะครับ วันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๐๗
ประท้วงอีกแล้ว เดี๋ยวครับ ท่านบุญยอดประท้วงประเด็นเดียวกันหรือเปล่า
ท่านประธานที่เคารพครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพมหานคร ก็ต้องลุกขึ้นมาประท้วงอีกครั้งครับ ก็ท่านก็สั่งแล้วว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกัน ก็ยังอภิปรายเรื่องนี้ต่อ ถ้าไม่มีประเด็นต้องจบครับ มีคนอื่นรออภิปรายเยอะแยะครับ ท่านประธานสั่งให้ชัดเจน วินิจฉัยชัดเจนแล้วยืนยันคําสั่ง ตัวเองด้วยนะครับ
ท่านจตุพรผมขอความกรุณานะครับ เรื่องวันนี้ประธานยืนยันว่ามันไม่ได้เกี่ยวกับหมวด แนวนโยบายพื้นฐานของรัฐ อาจจะเกี่ยวกับคุณสมบัติอะไรก็แล้วแต่ ซึ่งก็มีบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญว่าด้วยคุณสมบัติผู้ดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่ ก็ไปดําเนินการในเรื่องนั้น หรือไม่อย่างนั้นก็เอาไปไว้ตอนอภิปรายไม่ไว้วางใจก็แล้วกันนะครับ แต่ช่วงนี้ขอให้มัน เกี่ยวข้องกับเรื่องหมวดแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐนะครับ
คือประเด็นไม่ไว้วางใจมันมีมากครับ ท่านประธาน
ประธานวินิจฉัยขอให้ไม่ต้องพูดเรื่องสัญชาติแล้วครับ เชิญครับเอาเรื่องอื่นต่อที่เกี่ยวข้อง โดยตรง
การแถลงผลงานตามนโยบาย ที่ประกาศนั้นคนไทยเขาต้องการจะรู้ครับ คือถ้าท่านถือสัญชาติไทยสัญชาติเดียวก็ตอบมา จบ เคลียร์ (Clear) ให้ท่านอีกต่างหากไม่ต้องอึมครึม ท่านเองก็ยืนตอบมา ผมได้สละ สัญชาติอังกฤษแล้ว พวกผมก็จะได้วางแผนอย่างอื่นต่อ
เดี๋ยวมีผู้ประท้วงข้างหลังเชิญครับ
ท่านประธานจําชื่อผมไม่ได้หรือครับ
อยู่ไกลหน่อยครับ บอกชื่ออีกทีครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ประมวล เอมเปีย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดชลบุรี ครับท่านประธาน ผมประท้วง ท่านประธานครับ ในข้อบังคับ ข้อ ๘ ว่าท่านไม่ควบคุมการอภิปรายให้อยู่ในเนื้อหาสาระเลย และผมเรียนให้ท่านทราบตรง ๆ ว่าผู้อภิปรายไม่มีสิทธิที่จะมาอภิปรายในนี้ด้วยซ้ํา ท่านบอก เรื่องสัญชาติไม่สมควรจะเอามาพูด กฎหมายรัฐธรรมนูญก็กําหนดไว้แล้วในเรื่องคุณสมบัติ ของการสมัครผู้แทนราษฎร กกต. เขาเป็นคนตรวจสอบคุณสมบัติ ยังจะมาพูดหาเสียง ใส่ร้ายป้ายสีอยู่ได้ เอาเวลาไปทําอย่างอื่นดีกว่า จะตรวจสอบรัฐบาลให้ตรวจสอบจริง ๆ ครับ อย่ามาใช้วิธีแบบนี้ หัวสมองมีบ้างหรือเปล่า
เอาแล้วครับ นั่งเถอะครับ ประธานได้วินิจฉัยไปแล้วนะครับ ท่านจตุพรครับ อย่าเอาเรื่องนี้ มาพูดเลยครับ เอาไว้พูดในเวทีอื่นนะครับ ขอให้ท่านดําเนินการอภิปรายอยู่ในเรื่องของ แนวนโยบายพื้นฐานของรัฐต่อไปนะครับ เชิญครับ ท่านพุฒิพงศ์มีอะไรครับ
ผมไม่เห็นด้วยกับคําวินิจฉัยของ ท่านประธานครับ เพราะว่าเนื่องจากว่าสัญชาตินี้มันมีผลสําคัญ เพราะว่าถ้าเกิด นายกรัฐมนตรีเกี้ยเซียะกับประเทศอังกฤษ ประเทศไทยเสียหายได้
คืออย่างนี้นะครับ ๑. คําวินิจฉัยของประธานถือเป็นเด็ดขาด ๒. ประธานวินิจฉัยแล้วว่า เรื่องนี้มันไม่น่าจะเกี่ยวกับเรื่องหมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ จริงอยู่เป็นที่ วิพากษ์วิจารณ์กันว่าสัญชาติอย่างไรจะไทยหรือจะอังกฤษ ซึ่งตรงนี้มันไม่ใช่เวทีที่เราจะมา ตัดสินกันเรื่องนี้นะครับ ก็ขอให้ไปเรื่องที่มันเกี่ยวข้องกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐโดยตรง แล้วกันนะครับ ประธานได้วินิจฉัยไปแล้วครับ เชิญท่านจตุพรครับ
ท่านประธานที่เคารพ คําว่า รัฐต้อง พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย พวกผมต้องการจะรู้ว่า นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยถือ ๒ สัญชาติใช่ไหม แล้วหยุดมาประท้วงประเภทนักเลงด้วย ไม่มีประโยชน์ ท่านไว้ขู่ตัวเองในกระจกเถอะ
ท่านจตุพรครับ ประธานวินิจฉัยไปแล้วนะครับ ขอความกรุณาข้ามเรื่องนี้ไปเลยครับ
ผมเรียนกับท่านประธานนะครับ ปรากฏว่าพอพูดเรื่องสัญชาติ ตัดสัญญาณทันทีครับ ช่องเอ็นบีทีความสามารถเจ้าเก่า ชาติหน้าเกิดยิ่งสั้นกว่านี้ครึ่งเท่าตัว ผมแช่งทุกครั้งเวลาตัดสัญญาณ ไม่รู้ว่าชาติหน้าท่าน จะตัวสูงเท่า ๖ นิ้วได้หรือเปล่า ตัดสัญญาณตัดทีไรความสูงสั้นไปทุกที ผมเรียนกับท่านประธาน ว่าการแสดงเรื่องเอกราชมันมีความจําเป็น เพราะมันจะเกี่ยวข้องกับการจัดความสัมพันธ์ ด้านต่างประเทศ เพราะต่างชาติจะมามีผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงในประเทศไทยไม่ได้ ผมยกตัวอย่างครับท่านประธาน ที่ผมถามเรื่องสัญชาติเพราะอะไร มันจะเกี่ยวข้องกับ นโยบายของรัฐ เกี่ยวข้องกับความมั่นคง เอกอัครราชทูตของประเทศอังกฤษ ที่สัญชาติ ใบแรกของนายกรัฐมนตรีถ้าไม่มีการสละสัญชาติ ปรากฏว่าไปรับตําแหน่งเป็นที่ปรึกษาของ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จํากัด (มหาชน) ประจําประเทศอังกฤษ เห็นไหมครับว่ามันมี ผลประโยชน์ที่มันเกี่ยวเนื่อง เกี่ยวข้อง แต่สภาพประเทศไทยเราเป็นชาติเอกราชตามมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญ ผมจึงถาม การถามคือการให้โอกาส นายอภิสิทธิ์ได้ตอบคําถาม มันจะได้ ตอบต่อว่าการที่ไม่ให้แม่ของนางสาวเกศกมล อัคฮาด นางพะเยา อัคฮาด ไม่ให้เดินทางไป ตามคําเชิญของสมาชิกรัฐสภาของประเทศอังกฤษ มันเกี่ยวข้องกับเรื่องสัญชาติของ นายอภิสิทธิ์ รวมกระทั่งเอกอัครราชทูตที่ไปรับเป็นที่ปรึกษาของไทยเบฟเวอเรจ จํากัด (มหาชน) เบียร์ช้าง ผมถึงบอกว่านี่อย่างไรละครับ เราต้องดูว่าผลประโยชน์ความสัมพันธ์ทับซ้อนกัน อย่างไร แต่ท่านนายกรัฐมนตรีเอาใบสละสัญชาติมา คนไทยก็จะได้จบ แจงกันในสภา ไม่จําเป็นต้องตัดสัญญาณกันแบบนี้ ผมจะเรียนกับท่านประธานว่า ความมั่นคงของรัฐนั้น เราต้องรู้สถานะของรัฐ อย่างที่ผมบอกผมไม่ได้มีปัญหาเรื่องเชื้อชาติ สัญชาติ สีผิว ผมเคยออกมาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องเชื้อชาตินายกรัฐมนตรี แต่ผมไม่ได้มีวิพากษ์วิจารณ์ ในเรื่องสถานะ หรือมีการเหยียดเรื่องเชื้อชาติ คนเราเลือกเชื้อชาติไม่ได้ ผมอาจจะเชื้อชาติไทย สัญชาติไทย เชื้อชาติท่านมาจากทางประเทศเวียดนาม ท่านไปกําหนดบรรพบุรุษไม่ได้ ท่านจะอพยพมาจากเมืองกัมปอตอย่างไร นั่นประวัติศาสตร์ ใครไปเปลี่ยนไม่ได้ ผมเรียนกับ ท่านประธานว่าใครก็เลือกเกิดไม่ได้ แต่ที่ถามเพราะคนไทยต้องรู้ว่านายกรัฐมนตรีของเขา กี่สัญชาติเท่านั้น ถ้าสัญชาติอังกฤษถือด้วย ผมก็จะได้รู้ครับว่าเราจะต้องเดินหน้ากันอย่างไร ไม่ถือสัญชาติอังกฤษ ผมก็รู้ว่าผมจะต้องเดินหน้ากันอย่างไร ท่านไม่ต้องเป็นห่วง เรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
มีประท้วงอีกแล้วครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ เจ้าหน้าที่มีตั้งไม่รู้กี่คน ไม่เคยมองผมเลย เวลาผมยืนประท้วง
เชิญเลยครับ
อภิปรายวกวนซ้ําซากอยู่ได้ ตรวจสอบ ผมบ้างสิครับเชื้อชาติ ผมเชื้อชาติอังกฤษผมสละมาแล้ว พูดจาซ้ําซาก วกวนซ้ําซาก ผมประท้วง ข้อ ๖๑ ใช้เวลาเกือบ ๑๐ นาทีพูดเรื่องสัญชาติอยู่อย่างเดียว คุณมีทีมกฎหมายอยู่ทําไม
นั่งลงครับ ประธานวินิจฉัยไปแล้วครับ นั่งลงเถอะครับ ท่านจตุพรจะข้ามเรื่องนี้แล้วครับ เดี๋ยวถ้าอย่างไรท่านนายกรัฐมนตรีท่านจะชี้แจงเองครับ นั่งเถอะครับ เชิญนั่งลงครับ
สัญชาติอังกฤษมันดุขนาดนี้
เดี๋ยวผมเรียนนิดหนึ่งนะครับ เดี๋ยวนะครับ
ท่านต้องรีบสละแล้วครับ
ขออนุญาตครับ ผมขออนุญาตชี้แจงนะครับ คือเรื่องการถ่ายทอดสดนะครับ ขณะนี้ที่ต้อง ตัดสัญญาณ เพราะว่าก็มีเอกสารชัดเจนจากสถานีโทรทัศน์ว่าการถ่ายทอดก็จะดําเนินทั้งวัน จนเสร็จสิ้นการอภิปราย แต่จะขอตัดเสนอข่าวภาคเที่ยงนะครับ เวลาเที่ยงถึงเที่ยงครึ่ง แล้วก็ข่าวในพระราชสํานัก เวลา ๑๙.๓๐ นาฬิกา ถึง ๒๐.๓๐ นาฬิกา แล้วก็ข่าวภาคดึก เวลาเที่ยงคืนถึงเที่ยงคืนครึ่ง ฉะนั้นตอนนี้มันเที่ยงสิบห้าก็คงอยู่ในช่วงที่ตัดสัญญาณเข้าข่าว ท่านประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม พีระเพชร ศิริกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย ขอประท้วง ท่านประธานด้วยความเคารพครับ ผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี เวลานี้ขณะนี้แค่ตอบว่า ท่านนายกรัฐมนตรีถือสัญชาติอังกฤษด้วยหรือไม่ แค่นี้ละครับ จบ ไม่ต้องว่ากันไปว่ากันมา ความจริงเป็นสิ่งที่ไม่ตาย ความจริงต้องปรากฏครับ ไม่ตอบวันนี้ความจริงก็ต้องปรากฏ วันหน้าอยู่ครับ ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ท่านผู้อภิปรายก็ได้ซักถามเรื่องนี้พอสมควรแล้วนะครับ เดี๋ยวท่านนายกรัฐมนตรี คงจะตอบชี้แจง เชิญท่านไปต่อเรื่องอื่นได้นะครับ
ผมเพิ่งรู้จริง ๆ ว่าเกิดที่ประเทศอังกฤษ สัญชาติอังกฤษ มันดุจริง ๆ
ท่านผู้อภิปรายครับ ก็คงไม่ให้มาใช้วิธีแบบนี้แล้วนะครับ อภิปรายต่อ
คืออย่าขู่มากเดี๋ยวผมตกใจ รู้แล้วว่า เกิดประเทศอังกฤษ น่ากลัว
เอาละครับ
ผมเรียนท่านประธานนะครับว่า นี่เป็นโอกาสของนายกรัฐมนตรีที่ได้ชี้แจง ประเด็นต่อมาครับท่านประธานที่เคารพ จากเหตุการณ์การสลายการชุมนุมในเมษาเลือด ๒๕๕๒ นะครับ ซึ่งนําไปสู่การตั้ง คณะกรรมการตรวจสอบเหตุการณ์ข้อเท็จจริงในการชุมนุมในเหตุการณ์เมษาเลือด ปี ๒๕๕๒ จนกระทั่งถึงเหตุการณ์ ๑๐ เมษายน ถึง ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ คําถามที่เกิดขึ้นก็คือว่า ท่านได้ใช้งบประมาณในการสลายการชุมนุมในปี ๒๕๕๒ ถึงปี ๒๕๕๓ กี่พันล้านบาทกันแน่ ที่หนังสือพิมพ์ไปลงว่าใช้งบประมาณ ๕,๐๐๐ ล้านบาทบ้าง ๖,๐๐๐ ล้านบาทบ้าง เฉพาะในเหตุการณ์ ๑๐ เมษายน ถึง ๑๙ พฤษภาคม ที่มีความตาย ๙๑ ศพ บาดเจ็บ ๒,๐๐๐ คนนั้น และเหตุการณ์ ๒๕๕๒ รวมการใช้จ่ายงบประมาณในการปราบปราม ประชาชน ในการเข่นฆ่าประชาชน ในการไปสร้างสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งท่านได้เจอกับผม ตอนการอภิปราย ผมเรียนกับท่านประธานว่า ถามว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งมารายงาน ผลงานต่อสภาผู้แทนราษฎร รัฐธรรมนูญบังคับให้รายงานต่อรัฐสภา แต่ขอรายงานทีละซีก นี่ก็ไม่รู้ว่ามาได้อย่างไร แต่ตั้งคําถามว่า การจัดเบี้ยเลี้ยงหรือการจัดงบประมาณข้อเท็จจริง เป็นอย่างไร ทําไมท่านไม่กล้าที่จะแถลงในที่สาธารณะ ทําไมท่านไปปิดบัง นักข่าวไปถาม หัว เสีย เรียงกันเป็นตับตั้งแต่กองทัพยันตัวท่าน นั่นเป็นเงินภาษีอากรของประชาชน และเป็น การทําเกินผลงานเกินนโยบายที่ท่านได้แถลงเอาไว้ ท่านไม่ได้แถลงว่าท่านจะต้องไปฆ่าคน หรือปราบปรามประชาชน เพราะฉะนั้นผมเรียนเลยว่าเรื่องที่ใส่ร้ายยัดเยียดประชาชน ฆ่ากันเองบ้างเผาบ้านเผาเมือง ท่านเจอกับผมตอนอภิปรายไม่ไว้วางใจอยู่แล้ว วันนี้ผมก็ได้ เพียงสาปแช่ง ให้ฆาตกรให้พวกเผาบ้านเผาเมืองตัวจริงมันได้รับการลงโทษลงทัณฑ์ แต่หน้าตาคนเผาบ้านเผาเมือง ท่านจะได้เจอผมตอนการอภิปราย ผมเรียนกับท่านประธาน ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนั้นมันสอดคล้อง เวลากล่าวหาประชาชน บอกว่าจ้างเขาให้มาตาย แต่พวกท่าน ใช้งบประมาณเกิน ๕,๐๐๐ ล้านบาท ผมไม่แน่ใจว่า ๒ ปี จะถึงหมื่นล้านบาทหรือเปล่า ท่านเอาเงินภาษีอากรของประชาชนมาจ้างทหารให้มาฆ่าประชาชนได้อย่างไร ผมถามว่า ท่านได้ใช้เงินเท่าไรตอนที่ยึดอํานาจ ๑๙ กันยายน ปี ๒๕๔๙ ทันทีที่หัวหน้าคณะรัฐประหาร แถลงว่า ใช้งบประมาณในการยึดอํานาจพันกว่าล้านบาท คนเขาก็ด่าทั้งบ้านทั้งเมือง ว่ายึดอํานาจเสร็จไปออกบิลการยึดอํานาจอีก แต่นี่งบฆ่าคนนะท่านประธาน
ท่านจตุพรมีผู้ประท้วง ข้างหลังก่อนครับ ข้างหลังประท้วงก่อน เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานปล่อยให้เขาพูดอย่างนี้ได้อย่างไรครับที่บอกว่า รัฐบาลจ้างให้ทหารฆ่าประชาชน เป็นการใส่ร้ายที่ร้ายแรงที่สุดเลย ท่านประธานต้องให้เขาถอน ถ้าไม่ถอน ผมก็ไม่ยอมครับ
เดี๋ยวผมวินิจฉัยท่านก่อน
ผมทนฟังมานานเหลือเกินครับ
ท่านจตุพรครับขอให้ถอนคําว่า จ้างฆ่าประชาชน นะครับ
ท่านประธานที่เคารพ เวลาที่ กล่าวหาผมในสภาแห่งนี้ ว่าพวกผมจ้างประชาชนมาตาย ผมยังไม่ได้ขอให้ถอนเลย ผมจึงบอกว่าถามไหม ว่าใช้งบประมาณเท่าไร ก็หนังสือพิมพ์ลงนะครับ ใช้งบ ๕,๐๐๐ ล้านบาท เฉพาะ ๒ เดือน
เอาอย่างนี้ท่านจตุพรครับ ท่านถามได้ว่าใช้งบเท่าไร แต่อยากจะให้ท่านถอนตรงที่ว่า รัฐบาล เอางบนี้ไปจ้างมาฆ่าประชาชน ถอนหน่อยครับ
อย่างนี้แก้เป็นว่า รัฐบาลเอาเงิน ภาษีอากรของประชาชนมาให้ทหารมาฆ่าประชาชน ๕,๐๐๐ ล้านบาท
ยังไม่ได้ครับ
เอาอย่างนี้นะครับ ท่านจตุพร
ก็คนมันตาย ๙๑ ศพ บาดเจ็บ ๒,๐๐๐ คน แล้วใช้งบประมาณนี้นะครับ หนังสือพิมพ์ก็ลงไปทั่ว รัฐบาลก็ไม่แก้
คือเรื่องนี้ยังอยู่ในกระบวนการสืบสวนสอบสวนหาข้อเท็จจริง ฉะนั้นขอความกรุณาท่านถอน คําว่า จ้างฆ่าประชาชน ก่อนครับ ถอนเถอะครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผมขอถอน และขอเปลี่ยนว่า รัฐบาลได้ใช้เงินภาษีอากรเกินกว่า ๕,๐๐๐ ล้านบาท ไปให้ทหาร ลั่นกระสุนปืนใส่ประชาชน ตาย ๙๑ คน บาดเจ็บ ๒,๐๐๐ คน
ผมก็ยังยืนยันที่จะประท้วงให้ถอนคําพูด แบบนี้ครับ ในเมื่อยังพิสูจน์อะไรไม่ได้แล้วท่านจะมาพูดในสภาอย่างนี้ได้อย่างไร นี่คือสภา อันทรงเกียรติ
เดี๋ยว ประธานจะวินิจฉัยนะครับ
เอาอย่างนี้ขอถอนว่า รัฐบาลไม่ได้ ใช้เงินสักบาทเดียว ไม่มีการตาย ๙๑ ศพ ไม่มีคนบาดเจ็บ ๒,๐๐๐ คน ไม่มีการจับกุมคุมขัง อะไรใครเลย สบายใจไหม
ท่านจตุพรครับผมขอความกรุณาท่านถอนคําพูดนะครับ
ผมขอถอนคําพูด แล้วก็บอกว่า รัฐบาลไม่ได้ใช้เงินสักบาทเดียว ไม่ได้ทําให้ความตายแม้แต่เพียงคนเดียว ไม่มีคนบาดเจ็บ ๒,๐๐๐ คน ไม่ได้มีการตาย ๙๑ ศพ ไม่ได้ใช้เงินภาษีอากรแม้แต่เพียงบาทเดียวจึงขอถอน ท่านดีจริง ๆ ครับ เหมือนพระบิณฑบาตเลยครับทุกเช้า ถอนแล้วครับ เป็นผ้าขาวเหมือน พระบิณฑบาตทุกเช้า
ถอนแล้วใช่ไหมครับ ผมไม่สนใจประโยคอื่น หรอกครับ ท่านประธานให้เขาหยุดพูดบ้างสิครับ ผมไม่สนใจประโยคอื่นครับ ผมสนใจว่า เขาถอนแล้วจบครับ
เชิญนั่งครับ เดี๋ยวจะให้อภิปรายต่อ สิ่งที่ท่านให้ถอนเขาก็ถอนแล้วนะครับ
ถอนแล้วใช่ไหมครับ
ถอนแล้วนั่งลง เดี๋ยว ๆ มีข้างหลังประท้วงอีกรายเดี๋ยวนะครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ผมนั่งฟังการอภิปรายของท่านสมาชิกท่านนี้มาเกือบ ๕๐ นาทีด้วยความอดทน ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าผมต้องประท้วง ประการแรกคือท่านประธาน ท่านประธานปล่อยให้สมาชิก อภิปรายผิดข้อบังคับซ้ําแล้วซ้ําอีก โดยที่ท่านประธานไม่พยายามควบคุมการประชุมให้บุคคล ท่านนี้กล่าวใส่ร้ายป้ายสีทั้งบุคคลในสภาและบุคคลภายนอก โดยที่ท่านประธานไม่ได้ยับยั้ง ไม่ได้ทักท้วงเลยแม้แต่ครั้งเดียว ท่านสมาชิกท่านนี้อภิปรายถึงสัญชาติท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีตอบได้ครับ ผมไม่มีความวิตกกังวลเลย แต่ว่าท่านประธานวินิจฉัย หลายครั้งว่าให้ยุติ แต่เมื่อเสร็จแล้วท่านประธานก็ปล่อยให้อภิปรายอย่างนี้ซ้ําแล้วซ้ําอีก ผมจึงต้องลุกขึ้นมาประท้วงท่านประธาน ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า พฤติกรรมของคนนั้น กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา จะมาใช้การอภิปรายในสภาแห่งนี้แล้วก็ สร้างความเข้าใจให้กับพี่น้องประชาชน ท่านประธานฟังผมก่อนสิครับ ท่านยังไม่ได้ฟังผม ประท้วงเขาเลยว่า
เอาละครับ ได้ประเด็นที่ท่านประท้วงแล้วครับ ตอนนี้มันนอกประท้วงแล้วครับเป็นการ อภิปรายแล้ว
ท่านฟังผมสิครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผมก็ทน เขามา ๕๐ เดือนเหมือนกัน แล้วก็ประท้วงแบบนี้ ประท้วงแล้วก็อภิปรายกินฟรีแบบนี้
เอาละนั่งลงนะครับ ท่านผู้ประท้วง ประธานทราบประเด็นที่ท่านประท้วงประธานแล้วครับ ท่านบอกว่าประธานไม่ควบคุมการอภิปราย ปล่อยให้อภิปรายไปนอกประเด็นนอกกรอบ เดี๋ยวประธานจะได้ชี้แจง ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นท่านก็อภิปราย
ผมประท้วงด้วยท่านประธาน ที่เคารพ
นั่งลงได้แล้วครับ เชิญนั่งลงได้แล้วครับ
คือใช้วิธีการแบบนี้กับผม มาหลายรอบ
เดี๋ยวท่านจตุพรครับฟังให้จบ เอาว่าอย่างไร ท่านสรุปเลยท่านจะประท้วงอะไรประธาน ไม่ต้องอภิปราย
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก อภิปรายผิดข้อบังคับ ตลอด ๕๐ นาทีท่านประธานอดทนฟังได้ ผมลุกขึ้นไม่ถึง ๑ นาที ท่านประธานอดทนฟังผมไม่ได้ ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่าท่านประธานไม่ได้ทําหน้าที่ อย่างเป็นธรรมให้กับสมาชิกสภาแห่งนี้ ท่านประธานฟังผมก่อนสิครับ ผมกราบเรียนว่า การกล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีท่านสมาชิก ผมก็ต้องลุกขึ้นมาพูดความจริงให้ปรากฏว่าวันนี้ ประชาชนเขาจําได้ว่าใครที่พาประชาชน
เอาละเดี๋ยวไปกันใหญ่ คืออย่างนี้ผมเรียนท่านผู้ประท้วงว่ามีการประท้วงเรื่องท่านอภิปราย เรื่องสัญชาติ ประธานก็วินิจฉัยให้ท่านไม่อภิปรายเรื่องนี้ให้ไปอภิปรายเรื่องอื่นก็จบ เรื่องสัญชาติก็ไปเรื่องอื่น ทีนี้มาถึงเรื่องการใช้งบประมาณเพื่อไปดูแลการชุมนุมก็มีการขอให้ ถอนคําพูดที่บอกว่า รัฐบาลใช้งบประมาณไปสั่งให้ทหารฆ่าประชาชน ท่านก็ถอนแล้ว ประธานก็ควบคุมมาตลอด นั่งได้แล้วครับ นั่งลง มีท่านประท้วงอีกท่านหนึ่ง จบแล้วครับ จบ ของท่านประธานวินิจฉัยชี้แจงไปแล้ว เชิญนั่งครับ คือเดี๋ยวท่านนายกรัฐมนตรีท่านจะเป็นคน ชี้แจงประเด็นต่าง ๆ ที่ท่านถูกกล่าวหาหรืออย่างที่ท่านพูด ท่านไม่ต้องชี้แจงครับ เดี๋ยวท่าน นายกรัฐมนตีท่านจะชี้แจงเอง ผมทราบประเด็นแล้วเมื่อสักครู่ท่านก็ได้บอกแล้ว ประเด็นที่ ท่านประท้วงท่านกําลังจะอภิปรายชี้แจงอะไรต่อมิอะไร ซึ่งตรงนั้นมันเป็นหน้าที่ของผู้ที่เขา ถูกกล่าวหาเดี๋ยวเขาจะชี้แจง ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีท่านก็นั่งอยู่ นั่งเถอะครับ ๆ เชิญนั่งครับ พอแล้วครับ นั่งเถอะครับ เชิญนั่งลงครับ เชิญนั่งเลยครับ ขอความกรุณานั่งเถอะครับ ประธานจะควบคุมครับ
(นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พอแล้ว ท่านสุชาติมีท่านผู้ประท้วงอีกท่านหนึ่ง เชิญครับ
ท่านประธานคะ รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. แบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉันขอประท้วงท่านประธาน ๒-๓ ประเด็น
ข้อแรก ก็คือว่าท่านประธานต้องควบคุมที่ประชุมให้อยู่ในความสงบ อย่าให้ ตะโกนข้ามไปข้ามมาอย่างนี้
ข้อสอง ก็คือประท้วงท่านประธานว่าท่านต้องควบคุมนะคะ ไม่ใช่ว่า ผู้อภิปรายถอนคําพูดว่าอย่างนี้แล้วแต่พูดอีกอย่างหนึ่งเป็นการประชดประชันเสียดสี อย่างนี้ก็ใช้ไม่ได้ เพราะที่จริงความจริงคือมันมีคนตาย ไม่ใช่บอกว่าประชดประชัน ไม่มีใครตาย ไม่มีอะไร สะอาดบริสุทธิ์ อย่างนี้ก็ไม่ใช่อีกเหมือนกัน เพียงแต่ว่าข้อเท็จจริงมันไม่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นท่านก็ต้องควบคุมด้วยค่ะว่าไม่ใช่ให้พูดประชดประชัน
แล้วอีกอย่างหนึ่งงบประมาณตั้งหลายรายการใช้จ่ายในช่วงระหว่างนั้น ก็ได้เข้าไปชี้แจงในที่ประชุมคณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณ ซึ่งเป็นกรรมาธิการสามัญ ด้วยแล้วค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ประธานจะควบคุมการประชุมในเรียบร้อยนะครับ ท่านสุชาติประท้วงอะไรอีกครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุชาติ พรรคเพื่อไทย จังหวัดลพบุรี ผมประท้วงท่านประธาน ข้อ ๘ เพราะประธาน ถือว่าสูงสุดในสภาผู้แทนราษฎรแล้วนั่งอยู่ ท่านประธานปล่อยให้ผู้ประท้วงใช้กิริยามารยาท ไม่สุภาพหลายคน ทําไมผมพูดอย่างนี้ท่านประธานครับ นี่สภาอันทรงเกียรติ ตั้งแต่คนที่แล้ว ผ่านมาท่านเห็นไหมครับ ดุยิ่งกว่าสัญชาติอังกฤษอีก ผมก็ทนฟัง แล้วทุกคนลุกมาประท้วง ท่านประธานห้ามก็ไม่ฟัง แล้วผมที่นั่งอยู่ตรงนี้เวลาผมมีปัญหา ประธานชัยนี้เอาเป็นตัวอย่าง ท่านประธานครับ ข้อ ๘ ท่านประธานใช้ รปภ. ท่านให้มาเชิญออกไปใครไม่ฟังประธานสภา พวกผมโดนมาก่อน ท่านประธานต้องทํามาตรฐานด้วย ท่านประธานขอบคุณมาก
เชิญท่านผู้อภิปรายกรุณาอยู่ในประเด็นที่กําลังพิจารณากันอยู่นะครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผมเรียนกับ ท่านประธานว่าการอภิปรายของผมนั้น ผมก็ได้อิงการรายงานผลงาน แต่เนื่องจากว่าเป็นการ รายงานล่าช้า ๑ ปี ประเด็นเรื่องสูติบัตรที่มีการกระแดกกระดันเมื่อกี้นี้นะครับ นี่สูติบัตร ที่สถานทูต ๑ เมษายน ๒๕๐๘ นี่สูติบัตรที่โรงพยาบาล
เราผ่านเรื่องนี้ไปแล้วครับ
๔ สิงหาคม ๒๕๐๗ หลังเกิด ๑ วัน นี่หลังเกิดปีหนึ่งที่สถานทูตไทย
เอาเรื่องอื่นแล้วครับ
เพราะฉะนั้นมันไม่ได้อยู่ดี ๆ แล้ว ลุกขึ้นมาประท้วงแล้วมากินฟรีกันแบบนี้ ผมจะได้อภิปรายต่อท่านประธาน ผมเรียนต่อ ท่านประธานนะครับว่า การรายงานผลการดําเนินการของรัฐบาลนั้นเราก็คงจะได้แลเห็นว่า
เดี๋ยวครับ มีท่านพิเชษฐประท้วงครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ครับ ผมขอประท้วงท่านประธานในบางสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องนี้ การพูดเรื่อง สัญชาติ ผมทราบดีว่ามีเจตนาลึก ๆ แฝงอยู่เป็นการลามปาม ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเรา จํานวนมากที่ไม่ได้เกิดในประเทศไทย วันนี้ท่านจงใจพูดถึงท่านนายกรัฐมนตรีหรือกําลัง ลามปามไปถึงใคร บุคคลบางครั้งเกิดมาก็อาจจะมี ๒ สัญชาติ ในขณะเดียวกันอาจจะ เรื่องแผ่นดินเกิดหรือสัญชาติของบิดามารดา ๒ สัญชาติที่เกิดขึ้นขณะเดียวกัน มันจบด้วย การถือเจตนาสัญชาติอะไรละครับ ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีถือสัญชาติไทย เจตนาถือสัญชาติไทย
ท่านประธานต้องถามว่าเขา ประท้วงหรือจะชี้แจง
ผมกําลังฟังอยู่ครับ เดี๋ยวให้เวลา
นี่ไม่ใช่เป็นการประท้วงท่านประธาน
ประท้วงครับท่านประธาน ประท้วง ท่านประธานที่ปล่อยให้พูดซ่อนเจตนาลามปามไปถึงผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองและบุคคลอื่น ท่านประธานคงเข้าใจ ผมเข้าใจว่าท่านประธานคงทราบนะครับว่าผมพูดถึงอะไร และท่านประธานอย่าปล่อยให้เป็นเช่นนั้นอีก ผู้หลักผู้ใหญ่ที่ไม่ได้เกิดในประเทศไทยจะเกิด ในประเทศอังกฤษ จะเกิดในสหรัฐอเมริกา เกิดในประเทศไหนก็มีสัญชาติไทยโดยถูกต้อง และผมถามท่านประธานว่าการสละสัญชาติทําอย่างไรครับ มีกฎหมายเปิดช่องให้ สละสัญชาติไหม นอกจากกรณีที่เขาแสดงเจตนาถือสัญชาติใดสัญชาติหนึ่ง แต่ผมเพียงแต่ ขอความกรุณาท่านประธาน ผมไม่อยากให้เกิดขึ้นในสภาว่าถือเอาคนหนึ่งเป็นเป้าเพื่อลามปาม ไปถึงอีกแห่งหนึ่ง อีกที่หนึ่ง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ควรเกิดขึ้นในสภาครับ
ท่านจตุพรครับ คือขอให้ข้ามเรื่องสัญชาตินี้ไปเลยนะครับ แล้วไปเรื่องอื่นเลยครับ
ประเด็นที่นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ได้อธิบายนั้นได้เข้าข่ายในลักษณะของการใส่ร้าย แล้วพยายามจะเชื่อมโยงถึงสถาบัน นี่ผมเห็นเลย ผมเรียนบอกแล้ว ท่านประธานฟังผมก่อนสิ
ผมขอใช้อํานาจประธานนะครับ เราจะไม่พูดประเด็นนี้แล้วครับ
เป็นการใส่ร้ายในสภาได้อย่างไร ท่านประธานปล่อยให้ประท้วงอย่างนี้ได้อย่างไร ผมบอกว่าคนเรามันเลือกที่เกิดกันไม่ได้ แต่วันนี้ต้องการจะถามตัวนายอภิสิทธิ์ว่าสละสัญชาติอังกฤษแล้วหรือยัง
ท่านได้ถามแล้ว เดี๋ยวท่านนายกรัฐมนตรีจะชี้แจง
แล้วท่านประธานปล่อยให้เขา มาประท้วงเพื่อใส่ร้ายได้อย่างไร
ไปเรื่องอื่นได้แล้วครับ
แล้วทีเรื่องเว็บไซต์วิกิลีกส์ ทําไมไม่ทํา สมองส่วนการรับรู้
เอาละครับ ไปเรื่องอื่นได้แล้วครับท่านจตุพร ไม่อย่างนั้นก็ประท้วงกันอยู่อย่างนี้ครับ ไปเรื่องอื่นได้ไหมครับ พอแล้วครับ ทุกท่านนั่งลงครับ ไม่ประท้วงแล้วครับ ท่านจตุพรจะได้ อภิปรายต่อ
(นายสุนัย จุลพงศธร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พอแล้วครับท่านสุนัยครับ ให้ท่านจตุพรอภิปรายเถอะครับ ท่านสุนัยประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานครับ ผม สุนัย จุลพงศธร ขอประท้วงท่านประธานที่ควบคุมการประชุมแล้วก็ให้สิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค ในการประท้วงไม่เท่ากันระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลได้ประท้วง บางคนก็ไม่ได้ประท้วง ก็ขึ้นมาพูด ท่านครับเรื่องนี้ผมเข้าใจความรู้สึกของท่านประธานดี และก็เข้าใจเพื่อนสมาชิก ที่พยายามจะพูดเรื่องนี้ เป็นห่วงในเรื่องสถาบัน ผมเองจะไม่ก้าวล่วงหรอกครับ แต่ว่าถ้าเรา จะยอมรับความเป็นจริงว่า ประเด็นสัญชาติของท่านนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นประเด็นสําคัญ ทางสังคม ผมก็คิดว่าท่านจตุพรก็มีความจงรักภักดี ก็คงจะพูดแค่นี้ครับ และผมจะขอร้อง เมื่อกี้สะกิดคุณจตุพรแล้วว่าเอาสักแค่นี้ แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า เรื่องนี้ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ใช่คนธรรมดานะครับ ท่านเป็นผู้บริหารประเทศ ถ้าท่านตอบ เสียให้ชัดเจน
เดี๋ยวครับ เอาทีละท่าน เดี๋ยวก่อนครับ
ให้ท่านตอบเสียชัดเจนไปว่าผมได้สละ สัญชาติอังกฤษแล้ว ก็จบ ทีนี้หลายวันที่ผ่านมานี้ท่านก็งึม ๆ งํา ๆ
เอาละครับท่านสุนัย ประเด็นนี้ก็เป็นประเด็นที่ท่านจตุพรได้อภิปรายแล้วก็ได้ตั้งประเด็น คําถามไว้แล้วครับ เดี๋ยวท่านนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้ชี้แจงเองครับ พอแล้วครับ ครบประเด็น แล้วครับ นั่งเถอะครับ พอแล้วครับท่านสุนัย ชัดเจนแล้วครับ มีอะไรต่อท่านสุนัย
ท่านประธานครับ ท่านประธาน ให้เกียรติสมาชิกสักนิดหนึ่งเถอะครับ ผมเองก็ไม่ได้ใช้เวลาในการอภิปรายวันนี้ ผมอยากให้ การอภิปรายวันนี้แถลงผลงานของรัฐบาลอย่างราบรื่น ดังนั้นผมขอให้ท่านประธาน ได้ให้เกียรติทั้ง ๒ ฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ใช่ทางโน้น ๓ คน ๔ คน ตรงนี้ขอแค่ประท้วง คนเดียวก็ยังไม่ได้ ผมไม่ได้ประท้วงท่านประธานอะไรมากมาย เพียงแต่ต้องการให้เห็นถึง ว่าเราก็มีเจตนาตรงกัน แต่ว่าประเด็นปัญหาทั้งหมดนี้อยู่ที่ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ตอบอะไร ให้ชัดเจน งึม ๆ งํา ๆ เหมือนเรื่องเดียวกับท่านนายกรัฐมนตรีเกณฑ์ทหาร
คือท่านนายกรัฐมนตรียังไม่มีโอกาสตอบเลยครับ
ท่านเหมือนเรื่องเดียวกันเลย ทําเสีย ให้ชัด ๆ จะได้จบ
นั่งเถอะครับ ขอบคุณครับ พอแล้วครับ จะได้อภิปรายแล้วจะได้จบ ท่านนายกรัฐมนตรี จะได้ชี้แจง นั่งเถอะครับ
(นายประมวล เอมเปีย ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ประท้วงอะไรครับ
ประท้วงท่านประธานครับ ผม นายประมวล เอมเปีย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดชลบุรีครับ ท่านให้ท่านสุนัย ขึ้นมาอภิปรายเรื่องอะไร ประท้วงข้อไหน ระเบียบข้อบังคับมันมีท่านก็ปล่อยอยู่นั่น เวลาผม จะพูดท่านบอกพอแล้วครับ ๆ ท่านไม่ฟังผมบ้างเลย
ท่านประธานที่เคารพ แล้วเขา ประท้วงข้อไหนครับท่านประธาน
ผมประท้วงข้อ ๘ ไม่มีสมองหรืออย่างไร
เดี๋ยว ๆ ขอความกรุณาอยู่ในความสงบนะครับ ท่านประมวลครับ ขอความกรุณาอยู่ใน ความสงบครับ อย่านะครับท่านสมาชิก ขอความกรุณาครับ เอาเถอะครับ นั่งลงครับ คือท่านสุนัยท่านก็ลุกขึ้นมาต่อว่าประธานไม่ให้ความเป็นธรรมกับทางนี้ ให้แต่ทางนี้ ได้ประท้วง ผมก็ถามว่าท่านจะประท้วงเรื่องอะไรก็เท่านั้นเอง ก็เป็นธรรมทั้ง ๒ ฝ่ายนะครับ นั่งเถอะครับ ท่านอภิปรายต่อได้ครับ ไม่มีประเด็นประท้วงแล้วครับ เชิญนั่งลงครับ ถ้าไม่นั่ง ก็ยืนไปแล้วกัน ขอใช้ถ้อยคําท่านประธานชัยก็แล้วกัน ท่านจตุพรอภิปรายต่อ ผมให้แล้ว ท่านก็ได้ประท้วงหลายรอบแล้วประธานก็วินิจฉัยไปแล้ว พอแล้วครับ ถ้าอย่างนั้นประท้วง อย่างนี้ก็ไม่ต้องไปทางไหนแล้วครับ ก็วินิจฉัยไปแล้วตามที่ท่านประท้วงมาก็เรียบร้อยไปแล้ว ให้เขาหยุดพูดเรื่องนี้เขาก็หยุดแล้ว กําลังจะไปเรื่องใหม่แล้วครับ นั่งเถอะครับ นั่งลงครับ พอแล้วครับ เชิญอภิปรายต่อ
ตกใจครับ มีคนดุมากครับ ใช้ภาษา ไม่สุภาพนะครับ ไม่เป็นไรครับ ดุไปเถอะครับ ไม่เป็นไร อย่าให้ใครไปเกิดที่ประเทศอังกฤษบ้าง จะได้ดุแบบนี้ ท่านประธานที่เคารพ นโยบายด้านการต่างประเทศคือการส่งเสริม ความร่วมมือเพื่อสร้างความแข็งแกร่งของอาเซียน การพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น การสํารวจจัดทําหลักเขตชายแดนไทย ลาว กัมพูชา ไทย-พม่า การสร้างโอกาสทาง การค้าให้กับประเทศไทยในกรอบการค้าใหม่ ๆ ท่านประธานคงจะได้แลเห็นว่าการที่ นายกรัฐมนตรีรายงานผลงานต่อสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเขาบังคับไปรายงานต่อรัฐสภานั้น จะเห็นได้ อย่างชัดเจนว่าไม่ได้ปฏิบัติตามข้อนี้เลย การที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งคนวิพากษ์วิจารณ์กันทั้งบ้านทั้งเมืองว่าไม่ได้จัดความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน เปลี่ยนโอกาสจากสนามรบเป็นสนามการค้า แบบอดีตนายกรัฐมนตรี พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนนี้จัดความสัมพันธ์ทางการค้าเป็นสนามรบกัน ไปหมด ผมก็สงสัยมาตั้งแต่ต้นว่าเขามีภูมิต้านทานอะไร แต่ผมก็ถึงบางอ้อว่าการที่ นายกรัฐมนตรีไม่จัดการกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนั้น ท่านเอาไว้เฉลี่ย ความชิงชังของประชาชน แทนที่ว่าเขาจะวิพากษ์วิจารณ์ตัวนายกรัฐมนตรีคนเดียว ก็ต้อง วิพากษ์วิจารณ์นายกษิตมาหารความชิงชังของประเทศ ของประชาชนบนสถานการณ์ของ ประเทศที่แก้ไขอะไรไม่ได้เลย แล้วเวลานี้สถานการณ์ก็เกิดขึ้นมาเต็มไปหมด ผมจึงเรียนกับ ท่านประธานว่าสถานการณ์มันไม่ใช่เฉพาะกับไทย-กัมพูชา เวลานี้ท่านตอบโจทย์ไทย-ลาว ไทย-พม่า แม้กระทั่งในประเทศมาเลเซียที่เขารักษามารยาท แม้กระทั่งไทย-บรูไน ไทย-อินโดนีเซีย รบกระทบกระทั่งกับประเทศเพื่อนบ้าน ท่านปล่อยให้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศไปสัมภาษณ์ในลักษณะซักประเทศที่มีความคิดแตกต่าง ประเทศไทย ไม่เว้นประเทศรัสเซีย ประเทศฝรั่งเศส ประเทศอินเดีย อย่างนี้คือหาเรื่อง รอบประเทศ ข้างบ้านทะเลาะหมดแล้ว เลยพัฒนาการไปทะเลาะไกล ๆ บ้าง แล้วจะบริหาร ในการจัดสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านแบบนี้แหละครับ เพราะฉะนั้นด้านการต่างประเทศ ท่านล้มเหลว ไม่ได้แตกต่างกับด้านในประเทศ ในประเทศก็เป็นปัญหา ท่านประธานที่เคารพ เวลานี้คนเขาเดือดร้อนกันไปหมด มันไม่ใช่แค่เรื่องไข่ เรื่องน้ํามันปาล์ม เวลานี้ที่ประชาชน เขาเดือดร้อนว่าถ้านายกรัฐมนตรียังปล่อยให้คนไปทําแบบน้ํามันปาล์มนี่ต่อไป ถ้าเขาใช้ วิธีการเดิมแบบนี้ไปทําน้ําตาล กักเอาไว้ ไปทํากับข้าว ไปทํากับพืช เนื้อสัตว์อาหารอย่างอื่น ไปทํากับนม หรือไปทํากับไข่ที่เคยเจอปัญหากัน ท่านประธานว่าคนไทยเขาก็รู้เต็มอก มันอยู่ดี ๆ นี่นะครับ น้ํามันปาล์มมันช็อตไปได้อย่างไร มีประเทศใดในโลกบ้างที่ต้องเข้าแถว ซื้อน้ํามันปาล์ม ท่านประธานลองไปดูสิครับมันทุเรศป้ายร้านค้าซื้อได้ครอบครัวละขวด เท่านั้น เคยมีไหมครับนายกรัฐมนตรีประเทศไทยคนไหนบ้างที่เขาบริหารประเทศ แล้วชาวบ้านไปต่อแถวซื้อน้ํามันปาล์ม นี่โชคดีว่าอดีตหัวหน้าพรรคของท่านยังแนะนําให้คน ไปต้ม ไปนึ่งบ้าง ต่อไปก็ลวกครับ เหมือนพฤติกรรมเหมือนกับไข่ชั่งกิโล เวลานี้เวลาเขาสั่ง ไข่ลวก บอกไข่ลวกครึ่งกิโล มันลําบาก แต่ท่านฉลาดนะครับ คนก็ไปวิพากษ์วิจารณ์เรื่องไข่ ความปราดเปรื่องของท่านวิพากษ์วิจารณ์เรื่องน้ํามันปาล์ม แต่พฤติการณ์เรื่องน้ํามันปาล์มนั้น มันจะเป็นประตูเลยว่า ถ้าท่านปล่อยให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้โดยที่ท่านรู้เต็มอก ผมว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กับสมาชิกพรรคท่านรู้ว่าต่างฝ่ายต่างรู้ว่าอะไร จะเกิดขึ้น แต่ถ้าท่านปล่อยให้สถานการณ์มันเกิดขึ้นอย่างนี้ พืชอย่างอื่นความจําเป็น ด้านอาหารอย่างอื่น ถ้าถูกกระทําบ้างท่านจะจัดการอย่างไร ท่านจะไปตลาดไหมครับ ท่านนายกรัฐมนตรี เวลานี้ท่านลองไปจ่ายกับข้าว ท่านลองถามแม่บ้านท่านดูสิว่าราคา อาหารตั้งแต่พืช ผัก ผลไม้เวลานี้ราคามันขึ้นสูงอย่างไร เนื้อสัตว์ เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อควาย เนื้อปลา เนื้อสัตว์ทะเลต่าง ๆ ราคาสูงหมด ผักก็ราคาสูงหมดท่านประธาน รายได้ประชาชน เท่าเดิม บนวันหนึ่งก็บริโภคความสําเร็จของรัฐบาล คอยแถลงมาตรการโน้น คือพูดง่าย ๆ ว่าไปชั่งไข่ขายเป็นกิโลให้คนด่าจนกระทั่งลืมว่า หมูมันก็แพง ผักมันก็แพง ปลามันก็แพง เวลานี้ประชาชนเขาเดือดร้อนกันไปหมด แต่รัฐบาลเองเข้าใจว่าเวลานี้ท่านแก้ไขปัญหาได้ เศรษฐกิจดี มันก็ดีในบรรดาพวกท่านสิครับ และขณะเดียวกันท่านลองไปดูเถอะครับ การจัดลําดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม (World Economic Forum) ที่ท่านไปที่เมืองดาวอส ประเทศไทยมีอันดับความสามารถ ในการแข่งขันลดลงจากอันดับที่ ๓๖ มาอยู่ที่ลําดับ ๓๘ ปีที่แล้วโน้นอยู่ ๓๔ ขยับมา ๓๖ ขยับมา ๓๘ ท่านนั่งเป็นนายกรัฐมนตรีลดลงทุกปีครับ เพราะฉะนั้นผมจึงเรียนกับ ท่านประธานว่าเวลานี้นะครับ แล้วเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม เขาก็ทํา เช่นว่าความไม่มั่นคงของ รัฐบาลมีปัญหา ๒๔ เปอร์เซ็นต์ เพราะสภาพอย่างนี้ รวมกระทั่งเรื่องนโยบายไม่แน่นอน ไม่ต่อเนื่อง ๑๔ เปอร์เซ็นต์ ความไม่มีประสิทธิภาพในระบบราชการ นี่ไม่ต้องพูดถึง ผลงานของท่านชัดเจน ข้าราชการนี่ครับ ท่านลองไปถามกระทรวงใดเลยครับ ในระบบ การโยกย้ายเป็นยุคที่การโยกย้ายขาดระบบธรรมาภิบาลมากที่สุดนับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลง การปกครองมา มีไหมครับว่าตั้งแต่ข้อสอบโรงเรียนนายอําเภอ ตําแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด ตําแหน่งในสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ตําแหน่งในทบวง กรมต่าง ๆ ท่านลองไปถามข้าราชการดู ผลการเลือก ก.ตร. ผู้ทรงคุณวุฒิ มันตอบโจทย์เลยว่าทําไมสํานักงานตํารวจแห่งชาติ จึงเลือกคนที่มีนักทัศนคติที่ไม่ได้ตรงกับพวกท่าน เพราะเขาต้องการจะตอบโจทย์ว่า พวกรัฐบาลของท่านมีระบบการโยกย้ายที่ขาดหลักธรรมาภิบาล ตอบไม่ได้เลยครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่ละจังหวัดไม่สามารถที่จะรับกับสภาพอย่างนี้ได้เลย รู้ที่มาของ ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละคน รู้เรื่องการจ่ายเงินจ่ายทองในตําแหน่ง แล้วเงินที่มาจ่าย ในตําแหน่งนี้ครับ แล้วท่านก็เล่นบทฤๅษี บทพระผู้ดี หลังม่านท่านรับเงินการโยกย้าย ข้าราชการ ทุจริตคอร์รัปชัน (Coruption) แต่ท่านหน้าบานเป็นมิสเตอร์คลีน (Mr. Clean) สะอาด แต่ข้างหลังท่านเขลอะสกปรกไปหมด ท่านจะสะอาดอยู่ได้อย่างไร เวลานี้เวลาเขา ไปทําสํารวจบอกว่านายกรัฐมนตรีภาพพจน์โปร่งใส รัฐมนตรีไม่สุจริต ท่านเป็นหัวหน้า คนไม่สุจริตอยู่ได้อย่างไร คนไปตําหนิโจร แต่ผมต้องตําหนิหัวหน้าโจร หัวหน้าโจรไปปล่อย ให้โจรในแก๊งนั้นไปปล้นได้อย่างไร ฉันใดฉันนั้นครับ หน้าที่ของรัฐบาลท่านไม่รู้หรือครับว่า โยกย้ายตําแหน่งของกระทรวงต่าง ๆ มีการรับเงินรับทอง โกงข้อสอบโรงเรียนนายอําเภอ กล้าปลดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไหม ท่านก็ไม่กล้าแตะต้อง ท่านก็คิดในมิติ ทางการเมือง แต่ท่านเป็นคนที่พูดเก่ง หน้าตาดี พูดแล้วก็น่าฟัง แต่ว่าการปฏิบัติตรงกันข้าม กับหน้าตา ตรงกันข้ามกับคําพูด นี่คือสภาพตลอดมา แล้วคนพูดแบบนี้ไม่ใช่ผมคนเดียว กลุ่มพันธมิตรพวกท่านเดิมนี่ละครับ เขาก็บอกกันแบบนี้ว่าท่านโกหกทุกวัน นี่ต้องไปว่า คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ผมยืมคําพูดเขามา แต่ผมเรียนกับท่านประธานว่ามันได้สะท้อน เรื่องระบบธรรมาภิบาลว่าบัดนี้มันเป็นความต่ําทรามที่สุด แล้วท่านก็บริหารประเทศ เหมือนไม่มีอะไรจะเกิดขึ้น วัน ๆ ก็ไปโน่นอยู่โพเดียม (Podium) พูดในสิ่งที่ดี ๆ แต่หลังฉาก เต็มไปด้วยปัญหาทั้งหมด ถามจริงท่านไม่รู้เรื่องน้ํามันปาล์มหรือ ท่านประธานที่เคารพ เพราะฉะนั้นเรื่องต่อมานี้ เขาบอกว่าเรื่องปัญหาคอร์รัปชันมีสัดส่วน ๑๑.๔ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเรื่องนี้อย่างที่ผมเรียนว่า ความจริงมันควรที่จะขึ้นลําดับที่ ๑ เพราะการคอร์รัปชัน ในรัฐบาลท่าน แต่เนื่องจากว่าท่านนี่นะครับ สื่อมวลชนบอกรัฐบาลเทพประทานบ้าง มหาวิทยาลัยเกษตรเส้นใหญ่ผัดซีอิ๊วบ้าง ถ้าท่านไม่มีเส้นถ้าเป็นรัฐบาลตามครรลองปกติ ท่านอยู่ไม่ได้แล้ว แต่เวลานี้ประชาชนเขาเจ็บปวด ผมในทางการเมือง ผมอยากให้ท่าน อยู่นาน ๆ ประชาชนเขาจะได้รู้เช่นเห็นชาติเลยครับว่าความสามารถของท่านอย่างไร องคาพยพของท่านอย่างไร การพูดกับการกระทํา สิ่งที่ท่านได้พรรณนาต่อประชาชนกับการ กระทํานั้นคืออะไร ท่านอยู่กันไปเถอะครับ อยู่นานเท่าไรหาความสําราญตามสบาย ประชาชน เขาจะมีความรู้สึกอย่างไรท่านคิดเองได้ ไม่ต้องมาบอกกับประชาชนหรอกครับว่าจะยุบสภา เมื่อไร มันเป็นการผ่อนคลาย กลายเป็นเรื่องขํา ๆ แล้ว พอท่านอ้าปากจะยุบสภาคน ก็หัวเราะใส่หน้าท่าน ท่านอยู่ไปเถอะครับ เลือกตั้งพวกผมจะได้หาเสียงง่าย ต่อให้จัดระบบ ๓๗๕ : ๑๒๕ ไม่มีปัญหา สู้ได้ครับ ยิ่งอยู่นานเท่าไรประชาชนตาแจ้ง ตาสว่าง รู้ว่าที่ท่านทํา มาทั้งหมดนั้นเพราะความเป็นอภิสิทธิ์ชน แตกต่างจากนายกรัฐมนตรีคนอื่น ถ้านายกรัฐมนตรี คนอื่นมาทําอย่างเดียวกับท่าน เขาไม่ได้อยู่ได้นานถึงขนาดนี้ ทุกเรื่องที่ผมได้อภิปรายมานั้น นี่ลองเป็นรัฐบาลพวกผมสิครับ เรื่องวิกิลีกส์ เว็บไซต์ การ์เดียนท์ เรื่องเดียวอยู่ไม่ได้แล้ว แต่ท่านเป็นอภิสิทธิ์ชนท่านอยู่ได้ เพราะฉะนั้นการรายงานผลงานวันนี้ผมเองยังเห็นว่าเป็น การรายงานที่ผิดรัฐธรรมนูญ เขาให้รายงานปีละครั้ง แล้วรายงานต่อรัฐสภา แต่เมื่อจะเอา เข้าสภาผมก็ได้ทําหน้าที่แล้ว ขอกราบขอบคุณท่านประธาน
เชิญท่านนายกรัฐมนตรี
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี สมาชิกที่เพิ่งอภิปรายไปได้ใช้เวลานานพอสมควร ผมก็คงจะไม่ใช้เวลานานเท่านั้นนะครับ แต่ว่าท่านพูดในช่วงหนึ่งว่าวัน ๆ หนึ่งท่านติดตาม ข่าวสารมาก ดูคลิปหลายคลิปอย่างละเอียด ผมก็เพียงแต่แปลกใจว่าแต่ละเรื่อง ที่ท่านอภิปรายมา เมื่อท่านดูข้อมูลละเอียด ทําไมท่านไม่พูดให้หมด ทําไมท่านไม่พูดให้ครบ แต่กลับเลือกตัดตอนในแต่ละเรื่องให้เกิดความเข้าใจที่ไขว้เขว
ประการแรก ท่านก็พูดถึงว่ารัฐบาลชุดนี้มีเงื่อนงําในการเสนอรายงานการ ดําเนินการตามนโยบายพื้นฐานที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ๒ ประเด็น ประเด็นหนึ่งพูดว่า รัฐธรรมนูญบอกให้เสนอต่อรัฐสภา แต่กลับมาเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็วุฒิสภา แทนที่จะประชุมร่วม อีกประเด็นหนึ่งก็บอกทํานองว่า เขาบอกให้เสนอทุกปี แต่นี่ปี ๒๕๕๔ แล้วทําไมจึงเพิ่งมาเสนอ ขอกราบเรียนท่านประธานว่าที่จริงแล้วการดําเนินการในการจัดทํา รายงานแสดงผลงานที่ต้องเสนอต่อสภามันเกิดขึ้นมาตั้งแต่ ๒๕๔๐ เป็นต้นมา โดยรัฐธรรมนูญครับ ข้อความที่ใช้มาก็ใช้ในลักษณะนี้ละครับว่าเมื่อดําเนินการไปแล้ว ๑ ปี ก็ให้มาเสนอต่อรัฐสภา แต่ว่าแนวปฏิบัติที่ผ่านมานั้นปรากฏว่าก็จะมีการดําเนินการเสนอต่อ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาโดยลําดับ ก็ไม่เห็นท่านจะต้องข้อสังเกตว่ารัฐบาลทุกชุด ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมามีความไม่ชอบพากล เป็นเงื่อนงําว่าทําไมถึงมาเสนอทีละสภา แล้วผมก็มองไม่เห็นจริง ๆ ครับว่าการเสนอต่อสภาแห่งนี้แล้วไปเสนอต่อวุฒิสภารัฐบาลจะมี ความได้เปรียบหรือได้ประโยชน์อะไร แทนที่จะเป็นการประชุมร่วม แต่มันเป็นแนวปฏิบัติ ที่ปฏิบัติกันมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ แล้วความจริงก็ต้องเป็นวินิจฉัยของทางฝ่ายสภาผู้แทนราษฎรเอง ซึ่งก็ถือหลักมาโดยตลอดว่าการประชุมร่วมจะมีขึ้นเฉพาะกรณีที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ ผมก็จึงไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าทําไมจึงได้พยายามตั้งข้อสังเกตเสมือนกับว่ามันมีเงื่อนงําอะไร รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีชวนก็ทําอย่างนี้ รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณก็ทําอย่างนี้ รัฐบาล พลเอก สุรยุทธ์ ซึ่งเป็นรัฐบาลที่มีรัฐธรรมนูญชั่วคราวก็มีสภาเดียว แล้วก็มาปฏิบัติ ในรัฐบาลชุดนี้ ไม่ได้มีอะไรมีเงื่อนงําเลยครับ ผมก็ไม่ทราบว่าประเด็นอย่างนี้หยิบขึ้นมา เพื่อให้เกิดความไขว้เขวทําไม ส่วนถามว่าเมื่อดําเนินการไปครบ ๑ ปีแล้วทําไมไม่เสนอ ทําไมเพิ่งมาเสนอปีนี้ ท่านอ่านข่าว ท่านไม่อ่านวาระการประชุมสภาบ้างหรือครับ เรื่องนี้รัฐบาลเสนอมาที่สภาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว เพราะฉะนั้นสภาจะพิจารณา เมื่อไรอย่างไรนี่ก็เป็นเรื่องของรัฐสภา รัฐบาลไม่ได้มีเจตนาบอกว่าไม่ให้พิจารณาในเรื่องนี้ ผ่านมาเดือนสุดท้ายของสมัยประชุมนี้ ปีที่แล้วกับสมัยประชุมนิติบัญญัติอีก ๑ สมัยประชุมเป็นการตัดสินใจของสภาครับ ไม่ได้มีเงื่อนงําอะไรเลย แต่ว่าพูดให้เกิด ความเข้าใจว่าพยายามจะทําให้เกิดปัญหา สร้างเงื่อนงําต่าง ๆ ขึ้นมาเช่นเดียวกัน
ประเด็นต่อมาท่านก็พูดเลยไปถึงว่าผมนี่ทําผิดกฎหมายแบบเดียวกันกับกรณี การประกาศใช้กฎหมายความมั่นคง ซึ่งระบุเอาไว้ว่าเมื่อประกาศเหตุหรือประกาศพื้นที่ ที่ปรากฏเหตุต่อความมั่นคงและมีการใช้กฎหมายฉบับนั้นแล้ว เมื่อมีการดําเนินการ ตามกฎหมายเสร็จก็ต้องมีการรายงานต่อสภา ท่านก็บอกว่าท่านเคยทวงถามผม ผมบอกว่า กําลังจัดทําอยู่ นี่เวลาผ่านมา ๒ ปีไม่ได้มีการดําเนินการ ก็ไม่จริงท่านครับ บังเอิญท่านเป็น ส.ส. แต่ไม่ค่อยอ่านวาระการประชุมกระมัง ไม่ค่อยมาประชุมกระมัง ไปอยู่ที่อื่นกระมังครับ รายงานเรื่องของพื้นที่ความมั่นคงส่งมาตั้งแต่ปีที่แล้วหลายครั้งอยู่ในวาระการประชุมสภา ไม่ได้มีอะไรเป็นเงื่อนงํา ไม่ได้มีอะไรน่าประหลาดใจ ไม่ได้มีการพยายามปกปิดอะไรใด ๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่ปัญหาว่ารัฐสภาจะพิจารณาเรื่องใดก่อน เรื่องใดหลัง ท่านก็ควรจะทราบว่า เป็นเรื่องซึ่งทางวิปของ ๒ ฝ่าย กับทางท่านประธานสภาท่านจะช่วยในการที่จะพิจารณาแล้ว ก็กําหนดเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นกราบเรียนนะครับ ผมก็ประหลาดใจว่าประเด็นแบบนี้ จะต้องสร้างความเข้าใจที่ผิด จะต้องทําให้เกิดภาพว่ามันมีเงื่อนงํา มันมีปัญหาให้เกิด ความไขว้เขว ให้เกิดความสับสนข้อเท็จจริง ในเมื่อท่านบอกว่าท่านตามอยู่ตลอดอยู่แล้ว มันชัดเจนอยู่แล้วว่าเรื่องนี้ และเรื่อง พ.ร.บ. ความมั่นคงได้มีการเสนอต่อสภามาโดยลําดับ ไม่อย่างนั้นท่านกรุณาไปอ่านระเบียบวาระที่เขาส่งให้ท่านทุกสัปดาห์ในฐานะ ส.ส. ท่านจะได้ทราบว่าการทําหน้าที่สภาผู้แทนราษฎรจะต้องติดตามในเรื่องใด อย่างไรบ้าง นั่นเป็นประเด็นแรกสั้น ๆ ที่อยากจะกราบเรียนนะครับ
ประการที่ ๒ สืบเนื่องมาเลยว่าในเรื่องของปัญหาที่เมื่อสักครู่มีการประท้วงกัน ผมก็ขอกราบเรียนอย่างนี้ครับ ปัญหาเรื่องการใช้งบประมาณที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ เกี่ยวกับการประกาศใช้กฎหมายเรื่องของการใช้กฎหมายความมั่นคงบ้าง เรื่องของ พ.ร.ก. บ้าง ก็กราบเรียนว่าเรื่องนี้ผมก็ตอบคําถามทุกครั้งว่าค่าใช้จ่ายนั้นก็จะเป็นเรื่องของการเบิก เบี้ยเลี้ยงสําหรับเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาดูแลสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นตํารวจ ไม่ว่าจะเป็นทหาร ตามหลักเกณฑ์ แล้วก็ท่านรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลฝ่ายความมั่นคงคงจะให้รายละเอียดได้ว่า มันเป็นเงินเท่าไร อย่างไร แต่ถ้าท่านถามผมนะครับ ผมก็อยากจะกราบเรียนว่าผมก็ไม่อยาก ใช้งบประมาณตรงนี้หรอกครับ แล้วผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ก็ไม่ต้องการที่จะต้อง มีงบประมาณตัวนี้ไว้ใช้ แต่ถามว่าทําไมเราต้องใช้ คําตอบก็คือว่า เพราะว่ารัฐบาลก็มีหน้าที่ ในการดูแลความสงบเรียบร้อย ผมไม่ได้ไปกล่าวหาคนที่มาชุมนุมส่วนใหญ่ครับ แต่ต้องยอมรับว่า มันมีคนที่อาศัยเงื่อนไขของการชุมนุมแล้วมาก่อเหตุ มาสร้างความวุ่นวายให้หลายครั้งครับ ผมไม่คิดหรอกครับว่าคนที่มาชุมนุมจะเป็นเสื้อแดงหรือที่มาชุมนุมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตยส่วนใหญ่เขามีเจตนาร้ายในการที่จะมาทําความวุ่นวาย แล้วท่านปฏิเสธได้ไหม ละครับว่าทุกครั้งที่มีการชุมนุมในลักษณะที่ยืดเยื้อ ในลักษณะที่มีการปิดกั้นการสัญจรไปมา แล้วโดยเฉพาะเมื่ออยู่กันนานเข้า ๆ ปัญหามันก็สะสม ท่านคงจําได้นะครับว่าเมษายน พฤษภาคมปีที่แล้วหรือมีนาคมก่อนหน้านั้น การอาศัยเงื่อนไขของการมีการชุมนุมอย่างนี้ ก็นําไปสู่ลักษณะของการก่อการร้ายหรือก่อวินาศกรรมหลายครั้ง แม้แต่การชุมนุมที่เกิด ขึ้นอยู่ในปัจจุบันเมื่อเร็ว ๆ นี้ประกาศพื้นที่ความมั่นคงก็มีการจับกุมคนซึ่งมีอาวุธ มีระเบิด มีปืน มีอะไรได้ ถามว่าเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าไหมละครับที่เขาต้องมาดูแล เขาก็ต้องมา เขามานี่ท่านบอกจะไม่ให้เบี้ยเลี้ยงเขาใช่ไหมครับ แล้วมันจะเป็นไปได้อย่างไร แต่ที่ท่าน ถอนคําพูดไปแล้วก็ดีแล้ว ก็คือว่าไม่มีหรอกที่เราบอกว่าจะเอาเงินงบประมาณ หรือภาษีอากร หรือจะจ้างเจ้าหน้าที่มาทําร้ายคนของเราด้วยกันเอง ประชาชนคนไทยทั้งนั้นครับ รัฐบาล ไม่เคยมีนโยบาย ศอฉ. ไม่เคยมีนโยบาย ฝ่ายความมั่นคงไม่เคยมีนโยบายท่านพูดง่ายไปครับ เวลาพูดบอกเสียชีวิต ๙๑ ศพ ในส่วนของพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ที่มีการสอบสวนกันอยู่ ก็ต้องว่ากันไป แต่ใน ๙๑ ศพมีทหารด้วยนะครับ แล้วตรงนั้นก็มีข้อสรุปเหมือนกันว่าคนที่ทํา ให้เจ้าหน้าที่เหล่านั้นเสียชีวิตไม่ใช่เจ้าหน้าที่ด้วยกันเอง แล้วท่านมาสรุปบอกเหมารวม ว่าพอเสียชีวิตปั๊บอ้างว่ารัฐบาลจ้างเจ้าหน้าที่มาฆ่าประชาชนมันเป็นธรรมแล้วหรือครับ ผมยืนยันว่าข้อเท็จจริงทั้งหมดก็กําลังมีการดําเนินการสอบ แล้วผมไม่เหมือนท่านหรอกครับ เวลาตั้งใครขึ้นมาเริ่มต้นทีเดียวเห็นทีเห็นท่าว่าไม่แน่ใจว่าเป็นพวกท่านหรือเปล่า ว่าเขาก่อน เลยเสีย ๆ หาย ๆ ท่านอาจารย์คณิตนี่แหละครับ วันที่ตั้งท่านขึ้นมาตัวท่านฝ่ายท่านโวยวาย กันว่าบุคคลท่านนี้มีข้อเสีย มีความลําเอียง มีความไม่เป็นกลาง หรือเวลาที่เราให้หน่วยงาน อย่างเช่น สอบสวนคดีพิเศษไปดําเนินการดีเอสไอก็ว่าต่าง ๆ นานา แต่เมื่อใดก็ตามที่คน เหล่านี้เขาไปทํางานอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งรัฐบาลเปิดโอกาสให้เขาทํา เขามีข้อเสนออะไร ที่มันตรงกับความคิดท่าน ท่านก็ยอมรับ แล้วก็มาเรียกร้องมากดดันว่าทําไมไม่ทําตาม อย่างนั้น ทําไมไม่ทําตามอย่างนี้ เมื่อใดเขาเสนออะไรที่เป็นปฏิปักษ์กับท่าน ท่านก็ด่า ว่าเขาไม่เป็นกลาง นี่คือมาตรฐานที่พวกเราที่เป็นนักการเมืองพึงจะปฏิบัติหรือครับ ผมไม่ทําครับ วันนี้กรรมการต่าง ๆ ที่ท่านบอกว่าตั้งขึ้นมาแล้วก็พูดให้เกิดความสับสน ไปในเรื่องราวต่าง ๆ ซึ่งเป็นประเด็นต่อไปที่ผมจะต้องชี้แจง ผมยืนยันว่ารัฐบาลนี้ให้ความเคารพ บุคคลทั้งหลายเสียสละเข้ามาทํางานซึ่งอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งครับ ทําดีก็เสมอตัว โอกาสก็น้อยครับ เพราะอย่างไรก็ตามชี้อะไรออกมา พูดอะไรออกมา ตัดสินใจอะไรออกมา ก็มีฝ่ายหนึ่งที่ไม่พอใจก็จะโจมตีท่าน แต่เราให้ท่านทํางานอย่างอิสระ สนับสนุนการทํางาน ของท่านเหล่านี้ และผมจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ผมจะมีความโปร่งใสชัดเจนว่าเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยเพราะอะไร เพราะผมถือว่าท่านเหล่านี้เสียสละ พวกเรานั้นอาสาเข้ามา แข่งขันกันทางการเมือง มีตําแหน่งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลนั้นเป็นเส้นทางตามอาชีพของเรา แต่หลายท่านเหล่านี้ท่านเข้ามาทํางานเพื่อต้องการช่วยเหลือ ตัวท่านเองแทบไม่ได้อะไร หรอกครับ พยายามไปเอาตัวเลขงบประมาณซึ่งความจริงมันไมได้เป็นค่าตอบแทนตัวท่านเลย น้อยมาก น้อยกว่าที่พวกเราได้รับทั้งนั้นแหละครับ แต่เป็นเงิน เงินที่เขาใช้ในกระบวนการ ในการประชุมสัมมนาแล้วเอาตัวเลข ๓ ปีมาบวกกันให้มันดูว่ามันมาก มันน่ากลัว ไม่ใช่หรอก ผมอยากจะกราบเรียนว่าเพราะฉะนั้นเรื่องของเหตุการณ์เดือนเมษายน เดือนพฤษภาคม ท่านจะมาอภิปรายกันอีกในการอภิปรายไม่ไว้วางใจก็เป็นสิทธิที่จะต้องว่ากันไป แต่ไม่ใช่หรอกครับที่มาสรุปว่ารัฐบาลไปมีนโยบายหรือไปจ้างใครให้ฆ่ากัน แต่น่าสงสัยว่า ใครจ้างชุดดํา แล้วใครละครับที่ไม่เคยยอมที่จะให้ความร่วมมือในการป้องกัน หรือติดตาม หรือไล่ล่าคนเหล่านี้ ซึ่งแสดงเจตนาชัดว่าต้องการเจตนาชัดว่าต้องการใช้ความรุนแรง ประหัตประหารคนไทยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้ชุมนุม หรือไม่ว่าจะเป็นทหารครับ ผมจึงอยากจะกราบเรียนว่าตรงนี้ก็อยากจะทําความเข้าใจ ทีนี้เมื่อเกิดเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ แล้วก็มาในเรื่องของการตั้งกรรมการ ท่านก็บอกว่าการตั้ง ไปปิดกั้นไม่ได้ ตั้งไปเพื่อที่จะเอาผลต่าง ๆ มาดําเนินการ ขอกราบเรียนอย่างนี้ครับ กรณีของ รัฐธรรมนูญก่อน กรณีของรัฐธรรมนูญนั้นกรรมการชุดแรกที่ตั้ง ตั้งโดยสภาครับ เช่นเดียวกับ ชุดของการสอบเหตุการณ์ต่าง ๆ ตั้งโดยท่านประธานรัฐสภา การรายงานก็เป็นรายงานของ ท่านประธานรัฐสภาครับ เพียงแต่ว่าเมื่อรัฐสภาโดยท่านประธานได้รับทราบผลท่านก็ส่ง ต่อมาให้รัฐบาล รัฐบาลก็นําเสนอต่อ ครม. เพื่อทราบ และวันนั้นที่ตั้งโดยสภาก็เพราะว่า ถ้าเราใช้ฝ่ายบริหารตั้ง ท่านเองนั่นละครับก็จะโวยวายอีกว่าฝ่ายบริหารตั้ง ก็ถึงให้ฝ่ายสภาไป ทํางาน ทีนี้เรื่องรัฐธรรมนูญ เสนอมา ๖ ประเด็น จริงครับ แล้วท่านปฏิเสธไหมละครับว่า ๖ ประเด็นที่เสนอมานี้ ในที่สุดถูกวิพากษ์วิจารณ์มากว่าเป็นปัญหาว่ามีผลประโยชน์ขัดกัน ระหว่างสภากับสังคมหรือผลประโยชน์ของส่วนรวมหรือไม่ อย่างไร ท่านก็พูดเองนะครับ ว่าท่านต้องการที่จะสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยและระบบรัฐสภา ผมก็ไม่ทราบหรอกครับ ท่านบอกว่าถ้าเขาปฏิวัติผมท่านจะออกมาต่อสู้ จะจริงเท็จแค่ไหน และผมก็คิดว่าถูกต้องครับ เพราะมันไม่ใช่เรื่องของผม เป็นเรื่องของระบบ แต่ว่าประเด็นก็คือว่าวันนั้นผมมั่นใจว่า ถ้ารัฐบาลหรือพวกเราพยายามผลักดันการแก้ไข ๖ ประเด็น ซึ่งมีทั้งเรื่องการเพิ่มอํานาจ ส.ส. หรืออะไร ผมว่าสถาบันของเรา ระบบของเราต้องเผชิญกับวิกฤติกับปัญหาของศรัทธาของ สังคมอีก นี่คือเหตุผลที่ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง โดยท่านอาจารย์สมบัติ แล้วก็ไปดําเนินการ และความจริงท่านก็เสนอมา ๕ ประเด็นนะครับ และผมก็อธิบาย อย่างตรงไปตรงมาว่า ๓ ประเด็นที่ผมตัดทิ้งไปเพราะผมเห็นว่ามันไปเพิ่มอํานาจ ส.ส. มันไปเกี่ยวกับปัญหาที่จะเกิดความขัดแย้งขึ้นมาอีก ก็พักไว้ก่อน เอา ๒ ประเด็นเข้ามา ผ่านความเห็นชอบของสภาไปเรียบร้อยก็เท่านั้นเองครับ ส่วนที่ท่านอดีตเลขานุการ นายกรัฐมนตรีไปสัมภาษณ์ ที่อาจารย์สมบัติมาให้สัมภาษณ์ภายหลัง ท่านก็ตามข่าว ท่านไม่ได้ฟังคําสัมภาษณ์ของผมหรือครับ ถ้าผมเป็นอย่างท่าน หรือเป็นอย่างที่ท่านว่า ว่าอยากจะเอาประโยชน์ ผมก็ต้องบอก ถ้าอย่างนั้นมาแก้ไขเรื่องนี้ประชาธิปัตย์จะได้เปรียบ เรื่องนั้นเรื่องนี้ แก้เลย เปล่าเลยครับ ผมบอกว่าเรื่องที่อาจารย์สมบัติเสนอมาในเรื่องที่ เกี่ยวข้องกับระบบบัญชีรายชื่อ ไม่ไว้วางใจ ไว้วางใจ ผมบอกเลยครับว่าเอาไปว่ากัน หลังเลือกตั้งให้รัฐบาลใหม่เขาพิจารณา ให้สภาชุดใหม่เขาพิจารณา ไม่ชัดหรือครับว่า เจตนารมณ์เป็นอย่างไร ทําไมทีอย่างนี้ท่านไม่พูด ไม่พูดให้ครบ ไม่พูดให้จบ ไม่พูดเพื่อให้ได้ ความจริงปรากฏต่อสาธารณชน แต่ไปหยิบว่าคุณกอร์ปศักดิ์พูดอย่างนี้ อาจารย์สมบัติ พูดอย่างนี้ รัฐบาลมีเล่ห์เหลี่ยมหาประโยชน์ เพียงแต่ท่านเสนอข่าวว่าผมพูดอะไรต่อ ประเด็นก็จบแล้วครับ ก็ตามทุกวันนี่ครับ เห็นดูคลิปดูอะไรอยู่ทุกวัน ทําไมทีอย่างนี้ไม่พูด ทําไมไม่สามารถพูดให้ครบให้จบได้ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่อยากจะกราบเรียนในส่วนของ รัฐธรรมนูญ
ส่วนในเรื่องของคณะกรรมการชุดอื่น ๆ ผมเรียนนะครับ เรื่องการประกันตัว ของพี่น้องประชาชนที่ถูกคุมขัง หลังจากที่เกิดเหตุการณ์เดือนเมษายน เดือนพฤษภาคม อาจารย์คณิตท่านทําหนังสือมา เรื่องสิทธิที่พึงจะได้รับการประกันตัว ท่านพูดก็ถูกละครับ บอกว่าจริง ๆ มันเป็นดุลพินิจของศาล รัฐบาลก็ทราบครับ แต่สิ่งที่อาจารย์คณิตเสนอ ท่านก็บอกว่าโดยพื้นฐานสิทธิในการได้รับการประกันตัวมันเป็นสิทธิที่สําคัญ ฝ่ายบริหาร ไม่ได้เป็นผู้ใช้ดุลยพินิจในเรื่องนี้ แต่ข้อมูลของฝ่ายบริหารก็จะมีผลต่อดุลยพินิจของศาล เช่นเดียวกัน และอะไรที่เป็นอํานาจหน้าที่ของฝ่ายบริหารก็พึงที่จะไปดู ท่านประธานครับ ระหว่างที่ท่านอาจารย์คณิตทํางาน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเขาก็ทํางานครับ ผมก็เชิญตัวแทนของเขามาบอกให้ผมทราบว่าเขาไปพบไปเจออะไรบ้าง เขาก็บอกว่ามี พี่น้องประชาชนที่มาชุมนุมแล้วก็ถูกคุมขังอยู่จํานวนหนึ่งไม่ได้รับการช่วยเหลือทางกฎหมายครับ คือตัวท่านเองเรียกร้องหลายครั้ง แล้วก็บอกว่าเหมือนกับว่าคนเหล่านี้ถูกกลั่นแกล้ง แล้วก็ บอกว่าดูแลกันอยู่ แต่ข้อเท็จจริงก็คือจํานวนมากไม่ได้รับการช่วยเหลือทางกฎหมาย ผมนี่แหละครับก็จึงได้ให้ทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกับกรมคุ้มครองสิทธิ ของกระทรวงยุติธรรมไปช่วยไล่ดูสิว่าใน ๑๐๐ กว่าคนที่ถูกคุมขังกันอยู่ มีใครบ้างอาจจะถูก คุมขังอยู่ เพราะไม่ได้มีโอกาสในการต่อสู้ทางกฎหมายเลย เช่นว่าไม่มีทนาย ไม่เคยยื่น ขอประกันตัว ด้วยความเข้าใจอาจจะเป็นเพราะว่าถ้ายื่นแล้วจะมีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย หรืออะไร อย่างไร ผมเอาไปทําครับ ถ้าผมคิดในส่วนตัวของผมว่าคนเสื้อแดงไม่ใช่มิตรของผม อาจารย์คณิตเสนออะไรมาผมก็โบ้ย ใช้คําว่า โบ้ย ก็ได้ ไปบอกว่าเป็นเรื่องของศาลให้ไม่ให้ ผมก็อยู่เฉยครับ แต่ผมไม่ได้ทําอย่างนั้นครับ ผมเคารพในงานที่กรรมการอิสระเขาทําขึ้นมา ผมก็จึงไปดูเบื้องต้นก็คือว่าจะช่วยคนเหล่านี้ได้อย่างไร โดยการใช้กรมคุ้มครองสิทธิ แล้วกระทั่งใช้กองทุนด้วยครับ ก็ดําเนินการกันออกมาได้ จํานวนก็หลายสิบคนที่ออกมา แต่ว่ามันไม่ใช่แกนนําครับ ก็เลยอาจจะไม่ได้อยู่ในความสนใจ ไม่ได้เป็นข่าว หรือไม่ได้อยู่ ในความสนใจของท่านก็ได้ แต่เราทํา แล้วเราก็ทําอย่างต่อเนื่อง ส่วนที่อาจารย์คณิตเสนอมา เราก็เสนอเป็นหลักการเข้าไปสู่คณะรัฐมนตรี แล้วก็มอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้ดุลยพินิจ ตามอํานาจหน้าที่ตามกฎหมายของแต่ละส่วนไป ไม่ว่าจะเป็นพนักงานสอบสวน แล้วก็กรณี ของอัยการเราก็ส่งไปให้ท่าน และตรงไหนครับที่บอกว่าผมตั้งคณะกรรมการขึ้นมาและผม ไม่เอาใจใส่ ไม่สนใจว่าท่านจะว่าอะไร อย่างไร ทําไมสิ่งเหล่านี้ท่านไม่เล่าให้พี่น้องประชาชน ฟังบ้าง ทําไมสิ่งเหล่านี้ท่านไม่พูดกับพรรคพวกของท่านกันเองบ้างว่านี่คือสิ่งที่รัฐบาลได้ทํา ผมจึงอยากจะกราบเรียนว่าสิ่งที่ท่านพูดมาทั้งหมดว่าตั้งกรรมการขึ้นมาแล้วไม่ได้สนใจ ไม่ได้ใส่ใจ ไม่ได้ทําตาม ไม่ได้อะไร ทุกเรื่องเสนอมาผมไม่มีละเลยเลยครับ แล้วอันไหน ไม่ทําก็แจ้ง แจ้งเขากลับตรงไปตรงมา อาจารย์สมบัติผมแจ้งกรรมการเขากลับไปเลยว่า ๕ ประเด็นนี่ผมรับได้แค่ ๒ อีก ๓ ไม่รับเพราะอะไร แล้วก็บอกว่าที่เหลือไปว่ากัน หลังการเลือกตั้ง เป็นเรื่องของพรรคการเมือง เป็นเรื่องของการหาเสียง เป็นเรื่องของสภา ชุดใหม่ เป็นเรื่องของรัฐบาลชุดใหม่ ท่านประธานครับ ตรงนี้ผมอยากจะย้ําเพื่อให้ความมั่นใจ ว่าที่เราทําสิ่งเหล่านี้ เวลาที่เราต้องการเพื่อที่จะให้สังคมยอมรับการทํางานในบางส่วน มีคนที่ไม่มีส่วนได้เสียทางการเมืองเข้ามา มันเป็นกระบวนการสําคัญที่เราอยากจะทํา เพราะมันจําเป็น ท่านจําเหตุการณ์ ๗ ตุลาได้ไหมครับ สมัยพวกท่านเป็นรัฐบาล กรรมการ ที่ตั้งราชการล้วน ๆ แล้วสุดท้ายก็รายงานมาว่าไม่ได้รับความร่วมมือจากใครเลย แต่กรณีของ กรรมการอิสระผมขอให้เขารายงานปัญหามาแล้วจะแก้ไขให้ครับ ผมก็รับทราบว่าขณะนี้ กรรมการสอบข้อเท็จจริงยังมีปัญหาอุปสรรคว่าบางหน่วยงานยังไม่ให้ความร่วมมือ ผมก็สั่งการไปว่าต้องให้ความร่วมมือ นี่คือความต่าง บังเอิญท่านไปกล่าวถึงท่านคุณหมอบรรลุ ด้วยนะครับ ผมก็ตั้งท่านมาท่านก็สอบ สอบเสร็จปรากฏว่าก็มีการดําเนินการทางการเมือง กันไป ทีนี้แต่ละคนเขาไปใช้สิทธิทางศาลมันก็เป็นสิทธิของเขา แต่เมื่อเขาใช้สิทธิทางศาล คุณหมอบรรลุและคณะกรรมการก็ขอรัฐบาลมาในเรื่องของการช่วยเหลือทางกฎหมาย ก็ดําเนินไปครับ ผมว่านี่คือการทําตามอํานาจหน้าที่ นี่คือทําตามหลักการตามแนวทาง ที่มันควรจะเป็นกับการที่เราให้คนเหล่านี้เข้ามาดําเนินการในการช่วยเหลือ อันนี้ก็เป็น อีกประเด็นที่อยากจะขอชี้แจง
ถัดมาก็คือ เรื่องของปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการปกป้องหรือพิทักษ์รักษา สถาบันพระมหากษัตริย์ นี่ก็เช่นเดียวกันนะครับ ท่านบอกพรรคพวกท่านมายื่นหนังสือถึงผม พาดพิงถึงผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ๓ ท่าน ที่วิกิลีกส์ ซึ่งเป็นเอกสารที่เว็บไซต์หนึ่ง อ้างว่า เป็นเอกสารของทางสหรัฐอเมริกาเอาออกมา มีการสนทนา มีการพาดพิงถึงสถาบัน แล้วก็ บอกต่อว่าผมไม่ทําอะไรก็ไม่จริงครับ ส่งมาผมจําไม่ได้วันไหน แต่จําได้ว่าไม่เกิน ๑ วัน ผมก็ส่งเรื่องให้ทางสํานักงานตํารวจแห่งชาติไปดําเนินการตามอํานาจหน้าที่ตามกฎหมายครับ แต่ผมไม่มีหน้าที่ไปบอกว่าคนนี้ผิด คนนั้นถูก ไปบอกว่าต้องสั่งฟ้องคนนี้ ไม่สั่งฟ้องคนนั้น ไม่ใช่หน้าที่ผมและไม่ควรจะเป็นหน้าที่ผม แต่เมื่อมีการร้องขึ้นมาผมก็ส่งข้อมูลให้ ให้หน่วยงานไปดําเนินการ แล้วที่ท่านบอกว่าสอบสวนคดีพิเศษ ศอฉ. เคยพูดถึงเรื่องปัญหา ของกลุ่มคนซึ่งเคลื่อนไหวแล้วมีปัญหากับเรื่องของการไปละเมิดสถาบัน ไม่ทําอะไรต่อเอามาอ้าง อย่างนั้นเป็นเรื่องเท็จ ไม่จริงอีกละครับ เขาก็สอบของเขาต่อไป มีการออกหมายเรียก มีการออกหมายจับ แล้วเว็บไซต์ต่าง ๆ ผมก็ระมัดระวัง เพราะรู้ว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ก็ให้แนวนโยบายว่าถ้าเป็นเว็บไซต์มีการพิพากษ์วิจารณ์ในเชิงวิชาการก็ให้พิจารณาตามความ เหมาะสม แต่ว่าคิดว่าเป็นเสรีภาพที่สามารถทําได้ แต่ถ้าเป็นลักษณะของการละเมิดกฎหมาย ก็ให้ดําเนินการ ผมถามเพียงแค่ว่าเวลาเราดําเนินการพวกท่านมีท่าทีอย่างไร พอมีหมายจับไปจับ พวกใครละครับ ไปล้อมโรงพักจะไม่ให้ดําเนินการ เวลามีการปิดเว็บไซต์ใครละครับ ไปปลุกระดมว่ารัฐบาลนี้ละเมิดสิทธิเสรีภาพในเรื่องของการแสดงออกการสื่อสาร ผมว่าตรงนี้ ต้องพูดกันอย่างตรงไปตรงมา เอาความจริงมาพูดกันครับ แต่ผมยอมรับว่าเว็บไซต์ ในบางส่วนมันยากมันละเอียดอ่อน สมัยรัฐบาล พลเอก สุรยุทธ์ ท่านคงจําได้เคยมีปัญหากับ ยูทูบ (Youtube) เพราะว่าถ้าใช้วิธีบล็อก (Block) ไปปิดอะไรต่าง ๆ แทนที่จะเป็นผลดี ในเรื่องของการที่จะดูแล ปกป้อง รักษา พิทักษ์ ในเรื่องของชื่อเสียงของประเทศ ในเรื่องของ ความมั่นคง ความไม่เข้าใจของต่างประเทศก็ไปเรื่องอื่น เพราะฉะนั้นเว็บไซต์ที่เป็นเว็บไซต์ สื่อมวลชนหรือเว็บไซต์เครือข่ายทางสังคมจะดําเนินการค่อนข้างยากครับ แต่ในเรื่อง ตัวบุคคลที่ถูกระบุที่ร้องเรียนมา ผมก็ส่งให้ทางสํานักงานตํารวจแห่งชาติเขาไปดําเนินการ ส่วนที่ท่านบอกว่าผมยังเข้าไปเยี่ยมคารวะท่านประธานองคมนตรี ท่านก็ยังดํารงตําแหน่งนี้ และการดํารงตําแหน่งนี้หรือไม่ดํารงตําแหน่งนี้ก็เป็นพระราชอํานาจ ตราบเท่าที่ท่านอยู่ ในตําแหน่งนี้ ผมก็เห็นว่าผมก็สมควรที่จะเข้าไปเยี่ยมคารวะท่านในโอกาสที่เหมาะสม ไม่ได้มีเรื่องอื่นเลยครับ แต่ถ้าท่านบอกว่าใครก็ตามถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับ การหมิ่นสถาบันห้ามพูดด้วย ห้ามคบ ห้ามอะไรทั้งสิ้น ท่านจะคบใครครับ ก็รอบ ๆ ท่าน หลายคนมีอยู่ในข่ายนี้ แต่ตราบเท่าที่เขายังเป็นผู้บริสุทธิ์ตามกฎหมายเราก็ต้องตัดสินใจ ใช้ดุลพินิจของเรากันไป นี่คือข้อเท็จจริงครับ เพราะฉะนั้นผมอยากจะกราบเรียนว่าเรื่องของ บุคคล ๓ ท่านนี้ ท่านร้องมาหรือพวกท่านร้องมาผมก็ได้มีการดําเนินการส่งไปให้ทาง สํานักงานตํารวจแห่งชาติทําตามหน้าที่ ส่วนกระทรวงการต่างประเทศกับทางสหรัฐอเมริกา ก็มีการพูดกันครับ เพราะว่าการแจ้งสหรัฐอเมริกากับการที่จะดําเนินการต่อ ประเด็นมันอยู่ ตรงนี้ว่า ๑. เอกสารที่เว็บไซต์วิกิลีกส์เอาออกไปไม่ใช่เอกสารของไทย สหรัฐอเมริกาเอง ก็ไม่ยืนยันว่าเป็นเอกสารของสหรัฐอเมริกา แต่เราเตือนแจ้งไปว่าเรามีความห่วงใย เพราะมันกระทบกระเทือนมาถึงประเทศไทย การจะไปอ้างในสื่อสารมวลชนต่าง ๆ ก็เป็น เรื่องที่เอาจากวิกิลีกส์ไปอีกทีหนึ่ง แต่เวลาที่มีตัวตนของคนแสดงความคิดเห็นที่เป็นการละเมิด จะเป็นในสื่อ จะเป็นในต่างประเทศ จะเป็นประเทศที่ไหน ที่ชัดเจนว่าเจ้าตัวเขาแสดงออกว่า เขาเป็นคนได้แสดงความคิดเห็น หรือได้พูด หรือได้ทําสิ่งเหล่านั้น เราดําเนินการครับ มันต่างกันตรงนี้ ท่านก็ต้องพูดให้หมด ไม่อย่างนั้นมีอีกหลายเรื่องที่วิกิลีกส์ระบุออกมา นี่เสียหายกันอีกหลายฝ่ายนะครับ ก็จะเป็นปัญหาตามมา เพราะฉะนั้นก็อยากจะกราบเรียน ว่าไม่ได้ละเลยเรื่องนี้นะครับ ถ้าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงไอซีที (ICT) จะชี้แจงต่อก็สามารถทําได้ในรายละเอียดเรื่องนี้
ทีนี้ก็มาเรื่องของสัญชาติ ผมไม่เคยปิดบังอะไร ผมเกิดที่ประเทศอังกฤษ เกิดที่เมืองนิวคาสเซิล เชียร์ทีมฟุตบอลก็เปิดตัวว่าเชียร์ครับ ผมเกิดที่ประเทศอังกฤษ คุณพ่อ คุณแม่ของผมเป็นไทย การไปแจ้งอะไรผม ท่านก็จะมาอภิปรายผมนะครับ ผมก็อยากจะถาม เหมือนกันว่าท่านไปแจ้งเกิดเองหรือเปล่า คือผมเกิดในโรงพยาบาลในประเทศอังกฤษ เมื่อผมเกิดที่นั่น โรงพยาบาลต่าง ๆ ทางการของอังกฤษเขาก็ทําเหมือนกับทุกคนที่เกิดที่ ประเทศอังกฤษ คุณพ่อคุณแม่ผมไม่ได้อยู่ลอนดอน ต่อมาเข้าไปลอนดอนก็ไปแจ้งที่สถานทูต ว่าผมเกิด แล้วก็ระบุชัดเจนว่าผมสัญชาติไทย ท่านก็ไม่ได้สงสัยว่าผมถือสัญชาติไทยหรือไม่ เพียงแต่ท่านสงสัยว่าผมถือสัญชาติอังกฤษหรือไม่ ผมก็ตอบท่านตามตรงว่าถ้าถามว่า ผมเคยไปทําเรื่องสละสัญชาติอังกฤษไหม ผมยอมรับว่าผมไม่เคยไปทําเรื่องสละสัญชาติ อังกฤษ ด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นความเข้าใจทางกฎหมายกันว่าการถือสัญชาตินี่ครับ โดยเฉพาะ การถือสัญชาติไทย และมีกฎหมายว่าด้วยการขัดกันของกฎหมายกับต่างประเทศว่า ถ้ากฎหมายขัดกันแล้วเป็นกฎหมายสัญชาติให้ถือกฎหมายของไทย ผมเรียนหนังสือ ที่ประเทศอังกฤษ เข้ามหาวิทยาลัยครับ ถ้าผมอยากได้ประโยชน์จากการเป็นคนอังกฤษ ผมไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน แต่ผมก็แสดงตนตั้งแต่ตอนนั้นว่าผมเป็นนักเรียนต่างชาติ คุณพ่อคุณแม่ผมก็ออกค่าใช้จ่าย ทุกวันนี้ผมเดินทางไปประเทศอังกฤษผมก็ต้องไปขอวีซ่า (Visa) เจตนาก็ชัดว่าผมตั้งใจที่จะถือสัญชาติไทย แต่ถามว่าจะนับว่ามี ๒ สัญชาติหรือไม่ อย่างไรก็เป็นข้อกฎหมาย อยากให้ผมไปสละผมก็สละได้ครับ แต่ที่ท่านทําทั้งหมดวันนี้ เรื่องสัญชาติอังกฤษ ไม่ใช่ว่าท่านห่วงผลประโยชน์ประเทศไทยหรอกครับ ท่านต้องการ อย่างเดียวว่าทําอย่างไร นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ลากเรื่องปัญหาในประเทศไทยไปขึ้นศาล โลกเท่านั้นเองละครับ ไม่ใช่ฝ่ายผมหรอกที่มีปัญหาในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติไทย วันนี้ถ้าผมไปทําเรื่องสละสัญชาติท่านก็จะโวยวายอีกว่าไม่ยอมขึ้นศาลโลกหรืออย่างไร ไม่ใช่หรอกครับ เจตนาผมชัด ผมเกิดที่อังกฤษแต่ผมถือตัวเองเป็นคนไทยไปเรียนที่อังกฤษ ก็ตัดสินใจว่าจะกลับมาทํางานมาอยู่ประเทศไทย ทํางานเพื่อประโยชน์ของประเทศไทย ไม่เคยคิดเป็นอื่น และไม่เคยมีพฤติกรรมหรืออะไรที่จะไปยึดถือประโยชน์ของประเทศอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องนอกจากผลประโยชน์ของประเทศไทย ไม่คิดจะไปทําธุรกิจแล้วไปขอสัญชาติ อื่นเพื่อทําธุรกิจ ไม่คิดจะไปใช้ประโยชน์จากการลี้ภัยที่ไหนแล้วไปขอสัญชาติเขา ต้องเอากัน ตรง ๆ อย่างนี้ละครับ แล้วถามว่าตกลงถือ ๒ สัญชาติ ได้หรือไม่ได้ ผมก็พยายามถามนัก กฎหมายอยู่เหมือนกันครับ แต่ผมก็ได้ชี้แจง กกต. ไป กกต. เขาก็ตอบว่าเขาไปดูข้อกฎหมาย นี้ เ ขำ ก็ ถื อ ว่ำ มั น ไ ม่ ไ ด้ มี ปั ญ หำ ผ ม เ ป็ น ค น สั ญ ชำ ติ ไ ท ย ถ้ำ จ ะ ไ ล่ กั น บอกว่าให้ถือสัญชาติเดียวยินดีครับ แต่ขอให้ปฏิบัติเสมอกันนะครับ ผมจะดูว่าคนที่ไปถือ สัญชาติอื่น ถือพาสปอร์ต (Passport) หลายเล่มนี่จะเลิกไหม จะสละไหม เพราะผมไม่มี ปัญหาอยู่ในใจ อยู่ในหัว อยู่ในตัว ว่าผมจะทําเพื่อประโยชน์ของประเทศใด ผมก็ว่าตาม ข้อเท็จจริงอย่างนี้ละครับ ส่วนท่านจะไปอภิปรายต่อหรือไม่ก็ไปคิดเอาเองในการอภิปราย ไม่ไว้วางใจ
เดี๋ยวนะครับ ยังไม่จบครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ที่จริง ก็มีเรื่องอื่น ๆ อีกนะครับ ซึ่งความจริงแล้วก็ไม่ค่อยเกี่ยวกับรายงานในปี ๒๕๕๒ เท่าไร มีเรื่องการต่างประเทศ เดี๋ยวท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและผู้เกี่ยวข้อง ก็คงจะต้องมาชี้แจง การโยกย้ายกระทรวงต่าง ๆ ผู้ที่เกี่ยวข้องก็ควรจะมาชี้แจง แต่ในความ รับผิดชอบของผมนี้ผมไม่ละเลยครับ ท่านส่งข้อมูลมา ผมตรวจสอบ ผมเอ่ยก็ได้ครับ สมาชิกของท่านนี้ประทานโทษเอ่ยนาม ท่าน ส.ส. ชวลิต ท่านตั้งกระทู้ถามเป็นเรื่องเป็นราว เกี่ยวกับกระทรวงมหาดไทยผมรับมาหมดครับ โครงการคอมพิวเตอร์การจะแต่งตั้งปลัด ผมรับมาดูหมด แล้วก็ดําเนินการตามอํานาจหน้าที่ของผม เพราะผมไม่ละเลย กราบเรียนว่า กรณีของการสอบนายอําเภอที่มีปัญหามีการไปร้อง ก.พ.ค. ผมก็นั่งประชุม ก.พ. แล้วก็เคี่ยว ว่าจะต้องมีการแจ้งให้หน่วยงานต่าง ๆ แก้ไขความไม่ถูกต้องที่เกิดขึ้น มีการกําหนดกรอบ เวลาเป็นครั้งแรกครับ แล้วผมกําลังเตรียมเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อให้เกิดความชัดเจน ยิ่งขึ้นว่าการโยกย้ายแต่งตั้งต่าง ๆ นี้ จะต้องมีความโปร่งใสมากขึ้นมาเรื่องของระดับ ปลัดกระทรวง ที่จะเป็นครั้งแรกที่เราจะให้มีคณะกรรมการสรรหา ซึ่งประกอบไปด้วยคนนอก ให้เสนอชื่อได้ ๓ ชื่อ และให้การแต่งตั้งนั้นต้องมาจาก ๓ ชื่อเท่านั้น ที่ท่านเป็นห่วงเป็นใย ว่าจะไปหยิบลําดับที่ ๑๐, ๒๐, ๓๐, ๔๐ อะไรต่าง ๆ จะได้หมดไป ผมพยายามทําตาม อํานาจหน้าที่ของผมและพยายามแก้ไขครับ ไม่ได้อยู่เฉย ไม่ได้เพิกเฉย คะแนนในเรื่อง การทุจริตคอร์รัปชันวันก่อนก็เพิ่งอภิปรายไปในเรื่องของงบประมาณกลางปี ผมไม่ได้พอใจ หรอกครับ สภาพที่เป็นอยู่ผมไม่ได้พอใจหรอกครับ แต่ผมก็พยายามแก้ และที่เขาให้คะแนนมา ในต่างประเทศในช่วงปีที่ผ่านมาคะแนนก็ดีขึ้น ทําไมท่านไม่อ้างบ้างละครับ ก็ดูอยู่กี่เว็บไซต์ ดูอยู่กี่คลิปไม่ใช่หรือครับ ถ้าดูไม่ครบผมจะให้คุณศิริโชคไปแนะนําให้
ท่านประธานครับ ประเด็นในเรื่องของการแก้ปัญหาต่าง ๆ ปัญหามีครับ ปัญหาของแพงผมเห็นด้วยครับเป็นปัญหาใหญ่ แต่สภาพปัญหาอาหารแพงที่เกิดขึ้นทั่วโลก ในขณะนี้เป็นสิ่งที่พวกเราจะต้องพยายามเผชิญ แล้วก็แก้ไขไป อย่างน้ํามันดีเซล (Diesel) เราวางแผนไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ ว่าช่วงราคาน้ํามันไม่สูงนี่เก็บเงินเข้ากองทุนเอาไว้ วันนี้เราจึงสามารถที่จะตรึงดีเซลไปอย่างน้อยจนถึงสิ้นเดือนเมษายนไม่ให้เกิน ๓๐ บาท เพราะเรารู้ว่าถ้าเกิน ๓๐ บาท ค่าขนส่งจะขอขึ้นราคา แล้วจะมีการขอขึ้นราคาตัวอื่นตามมา นี่เราก็ทํา แต่ถามว่าทําได้กับทุกตัวสินค้าไหม ไม่ได้ ยอมรับไหมครับ ปาล์มนี่ ที่ปัญหาที่มันเกิดขึ้น ผลผลิตกับปัญหาการขาดแคลนกับราคาผลปาล์มที่สูงขึ้นท่านก็ทราบดี จากต้นทุนซึ่งมันเคย ๓ บาท ๔ บาท พุ่งสูงขึ้นมาถึงช่วงหนึ่งเป็น ๙ บาท ๑๐ บาท แต่เราพยายามที่จะจํากัดราคา ของการขายน้ํามันพืชที่ทําจากปาล์ม ขวดละ ๓๘ บาทก็ขยับขึ้นมาให้เพราะเขาขอมาตกลง กับกระทรวงพาณิชย์เป็น ๔๗ บาท แต่ปรากฏว่าพอขึ้นให้ ๔๗ บาทแล้วต้นทุนมันยังสูงกว่านั้นครับ ความขาดแคลนมันจึงเกิดขึ้น ซึ่งขณะนี้รัฐบาลก็ได้มีการสรุปมาตรการแก้ปัญหาและเชื่อว่า วัน ๒ วันนี้คลี่คลายได้ ส่วนใครได้ประโยชน์โดยมิชอบจากเรื่องนี้ทั้งหมดก็ได้มีการมอบหมาย ให้ทางสอบสวนคดีพิเศษเข้าไปดําเนินการ เพราะฉะนั้นก็อยากจะกราบเรียนว่านี่คือสิ่งที่ ผมได้ดําเนินการมา แล้วก็สิ่งที่ท่านได้สอบถาม ๖ ประเด็น ๗ ประเด็นนั้นผมไม่ใช้เวลายาว ในการอธิบายหรอกครับ แต่ความจริงผมเชื่อว่าหลายเรื่องท่านรู้คําตอบอยู่แล้ว แต่ไม่ยอม นําเสนอเท่านั้นเอง ให้คนเข้าใจผิดนะครับ ขอบคุณครับ
ท่านจตุพรมีอะไรซักถามเพิ่มเติม
เป็นประเด็นสั้น ๆ ครับ ก็ดีครับ ตรงไปตรงมากัน ก็จะได้ซักถามกัน ผมมีใบแจ้งเกิดของท่าน ๒ ใบ ที่โรงพยาบาล ๑ ใบ เมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม ค.ศ. ๑๙๖๔ พ.ศ. ๒๕๐๗ หลังการเกิด ๑ วัน อีกใบหนึ่งเป็นสูติบัตร ที่ครอบครัวท่านไปแจ้งที่สถานทูต วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๐๘ ห่างกันเกือบร่วมปีนั้น ในระหว่างการเกิด ในปี ๒๕๐๗ ท่านทราบหรือไม่ว่ากฎหมายของสหราชอาณาจักรว่าบุคคล ที่เกิดในสหราชอาณาจักรก่อนปี ๒๕๒๖ จะต้องได้รับสัญชาติอังกฤษโดยอัตโนมัติ เพราะฉะนั้นการที่ท่านสารภาพกลางสภาว่าท่านยังไม่สละสัญชาติ ผมเองก็ไม่เป็นไรครับ ทุก อย่างว่ากันตามกระบวนการ ห้วงเวลาปีเศษที่ท่านบอกว่ามาแจ้งสัญชาติไทย ความจริง ถึงอย่างไรท่านก็ต้องได้สัญชาติไทยอยู่แล้ว เพราะครอบครัวท่านเป็นคนไทย บิดา มารดา เหมือนกับคนไทยอื่น ๆ แต่ว่าท่านได้สัญชาติอังกฤษโดยการเกิด เพราะกฎหมายอังกฤษ เขาบอกชัดเจนว่าเกิดก่อน พ.ศ. ๒๕๒๖ ได้รับสัญชาติอังกฤษโดยอัตโนมัติ เรื่องนี้จะได้ว่ากัน คือความจริงพวกผมต้องการฟ้องท่านในศาลอาญาระหว่างประเทศ ซึ่งเรื่องกรณีสัญชาตินั้น ความจริงแล้วพวกผมไม่อยากจะพูดอะไรกันเลย แต่มันไม่มีช่องทาง เนื่องจากว่าประเทศไทย ไม่ไปลงนามสัตยาบรรณในศาลอาญาระหว่างประเทศ คือความจริงถ้านายอภิสิทธิ์ พร้อมจะต่อสู้ในกระบวนการของศาลอาญาระหว่างประเทศก็พาประเทศไทยไปลงนาม ก็จะได้ฟ้องนายอภิสิทธิ์ในฐานะสัญชาติไทย ไม่ต้องเอากรณีสัญชาติอังกฤษ เหตุที่ โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ใช้สัญชาติอังกฤษเพราะเป็นช่องทางอันเดียวเท่านั้น เพราะนายอภิสิทธิ์ ได้รับสัญชาติโดยการเกิด เพราะเกิดก่อนปี ๒๕๒๖ ผมเรียนกับท่านประธานต่อมาว่า เรื่องวิกิลีกส์ผมก็เพิ่งรู้ว่าท่านก็มีการสั่งการ แต่ผิดกับกรณีอื่น ๆ ท่านไม่ทราบหรือว่ากรณี เว็บไซต์อันนี้ซึ่งมีการเปิดกันเพ่นพ่านกันไปหมดมันเข้าข่ายการประทุษร้ายองค์รัชทายาท ท่านไม่ทราบหรือครับว่ามันมีโลโก้ (Logo) ของสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจําประเทศไทย จะเท็จจะจริงอย่างไรไม่ทราบ แต่ท่วงทํานอง ของรัฐบาล ของกระทรวงการต่างประเทศ กรณีอื่น ๆ ประโคมข่าวใหญ่โต เรื่องนี้คนเขาดูกันทั้งโลก ท่านปล่อยไว้ได้อย่างไร ผมไม่เห็นว่า กระทรวงการต่างประเทศจะประท้วงรัฐบาลอังกฤษว่าปล่อยให้เว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์การ์เดียนท์ ที่เอาจากเว็บไซต์วิกิลีกส์มาลง ไม่ดําเนินการอะไรเลยทํามึนงงเหมือนไม่มีอะไรจะเกิดขึ้น ท่านบอกว่าแจ้งไปยัง สตช.สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ท่านเป็นประธาน กตช. แล้วถามว่า ท่านส่งไปจริง วันนี้ตํารวจกล้าดําเนินการอะไรหรือเปล่าท่านส่งไปยังสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ที่ท่านบังคับบัญชาอยู่ส่งไปเสร็จเรื่องของการร้องเรียนให้ดําเนินคดีกับบุคคลทั้ง ๓ ที่มีข้อเท็จจริงเขาต้องไปต่อสู้ แต่หลังจากนั้นท่านไปพบไปขอพร ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ผิด ท่านไปพบได้ แต่บอกว่าสํานักงานตํารวจแห่งชาติเขาจะกล้าดําเนินคดีได้อย่างไร ก็ท่านสั่งให้สํานักงานตํารวจแห่งชาติไปดําเนินคดี แต่ตัวท่านก็เข้าไปคารวะกับคนที่ท่านบอกว่า ให้ดําเนินคดีตามนั้น มันผิดวิสัย ท่านประธานที่เคารพ เพราะฉะนั้นผมถึงบอกว่าเรื่องวิกิลีกส์นั้น มันเป็นเรื่องใหญ่ ผมไม่ขัดข้อง ท่านจะดําเนินคดี พรรคพวกผมจะว่ากัน แต่ตอนผังล้มเจ้า ที่พวกท่านกล่าวหา ท่านกล่าวหาผมด้วย วันนี้ไม่ได้มีเรื่องเหล่านี้เลยครับ แล้วก็ไม่ได้มีข้อหา ไม่เคยถูกดําเนินคดี ผมจึงบอกว่าเรื่องที่ไม่มีมูลท่านยังประโคมข่าวออกโทรทัศน์ทุกช่อง แต่ว่าเรื่องที่คนเขาเห็นกันทั้งโลกท่านกับทําเหมือนไม่รู้ไม่ชี้ จงใจ ปล่อยให้มีการประทุษร้าย องค์รัชทายาท ผมกล่าวหาไว้เลย ท่านไม่ตั้งใจในการปราบปรามเว็บไซต์อันนี้ ท่านปล่อยให้ เขาเปิดได้จนถึงบัดนี้ ความจริงท่านต้องจัดการกระทรวงไอซีที ทําไมเว็บอื่นเก่งเกือบตายครับ แต่เว็บนี้เข้าข่ายประทุษร้ายองค์รัชทายาทชัดเจน เห็นกันทั้งโลก ไม่ดําเนินการประท้วงรัฐบาล ทั้งอเมริกาและอังกฤษ ไม่ดําเนินการคดีในประเทศไทย ท่านเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เพราะฉะนั้นผมเรียนอีก ๑ ประเด็น ก็คือว่า เรื่องการจับอาวุธอะไรก็แล้วแต่ ท่านก็รู้เต็มอก จับก่อนพันธมิตรชุมนุม คนปัญญาดีเขาก็รู้ว่านี่มันจัดฉาก ท่านลองไปดูเถอะครับ จะทําแผน นี่เอารถมอเตอร์ไซค์มา ปรากฏว่าเอาขึ้นรถปิกอัพ มาจอด เวลาจะทําแผนหาลูกกุญแจรถมอเตอร์ไซค์ ไม่ได้ ตํารวจเขานินทากันทั้งหมด มาแสดงท่ายิงอาร์พีจี (RPG) เอาไปใส่ท้ายปืนอาร์พีจี ในหนังไทยเขาใส่กระบอกปืนเขาดูหนังไทยกันมา แต่เวลาทําแผนเอามาโชว์ใส่ท้ายปืน เดี๋ยวก็ยิงกันเองตายกันไปหมด เขาหัวเราะกันทั้งหมด แล้วพันธมิตรเขาก็บอกว่าจัดฉาก พวกผมก็ว่าจัดฉาก มีแต่ท่านนี่ละครับเชื่อ ใครเขาจะไปยิงอาร์พีจีแบบนั้น นี่ผมไม่ได้ยิงเป็น แต่ดูหนังมา ท่านประธานที่เคารพ ว่าง ๆ ให้วอลล์เปเปอร์ท่านนะครับ ปริ๊นท์ (Print) ภาพมาให้ดูก็ได้
ประเด็นต่อมาครับ เรื่องการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม พวกผม คือความจริงแล้วที่ผ่านมาพี่น้องเราจํานวนมากซึ่งบางคนนี่เรารู้บ้างไม่รู้บ้าง แต่ว่าที่รู้ ก็พยายามยื่นประกันตัว แต่ทั้งหมดไม่เคยได้รับการประกันตัว เวลาท่านเอาเรื่องนี้เข้าสู่ ที่ประชุม ครม. ตามที่ปรากฏเป็นข่าวนั้นเรื่องการให้ประกันนั้น ผมก็เห็นว่าไม่ใช่เป็นอํานาจ หน้าที่ของฝ่ายบริหาร แล้วที่สําคัญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมติดดาว ท่านเองเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนแรกที่ทําหนังสือไปยังอัยการสูงสุด เรื่องการเร่งให้สั่งฟ้อง ถามว่ารัฐมนตรียุติธรรมคนไหนทําอย่างนั้นบ้าง แล้วเร่งชนิดสั่งฟ้องโดยไม่ได้ปฏิบัติตาม วิธีพิจารณาความอาญา ไม่มีการชันสูตรพลิกศพตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๐ แต่ปรากฏว่าท่านเร่ง แสดงอาการชัดเจน ทํานั่งหงิม ๆ หน้าตาดีเรียบร้อย ทั้งที่จริงบางชีวิตนี่เขาสงสัยว่ายิงมาจากโรงแรมแม่ยายท่าน การสอบสวนในสํานวนซึ่งจะได้ ไปฟังในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ รวมกระทั่งชายชุดดําเป็นใคร สํานวน การยิงอย่างไร เพราะว่าอะไรครับ ความที่ว่าต้องการเอาผลอันนี้ถามว่าดีเอสไอจะไปรู้ว่าทหารประจําที่ไหน ๒๑.๘๙ ศพ บวก ๒ เขารู้ได้อย่างไร ถ้า ศอฉ. ไม่ส่งผังให้เขา แต่บังเอิญว่าสอบเสร็จ วันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ก่อนที่คนของท่านจะกลับมารอบ ๒ วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ท่านไปดูเถอะ ผมก็โชคดีว่าได้เห็นแล้วก็ได้ใช้งานในการอภิปรายไม่ไว้วางใจก็จะจับเท็จที่ท่านอภิปราย ไม่ไว้วางใจตอบโต้กับพวกผมเมื่อคราวที่แล้ว เพราะฉะนั้นไม่มีปัญหาครับท่านประธาน อันนี้อีกวาระหนึ่ง แต่ที่ผมเรียนกับท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีว่าวันนี้ ถามจริงว่าท่านต้องการอะไร ท่านต้องการให้ประเทศเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตย เพื่อการเลือกตั้ง ท่านควรจะพูดความจริง แล้วก็ดําเนินทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมา แต่ท่านเล่นอีกบทหนึ่ง ให้รัฐมนตรียุติธรรมเล่นอีกบทหนึ่ง นั่นละครับตัวแทรกแซง กระบวนการยุติธรรมตัวจริง เพราะฉะนั้นผมจึงเรียนกับท่านประธานว่า ผมดีใจท่านนายกรัฐมนตรี จําเหตุการณ์ ๗ ตุลาคมได้ ท่านพูดเรื่อง ๑ คน ๑๐๐,๐๐๐ คน ท่านยังจําได้อยู่ที่พันธมิตร เปิดให้ดูเกือบทุกคืน แล้ววันนี้ท่านทําบ้างหรือยัง ผมเคยถามท่านตอนที่ไปเจรจากันที่ สถาบันพระปกเกล้า ท่านก็บอกว่าสถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว แต่ว่าคนนั้น ท่านครับ ท่านเป็นคนที่พูด เวลาท่านเป็นพรรคฝ่ายค้านท่านเป็นคนที่พูดดีที่สุด เวลาที่เป็นนายกรัฐมนตรีนี้ ถ้าไม่มีความเป็นมาท่านก็เป็นคนที่พูดดีที่สุด ปัญหาว่าสิ่งที่ท่านพูดกับสิ่งที่ท่านทํามันเป็น คนละเรื่องกัน ขอบคุณครับท่านประธาน
เชิญท่านนายกรัฐมนตรีครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เรื่องของกระบวนการยุติธรรม เรื่องของคดี เดี๋ยวท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมท่านจะชี้แจงนะครับ
ส่วนประเด็นเมื่อสักครู่ที่ท่านถามว่าตอนเป็นฝ่ายค้านพูดถึงเรื่องการชุมนุม ประท้วง ใช่ครับ แล้วก็ปฏิบัติตามหลักที่เคยพูดไว้ ก็ท่านก็ไปนั่งอยู่กับผม ๒ วัน วันละ ๓ ชั่วโมง ถ้าไม่สนใจใยดีต่อการชุมนุมจะเปิดโอกาสให้ไปเจรจาถ่ายทอดโทรทัศน์กันทําไมครับ แล้วท่านก็พูดง่ายครับวันนี้ ไม่สนใจหรอกจะยุบสภาเมื่อไร อยู่ไปให้ครบก็ได้ วันนั้นผมบอก ให้ไปเลือกตั้งกัน ๑๔ พฤศจิกายน ท่านบอก ไม่ได้ ยุบสภาเป็นเรื่องที่จะต้องทํากันเดี๋ยวนี้ จนกระทั่งเกิดปัญหาเหตุการณ์บานปลายต่อไป ผมถึงกราบเรียนว่าพูดต้องพูดให้ครบครับ จะได้ทราบความจริง
เดี๋ยวให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมชี้แจงก่อนไหมครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผมเรียน กับท่านนายกรัฐมนตรีว่าที่ท่านเสนอวันเลือกตั้งมันหลังความตาย ๑๐ เมษายนไปแล้ว ความตายของประชาชนมาแลกกับวันเลือกตั้งไม่ได้ ผมยืนยัน ขอบคุณท่านประธาน
เชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ท่านวิเชียรเดี๋ยวให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งถูกพาดพิงได้อภิปรายก่อนนะครับ เดี๋ยวฟังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมก่อน เดี๋ยวผมจะอ่านให้ฟังครับ เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ผมขออนุญาตท่านประธานใช้เวลาไม่มากเพื่อจะชี้แจง ให้เกิดความเข้าใจชัดเจนในบางประเด็นที่ท่านสมาชิกได้กล่าวไปถึงนะครับ
ประการแรก ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการทํางานของหน่วยงานในกระทรวงยุติธรรม คือกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ดําเนินการสืบสวนสอบสวนในกรณีที่เกี่ยวเนื่องกับคดีที่ เรียกกันภาษาชาวบ้านง่าย ๆ ว่าคดีล้มเจ้า ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงแล้วคือคดีที่เกี่ยวข้องกับ ความมั่นคงของรัฐ กฎหมายมาตรา ๑๑๒ เป็นเรื่องความมั่นคงของรัฐ ไม่ใช่เรื่องของการล้มเจ้า เป็นการกระทําที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ เพียงแต่ว่าลักษณะการ กระทํานั้นเป็นการกระทําต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งพวกเราทุกคน สําหรับประเทศไทย สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นยิ่งกว่าสถาบัน เพราะคือความมั่นคงของชาติ เรายึดถือเรื่องแบบนี้ กันมาตลอด เพราะฉะนั้นในความผิดฐานนี้จึงอยู่ในเรื่องของความมั่นคงแห่งรัฐมาตั้งแต่ วันที่มีกฎหมายอาญา เพราะในเรื่องนี้ ขออนุญาตกราบเรียนว่าทางคณะกรรมการคดีพิเศษ ซึ่งเป็นคณะกรรมการชุดที่แต่งตั้งในสมัยของท่านนะครับ ของรัฐบาลที่ท่านเป็นรัฐบาล ไม่ใช่รัฐบาลชุดนี้ กรรมการทั้งหมดในคณะกรรมการพิเศษชุดที่มีมตินี่เป็นกรรมการที่แต่งตั้ง โดยรัฐบาลของท่าน ได้รับการร้องเรียนกรณีกล่าวหาว่ามีการกระทําความผิดในคดีความผิด ตามมาตรา ๑๑๒ แล้วก็ได้มีมติให้ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษรับมาดําเนินการพร้อมกับคดี ที่เกี่ยวข้องต่อเนื่อง ที่ต้องเป็นอย่างนั้นเพราะว่าการกระทําความผิดฐานนี้ไม่ได้เป็นความผิด ที่อยู่ในอํานาจของกรมสอบสวนคดีพิเศษโดยอัตโนมัติ แต่เป็นคดีที่จะอยู่ในอํานาจการ สอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษได้ต่อเมื่อคณะกรรมการคดีพิเศษมีมติให้เห็นชอบให้ทําได้ ตามปกติก็จะเป็นอํานาจหน้าที่ของทางสํานักงานตํารวจแห่งชาติหรือเจ้าหน้าที่ตํารวจทั่วไป ในกรณีนี้ทางคณะกรรมการคดีพิเศษได้พิจารณาข้อมูล ข้อเท็จจริงจากการสรุปของการ กล่าวหาร้องเรียน มีมติให้ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษรับเป็นคดีพิเศษ แล้วก็ได้เริ่มดําเนินการ สืบสวนสอบสวนเรื่องนี้มาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ๒๕๕๓ จนมาถึงวันนี้ใช้เวลา ๙ เดือน แล้วก็อย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวเมื่อสักครู่ การกระทําความผิดในส่วนนี้เป็นการ กระทําผิดทั้งในส่วนตรงและส่วนอ้อมผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ต (Internet) ซึ่งมีความยาก สลับซับซ้อน แล้วก็ให้สืบสวนสอบสวนในกรณีที่เป็นลักษณะที่มีการกล่าวหานั้นเป็นกลุ่ม ไม่ใช่เป็นรายบุคคล ว่ามีกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกันทําเป็นลักษณะเป็นขบวนการ ไม่ใช่เป็น การแสดงความคิดโดยอิสระหรืออะไรทํานองนั้น เพราะฉะนั้นตรงนี้การสืบสวนสอบสวนของ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จึงต้องใช้เวลาในการที่จะต้องดําเนินการ ซึ่ง ณ ปัจจุบันมีคดี ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ทั้งหมด ๑๘ คดีที่อยู่ในระหว่างสืบสวนสอบสวน ซึ่งต้องใช้เวลามากครับ แต่ในระยะเพียง ๙ เดือนเขาต้องตรวจสอบเรื่องนี้และคดีอื่น ๆ อีกเยอะนะครับ ในส่วนนี้ ใน ๑๘ คดี วันนี้ได้สามารถส่งสํานวนไปที่อัยการแล้ว ๑ คดีนะครับ เสร็จแล้ว แล้วก็มีการ ออกหมายจับแล้ว ๓ คดี แล้วก็อยู่ระหว่างที่จะสืบสวนสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น แต่อยู่ระหว่าง ดําเนินการทั้งหมด ๑๗ คดี เพราะในส่วนคดีนี้ไม่ใช่ว่าเพียงแต่ว่ายกขึ้นมาลอย ๆ แล้วก็ เลิกกันไป แต่ว่ามีการสืบสวน สอบสวนดําเนินคดีอย่างต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน แล้วก็มีการ ดําเนินการอย่างที่ผมได้กราบเรียนไป ในส่วนที่มีการกล่าวอ้างอิงไปถึงวิกิลีกส์ผมก็ขออนุญาต กราบเรียนว่าในส่วนนี้ที่ผมได้ตรวจสอบกับทางกรมสอบสวนคดีพิเศษได้ทราบว่าอยู่ระหว่าง ติดตาม ตรวจสอบอยู่ เพราะว่าเป็นการกล่าวพาดพิงถึงคนอื่น ไม่ใช่ว่าเจ้าตัวบอกว่าเขาเป็นคนพูด แต่ว่าเขาต้องตรวจสอบนะครับ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ในส่วนที่เกี่ยวข้องไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่ขอเรียนว่ามันเป็นคนละเรื่อง คนละส่วนกับคดีที่ผมกราบเรียนไปเมื่อสักครู่ แต่ถ้าเราเห็นว่า กรณีนี้เป็นลักษณะเป็นการกระทําความผิด ซึ่งคงจะต้องประสานกับสํานักงานแห่งชาติ ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีได้บอกว่าได้แจ้งไปแล้วเหมือนกัน แล้วท้ายที่สุดก็ต้องมาดูว่าควร จะต้องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดําเนินการหรือจะเป็นอํานาจหน้าที่ของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ แต่ว่าต้องขอเรียนว่าอันนี้เป็นข้อมูลลักษณะที่เป็นการกล่าวพาดพิงถึงบุคคลที่ท่านได้เอ่ยถึง ไม่ได้เป็นการบอกว่าเขาเป็นคนพูด เขาเป็นทํา แต่ว่าก็ต้องสอบสวนตรวจสอบไป ถ้าหากว่า มีลักษณะเป็นการทําอย่างนั้นจริง ก็ต้องดูว่าพฤติการณ์ถ้าเข้าข่ายตามหลักเกณฑ์ ของกฎหมายก็ต้องมีความผิดก็ต้องว่ากันไปตามนั้น เพราะในส่วนนี้ก็ขอกราบเรียนว่า ทั้งท่านนายกรัฐมนตรีเองก็ดี ทั้งทางรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้นิ่งเฉยในส่วนนี้เลย ผมขออนุญาตกราบเรียนเพิ่มเติมครับว่าในส่วนที่ท่านพูดจาพาดพิงว่าผมแทรกแซง กระบวนการยุติธรรม ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ผมไปทําอย่างนั้นได้อย่างไรครับ ผมไม่เคยไปบอกให้ศาลสั่งปล่อยใคร ไม่สั่งปล่อยใคร แต่ว่าผมขอกราบเรียนว่าท่านเชื่อเถอะครับ ผมไม่เคยแทรกแซงใครเลย และที่สําคัญผมขออนุญาตกราบเรียนว่าในกรณีที่ท่านกล่าว อ้างอิงพูดถึงนั้น มันไม่ใช่ครั้งแรกครับ ผมมีหนังสือประสานงานกับท่านอัยการสูงสุด ตลอดเวลาเพื่อรักษาความยุติธรรมครับ มันมีหลายเรื่องครับ แต่ในกรณีท่านหยิบหยกขึ้นมา ผมขออนุญาตกราบเรียนว่ามันมีข่าวก่อนหน้านั้น มีการให้ข่าวไปว่าคดีต่าง ๆ โดยเฉพาะ คดีเรื่องนี้จะขาดอายุความ ถ้าหากว่าดําเนินการไม่เสร็จสิ้น ไม่ทันกําหนดจะขาดอายุความ ในฐานะที่ผมเป็นผู้รักษาความยุติธรรมผมทราบว่าจะมีการทําให้หรือว่าปล่อยให้คดีขาดอายุความ ผมปล่อยให้เป็นอย่างนั้นไม่ได้ ไม่ว่าคดีไหนครับ และสิ่งที่ผมได้มีหนังสือประสานงานไปที่ ท่านอัยการสูงสุด ผมไม่ได้ไปสั่งให้ท่านสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้อง แต่ผมบอกว่าให้ท่านพิจารณา สั่งคดีครับ สั่งคดีให้เสร็จสิ้นภายในกําหนดของระยะเวลาตามกฎหมาย ซึ่งการสั่งคดีนั้น ท่านจะสั่งฟ้องก็ได้ สั่งไม่ฟ้องก็ได้ แต่ต้องมีคําสั่งให้เสร็จสิ้นเสียก่อนที่จะหมดเวลา ตามกฎหมาย เพราะฉะนั้นไม่ได้เป็นการไปแทรกแซง แต่เป็นการแจ้งให้ทราบว่าคดีนี้ ถ้าหากไม่สั่งคดีให้เสร็จตามอายุความ แล้วเป็นการขาดอายุความไปจริง ท้ายที่สุดผม อาจจะต้องมาโดนเล่นงานอีกเหมือนกันว่าปล่อยคดีขาดอายุความหรือเปล่า
แล้วอีกประการหนึ่ง ผมนี่ตําแหน่งในขณะนั้นผมเป็นประธาน อ.ก.พ. ของอัยการ ถ้าหากว่าทางอัยการถูกกล่าวหาว่าปล่อยปละละเลย ทําให้คดีขาดอายุความ ก็อาจจะต้องมีการกล่าวหามีการสอบสวน พนักงานอัยการที่เกี่ยวข้องก็อาจจะต้องโดน สอบสวน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดีที่สุดคือทําให้ทุกอย่างเสร็จสิ้นตามกระบวนการของกฎหมาย อันนั้นก็เป็นการประสานงานแจ้งกันไปเท่านั้นเองครับ ก็เลยขออนุญาตกราบเรียนมา เบื้องต้นครับ
ท่านจตุพรมีอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ รัฐมนตรี ไม่รู้หรือเวลาเขาบริหารงานนี่นะครับ ตัวรัฐมนตรีในกระทรวงยุติธรรมสั่งงานตรงได้คนเดียว คือปลัดกระทรวง คดีนี้ดีเอสไอเขาเป็นโจทก์ในการสั่งฟ้องไปยังอัยการ ซึ่งเป็นปัญหา ในคดีเดียวกันบอกว่าตัวเองไม่มีอํานาจส่งกลับ สตช. แต่ตัวท่านเองท่านไม่รู้หรือว่าการทํา หนังสือไปที่สํานักงานอัยการสูงสุดมันถือว่าเป็นการแทรกแซง แล้วมันกงการอะไร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม อัยการสูงสุดเขาไม่รู้ว่าอายุความอยู่ตรงไหน นั่นแหละครับ คือการแทรกแซงข้ามขั้นอย่างชัดเจน นี่ก็สารภาพกลางสภาอยู่แล้ว อัยการสูงสุดเขาไม่รู้ เขาเป็นอัยการเป็นสถาบันเขา ทําหนังสือแทรกแซงแบบนี้มันเป็นเรื่องที่ไม่ควร แล้วขั้นตอนคดี แม้ว่าดีเอสไอจะสังกัดกระทรวงยุติธรรม ท่านสั่งได้คนเดียวในกระทรวงนั้น คือปลัดกระทรวง ระเบียบการบริหารจัดการก็เป็นแบบนั้นอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นนี่ละครับสารภาพกลางสภา ว่าแทรกแซงสํานักงานอัยการ แล้วถ้าสํานักงานอัยการยอมให้รัฐมนตรีคนนี้แทรกแซง ผมว่าสํานักงานอัยการก็เป็นปัญหาเหมือนกัน ขอบคุณท่านประธาน
เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิกคงเข้าใจผิด ผมไม่ได้ไปสั่งการอะไรอัยการ ในระบบราชการสามารถที่จะมีหนังสือประสานงานหรือว่า แจ้งข่าวสารข้อมูลกันได้ตลอดเวลา ผมไม่ได้ไปสั่งให้อัยการทําตรงโน้นตรงนี้นะครับ แต่ว่าถ้าหากท่านสมาชิกจะเข้าใจอย่างนั้นไม่เป็นอะไรก็เป็นสิทธิของท่าน แต่ผมยืนยันว่า ไม่ได้ทําอย่างนั้นครับ ขอบคุณครับ
ผมขอแจ้งลําดับผู้อภิปรายนะครับ จากนี้จะเป็น ท่านอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ นะครับ แล้วก็ ตามรายชื่อวิปฝ่ายค้านเสนอมา จากท่านอภิชาตจะเป็น ท่านสงวน พงษ์มณี แล้วสลับไป ที่ท่านสงกรานต์ จิตสุทธิภากร แล้วมาที่ท่าน พันตํารวจโท สมชาย เพศประเสริฐ และท่านสนอง เทพอักษรณรงค์ และท่าน ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง และ ท่านสุวโรช พะลัง แล้วท่านสุชาติ ลายน้ําเงิน แล้วก็ไปที่ท่านสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล แต่ตอนนี้มีหนังสือ บอกว่าจากวิปฝ่ายค้าน บอกให้ท่านเฉลิม อยู่บํารุง อภิปราย ก็เดี๋ยวท่านอภิชาตจะใช้เวลา ๗ นาที แล้วก็ต่อด้วยท่านเฉลิม เชิญท่านอภิชาตครับ
(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านประท้วงอะไรอีกครับท่านบุญยอด
ท่านประธานที่เคารพครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพมหานคร ผมต้องขอประท้วงต่อวิธีการ ทําหน้าที่ของท่านประธานนะครับ ท่านประธานปล่อยให้สภาแห่งนี้โต้กันไปโต้กันมา อย่างไม่มีข้อจํากัดเลยนะครับ ผมรู้ว่าท่านประธานพยายามที่จะดูเหมือนว่าให้ตอบคําถาม ซึ่งกันและกัน แต่ว่าสภาแห่งนี้ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่งนะครับ
นั่งก่อนครับ คืออย่างนี้ครับ วันนี้เป็นการมาแถลงเรื่องแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐก็มีการ ซักถาม อภิปราย ตั้งข้อสังเกตโดยสมาชิกผู้บริหาร ฝ่ายบริหาร รัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรี ก็ตอบชี้แจง ฉะนั้นมีประเด็นอะไรที่เขายังซักค้านกันไม่จบนี่นะครับ เขาก็มีสิทธิจะซักถาม ก็ให้โอกาสทั้ง ๒ ฝ่ายจะได้จบกันนะครับ ซึ่งก็จบแล้วเป็นเรื่อง ๆ ก็นั่งเถอะครับ
ผมขอแสดงความเห็น กับท่านว่าท่านควบคุมอย่างนี้จะมีปัญหาในการอภิปรายต่อไป ผมเพียงแค่เตือนท่าน ท่านไม่ปฏิบัติไม่เป็นไรครับ แล้วแต่ท่านครับ
เชิญนั่งครับ เชิญท่านอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ท่านมีเวลา ๗ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ส.ส. จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ รายงานแสดงผลการดําเนินการของคณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ผมขอทําความเข้าใจกับท่านประธานผ่านไปถึงเพื่อนสมาชิกจากพรรคฝ่ายค้านที่ระบุว่า จะไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากว่าในรัฐธรรมนูญระบุชัดว่าแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เป็นเจตจํานงที่จะให้รัฐดําเนินการตรากฎหมายและกําหนดเป็นนโยบายในการบริหาร ราชการแผ่นดิน แล้วบอกให้นําเสนอปัญหาต่อรัฐสภาปีละครั้งถามว่ารัฐสภาคืออะไรครับ ในมาตรา ๘๘ ก็ระบุชัดว่ารัฐสภาประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา รัฐสภา จะประชุมร่วมกันหรือแยกกันย่อมเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ เพราะฉะนั้นวันนี้ เมื่อสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็น ๑ ในรัฐสภาได้ประชุมแยกกันก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ทุกประการ แล้วก็ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา มาตรา ๑๓๖ ก็เขียนไว้ชัดเจนว่ามี ๑๖ เรื่องเท่านั้น ไม่มีเรื่องแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ผมว่าเรื่องนี้ท่านประธานจะต้องทํา ความเข้าใจกับเพื่อนสมาชิกให้ชัดเจนด้วยนะครับ ท่านประธานครับในการอภิปรายของสภา ในวันนี้เป็นเรื่องราวของการทํางานของรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในช่วงระหว่าง วันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๓๑ ถึง ๓๐ ธันวาคม ๒๕๓๒ เพราะฉะนั้นการอภิปรายจําเป็นที่ จะต้องอยู่ในประเด็นแล้วก็ต้องเคร่งครัดต่อกรอบเวลาในการทําหน้าที่อันนี้ด้วย เพื่อให้ ชัดเจนแล้วก็ต้องยอมรับว่าในช่วง ๑ ปีเต็มที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทําหน้าที่ ในช่วงเวลานั้นต้องถือว่าเป็นช่วงเวลาที่มีความยากลําบากที่สุดของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แน่นอนว่าอาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทําให้การทํางานภายในช่วงเวลา ๑ ปีแล้วจะสามารถ สนองตอบในทุกเรื่องที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญตั้งแต่มาตรา ๗๗ เป็นต้นไปนี่ได้สําเร็จทั้งหมด ต้องยอมรับว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์เข้ามาในช่วงนั้นเกิดภาวะที่จะต้องให้ความเห็นใจ ในเรื่องภาวะ เศรษฐกิจเวลานั้นภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกครับ รัฐบาลก็ต้องเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ แล้วก็ทําจนกระทั่งเป็นผลสําเร็จ แต่ว่าในช่วงปลายปี ๒๕๕๒ ก็ยังเกิดภาวะเศรษฐกิจ ที่กระเพื่อมขึ้นมาอีกจากความผันผวนทางการเงินที่ก่อตัวที่ประเทศกรีซ แล้วก็ปัญหาการ ลงทุนในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งแต่ในระยะต่อมาผลของการทํางานหนักของรัฐบาลก็ทําให้ การแก้ไขปัญหาในส่วนนั้นดีขึ้น สิ่งที่ต้องพูดถึงในวันนี้ก็คือเรื่องของความผันผวน ทางการเมืองครับ ต้องยอมรับว่าปฏิบัติการของคนบางกลุ่มที่กดดันต่อรัฐบาลในช่วงเวลานั้น นับตั้งแต่วันแรกที่นายกรัฐมนตรีได้รับเสียงโหวตจากสภาแห่งนี้ให้ทําหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรี ก็มีการชุมนุมกันทันทีครับ ชุมนุมกดดันตั้งแต่เรื่องต้องยุบสภา ต้องใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ สภาพอย่างนี้แหละครับเป็นความยากลําบากในการทํางาน ของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้วก็มาจากความชอบธรรมอย่างแท้จริง ท่านประธาน ที่เคารพครับ วันที่ ๗ เมษายนวันที่นายกรัฐมนตรีไปประชุมนอกสถานที่เพื่อเตรียม การประชุมสุดยอดผู้นําอาเซียนและประเทศคู่เจรจาที่พัทยา นายกรัฐมนตรีถูกทุบรถ ถูกทําร้ายที่พัทยา วันที่ ๘ เมษายนเหตุการณ์ยังไม่จบสิ้นมีการยกขบวนกันไปล้อมบ้าน พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ มีการกดดันไล่องคมนตรีออกจากตําแหน่ง วันที่ ๙ เมษายน มีดาวกระจายมีวิดีโอ ลิงค์ (Video link) จากต่างประเทศออกมาสั่งการว่าเราแพ้ไม่ได้ วันที่ ๑๐ เมษายนมีการประชุมผู้นําอาเซียนและประเทศคู่เจรจา วันที่ ๑๑ มีการล้ม การประชุม วันที่ ๑๒ วันที่ ๑๓ วันที่ ๑๔ นี่ไม่ต้องพูดถึงว่าเกิดอะไรขึ้นในกรุงเทพมหานคร ภาวะเช่นนี้ครับเป็นความยากลําบากโดยแท้ แต่ว่ารัฐบาลก็สามารถที่จะฟันฝ่ามาได้ ไม่มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น เหตุการณ์ก็จบลงแล้วก็สามารถที่จะเดินหน้าไปได้ วันนี้ครับจําเป็นที่จะต้องพูดถึงว่าความยากลําบากเหล่านั้นรัฐบาลก็ยังสามารถเดินฝ่ามาได้ แล้วก็สามารถผลิตผลงานที่ออกมาตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐได้อย่างน่าชื่นชม เพียง ๒ สัปดาห์แรกที่รัฐบาลเข้ามา รัฐบาลก็สามารถผลิตนโยบายเรื่องการศึกษาฟรี ๑๕ ปี ออกมา พร้อม ๆ กับการจัดตั้งคณะกรรมการรัฐมนตรีพัฒนาพื้นที่พิเศษ ๕ จังหวัดชายแดน ภาคใต้ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แล้วก็คลอดแผนพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปี ๒๕๕๒ ถึงปี ๒๕๕๕ ใช้งบประมาณ ๕๑,๙๕๑ ล้านบาท โดยใช้แนวทางที่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานก็คือเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา รวมทั้งการพัฒนาในพื้นที่ที่ยากจนให้ เป็นรูปธรรม แล้วก็บัดนี้การแก้ปัญหาเหล่านั้นก็ดีขึ้นมาเป็นลําดับ นี่สะท้อนให้เห็นว่าเป็นตัวอย่างเล็ก ๆ อันหนึ่งว่าการเริ่มต้นจากความยากลําบากนั้นรัฐบาลก็สามารถที่จะผลิตผลงานที่เป็น นโยบาย และก็สามารถแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนได้ ท่านประธานครับ มีการพูดถึง แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในมาตรา ๗๗ เรื่องของการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ และเผยแพร่ขยายผลแนวพระราชดําริ ซึ่งเรื่องนี้ผมเห็นชัดว่าเป็นความพยายาม เป็นความตั้งใจของรัฐบาลที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ ต้องยอมรับว่าในช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลา ที่มีการล่วงละเมิดจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์รุนแรง และไม่มีเจ้าภาพในการดําเนินการ เรามีกองทัพเข้ามา เรามีกระทรวงไอซีทีเข้ามา และเข้าไปดําเนินการเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง วันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ มีเว็บไซต์หนึ่ง คือเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์เดอะไทม์ ออฟ ลอนดอน (The Time of London) ได้ตีพิมพ์คําสัมภาษณ์ของอดีตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง ซึ่งมีเนื้อหา จาบจ้วงล่วงละเมิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และองค์รัชทายาท บางส่วนยังพูดละเลยไปถึง การปฏิรูปสถาบัน สิ่งที่รัฐบาลทําทันทีก็คือกระทรวงการต่างประเทศได้ออกแถลงการณ์ ตอบโต้ชี้แจง และกองทัพก็ได้แสดงความเห็นว่าการกระทําเช่นนั้นเป็นการกระทําที่ไม่บังควร ต่อมาวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ที่ประชุมของคณะกรรมการคดีพิเศษของดีเอสไอก็มีมติ รับเรื่องนี้เป็นคดีพิเศษไว้ดําเนินคดี นี่สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้ละเลยกับสิ่งที่ปรากฏ ในเว็บไซต์ที่มีการล่วงละเมิดสถาบัน และคนที่อยู่ในข่ายที่ต้องเกี่ยวข้องต้องถูกดําเนินคดี ก็จะต้องถูกรับโทษในอนาคต กราบขอบคุณครับท่านประธาน
ต่อไปเชิญท่าน ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย สมาชิกพรรคเพื่อไทย กรุณาอนุญาตให้ผมแสดงความเห็นเกี่ยวกับที่รัฐบาลได้แถลงผลงานในรอบปี ผมเข้าใจ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านต้องทําหน้าที่อย่างนี้ละครับ เพราะบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๕ ว่าไว้ ว่าเมื่อแถลงผลงานในรอบปีได้เมื่อไรก็นําเข้ามาสู่สภาผู้แทนราษฎร แต่บังเอิญว่าปีนี้ นายกรัฐมนตรีทํางานมา ๒ ปีเศษ ๆ แล้วมาแถลงบอกว่า ๑ ปี มันก็วิพากษ์วิจารณ์ ผมไม่วิพากษ์วิจารณ์หรอกครับ เพราะนายกรัฐมนตรีต้องทําตามหน้าที่ บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๕ เมื่อเช้าผมตื่นตอนเจ็ดโมงเช้า ที่ผมเรียนอย่างนี้เพราะว่าผมได้อ่านเอกสารทั้งหมด แล้วผมก็มาสรุปเป็นข้อ ๆ ว่าสรุปแล้วในเอกสารเล่มใหญ่ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ มาแถลงอะไร พอดูเสร็จนายกรัฐมนตรีก็มั่นใจว่างานมันทําสําเร็จ แต่ฝ่ายพวกผมบอก ไม่สําเร็จ ท่านสําเร็จท่านมีเหตุผล ผมบอกไม่สําเร็จ ผมต้องมีเหตุผลมาวิเคราะห์แล้วหักร้าง ว่ามันไม่สําเร็จ ผมอ่านเสร็จเรียบร้อย รัฐบาลก็บอกว่ามี ๑๐ นโยบายที่ทําสําเร็จ แต่ว่า ๙ นโยบายของท่านเป็น ๙ นโยบายตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ท่านยกย่องตนเองว่า ท่านแก้ปัญหาเศรษฐกิจสําเร็จ จากเศรษฐกิจได้ชะลอตัว ก็ขึ้นมาตั้งงบกลางปี ๑๑๖,๗๐๐ ล้านบาท ท่านพูด แล้วท่านมาบอกเลย นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลแบ่งเป็นการแก้ไขและบรรเทา ผลกระทบทางเศรษฐกิจกองทุนเศรษฐกิจพอเพียง แต่ในนี้ไม่เขียนว่ากองทุนนี้มันทุจริต พอเพียงนี้แหละครับ แล้วไม่บอกครับ ว่าพอเพียงของท่านเอามาจากไหน เอามาจากเอสเอ็มแอล (SML) สมัยพรรคไทยรักไทย ตรงนี้ต้องให้สังคมเห็น แล้วสังคมจะตัดสินว่ารัฐบาลนี้เอา นโยบายมาจากใคร แล้วบอกไหมว่าเศรษฐกิจพอเพียงที่เขายกย่องขึ้นมา แล้วต่อมาท่าน ก็บอกว่าแก้ไขและบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อประชาชน ผมอ่านแล้วผมจะบอก ๙ กลุ่มนี้ติดลบหมดครับ ทําไมติดลบ ผมจะบอกต่อไป ท่านมาบอกต่อ นโยบายด้าน ความมั่นคงแห่งรัฐ ผมบอกรัฐบาลชุดนี้ไม่เคยดูแลความมั่นคงแห่งรัฐ ดูแลความมั่นคง ของรัฐบาลเท่านั้น
ข้อต่อไป นโยบายด้านศาสนา สังคม สาธารณสุข ตรงนี้พอก้าวข้ามได้ แต่ไม่บอกครับว่าไทยเข้มแข็งไปเปิดประมูลกระทรวงสาธารณสุข ไม่บอกครับตั้งกรรมการ มาแล้วไม่ยอมรับ แล้วไม่บอกครับว่าเงินที่ตั้งเอาไว้จะไปประมูลแล้วยกเลิกหมด ตอนนี้ก็ยัง เอ้อเร้อเอ้อเต่อ ทําไมไม่บอกละครับ มาบอกไว้กลาง ๆ อย่างนี้นักการเมืองอย่างผมบอก อย่างนี้ท่านนายกรัฐมนตรี ไม่ได้หรอกครับ
ข้อต่อไป ก็คือท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่านโยบายด้านกฎหมายและ การยุติธรรม เมื่อสักครู่ผมเห็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมชี้แจงแล้วผมไม่คาดคิดครับ เรียนกฎหมายมาด้วยกัน ท่านมีหน้าที่อะไรเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมถึงจะมี หนังสือไปถึงอัยการสูงสุด คดีจะขาดอายุความเมื่อไรเรื่องของเขา เพราะอัยการสูงสุดเขาเป็น หน่วยงานอิสระ เขาไม่ได้ขึ้นต่อกระทรวงยุติธรรม แม้กระทั่งท่านนายกรัฐมนตรียังไปยุ่ง กับเขาไม่ได้ พวกท่านมันใหญ่เกินตัว ใหญ่เกินจริง เป็นรัฐบาลมีแบ๊ค (Back) รัฐบาลมีเส้น ชี้แจงมาได้อย่างไรว่าคดีขาดอายุความแล้วกระทรวงยุติธรรมจะเดือดร้อนเอาส่วนไหน ของร่างกายมาคิด อย่างนี้ผมต้องมาบอก ท่านบอกเลยนโยบายด้านต่างประเทศ ท่านไม่บอก รายละเอียด เดี๋ยวผมต้องบอก นโยบายด้านเศรษฐกิจ แล้วที่น่าเกลียดที่สุด พอท่านบอก นโยบาย ๑๐ ข้อ ๙ ข้อทําได้ ท่านบอกเลย ไอ้นี่มีปัญหา ไอ้นี่มีปัญหา ไอ้นี่มีปัญหา ปัญหา ของท่านไม่สอดคล้องกับนักการเมืองอย่างผมที่จะวิเคราะห์ท่านประธานครับ เล่มเขียวของ นายกรัฐมนตรีมานั่งดูตรวจสอบรัฐธรรมนูญ มาสรุป ๒ ชั่วโมง ผมยืนยันกับท่านประธาน ว่าการบริหารราชการของรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในรอบ ๑ ปีควบคู่ ใกล้ ๆ ๒ ปีเศษ ๆ แต่นี่ท่านเอา ๑ ปีมาแถลงผมยืนยันว่ารัฐบาลสอบตก ๑. สอบตก ด้านเศรษฐกิจ ๒. สอบตกด้านสังคมและคุณภาพชีวิต ๓. สอบตกด้านความมั่นคงของรัฐ ๔. สอบตกด้านการต่างประเทศ นําประเทศไปสู่กลียุค ๕. สอบตกด้านการเมืองและการ ส่งเสริมประชาธิปไตย ๖. ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ๗. ด้านการแก้ไขสินค้าอุปโภค บริโภค และสินค้ามีราคาแพง และขาดแคลนในรอบ ๒๕ ปี ไม่เคยมียุคไหนสมัยไหน ที่คนไทยต้องเข้าแถวซื้อสินค้า และไม่มีสินค้าจําหน่าย
ท่านประธานครับ ถ้าพูดอย่างนี้ท่านผู้ชมทางบ้านจะบอกว่า โอ๊ย รัฐบาล เขาบอกอย่างนี้ ฝ่ายค้านว่าอย่างนี้ ฝ่ายค้านต้องบอกแน่นอน รัฐบาลสอบตก ผมมีตัวเลขมาคุยกับ ท่านประธานนิดหนึ่งครับว่า ผลสํารวจศูนย์วิจัยกรุงเทพ หรือเรียกว่ากรุงเทพโพล (Poll) ที่สํารวจ ความพึงพอใจต่อการทํางานของรัฐบาลพบว่าช่วงครบ ๑ ปี รัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ ๓.๘๗ จากคะแนนเต็ม ๑๐ เขาบอกได้ ๓.๘๗ นี่ในรอบ ๑ ปี เขาห่วงนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เขาห่วงรัฐบาลชุดนี้ พอ ๑ ปีครึ่งจาก ๓.๘๗ ๑ ปีครึ่งเหลือ ๓.๗๙ เดี๋ยวนายกรัฐมนตรีจะบอก คุณเฉลิมมาพูดหนังครึ่งม้วน เอาต่อให้ อีกนิดหนึ่ง ตอนครบ ๒ ปีเขาบอกได้ ๓.๘๒ จาก ๑๐ ๓ ครั้งที่กรุงเทพโพลได้สํารวจ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์และรัฐบาลของท่านสอบตกทั้ง ๓ ครั้งนี่กรุงเทพโพล ต่อมา ก็หันมาดูว่าสวนดุสิตโพลว่าอย่างไร ตอกย้ําความสอบตกของรัฐบาลอีกเช่นเดียวกัน สวนดุสิตโพลได้สํารวจดัชนีการเมืองไทยเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา พบว่ารัฐบาล ได้คะแนน ๔.๗๔ จาก ๑๐ แปลว่าตก ๕ กึ่งหนึ่ง ๔ ครั้ง สถาบันการศึกษาสําคัญ ๆ ๒ แห่ง ยืนยันว่ารัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์สอบตก ผมเรียนต่อท่านประธาน นี่คือผลสํารวจ ของสถาบันการศึกษา ผมติดตามการทํางานของท่านนายกรัฐมนตรี ท่านแถลงผลงาน รอบ ๒ ปี เอาปีเดียว เพราะงานต่อเนื่อง ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่า ๒ ปีของท่านมีงาน อย่างนั้นอย่างนี้ ผมบอกตรงนี้รัฐบาลแก้ไขปัญหาได้ ๒ เรื่อง ๑. เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เบี้ยคนพิการ นอกนั้นสอบตกหมด เดี๋ยวผมจะวิเคราะห์รายละเอียด ลงลึกรายหยาบและ รายละเอียดให้ท่านประธานเห็น ประกันรายได้เกษตรกร ชาวนาเดือดร้อน ข้าวราคาถูกข้าวเปลือก ข้าวสารราคาแพง คนดู โทรทัศน์ที่มีอาชีพทํานาทําไร่จะรู้ทันที นี่ไม่ได้กล่าวหานายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ข้อเท็จจริง มันเป็นอย่างนี้ เรียนฟรี ๑๕ ปี ถามว่าคุณอภิสิทธิ์ตั้งนโยบายเองไหม ไม่ เอามาจากไหนครับ ๑๒ ปีจากพรรคไทยรักไทย ถามว่าเรียนฟรีจริงไหม ไม่หรอกครับ ให้บางส่วน ให้มากกว่าเก่า แต่ผู้ปกครองยังต้องรับผิดชอบอยู่อีก บอกคนว่างงานลดลง ไม่ใช่ครับ อาชญากรรมเพิ่มขึ้น ประชาวิวัฒน์ ๙ ข้อ ในข้อที่ ๙ นายกรัฐมนตรีบอกว่าต้องใช้เงิน ๒๐๐-๓๐๐ ล้านบาท เพื่อลดปัญหาอาชญากรรม ๖ เดือนให้ได้ ๒๐ ถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์นั่นเป็นข้อสรุปชัด อาชญากรรมอาชญากรเพิ่มขึ้นแปลว่าคนว่างงานเพิ่มขึ้น ต่อไปผมจะเรียนท่านประธาน รัฐบาลก็บอกราคายางกิโลกรัมละ ๑๓๘ บาท ไม่ใช่ฝีมือรัฐบาลหรอกครับ มันเกิด ภัยธรรมชาติ ของมันน้อย ของก็แพง ถ้ารัฐบาลแก้ไขปัญหาผลิตผลการเกษตรได้ ทําไมเกษตรกรที่ปลูกข้าวถึงได้ราคาต่ําอย่างมากในขณะนี้ ผมต้องบอกครับ ผมอยู่พรรคเพื่อไทย ผมมีหน้าที่ต้องอธิบายความครับ สมัยพรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาล ๑๒,๐๐๐ บาท ราคาข้าว เดี๋ยวนี้เท่าไรครับ ๗,๐๐๐ บาท ๘,๐๐๐ บาท ยังไม่แน่ สุดท้ายราคาเท่าไร นี่ ๒ ปี ที่ท่าน บอกมา ดัชนีราคาหุ้นผมจําไม่ได้ว่าใครให้สัมภาษณ์ บอกเลยหุ้นสูงกว่าพันจุดรอบ ๑๔ ปี ผมจะบอกไม่ใช่เพราะรัฐบาลสร้างความเชื่อถือต่อชาวต่างชาติ สาเหตุเพราะเงินทุนต่างชาติ ที่ไหลเข้ามาเก็งกําไรในตลาดหุ้นไทยจนทําให้พีอีไพรส์เอิร์นนิ่งเรโช (P.E. Price Earning Ratio) คือราคาหุ้น ณ ปัจจุบันหารด้วยกําไรต่อหุ้นที่ประมาณการไว้ ตลาดหุ้นไทยแพงเท่า ตลาดหุ้นโลกไม่ใช่ผลงานของรัฐบาลและรัฐบาลอย่ามาพูดว่าเวลาหุ้นขึ้นเป็นผลงานรัฐบาล เพราะรัฐบาลชุดนี้มีกลไกมีพรรคมีพวก ชอบปั่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ต้องเป็นไปตามกลไก ของตลาด ถ้าพูดมาตรงนี้เดี๋ยวท่านผู้ชมทางบ้านจะบอกคุณเฉลิมไม่เห็นว่ารัฐบาลดี ดีครับ มีดีอย่างเดียวคือประคับประคองรัฐบาลที่พรรคประชาธิปัตย์แพ้เลือกตั้งแต่มาตั้งรัฐบาล แบบพิเศษให้อยู่นานที่สุดโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่สําคัญอะไรเลยทั้ง ๆ ที่ถูกกล่าวหา ทุจริตมากมาย นายกรัฐมนตรีแถลงผลงานยืนอมยิ้มแล้วอมยิ้มอีก พอฟังเผิน ๆ ไม่ตรวจสอบ ไม่รู้หรอกครับ กรณีรัฐบาลนําเงินงบไทยเข้มแข็งจํานวนเงินสูงถึง ๑.๔ ล้านล้านบาท อ้างว่าเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวเร็วที่สุด ความเป็นจริงไม่เป็นผล เพราะการใช้ งบประมาณไปน้อยมากสาเหตุไม่ใช่ประหยัด เพราะไม่มีโครงการกําหนดตัวเงินไม่รู้จะเอาไป ทําอะไรและที่ซ้ําร้ายกว่านั้นทุกกระทรวงไม่มีโครงการรองรับ ผมเรียนท่านประธานตรงนี้ ผมอยากจะกราบเรียนว่ารัฐบาลใช้เงินเบี้ยหัวแตกไม่มีมาตรฐาน บางโครงการไม่รู้นําเงินไป ทําอะไร ถูกยึดคืนก็มี ท่านนายกรัฐมนตรีบริหารงาน ขอประทานโทษเถอะครับฟังแล้วท่าน อาจจะไม่สบายใจ ท่านบริหารงานแบบปลัดประเทศ ที่ผมบอกว่าล้มเหลว ข้อที่ ๑ ด้านเศรษฐกิจ ท่านประธานตามนะครับ โครงการแจกเงิน ๒,๐๐๐ บาท ไม่มีหลักเกณฑ์ คนรวยก็ได้รับ ไม่มีมาตรฐานเรียกโครงการนี้ว่าเลียนแบบสหรัฐอเมริกา โครงการ เฮลิคอปเตอร์ มันนี่ (Helicopter Money) แต่ทําไม่เหมือน ท่านประธานตามมาต่อก็จะ เห็นว่า โครงการต้นกล้าอาชีพ เดี๋ยวจากนี้ผมจะลงรายละเอียดเลย จํานวนกี่รายได้เท่าไร ตั้งเงินเท่านี้ได้เท่าไร นักเรียนเท่านี้ คนแก่เท่านี้ คนพิการเท่านี้ สรุปโกหกครับ นโยบายที่ แถลงโกหกหมดครับ ผลงานที่มาบอกไม่มีจับต้องเป็นรูปธรรมก็ได้ โครงการต้นกล้าอาชีพ ผมบอกแล้วบอกอีกไอ้ ๑,๙๐๐ ล้านบาท ประชาชนคนไทยเขาทํางานเป็นแต่มันไม่มีงานทํา ก็เอาเงินส่วนนี้ ต้นกล้าอาชีพไปฝึกให้คนทํางานล้มเหลว รัฐบาลเน้นการสร้างหนี้ภาครัฐบาล โครงการแจกเงินก็ติดสินบนประชาชน ให้ประชาชนยากจนลง ขาดโอกาส สร้างฐานะหวังเพิ่งเงินที่รัฐบาลแจก ถ้าจะเลียนแบบ ประชานิยมสมัยพันตํารวจโท ทักษิณ นั่นเขาเอาเงินให้คนไปลงทุน ให้ไปสร้างผลผลิต ให้มี รายได้ มีเงิน รัฐเก็บภาษีได้ อันนี้จ่ายฟรี ๆ จ่ายเฉย ๆ แล้วสุดท้ายก็ไม่สามารถเอาเงินที่ไหน มาจ่ายได้ หนี้ภาครัฐบาลเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย จาก ๓.๔ ล้านล้านบาท หรือร้อยละ ๓๗ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี เมื่อสิ้นปี ๒๕๕๑ เพิ่มเป็น ๔.๕ ล้านล้านบาท หรือร้อยละ ๔๖ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีในสิ้นปี ๒๕๕๓ รัฐบาลก็บอกยังอยู่ในเกณฑ์ไปได้ ยังอยู่ในเกณฑ์ไปได้ แต่ท่านสร้างหนี้เช้าสายบ่ายเย็นก่อนนอนก็สร้าง เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจล้มเหลว ที่ท่านมา เป็นรัฐบาล รัฐบาลสร้างหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น ๑.๑ ล้านล้านบาท การสร้างหนี้เพิ่มขึ้น มากมายในเวลา ๒ ปีผมบอกกับท่านประธาน ตรงนี้จะนําพาระบบเศรษฐกิจของชาติ ล้มละลาย เหตุผลสนับสนุน ๑. รัฐบาลชุดนี้ทุจริตอย่างกว้างขวางเอกชนบอกว่าต้องเก็บเงิน ใต้โต๊ะ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ คิดเป็น ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี เท่ากับ ๒ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี นี่อย่างไรผมถึงบอกว่าเศรษฐกิจรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ล้มเหลว ท่านประธานที่เคารพ วันนี้ประเทศไทยถูกจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ลดจากลําดับ ๓๖ มาอยู่ ๓๘ ๓๖ มาอยู่ ๓๔ ประเทศไทยไม่อยู่ในรายชื่อที่ประเทศที่น่า ลงทุนอีกต่อไป ปัญหาเงินบาทมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น รัฐบาลนึกคิดดูไหมว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร และมันจะส่งผลกระทบกับการส่งออกของภาคอุตสาหกรรม เรามีรายได้ ๓ ตัว ๑. รายได้ การท่องเที่ยว เรียกว่าภาคบริการ ๒. เรามีรายได้จากการส่งออก ๓. เรามีรายได้ภาค การเกษตร ค่าเงินบาทแข็งการส่งออกเกิดผลกระทบมันจะเป็นทฤษฎีโดมิโน (Domino) ส่งออกไม่ได้ก็ไม่จ้างงาน ไม่จ้างงาน คนไม่มีงานทํา ไม่มีภาคการผลิตเรียกว่าเรียล เซกเตอร์ (Real Sector) คนไม่มีงานทําไม่มีเงินจับจ่ายใช้สอย อาชญากรรมเพิ่มขึ้น รัฐเก็บภาษีไม่ได้ สิ่งสําคัญอีกอันหนึ่งที่กระผมมั่นใจว่ารัฐบาลชุดนี้บริหารราชการบ้านเมืองไม่เป็น ท่านประธานคงจําได้กรณีมีการลงทุน ๗๖ โครงการที่มาบตาพุด เงินลงทุนแสนล้านบาท ได้รับอนุมัติจากบีโอไอ (BOI) รัฐบาลคิดไปคิดมา คิดมาคิดไป ไม่ตัดสินใจ ไม่เมกกิ้ง ดีซิชัน (Making Decision) ผมเข้าใจรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๗ ผมอ่านดูผมรู้ พี่น้องประชาชน ในพื้นที่ในชุมชน เขามีสิทธิปกป้องประโยชน์ เขามีสิทธิปกป้องทรัพยากร เขามีสิทธิรักษา ทัศนียภาพและภูมิประเทศในพื้นที่ของเขา รัฐบาลอนุญาตโดยผ่านบีโอไอ นักธุรกิจชาวญี่ปุ่น เขาได้มาลงทุน ๗๖ โครงการ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่อยู่ไปอยู่มาพี่น้องประชาชนประท้วง ผมเห็นด้วยที่ต้องประท้วง แต่รัฐบาลต้องสกรีน (Screen) ก่อนที่จะไปลงทุน นี่รัฐบาลไม่พอไปลงทุนมีการประท้วงเขายื่นฟ้องศาลปกครอง ก็ปรากฏว่า ๑๗ โครงการ ต้องเข้า มาตรา ๖๗ ของบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ คุณอภิสิทธิ์ตั้งกรรมการขึ้นมาให้ท่านอานันท์ ปันยารชุน เป็นกรรมการ ๔ ฝ่ายได้พิสูจน์ตรวจสอบ บทสรุปบอกว่ามันมีทั้งหมดที่สามารถ ดําเนินกิจการได้ แต่ว่ามีบางส่วนประมาณ ๑๘ ประเภทที่ต้องดําเนินการตามบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญมาตรา ๖๗ นายกรัฐมนตรีก็ปฏิเสธจะทําตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ๔ ฝ่าย แล้วไปสั่งกระทรวงอุตสาหกรรมให้ศึกษาเรื่องนี้ขึ้นมาใหม่ นี่ข้อเท็จจริงซึ่งมีอยู่จริง ถ้าหากไม่จริงก็ชี้แจงมา ผมเรียนท่านประธานต่อนะครับ เขาบอกว่าผลงานรัฐบาลใช้ไม่ได้ ในรอบปี ปีครึ่งและ ๒ ปี ผมต้องโอ้อวดของผมบ้างละครับว่าสมัย พันตํารวจโท ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี คะแนนพึงพอใจในปีแรกได้ ๗.๔๗ คะแนน ก็กรุงเทพโพลเหมือนกัน ท่านประธานที่เคารพ นั่นคือด้านเศรษฐกิจฉบับรายหยาบที่ผมกราบเรียนท่านประธาน
ต่อมาก็ด้านคุณภาพชีวิต รัฐบาลโอ้อวดไม่สําเร็จเลยครับ ปัญหายาเสพติด รุนแรง รัฐบาลห้ามพูด ตํารวจจับเฮโรอีนได้ ๑,๐๐๐ กิโลกรัม ๑๐๐ กิโลกรัม ยาบ้า ไม่ใช่ รัฐบาลต้องมีพันธกิจ ภารกิจ ต้องมีแผนแม่บท แผนปฏิบัติ ผมยังไม่เคยเห็นรัฐบาลชุดนี้ได้ทํา เหมือนที่ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและเป็นผู้อํานวยการปราบปรามยาเสพ ติดของชาติ รัฐบาลไม่เคยพูด ว่าปัญหายาเสพติดจะปิดแนวตะเข็บชายแดน จะสกัดสารตั้งต้น จะรณรงค์ป้องกัน บําบัด รักษา ปราบปรามเด็ดขาด ไม่เคย เก่งอย่างเดียว รณรงค์ป้องกันโรคเอดส์ แล้วมาใส่หมวกใส่อะไรเป็นสิทธิของท่าน นายแพทย์ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ แพทย์ครับ ก็เห็นว่านายกรัฐมนตรีไปรณรงค์อย่างนั้น ไม่ผิดหรอกครับ เป็นสิทธิ ทําได้ แต่คนเป็นนายกรัฐมนตรีมันจะเห็นรณรงค์ป้องกันโรคเอดส์เหนือกว่ายาเสพติดไม่ได้ เพราะยาเสพติดเป็นปัญหาสําคัญของชาติ ของบ้าน ของเมือง ต้องทํา ไม่มี ไม่เคยออก จากบ้าน ต้องมี ต้องไปประชุม เมื่อวานไปสั่งตํารวจ ตํารวจเขาระดับไมโคร (Micro) รัฐบาล ต้องทําแม็คโคร (Macro) คุณเคยบอกไหม ต้องไปเจรจามิตติ้ง (Meeting) ลุ่มน้ําอิรวดี คุณเคยพูดไหม จะเจรจากับเพื่อนบ้านที่เขาผลิตยา ซึ่งเราระบุไม่ได้ คุณเคยบอกไหมคุณต้อง ซีล เดอะ บอร์เดอร์ (Seal the Border) ไม่เคยพูด คุณบอกไหมต้องสกัดสารตั้งต้น เมื่อวันคุณเป็นฝ่ายค้านคุณกระเหี้ยนกระหือรืออยู่ข้างล่าง คุณดุเหลือเกินว่า ๒,๕๐๐ ศพ ที่ พันตํารวจโท ทักษิณ ถูกกล่าวหาว่าฆ่าตัดตอน ทั้ง ๆ ที่มันไม่ใช่ ไม่ใช่เรื่องฆ่าตัดตอน โดยรัฐบาลท่านทักษิณสั่ง พรรคประชาธิปัตย์ร้อนเป็นเจ้าเข้าว่าวันไหนเป็นรัฐบาลจะจัดการ เรื่องนี้เอาทักษิณเข้าคุกติดตารางให้ได้ ท่านเป็นรัฐบาล ๒ ปีเศษ ๆ เป็นรัฐบาลบนพื้นฐาน ความมั่นคง ท่านเคยสอบเรื่องนี้ไหม เกรงใจใคร ใครไปคุกเข่ากราบท่านหรือ มีไหม ไม่มี เพราะอะไร เพราะเรื่องจริงมันไม่มี รัฐบาลสมัยท่านสุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้ตั้งกรรมการแล้ว และท่านแถลงเองไม่มีการฆ่าตัดตอน แต่เป็นการฆ่ากันเองซึ่งยังพิสูจน์ที่มาของความผิดไม่ได้ แล้วพรรคประชาธิปัตย์เคยพูดไหม แล้วเวลาว่าคนอื่น เอาดีใส่ตัว เอาชั่วให้ผู้อื่น แล้วอย่างนี้ ท่านเอาดีใส่ตัวไหม เอาชั่วให้คนอื่นไหมแน่จริงสอบสิครับ นายกรัฐมนตรีมีอํานาจเต็ม ท่านสุเทพก็ใหญ่คับบ้านคับเมือง สอบสิครับ แล้วก็เอา พันตํารวจโท ทักษิณ มาติดคุก ฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มันถึงจะขอตัวกลับมาได้ คดีคุณหญิงซื้อที่ดินติดคุก กฎหมายระหว่าง ประเทศเขาไม่ให้หรอกครับ ผมเรียนท่านประธานต่อ เรื่องฆ่าตัดตอนนี้ จะพูดไปก็ลง รายละเอียดเยอะเดี๋ยวจะเสียเวลา ปัญหาอาชญากรรม ๒ ปี ไม่เคยเลยครับ ไม่เคยสนใจลัก วิ่ง ชิง ปล้น กรรโชก ลักทรัพย์ คุณอภิสิทธิ์ไม่สนใจ ไปร้อยที่พันแห่งไปจับโพเดียม พูดเรื่องเศรษฐกิจแลไปข้างหน้า เรื่องการเมืองว่าไปตลอด ผิดไหมครับ ไม่ผิด แต่เรื่อง ปัญหายังไม่เคยพูด เพิ่งมาพูดเมื่อวันที่ ๗ มกราคม หรือ ๑๗ มกราคมที่ผ่านมาที่แถลง ประชาวิวัฒน์เท่านั้นละครับ แล้วใส่ไว้ในข้อ ๙ ก็ยังดีกว่าไม่เคยคิดเลย รัฐบาลอ้างว่า แก้หนี้นอกระบบ บอกเลย ตัวเลขลูกหนี้ที่ได้รับการช่วยเหลือ แล้ว ๖๐๐,๐๐๐ ราย เข้าโครงการแล้ว ๑,๐๐๐,๐๐๐ ราย ผมตรวจสอบครับ นั่งอ่านของรัฐบาลนี้ครับ ผมไม่ใช่ อภิปรายกฎหมายได้อย่างเดียว ผมก็อยากรู้เขาแถลงนโยบายเขาก็คุยโวโอ้อวด เขาแก้ไข ช่วยเหลือแล้ว ลูกหนี้ ๖๐๐,๐๐๐ ราย เข้าโครงการ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ราย แต่เมื่อตรวจสอบ สถาบันการเงินที่รับผิดชอบ คือธนาคารออมสิน ธนาคารออมสินดําเนินการได้เพียง ๙๐๐ รายครับ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ ธ.ก.ส. ครับ ดําเนินการได้เพียง ๓๐๐,๐๐๐ ราย ไหนครับสําเร็จ มีทั้งหมดจาก ๖๐๐,๐๐๐ ราย ได้ ๓๙๐,๐๐๐ รายครับ โกหกทั้งโทรทัศน์ โกหกทั้งวิทยุ โกหกทั้งเอกสาร ผมยอมไม่ได้หรอกครับ ผมต้องบอกกล่าว ตัวเลขอาจจะล้ํากันนิดหน่อย แต่ใกล้เคียงมากที่สุด ท่านประธานครับ นโยบาย เพิ่มโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตและสังคม งบประมาณจํานวนมากกระจายสู่ท้องถิ่นหรือหน่วยราชการทุกระดับ ถูกแทรกแซงโดย กลุ่มผลประโยชน์ที่เชื่อว่าประกอบไปด้วยกลุ่มการเมืองและพ่อค้ามีการเรียกรับผลประโยชน์ จากงบประมาณ ท่านประธานก็รู้เหมือนผมรู้ แต่รัฐบาลอาจไม่รู้ มันมีโจรปล้นงบประมาณ ยังไม่อนุมัติครับ พอซื้อซอง ๒๐ พออนุมัติเอาอีก ๑๐ เงินสด สมัยก่อนทุจริต เลวระยําแล้ว ต้องงานเสร็จ อันนี้เอามาก่อนครับ ร่ํารวยก็มาจองนักการเมือง มาทําให้บ้านเมืองวินาศ สันตโร ร่ํารวยกันไม่รู้จะขนาดไหน ผมบอกท่านประธาน คนในรัฐบาลและคนเกี่ยวข้อง วันนี้มีเงินขนาดที่เรียกว่าต้องเอาเงินไปฝากเวิลด์ แบงก์ (World Bank) ผมรู้จักหลายคน สมัยก่อนนั่งแท็กซี่ ผมไม่ได้โอ้อวดครับ นั่งเบนซ์ ๕๐๐ ซีแอล (BENZ 500 CL) สีน้ําเงิน เข้าพรรคประชาธิปัตย์ ผมไม่รู้จักคนพวกนี้ครับ วันนี้ร่ํารวยขนาดต้องเอาเงินไปฝาก เวิลด์ แบงก์
เรื่องที่ ๓ ที่ผมบอกสอบตกคือความมั่นคงของรัฐ รัฐบาลไม่เคยทําเลย เรื่องความมั่นคง แต่ก่อให้เกิดความไม่มั่นคงเสียเอง ๙๐ วันแก้ ๓ จังหวัดภาคใต้ และ ๔ อําเภอสงขลา แล้วเป็นอย่างไรครับ แล้วเมื่อเช้าสมาชิกพรรคการเมืองบางพรรคยังปากดี พูดจาถากถางกองทัพเขา ผมไม่ได้เอาใจกองทัพ เพราะผมโตในระบอบประชาธิปไตย แต่เมื่อเช้าไปพูดจาถากถางเขา ตรงนี้ก็ต้องไปคิดกันเอาเอง ผมเรียนท่านประธาน ๙๐ วัน ทําได้ ปรากฏว่าวันนี้ปฏิบัติการทางการเมืองจากป่าสู่เมืองครับ ผมสวดมนต์ไหว้พระ นี่ถ้ามัน เกิดภาคเหนือของท่านดอกเตอร์สุรพงษ์ เกิดฝั่งธนบุรีแถวบ้านผม ถ้าไปเกิดอีสานถิ่นฐาน พรรคเพื่อไทย รัฐบาลชุดนี้เอาแล้วครับ ต้องบอกเลย มีพรรคการเมืองอยู่เบื้องหลัง ก็บังเอิญมันเกิดในภาคใต้ มันพรรคประชาธิปัตย์ทั้งนั้น เดินไปไหนก็ชนกันหัวโน พรรคประชาธิปัตย์ ๆ เลยกล่าวหาคนอื่นไม่ได้ แล้วเรื่องสําคัญที่สุด กฎหมายความมั่นคง พระราชกําหนด พระราชบัญญัติ อันนี้เขาเป็นกฎหมายพิเศษ สเปเชียล ลอว์ (Special Law) มันมี ลอว์ เอนฟอรซ์เมนท์ (Law Enforcement) กฎหมายบังคับใช้ เขาไม่ให้ใช้กฎหมาย พิเศษหรอกครับ ถามว่าจะใช้นี่ผิดไหม ผมก็ตอบว่าไม่ผิด พันตํารวจโท ทักษิณ ออกพระราชกําหนด ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในสภานี่ครับพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมาเป็นลูกระนาด ท่านนายกรัฐมนตรี พูดกับเขาหรือเปล่าผมจําไม่ได้เดี๋ยวมาตอบโต้ผม พวกท่านแหละ พระราชบัญญัติฮิตเลอร์ พระราชบัญญัติติดหนวด ทันทีที่พระราชกําหนดได้รับอนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎรส่งเรื่องให้ ศาลรัฐธรรมนูญตีความ แล้ววันนี้พรรคการเมืองพรรคไหนที่บริหารบ้านเมืองแล้ว ชอบเหลือเกิน เอากฎหมายฉบับนี้ เขาให้ใช้ปักษ์ใต้นะครับ สนุก เอาใช้กรุงเทพมหานคร เพลินเลย เขากล่าวหาในนโยบายเรื่องความมั่นคง รัฐบาลชุดนี้สร้างความไม่มั่นคง รัฐบาล และคณะของนายกรัฐมนตรีเสนอข่าวน่าสะพรึงกลัวครับ นายกรัฐมนตรีอาจจะไม่พูด เดี๋ยวว่าอ้ายบิ๊กในรัฐบาล มีการขนเงินผ่านสุวรรณภูมิ ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท แล้วทําไมไม่จับ โฆษก รักษาการโฆษก เมื่อ ๓-๔ วันที่แล้วออกมาพูดครับ บอกว่าชุมนุมพันธมิตร จะก่อให้เกิดการปฏิวัติ คุณเป็นรัฐบาลมีอํานาจรักษาความสงบเรียบร้อยของชาติ คุณมีอํานาจรักษาอํานาจรัฐ คุณพูดไม่ได้ กําลังจะถามว่า ทีจตุพรเขาพูดก็ฝ่ายค้านมันปราบ ไม่ได้นี่ครับ ฝ่ายค้านต้องฟ้องประชาชน รัฐบาลคุณมีหน้าที่ดูแล อํานาจรัฐคุณต้องปราบ ไม่ใช่คุณมาแหกปาก ขอประทานโทษ เดี๋ยวท่านต้องให้ถอน พวกคุณพูดไม่ได้ครับ เพราะคุณพูดการลงทุนเสีย กระทบต่อการท่องเที่ยว ผมเรียนท่านประธานครับ การให้ข่าว ลักษณะนี้ ครูบาอาจารย์ที่มาเล่นการเมืองก็สนุก นักข่าวถาม ๆ จะปฏิวัติ รู้แล้วต้องจับครับ ล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ล้มล้างบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมีความผิดฐาน กบฏในราชอาณาจักร คุณพูดได้อย่างไร แล้ว ๑๒,๐๐๐ ล้านบาทที่เข้ามาจากสุวรรณภูมิ ไปไหน หรือไปใช้จ่ายกันตอนราคาน้ํามันปาล์ม ถ้าพวกผมมีสิทธิตั้งข้อสังเกต ฝ่ายค้าน ใจแคบ แคบครับ สินค้าราคาแพง มาเรื่องเศรษฐกิจ อีโคโนมิก (Economic) ไปตั้งรองนายกฝ่ายความมั่นคง นี่มันก็ผิดฝาผิดตัว ใครจะคดโกงที่ไหนผมไม่เห็นผมไม่รู้ ผมเป็นนักกฎหมายพูดต้องมี หลักฐาน ถ้าไม่มีดอคคิวเมนท์ (Document) ผมไม่พูด ต่อมาก็ที่น่าเกลียดที่สุดจริง ๆ เลย ท่านประธานที่เคารพ ผมไม่กล้าคิดว่าท่านนายกรัฐมนตรีบอกเอาไว้ว่า งานด้านการต่างประเทศ เขียนไว้เองเลย ท่านบอก อุปสรรคแนวนโยบายด้านการต่างประเทศ ประสบปัญหาการ ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เข้าใจบทบาทกระทรวงการต่างประเทศ มีข้อจํากัด ด้านการนําเสนอข่าว ด้านต่างประเทศของสื่อ รวมทั้งไม่ชัดเจนเรื่องบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ใครเขียนให้ท่าน นี่ท่านยังไม่รู้อีกหรือว่าด้านการต่างประเทศมันไม่ได้ติดขัด เรื่องการเสนอข่าว มันไม่ได้ติดขัดเรื่องความไม่ชัดเจนของมาตรา ๑๙๐ ของบทบัญญัติ แต่มันเกิดจากตัวนายกรัฐมนตรีเป็นปฐมเหตุ ยังไม่รู้หรือคุณอภิสิทธิ์ เขียนมาได้อย่างไร ผมอ่านแล้วอ่านอีก เปิดเล่มนี่ตื่นมาเมื่อตอนเช้า หูตาก็ไม่ดี มันเขียนอย่างนี้ได้อย่างไร แนวนโยบายด้านการต่างประเทศที่ประสบปัญหา เพราะการประสานงานกับหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องให้เข้าใจบทบาทของกระทรวงการต่างประเทศมีข้อจํากัดด้านการนําเสนอข่าว ด้านต่างประเทศของสื่อ และความไม่ชัดเจนของบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ไม่ใช่ครับ ปฐมบทที่มันเกิดความยุ่งยาก ผมเรียนท่านประธานว่ารัฐบาลชุดนี้ผิดพลาดตั้งแต่ นายกรัฐมนตรีตอนเป็นผู้นําฝ่ายค้าน ต้องถือแผนที่ ขอประทานโทษ ต้องถือเขตสันปันน้ํา แปลว่าฝนตกซู่ ซู่ ซู่ บนเขาไหลมาตรงไหน นั่นแปลว่าที่ของประเทศไทย แต่พอมาเป็น นายกรัฐมนตรีบอก ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตรก็ต้องเป็นของประเทศกัมพูชา นั่นเรื่องที่ ๑ เรื่องที่ ๒ ท่านตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ไม่ถูกกับผู้นํา ประเทศกัมพูชา ละเลย เรื่องที่ ๓ ท่านเอาการเมืองในประเทศไปเป็นการเมืองระหว่าง ประเทศ ท่านตั้งธง ท่านตั้งเป้า คิดจะตามจับ พันตํารวจโท ทักษิณอย่างเดียว ทักษิณอยู่ ประเทศดูไบ ส่งรัฐมนตรีไปดูหน้าบ้าน เติมน้ํามันประเทศมาเลเซีย ให้สัมภาษณ์ว่าเขา เขาไปประเทศอินโดนีเซีย ออกข่าว เขาไปประเทศแอฟริกาใต้ เขาไปประเทศมอนเตเนโกร ประเทศกัมพูชาตั้งเป็นที่ปรึกษา ท่านไปแทรกแซงกิจการภายใน ถือละเมิดอธิปไตยเขา เขาก็ไม่เอาท่าน เมื่อไม่นานยังอวดดีอีก หลังจากบอก ฮุนเซน ไลออน ฮาร์ท (Hun Sen Lion heart) หัวใจสิงห์ ไปขึ้นเวทีที่ไหน ไปบอกเด็กเกเรอยู่ข้างบ้าน นี่คือปัญหาด้านการต่างประเทศ ท่านจะรักใคร่ชอบพอ จะไปแอบตะไบเล็บตะไบนิ้ว ตะไบเท้ากันบ้างหรือไม่ ผมไม่พูดถึง แต่มันประหลาดว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนนี้ท้าเขาไปทั้งหมดสิบทิศ รอบทิศ ความเสียหายเกิดขึ้น เกิดผลกระทบต่อการค้า เกิดสัมพันธไมตรีกับหลาย ๆ ประเทศที่ พันตํารวจโท ทักษิณไป รัฐบาลกลับบอกว่าปัญหาของด้านต่างประเทศอยู่ตรงที่ว่าหาสื่อที่ให้ เข้าใจบทบาทไม่ได้ มีข้อจํากัด ข้อจํากัดอะไรครับ เป็นข่าวทางติดลบตลอด ผมเรียน ท่านประธาน ด้านการต่างประเทศ มิสเตอร์บูท ปัญหาเกิดจากวอลเปเปอร์ของท่าน ไปเยี่ยมเขาทําไมในเรือนจํา มีสิทธิอะไรไปเยี่ยมพิเศษ ไม่มีสิทธิ ประเทศรัสเซียเขามีสิทธิคิด เขาถือว่าท่านแทรกแซงคนของเขา คนไทยเรารักครับ ประเทศรัสเซียเขาก็รัก
ต่อไปก็นโยบายต่างประเทศผิดพลาด ภาพพจน์ประเทศตกต่ํา ท่านผิด ๒ เรื่องจริง ๆ ผมย้ําอีกครั้งหนึ่ง ไม่ใช่เสนอข่าวไม่ได้ ก็คือเอาเรื่องการเมืองในประเทศ มาเป็นตัวตั้ง คิดอย่างเดียวตามจับ พันตํารวจโท ทักษิณ ๒. รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศขยันหาศัตรูมากกว่าสร้างมิตร ผมจะยกตัวอย่างให้ท่านประธานได้แลเห็น วันนี้ความสัมพันธ์ประเทศไทยกับประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือยูเออี ประเทศรัสเซีย ประเทศฟิจิ ประเทศมอนเตเนโกร ประเทศแอฟริกาใต้ ประเทศอูกันดา มีปัญหากับเขาหมด ด่าพาดพิงไปถึงรัสเซีย ฝรั่งเศส อินเดีย นี่ละครับคือปัญหาที่มา
ทีนี้มาถึงด้านการเมืองและการส่งเสริมประชาธิปไตย ที่ผมบอกให้สอบตก ปฏิบัติต่อประชาชน ๒ มาตรฐาน แก้รัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของพรรคพวก ไม่ได้มี ประโยชน์อะไรกับประชาชน แก้มาตรา ๑๙๐ ทํางานง่าย ไม่ต้องเอาเรื่องสําคัญมาเข้าสภา แก้มาตรา ๙๓ มาตรา ๙๔ แบ่งเขตเลือกตั้ง เขตละคน คนละเขต ปาร์ตี้ ลิสต์มากขึ้น ผมถามท่านประธานสิว่าประชาชนได้ประโยชน์ตรงไหนครับ แล้วในแถลงผลงานบอก ด้านการเมืองและส่งเสริมประชาธิปไตย จํากัดเสรีภาพ ไม่ใช่ครับ รัฐบาลชุดนี้ทําลายระบบ พรรคการเมือง ไม่มีหิริโอตัปปะ ไม่มี ความจริงใจ แพ้เลือกตั้ง ไม่ยอมรับการพ่ายแพ้ หาวิธี พิเศษมาสู่อํานาจจนได้ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ ผมเป็นหัวหน้าทีมรณรงค์พร้อมกับท่านสมัคร พรรคพลังประชาชน ๒๓๓ เสียงครับ พรรคประชาธิปัตย์ ๑๖๕ เสียงครับ เอาตัวเลขไหนมาคิด หรือจะเอาลูกคิดสมัยคนจีนรุ่นเก่ามาคิดก็ได้ คุณแพ้ผมครับ คุณบอกว่า ด้านการเมืองและ ส่งเสริมประชาธิปไตย ส่งเสริมอย่างไรครับ ประชาชนมาเรียกร้องประชาธิปไตย แต่ท่านให้ ลูกปืน เขามาบอกว่ายุบสภาเถอะ เหตุที่เขากล่าวหาว่าท่านมาอ้างว่าถูกต้อง แต่มันไม่ชอบ ธรรม ท่านแถลงนโยบายที่กระทรวงการต่างประเทศ เสียงท่านได้น้อยกว่า ท่านเอาคนของ เขาไป ตรงนี้ต่างหากที่เขามาเรียกร้อง ต่อมาก็ทําให้กระบวนการยุติธรรมเสื่อมเสีย ผมไม่ ต้องยกตัวอย่างอื่นเลยครับ ก็เมื่อสักครู่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมบอกชัด ว่าในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมทําหนังสือถึงอัยการสูงสุด เกรงคดีขาดอายุความ เอาส่วนไหน มาคิดครับ ผมเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แต่สมัยนั้นอยู่กับผู้พิพากษา ตุลาการ ผมช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย สมัยนั้นคุมตํารวจ ผมว่ากระทรวงมหาดไทยไม่มี ตํารวจแล้วครับ สมัยก่อนอัยการขึ้นกับกระทรวงมหาดไทย ตอนผมมาไม่มีแล้วครับ ไม่มีแล้ว หรอกครับวันนี้อัยการเขาอินดีเพนเดนท์ (Independent) เขาเป็นตัวของตัวเอง เขามีเอกสิทธิ์ เขาคิดเป็น เขาทําเป็น นี่อย่างไรถึงบอกว่าท่านเป็นรัฐบาลที่แทรกแซง กระบวนการยุติธรรม ผมฟังอยู่ครั้งหนึ่ง มีการแถลงข่าวว่า คณะรัฐมนตรีได้ประชุมกัน อย่างเคร่งเครียด คณะรัฐมนตรีได้มีความคิดความอ่าน ไม่ได้ไปแทรกแซงศาลและมีมติว่า ไม่คัดค้านการประกันตัว ผมนึกในใจ พวกนี้มันจะบ้ากันหมดแล้ว เรื่องอะไรของพวกลื้อ นึกในใจนะ ผมไม่ได้พูด นี่มาอุทานกับท่านประธาน เขาจะให้ใครประกันเป็นดุลยพินิจ ของศาล ความหนักเบาแห่งข้อหาเป็นเรื่องสําคัญ พฤติการณ์แห่งคดี ดุลพินิจ เขาให้ก็ได้ ไม่ให้ก็ได้ถึงแม้จะบอกไม่กดดัน แต่เขาเรียกว่าพฤติกรรมอย่างนี้ไม่ควรออกจากมติ คณะรัฐมนตรี เมื่อสักครู่ผมบอกท่านประธาน นั่นรายหยาบ ต่อไปผมจะลงรายละเอียด อีกเล็กน้อย ท่านประธานจําได้ไหมครับ รัฐบาลบอกว่า ๙๙ วัน ประชาชนต้องมาก่อน นโยบายพรรคไหนครับ พรรคประชาธิปัตย์ ถ้าพี่น้องประชาชนคนกรุงเทพฯ ที่ฟังท่าน ติดตามฟังผม แล้วถ้าชอบพรรคประชาธิปัตย์ เลือกตั้งล่วงหน้า เข้าคูหากาพรรคประชาธิปัตย์ ถ้าชอบพวกผม เข้าคูหากาพรรคเพื่อไทย พรรคเลือกคน ประชาชนเลือกพรรค เลือกคน ที่ท่านรัก เลือกพรรคที่ท่านชอบ แล้วถ้าพวกผมแพ้เลือกตั้ง ไม่หน้าด้านครับที่มาแข่งจัดตั้ง รัฐบาล ถ้าพวกผมชนะเลือกตั้งจะมากน้อยไม่รู้ ก็คิดว่าพรรคการเมืองอื่น ๆ คงไม่หน้าด้าน เช่นเดียวกันในการแข่งจัดตั้งรัฐบาล ปัญหาภาคใต้พูดอย่างเดียว วันนี้เคยตาย ๒,๐๐๐ ศพ เหลือพันเดียวครับ นี่เอาอย่างไรได้มาพูดอย่างนี้ ตายคนเดียวก็ไม่ได้ครับ ๓ คนไม่ได้ ๕ คน ไม่ได้ครับ ต้องทําให้สําเร็จสิ มีรัฐมนตรีประจําภาคใต้ ๙๙ วันทําได้จริง ศอ.บต. ตอนผมเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผมเข้าไปหาคุณอภิสิทธิ์ในห้องผู้นําฝ่ายค้าน คุยเจรจา ศอ.บต. เอาไหม สุดท้ายก็ผมไปเสียก่อน เรื่องนี้ก็เลยไม่ได้ทํา ถามว่าผมอยากให้เรื่องเกิดไหม ไม่หรอกครับ ผมไม่เหมือนพรรคการเมืองบางพรรคที่เขาปิดสนามบินสุวรรณภูมิ พันตํารวจโท ทักษิณ ไปลองนั่งจากดอนเมืองมาสุวรรณภูมิ มันมีนักการเมือง ใจแคบ ใจเค็ม ไปยืนขอบสนามบินแล้วทําหัวแม่มือคว่ําลงไปอยากให้เครื่องบินเขาตก พวกผมไม่ครับ ของจริงคุณทําดีคุณแก้ไป พื้นที่ปักษ์ใต้ผมถูกกระแนะกระแหน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไม่เคยไป ไปครั้งเดียวครับจังหวัดสงขลา ทําไมไม่ไปครับ ท่านสมัครไม่ให้ไป แต่สมัยอายุ ๓๐ ปีนิด ๆ ผมไปทํางานปักษ์ใต้ตลอด เป็นสารวัตรแผนก ๕ กอง ๗ ปราบยาเสพติด ตอนเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยเยี่ยมทุกจังหวัดครับ แขวะเหมือนผมขี้ปอด ท่านอย่าแขวะเลยเพราะผมขี้ปอดจริง ๆ ผมเป็นคนขี้กลัว สมาชิก พรรคการเมืองพรรคไหนครับที่จะรุมทําร้ายผมที่จังหวัดกระบี่ ใครจัดตั้งครับ กําลังเป็นร้อย เป็นพัน ผมบอกไม่เอาผมกลัว ผมไม่ทะเลาะกับประชาชน แล้วผมก็หนีเอาตัวรอดออกมา ๙๙ วันทําไม่ได้จริง เรียนฟรี ๑๕ ปีโกหก ๙๙ วันที่ทําได้เดี๋ยวจะหาว่าผมไม่พูด ที่รัฐบาล ทําได้คือนโยบายช่วยเหลือค่าน้ํา ค่าไฟฟรีครับ ลอกมาจากไหนครับ นโยบาย ๖ เดือน ๖ มาตรการของพรรคพลังประชาชน ผมต้องถือโอกาสนี้เล่าให้ท่านประธานฟังเพื่อให้พี่น้อง ประชาชนได้รับทราบ ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไปตรวจงานอยู่ที่ จังหวัดอุบลราชธานี ท่านทักษิณโทรศัพท์ไป เฉลิมเพื่อนขอตัวเลขค่าน้ํา ค่าไฟฟ้าหน่อย มันเป็นอย่างไรเดี๋ยวจะออกมาตรการ ก็ออกมาตรการให้ท่านสมัครเป็นคนประกาศในฐานะ นายกรัฐมนตรี ผมจําได้เสียงเวคอัพ (Wake up) จากฝ่ายค้าน ไม่เห็นด้วยเอาเงินที่ไหน นี่ติดสินบนประชาชน ซื้อเสียงล่วงหน้า ท่านสมัครบอก โอ๊ย ปี่ กลองมันเพิ่งเริ่ม มันอีกนานกว่าจะเลือกตั้ง สุดท้ายก็เราใช้ได้ ต่อมาก็วันนี้ท่านเอาไปใช้ ไม่ว่าครับ ๆ รู้จักเลียนแบบดี ๆ บ้างยังถือว่าใช้ได้ เพราะของดีครับ แต่ต้องบอก ๙๙ วันที่ทําได้ คือเรื่องนี้ครับของพวกผม ต่อมาก็ตั้งกองทุนเศรษฐกิจพอเพียงตําบลละ ๑ ล้านบาทถึง ๒ ล้านบาท ก็ไปเอานโยบายกองทุนหมู่บ้านของพรรคไทยรักไทยมาเปลี่ยนชื่อครับ
เรื่องต่อไปก็โครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน เอาเอสเอ็มแอล มาครับ แล้วก็มาโกงกันจนถูกร้องจนถูกสอบ บังคับชุมชนซื้อของไม่ตรงที่เขาต้องการ บังคับชุมชนซื้อของแพงกว่าราคาความเป็นจริงมีการร้องเรียน จับได้ คนรับผิดชอบกับ คนขายสินค้าเป็นพวกกัน พวกรู้จักกัน หนีออกครับ สอบไปถึงไหนครับ ซื่อสัตย์ สุจริต ไม่โกง ไม่กิน ไม่สิ้นชาติ สอบไปถึงไหนครับ ไม่มี เลิกกัน ต่อไปก็นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ รอบแรก ขออนุญาตใช้ภาษาฝรั่งสักนิดหนึ่งครับ สตีมูลัส แอท แพคเกจ วัน (Stimulus at package one) เรียกว่า กระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรก เอสพี ๑ (SP1) ท่านประธานที่เคารพ รัฐบาลเข้ามากู้เงินงบกลางปี ๒๕๕๒ ๑๑๖,๗๐๐ ล้านบาท ที่ล้มเหลวเพราะเอางบประมาณ ไปใช้ในโครงการที่ไม่เกิดผลตอบแทนทางเศรษฐกิจหลายโครงการ ขอประทานโทษฝรั่งบอก เมค มันนี่ มัส เบรน (Make money must brain) หาเงิน
ผมจะขอเวลาท่านเฉลิมสักนิดหนึ่ง ขออภัยนะครับ เพราะว่าจะกล่าวต้อนรับท่านผู้มีเกียรติ ที่มานั่งฟังนานพอสมควรนะครับ สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับเจ้าหน้าที่สํานักประชาสัมพันธ์ น่าจะเป็นเทศบาลเมืองระยอง โดย ส.ส. สาธิต ปิตุเตชะ เป็นผู้ประสานงานมา ขณะนี้ สภาผู้แทนราษฎรกําลังพิจารณาในวาระประชุม เรื่อง การรับทราบผลงานของรัฐบาล ซึ่งขณะนี้ ร้อยตํารวจเอก ดอกเตอร์เฉลิม เป็นผู้อภิปรายในส่วนของฝ่ายค้านนะครับ ขอให้ ท่านเดินทางกลับปลอดภัยครับ เชิญท่านเฉลิมต่อครับ
รัฐบาลภายใต้การนําของ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บอกจะกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรก เอสพี ๑ กู้เงิน งบประมาณกลางปี ๒๕๕๒ จํานวน ๑๑๖,๗๐๐ ล้านบาทล้มเหลว ถ้าพูดแค่นี้ได้ไหมครับ ไม่ได้ครับ ล้มเหลวอย่างไร ท่านประธาน ๑. เช็คช่วยชาติ ๒,๐๐๐ บาท เอาไปแจกให้คนเงินเดือนน้อยกว่า ๑๕,๐๐๐ บาท ช่วยได้ ๙,๐๐๐,๐๐๐ คน ใช้เงินไป ๑,๘๐๐ ล้านบาท แต่แจกครั้งเดียวไม่แจกอีก ถามว่าเงิน ๒,๐๐๐ บาท สมัยนี้ ซื้ออะไรได้ ทําให้การใช้เงิน ๑๘,๐๐๐ ล้านบาทได้ละลายหายไปโดยไม่มีผลตอบแทนทาง เศรษฐกิจกลับคืนมา ฝรั่งบอก เมค มันนี่ มัส เบรน หาเงินต้องใช้เงิน ลงทุนต้องหวังผลกําไร นี่เอาไปแจกเพื่อติดสินบน ผมกล่าวหาได้ไหมครับ ได้ครับ ซื้อเสียงล่วงหน้า สร้างประชานิยม ประชานิยมกับวอร์แฟร์ (Warfare) รัฐสวัสดิการ คุณอภิสิทธิ์ยังแยกไม่ตรงนี้ครับ ผมเรียนต่อ ต่อไปก็เอาเงินส่วนนี้อ้างว่าไปใช้เบี้ยกตัญญู ใช้งบประมาณ ๙,๐๐๐ ล้านบาท แจกเงิน ให้คนชราเดือนละ ๕๐๐ บาท พวกผมอิจฉาไหม ไม่ครับ เป็นเรื่องดี แต่นโยบายนี้ คิดไม่รอบคอบ เพราะการหว่านเงินแจกทุกคนเพื่อสร้างกระแสนิยมทั้ง ๆ ที่บางคน ไม่เดือดร้อนก็ได้รับไปด้วย เช่น ข้าราชการบํานาญ ทําให้รัฐสิ้นเปลืองงบประมาณโดย ไม่ใช่เหตุ แจกเบี้ยยังชีพคนชรา ถูกต้อง แต่ไม่ใช่แจก แจก แจก โดยไม่มีมาตรการควบคุม ใช้ไม่ได้ ชุมชนพอเพียง เขียนตัวเลขมา ผมก็ค้นของผม ชุมชนพอเพียง ตั้งงบประมาณไว้ ๑๕,๒๐๐ ล้านบาท แต่ใช้จริงไปแค่ ๕,๐๐๐ ล้านบาท ถูกพวกผมตรวจสอบความไม่โปร่งใส ทุจริตของโครงการนี้เสียก่อน เมื่อทําท่าจะสอบพอเป็นพิธี รองนายกรัฐมนตรีย้ายไปเป็น เลขาธิการนายกรัฐมนตรีเรื่องก็เงียบหาย
เรื่องต่อไป ที่ว่าเอา ๑๑๖,๗๐๐ ล้านบาทไปละลายแม่น้ํา คือโครงการ ต้นกล้าอาชีพ คุณอภิสิทธิ์ตั้งงบประมาณ ๖,๙๐๐ ล้านบาท เอาเข้าจริงเบิกจ่ายไปแค่ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ หมายความว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน ไหนว่ากระตุ้นเศรษฐกิจ ใช้ไป ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แค่ ๒,๗๐๕ ล้านบาท ทําไมเหลือครับ เพราะไม่ประสบความสําเร็จ มีข้อครหามากมายเรื่องเบียดบังผลประโยชน์ ทุจริตงบประมาณโครงการนี้
ต่อไปก็เรียนฟรี ๑๕ ปี รัฐบาลตั้งงบไว้ ๑๙,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อสร้างภาพว่า ช่วยเด็กไทยได้เรียนหนังสือฟรีแต่วันนี้พิสูจน์แล้วว่าที่เรียนฟรีไม่จริง รัฐช่วยออกให้ไม่กี่อย่าง ที่เหลือผู้ปกครองก็ออกเงินสมทบเหมือนเดิม แถมยังมีการร้องเรียนเรื่องทุจริตชุดนักเรียน ในกระทรวงศึกษาธิการ แสบสันคดโกง ในนั้นละครับ พวกผมกล่าวหาไม่น่าเชื่อหรอกครับ แต่ทุกโพลทุกสํานักเอกชน องค์กรต่างประเทศ แม้กระทั่งในประเทศเยอรมัน เขาบอก รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นรัฐบาลทุจริตคอร์รัปชันมากที่สุด โกงบ้านโกงเมือง มากที่สุด รัฐบาลแก้ปัญหาตรงนี้ไม่ได้ ต่อไปก็นโยบายไทยเข้มแข็ง หรือนโยบายกระตุ้น เศรษฐกิจรอบ ๒ เอสพี ๒ (SP2) สตีมูลัส แพคเกจ ทู (Stimulus package 2) รัฐบาลตั้ง งบประมาณไทยเข้มแข็ง ๑.๔ ล้านล้านบาท ออกพระราชบัญญัติเงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อ้างว่าจะไปปิดหีบงบประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จะเอาไปกระตุ้นเศรษฐกิจ ผิดวินัยการเงินการคลังอย่างร้ายแรง เพราะการจะเอางบประมาณ ไปใช้มันต้องมีโครงการ มีอนุมัติตัวเงิน แล้วเอาโครงการมาใส่ทีหลัง มันถึงโกงกันแหลกลาญ ในรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ต่อไปก็โครงการไทยเข้มแข็ง ส่อทุจริต ไม่มีโครงการ มีแต่งบประมาณ ท่านทราบไหมครับท่านประธานที่เคารพ เขาเอาใครเป็นประธานโครงการ เงินอย่างนี้ครับ ๑.๔ ล้านล้านบาท โอย ๑.๔ ล้านล้านบาท เอาใครครับ เอาปลัดกระทรวงการคลังครับ ปลัดกระทรวงการคลังเป็นใครครับ เป็นลูกน้อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แล้วรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นใครครับ ก็ลูกน้องนายกรัฐมนตรี ให้มันมากํากับเงิน ๑.๔ ล้านล้านบาท แล้วจะทําให้ผมคิดอย่างไร มันจึงเป็นเหตุให้โกงกันวินาศสันตะโร มาถึงวันนี้ ทุกวันนี้ท่านประธานครับ โครงการไทย เข้มแข็งที่รัฐบาลคุยโม้โอ้อวดตั้งมูลค่า ๑.๔ ล้านล้านบาท อนุมัติโครงการไปแค่ ๔๙๑ โครงการเป็นวงเงิน ๓๔๙,๙๖๐ ล้านบาท อนุมัติไปนะครับ แต่เบิกจ่ายจริงเพียง ๒๖๑,๙๓๖ ล้านบาท ประชาชนได้อะไรจากโครงการที่ตั้งไว้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ๑.๔ ล้านล้านบาท ใช้ จริงแค่ ๒๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ใช้ไป ๑๘ เปอร์เซ็นต์ ท่านจะจบอีโคโนมิค (Economic) มาจากลอนดอน จะจบมาจากไหน ผมนี่เศรษฐศาสตร์เมืองไทย ผมอ่านตัวเลขเป็นครับ ก็ใช้ ไปแค่ ๑๘ เปอร์เซ็นต์แล้วกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไร เศรษฐกิจดี ต้องเอา ๗.๘ ทําไมไม่บอกละ ส่งออกเยอะ ส่งออกแล้วเอาวัตถุดิบมาจากต่างชาติ โครงการใหญ่ ๆ ระดับประเทศท่าน ประธานครับ บอกว่าใช้จริง ๑๘ เปอร์เซ็นต์ ผมยืนยันท่านประธาน เป็นโครงการที่ล้มเหลว พูดถึงหลักเศรษฐศาสตร์ เขาบอกรัฐบาลโกหก รัฐบาลสับปลับไม่พูดความจริงต่อพี่น้อง ประชาชน และที่สําคัญที่สุดเศรษฐกิจที่โต ๗.๘ เปอร์เซ็นต์ไม่ใช่จากการที่รัฐบาลกําหนด งบประมาณแล้วเอาไปกระตุ้นเศรษฐกิจ ฉันเอาเงินไปใช้ ๑๘ เปอร์เซ็นต์ เอาอะไรไปกระตุ้น เศรษฐกิจ ไม่ใช่ ท่านโกหก ต่อมาท่านเปิดช่องให้เกิดการทุจริต โครงการจัดซื้อของ กระทรวงสาธารณสุข งบไทยเข้มแข็งตั้งกรรมการสอบ ผมไม่ได้กล่าวหาใคร ไม่เชื่อถือ กรรมการ มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ไม่มีหลักฐานผมไม่กล่าวหา แล้ววันนี้ถ้าสุจริตใจทําไม ไม่เดินหน้าต่อ หยุดทําไม เงียบไม่พูด ต่อไปก็ท่านนายกรัฐมนตรีก็จับโพเดียมทีไรก็แสดง ความเก่งกาจโอ้อ้าวิหารแผนปฏิบัติการปฏิรูปประเทศไทย รัฐบาลตั้งไว้ ๔ ด้าน ด้านที่ ๑ การพัฒนาคน เด็ก เยาวชน พัฒนาคน ต้องพัฒนาชาติ พัฒนาชาติต้องพัฒนาการศึกษา พรรคเพื่อไทยมีนโยบายเรียบร้อยแล้วครับ ไม่พูดด้วน ๆ หรอกครับ ท่านบอกเลย ๑. การพัฒนาคน เด็กและเยาวชน ๒. ยกคุณภาพชีวิตของประชาชน และขยายระบบสวัสดิการสังคม ๓. ปฏิรูป กระบวนการยุติธรรม การเมือง และความไม่เป็นธรรมในสังคม ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรมเพิ่งชี้แจงเมื่อกี้นี้ครับว่าทําหนังสือถึงอัยการสูงสุดให้สั่งฟ้องกลัวคดี ขาดอายุความ คุณมีอํานาจหรือนี่อัยการเขานั่งฟังเขาร้องไห้ทั้งประเทศ
ต่อไปก็สร้างระบบเศรษฐกิจเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม ท่านนายกรัฐมนตรี ได้หยิบเอาเรื่องที่ ๔ คือการสร้างระบบเศรษฐกิจเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม ไปประกาศในช่วงวันขึ้นปีใหม่หลังมาแล้วนิดหน่อยเป็นของขวัญคนไทย ๙ ข้อ ท่านทราบดี ผมเรียนท่านประธานมาถึงตรงนี้ เอกสารคุณอภิสิทธิ์ทําไว้เองครับ ในหน้าหลัง ๆ คําสั่ง สํานักนายกรัฐมนตรี ที่ ๑๑๓/๒๕๕๒ แต่งตั้งคณะกรรมการติดตามผลการดําเนินงาน ตามนโยบายรัฐบาล ตั้งทั้งหมด ๓๒ คน ตั้ง ๒๘ เมษายน ท่านตั้งนักปราชญ์ราชบัณฑิต ตั้ง ๓๒ คน นั่นท่านตั้งครั้งแรก พอมาครั้งที่ ๒ ผมอ่านเจอมาตั้งใหม่อีกเมื่อ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ตั้งอีก ๒ คน มีเลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เลขาธิการ กองอํานวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ตั้งคนถูกครับ เพราะนี่ถือว่าเป็น เบรน (Brain) ของประเทศ แต่พอมาดูตรงนี้ท่านนายกรัฐมนตรีมีนโยบายชั่งไข่ไก่ขายครับ ไม่ได้ปรึกษาพวกนี้เลยครับ แล้วที่ตั้งมามันไม่มีความรู้ ไปเสีย ๖๙ ล้านบาทครับ ท่านอาจจะเป็นลูกเศรษฐีมั่งมีเงิน ก็เป็นสิทธิของท่าน แต่ทั้งหมดนี้ท่านตั้งมา ๓๔ คน ตั้งเองครับ ผมมานั่งอ่าน ใครที่มันไปคิดไปจ้าง ๖๙ ล้านบาท มาให้ชั่งไข่ไก่ขาย นายอภิสิทธิ์ ออกคําสั่งที่ ๑๑๓/๒๕๕๒ เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๒ ตั้ง ๓๒ คน ผมดูตอนเช้าขนลุกไปเลย ตลอดตอนดู ตั้งคนเก่ง ๆ เบรนสตรอมมิ่ง (Brainstorming) ของบ้านเมือง รู้เหมือนกันนึกว่า ไม่รู้ พอมาอีกวันหนึ่ง วันที่ ๖ พฤศจิกายน เอาอีกแล้วครับ ท่านอภิสิทธิ์ตั้งเพิ่มอีก ๒ คน เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และเลขาธิการกองอํานวยการรักษาความมั่นคงภายใน ราชอาณาจักรเป็นคณะกรรมการเพิ่มเติมรวมแล้ว ๓๔ คน ผมไม่วิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างไรครับ ท่านประธานที่เคารพ เพราะว่าท่านเอางบประมาณ ๖๙ ล้านบาท ไม่ต้องมาตอบผมว่า ผมไม่รู้เป็นเรื่องกระทรวงเขา ไม่ได้ครับ เดี๋ยวตอบอย่างนี้วันอื่นใครเขาเป็นนายกรัฐมนตรีบ้าง เขาจะบอกเลย คุณอภิสิทธิ์ว่าไว้ เป็นฝ่ายค้านต้องพูดอย่าง รัฐบาลต้องพูดอย่าง และคุณอภิสิทธิ์ว่าไว้ เป็นนายกรัฐมนตรีไม่ต้องรับรู้ทั้งหมด ไม่ได้ครับ ท่านต้องรู้จริงรู้แจ้ง บัณฑิตแปลว่า ผู้รู้ มหาบัณฑิตแปลว่า รู้แจ้งเห็นจริง ถ้าดุษฎีบัณฑิตแปลว่า รู้เหลือเกิน รู้เยอะ รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตทางกฎหมายก่อนผมวันหนึ่งนะท่านนายกรัฐมนตรี ไม่ทราบ ยังจําได้ไหม คนละวัน ผมวิพากษ์วิจารณ์บนตัวเลข มันอาจจะตรงไม่ตรงแล้วแต่มุมมอง หลักเศรษฐศาสตร์ไม่ใช่หลักกฎหมาย หลักกฎหมายบ้านเราเป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษร รัฐธรรมนูญของเราเป็นลายลักษณ์อักษรแต่อังกฤษเขาจารีตประเพณี เขาอุปมาอุปไมย ของเราต้องตีความตามตัวบทลายลักษณ์อักษรโดยเคร่งครัด ตั้งกรรมการไป ๓๔ คน ลงนาม แท้ ๆ ครับ อยู่ ๆ อวดอุตริไปตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่ง ๖๙ ล้านบาท แล้วเอาภาษีอากรของ พี่น้องประชาชนไปใช้จ่าย และบริษัทนี้นะครับ ที่ได้เงินไป ๖๙ ล้านบาท ท่านประธานและ ท่านผู้ชมทางบ้านรู้ไหมครับ เวลาปกติมันแอบบริจาคเงินให้กับพรรคการเมืองครับ ผมไม่ อิจฉาหรอกครับ ถ้าเอ็งไม่มีสายสัมพันธ์กันลักษณะให้เกิดความสงสัย ก็บริจาคกันไปใครรวย ก็ให้ ท่านตั้งงบประมาณเอาไว้ ๖๐๐ ล้านบาท หาเงินเข้าพรรค พรรคพวกผมนั่งหน้าสลอนถาม ท่านเฉลิมจะจัดเขาเท่าไร บอกว่าได้สัก ๖ ล้านบาท เลขศูนย์หาย ๒ ตัว ไม่มีบารมี บุญวาสนาแข่งกันไม่ได้หรอกครับ ทีนี้ผมจะพูดต่อ นโยบาย ๔ ด้าน ที่นายกรัฐมนตรีบอกว่า จะปฏิรูปประเทศ ๔ ด้าน มีหลายนโยบายที่เข้าข่ายหลอกลวงประชาชน ท่านไม่ได้หลอกลวง โดยหวังประโยชน์ หลอกลวงผู้อื่นโดยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ปกปิดความจริงอันเป็น ควรบอกให้แจ้ง การหลอกลวงโดยว่านั้นได้มาซึ่งทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ เรียกว่า ฉ้อโกง ไม่ใช่แต่ท่านหลอกลวงทางการเมือง ตัวเลขที่ผมดูไม่ใช่ครับ ไม่ใช่อย่างไรครับ ท่านบอกว่าจะช่วยเหลือเด็กนอกระบบการศึกษาอายุ ๓ ถึง ๑๗ ปี เขียนไว้ ช่วยเด็ก ๑.๗ ล้านคน ท่านนายกรัฐมนตรีต้องดีดปากคนเขียน มันบอก ๑.๗ ล้านคน ผมบอก นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์งานนี้ทําดี ปรากฏว่าตัวเลขที่ผมไปดูตั้งงบประมาณเพียง ๑๗๐ ล้านบาทครับ เอาอะไรไปให้ ถ้าท่านยืนปุ๊บ เยี่ยม ๆ ๆ ถ้าไม่ตามไปดูตัวเลข ๑.๗ ล้านคน พอดูงบประมาณตั้งไว้ ๑๗๐ ล้านบาท หารออกมาแล้วครับ ลูกหลานของผม จะได้ ๑๐๐ บาทต่อคนเท่านั้น ต่อมาก็โครงการช่วยเด็กพิการ ๑๐๐,๐๐๐ คน ท่านตั้ง งบประมาณไว้ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท หารออกมาแล้วแย่ใหญ่ครับ ๑๐๐,๐๐๐ คน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท เด็กได้เงินเพียง ๑๐ บาทต่อคน ต่อมาก็โครงการช่วยเด็กในชนบทห่างไกล ท่านตั้งเป้าจะช่วยเด็ก ๕๐๐,๐๐๐ คน แต่ไม่ลง งบประมาณไว้ เอาจากไหนครับ ต่อมาก็โครงการช่วยเหลือกลุ่มเด็กที่ถูกดําเนินคดี ตั้งเป้าไว้ จะช่วย ๕๐๐,๐๐๐ คน แต่ก็ไม่ได้ลงงบประมาณ ท่านช่วยเหลือประชากรต้องการเรียนต่อ เพิ่มทักษะการประกอบอาชีพ ๘,๘๐๐,๐๐๐ คน จะช่วยเหลือการจัดหลักสูตร ตามความสนใจให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้เรียน และส่งเสริมการยกระดับทักษะ เพื่อประกอบอาชีพในสถานบริการ ไม่ได้ใส่งบประมาณครับ นโยบายสวยหรู เดอะ กู้ด โพลิซี โน บัดเจท (The Good Policy no Budget) แล้วจะทําอย่างไร โครงการสวัสดิการ สําหรับแม่ที่ตั้งครรภ์ และกลุ่มเด็กอายุเริ่มแรกถึง ๒ ปี ท่านบอกจะช่วยได้ ๒,๔๐๐,๐๐๐ คน ตั้งงบประมาณไว้ ๑,๐๔๐ ล้านบาท หารออกมาแล้วได้คนละ ๔๓๓ บาท มันจะพอซื้อนมเด็ก อย่างไรครับ ต่อมาก็โครงการสวัสดิการกลุ่มเด็กอายุ ๓–๕ ปี จะช่วย ๒,๗๐๐,๐๐๐ บาท ตั้งงบประมาณไว้ ๙๖๒ ล้านบาท หารออกมาแล้วได้คนละ ๓๕๖ บาท โครงการจัดหา ที่อยู่อาศัยให้ผู้ด้อยประสบการณ์ในชนบท บอกจะช่วย ๕๐,๐๐๐ ครัวเรือน ตั้งงบประมาณ เอาไว้ ๓,๑๕๘ ล้านบาทเท่านั้น หารออกมาแล้วได้ครอบครัวละ ๖๓,๑๖๐ บาท แล้วเอาเงิน เท่านี้จะไปซื้อที่ดินให้กับพวกเขาได้อย่างไร
ต่อไปนโยบายสําคัญครับ ขออนุญาตท่านประธานและเพื่อนสมาชิก ได้อภิปราย เพราะนโยบายต่อไปนี้เป็นการแย่งคะแนนเสียงระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ กับพรรคเพื่อไทยของคนกรุงเทพมหานคร ผมเป็นผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ ปี ๒๕๒๖ มาอยู่พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาก็อยู่ แพ้ครั้งเดียว ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนร้าย คดีลอบปลงพระชนม์ สุดท้ายอัยการสั่งไม่ฟ้อง ผมก็รักคนกรุงเทพมหานคร ผมเกิดที่ กรุงเทพมหานคร คุณพ่อคุณแม่คนกรุงเทพมหานคร ภรรยาคนกรุงเทพมหานคร ลูกคน กรุงเทพมหานคร แต่นโยบายที่บอกเอาไว้ว่าโครงการเพิ่มรายได้ให้กับคนขับแท็กซี่ โครงการช่วยเหลือให้เข้าถึงแหล่งเงินกู้ของผู้ประกอบอาชีพเศรษฐกิจนอกระบบ โครงการ อุดหนุนราคาดีเซลไม่เกิน ๓๐ บาท ท่านพูดเมื่อสักครู่ โครงการไฟฟ้าฟรี ๙๐ ยูนิต (Unit) เหล่านี้ในแผนงานไม่ได้ตั้งงบประมาณ ซึ่งผมเข้าใจว่ารัฐบาลไม่อยากเขียนงบประมาณเอาไว้ กลัวโดนโจมตีว่าเป็นนโยบายประชาวิวัฒน์ นโยบายประชานิยม ที่ลอกเลียนจากพวกผมไป ท่านกําหนดนโยบายดีไหม ดีครับ แต่ไม่บอกว่าจะเอาเงินจากไหน แล้วเอาจากไหน ผมบอก พี่น้องประชาชนคนกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทยมีนโยบายชัดเจน แรงงาน ๓๐๐ บาท ปริญญาตรี ๑๕,๐๐๐ บาท ข้าว ๑๕,๐๐๐ บาท ใครเป็นหนี้ไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท พักหนี้ ๕ ปี เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ไม่เกิน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท เรียกว่าปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ ๖ เดือน ลดรายจ่าย ๖ เดือน เพิ่มรายได้ ๖ เดือน ขยายโอกาส ไม่ลงดีเทล (Detail) แพลนยังมี พรรคการเมืองแอบจดลักจําแล้วเอาไปใช้ ถ้าคนกรุงเทพมหานคร เห็นว่านโยบาย พรรคประชาธิปัตย์ดี เลือกพรรคประชาธิปัตย์ ถ้าวันปราศรัยใหญ่ผมจะนําปราศรัย แล้วบอก ถ้าเห็นว่านโยบายพรรคเพื่อไทยดี เลือกพรรคเพื่อไทย แต่นโยบายที่รัฐบาลเขียนไว้ สุกเอาเผากิน ท่านเลี่ยงประชานิยม ท่านพยายามจัมพ์ อัพ (Jump up) ไปสู่รัฐสวัสดิการ ผม ไม่ได้สอนท่านนายกรัฐมนตรี แต่ในหลักการจะเป็นรัฐสวัสดิการได้นั้นเราต้องเก็บภาษี ต้อง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ขึ้น ต้องเก็บถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ นี่เรายังเก็บภาษีได้จากชนชั้นกลาง ชั้นสูง โดยเฉพาะข้าราชการประจํา แล้วจะเป็นรัฐสวัสดิการได้อย่างไร ผมไม่ว่า ว่าท่านกลัว ว่าจะเลียนแบบประชานิยมมาใช้ประชาวิวัฒน์ แต่ปรากฏว่าการแก้ปัญหาอย่างนี้ คนเป็นรัฐบาลคิดไม่ได้ครับ ต้องเป็นรัฐบาลของพี่น้องประชาชนคนทั้งประเทศ พวกท่าน รุมสับท่านทักษิณ ที่เคยเผลอพูดว่าต้องช่วยพื้นที่ที่เรามีผู้แทนเยอะ ๆ ท่านก็หาว่ารักประชาชนไม่เท่ากัน พวกผมบอกประธาน ผมไม่บอกไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี บอกท่านผู้ชมทางบ้าน ไปทางไกล รู้กําลังนะ นานเวลารู้น้ําใจคน ผมไม่ได้รูปชั่วตัวดําเหมือนจรกาของท่าน แต่อายุมันมากกว่า มันจะไปเปรียบเทียบหล่อเล็ก หล่อใหญ่ หล่อถาวรไม่ได้หรอก พวกผมเป็นได้อย่างเดียวครับ หล่อคอนกรีต (Concrete) เสริมเหล็ก ที่มีจิตใจรักพี่น้องประชาชนไม่กะล่อน ไม่ทุจริต ไม่คดโกง ไม่ใช่เช้า สาย บ่าย เย็น พูดไม่ตรงกัน นโยบายที่ท่านออกมาเป็นนโยบายแก้ไข ปัญหาให้กับคนกรุงเทพมหานคร ซึ่งผมไม่เห็นด้วย มันต้องแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน กรุงเทพมหานครก็ได้ คนรวยก็ได้ คนจนก็ได้ คนยากจนก็ได้ ออฟฟิเคท แพลน (Officiate plan) ยกมาจากต่างจังหวัดมาอยู่กรุงเทพฯ ก็ต้องได้ คนไม่ยกมาก็ต้องได้เช่นเดียวกัน ท่านตั้งเอาไว้ว่าช่วยเหลือวินมอเตอร์ไซค์ งบประมาณ ๑๗ ล้านบาท แต่ไม่ได้บอก จะป้องกันการรั่วไหลอย่างไร ท่านบอกว่าเพิ่มรายได้ให้ประกอบอาชีพแผงลอยงบประมาณ ๑๒ ล้านบาท ถ้าพี่น้องที่ประกอบการค้าแผงลอยครั้งนี้ ท่านคงจําได้เมื่อครั้งผมเป็น รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คุณพิชัย รัตนกุล ได้ชุมนุมเรียกร้อง ที่ดินทํากิน เจ๊มิ่ง เจ๊มี เจ๊แม้น เจ๊ติ๋ม เจ๊ตุ้ม เจ๊ต๋อย เจ๊อี๊ด เจ๊แมว มาชุมนุมหน้าทําเนียบรัฐบาล ผมลงไปครับ แล้วแม่ค้าถูกจับกบฏในราชอาณาจักร ผมหาทนายให้ ๒ คนกับท่านพิชัย ปรึกษาและสุดท้ายสู้คดีครับ ผมเป็นคนคิดว่าต้องแบ่งตลาดที่มันพอมีที่เดิน กว้างกี่เมตร ยาวกี่เมตร ขึ้นทะเบียนเรียบร้อย นักเลงมีไม่ได้ ตํารวจต้องดู ให้เขาทํามาหากิน เพราะหลายคนเติบโตมาจากเบี้ยปากกระจาดครับ เกิดมาจนทําอย่างไรได้ครับ แม่ไป ขายของเช้า บ่าย สาย ๆ มีเงิน พอบ่ายลูกมาแบกของไปขายภาคเย็น ชีวิตอย่างนี้ครับ กระผมสัมผัส และผมเป็นผู้แทนราษฎรที่ได้คะแนนจากแม่ค้ามากที่สุด เขตภาษีเจริญ ยังไม่แบ่งบางแค เขตเดียวครับ ผมได้ ๔๔,๐๐๐ คะแนน คนเดียวในพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นผู้แทนราษฎรเมื่อปี ๒๕๒๖ นอกนั้นแพ้ราบพนาสูรย์ คนเดียวในฝั่งธนบุรี ฝั่งกรุงเทพมหานคร ๔ หรือ ๕ ผมจําไม่ได้ ผมเรียนต่อว่าโครงการประกอบอาชีพแผงลอย งบประมาณ ๑๒ ล้านบาท ไม่ชัดเจน ตัวเลขเบลอ ๆ ต่อมาก็โครงการสร้างความปลอดภัย ให้ผู้ประกอบอาชีพในเวลากลางคืน ๒๘๐ ล้านบาท โครงการเสริมสร้างกลุ่มอาชีพเข้มแข็ง ๑๗ ล้านบาท ประกอบอาชีพในเวลากลางคืน ต้องอธิบายความ บางคนทํางานกลางคืน พออยู่ได้ครับ บางคนทํางานกลางคืนอยู่ไม่ได้ครับ บางคนไปเรียนหนังสือ ต้องหาเงิน กลางคืนครับ คิดดี แต่มันเกิดช่องว่าง ต่อมาก็โครงการสร้างระบบเศรษฐกิจที่เท่าเทียมกัน ๖๓ ล้านบาท คิดลอย ๆ ครับ ไม่ชัดเจนหรอกครับ ผมเรียนท่านประธานครับว่าผมมีอีก หลายเรื่องที่อยากจะบอก แต่อย่างน้อย ๆ ไข่ชั่งกิโลขาย ท่านนายกรัฐมนตรีรู้ไหมครับ ประชาชน ร้อยละ ๙๕.๑๘ เขาบอกว่าเขาซื้อแบบเก่าดีแล้ว ใครคิดนี่ ท่านเป็นคนเรียบร้อย ถ้าเป็นผมนะเอาไปคิดนโยบายพวกนี้แล้วเอาไป ๖๙ ล้านบาท โดยไม่ปรึกษาสภาพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไม่ปรึกษาคณะกรรมการที่ท่านตั้งไว้ ผมจะเอาหนังสติ๊กยิง ตาตุ่มแล้วบอกทําไมมึงโง่นัก ถึงคิดอย่างนี้ได้ ท่านครับ กฎเหล็ก ๙ ข้อ ท่านพูดได้ ท่านทําไม่ได้เลยครับ ตอนท่านขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีใหม่ ๆ ผมเห็นท่านแถลงนโยบาย เป็นนักการเมืองเป็นรัฐมนตรีต้องมีความรับผิดชอบมากกว่า เหนือกว่า ดีกว่า ท่านบอก พอเอาเข้าจริง ๆ กฎ ๙ ข้อท่านทําไม่ได้ แล้วท่านยังพูดในสภา ท่านประธานครับ ผมมันโตมาจากชีวิตนายตํารวจ เหน็บเล็ก ๆ น้อย ๆ ผมไม่มีหรอก เพราะฉะนั้นผมก็ปล่อยท่าน รัฐมนตรีเพิ่งมานั่งใหม่ครับ แหมเวลา ๑๔ นาฬิกา ๑๗ นาที ๑๘ นาที ร้อยตํารวจเอก เฉลิมให้ตัดงบทําถนนที่นี่ ๆ คุณตอบ อย่างนั้นได้อย่างไร ก็ผมมันบู๊ลิ้ม โตมาจากตํารวจ เขาให้กันได้มากกว่านี้ ผมบอกแต่เพียงว่า ผมไม่เห็นด้วย งบประมาณเพิ่มเติม ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทั้งแม็คโคร ผมไม่เห็นด้วย แล้ว ผมก็บอกมันจะทุจริต ก็ไทยเข้มแข็งเหลือ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท เอาตรงนั้นมาใช้ ไม่ได้หรือ แหมทําเป็นทีเด็ดให้ร้าย เวลา ๑๔ นาฬิกา แอด ๆ ต้องเขย่งพูด ทีวีเขาถ่ายลําบาก ช่างภาพเวลาถ่ายท่านน่ะเหนื่อย ไอ้ผมนะพอดี ท่านประธานที่เคารพ ท่านนายกรัฐมนตรีพูด ผมก็ไม่ว่า ท่านบอกว่าท่านรักษา ท่านระมัดระวังการทุจริตกรณีคอมฉาว ท่านบอกเลย อธิบดีจะขึ้นเป็นปลัดท่านยังระงับ ท่านพูดอย่างนี้ไม่ได้ ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านไม่ได้จบ เศรษฐศาสตร์อย่างเดียวนะ ท่านปริญญาตรีนิติศาสตร์จากรามคําแหงเหมือนกันนะ อย่าลืมนี่ เก่งแล้วอย่าลืมหิว กินน้ําอย่าลืมบุญคุณคนขุดบ่อ ท่านพูดได้อย่างไรว่าท่านระงับแล้วไม่ให้ เป็นปลัด เมื่อปรากฏว่ามีข้อบกพร่อง เมื่อปรากฏว่ามีเหตุอันควรเชื่อว่าส่อไปในทางไม่สุจริต ปลัดให้เป็นไม่ได้ แล้วอธิบดีกรมการปกครองให้เป็นได้ครับ เป็นไม่ได้ วันนี้ดีเอสไอ ของท่าน ท่านรู้ไหมกรมดีเอสไอ ของท่านเทพเขานะ ท่านเทพอยู่พรรคประชาธิปัตย์ ของท่านน่ะ ท่านส่งไปตรวจน้ํามันปาล์มเสียของ ไม่มีประโยชน์หรอก ไม่มีใครเขากล้า ล้ําเส้นหรอก ถ้าท่านบอกว่าไม่ให้เขาเป็นปลัดกระทรวงเพราะเขามีข้อระแวง เรื่องคอมพิวเตอร์ และดีเอสไอบอกมีมูลส่ง ป.ป.ช. สอบแล้ว กรมการปกครองในตําแหน่ง อธิบดีท่านก็ให้เขาเป็นไม่ได้ ถ้าเป็นผม ประจํา สอบไม่ผิดกลับมาใหม่ นี่เอาบุญคุณกับสภา อีก ว่าท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซื่อตรงซื่อสัตย์ เห็นไหมพอมีข่าวหน่อยไม่ให้เป็นปลัด ไม่ได้ หรอกครับถ้าท่านพูดอย่างนั้น ผมเรียนท่านประธานนะครับ กฎเหล็กใช้ไม่ได้ รัฐบาลถูก ร้องเรียนปลากระป๋องเน่า โครงการชุมชนพอเพียง โครงการถนนปลอดฝุ่น รถเมล์เอ็นจีวี (NGV) ประมูลสินค้าการเกษตร มันสําปะหลัง ข้าว แน่จริง ๆ มีเรื่องเดียว ปลดผู้ช่วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปลดแล้วทําอย่างไร เหมือนเตะตะกร้อสวยไม่เข้าบ่วง ปลดแล้วเฉย ๆ ไม่ได้ ต้องไปตั้งกรรมการสิ ไปเอาเงินสถาบันการศึกษามาค้ําประกัน ท่านต้องทํา ผมไม่มีอํานาจบ้างแล้วไป อย่างนี้เรียบร้อย เข้าคุก
ต่อมาโครงการรถไฟฟ้าสีม่วง ท่านมาโอ้อวดเรื่องความสุจริต ก็รัฐมนตรีที่ถูก อภิปรายท่านไม่ปรับออก ไปปรับคนไม่ถูกอภิปราย ตําราเมืองไทยส่งเสริมประชาธิปไตย ส่งเสริมแบบไหนกันนี่
ต่อมาก็โครงการครหาให้สัมปทานสายการบินไทเกอแอร์ (Tiger air) จัดซื้อ รถเข็นกระเป๋าที่สนามบินสุวรรณภูมิ นักธุรกิจซี้ตรงกันรัฐบาลชุดนี้ ทุจริตคอร์รัปชันมากที่สุด มากจริง ๆ ผมมีตัวเลขให้นายกรัฐมนตรีฟังแล้วนอนไม่หลับ ไม่ใช่ตัวเลขที่เคยพูด ถ้าอาจจะ ผิดคน ๒ คนเท่านั้นท่านนายกรัฐมนตรีอย่ายืนขึ้น คุณเฉลิมทําไมพูดไม่หมด ผมพูดหมดครับ เพราะผมเกิดมาเป็นคนช่างพูด หมด ทุกชอต (Shot) ทุกเม็ด ท่านครับ สาเหตุหลักของการ ทุจริตเขาบอกเลยในรัฐบาลท่านเกิดจากผลประโยชน์ทางการเมือง คน ๕๔๙ คน เขาบอกว่า ความไม่เข้มงวดของการบังคับใช้กฎหมาย คน ๓๑๔ คน เขาบอกช่องโหว่ที่ทําให้บุคลากร ภาครัฐสามารถตัดสินใจดําเนินการได้เอง ก็ลูกพี่ไม่โกงลูกน้องโกงได้ครับ รู้กัน ๒๐ ๒๕ ทั้งหมดทุกกรม ทุกกระทรวงที่มีผลประโยชน์การประมูล เตรียมหาเงินให้นาย นายสั่งไว้ ต้องเอาเงินสดก่อน เพราะนายจะมีค่าใช้จ่ายใกล้เลือกตั้ง นายกรัฐมนตรีท่านก็รู้จักผม ไม่ใช่หรือ เป็นนายกรัฐมนตรีวันแรกยังไปเยี่ยมผมพร้อมกับท่านสาทิตย์ วันไหนว่าง ๆ กรุณา สัก ๕ นาทีเถอะ ให้ผมเข้าไปหาท่านที่ห้อง คนมันด่า เลี้ยวไปห้องเก่าพี่ชวน แล้วผมจะ บอกให้ ผมเรียนท่านต่อนะครับว่าคน ๗๖๖ คน รูปแบบการทุจริตพบมากที่สุดให้สินบน ให้สินบนตาสี ตาสา ป้ามี ยายแม้นได้ไหมครับ ไม่ได้ เขาต้องให้เจ้าหน้าที่รัฐ ๖๘๑ คน บอกว่าใช้ตําแหน่งหน้าที่ทางการเมืองเอื้อประโยชน์พรรคพวก นี่รัฐบาลท่านนะครับ ผมไม่พูดถึงครับ ทรานส์พาเรนซี (Transparency) เพราะบอกท่านไปแล้ว ย้ําให้ท่านฟัง นิดหนึ่ง ผมก็เป็นคนอ่านหนังสือ อาจจะเปิดเว็บไม่เป็นเหมือนวอลล์เปเปอร์ ของท่าน แต่บางทีลูกหลานก็เปิดเป็น อ้าวเปิดให้ปู่ดู เขาเปิดได้ครับ พอรู้ได้ครับ เห็นภาษาอังกฤษแปลไม่ออกใช้ดิคชันนารี (Dictionary) ครับ ไม่อายใครครับ ผมเรียน ท่านประธานอย่างนี้ครับ องค์การสําคัญเลย องค์การเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ทรานส์พาเรนซี อินเตอร์เนชั่นแนล (Transparency International) อยู่ในประเทศเยอรมัน ที่นายกรัฐมนตรีบอกว่า ผมไปพูด ๘๔ ใช่ครับ ตอนหลังเหลือ ๗๘ ครับ แต่ ๕๔ ไม่รู้นะครับ ข่าวทุจริตท่านแซบ (SAP) มาก ท็อป ออฟ เดอะ ทาวน์ (Top of the town) อาจจะ มากกว่า ๘๔ ก็เป็นได้ ผมย้ําอีกครั้งครับ ด้วยความสุจริตใจ เหมือนผมเคยพูดกับพี่ชวน ว่าพี่ชวนไม่โกง คุณอภิสิทธิ์ผมก็ยืนยันครับท่านไม่ทุจริต แต่พฤติกรรมแวดล้อมใกล้ตัวท่าน เป็นอย่างนี้ บางคนก็คิดค่าเหนื่อยแพง แล้วท่านจะทําอย่างไร ถ้าของท่านเหลือ ๗๘ ปีนี้ เอาของผมบ้างไหม ของผมสมัยท่านทักษิณเคยอยู่อันดับ ๗๐, ๖๔, ๖๓, ๖๑ พอเหลือ ๕๙ ปฏิวัติเลยครับ เห็นไหมครับ มีตัวเลขครับ เพราะฉะนั้นผมสรุป ถ้าท่านนายกรัฐมนตรี ไม่ยอมรับความเป็นจริงก็เรื่องของท่าน ที่ผมอภิปรายมาทั้งหมดไม่ได้เขียนเอง ไม่ได้คิดเอง แล้วไม่ได้อคติกับคุณอภิสิทธิ์แต่อย่างใดทั้งสิ้น ทั้งหมดนี่นั่งอ่านแล้ว อ่านอีก เวลาท่านไปพูด ที่ไหนรวบรวม ตัดเก็บ ๆ ประชาวิวัฒน์ก็เอาเก็บไว้ แต่ไม่ใช้ตรงนี้เพราะกินเวลาเขาเยอะ เดิมมีคิวพูด เพราะผมไม่คิดว่าจะได้อภิปรายไม่ไว้วางใจก็จะขอใช้เวทีนี้ นี่ก็ยังไม่รู้ว่าเขาจะให้ เวลาไหม เพราะได้ใช้เวลาเขาเยอะ ผมย้ําอีกครั้ง ท่านนายกรัฐมนตรีเหลาะแหละ ในการปฏิบัติ ท่านจริง ๆ กับคําพูด ท่านจริง ๆ กับวิธีการกว้าง ๆ แต่ไม่มีรูปแบบในการ สกัดกั้นคนชั่ว ในการป้องกันการทุจริต ท่านจะอ้างว่าไม่รู้ไม่ได้ เพราะท่านเป็นหัวหน้า รัฐบาล ท่านต้องรักษาความสุจริต ความถูกต้อง ความชอบธรรม รักษาผลประโยชน์ให้กับ ประเทศชาติ ผมบอกท่านประธานผ่านไปยังนายกรัฐมนตรี พรรคร่วมรัฐบาล หรือคนในรัฐบาลของท่าน มันโกงกินกัน เป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี แต่ทําตัวเป็นยาจกกลัวคนรู้ ว่ามีเงิน กลัวคนรู้ว่ามีบ้าน กลัวคนรู้ว่ามีรถ ทั้ง ๆ ที่กําลังจะเอาเงินไปฝากเวิลด์ แบงก์ คนบางคนปี ๒๕๒๖ ปี ๒๕๒๗ ยังถูกฟ้องล้มละลาย เหตุที่เขาไม่เคยเคืองท่าน เพราะเขารู้ ๑. ท่านอาจจะไม่รู้ลึก ๒. ท่านรู้ลึก ท่านไม่รู้รายละเอียด ๓. เขาจับทางได้ว่าท่านไม่ทุจริต ไม่คดโกง แต่เขาอาจจะคิดว่า คุณอภิสิทธิ์ คอร์รัปชัน อํานาจหรือเปล่า ถ้าเขาเชื่อว่าท่านคอร์รัปชันอํานาจ แปลว่า ท่านอยากมีอํานาจ ท่านต้อง ปล่อยปละละเลยให้การกระทํามันเกิดขึ้น ขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีที่อุตส่าห์มานั่งฟัง ท่านตอบเถอะครับ ถ้าผมพูดไปถึงท่าน ตัวเลขถูกผิด ประชาชนเขาตัดสิน ผมเอาเนื้อหา ทั้งหมดไม่ได้คิดเอง ไม่ได้มีความรู้สึก แล้วมาวิพากษ์วิจารณ์ท่าน ท่านล่วงล้ํามาบ้าง ผมใจ ใหญ่พอครับ เอาเถอะ ไม่เป็นอะไร เรานักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยด้วยกัน ผมต้อง ขอโทษ ไม่ได้ฟังท่านเพราะจะไปต่างจังหวัด นัดพรรคพวกไว้ว่าจะไปธุระจริง ๆ เดิมคิดว่า ท่านพูดเมื่อวาน ก็จะใช้เวลาเมื่อวานนี้ ต้องขอโทษว่า จะว่าผมเสียมารยาท ไม่เสียครับ แล้วผมจะมาดูเทป มีทีมงานฟังท่านทุกครั้งที่ท่านพูด แล้วผมก็นั่งดู เวลาช่วงไหนท่านเก่ง ผมบอกเพื่อนผมเมื่อสักครู่ในห้องหลายคน บอกดูลีลานะ ดูทีท่านะ เขาหลบหลีก หลีกหนีนะ ท่านอภิสิทธิ์ไม่ใช่ธรรมดานะ ผมแอบชมท่าน หน้าที่ต่างกัน แต่ความสัมพันธ์คงเดิม ผมขอโทษท่านด้วยที่ไม่ได้ฟังท่าน และถ้าผมมีโอกาสอภิปรายไม่ไว้วางใจก็คงจะได้แสดง ความเห็นตรงนี้ ผมสรุปสุดท้าย อย่างไร ๆ นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง นักการเมือง ที่มาด้วยระบอบประชาธิปไตยมาสู่ตําแหน่งนายกรัฐมนตรีดีกว่ามาจากระบอบอื่น ผมชื่นชม ชื่นชอบระบอบนี้ อะไรไม่เห็นด้วย ผมเห็นด้วย สังคมจะเป็นตัวตัดสิน ท่านจะอยู่น้อย อยู่ยาวอยู่อะไรเป็นเรื่องของท่าน วัน เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ ถ้าประชาชนชอบท่านก็เลือก ท่านอีกครั้งหนึ่ง ถ้าชอบผมก็เลือกผม พวกผมก็อาจจะไปนั่งข้างบน แต่ผมไม่มีโอกาสนั่ง ตรงท่าน เพราะผมไม่เคยคิดเป็นนายกรัฐมนตรี ขอบพระคุณท่านประธาน และขอบพระคุณ ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่นั่งฟัง ขอบคุณครับ
คุณเทพไท เสนพงศ์ ๑๕ นาทีนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ต้องขอขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสขึ้นมาอภิปราย ต้องเรียนกับท่านประธาน อย่างตรงไปตรงมาครับว่า ผมได้ฟังท่านสมาชิกผู้อาวุโส คือ ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง อภิปราย ซึ่งผมก็รู้สึกชื่นชมว่าในวันนี้ท่านอภิปราย ๑ ชั่วโมง กับ ๒๐ นาที โดยไม่มีใคร ประท้วงเลยแม้แต่คนเดียว ก็ถือว่าเป็นแบบอย่างที่ดีที่คุณจตุพร พรหมพันธุ์ ควรจะเอาเป็น แบบอย่าง แต่ว่าเนื้อหาทั้งหมดผมคิดว่าน่าจะเป็นเนื้อหาที่ได้อภิปรายในงบประมาณกลางปี มาแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ผมอยากจะเรียนว่า ที่สภาได้บรรจุเรื่องการแถลงผลงานประจําปี ของคณะรัฐมนตรีชุดนี้ ต้องเรียนกับท่านประธานว่า รัฐบาลชุดนี้ได้เข้ามาเป็นรัฐบาล ท่ามกลางปัญหาของบ้านเมืองมากมาย แล้วก็มีคนสบประมาทว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่น่าจะอยู่ ถึงวันนี้ ถ้าท่านประธานติดตามการให้ความเห็นเกี่ยวกับอายุของรัฐบาลชุดนี้ ท่านจะได้ เห็นว่าทั้งนายใหญ่ นายเล็ก นายโต ลิ่วล้อ ก็จะบอกว่ารัฐบาลชุดนี้อยู่ไม่ถึง ๓ เดือน เกิน ๓ เดือนก็บอกว่าอยู่ไม่เกิน ๖ เดือน อยู่เกิน ๖ เดือนก็บอกว่าอยู่ไม่เกิน ๑ ปี วันนี้ อยู่มาได้ ๒ ปีกว่า ๆ แล้วครับท่านประธาน ท่ามกลางที่ท่านนายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้นํารัฐบาล ได้เผชิญปัญหา ท่ามกลางการเป็นรัฐบาล และ ๒ วิกฤติใหญ่ ๆ ครับท่านประธาน วิกฤติแรก ก็คือวิกฤติการเมืองภายในประเทศ ตั้งแต่ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นนายกรัฐมนตรีและก็นํารัฐบาลชุดนี้ท่านประธานก็เห็นว่า เหตุการณ์ในประเทศไทยไม่มีความเป็นปกติ เป็นรัฐบาลครั้งแรกเดือนมีนาคม ช่วงประมาณ วันที่ ๑๑ เดือนเมษายน ๒๕๕๒ รัฐบาลได้เป็นเจ้าภาพการจัดประชุมอาเซียน ซัมมิท (ASEAN SUMMIT) ที่พัทยา ท่านประธานก็คงทราบว่าอะไรเกิดขึ้น มีกลุ่มคนจํานวนหนึ่ง ไปขัดขวางการชุมนุมแล้วก็เกิดเหตุการณ์วุ่นวายจนต้องเลิกการประชุมกลางคัน ทําให้ ประเทศชาติเสียหายอย่างยับเยิน และวันนั้นทุกคนทั้งประเทศที่เอาใจช่วยท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ก็คิดว่าท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ก็คงจะนําพาประเทศไปไม่ได้ แต่ด้วยความอดทน ความใจเย็น ความสามารถของท่านนายกรัฐมนตรีคนนี้ ก็ผ่านวิกฤติวันนั้นมาได้ จนถึง เหตุการณ์สงกรานต์เลือดเมื่อปี ๒๕๕๒ ทุกคนก็เอาใจช่วยอีกว่านายกรัฐมนตรีคนหนุ่ม ที่เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีสามารถที่จะนําพาประเทศผ่านวิกฤติไปได้หรือไม่ และแล้ว เหตุการณ์เดือนเมษายน ปี ๒๕๕๒ สงกรานต์เลือดที่มีการชุมนุมปิดล้อมทําเนียบ สุดท้าย กลุ่มคนที่ปิดล้อมทําเนียบก็ยอมมอบตัวโดยดี จนมาถึงเดือนเมษายนปี ๒๕๕๓ ที่เกิดเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมือง ซึ่งท่านประธานก็คงทราบดีว่าเกิดขึ้นเพราะอะไร ซึ่งทั้ง ๓ เหตุการณ์ในรอบที่ท่านนายกรัฐมนตรีชื่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สามารถที่ทําให้ ตัวท่านเองแข็งแกร่งพอที่จะนําพาประเทศชาตินี่ผ่านวิกฤติไปได้ วิกฤติที่ ๒ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีคนนี้ได้นําพาประเทศชาติไปได้ผ่านท่ามกลางวิกฤติโลกก็คือว่า ในวันที่นายกรัฐมนตรีเข้าดํารงตําแหน่งวิกฤติโลก เศรษฐกิจโลกทั่วโลกครับท่านประธาน มีปัญหา บริษัทยักษ์ใหญ่ในต่างประเทศหลายบริษัทล้มละลาย ซึ่งมีผลกระทบต่อการส่งออก ของประเทศและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศเช่นเดียวกัน นายกรัฐมนตรีก็ใช้ความสามารถ ท่ามกลางที่ความผันผวนภายในประเทศจํานวนมาก ก็สามารถที่จะนําพาบ้านเมืองนี่ ผ่านวิกฤติไปได้เช่นเดียวกันครับ ผลงานของรัฐบาลทั้งหมดที่ออกมาเป็นรูปเล่มที่ส่งให้กับ เพื่อนสมาชิกในวันนี้เป็นผลงานในรอบ ๑ ปีตั้งแต่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๑ ถึง ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๒ ผมเชื่อว่าถ้าเป็นผลงานในรอบ ๒ ปี ก็คงจะมีผลงานนี่มากกว่านี้ด้วยซ้ําไป ความสําเร็จของรัฐบาลชุดนี้ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานว่ามีในหลายด้านนะครับ เรื่องแรกที่ท่าน ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง พูดถึงก็คือเรื่องการศึกษา ร้อยตํารวจเอก เฉลิม บอกว่าเรื่องการศึกษาเป็นนโยบายของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา รัฐบาลของ พันตํารวจโท ทักษิณ ทําขึ้นมาแล้ว ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานโดยตรงว่า ผลงานเรื่องการศึกษาฟรี ๑๕ ปี อยู่ในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญจริง แต่ว่ารัฐบาลที่ผ่านมานี่ไม่เอาจริงเอาจัง ไม่เอาใจใส่ ไม่ประกาศเป็นนโยบายชัดเจนเรื่องการศึกษาฟรี แต่รัฐบาลชุดนี้ได้ประกาศเป็นนโยบาย ชัดเจนว่ามีเรียนฟรีอย่างมีคุณภาพ ๑๕ ปี ถ้าจะกล่าวหาว่าไม่ประสบความสําเร็จ ผมก็อยากจะให้เพื่อนสมาชิกกลับไปดูตัวเลขความพึงพอใจของพี่น้องประชาชนว่าเป็น โครงการหนึ่งที่ได้รับความยอมรับสูงสุดของทุกครั้งที่มีการสํารวจความคิดเห็น รัฐบาลได้ ทุ่มเทให้งบประมาณกับโครงการนี้ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานว่า ถ้าเปรียบเทียบ งบประมาณด้านการศึกษาในยุครัฐบาลของ พันตํารวจโททักษิณ ในปี ๒๕๔๔ ถึงปี ๒๕๔๙ ได้ให้งบประมาณ ๒๓๖,๕๘๑ ล้านบาท ในขณะที่ปี ๒๕๕๓ ยุคของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เพิ่มงบประมาณด้านการศึกษาให้ถึง ๔๓๑,๑๗๙ ล้านบาท ซึ่งจํานวนเพิ่มขึ้นถึง ๒ เท่า ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลได้ให้ความสําคัญกับนโยบายเรื่องการศึกษามากครับ เรื่องตัวเลขทางเศรษฐกิจต้องเรียนกับท่านประธานว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าการเกษตร ไม่มียุคใดครับท่านประธานที่สินค้าทางด้านเกษตรนี่ดีเกือบทุกตัว แม้แต่บางตัวมีปัญหา แต่ว่าสามารถที่จะแก้ไขให้ประสบความสําเร็จได้ ถ้าท่านประธานไปดู ตัวเลขของราคาพืชผลทางการเกษตร ผมจะยกตัวอย่างให้ท่านประธานดูเพียง ๒-๓ ตัวอย่าง ก็คือ มันสําปะหลังสด กิโลกรัมละ ๑ บาท ๓ สตางค์ ในยุครัฐบาลของ พันตํารวจโท ทักษิณ แต่ในยุคนี้ราคา ๑ บาท ๖๙ สตางค์ต่อกิโลกรัม ราคาอ้อยในยุครัฐบาล พันตํารวจโท ทักษิณ ๕๑๑ บาท ๔๕ สตางค์ต่อกิโลกรัม ในขณะที่ในยุคของรัฐบาลประชาธิปัตย์ ๘๑๒ บาท ๐๕ สตางค์ต่อกิโลกรัม รวมไปถึงข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ๔ บาท ๕๑ สตางค์ต่อกิโลกรัม ในยุคนี้ ๖ บาท ๗๑ สตางค์ต่อกิโลกรัม นี่ไม่รวมถึงยางพาราครับท่านประธาน ในยุคของรัฐบาล พันตํารวจโท ทักษิณ ได้พูดถึงเรื่องราคายางพาราเป็นที่กล่าวขานกันมากว่ายางกิโลกรัมละ ๑๐๐ บาทในยุค พันตํารวจโท ทักษิณ ซึ่งผมไปดูตัวเลขแล้วในปี ๒๕๔๙ มีราคายางพารา ในยุคของรัฐบาล พันตํารวจโท ทักษิณ ราคาเกินร้อยจริงครับเกิน ๑๐๓ บาท แต่เป็นราคาที่ คงอยู่ได้เพียง ๓ วัน แล้วราคาก็ตกลงมาเป็นปกติ ถ้าจะดูตัวเลขเรื่องยางพาราเป็นพืชผล ทางเศรษฐกิจของภาคใต้และของทั่วประเทศในขณะนี้ วันที่พวกผมเข้ามาเป็นรัฐบาล ราคา กิโลกรัมละประมาณ ๔๑ บาท ๖๕ สตางค์ แต่วันนี้ราคา ๑๘๐ บาทต่อกิโลกรัม และยังมีการ คาดการณ์ว่าสามารถทะยานถึง ๒๐๐ บาทต่อกิโลกรัมด้วยซ้ําไป รวมไปถึงราคาปาล์มน้ํามัน ซึ่งในขณะนี้ที่มีปัญหาวันที่ผมเข้ามา รัฐบาลชุดนี้เข้ามากิโลกรัมละประมาณ ๒ บาท ๕๐ สตางค์ วันนี้ราคาอยู่ที่ ๗ บาทถึง ๘ บาท และบางครั้งปาล์มกากเบนราคาสูงถึง กิโลกรัมละ ๑๑ บาทด้วยซ้ําไปครับท่านประธาน มีหลายเรื่องที่ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง ได้พูดถึงนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ว่ามีข้อบกพร่อง แต่ในขณะเดียวกันในฐานะ ที่ผมได้เฝ้าติดตามผลงานของรัฐบาลชุดนี้ ผมคิดว่าสิ่งที่ ร้อยตํารวจเอก เฉลิม พูดคลาดเคลื่อนกับความเป็นจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพูดถึงตัวเลขหุ้น ที่บอกว่าหุ้น ในขณะนี้ราคาสูงกว่า ๑,๐๐๐ จุด ในขณะที่ยุคของรัฐบาล พันตํารวจโท ทักษิณ ๔๔๙.๙ จุดนั้น ร้อยตํารวจเอก เฉลิม ได้ใช้สิทธิพูดพาดพิงบอกว่ารัฐบาลชุดนี้มีนักเล่นหุ้น มีการปั่นหุ้น ผมได้ ติดตามครับท่านประธาน ผมคิดว่าในรัฐบาลชุดนี้ไม่มีใครเล่นหุ้นและไม่มีนักปั่นหุ้น แต่ในวันที่มีรัฐบาลชุดที่มีพ่อค้าเข้ามาอยู่ใน ครม. เต็ม ครม. นี่จะหาเงินจากตลาดหุ้นมาทํา การเมืองเป็นเรื่องง่าย แต่ว่าพวกผมไม่สันทัด แต่ราคาหุ้นที่มันทะยานสูงขึ้นเกิน ๑,๐๐๐ จุดนี่ ผมคิดว่ามันเป็นภาวะทางเศรษฐกิจ ต่างชาติเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจของไทย เชื่อมั่น ในรัฐบาลชุดนี้ ทําให้ตัวเลขของตลาดหุ้นสูงขึ้นครับ พูดถึงเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันครับ ท่านประธาน ร้อยตํารวจเอก เฉลิม พูดเมื่อกี้ผมอยากจะประท้วงเสียด้วยซ้ําไป แต่เกรงว่า จะเสียมารยาท ท่านบอกว่ารัฐบาลชุดนี้โกงมากที่สุด โกงจริง ๆ ผมอยากจะเรียนกับ ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานดูพฤติกรรมของหัวหน้ารัฐบาล คือท่านนายกรัฐมนตรี จะเห็นได้ว่ายังไม่มีใครพูดหรือกล่าวหาหรือมีหลักฐานใดว่านายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้า รัฐบาลทุจริตคอร์รัปชัน เสียงกระแนะกระแหน เสียงวิพากษ์วิจารณ์กับบุคคลอื่น ๆ ก็พอมี บ้าง แต่ว่าก็ไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าทุจริตคอร์รัปชัน โกงจริงหรือไม่ แต่ยืนยันกับท่านประธาน ว่า ครม. ชุดนี้ถ้าติดตามดูก็กล่าวหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน ตั้งแต่เป็นรัฐบาลมา ๒ ปีกว่า ผมยังไม่เคยเห็นรัฐมนตรีคนไหนถูก ป.ป.ช. ชี้มูลแล้วก็ขึ้นศาลและถูกศาลตัดสินว่าโกงบ้าน โกงเมืองเหมือนกับรัฐบาลชุดก่อน ๆ ที่ถูกศาลตัดสินว่าทุจริตคอร์รัปชันโกงบ้านโกงเมือง นายกรัฐมนตรีคนนี้สื่อต่างประเทศบอกว่าเป็นรัฐบุรุษในการแก้ปัญหาการชุมนุมในภาวะ วิกฤติ ในขณะเดียวกันวอชิงตัน โพสต์ (Washington Post) ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ที่มีอิทธิพล มากที่สุดกลับให้คุณค่าอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยบอกว่าเป็น ๑ ใน ๕ ของผู้นําโลก ที่เลวที่สุด เพราะฉะนั้นการจะกล่าวหาว่า รัฐบาลชุดนี้โกงมากที่สุด ผมคิดว่าเป็นแค่โวหาร เป็นแค่วลีทางการเมืองที่พยายามพูดให้รัฐบาลชุดนี้เสียหาย ผมอยากจะเรียนกับ ท่านประธานว่ายังมีตัวเลขอีกหลายด้านที่รัฐบาลชุดนี้ได้ทําแล้วก็เกิดคุณูปการต่อชาติ บ้านเมือง เรื่องการขยายตัว เรื่องจีดีพี ก่อนเข้าตําแหน่งของรัฐบาลชุดนี้อยู่ที่ ๒.๔๘ เปอร์เซ็นต์ ในวันนี้อยู่ที่ ๗.๙๐ เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขการส่งออกที่ทําให้เศรษฐกิจในประเทศดีขึ้น ผมอยากจะให้ ท่านประธานดูว่าก่อนรับตําแหน่งของรัฐบาลชุดนี้ ตัวเลขการส่งออกอยู่ที่ ๑๑,๖๐๕ ล้านบาท วันนี้อยู่ ๑๗,๗๐๐ ล้านบาท ซึ่งต่างกันค่อนข้างมาก ผมอยากจะเรียนว่าตัวเลขทุกตัวที่ผมนําเรียนต่อท่านประธาน เป็นตัวเลขที่ได้มีการพิสูจน์ แล้วก็ยืนยันชัดเจนว่าตัวเลขทั้งหมดเป็นตัวเลขข้อเท็จจริง ซึ่งผมไม่ได้เป็นผู้ที่ออกมายืนยัน หรือว่าพูดยกเมฆเพื่อที่จะให้เครดิตกับรัฐบาลชุดนี้
เรื่องสุดท้ายที่ท่านเฉลิมพูดมากที่สุดก็คือเรื่องยาเสพติด โดยท่านท้าทาย ไปถึงกรณีการฆ่าตัดตอน ผมอยากจะเรียนว่ารัฐบาลชุดนี้ได้มีนโยบาย ๕ รั้ว แล้วก็แก้ปัญหา เศรษฐกิจผมคิดว่าเป็นไปด้วยดี แต่ที่แตกต่างกับยุคของรัฐบาลที่ผ่านมา ที่ ร้อยตํารวจเอก เฉลิม ชื่นชม นั่นก็คือว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่มีการฆ่าตัดตอน ไม่มีการยัดเยียดความตายให้กับบุคคลอื่น ที่ไม่มีความผิด กระบวนการที่ดําเนินการกับกลุ่มคนที่ค้ายาเสพติดก็ต้องใช้ตามกระบวนการ ยุติธรรม เพราะฉะนั้นอยากจะเรียนว่าทั้งหมดเป็นเรื่องที่รัฐบาลชุดนี้ได้ทํา แล้วก็ประสบ ความสําเร็จ รวมไปถึงปัญหาชายแดนภาคใต้ ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานว่า ที่ ร้อยตํารวจเอก เฉลิมพูดในวันนี้ผมอยากจะให้กลับไปดูว่าปัญหา ๓ จังหวัดชายแดน ภาคใต้ที่มันมาถึงทุกวันนี้มันเกิดขึ้นเพราะยุคใด เพราะความผิดพลาดของนโยบาย ของรัฐบาลในสมัยนั้นหรือไม่ วันนี้รัฐบาลก็พยายามเต็มที่ ที่บอกว่า ๙๙ วันแก้ปัญหา ภาคใต้ได้ ไม่ใช่ข้อเท็จจริง ๙๙ วันรัฐบาลชุดนี้จะต้องผลักดันตั้งองค์กรบริหารพื้นที่ชายแดน ภาคใต้ให้ได้ และวันนี้ก็ได้ทําได้แล้วจริง ๆ ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
ต่อไปคุณสงวน พงษ์มณี แต่ก่อนที่คุณสงวนจะอภิปรายจะขอต้อนรับท่านผู้มีเกียรติสักนิดหนึ่ง สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับบรรดาผู้สูงอายุจากอําเภอเมืองและอําเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทราสาคร ประสานงานโดยท่าน ส.ส. นาวาตรี สุธรรม ระหงษ์ ท่านผู้มีเกียรติครับ ขณะนี้สภาผู้แทนราษฎรกําลังพิจารณาวาระรับทราบผลการดําเนินงานของคณะรัฐมนตรี ที่ชี้แจงต่อรัฐสภาตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๘ อยู่นะครับ ขอเชิญคุณสงวนครับ
กราบเรียนท่านประธาน ผม สงวน พงษ์มณี พรรคเพื่อไทย จังหวัดลําพูน ท่านประธานครับ โชคดีครับท่านประธานที่ได้ฟังเพื่อนสมาชิก ในสภาแห่งนี้ได้พูดก่อนหน้าผมหลายเรื่อง และมีข้อเท็จจริงบางอย่าง ซึ่งผมคิดว่าสภาแห่งนี้ ต้องเน้นเรื่องการนําเสนอข้อมูลต่อสภา เพราะฉะนั้นเราจะพูดออกมา เพราะว่าพี่น้องประชาชน กําลังฟังอยู่ ผมคิดว่าหลายเรื่องที่เกี่ยวกับข้อมูล เกี่ยวกับเศรษฐกิจ อย่างเมื่อสักครู่นี้ผมได้ยิน ท่านพูด ผมก็คิดว่าเวลาที่ผมได้รับอาจจะต้องเผื่อไว้ให้คุณเจริญตอบเรื่องอ้อยสักนิดหนึ่ง เพราะว่าข้อมูลไม่ถูกต้องเลยครับ ท่านประธานครับ ผมจับหนังสือฉบับนี้ขึ้นมา ผมคิดว่า ถ้าต้นไม้นี้ชื่อ อภิสิทธิ์ ครับท่านประธาน หนังสือฉบับนี้ก็คือดอกและผลของการบริหาร ราชการแผ่นดิน ซึ่งท่านได้รายงานไว้ตรงนี้ ท่านประธานครับ หลังจากผมฟังท่านจตุพร พรหมพันธ์ ท่านเฉลิม อยู่บํารุง พูด ผมคิดว่านี่คงไม่ใช่ดอกและผลของต้นไม้แล้ว น่าจะเป็น ดอกและผลของกาฝาก ซึ่งกาฝากเลี้ยงกับต้นไม้ต้นใดต้นหนึ่ง ใครที่รู้ตัวว่าเป็นต้นไม้ต้นนั้นและยังเลี้ยงกาฝากนี้ไว้ก็ต้องถูกสูบความดีออกจากตัวเอง มากขึ้นทุกที ทําไมผมพูดอย่างนี้ครับ นี่ผมพูดตามหมวด ๕ ในหมวด ๘ หมวด ๑๒ จะได้ นําไปพูดถ้ามีโอกาสพูดในวันอภิปรายไม่ไว้วางใจ แล้วท่านไม่ต้องกลัวครับ เอกสารฉบับนี้ มีหลายจุดเป็นคํารับสารภาพที่ผมจะได้พูดในวันนั้น ถ้าผมพูดผิด ข้อมูลที่อยู่ในนี้ถูกต้อง ข้อมูลของผมผิด ผมเสียหน้า เสียเครดิต แต่ถ้าข้อมูลในนี้ถูกต้องเหมือนที่ผมพูด ถูกเหมือนที่ ผมพูด นายกรัฐมนตรีติดคุก ท่านตอบคําถามหลายอันรับสารภาพไปแล้วอ่านดูให้ดีจะตกใจ ท่านประธานครับ เราจะดูอะไรจากเอกสารฉบับนี้ ผมคิดว่าเราดูที่สําคัญอยู่ อันที่ ๑ เรื่องการออกกฎหมายโดยรัฐบาล อันที่ ๒ เรื่องการตอบคําถามของรัฐบาลในรัฐสภา และอันสุดท้ายการมีอยู่จริงของปัญหาบ้านปัญหาเมืองของชาวบ้านที่ชาวบ้านได้รับอยู่ ดู ๓ เรื่องนี่ครับท่านประธาน ผมย้ําอย่างนี้นะครับ ดูเรื่องว่ารัฐบาลชุดนี้ออกกฎหมาย เป็นอย่างไรบ้าง ออกแล้วใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์ เรื่องที่ ๒ ดูเรื่องที่ท่านมาตอบ ในสภา ตอบอย่างไร ต่างจากข้อเท็จจริงที่ตัวเองทําไหม และอันที่ ๓ ดูว่าปัญหาที่มีอยู่จริง ของชาวบ้านยังดํารงอยู่หรือเปล่า พูดดูดีเกินเหตุหรือเปล่า คําตอบจริง ๆ ไม่ได้อยู่ที่คน ในสภาแต่อยู่ที่พี่น้องประชาชน วันนี้ทั้งหมดสรุปว่าบริหารดี จีดีพีเยอะ จีดีพีผมคิดว่าผมคง ต้องถือโอกาสอธิบายสักเล็กน้อยให้ผมและพี่น้องประชาชนซึ่งฟังเราอยู่และท่านประธาน เข้าใจตรงกัน ยกจังหวัดไหนไม่เท่าจังหวัดของผม จังหวัดของผมมีนิคมอุตสาหกรรม ท่านประธานครับ มี ๕๐ ตําบล ๕๐ กว่าตําบลประมาณ ๕๒-๕๓ องค์กรท้องถิ่น ไม่มีตําบล ไหนเลยที่มีรายได้ต่อหัวต่อคนต่อปีเกิน ๔๐,๐๐๐ บาท แต่คนจังหวัดลําพูนต้องแบกรับ ค่าเฉลี่ยจีดีพี ๑๕๐,๐๐๐ กว่าบาท ตัวเลขกลม ๆ ท่านประธาน ถ้าคนตําบลหนึ่งมี ๑๐,๐๐๐ คน เอารายได้ของทั้งหมดมารวมกันแล้วหารด้วย ๑๐,๐๐๐ คน ออกมาเป็น ค่าเฉลี่ย นี่แหละคือจีดีพี มันตอบได้ว่าเงินเข้ามาในตําบลนี้จังหวัดนี้เท่านี้ แต่มันอธิบายไม่ได้ ในเงินในกระเป๋าชาวบ้านว่าเฉลี่ยแล้วชาวบ้านได้เท่าไร จังหวัดลําพูนท่านประธานครับ มีประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ คน กลม ๆ ครับ รายได้ทั้งหมด ๑๖,๐๐๐ ล้านบาทท่านประธาน แล้ว ๑๖,๐๐๐ ล้านบาทรายได้จากการมีหอพัก ขายสินค้า ราคาพืชไร่ พืชเกษตร รับจ้าง แรงงาน ๑๖,๐๐๐ บาทต่อคนต่อปี ขอโทษนะครับ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาทเอา ๔๐๐,๐๐๐ หาร เหลือ ๔๐,๐๐๐ คนหนึ่งประมาณ ๔๐,๐๐๐ บาทครับ แต่อีก ๑๑๐,๐๐๐ บาทมาจากไหน ก็มาจาก ๔๔,๐๐๐ ล้านบาทที่เป็นรายได้ของนิคมอุตสาหกรรม ถ้าเอา ๔๔,๐๐๐ ล้านบาท บวก ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท หารด้วยคนลําพูนทั้งหมดจะออกมาคนหนึ่งได้ ๑๕๐,๐๐๐ กว่าบาท เห็นไหมครับจีดีพีนี้อธิบายไม่ได้ ท่านเป็นรัฐบาลท่านบอกว่ารายได้ประเทศมามากขึ้น มาจากการส่งออกรถยนต์ มาจากการเก็บภาษีน้ํามัน รีดนาทาเร้นจากชาวบ้านลิตรละเป็น ๑๐ บาทนี่ นี่แหละคือรายได้ประเทศ เสร็จแล้วท่านบอกว่ารายได้เหล่านี้จะมาเป็นอะไรครับ มาเป็นค่าเฉลี่ยคนได้อย่างไร วันนี้เขาก่นด่านักการเมืองว่าในสภานี้มีที่ดิน ๗,๐๐๐ กว่าไร่ ถือครองกัน ๗,๐๐๐ กว่าไร่ แล้วก็สรุปว่าเฉลี่ยแล้วคนหนึ่ง ๑๒๑ ไร่ ผมถามจริง ๆ บางคนมี ที่ดิน ๒-๓ ไร่เท่านั้นเอง เอามาเฉลี่ยไม่ได้ พูดเรื่องนี้ทําไมครับ เพื่อจะบอกว่าจีดีพีโต มันอธิบายกระเป๋าชาวบ้านไม่ได้หรอกครับ มันมาจากไหน นี่คือสิ่งที่ผมกําลังจะบอกท่านว่า เพราะฉะนั้นอย่าสรุปว่าจีดีพีโตแล้วทุกคนจะเฮโลดีใจกับคุณ ไม่จริงครับ ยาบ้าบ้านผม เต็มหมด ลูกเล็กเด็กแดงลูกหลานถูกจับกันหมด ในโรงเรียนก็ขายยา ล่อซื้อที่ไหนไม่ได้ ล่อซื้อโรงเรียนได้หมดเลยครับ ยาบ้าเยอะมาก ยอมรับ ไหมครับเพราะอะไรครับ เพราะว่านโยบายมันไม่ชัดเจน เขียนไว้ดูดี นายก อบจ. บ้านผม นะครับ อยู่พรรคไหนไม่ต้องบอก เป็นคนที่ได้รับคําชมเชยแล้วก็ได้รางวัลจากนายกรัฐมนตรี ว่าเป็นคนที่ปราบยาบ้าได้ดีที่สุด แล้วบ้านผมยาบ้ามากที่สุด ผมกําลังจะบอกอะไร กับท่านครับ บอกว่าการอธิบายผลสัมฤทธิ์ด้วยจีดีพีมันอธิบายไม่ได้ ต้องดูรายละเอียด หลายคนจะพูดต่อ ผมไม่พูดแล้ว ท่านครับผมจะพูดเรื่องอะไรต่อไป ผมอยากจะพูดเรื่อง ผลสัมฤทธิ์ในความเจ็บปวดของชาวบ้านที่เรียกว่าปัญหาดํารงอยู่จริงในสังคม ผมไม่ต้อง พูดถึงพวกผม ไม่ต้องพูดถึงหนังสือพิมพ์ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์เองครับออกมาให้ข่าว เรียกว่าภาคใต้แย่แล้ว เมื่อวานนี้ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์เองครับมาสีซอว่าแพง ๆ ของแพงแล้ว แพงมาก ๆ นั่นคือคํารับสารภาพว่าบริหารล้มเหลว เราไม่ต้องดูเรื่องอื่น ท่านประธานครับ ผมจะบอกว่าพูดเรื่องนี้เสร็จแล้ว ผมจะพูดเรื่องที่ ๒ ต่อ เรื่องอะไรครับ เรื่องการตอบคําถามในสภาของผู้บริหารประเทศ คือรัฐมนตรี ผมคงไม่เลือกเอาทุกเรื่อง เพื่อตอบอย่างไรครับ เพื่อให้เห็นว่าอธิบายอย่างไรกับสภา แล้วทําอย่างไรในพื้นที่ ผมเอา ท่านแรกนะครับ มท. ๒ ตอบว่าทําไมเอาท่านก่อน เพราะว่าเกี่ยวกับจังหวัดภาคเหนือของผม แล้วมันมีหลักฐานชัดเจน ท่านตอบก่อนวางงบประมาณปี ๒๕๕๓ ท่านประธาน ตอบว่า อย่างไรครับ ตอบว่าถนน ค. ๑ ค. ๒ ค. ๓ ซึ่งเป็นถนนของโครงข่ายเลี่ยงเมืองลําพูน ซีกตะวันตก ท่านตอบ ส.ส. ลําพูนท่านหนึ่งว่า ขอบคุณแทนพี่น้องชาวลําพูนที่ ส.ส. ท่านดี เหลือเกิน อภิปรายเสร็จก็บอกว่า นี่ถามเสร็จ ให้แล้ว ท่านตอบให้แล้วนะครับ วางไว้แล้ว ให้หน่วยงานที่ท่านกํากับดูแลได้ของบประมาณแล้ว พองบประมาณเข้าสภามีไหม ไม่มีครับ ไม่มีแล้วผลเป็นอย่างไรครับ จนกระทั่งกฤษฎีกาซึ่งทําไว้ตั้งแต่ท่านทักษิณ มันหมดอายุ แล้วไม่กี่วันนี้ตอบอีกครับ ตอบว่าอย่างไรครับ ตอบเหมือนเดิม ตอบเหมือนเดิมทุกอย่างครับ ท่านประธาน ผมถามว่ากรณีอย่างนี้ การบริหารประเทศอย่างนี้ คุณบริหารด้วยปาก หรือบริหารด้วยสมอง
เรื่องต่อไปครับ นี่ถ้ารัฐมนตรีอยู่ในสภา แน่นอนครับ ถ้าท่านคิดว่า ผมตอบเท็จ ท่านไปเปิดดูสิครับว่าตอบว่าอย่างไร แล้ววันนี้ภารกิจในการทําถนน ของหน่วยงานซึ่งดูแลที่ท่านบอก คือโยธาธิการและผังเมือง เขามีภารกิจอยู่บ้าง แต่เขายัง ไม่ได้ส่งคําขอเข้ามาเลย แล้วกฤษฎีกา พอ ส.ส. ท่านนั้นสอบถามวันนี้นะครับ ท่านรัฐมนตรี ท่านตอบว่าอย่างไรครับ เมื่อวานนี้เองเพิ่งส่งเรื่องไปที่กฤษฎีกาให้ข้อมูลเพิ่มเติม ทําไมเร็ว ขนาดนั้น ผมก็แอบถามคนทํางานครับ ไม่มีครับท่านประธาน ไม่มี แต่เดี๋ยวท่านมาตอบผม ผมก็ต้องตอบว่ามี ไม่มีครับ ผมพูดเรื่องนี้กําลังพูดว่าพวกท่านบริหารอย่างไร เรื่องที่ ๒ มท. ๒ ตอบ เมื่อกี้ มท. ๒ วันนี้ มท. ๓ มีการถามเรื่องภาคใต้โดยคุณจตุพร ท่าน มท. ๓ ท่านฟังนะครับ ท่านกรุณาตอบอย่างนี้นะครับ ท่านตอบว่าเดี๋ยวนี้ดีขึ้นแล้ว สมัยทักษิณ ปี ๒๕๔๗ ปล้นปืนกองพันทหารพัฒนา ปล้นกองพันนะครับ วันนี้ดูเหมือนจะตอบ จดไป ก็ไม่ตอบ เพื่อจะตอบอะไรครับ เพื่อตอบว่าวันนี้แค่กองร้อย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมหัวเราะไม่ออก กองพันทหารพัฒนาเขามีหน้าที่ซ่อมสร้างดูแลสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ในภาคใต้ เขามีปืนเนื่องจากเขาเป็นทหารหลักแล้วปืนเขาไม่ได้ส่งคืน การข่าวทางโน้นดี เขาก็มาตี เอาปืนไป ๑๐๐ กว่ากระบอก แต่วันนี้เขาตีแล้วครับท่านประธาน เขาตีฐานหลัก กองร้อยหลัก ท่านประธานเป็นทหาร ท่านรู้ว่ากองร้อยทหารหลักละลายครับ ไม่ใช่ปล้นปืน ใช้ ๓ ชุดครับมีดปลายแหลมนําหน้าโดยปืนไฟ เข้าไปเก็บกวาดกลับมา ๓๐ นาทีเรียบร้อย แสดงว่าเขายกระดับการต่อสู้ขึ้นมา ผมพูดเรื่องนี้ทําไมครับ เพื่อบอกว่าเวลาท่านตอบในสภา ยกเว้นเรื่องการเมืองออกไปเสีย ได้ไหม ให้มันเกิดความเข้าใจซึ่งกันและกันครับท่านประธาน แล้ววันนี้ท่านประธานครับ ที่ภาคใต้เกิดอะไรขึ้น ผมว่านโยบายบริหารความมั่นคงที่อยู่ในเล่มนี้ผมหาไม่เจอ กับกระบวนการที่ท่านจะต้องใช้ คือพัฒนาการข่าวเชิงรุก ไม่มีครับ ไม่มีเป็นรูปธรรมอะไรเลย ไม่มีเนื้อหาสาระอะไรพูดถึงเรื่องนี้เลย ทําไมหรือครับท่านประธานครับ ท่านไม่เข้าใจ กระบวนการต่อสู้เชิงอุดมการณ์ของประชาชน ท่านฟังให้ดีนะครับท่านครับ วันที่ ๔ มกราคม ๒๕๓๒ เกิดอะไรขึ้นครับบ้านนี้เมืองนี้ ถ้าท่านไม่รู้ผมจะบอก มีการตายโดยการ ฆาตกรรม ของใครครับ ของทูตในประเทศไทย ไม่ต้องบอกประเทศไหนครับ และวันที่ ๔ มกราคม ปี ๒๕๔๗ เขาก็มาทํากับทหารพัฒนา จากนั้นมาวันที่ ๑๙ ท่านค้นดูสิครับว่า คืออะไร ก็เกิดการปล้นหรือการเข้ามาตีกิน หรือการมาตีฐานละลายของกองร้อยหลัก ในการป้องกันหมู่บ้าน วันต่อมาท่านประธานครับ คาร์ บอมบ์ (Car bomb) ครับ วันต่อมาคาร์ บอมบ์ วันต่อมาระเบิด วันต่อมายิงฐาน วันต่อมาฆ่าคนครับ ทุกวันมันมีประวัติศาสตร์ของมันทั้งสิ้น ท่านไม่ได้พูดถึงเลย ปล้นปืนปี ๒๕๔๗ ท่านอยู่ ตอนนี้ท่านไป ค้นดูการข่าว ผมอ่านแล้ววันนี้ ผมไปอ่านอีก เพราะผมมีครับ ตอนนั้นผมเป็นรัฐบาล น้ําตาตก โอ้โฮ การข่าวของชาติแน่ มากครับ นาย ก ไปปล้นตรงนั้น ขนมาตรงนี้ ลงเรือตรงนั้น ไปขายประเทศนั้น แต่ตอนหลัง รับสารภาพตลอดว่าปืนอยู่ตรงนั้น ปืนกระบอกนี้เจอเพราะว่าได้ ไปปล้นตรงนั้น ๆ มา นี่คือ อะไร คือการปฏิบัติการข่าวเชิงลับตลอดเวลา ไม่ได้พัฒนาให้เป็นเชิงรุก ในนี้มีไหม ไม่มี ภาคใต้ ผมพูดอีกเรื่องหนึ่ง ผมทราบข่าวมาว่ากําลังจะถอนทหารหลัก ท่านพี่น้องทหารฟังผม ให้ดีนะครับ กําลังจะถอนทหารหลักภาค ๓ ภาค ๑ ภาค ๒ ออกมา แล้วเอาใครไปแทนครับ อส. ฝึกเป็นพันเป็นหมื่นไปแทนกองทหารหลัก ท่านประธานครับ หายนะกําลังจะเกิดขึ้น จากนโยบายนี้ ที่เขาใช้กําลังท้องถิ่นดูแล การปกครองต้องมีลักษณะท้องถิ่นเข้มแข็ง ท้องถิ่นขนาดใหญ่ ท่านต้องมีการเลือกตั้งแบบกรุงเทพมหานคร ท่านถึงจะมีกองกําลังหลัก ซึ่งเป็นชาวบ้านได้ เพราะว่าคนที่ดูแลกองกําลังหลักเป็นชาวบ้านนั้นเองเขาก็ต้อง ปกป้องพี่น้องบ้านเขา แต่ถ้าให้นายอําเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัดดูแล ๒-๓ ปีไป ๒-๓ เดือน กลับนี้ มันจะเหมือนกับกองกําลังในประเทศตะวันออกกลางซึ่งกําลังเดินขบวนกันขณะนี้ และชาวบ้านลุกขึ้นสู้อย่างเต็มขบวน เนื่องจากว่าเขามีกองกําลังทหารบ้านครับท่านประธาน ทั้งหมดที่ผมพูดผมกําลังจะบอกท่านว่า ท่านไปตรวจสอบนโยบายของท่านเรื่องนี้ให้ดี ไม่อย่างนั้นบ้านเมืองจะแตกแยกมากกว่านี้
เรื่องต่อไปครับท่านครับ ผมจะพูดเป็นเรื่องสุดท้าย เรื่องนโยบายของท่าน ที่บอกว่า ชื่นชมกันนักหนาเหลือเกินว่าการจํานําข้าวทําให้บ้านเมืองฉิบหายมีการโกง ตอนนี้ เป็นอย่างไรครับ ท่านบอกว่าท่านใช้ระบบการประกันรายได้ ท่านดูวิธีการล้มเหลว ของการบริหารน้ํามันปาล์ม เพราะอะไรครับ เพราะน้ํามันปาล์มมันมีกินในประเทศ บริโภค ในประเทศ ส่งออก แล้วก็ไปดีเซล ท่านเชื่อไหมครับ เดือนหนึ่งที่ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ออกมาพูดว่าสงสัยปาล์มจะขาด พูดอย่างนี้นะครับ ผมสงสัยปาล์มจะขาดตลาด เนื่องจากว่า ผู้ผลิตน้ํามันปาล์มมาขอขึ้นราคาขวดละ ๑๐ บาท รัฐบาลจัดการอย่างไรครับ ไม่ให้ขึ้น เพราะกลัวชาวบ้านเดือดร้อน แต่ไม่ได้ทําอะไรเลยท่านประธานครับ เขาก็ขายน้ําตาลไป เดือนนั้นแหละ ๓๐,๐๐๐ กว่าตันในเดือนเดียว แล้วเป็นอย่างไรครับท่านประธานครับ เมื่อของมันหายไป บางคนทางพันธมิตรยังบอกว่าได้ส่งน้ํามันไปอยู่อีกประเทศหนึ่งเพื่อจะทํา การซื้อคืนมาอีกทีหนึ่ง ผมไม่ได้กล่าวหาขนาดนั้น แต่ผมบอกว่าท่านไม่ได้จัดการตรงนั้น แล้วในที่สุดเป็นอย่างไรครับ ก็มีการเล่นกลกัน น้ํามันขาด แพงหูฉี่ขึ้นไปเลยครับ วันเดียว ๙ บาทต่อขวด ไม่มีของขาย วันนี้ครับท่านประธานเห็นไหมครับเมื่อ ๒ วันแก้ปัญหาปุ๊บ วันนี้เต็มแผงหมด อีก ๒ วัน สีชมพูจะมาอีกแล้ว ทําไมเสกเร็วอย่างนั้น ทําไมเป็นอย่างนั้นท่านประธาน ผมก็เลยกลับมา ว่าวันนี้ถ้าท่านไม่มีการจํานําข้าวนะครับ วิกฤติอาหารโลกจะเกิดอีกปีหน้านี้นะครับ รัฐบาลนี้ อยู่ไปบ้านเมืองเราพังแน่ ลุกเป็นไฟแน่ เพราะอะไรครับ วันนี้คําสั่งซื้อข้าวเต็มไปหมด แล้วครับจากทั่วโลก และเงินนี่ ข้าวไม่ได้อยู่ในโกดังของรัฐเลยนะครับ อยู่ในหมู่พ่อค้าไม่กี่คน ถ้าเขาส่งออกหมด มันไม่เหมือนน้ําปาล์มหรอกครับ แต่มันจะรุนแรงกว่าเพราะไม่มีข้าวกิน มันฆ่าคนนะครับ ไม่มีน้ํามันปาล์มยังไปนึ่งไปต้มได้ แต่ไม่มีข้าวกินนี่คนมันจะฆ่ากัน นะครับ รัฐบาลนี้ทําอะไรครับ คุณกลัวเหมือนรัฐบาลอื่นแล้วคุณไม่รักษาทรัพย์ของรัฐไว้ ในมือรัฐเลยหรือ วันนี้ อ.ต.ก. และ อคส. หายหมดนะ ข้าวหายหมดแล้วนะเพราะว่าไม่จํานํา แล้ว ในที่สุดก็ขึ้นทะเบียนประกันราคา ในที่สุดครับพอให้ชาวบ้าน ตลกที่สุดครับ ท่านประธาน ให้ชาวบ้านไปประกันราคาไปประกันรายได้โดยการไปขึ้นทะเบียน เสร็จแล้ว ไปเปิดบัญชีที่ ธ.ก.ส. วันนี้โฆษณาใหญ่โต โอ้โฮ เศรษฐกิจดีมาก มีการออมมากขึ้น โอ้โฮ ก็คุณบังคับให้เขาไปจด เอา ๑๐๐ บาทไปเปิดบัญชี จํานวนบัญชีไม่มากได้อย่างไร ผมพูด ทั้งหมดเพื่อจะบอกท่านประธานว่าวันนี้ ท่านประธานครับ เราจะต้องพิจารณาสิ่งที่เป็น หลักการ วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างมีเหตุมีผล ผมวิพากษ์วิจารณ์ท่าน ๓ เรื่องเป็นเรื่องของ การกลัวว่าถ้าท่านยังมีนโยบายอย่างนี้อยู่ บ้านเมืองจะพัง บ้านเมืองจะเสียหาย ประชาชน จะเดือดร้อน ผมคิดว่าสิ่งที่ผมพูดน่าจะไม่นานนะท่าน ไม่เกิน ๗ เดือนเห็นผลแน่นอน ถามว่าพวกผมต้องการให้ท่านยุบสภาไหมครับ เสนอให้ท่านยุบสภา ผมบอกให้ท่านก็ได้ เป็นยุทธวิธีเฉย ๆ ยุทธศาสตร์น่ะอยากให้อยู่นาน ๆ เพราะอะไรครับ อยู่นาน ๆ ถ้าท่านอยู่สั้น ผมจะเห็นหรือครับท่านชั่งกิโลไข่ ถ้าท่านอยู่สั้นผมจะเห็นหรือครับ ท่านไปเก็บภาษีน้ํามัน ขนาดนั้น ถ้าท่านอยู่สั้นผมจะเห็นหรือครับว่ามีการเล่นกลน้ํามันปาล์ม ท่านอยู่อีกสักหน่อย เถอะครับ ผมอยากจะเห็นท่านเล่นกลข้าวครับท่าน ทั้งหมดที่ผมพูดผมจบลงตรงนี้ท่าน ประธาน จบลงตรงที่ว่า วันนี้ท่านประธานครับ เราจะเสียเวลากับการนั่งฟังการโต้วาที ทางการเมืองไม่ได้อีกแล้วครับท่านประธาน เรื่องต่างประเทศ เรื่องชายแดนต้องแบ่ง ท่านนายกรัฐมนตรีครับ อันนี้ผมขอบอกท่านนายกรัฐมนตรีนะครับในฐานะที่ผมเป็นคนอายุ ๖๐ กว่าปีแล้ว ท่านต้องแบ่งว่าทหารในพื้นที่เขามีสิทธิจะเจรจาทางยุทธศาสตร์ของพื้นที่ ซึ่งในตัวท่านเองก็เป็นยุทธวิธีในการต่างประเทศของท่าน วันนี้ตรงนั้นเขาเจรจากันไปเป็น ยุทธศาสตร์ของเขา แต่เป็นยุทธวิธีของยุทธศาสตร์ใหญ่ อย่าได้ตําหนิหน่วยปฏิบัติ อย่าได้ลิบ ลับตามหน่วยปฏิบัติ ท่านต้องตั้งจังหวะให้ดีว่าวันนี้ท่านจะบริหารประเทศอย่างมียุทธศาสตร์ เกี่ยวกับเพื่อนบ้านอย่างไร เกี่ยวกับตลาดอย่างไร เกี่ยวกับการนําประเทศชาติไปแข่งขัน ในต่างประเทศอย่างไร ถ้าไม่อย่างนั้นบ้านเมืองไปไม่รอดครับท่านประธาน ผมเป็นห่วง การตอบคําถามในสภาท่านตอบเหมือนหาเสียงให้กับคนถาม ถ้าคนถามเป็นฝ่ายค้าน ท่านตอบเพื่อกดเสียงฝ่ายค้าน ทําอย่างนี้ไม่ใช่แก้ปัญหา เพราะอะไรครับ ต้นของรัฐบาลของ ท่านนี่ผมพูดกับท่านนายกรัฐมนตรีกรณ์ในสภาแห่งนี้ ท่านเดินมาลงมาพูดกับผม ในห้องอาหารว่า ผมเห็นด้วยกับอาจารย์ ท่านพูดอย่างนี้ เรื่องอะไรครับท่านครับ ผมบอกว่า รัฐบาลท่านขืนอยู่ไปกี่ปีก็ตามจะแก้ปัญหาประเทศชาติไม่ได้ เพราะอะไร กระทรวงคุมคนคือ มหาดไทย ท่านก็ไม่ได้คุม กระทรวงจ่ายเงินเพื่อบริหารพัฒนา ท่านก็ไม่ได้คุม ท่านคุมแต่ กระทรวงหาเงิน เอาเงินไปใส่ในกระทรวงต่าง ๆ ก็กลัวเขาบริหารแบบมีกําไร ก็ไปกั๊กเขา ไปทําเขา ก็ให้กระบวนการแก้ปัญหามันไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นที่ผมบอกว่า ท่านอยู่ไปเถอะครับ อยู่ไปจนกาฝากต้นนี้มันเติบโตออกดอกออกผลแล้ว ต้นไม้ที่ให้กาไปฝาก ไว้จะเจ็บตัว พันธมิตรเขาพูดเจ็บมาก เขาบอกว่าแม่ยกทั้งหลายที่เป็นแม่ยกแม่ยก วันนี้ถอยมาได้แล้ว เขาพูดอย่างนี้ตลอดเวลา ท่านลองฟังทุกคืนสิครับ เห็นภาพชัดทุกวัน ๆ ว่าถึงท่านอยู่ต่อไปวันนี้ท่านกลายเป็นต้นไม้อภิสิทธิ์ กลายเป็นกาฝากอภิสิทธิ์ กับสังคม บริหารจัดการประเทศไทยแล้วครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
ต่อไปคุณสงกรานต์ จิตสุทธิภากร ๗ นาทีนะครับ
กราบสวัสดีท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎร ผม สงกรานต์ จิตสุทธิภากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดนครสวรรค์ เนื่องจากวันนี้ผมมีเวลาเพียง ๗ นาทีนะครับ แล้วก็จะมีท่านอื่น ๆ อภิปรายอีกหลายท่าน ผมจะขอพูดถึงในแง่ของนโยบายด้านเศรษฐกิจนะครับ ซึ่งรัฐบาลนี้ ได้ทําเอกสารแจกมานะครับ ตั้งแต่ในหน้า ๑๐๗ ขึ้นไปจนถึงหน้า ๑๒๗ ซึ่งจากการที่ได้อ่าน เอกสารของรัฐบาลแล้ว ก่อนอื่นต้องขอชื่นชมรัฐบาลที่ได้มีความจริงใจแล้วก็พร้อมที่จะรับ ความรู้สึกของประชาชน ผมขอเรียนอย่างนี้ครับในแง่ของเศรษฐกิจนั้นไม่ยากอะไรนะครับ หลักการดูง่าย ๆ ก็คือว่ารัฐบาลนั้นสร้างรายได้อะไรให้กับประชาชนบ้าง แล้วก็ลดรายจ่าย อะไรให้กับประชาชนบ้าง ผมจะพูดเพียง ๒ ประเด็นนี้นะครับ
ประเด็นที่ ๑ เรื่องสร้างรายได้อย่างที่หลาย ๆ ท่านได้พูดนะครับ รัฐบาลนั้น มีความกล้าหาญที่จะประกาศนโยบายประกันรายได้เกษตรกรซึ่งเป็นนโยบายใหม่ แล้วก็ ไม่เคยมีมาก่อนซึ่งต่างจากการรับจํานําข้าวในอดีต ในปีแรกที่รัฐบาลได้นําโครงการนี้มา ปรากฏว่ามีเสียงต่อต้านอยู่หลายส่วน เพราะว่าเกิดจากความไม่เข้าใจบ้าง เกิดจากความสงสัย ในรายละเอียดบางเรื่องบ้าง แต่เมื่อรัฐบาลมีความมุ่งมั่นแล้วก็มองเห็นประโยชน์ว่า สุดท้ายนั้นจะตกกับพี่น้องชาวนาชาวไร่ เกษตรกรมากที่สุดก็มุ่งมั่นจะดําเนินโครงการนี้ต่อ ดังจะเห็นได้นะครับว่าในปี ๒๕๕๑ รัฐบาลรับประกันรายได้คือข้าวนาปี มันสําปะหลัง ข้าวโพด สัตว์เลี้ยง มีประชาชนได้รับผลประโยชน์จากโครงการนี้ ๓.๙๕ ล้านราย หรือ ๓,๙๕๐,๐๐๐ ราย โดยใช้งบประมาณในปีแรกประมาณ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นนะครับ ในขณะที่โครงการรับจํานําซึ่งทํามาในอดีตนั้นจะใช้เงินไม่ต่ํากว่า ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ในขณะเดียวกันทําให้ผู้ได้รับผลประโยชน์เพียง ๓๑๐,๐๐๐ รายเท่านั้น ซึ่งถ้ามอง โดยละเอียดจะเห็นนะครับว่าพี่น้องเกษตรกรไม่ต่ํากว่าเกือบ ๔,๐๐๐,๐๐๐ รายนั้นได้รับ ประโยชน์โดยตรงจากโครงการนี้นะครับ
ประเด็นที่ ๒ เรื่องการช่วยเหลือผู้ว่างงาน ท่านจะเห็นได้นะครับว่าปี ๒๕๕๑ ตอนที่รัฐบาลเข้ามาครั้งแรกนั้นประเทศชาติบอบช้ํามาก แล้วก็หลายคนประสบปัญหา ทางด้านการเมือง วิกฤติการเมือง แล้วก็วิกฤติทางด้านเศรษฐกิจ อัตราการว่างงานนั้นสูง ประมาณ ๘๗๐,๐๐๐ คน เป็นอัตราว่างงานเมื่อเดือนมกราคม ๒๕๕๑ แต่เมื่อรัฐบาลนี้ ได้เข้ามาและนําโครงการหลาย ๆ โครงการมาช่วย ไม่ว่าจะเป็นโครงการต้นกล้าอาชีพ หรือโครงการอื่น ๆ ของกระทรวงแรงงาน เช่น ๓ ลด ๓ เพิ่ม ของท่านอดีตรัฐมนตรีไพฑูรย์ แก้วทอง นะครับ ก็ปรากฏว่าเมื่อสิ้นปีประมาณเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๒ มีผู้ว่างงานลดลง เหลือเพียง ๓๙๐,๐๐๐ ราย ถ้าทําตัวเลขแล้วก็จะมีผู้ที่ว่างงานนั้นลดลงไปเกือบ ๕๐๐,๐๐๐ รายนะครับ คือ ๔๘๐,๐๐๐ ราย อันนี้ก็เป็นผลงานหนึ่งซึ่งทางรัฐบาลนั้น ได้ช่วยเหลือผู้ว่างงาน จนในปัจจุบันนี้แรงงานในหลาย ๆ ภาคนั้นนอกจากจะไม่มีผู้ว่างงาน แล้วยังขาดด้วยนะครับ
นโยบายด้านการสร้างรายได้อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของกองทุนเศรษฐกิจ พอเพียง หลายท่านได้พูดไปนะครับ แต่ผมจะขอสรุปสั้น ๆ ก็คือว่ากองทุนเศรษฐกิจพอเพียง นี้เป็นกองทุนซึ่งเปิดโอกาสให้พี่น้องในชุมชนได้มีโอกาสคิด ได้หาทางช่วยเหลือตัวเอง แล้วก็รัฐบาลนั้นสนับสนุนเงินก้อนหนึ่งไปให้นะครับ ในปี ๒๕๕๒ นะครับ มีผู้ได้รับ ผลประโยชน์ทั้งหมด ๒๑,๐๐๐ หมู่บ้านนะครับซึ่งประชาชนเหล่านี้สามารถนําเงินก้อนหนึ่ง ไปใช้ตามที่ตัวเองต้องการได้ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีนะครับแล้วก็ส่วนหนึ่งก็จะช่วยทําให้ พวกเขาเหล่านั้นมีรายได้เพิ่มขึ้น อันนี้เป็นส่วนของการสร้างรายได้นะครับ สําหรับลด รายจ่ายมีหลายเรื่องครับ ผมขอสรุปง่าย ๆ นะครับ
เรื่องแรก ก็คือเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ อย่างที่ท่านเห็นนะครับว่านโยบายนี้ เป็นนโยบายที่ผู้สูงอายุทุกท่านพอใจ ใครจะบอกว่ารัฐบาลนี้ดีไม่ดีอย่างไร ลองไปถาม ท่านผู้สูงอายุเหล่านั้น ประมาณ ๕.๔๔ ล้านคน หรือ ๕,๔๔๐,๐๐๐ ราย ที่ได้รับเบี้ยผู้สูงอายุ ทุกเดือนจากรัฐบาลว่าเขามีความคิดเห็นอย่างไรกับรัฐบาล
เรื่องที่ ๒ เรียนฟรี ๑๕ ปี อันนี้มีผู้ปกครอง แล้วก็นักเรียนไม่ต่ํากว่า ๑๓ ล้านราย ได้รับผลประโยชน์ในแง่ดีจากโครงการนี้ อย่างที่ท่านเห็นนะครับว่าเรียนฟรี ๑๕ ปีนั้น หลายคนวิจารณ์ว่าฟรีไม่จริง แต่ถ้าท่านเป็นผู้ปกครองเหมือนกับที่ผมเป็นอยู่ ผมมีลูก ๒ คน ผมก็จะรู้เลยว่าโครงการนี้มีประโยชน์จริง ๆ
เรื่องต่อมาที่ผมอยากจะพูดถึงก็คือเรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า อันนี้ ก็เป็นเรื่องที่ประชาชนกว่า ๖๒ ล้านคนได้รับประโยชน์ แล้วอย่างที่ท่านเห็นนะครับว่าในอดีต แม้ว่าโครงการจะดีขนาดไหนก็ตามถ้าเราไปโรงพยาบาลเรายังต้องเสียค่าใช้จ่าย เรายังต้อง พกบัตรไป แต่ในปัจจุบันนี้รัฐบาลได้ปรับปรุงจนถึงขนาดที่ว่าพกบัตรประชาชนไปใบเดียว แล้วไม่มีค่าใช้จ่ายแม้แต่บาทเดียว อันนี้ก็เป็นผลงานหนึ่งของรัฐบาลที่น่าสนใจ
แล้วอีกโครงการหนึ่งซึ่งเป็นต่อเนื่องก็คือโครงการ ๕ มาตรการ ๖ เดือน ซึ่งมีการใช้ไฟฟ้าฟรี มีน้ําฟรี มีรถเมล์ แล้วก็มีคุมราคาแก๊สหุงต้ม ท่านจะเห็นนะครับว่า มาตรการที่ออกมายังมีผลต่อเนื่องมาถึงวันนี้ ก็คือมาตรการค่าไฟฟ้าฟรี ๙๐ หน่วย ผมได้ คํานวณแล้วก็จะประหยัดรายจ่ายให้ชาวบ้านได้อย่างน้อยก็เดือนละ ๓๐๐ บาท สําหรับ พี่น้องเกือบ ๙,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน ที่จะได้ประโยชน์จากโครงการนี้ ซึ่งส่วนใหญ่นั้น ๘๐ เปอร์เซ็นต์นั้นเป็นพี่น้องในต่างจังหวัด ผมได้ไปสอบถามครับ พวกเขาพอใจในเรื่องนี้ นะครับ
โดยสรุปผมคิดว่ารัฐบาลนี้รู้ร้อนรู้หนาวกับความรู้สึกของประชาชน และตลอด ๑ ปีที่ผ่านมา แม้จะบริหารราชการได้ยากลําบากขนาดไหน แต่ท่านหัวหน้าคือ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านก็ไม่ทิ้งประชาชน และท่านก็หาทางที่จะทําให้ประชาชนของท่าน ประชาชนที่เลือกท่านมาก็คือมีรายจ่ายที่ลดลง แล้วก็มีรายได้ที่เพิ่มขึ้น อันนั้นก็เป็นสิ่งหนึ่ง ที่ผมคิดว่าการแถลงนโยบายผลการดําเนินงานตามนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในวันนี้ ก็ถือโอกาสได้กราบเรียนกับพี่น้องประชาชนครับว่า ทางการเมืองอาจจะเป็นอย่างไร อีกเรื่องหนึ่งนะครับ แต่สิ่งที่ท่านได้รับนั้นท่านได้รับสิ่งดี ๆ จากรัฐบาลนี้ครับ ขอบคุณครับ
ต่อไป คุณสุชาติ ลายน้ําเงิน ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุชาติ พรรคเพื่อไทย จังหวัดลพบุรี เขต ๑ ก่อนที่ผมจะพูดนะครับ เพราะว่ามีกล้อง มาซูม (Zoom) ที่ตัวผม ว่าผมพกอะไรมา ผมฝากท่านประธานไปถึงท่านประธานสภา เมื่อเช้านี้ด้วย ตอนที่ผมลุกประท้วงท่านประธานชัย ท่านบอก คุณสุชาติคุณคล้องอะไรมาเลอะเทอะ แล้วอีกคนที่พูดประท้วงผม วันนี้ไม่อยู่ ท่าน ส.ส. บุญยอด ไม่รู้ไปอยู่ตรงไหน บอกผมคล้อง อะไรมาสภา ท่านประธานชัยต้องเรียกคุณบุญยอดไปตบปาก ๓ ทีครับว่า ผมคล้องอะไรมา ท่านประธานรู้ไหมครับว่าที่คล้องมานี่คืออะไร นี่คือบัตรประชาชนยุคนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ท่านประธานครับ เป็นเรื่องที่น่าอายท่านประธานครับ ผมไปทําบัตรประชาชนเมื่อวานนี้ วันจันทร์ ที่กรุงเทพมหานคร ที่เขตธนบุรี พี่น้องประชาชนเข้าแถว ก่อนจะเข้าสู่นโยบาย ผมจะพูดนโยบายนี้ก่อน ประชาชนไปยืนเข้าแถวตั้งแต่เช้า ท่านประธานครับ เป็นเรื่องน่าอดสู เขาบอกว่าท่าน ส.ส. วันก่อนไปเข้าคิวซื้อน้ํามันปาล์มแทบจะแย่งหมากิน ชาวบ้านพูด นะครับ ไม่ใช่ผมพูด มันไม่มีกติกาเลยประเทศนี้ คนจนจะอยู่กันอย่างไร น้ํามันปาล์มขึ้นเอา ขึ้นเอา แต่ที่เจ็บที่สุดที่ผมคล้องนี้ผมจะโยงมาถึง ท่านประธานรู้ไหมครับ ต้องบอกว่า ที่กระทรวงมหาดไทยนี่ละครับ วันนี้ข้าราชการแตกเป็นเสี่ยงที่กระทรวงมหาดไทย นายอําเภอมีคนพูดหลายคนซื้อขายตําแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดจากจังหวัดโน้น จังหวัดนี้ ถ้าไม่ใช่เด็กกูไม่ได้ไป บางคนไปไหว้ศาลก็ไม่ได้ไปครับ แต่ถ้าไปไหว้เจ้าได้ไป ได้เป็นใหญ่เป็นโต เจ้าที่ว่านี้ไปหาเอาเลยครับว่าเจ้าอยู่แถวไหน ท่านประธานที่เคารพ บ้านเมืองมันเกิดวิกฤติแบบนี้แล้วจะให้ทํากันอย่างไร บัตรประชาชน ท่านประธานรู้ไหมครับ ไม่เหลือแล้ว ประธานชัยนี่ถ้าไปทําก็ไม่ได้ เพราะอายุเกินอย่างไรครับ เพราะแกไม่ได้ไปเขตไปอําเภอ เพราะบัตรทําไม่ได้แล้วอายุเกิน แต่ผมต้องไป เพราะบัตรหมดอายุ พอบัตรผมหมดอายุเขาให้ใบเหลืองมาท่านประธานที่เป็นน่าอดสู ท่านประธานเห็นไหมครับ บัตรเหลืองใหญ่ขนาดกระดาษเอ ๔ (A4) ท่านประธานครับ แล้วจะไปพกที่ไหนละครับ ในเมื่อกฎหมายบอกว่า ถ้าเป็นคนไทยคุณต้องพกบัตรประชาชน ไปไหนมาไหน คุณต้องพกบัตรประชาชน ผมจะไปขึ้นเครื่องบินนี่เขาก็ต้องขอดู ผมก็ต้องเอา อย่างนี้ไป ท่านประธานครับ ถ้าพับใส่กระเป๋ามันก็จะหักนะครับ แล้วน้อง ๆ ที่ดูผมพูดอยู่นี่ ทุกคนเมื่อวานอยู่ที่ธนบุรีด้วยกัน เขาบอกท่าน ส.ส. ของหนูนี่รอบแรกได้ไปแล้ว เขาบอก ๓ เดือนให้มารับ พอ ๓ เดือนเขาปั๊มให้อีกทีหนึ่งให้ไปอีกแผ่นหนึ่งครับ บางคนได้ ๓ แผ่น ผมก็เลยกลับไปถามเจ้าหน้าที่เขตว่า มันเกิดอะไรขึ้นกับบ้านนี้เมืองนี้ เขาบอกว่าเขตเขาบอก ท่าน ส.ส. มันเป็นมาอย่างนี้ ๑๑ เดือนแล้ว แล้วบัตรใหม่จะได้เมื่อไร ของท่านจะได้เมื่อไร ของท่านก็ยังไม่ได้ ถึงเดือนมิถุนายนต้องใช้บัตรนี้ไปถึงเดือนมิถุนายน แล้วท่านประธานคิดเอา ถ้าผมไปต่างประเทศนี่นะครับ ผมก็จะต้องคล้องอันนี้ไป เพราะผมเป็นคนไทยต้องพกบัตร ประชาชน ท่านประธานครับ นี่คือเหตุผลของรัฐบาล นี่คือผลงานเด่นเลยครับ ล่าสุดหมาด ๆ เลย แต่ที่เจ็บแสบที่สุดนะครับท่านประธาน เด็กที่มาทําบัตรที่อยากจะมีบัตรใหม่ ๆ นี่นะครับ อายุ ๑๘ ปีนี่ครับ เขาบอกว่ายุคหนึ่งในยุคทักษิณ คุณไปบอกว่าทักษิณ ยุคทักษิณโกงกิน ทุจริตคอร์รัปชัน แต่ยังเหลือบัตรประชาชน ให้เด็กพอทําปุ๊บได้บัตรประชาชนเลย แต่ยุคนี้บอกไม่มีการทุจริตคอร์รัปชัน น้ํามันปาล์มก็ไม่ได้โกง ข้าวก็ไม่ได้โกง เงินกู้ก็ไม่ได้ หาประโยชน์ รัฐบาลนี้ แต่สุดท้ายเด็กบอกว่าโกงกินแม้กระทั่งบัตรประชาชนจนเหลือแต่ บัตรเหลืองท่านประธานครับ นี่จริงไม่จริงนี่ผมกล่าวหาแล้วไปแก้เอา พี่น้องทั้งประเทศได้ใช้ เหมือนกัน ท่านครับ ท่านไปดูครับ บางคนพกกระเป๋าสตางค์นี่นะครับ ใบขับขี่ใบหนึ่ง บัตรประชาชนบัตรเหลืองนี่ทบ ๓ ต่อ พับ ๓ ต่อ พอเขาขอดู ท่านประธานครับ เมื่อกี้นี้ เจ้าหน้าที่นักข่าวบอก ท่าน ส.ส. ของผมก็ได้มา ผมคิดว่าได้แต่ผมเขาพูดอย่างนี้ นี่อย่างไร ถึงบอกว่าไม่ต้องไปมัวบริหารเรื่องอื่น รัฐบาลนี้เอาแค่บริหารอย่างนี้ยังบริหารไม่ได้ เพราะอะไรท่านประธานรู้ไหมครับ ผมก็เข้าสู่แถลงนโยบาย นโยบายที่รัฐบาลบอกว่าจะทํา และทําได้หรือไม่ได้นี่นะครับ เอากรณีอย่างเรื่องน้ํามันปาล์ม เมื่อเช้านี้คนเห็นผมในข่าว พี่น้องภาคใต้โทรเลย ท่าน ส.ส. สุชาติ ถ้าไม่เชื่ออย่าหาว่าโกหกมาดูในเบอร์เลยครับ ท่านบอกว่ารถน้ํามันปาล์มนี่จอดเป็นแถว จอดไม่มีซื้อ โรงงานไม่ซื้อ เขาบอกกักตุนรอขึ้นราคา ของเก่ายังขายไม่ได้เพราะมีคนได้ประโยชน์อยู่ ๒-๓ คน นี่ชาวบ้านพูด ไม่ใช่ผมพูด พี่น้อง ภาคใต้น่ะพูด เขาก็บอกว่า ผมก็ถามว่าใครได้ประโยชน์ เขาบอกคนที่เป็นรองนายกรัฐมนตรี แล้วบอกว่ารองนายกรัฐมนตรีมีกี่คนไม่รู้ไปดูเอาเองก็แล้วกันท่านประธานครับ ก็คนบ้านเขา บอกกันเอง แต่ถ้าคนบ้านเขาพูดยังไม่เจ็บแสบ ท่านประธานครับ คนที่พูดแสบกว่านั้น ท่านไปดูเอเอสทีวี (ASTV) เลยครับ วันนี้ถ้าเอเอสทีวีต้องขอบคุณนะ ถ้าพี่น้องคนไหนไม่ดู ก็ช่วยดูกันเรทติ้ง (Rating) จะได้ดี ๆ รัฐบาลอภิสิทธิ์บริหารได้ดีเหลือเกิน ท่านประธานครับ บริหารให้แดงกับเหลืองรวมกันเป็นหนึ่งเดียวเลยตอนนี้ เช้าแดงด่า กลางคืนเหลือง ที่ด่ามา ถูกจุดหมดท่านประธานครับ เขาบอกว่าอย่างไรท่านประธานครับ ผมย้ําต่ออีกนิดหนึ่ง ประกอบการแถลงนโยบาย จะพูดเรื่องนโยบาย เขาบอกว่าที่รัฐบาลทักษิณอยู่ไม่ได้ สนธิเป็นคนพูด เขาบอก ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์รวมท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ด้วย ขนคนมาช่วยผมไล่นายกรัฐมนตรีทักษิณเขาพูดอย่างนี้ จริงไม่จริงไม่รู้แต่สนธิ ลิ้มทองกุล เป็นคนพูด สุดท้ายเขาแฉหมดครับว่าใครได้อะไร ใครได้อะไร ผมถึงบอกว่าวันนี้ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์บอกว่านโยบายปรองดองสามัคคีเกิดแล้วอย่างไรครับ ระหว่าง แดงกับเหลืองเกิดแล้วรวมกันสามัคคีแล้วไล่อภิสิทธิ์ครับ นี่คือเหตุ บ้านเมืองวิบัติไปหมด ท่านประธานครับ วันนี้ท่านไปดูเถอะครับ ชาวบ้าน ชาวไร่ ชาวนาจะอยู่กันอย่างไร ผมเห็น ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลขึ้นมาชื่นชมเหลือเกินว่า อ้ายโน่นก็ประสบความสําเร็จ อ้ายนี่ก็ประสบ ความสําเร็จ ถ้าพูดกันตรง ๆ ท่านประธานครับ ผมอยู่ลพบุรี อยู่ภาคกลางท่านไปดูเถอะครับ ยาเสพติดเอย ข้าราชการเกิดความแตกแยกเอย ตํารวจนี่ใครไม่ได้เสียสตางค์ไม่ได้ขึ้นโรงพัก เขามาพูดกับผมชัดเจน ข้าราชการมากระทรวงมหาดไทย นายอําเภอใครไม่มีสตางค์ ไม่มีสิทธิไป จริงไม่จริงต้องไปตรวจสอบ แล้วเขาบอกว่าอย่างไรต่อ ท่านประธานรู้ไหมครับ เขาบอกนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ก็แก้ไม่ได้ เพราะนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เป็นได้แค่เพียงนายกรัฐมนตรี เพราะไม่สามารถไปบอกพรรคอื่นได้ นี่คือการบริหารราชการแบบล้มเหลวท่านประธานครับ ล้มแบบสิ้นเชิง บ้านเมืองเกิดข้าวยาก หมากแพง เกิดวิกฤติ คนทุจริตคอร์รัปชันเต็มเมือง ทําไมผมพูดอย่างนี้ ท่านประธานไปดูเลยครับ โครงการแต่ละโครงการ ถ้าไม่ได้ ๒๐-๓๐ เปอร์เซ็นต์ไม่มีทํา แต่ที่น่าเจ็บใจที่สุดท่านรู้ไหมครับ มีคนเขาฝากมาบอกผ่านท่านประธานไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เขาบอกว่าโกงกินหิน โกงกินทราย ยังเหลือถนนไว้ให้ทํา แต่คนที่โกงกินน้ํามันปาล์มนี่กินหยาดเหงื่อแรงงานของ คนอื่นเขา น้ํามันมันต้องทอดไข่ น้ํามันมันต้องทอดปลา คุณได้ไปประมาณ ๓,๐๐๐ ล้านบาท ๕,๐๐๐ ล้านบาท เอาไปใช้ที่ไหนระวังผีจะตามไปเอาคืน นี่คือเวรกรรมท่านประธานครับ เวรกรรมมีจริง ใครทําอะไรไว้ไม่ต้องไปดูกันชาติหน้า ดูกันชาตินี่ละครับ วันนี้รัฐบาล มีนโยบายอย่างไรว่าไป แล้วไม่ต้องไปท้าว่าจะยุบสภาวันโน้นวันนี้ ชาวบ้านบอกว่าฟังจนเบื่อแล้ว แล้วล่าสุด ท่านประธานครับ มีคนพูดไปแล้ว ผมย้ํานิดหนึ่ง รัฐบาลนี้ โดยรองนายกรัฐมนตรี ได้พูดชัดเจนว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ก่อนผมอยู่ในรัฐบาลนี้ พรรคประชาธิปัตย์ บอกไม่มีทางแก้ ห้ามแก้เด็ดขาด ใครก็แก้ไม่ได้ สุดท้ายพอเป็นพรรคร่วม พรรคประชาธิปัตย์ แก้กฎหมาย มาตรา ๑๙๐ กับแบ่งเป็นเขต แก้สําเร็จ พันธมิตรก็ไม่ได้ว่า แต่แก้เสร็จ ท่านรู้ไหมครับ ที่น่าเจ็บช้ําที่สุด เขาบอกอะไร ท่านรู้ไหมคนที่แถลง เมื่อ ๒-๓ วันนี้ เขาบอกว่าต่อไปถ้ามีการเลือกตั้ง ส.ส. เขต ไม่ต้องไปนับ เอา ปาร์ตี้ ลิสท์ ใครได้ปาร์ตี้ ลิสท์ นับ ใครได้ปาร์ตี้ ลิสท์ มากไปตั้งรัฐบาล ผมว่าคนที่คิดอย่างนี้ไม่บ้าก็เสียสติ ท่านประธาน ครับ ไม่รู้เอาสมองส่วนไหนมาคิด มันพาบ้านเมืองวิบัติครับท่านประธาน กติกาที่มีอยู่ไม่ใช้ จะไปใช้กติกาของตัวเอง พอแถลงเสร็จ ท่านรู้ไหมท่านประธาน เขาว่าอย่างไรรู้หรือเปล่า พอแถลงเสร็จบอกว่าเขาจะได้ ๒๕๐ ผมก็พูดแบบผู้แทนราษฎรที่อยู่ต่างจังหวัดเลย ผมก็พูดเล่น ๆ ว่าถ้าเอาตั้งแต่นิ้วมือ นิ้วเท้า มานับรวมกันยังไม่ถึง ๒๕๐ เลย พรรคประชาธิปัตย์ ผมก็พูดอย่างนี้ เพราะคนพูดเสร็จปั๊บแล้วบอกว่าทิ้งท้ายไว้อย่างไร ผมอ่านหนังสือพิมพ์วันนั้นนะครับ วิเคราะห์ วิจัยเสร็จแล้วบอกว่าไม่ลงสมัคร มันจะไปลงได้ อย่างไรท่านประธานครับ คนวิเคราะห์อยู่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ส.ส. พรรคเพื่อไทยหมด ลงทีไรแพ้ แม้กระทั่งท้องถิ่นยังแพ้ ท่านประธานครับ แล้วจะไป ทํางานระดับชาติได้อย่างไร แล้วคิด คิดแล้วเอามาขยายผลแล้วเอามาพูดต่อ สิ่งที่ไม่สมควร ทําไม่น่าพูด ตรงนี้ต้องบอกกันว่าการเมืองเป็นเรื่องของสภาที่สวยงาม ให้มาสู้กันในสภา คุณอย่าไปเอาสภาออกไปหากินข้างนอกสิครับ กติกาเขามีว่ากันตามกติกา นี่คือแนว ถ้าคุณไม่ยึดหลักการเลยก็แย่ ผมต้องบอกท่านประธานครับว่าทุกเรื่องที่ผมอ่านมาแล้ว นโยบายของรัฐบาลเขาบอกว่า ท่าน ส.ส. ไม่ต้องไปเขียนหรอก ไม่ต้องไปอ่าน พูดตรงไหนถูกหมด เขาบอกอย่างนี้ รัฐบาลนี้ ท่านลองไปดูเถอะครับ เมื่อกี้ท่านเฉลิมพูด แต่ท่านเฉลิมยังพูดอยู่ว่า บอกมีการทุจริตโกงกินอย่างมโหฬาร ท่านประธานไม่ต้องไปพูด ที่ไหนครับ เอาชาวบ้านพูด ผมอยากจะให้พี่น้องท่านผู้แทนราษฎรที่อยู่ในสภาลองเดิน กลับไปหาประชาชน แล้วฟังประชาชนว่าอะไรเกิดกับประชาชนบ้าง ข้าราชการ เกิดการแตกแยกทุกกรม กอง เพราะอะไรครับ ผู้กํากับ ผู้การ ไม่ใช่คนของกู ไม่ได้ขึ้น นายอําเภอไม่ใช่คนของกู ไม่ได้ขึ้น ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่ใช่อยู่ที่กู ไม่ได้ขึ้น เขาบอกเลือกตั้ง เที่ยวหน้านี้เขาจัดการไปหมดแล้วท่าน ส.ส. เขาซื้อไปหมดแล้วตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอําเภอ กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ของผมและพรรคเพื่อไทยเหลืออะไรบ้าง ผมก็ถามอย่างนี้ ประชาชนบอกว่าเหลือแต่พระ เหลือแต่เจ้าอาวาสกับคนแก่ที่อยู่บ้าน เหลือไว้ให้พรรคเพื่อไทย เขาบอกอย่างนี้ ผมถึงบอกว่า นี่คุณทํากันขนาดนี้เชียวหรือบ้านเมือง เพราะวันนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ต้องกลับไปมองสิครับว่ากติกาเป็นอย่างไร คุณอย่าไปส่งไม้ ให้คนอื่นเขา พรรคร่วมรัฐบาลอย่างไรครับ นี่คือเหตุครับว่าพรรคร่วมที่ทํางานกับรัฐบาล ถ้าพรรคพวกไม่พอใจก็ออกมาตีโพยตีพายเดี๋ยวก็ได้ แล้วก็ทําอย่างนี้ตลอด แล้วบ้านเมือง จะอยู่อย่างไรละครับท่านประธาน ไม่เคยคิดถึงประชาชนเลย พอคุณบอกว่าขึ้นเงินเดือนข้าราชการเดือนเมษายน เดือนเมษายนเงินยังไม่มาเลยครับ ของขึ้นล่วงหน้าท่านประธานครับ น้ํามันนี่ขึ้นล่วงหน้า ๕๐ สตางค์ทุกวัน ขึ้นไปเรื่อย ข่าวก็เงียบ ยุครัฐบาลทักษิณตื่นเช้ามาด่าฉอด ฉอด ฉอด น้ํามันขึ้น วันนี้น้ํามันเบนซิน ๔๐ บาท แล้วท่านประธานครับ เก็บภาษีปากถัง ๑๐ บาท พี่น้องประชาชนเดือดร้อนเลือดตา แทบกระเด็นตั้งแต่จังหวัดลพบุรี จังหวัดอ่างทอง จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คนที่ทํานาทําไร่ท่านไปดูเถอะครับ พี่น้องที่ซื้อน้ํามันสูบน้ํา ผมวนมาเรื่องนี้เลยท่านประธาน ครับ มาดูเรื่องนโยบายของรัฐบาลที่คิดว่าประสบความสําเร็จ แล้วผมบอกว่าไม่มีประสบ ความสําเร็จ มีแต่ความเจ็บปวดของพี่น้องประชาชนคนที่ทําไร่ทํานา เรื่องจํานํากับประกัน นี่ละครับ ผมพูดต่อท่านสงวน พงษ์มณี นิดหนึ่ง ผมเป็นคนจังหวัดลพบุรี พ่อแม่ผมพาทํานา ทําไร่มาตั้งแต่เด็ก ๆ ชีวิตชาวนาไม่มีรวยครับท่านประธาน มีแต่จนกับพอกินหรือไม่ เขาเคย บอกว่าชาวนาพึ่งอะไร ผมเคยพูดในสภาแห่งนี้ ชาวนาพึ่งอะไรท่านประธานรู้ไหมครับ ชาวนาต่างจังหวัด แต่ก่อนจะพึ่งพระโคครับ จะพึ่งพระโควันแรกนาขวัญ พระโคเสี่ยงทาย อะไรชาวนาจะทําอย่างนั้น ปีนี้น้ําน้อย น้ํามาก ไม่ต้องไปฟังคนอื่นครับ ฟังพระโคอย่างเดียว นี่คือเหตุ แล้วชาวบ้านจะอยู่กันอย่างไรถ้าคุณบริหารอย่างนี้ ท่านไปดูระหว่างประกัน กับจํานํา ปีที่แล้วผมเป็นคณะกรรมาธิการงบประมาณแผ่นดิน เงินเอาไปประกันนี่นะครับ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เดี๋ยวผมจะชําแหละตอนอภิปรายไม่ไว้วางใจว่าเงิน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปตกอยู่กับใครอยู่กับพี่น้องประชาชนจริงหรือไม่ แต่บัดนี้ผมจะพูดไตเติ้ล (Title) ให้เห็นว่า การจํานํากับประกันมันผิดกันลิบลับ ท่านประธานไปดูเถอะครับ ยุค มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ใช้วิธีจํานําข้าว จํานําข้าว ชาวนานี่ครับเอาไปจํานํา บางคนภาคกลางไม่มีคนไหนทํานา ๕ ไร่ ๑๐ ไร่ ไม่มีครับ อย่างน้อย ๓๐-๔๐-๕๐ ไร่ ก่อนจะทํานาท่านประธานรู้ไหมครับ ค่าไถไร่ละ เท่าไร ค่าสูบน้ําใส่ไร่เท่าไร ค่าหว่านปุ๋ยไร่ละเท่าไร
ผมต้องขอคุณสุชาติได้รวบรัดด้วยนะครับ เพราะว่าขณะนี้ประธานวิปฝ่ายค้านได้กําหนดให้ ฝ่ายค้านอภิปรายได้ท่านละ ๑๐ นาที ขอรวบรัดด้วยครับ เพราะยังมีอีกประมาณเกือบ ๒๐ ท่านนะครับ
ผมก็จะรวบรัดท่านประธานครับ ก็เดี๋ยว ให้เข้าเนื้อนิดหนึ่งจะได้เห็นว่าระบบจํานํา กับประกันเป็นอย่างไร ผมบอกว่าที่เรื่องจํานํานี่ ยุครัฐบาลมิ่งขวัญได้ ๑๔,๐๐๐ บาท ชาวนาต้องเอาปืนไปเฝ้านา แต่ยุคนี้พอประกัน ท่านรู้ไหมครับ ที่ดินประเทศไทยงอกเป็นผืนเดียวกัน เพราะชาวนาไม่มีใครมีที่เป็นของตัวเอง ส่วนมากชาวนาจะเช่าเขาไร่ละ ๑๕ ถังท่านประธานให้รู้ไว้ พอเอามาประกันนี้แล้วให้ประกัน แค่ ๒,๐๐๐ บาท ๒๕ เกวียนต่อ ๑ คนมันไม่มีท่านประธานครับ พอไปประกันเสร็จแล้ว ให้เงินไปชดเชยครั้งที่แล้วงวดเงินชดเชยก็ยังไม่ได้อีก บ้านเมืองมันถึงวิกฤติท่านประธานครับ ผมบอกเรื่องเงิน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทไปอยู่ที่ไหน ถ้าท่านประธานไม่ให้พูดเดี๋ยวผม ก็จะเอาไปพูดตอนอภิปรายไม่ว้างใจเพื่อจะรักษาเวลา
ผมขอวนมาอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องที่พี่น้องเมืองไทยกําลังเดือดร้อน เรื่องความ สามัคคีในชาติ ไหนนโยบายพรรคประชาธิปัตย์บอก ๙๙ วันทําได้ ท่านประธานไปดูพี่น้อง ภาคใต้สิครับ มีความผาสุกขนาดไหน ตายเป็นว่าเล่นทุกวัน แล้วคนตายส่วนมากก็เป็นทหาร ไปจากจังหวัดลพบุรี วันนี้ทั้งเมีย ทั้งลูก ทั้งพ่อ ทั้งแม่เขาแทบน้ําตาหลั่ง แต่คนที่มันกิน งบประมาณทหารอยู่ กินงบประมาณพี่น้องชาวภาคใต้อยู่นี่นะครับมีไม่เท่าไร ท่านไปดู งบประมาณทหารเถอะครับที่ไปช่วยพี่น้องภาคใต้ทุกกระทรวง ไม่เคยถึงมือพี่น้องประชาชน ที่ว่าไปซื้ออาวุธ ซื้อรถหุ้มเกราะเอย ซื้อบอลลูนเอย จี ๒๐๐ เอย กินทุกชนิดที่ออกไป จากกระทรวง ถึงมือพี่น้องไหมท่านประธานครับ พอจะเกิดปัญหาท่านประธานรู้ไหมครับ ทําอย่างไร วางระเบิดคาร์ บอมบ์ เพื่อจะได้เอางบประมาณลงไปเรื่อย ๆ ครับท่านประธาน วันนี้ถ้ารัฐบาลไม่แก้ไขพี่น้องภาคใต้ก็จะตายไม่เหลือ เพราะอะไร เพราะพี่น้องไม่รู้ว่า ชะตากรรมจะเป็นอย่างไร ทหารที่ไปจากภาคกลาง ทหารที่ไปจากภาคอีสาน ไม่รู้หรอกครับว่า เขาวางระเบิดไว้ตรงไหน ไม่รู้เขาคิดอะไรกันอยู่ วันนี้รัฐบาลต้องกลับมามองครับว่าคุณอย่าไปเห็นแก่งบประมาณเลย พี่น้องพุทธ พี่น้อง มุสลิมธรรมชาติเขารักกันจะตายอยู่ที่พื้นที่ภาคใต้ แต่คุณไปแบ่งแยก แล้วก็บอกว่าคนนั้น ไม่ถูกกันคนนี้ไม่ถูกกัน มันไม่ใช่ ไปฟังเลยครับ เพราะผมเป็นรองประธานความมั่นคงอยู่ ความจริงมันอยู่ที่นี่ ผมสรุป ท่านประธานครับว่ารัฐบาลนี้ผมพูดแล้วอย่างไรครับว่า ทุกชนิด ให้ดูว่าตั้งแต่คุณบริหารประเทศมานี่ ๙๙ วันที่คุณบอกทําได้ แล้วนโยบายต่าง ๆ ที่คุณเอามา แถลงนี้ครับ แต่ละชิ้นไม่ต้องลอก ไม่ต้องก๊อบปี้ (Copy) ใครมาหรอกครับ ทุกชนิดคล้ายกัน แต่เอามาหาประโยชน์ ทําไมผมพูดอย่างนี้ท่านประธานครับ ไปดูเถอะครับ ทุกโครงการ ที่จับได้ว่าใครทํา ให้ออก แล้วไม่มีการสอบสวนต่อเลยครับว่าไปอยู่ไหน ตั้งแต่ชุมชนพอเพียง ปลากระป๋อง โอ้โฮ หลายชนิด ล่าสุดข้าวอีก ๖,๐๐๐ ล้านบาท ล่าสุดนี้น้ํามันปาล์มเลย ท่านประธานครับ น้ํามันปาล์มนี่นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ออกมาพูดเมื่อเช้าอีก ๓ วันจะจบ เมื่อเช้าผมนั่งแท็กซี่มาท่านประธานครับ เป็นน่าอดสูใจ คนขับแท็กซี่บอกไปว่าอย่างไรบ้าง บอกท่าน ส.ส. มันโกงกินกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว แล้วมันก็ส่งไปให้ดีเอสไอหาแพะ สุดท้าย ก็ไม่เจอตัว แล้วมันก็จะเข้าที่ ถ้าบ้านเมืองเป็นอย่างนี้ น้ํามันปาล์มทําอย่างนี้ ต่อไป ก็จะไปทําข้าว แล้วต่อไปก็จะไปทํากับพืชชนิดอื่น สุดท้ายคนที่รวยคือนักการเมือง ที่หาประโยชน์อยู่ไม่กี่คนท่านประธานครับ ตรงนี้ฝากกันไว้ ก่อนทิ้งประเด็น ก่อนทิ้งท้าย ฝากพี่น้องประชาชนคนไทยครับว่าถ้ารัฐบาลนี้ยุบสภาแล้วนะครับ ถ้าดีพี่น้องเลือกกลับ เข้ามาใหม่เลย แต่ถ้าพี่น้องเห็นว่าใครที่ได้ประโยชน์ ช่วยเหลือพี่น้องได้จริงนะครับ ผมฝาก ไว้ครับว่าผู้แทนราษฎรนะครับ หลายคนที่พูดในสภาว่าคนโน้นซื้อ ๔๐ ล้านบาท ๓๐ ล้านบาท ผู้แทนราษฎรนี่เป็นมนุษย์พันธุ์พิเศษท่านประธานครับ ผู้แทนราษฎรผมเห็นหลายคน เอาไม้ตีสู้ครับ เอาสตางค์ตีสลบทุกรายท่านประธานครับ ขอบคุณมากครับ
ผมจะอ่านลําดับรายชื่อเรียงไว้ก่อนนะครับ ท่านแรก คุณสนอง เทพอักษรณรงค์ คุณไชยา พรหมา คุณสุวโรช พะลัง พลตํารวจเอก วิรุฬห์ พื้นแสน คุณฮอชาลี ม่าเหร็ม ดอกเตอร์สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล คุณฐิติมา ฉายแสง นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ และชุด ๒ ของฝ่ายค้านนะครับ พีระเพชร ศิริกุล นันทนา ทิมสุวรรณ นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว วิชาญ มีนชัยนันท์ ประเสริฐ จันทรรวงทอง พงศ์พันธ์ สุนทรชัย อรุณี ชํานาญยา นฤมล ธารดํารงค์ อันนี้เป็นชุดที่ ๒ นะครับ ท่านละ ๑๐ นาที สําหรับรัฐบาลถ้าจะมีผู้ใด อภิปรายก็เสนอชื่อขึ้นมานะครับจะได้เรียกสลับกัน คุณสนอง เทพอักษรณรงค์ ๕ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติครับ กระผม สนอง เทพอักษรณรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดบุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย
ท่านประธานครับ ประการแรกเลยนี่ผมขอกราบเรียนยืนยันกับ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีว่าวันนี้พี่น้องประชาชนโดยส่วนใหญ่ ผมกล้าที่จะพูดว่าพี่น้องประชาชน โดยส่วนใหญ่นี้นะครับ ให้กําลังใจ ให้การสนับสนุนการบริหารงานของรัฐบาลชุดนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนอื่นผมจะขออนุญาตที่จะพูดถึงในเรื่องของการแถลงนโยบาย ของรัฐบาลชุดนี้ เพราะผมเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์ มักจะมีการพูดอยู่เสมอว่ามันผิดที่ ผิดทาง ไม่ได้แถลงนโยบายในสภาแต่ไปแถลงนโยบายที่กระทรวงการต่างประเทศ พูดกัน หลายครั้งครับ ถ้าจะนึกถึงเหตุการณ์วันที่เกิดเหตุในวันนั้น วันที่จะมีการแถลงนโยบายได้ เราคงจะได้เห็นนะครับว่ามีพี่น้องของเราส่วนหนึ่งได้มาปิดล้อมสภาอยู่ และด้วยอารมณ์ ที่ค่อนข้างจะมีอารมณ์ที่ไม่ปกตินัก วันนั้นมีการวางมาตรการปิดล้อมเสร็จก็บอกว่า ยินดี จะให้สมาชิกเข้ามาในสภาแต่ต้องเดินเข้า ไม่ให้นํารถเข้า ผมเชื่อแน่ได้ว่าสังคมรู้ว่าอะไร จะเกิดขึ้นครับถ้าหากว่ามีการเข้ามาแถลงในสภาแห่งนี้ ผลสุดท้ายเพื่อให้การบริหารงาน ผ่านไปด้วยความเรียบร้อย ทางรัฐบาลแล้วก็ท่านประธานรัฐสภาก็ได้ให้มีการย้ายสถานที่ แถลงนโยบายไปที่กระทรวงการต่างประเทศอย่างที่เราได้รับทราบกันอยู่ ถ้าหากว่าไม่มีเหตุการณ์อย่างที่ว่านี้เกิดขึ้นผมก็มั่นใจว่าก็คงไม่มีปัญหาอะไร ท่านประธานครับ การเมืองในวันนี้ต้องยอมรับว่าการเมืองเปลี่ยนไป ผมกลับเป็นชื่นชมประเทศเพื่อนบ้านของเรา ไม่ต้องอะไรครับ ยกตัวอย่างเช่น ประเทศกัมพูชา ประเทศซึ่งเรากําลังอาจจะมีปัญหาที่ไม่เข้าใจ กันบ้าง ท่านประธานครับ รัฐบาลของประเทศกัมพูชากับฝ่ายค้านของประเทศกัมพูชา ท่านเชื่อไหมครับ วันที่เกิดศึกสงครามกับประเทศไทย ผู้นําฝ่ายค้านเขามีหนังสือยืนยัน สนับสนุนการทํางานของฝ่ายรัฐบาล เขาผนึกกําลังเป็นเนื้อเดียวกัน ผิดกับการเมืองไทย ของเราครับวันนี้ โดยส่วนใหญ่แล้วเราจะไม่ค่อยมีความคิดเห็นที่สอดคล้องต้องกันนัก มักจะ มีข้อขัดแย้ง บางครั้งน่าน้อยใจครับคนเป็นนายกรัฐมนตรีประเทศไทย แต่ไม่ได้รับเกียรติจาก คนไทย แต่คนเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อนข้างบ้าน ผมเห็นผู้แทนไทยเข้าไปกราบกราน ไปหมอบกราบ วันนี้เกิดอะไรขึ้นกับสังคมของความเป็นคนไทยของเรา ผมเชื่อแน่ได้ว่าใครจะเป็นรัฐบาลก็ตาม ถ้าคนไทยของเรายังแตกแยกความสามัคคีกันอย่างนี้ การบริหารงานของประเทศชาติจะให้ ประสบความสําเร็จก็เป็นไปด้วยความยาก รัฐบาลชุดนี้บริหารงานท่ามกลางวิกฤติเหตุการณ์ ของบ้านเมืองอย่างที่เรารู้กันอยู่ แต่ทว่าเราต้องยอมรับว่าเท่าที่ผ่านมานั้นก็ได้บริหารงานให้ เกิดเป็นผลดีกับประเทศชาติบ้านเมืองเป็นที่ชื่นชอบของพี่น้องประชาชนอยู่ในระดับหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นโครงการหลายโครงการครับ เราไม่ไปถือว่าการสร้างประโยชน์ให้แก่พี่น้อง ประชาชนนี่เป็นการไปลอกเลียนนโยบายของใครหรอกครับ อะไรที่เป็นผลประโยชน์ของพี่น้อง ประชาชนนั้น ผมว่าใครก็มีสิทธิที่จะสร้างประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนได้ เช่น การรักษาพยาบาล เบี้ยยังชีพ อสม. เบี้ยคนพิการ เรียนฟรี ๑๕ ปี และวันนี้สิ่งหนึ่งที่ผมจะ ฝากกับรัฐบาลนี้ก็คือ ค่าตอบแทนของ อพปร. ครับ ก็ฝากเอาไว้ให้รัฐบาลให้การสนับสนุน ต่อไปด้วย แล้วก็กราบเรียนยืนยันว่าพี่น้องชาวนาคนอีสานนั้นชื่นชม ชื่นชอบให้การ สนับสนุนโครงการประกันรายได้เกษตรกรที่รัฐบาลได้ดําเนินการอยู่ เพราะว่าได้สร้าง ประโยชน์ให้กับบรรดาพี่น้องประชาชน ชาวนา โดยเฉพาะชาวนาของภาคอีสาน ซึ่งทํานาปี ละครั้งเดียว เราได้ประโยชน์จากโครงการนี้ ฝากท่านประธานไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลให้ดําเนินการโครงการนี้ต่อไป กราบขอบพระคุณครับ
คุณไชยา พรหมา ๑๐ นาทีครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไชยา พรหมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองบัวลําภู พรรคเพื่อไทย รายงานแสดงผล การดําเนินงานของรัฐบาลภายใต้แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ผมจะใช้เวลาที่มีอยู่จํากัดนั้น ที่จะพูดปัญหา โดยเฉพาะนโยบายที่รัฐบาลพูดถึงนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล โดยเฉพาะ การแก้ไขปัญหาความยากจนนะครับ นั่นก็คือการแก้ไขปัญหาและผลกระทบ ทางด้านเศรษฐกิจที่มีต่อประชาชน ก็คงจะสรุปว่าหลายท่านได้พูดไปแล้วว่าการแสดงผลงาน ของคณะรัฐมนตรี ซึ่งถือว่าการรายงานช่วงนี้มันอาจจะไม่ทันสมัย เนื่องจากว่า เป็นผลการดําเนินงานตั้งแต่รอบระยะเวลาปี ๒๕๕๑ ปี ๒๕๕๒ ขณะนี้มันเลยมาแล้ว แต่ว่าก็ยังถือว่าสิ่งที่รัฐบาลทําไว้นั้นเป็นสิ่งที่อาจจะไม่ตรงในการแก้ไขปัญหา หลายท่าน พูดถึงเรื่องเช็คช่วยชาติ ๒,๐๐๐ บาท จริง ๆ แล้วเรื่องนี้มันเป็นการที่รัฐบาลพยายามที่จะ กระตุ้นเศรษฐกิจและอยากจะให้เม็ดเงินนั้นเข้าไปสู่พี่น้องประชาชน แต่ว่าปัญหานั้นคนจน แทบไม่ได้รับเลย เพราะเนื่องจากว่าเงื่อนไขของเงินเช็คช่วยชาตินั้นไปคํานึงถึง ในเรื่องของผู้ที่มีรายได้มีเงินเดือนประจํา แล้วก็อยู่ในระบบการประกันสังคม แต่คนที่เป็นชาวนา คนที่เป็นเกษตรกร คนที่เป็นแรงงาน นอกระบบนั้นไม่ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้เลย เพราะฉะนั้นมันก็เลยตกไปสู่ ของชนชั้นกลางมากกว่าที่จะไปตกอยู่ในมือของประชาชน โครงการชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง เช่นกันครับ แนวทางนี้เป็นแนวความคิดที่พยายามลอกเลียนแบบในสมัยที่พวกกระผมนั้น เป็นรัฐบาล เรามีพื้นฐานความคิดที่อยากจะให้ประชาชนคนจนนั้นเข้าถึงแหล่งทุนให้มีโอกาส ได้สร้างโอกาสในการสร้างงาน ได้มีโอกาสในการยกระดับรายได้ของตนเองนั้นขึ้นมา นั่นก็คือ โครงการเอสเอ็มแอลในสมัยที่เราเป็นรัฐบาล ในสมัยรัฐบาลทักษิณนั้นเป็นคนเริ่มคิดในการที่ จะให้ประชาชนยืนบนขาของตนเองให้ได้ แต่ระยะเวลาที่รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศนั้น ใช้เวลาในการที่จะประดิดประดอยคําพูด พยายามที่จะเปลี่ยนแนวคิดหรือชื่อของโครงการ ต่าง ๆ ที่ประชาชนคุ้นเคยนั้นออกไป โครงการนี้เกิดขึ้นก็คือโครงการชุมชนเศรษฐกิจ พอเพียง สิ่งเหล่านี้เคยมีเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายในสภาถึงความไม่ชอบธรรมถึงความ ไม่ชอบมาพากลในเรื่องของการทุจริตมากมาย ผมจะไม่กล่าวซ้ําว่าปัญหาดังกล่าวนี้วันนี้ รัฐบาลได้ดําเนินการแก้ไขอย่างไร เพียงแต่จะให้คนที่รับผิดชอบนั้นย้ายภาระหน้าที่ไปอยู่ใน หน้าที่การงานอื่นนั้นคงไม่เพียงพอครับ เพราะเรื่องการทุจริตนั้นเป็นเรื่องของเงินภาษีอากร ที่ประชาชนนั้นจะต้องรับผิดชอบร่วมกัน ในสมัยที่เราเป็นรัฐบาลนั้นเราให้โอกาสกับ ประชาชนในการที่จะเข้าไปถึงแหล่งทุน ในการที่เขาคิดเอง วางแผนเอง แล้วก็พัฒนา ศักยภาพของเขาเองนั้นให้เกิดประโยชน์มากที่สุด เพราะฉะนั้นจึงเห็นได้ว่าสิ่งที่รัฐบาล พยายามที่จะทํานั้นไม่ได้แก้ไขปัญหาที่ตรงจุดเท่าไรนัก นโยบายเรื่องนโยบายไทยเข้มแข็ง ก็เช่นกันครับ รัฐบาลตั้งเป้าใช้เงินในโครงการนี้ถึง ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยมีภารกิจอยู่ ๓ ภารกิจด้วยกัน นั่นก็คือการเข้าไปแก้ไขในเรื่องของโครงสร้างทางด้านคมนาคม พูดถึงเรื่องการก่อสร้างอาคารสถานที่ งบการลงทุนอะไรต่าง ๆ มากมาย ตลอดจนการ ก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานระยะเวลาที่รัฐบาลใช้เงินในขณะนี้มันเหมือนว่ารัฐบาลจะใช้เงิน เพื่อไปกระตุ้นให้ภาวะเศรษฐกิจนั้นมันมีการเติบโต มีการจ้างงาน มีการสร้างงานเกิดขึ้น แต่ จริง ๆ แล้วครับท่านประธานที่เคารพ ว่าเม็ดเงินส่วนใหญ่นั้นมันไปตกอยู่ในมือของนายทุนไป อยู่ในมือของคนของระดับกลาง ระดับสูงมากกว่า แต่แรงงานที่เป็นประชาชนทั่วไปนั้นกลับ ไม่ได้ประโยชน์อะไรกับโครงการนี้เลย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกิดมีคําครหาในเรื่องของการ ทุจริตในโครงการไทยเข้มแข็งมากมาย ท่านประธานก็คงจะรู้ครับว่าในต่างจังหวัดนั้น แทนที่ว่าโครงการถนนไร้ฝุ่นจะเอาเงินไปสร้างถนนที่มันยังเป็นลูกรัง มันยังเป็นทางที่ ไม่มีการพัฒนาเราจะเห็นว่าวันนี้มีการก่อสร้างถนนซึ่งมีถนนสภาพดี ๆ อยู่นี่วันดีคืนดีก็มีการ รื้อถนนใหม่แล้วก็ทําใหม่ สิ่งเหล่านี้มันไปตกอยู่ในมือของผู้รับเหมาอยู่กับนายทุนมากกว่า ที่จะตกถึงมือประชาชน
นโยบายต่อไปในรายงานเล่มนี้ได้พูดถึงความเป็นอยู่ในเรื่องของการวางแผน เขาเรียกว่านโยบายเพื่อการวางรากฐานทางการผลิตในอนาคต ดูคําพูดเหมือนสวยหรูครับ ท่านประธาน แต่ว่านโยบายนี้ไปอยู่ท้าย ๆ ของแนวนโยบายแห่งรัฐที่รัฐบาลพยายามที่จะ เสนอต่อสภา ซึ่งถือว่ารัฐบาลจัดลําดับความสําคัญในระดับท้าย ๆ ด้วยกัน เรื่องนี้ผมพูดถึง เรื่องปัญหาน้ําครับท่านประธาน ทําไมผมต้องพูดปัญหาน้ํา เพราะว่ารายงานฉบับนี้ ทํารายงาน ๑ ปี ในช่วงปี ๒๕๕๑ และปี ๒๕๕๒ วันนี้ปี ๒๕๕๔ แต่ถ้าเกิดว่านโยบาย ที่รัฐบาลได้ทําใช้เม็ดเงินในการทํางบประมาณมา ๓-๔ ครั้ง ผมคิดว่าปัญหานี้ก็น่าที่จะแก้ไข ได้แล้ว แต่ว่าวันนี้ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหายังดํารงอยู่ นั่นก็คือเราเข้าสู่ภาวะ ความแห้งแล้ง ผมย้อนไปว่าวันนี้รัฐบาลดําเนินการตรงจุดหรือเปล่า ท่านประธาน ที่เคารพครับ ในรายงานเอกสารชิ้นนี้รัฐบาลพูดถึงโครงการในการใช้เงินในระบบชลประทาน แต่ไม่ได้เข้าใจปัญหาว่าวันนี้ได้แก้ไขปัญหาตรงจุดหรือเปล่า รัฐบาลอาจจะไม่รู้ครับว่ารัฐบาล มุ่งเน้นเฉพาะพื้นที่ที่เป็นเขตชลประธาน แต่พื้นที่ที่เป็นนอกเขตชลประทานซึ่งส่วนใหญ่ อยู่ภาคอีสานนั้น ๑. เม็ดเงินยังไม่ลงไป ๒. การแก้ไขปัญหาไม่สอดคล้องไม่มีการบูรณาการ มีการทํา ต่างคนต่างทําแต่ละหน่วยงาน สิ่งเหล่านี้มาถึงปีนี้แล้วสภาพปัญหาอย่างนี้ ก็ยังเกิดขึ้นอยู่ เพราะฉะนั้นเม็ดเงินที่ลงไปสู่ระบบนั้นมันถึงสูญเปล่า ท่านประธานทราบหรือเปล่าครับว่า พื้นที่การเกษตรทั่วประเทศมีทั้งหมด ๑๓๐ ล้านไร่ ในจํานวน ๑๓๐ ล้านไร่นี้แยกเป็น ๓ อย่างครับ เป็น ๓ ส่วน ในส่วนที่เป็นระบบชลประทานแล้วมีระบบการกระจายน้ําออกไป ประมาณ ๒๘ ล้านไร่ ในระบบที่มีเฉพาะระบบชลประทานอย่างเดียว ไม่มีระบบการกระจาย น้ํามีตัวเลขอยู่ ๑๓ ล้านไร่ และเป็นพื้นที่การเกษตรที่เรียกว่า เกษตรน้ําฝน นั่นก็คือพื้นที่ นอกเขตชลประทานมีถึง ๘๙ ล้านไร่ มีสัดส่วนถึง ๗๖ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ที่ต้องการใช้น้ํา และส่วนใหญ่นั้นอยู่ภาคอีสาน ถามว่ารัฐบาลที่ใช้เงินเม็ดเงินถึง ๓ แสนกว่าล้านบาท ในโครงการไทยเข้มแข็ง ผมพยายามที่จะเปิดดูและติดตามงบประมาณในแต่ละปีที่รัฐบาลทํา ไม่ได้พูดถึงแต่สิ่งเหล่านี้เลย ท่านประธานที่เคารพครับ ภาวะการขาดแคลนน้ําอยู่ในขณะนี้ ทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคใต้ รวมแล้วผมใช้เวลารวมตัวเลขให้ท่านประธานได้รู้ ว่าขาดอยู่ประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ในขณะที่ความต้องการไม่ว่าจะเป็นภาค การเกษตร น้ําอุปโภคบริโภค หรือว่าภาคการอุตสาหกรรมนั้นมีความต้องการและส่วนใหญ่ นั้นมีความต้องการทางด้านภาคการเกษตรซึ่งเป็นอาชีพหลักของพี่น้องเกษตรกรในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นภาคอีสานหรือพี่น้องทั่วไปทั้งประเทศนี้ ความต้องการปริมาณการใช้น้ํา ท่านประธานที่เคารพครับ ทั้งระบบนั้นรวมถึงการรักษาระบบนิเวศน์อยู่ที่ประมาณ ๗๓,๐๐๐ กว่าล้านลูกบาศก์เมตร ภาคการเกษตรนี่ต้องการอยู่ ๗๖ เปอร์เซ็นต์ ๕๐,๐๐๐ กว่าล้านแล้ว แต่ในเนื้อหาสาระที่รัฐบาลได้แถลงผลงานมาจนถึงปีนี้ตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ ปี ๒๕๕๔ ผมได้ดูแผนงานงบประมาณยังไม่ได้พูดถึงเรื่องของการแก้ไขปัญหาทั้งระบบนี้เลย เพราะฉะนั้นผมถึงบอกว่าสิ่งที่รัฐบาลรายงานมานั้นยังไม่ตรงจุดเท่าไร แล้วก็แก้ไขปัญหา ไม่ได้
นโยบายสุดท้ายคงพูดถึงเรื่องนโยบายทางด้านการนโยบายที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะรัฐบาลพยายามที่จะโฆษณาว่าวันนี้รัฐบาล ประสบความสําเร็จในเรื่องของโฉนดชุมชน ผมขอเรียนท่านประธานครับว่า การแก้ไขปัญหา ที่ทํากินของราษฎรนั้นมีปัญหาอย่างนี้ทุกปี แต่ว่าการแก้ไขปัญหาที่รัฐบาลพยายามจะ โฆษณาว่ารัฐบาลได้ดําเนินการในเรื่องของการเอาที่ราชพัสดุมาให้ราษฎร เกษตรกรในการ เช่าในการทําการเกษตรนี้ วันนี้คนจนคนด้อยโอกาสเขาไม่ได้เรียกร้องให้รัฐบาลนี้จัดหาที่ ให้เขาครับท่านประธาน แต่เขาเรียกร้องสิทธิของความเป็นอยู่ที่เป็นรากฐานของชีวิต เขาต้องการสิทธิที่ทํากิน สิทธิที่ทํากินที่เขาเคยเรียกร้องมาแล้วนี่เกิดจากที่รัฐบาลประกาศ หรือมีกฎหมายประกาศทับที่ทํากินเขาที่มีอยู่ก่อนแล้ว สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นปัญหาที่สะสม มานานแล้วเขาเรียกร้องมาโดยตลอด แต่ว่ารัฐบาลพยายามที่จะพูดถึงโฉนดชุมชนถือว่า แก้ไขปัญหาทั้ง ๆ ที่กฎหมายว่าด้วยโฉนดชุมชนนี้ยังไม่มี รัฐบาลเพียงเป็นประกาศของ สํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยโฉนดชุมชน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เท่านั้นเอง ซึ่งการประกาศ สํานักนายกรัฐมนตรีนั้นมันเสี่ยงต่อการที่จะเปลี่ยนแปลงระเบียบนี้ได้ทุกสถานการณ์ เพราะฉะนั้นนี่คือการไม่มีหลักประกันอะไรเลยกับราษฎรผู้ทําหน้าที่มีที่ทํากิน ในภาคการเกษตร ผมคงสรุปอีกนิดเดียวครับท่านประธาน ๑ นาทีครับท่านประธาน สรุปว่า แนวทางการแก้ไขปัญหานั้นถึงรัฐบาลจะมีความภาคภูมิใจในการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ช่องว่างระหว่างรายได้ ความเหลื่อมล้ําในเรื่องรายได้ระหว่างคนจนกับคนรวยยังมีอยู่ ความเหลื่อมล้ําทางสังคม ความเหลื่อมล้ําในเรื่องของโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมนั้น ยังดํารงอยู่อย่างที่เพื่อนได้อภิปรายไปแล้วหลายท่าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความที่ไม่ยุติธรรม ในสังคม นี่คือต้นตอของปัญหาและความเหลื่อมล้ําทางสังคมเช่นกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาล ได้รายงานมาทั้งหมด ผมคิดว่ายังเป็นเรื่องที่ไม่ตรงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและทันสมัยเท่าไรนัก และถือว่าเป็นความล้มเหลวของการรายงาน ซึ่งผมคิดว่าเป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องไปทบทวน และดําเนินการแก้ไขต่อไปครับ
คุณสุวโรช พะลัง ๗ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุวโรช พะลัง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอ อภิปรายสนับสนุนรายงานผลการดําเนินการของคณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเป็นการรายงานในปีแรก ท่านประธานที่เคารพครับ จากรายงานที่ได้มีการอภิปรายกันตลอดทั้งวันในวันนี้ครับ ก็จะเห็นได้ว่าเป็นการอภิปรายตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๗๕ ซึ่งมีในรายงานทั้งหมด ๑๑ มาตรา ๙ แนวนโยบาย แต่ด้วยข้อจํากัดทางเวลาครับ ผมขอแสดงความคิดเห็นและอภิปราย สนับสนุนในนโยบาย ๒ นโยบายเท่านั้นเองคือนโยบายที่ ๖ และนโยบายที่ ๗ ซึ่งเป็นเรื่อง ของการสนับสนุนในเรื่องเสถียรภาพทางด้านสินค้าเกษตรและแนวนโยบายในทางด้าน เศรษฐกิจ ถ้าหากมีเวลาที่เหลือพอก็จะอภิปรายในนโยบายที่ ๗ เกี่ยวกับด้านที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ท่านประธานครับ
ในเรื่องแรกท่านประธานคงจะเห็นว่าในรายงานฉบับนี้ก็มี ๘ มาตรการด้วยกัน ซึ่งเป็นความสําเร็จในการกระตุ้นทางด้านเศรษฐกิจ แต่ผมเห็นว่าถ้าหากได้มีการเติมเต็ม แล้วก็สิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ได้ทําไปนี่ครับผมคิดว่ามีประโยชน์ แต่ยังไม่ปรากฏในรายงาน แต่เป็นมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ได้มีการนําเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๕๒ นั่นก็คือคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้สํานักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม กรมราชทัณฑ์ และกรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกันในการที่จะดูแลสินค้าทางด้านการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องผลไม้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ท่านประธานเองก็คงจะได้เห็นว่าผมเป็นผู้หนึ่งที่ได้ ผลักดันในเรื่องนี้ว่าของผลไม้เป็นของที่รับประทานได้ ถึงแม้มันจะตกไซส์ (Size) หลุดขนาด ตลาดไม่ต้องการก็ตาม แต่ยังรับประทานได้ เพราะฉะนั้นนะครับ ถ้าหากส่งเข้าให้กับผู้ต้องขัง หรือนักโทษได้รับประทาน พูดมาหลายรัฐบาล รัฐบาลชุดนี้ได้ดําเนินการและเป็นมติ คณะรัฐมนตรี ตรงนี้ต้องชื่นชมรัฐมนตรีพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ยุติธรรม ชื่นชมกราบขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ได้นําเรื่องนี้เข้าสู่ ที่ประชุมของคณะรัฐมนตรีและมีมติให้ความเห็นชอบ นั่นก็คือได้มีการนําร่องในโครงการ ดังกล่าวนี้ครับ ซื้อทั้งเงาะทั้งมังคุดและก็ลองกอง ที่ภาคตะวันออกก็ซื้อที่จังหวัดจันทบุรี ซื้อที่จังหวัดระยอง แล้วก็ซื้อที่จังหวัดชุมพร มังคุดซึ่งเป็นมังคุดที่หลุดไซส์ตกขนาด ก็ขออนุญาตกราบเรียนครับว่าเฉพาะที่จังหวัดชุมพรนี้สามารถช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ชาวสวนมังคุดที่มีผลผลิตที่ตกไซด์หลุดขนาด แต่ว่ายังรับประทานได้ในราคาที่ตลาด ในขณะนั้นตกประมาณกิโลละ ๙ บาท แต่ทางกรมราชทัณฑ์ได้ลงไปช่วยซื้อในราคา กิโลกรัมละ ๑๙ บาท รวมทั้งค่าคัดแยก รวมทั้งค่าใช้จ่ายบางประเภท ซึ่งตรงนี้ทําให้ราคา มังคุดที่ตกไซส์ พี่น้องเกษตรกรสามารถที่จะมีรายได้เพียงพอ แก้ปัญหาความยากจน ได้แบบยั่งยืน สามารถซื้อมังคุดเฉพาะที่จังหวัดชุมพรได้ถึง ๖๓๓.๖ ตัน คิดเป็นเงินถึง ๑๒,๐๓๘,๖๑๘.๕ ล้านบาท ท่านประธานครับ สามารถช่วยพี่น้องเกษตรกรชาวสวนมังคุดได้ ถึง ๔,๕๐๐ ราย นอกเหนือจากนั้นครับ ได้ไปช่วยที่จังหวัดยะลา ซื้อลองกอง ช่วยเหลือ ชาวสวนลองกองได้อีก ๑๔๒ ตัน คิดเป็นเงินทั้งหมด ๘,๐๐๐,๐๐๐ บาทเศษ รวมทั้งสิ้นที่ใช้ ในโครงการดังกล่าวเป็นโครงการนําร่อง ๒๕,๖๘๑,๕๘๘ บาท สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดเป็นโครงการ นําร่อง เพราะฉะนั้นผมขอกราบเรียนต่อท่านประธานฝากไปทางรัฐบาลครับว่าในการ รายงานผลการปฏิบัติงานของคณะรัฐมนตรีในปีต่อไป ควรที่จะใส่รายละเอียดเหล่านี้เพิ่มเติม ลงมาด้วย แล้วก็ไม่ใช่ซื้อเฉพาะเงาะ มังคุด แล้วก็ลองกองครับ ถ้าลิ้นจี่ ลําไย ของภาคเหนือ ตกไซส์หลุดขนาด แต่ยังรับประทานได้ครับ ก็ซื้อไปให้นักโทษรับประทาน และก็เพิ่มเงินตรงนี้ และเงินที่ใช้ก็ไม่ใช่เป็นเงินที่ใช้มากมาย ท่านรัฐมนตรีพีระพันธุ์ มอบหมายอธิบดีกรมราชทัณฑ์ไปหักเงินของผู้ต้องขัง ซึ่งคิดค่าหัวต่อวันต่อหัวประมาณ ๔๒ บาท หักวันละหนึ่งบาท มีเงินอยู่ทั้งหมดปีหนึ่งประมาณ ๗๖ ล้านบาท ๒ ปีเท่าไรครับ ตก เกือบ ๑๕๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้น ๓ ปี ๔ ปี ก็สามารถที่ช่วยเงินตรงนี้มาช่วยในการดูแล พี่น้องชาวสวนมังคุดได้ นี่ก็คือส่วนที่ผมอยากจะกราบเรียนในเรื่องแรก
ในเรื่องที่สอง เรื่องที่ดิน เนื่องจากมีเวลาที่จํากัดท่านประธานครับ เรื่องทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและก็ที่ดิน ต้องขออนุญาตกราบเรียนครับว่าส่วนที่ ปรากฏในรายงานผมขอสนับสนุน เพียงแต่ว่าถ้าเติมเต็มในส่วนตรงนี้เข้าไปอีกนะครับ ที่ยังขาดอยู่ แล้วรัฐบาลเองยังไม่ได้ทํา นั่นก็คือในเรื่องของการจัดสิทธิทํากิน เหมือนที่ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติเมื่อสักครู่นี้ได้แสดงความคิดเห็นไปนั่นละครับ สิ่งที่เกษตรกร เขาอยากได้ก็คือการที่รัฐบาลมารับรองสิทธิ นอกเหนือจากที่ปรากฏว่าได้ไปช่วยในการเร่งรัด ออกกรรมสิทธิ์ หรือเร่งรัดในเรื่องของการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์หรือนิคมสหกรณ์ ไปออกโฉนด น.ส. ๓ กสน. ๓ กสน. ๕ แล้วก็มีโฉนดหลังแดง ๕ ปี สิ่งที่เขาอยากจะได้นั้นก็คือการรับรองสิทธิในที่ดินที่ป่าเสื่อมโทรม ต่าง ๆ ตรงนี้ในรายงานไม่ได้ปรากฏ และผมเองได้เป็นผู้หนึ่งที่ติดตามในเรื่องนี้ในปี ๒๕๕๒ สิ่งที่เห็นคงจะไม่มีสิ่งใดที่จะกราบเรียนได้ชัดเจนเท่ากับที่จังหวัดชุมพรบ้านผม ตรงนี้ ผมตามมาตลอด ท่านประธานคงจําได้ ท่านประธานให้ความกรุณาผมพูดในที่ประชุม ท่านประธานทําหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผมไปตามที่โน่นครับ ไปตามที่ท่านรัฐมนตรี ปรากฏว่าเรื่องไม่ได้อยู่ที่ท่านรัฐมนตรี ตรงนี้ครับ เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต้องไปปรับวิธีทํางาน ของท่าน แล้วก็ปรากฏข้อเท็จจริงในรายงานตรงนี้ว่าในปีหนึ่งท่านรับรองสิทธิ สทก. ทั้งหมด เท่าไร และป่าเสื่อมโทรมที่มีอยู่ทั่วประเทศทั้งหมดเท่าไร ตรงนี้ทั้งหมดนี้ครับอยากจะ กราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังรัฐบาลครับว่าในปีต่อไปคงจะต้องปรากฏในส่วนตรงนี้ด้วย ป่าเสื่อมโทรม ที่ดินของรัฐที่หมดสภาพแล้วทั้งหมด มีอยู่ทั้งหมดเท่าไรทั่วประเทศ จัดที่ดิน ทํากินเหล่านี้ให้กับพี่น้องประชาชนได้ทั้งหมดกี่รายเป็นใครบ้าง อยู่ที่ไหน ต้องบอก รายละเอียดกลุ่มเป้าหมายตรงนี้ให้ในรายงานฉบับนี้ได้รับทราบด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในป่ารอบ ๆ ป่าสลุยครับ ๕๕,๐๐๐ กว่าไร่ ๕,๐๐๐ กว่าครอบครัว จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ครับ สทก. สักแปลงก็ยังไม่ได้ออก ทั้ง ๆ ที่ทําเสร็จแล้ว ตรงนี้ต้องฝากกราบเรียนไปยังกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้โปรดกรุณาติดตามในเรื่องดังกล่าวนี้ให้ด้วยนะครับ ก็จะเป็นพระคุณยิ่ง
ในเรื่องต่อไปครับ ในเขตอุทยานอีกแห่งหนึ่งก็คือ กรณีที่ไปประกาศทับที่ ของชาวบ้านเขา ตรงนี้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชเขามีหมดแล้ว กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต้องปรากฏในรายงานฉบับนี้ด้วยว่าเพราะเหตุใด ถึงไม่สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้กับพี่น้องประชาชนได้ ถ้าเป็นกรณีที่รัฐไปรังแกราษฎร์ ตรงนี้ต้องออกโฉนดให้เขาไปเลย เพราะเป็นกรณีที่เราไปรังแกพี่น้องประชาชน
และประการสุดท้ายที่อยากจะกราบเรียนครับ ในการให้สัมปทานในที่ดิน ของรัฐต่าง ๆ ที่หมดขาดอายุไปแล้ว ตรงนี้ครับต้องให้ทางรัฐบาลมีความชัดเจน กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต้องไปต่ออายุสัญญา หรือมีการเปิดประมูลรายใหม่ ให้เข้าไปเพื่อที่จะเอารายได้มาเป็นรายได้ของรัฐบาลกลาง ผมขออนุญาตที่จะสนับสนุน ให้ความคิดเห็นในสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดเพื่อสนับสนุนในแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐครับ ขอบพระคุณครับ
ต่อไป พลตํารวจเอก วิรุฬห์ พื้นแสน เชิญครับ ๑๐ นาที
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม พลตํารวจเอก วิรุฬห์ พื้นแสน ส.ส. พรรคเพื่อไทย ในการที่ผมจะอภิปราย วันนี้เรื่องการดําเนินงานของคณะรัฐมนตรีในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๒ แล้วก็ขณะเดียวกัน เกี่ยวพันผลการดําเนินงานต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ในเรื่องการสรุปการบริหารของ คณะรัฐบาลที่เสนอไว้ในข้อ ๒.๑.๒ นั้น การพัฒนาและการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อลดความรุนแรงและคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และแผนการพัฒนาพื้นที่เขตพิเศษของ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ จนถึง ปี ๒๕๕๕ ในวงเงินงบประมาณ ๖๓,๓๑๙.๓๗ ล้านบาท สิ่งต่าง ๆ ที่ผมได้พิจารณา จากรายงานของการปฏิบัติงานในปีงบประมาณ ๒๕๕๒ นั้นปรากฏว่าถ้าจะพิจารณา สถานการณ์เหตุเกิดในชายแดนภาคใต้ในสาระสําคัญในเรื่องการดําเนินการในการรักษา ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้กับ ๔ อําเภอในจังหวัดสงขลา คือจังหวัดนราธิวาส จังหวัดยะลา และจังหวัดปัตตานี รวมทั้ง ๔ อําเภอในจังหวัดสงขลานั้นจะเห็นได้ว่าการดําเนินการตามนโยบายของรัฐบาลตั้งแต่ ผ่านมานั้น ในทางปฏิบัติจริง ๆ แล้วปรากฏว่าในสถานการณ์ปรากฏต่อประชาชนนั้น มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะเรียกว่า การรักษาความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนนั้น ในรอบตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ ที่ผ่านมาจนถึง ณ วันนี้จะเห็นว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น เหตุการณ์ต่าง ๆ นั้นถึงแม้รัฐบาลจะอ้าง ว่าเหตุการณ์ลดลง แต่การที่ว่าลดลงนั้นมันเหตุการณ์รุนแรงยิ่งขึ้นนะครับ ซึ่งจะเห็นได้จาก ปรากฏการณ์ต่าง ๆ อย่างเช่นในปี ๒๕๕๑ จะมีนายตํารวจในพื้นที่บันนังสตา ร้อยตํารวจตรี กฤตติกุล แล้วก็ต่อมาท่านจะเห็นว่า พันตํารวจเอก สมเพียร เอกสมญา หรือว่าจ่าเพียรนั้นก็ได้ เสียชีวิตไป ขณะเดียวกันได้ถูกผู้ก่อการร้ายยิงตายไป และต่อมาก็มีเหตุการณ์ทําร้ายครู มีการปิดโรงเรียน มีการเผาโรงเรียนอะไรต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมพอจะ จําลองสถานการณ์ที่เหตุการณ์ต่อเนื่องตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ ถึงปี ๒๕๕๔ ปรากฏว่ามีคนตายไป ทั้งหมด ๓,๓๕๐ คน บาดเจ็บไป ๖,๓๑๔ คน แล้วก็รวมทั้งคนบาดเจ็บและคนตายไปทั้งหมด ๙,๘๙๔ คน งบประมาณนะครับ งบประมาณที่ใช้ไปของรัฐบาลในปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ ปี ๒๕๕๔ ใช้งบประมาณจนไปถึง ๖๓,๑๘๓ ล้านบาทนะครับงบประมาณทั้งหลายที่ใช้ไป ประกอบกับทั้งหลายที่มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็คือว่า มีเรื่องสําคัญที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะที่ผมจะ พิจารณาเหตุการณ์ก็คือว่า ในปีนี้ท่านจะเห็นว่าในปี ๒๕๔๗ ที่เหตุการณ์ปล้นปืน ที่ค่ายพัฒนาที่จังหวัดนราธิวาส ในขณะนั้นเกิดขึ้นก็กล่าวหาว่ารัฐบาลในสมัยนั้นไปแก้ปัญหา ต่าง ๆ ไม่ถูกต้องจึงเป็นเหตุการณ์ที่เกิดรุนแรง ต่อมาถึงรัฐบาลสมัยนี้ สมัยรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีท่านอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีนี้ ท่านก็บอกว่าท่านจะแก้ปัญหาทั้งหมด ให้เสร็จสิ้นโดยเร็วภายใน ๙๙ วัน จะแก้ปัญหาภาคใต้ให้ได้ ผมก็ฟังดูท่านด้วยความห่วงใย และความสนับสนุนในพื้นที่พี่น้องชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ปรากฏว่าท่านก็มีการดําเนินการไปครับ แต่สิ่งที่เราจะมองเห็นก็คือว่างบประมาณที่ทุ่มเท ลงไปนั้น เท่าที่ฟังดูปรากฏว่ามันไม่ถึงมือประชาชน ที่ทุ่มเทลงไปนั้นมันไม่ถึงมือ ก็จะมีส่วน ต่าง ๆ หล่นหายไปบ้างจากการทุจริตของเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ การมาตรการควบคุมการดูแล เป็นอย่างไรบ้าง ตลอดจนงบประมาณในการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ซึ่งหลายท่านนั้นพูดไป บ้างแล้ว ไม่ถึงนะครับ ท่านจะเห็นว่าในวันที่ ๑๙ มกราคม ปี ๒๕๕๔ นี้ ปรากฏว่า ฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบได้ทําการตีค่ายหรือฐานปฏิบัติการของทหารที่นราธิวาส ทําให้ ผู้บังคับกองที่ปฏิบัติงานในพื้นที่นั้นเสียชีวิตลงไป แล้วทหารยุทธการบาดเจ็บ แล้วการ สูญเสียฐานคราวนี้ถูกยึดปืนเล็กยาวไปทั้งหมด ๕๐ กระบอก ปืนกลไป ๓ กระบอก ที่ไปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหล่านี้ สิ่งที่ปรากฏสะท้อนออกมายังทหารผู้น้อย ก็ปรากฏว่าทาง ญาติผู้ตาย ก่อนท่านเสียชีวิตท่านมาขอเงินจากชาวบ้านไปปรับปรุงฐานเพื่อจะ รักษาความปลอดภัย ก็แสดงให้เห็นว่าเงินทั้งหลายที่มาอยู่นี้มันไม่ถึงมือทหารผู้น้อย ผู้ปฏิบัติการในสนามครับ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ที่รัฐบาลต้องดูแลกวดขันเรื่องงบประมาณต่าง ๆ ให้ไปถึงผู้ใต้บังคับบัญชา ถึงผู้ปฏิบัติการ รวมทั้งงบประมาณที่ช่วยเหลือประชาชนที่ว่า เอาการเมืองนําการทหาร เอาการพัฒนานําการทหาร ไปถึงประชาชนจริงหรือไม่เป็นอย่างไร จุดบกพร่องต่าง ๆ เหล่านี้ท่านจะเห็นเกิดขึ้น และเมื่อเร็ว ๆ นี้ครับ ท่านจะเห็นว่าที่จังหวัด ยะลา มีการคาร์ บอมบ์เกิดขึ้น คนตาย ๑๘ คน เผาบ้านไป ๘ หลัง ออกจากนั้นไป ไปที่ไหนรู้ ไหมครับ ที่จังหวัดนราธิวาสเกิดขึ้นอีก ระเบิดกลางเมืองนราธิวาสที่บางนรา กลางตลาดอีก เวลาประมาณสักสองทุ่มกว่า ๆ เห็นเหตุการณ์ แล้วก็มีเหตุการณ์ยะลาอะไรเกิดขึ้นหลาย ประการครับ ท่านจะเห็นว่าวันที่ ๘ ที่มีระเบิดเกิดขึ้น ท่านแม่ทัพบกเองหรือ ผบ.ทบ. ท่านก็รับสารภาพว่าท่านไม่ได้มีการไปดูแลถ้าจะแก้ไข แล้วสิ่งกลับกันท่านก็รับปากไว้นะครับ แล้วครั้งสุดท้ายเมื่อเกิดขึ้นจะเห็นว่าเมื่อวันที่ ๒๓ ใต้ถุนสภาเราเห็นเอง พี่น้อง ส.ส. เพื่อนทั้งหลายที่เคยทํางานกับผม พื้นที่ภาคใต้ เป็นห่วงเป็นใย ห่วงใยอะไรครับ ท่านว่าน่าจะพิจารณาขีดความสามารถของ ผบ.ทบ. คนนี้ ท่านก็ด้วยความห่วงใยว่าแก้ไข ปัญหาของประชาชน แต่สิ่งนี้ในทัศนะผมเองผมไม่ได้มองว่า ผบ.ทบ. ท่านผิด แต่ว่านโยบาย ของเราต่างหาก ว่าเราแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เหตุการณ์ไม่สงบเกิดนี้ เรารบกับใคร เราสู้กับใคร คนที่อยู่ต่างประเทศหรือไม่ แก้ปัญหาที่ต่างประเทศไหม ถ้ามีปัญหาด้านตะวันออกกลาง เราประสานด้วยหรือยัง แล้วในประเทศเป็นใคร เราแก้ปัญหาตรงไหม ขณะเดียวกันเราใช้ กําลังทหารของเรานั้น ใช้ท่านไปอย่างไรครับ เดี๋ยวนี้มีคนเขาพูดบอกว่าใช้กําลังทหาร มาแก้ปัญหาเรื่องเดินขบวนอยู่ในกรุงเทพมหานคร ปักษ์ใต้ละเลย ด้านชายแดนละเลย แล้วเกิดขึ้นเหล่านี้ไม่ใช่ความบกพร่องของทหารหรือเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ดูความบกพร่อง ของผู้บริหาร โดยเฉพาะจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผอ.กอ.รมน. ที่แท้จริงคือนายกรัฐมนตรี ท่านกํากับดูแลให้แม่ทัพบกรับผิดชอบดําเนินการ และขณะเดียวกัน พ.ร.บ. บริหารจังหวัด ชายแดนภาคใต้ ที่ออกบังคับเมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม ปี ๒๕๕๓ นี้ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านก็ เป็นหัวหน้าในการปฏิบัติการ เดี๋ยวนี้การประสานงานทั้งหมดทั้งกระทรวงมหาดไทยก็ตาม ทั้งกระทรวงกลาโหมก็ตาม ทํากันแล้วก็เป็นเนื้อเดียวกันไหมครับ ทํางานสอดคล้องกันไป หรือไม่ ปัญหาเหล่านี้ผมก็ขอฝากไปยังรัฐบาลให้ไปดําเนินการแก้ไขโดยรีบด่วน กําหนดทิศทาง อะไร ๆ ก็ให้นายกรัฐมนตรีนะครับ แต่สิ่งที่รองลงมาผมก็ดูแลด้วยว่ากระทรวงกลาโหม ที่ดูแลทหารดูอย่างไร กระทรวงมหาดไทยรับผิดชอบในการพัฒนาหรือการเมือง ได้ช่วยเหลือ ทางการทหารเป็นอย่างไร ขอฝากให้ทางรัฐบาลได้ให้พิจารณาเรื่องนี้ แก้ไขโดยเร่งด่วน ก่อนปัญหาของชายแดนภาคใต้จะลุกลาม ลุกเป็นไฟ ขอให้ดับไฟใต้ให้ได้ ขอบคุณมากครับ
ต่อไปคุณฮอชาลี ม่าเหร็ม เชิญครับ ๗ นาทีครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายฮอชาลี ม่าเหร็ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสตูล พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ในรายงานผลการดําเนินงานของคณะรัฐมนตรีในเรื่องของแนวนโยบาย พื้นฐานของรัฐในวันนี้นั้น กระผมขออภิปรายในเรื่องของนโยบายกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเท่าที่ดูในเนื้อหาที่เป็นหนังสือรายงานในเล่มนี้นั้น เขียนไว้อย่างชัดเจนว่ารัฐบาลมุ่งที่จะ สร้างให้เกิดความสันติภาพแล้วก็ความเข้มแข็งในภูมิภาคตรงนี้ โดยอาศัยกรอบของอาเซียน แล้วก็อาศัยกฎบัตรของสหประชาชาติ ตลอดจนปฏิบัติตามแนวทางที่เป็นประเพณีนิยม ระหว่างประเทศ ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นที่อยากจะขอพูดก็คือว่าอยากจะขอชื่น ชมท่านรัฐมนตรี กษิต ภิรมย์ ซึ่งท่านนั่งอยู่ตรงนี้ จากการที่ท่านได้นําเสนอข้อมูลทั้งหมด ที่เป็นภาพรวมในปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งคนไทยที่ยังไม่เข้าใจก็วิพากษ์วิจารณ์ไปต่าง ๆ นานา แล้วก็คิดนโยบายรายวันไปต่าง ๆ นานาว่า สาเหตุปัญหาที่มันเกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดน ซึ่งทางฮุนเซนพยายามบอกว่านี่คือสงคราม แต่เราบอกว่านี่คือการขัดกันด้วยอาวุธเท่านั้น ซึ่งสงครามนั้นไม่มีแล้วในสารบบของโลกนี้ แต่มีเพียงแต่ว่าการขัดกันด้วยอาวุธเท่านั้น ดังนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ชายแดนนั้น ทางรัฐบาลได้ส่งตัวแทนเข้าไปอธิบายให้กับสังคมโลก ว่าที่มาที่ไปของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นอย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาต สรุปว่าประเด็นที่สําคัญที่สุดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เกิดเนื่องจากการที่ในช่วงที่ผ่านมา หลาย ๆ ปีนั้น รัฐบาลได้พยายามที่จะสงวนสิทธิ์ในการที่จะไม่ให้ทางประเทศกัมพูชาขึ้น ทะเบียนมรดกโลก และสงวนสิทธิ์ในคําตัดสินของศาลโลกอยู่ทุก ๆ รัฐบาล แต่สาเหตุที่มัน จุดประกายขึ้นมานั้นเนื่องจากว่าในรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา ในสมัยท่านสมัคร สุนทรเวช แล้วก็มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ไปลงนามระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาล กัมพูชาในการที่จะให้ปราสาทเขาพระวิหารขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ตรงนี้คือจุดที่ทางกัมพูชาพยายามที่จะรุกเข้ามาในพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร และพยายาม ที่จะให้องค์กรยูเนสโก (UNESCO) ส่งประเทศภาคีเข้ามาร่วมในการที่จะบริหารในพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร แต่ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ทําให้อุปสรรคที่ประเทศกัมพูชา และยูเนสโกไม่สามารถที่จะขึ้นทะเบียนตรงนี้ได้ เนื่องจากผลงานของรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ ใน พ.ศ. ๒๕๔๓ ซึ่งรัฐบาลยุคนั้นได้มองการณ์ไกลและได้ร่วมกันตกลงกับ ทางประเทศกัมพูชา เขาเรียกว่าเอ็มโอยู (MOU) หรือ บันทึกความเข้าใจร่วมกันในการ สํารวจหลักเขตทางบกระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งมีตัวแทนของฝ่ายไทยและมีตัวแทนของฝ่าย ประเทศกัมพูชาได้เซ็นลงนามร่วมกัน ตรงนี้คือประเด็นที่สําคัญที่สุด เป็นจุดที่ช่วยไม่ให้ ประเทศกัมพูชาสามารถที่จะขี้นทะเบียนมรดกโลกได้ และไม่สามารถทําให้ยูเนสโกเข้ามาทํา ตรงนี้ได้ นี่คือสิ่งที่ทางรัฐมนตรีได้ไปอธิบายให้กับยูเอ็นเอสซี (UNSC) ในคราวนั้น ท่านประธานที่เคารพครับ นอกเหนือจากนั้นก็ยังมีกลไกที่สําคัญที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ในยุคนั้นได้กําหนดออกมา ไม่ว่าจะเป็นกลไกของเจบีซี (JBC) หรือองค์กรที่ร่วมกันระหว่าง ชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา และจีบีซี (GBC) เป็นคณะกรรมการทั่วไประหว่างชายแดน ไทย-กัมพูชา และมีอาร์บีซี (RBC) ในระดับพื้นที่ ซึ่งเป็นการเจรจาระหว่างพื้นที่ซึ่งมีแม่ทัพ ภาคที่ ๒ แล้วก็แม่ทัพภาคที่ ๔ ของกัมพูชา เป็นกลไกสําคัญ และทุกฝ่ายดําเนินการ นั่นคือ จุดปัญหาที่ทําให้กัมพูชาไม่สามารถที่จะดําเนินตรงนี้ได้ แต่เกมการเมืองระหว่างประเทศเขา ก็พยายามที่จะดึงเรื่องนี้ให้ไปสู่สหประชาชาติ โดยการลั่นกระสุนนัดแรกเข้ามาในพื้นที่ของ ฝ่ายไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ทางรัฐบาลก็ได้ไปอธิบายให้กับชาวโลกได้เห็นว่า นี่คือ สิ่งที่ทางกัมพูชาได้ละเมิดสนธิสัญญาเจนีวาซึ่งเขียนเอาไว้ ตกลงเอาไว้ในปี ๑๙๔๙ ในหลักการที่แยกแยะพลรบก็คือทหารออกจากพลเรือนก็คือชาวบ้าน ภาพเหตุการณ์ที่ ภูมะเดื่อ ที่อําเภอกันทรลักษ์ที่ชาวบ้านตาย พลเรือนตายไป ๑ บาดเจ็บ ๔ บ้านเสียหายไป ๑๗ หลัง ตรงนี้เป็นเหตุผลที่อธิบายให้กับชาวโลกได้ว่าทางฝ่ายกัมพูชานั้นเขาละเมิด กฎเกณฑ์ของอนุสัญญาเจนีวา (Geneva) ท่านประธานที่เคารพครับ นอกเหนือจากนั้น ทางรัฐบาลยังได้ไปอธิบายให้กับชาวโลกได้เห็น ให้กับยูเอ็นเอสซีได้เห็นว่า สาเหตุปัญหานั้น เราไม่ได้เป็นผู้ที่เริ่มก่อน เราเป็นประเทศที่รักสงบ เราไม่เคยรุกรานใคร แต่เราปกป้อง ในหลักการของเรา เพราะฉะนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น บางส่วนอาจจะไปมีประเด็นว่า เป็นเพราะว่าท่านรัฐมนตรีกษิตไปว่าเขาบ้าง อะไรบ้าง ไปให้ใจ ไปให้กําลังใจ แล้วก็ไปเอา ความรู้สึกของคนต่างชาติมา เป็นความรู้สึกของเรา ตรงนี้เป็นเรื่องที่ไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง ท่านประธานครับ ท่านรัฐมนตรียังได้อธิบายในประเด็นที่สําคัญที่สุดที่ผมเชื่อว่าในวันนั้น ที่ทางยูเอ็นเอสซีให้เรากับประเทศกัมพูชาดําเนินการในระบบทวิภาคีก็คือคุยกันเอง โดยที่ เขาไม่ส่งเข้ามา ไม่ส่งกองกําลังทหารเข้ามาในพื้นที่ที่มีการขัดกันด้วยอาวุธ นั่นก็คือ เราอธิบายให้เขาเห็นได้ว่า ประเทศกัมพูชานั้นละเมิดอนุสัญญากรุงเฮก (Hague) ว่าด้วย การคุ้มครองทรัพย์สินทางวัฒนธรรมในยามขัดกันด้วยอาวุธ ซึ่งลงนามไว้ในปี ๑๙๕๔ ซึ่งมี กองกําลังทหารของประเทศกัมพูชาอยู่เต็มไปหมดบนปราสาทเขาพระวิหาร แล้วก็หัน กระบอกปืนมาทางฝั่งไทย แสดงว่าเรานั้นเป็นผู้ที่ไม่ได้เริ่มเหตุการณ์ตรงนี้ และทุกอย่างนั้น ถ้าหากว่ามันมีการนําเรื่องเหล่านี้ขึ้นไปสู่ศาลโลก ผมเชื่อเหลือเกินว่ารัฐบาลอธิบายในสิ่งที่เรา เป็นอยู่ได้ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ในนโยบายของกระทรวงการต่างประเทศนั้น ผมขออนุญาตชื่นชมท่านนายกรัฐมนตรี ชื่นชมท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ว่าขอให้ท่านได้เดินแนวนี้ละครับ เป็นแนว สายกลาง มันมีอยู่ ๓ แนวครับ แนวที่ ๑ ก็คือลุย ไปเลย รบไปเลย มีกองกําลังทหาร มีแสนยานุภาพรบไปเลยเหมือนกับพรรคพวกผม พรรคพวกท่าน พรรคพวกทุกคนที่อยู่ข้างทําเนียบ แล้วก็อีกแนวหนึ่งก็คือยอมตาม ให้เขาขึ้น ทะเบียนเป็นมรดกโลก แล้วก็มีการเจรจาแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ในการที่จะทําให้เกาะกง เป็นพื้นที่คอมเพล็กซ์ ซิตี้ (Complex City) หรือว่าเป็นพื้นที่ที่มีการพัฒนาขึ้นมาโดยมี การแลกเปลี่ยนในยุคในสมัยรัฐบาลยุคนั้น และอีกแนวก็คือแนวมัชฌิมาปฏิปทา คือแนวสายกลางที่เราดําเนินนโยบายอยู่ในขณะนี้ เพราะฉะนั้นผมขอชื่นชมการดําเนินงาน ที่ผ่านมาของรัฐบาลครับ ขอบคุณครับ
ครับ ต่อไป สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ๑๐ นาที
ท่านประธานครับ คือผมได้รับ เวลาเพิ่มเติมจากเพื่อน ส.ส. ๒ ท่านครับ คือท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน จากจังหวัดเชียงราย แล้วก็ ท่านสถาพร มณีรัตน์ ให้ผม
ทางนี้ไม่มีหลักฐาน ต้องเอา หลักฐานมายืนยัน ท่านประธานคนเก่าได้ล็อกไว้ให้ ผมต้องปฏิบัติตาม
ท่านประธานครับ ผมได้คุยกับ ทางวิปแล้ว
ก็นั่นน่ะสิ ให้วิปเขาเขียนมา สักหน่อยเพื่อเป็นหลักฐานของผม
วิปเขาบอกให้ผมมาหารือ ท่านประธานครับ
หารือไม่ได้ ต้องเอา ๑๐ นาทีเท่านั้น ถ้ามีหลักฐานมาเราก็จะเพิ่มให้
ท่านประธานอย่างนั้นผมให้ ท่านอื่นอภิปรายก่อน เดี๋ยวผมกลับมาเอาเอกสารวิปมาให้ท่าน
ครับ ต่อไปคุณฐิติมา ฉายแสง ๑๐ นาทีครับ อยู่ไหมครับ
(นางฐิติมา ฉายแสง ไม่อยู่ในที่ประชุม)
ไม่อยู่นะครับ ต่อไป คุณสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ๑๐ นาที เชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย กระผม ได้ฟัง ได้อ่านการเสนอผลงานของรัฐบาลรอบ ๒ ปีที่ผ่านมา ซึ่งดูแล้วผมเห็นว่าสิ่งที่เขียนไว้ มันไม่ตรงกับสิ่งที่ผมได้ไปสอบถามในพี่น้องประชาชน จะเห็นได้ว่าพี่น้องประชาชน เกือบทั้งหมดได้บอกว่าขณะนี้ได้รับความเดือดร้อนอย่างยิ่ง เดือดร้อนไปในทุก ๆ เรื่อง เดือดร้อนไปในทุกหย่อมหญ้าที่รัฐบาลได้บริหารราชการอย่างผิดพลาด ล้มเหลว โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เห็นชัดเจนในขณะนี้คือเรื่องราคาสินค้าในท้องตลาด สินค้าอุปโภค บริโภคต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมได้เห็นภาพข่าวเมื่อเช้าในโทรทัศน์ ซึ่งบอกว่ามี พี่น้องประชาชนไปเข้าคิวเป็นแถวเกือบกิโลเมตรรอซื้อน้ํามันพืชแล้วเกิดทะเลาะวิวาทตบตี กัน ผมว่าเป็นภาพที่แสดงถึงความตกต่ําที่สุดของประเทศไทยซึ่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ํา เป็นบ้านเมืองที่อุดมสมบูรณ์ ส่งน้ํามันพืชออกไปจําหน่ายในต่างประเทศ ส่งข้าวไปขาย ต่างประเทศแต่คนไทยกลับต้องมาเข้าคิวซื้อน้ํามันพืช และก็ได้เพียงครอบครัวละ ๑ ถึง ๒ ขวด เป็นภาพที่ตกต่ํา ในเรื่องอื่น ๆ อีกครับ ยาบ้า ยาเสพติดต่าง ๆ ขณะนี้ระบาดทุกหย่อมหญ้า ไม่เคยมีสมัยใด ยุคใดที่ยาบ้าจะระบาดมากเช่นในขณะปัจจุบัน หลายคน พี่น้องประชาชน มาบ่นว่า มาถามผมว่ายาบ้าระบาดแบบนี้เขาคงจะไม่ตั้งใจปราบปรามอย่างแท้จริง หรือว่า เขามีคนที่ค้ายาบ้าอยู่เบื้องหลังในรัฐบาลนี้หรือเปล่า ผมก็บอกตอบไม่ได้ ก็ดูเอาเองว่า เมื่อเป็นอย่างนี้เราก็สงสัย สงสัยได้เพราะพฤติกรรมเป็นอย่างนั้น
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากกราบเรียนอีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องนโยบาย เรียนฟรีของรัฐบาล นโยบายเรียนฟรีของรัฐบาลบอกว่าเรียนฟรี ๑๒ ปีอย่างมีคุณภาพ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีประกาศ มีป้ายทุกโรงเรียน งบประมาณใช้จ่าย ในเรื่องประชาสัมพันธ์ ในเรื่องนี้ผมเข้าใจว่าหลายล้านบาท ประกาศโฆษณาในวิทยุ โทรทัศน์ คิดว่าเป็นการหาเสียง แต่ความจริงแล้วพี่น้องประชาชน ผู้ปกครอง นักเรียนเขาบอกว่า เขาไม่ฟังหรอก เพราะดูแล้วมันฟรีแต่ในป้าย ฟรีแต่ในวิทยุ ฟรีแต่ในโทรทัศน์ ค่าเล่าเรียนฟรี แต่ว่าพี่น้องประชาชนกับต้องเสียค่าใช้จ่ายกันจุกจิก พี่น้องต้องเสียค่าบํารุงการศึกษา ความจริงผมกราบเรียนว่าผมมีใบเสร็จมา ผมกําลังขออนุญาต พอดีจะถึงคิวผมก่อน ใบเสร็จรับเงินผมยังไม่ได้ลบชื่อโรงเรียนออก แต่คงไม่ลบครับ ถ้าผมยกขึ้นมาให้ดูก็คงจะดูได้ นะครับ
ส่งเอกสารมาในสภานี้ ก็คุ้มครองครับ ไม่มีปัญหา ไม่ต้องลบครับ
ไม่ต้องลบนะครับ
คุณเซ็นชื่อกํากับด้วยยิ่งดี
ผมจะมอบให้นะครับ เขียนแบบนี้ครับ ใบเสร็จรับเงินที่ว่านี้ ใบเสร็จรับเงินในราชการสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ทําการ โรงเรียน จุด จุด จุด ที่จังหวัดชัยภูมินะครับ วันที่ ๑ เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๓ ได้รับเงินจากเด็กชาย จุด จุด จุด นามสกุล ต่อสกุล ตามรายละเอียดนี้ รายการบอกว่าเงินบํารุงการศึกษาภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ จํานวน ๑,๖๐๐ บาท มีชื่อผู้รับเงิน มีที่ประทับตราโรงเรียนถูกต้อง อีกใบหนึ่งครับ อันแรกนี่ เป็นของโรงเรียนมัธยม ใบที่สองนี้นะครับเป็นของโรงเรียนอนุบาล ผมกราบเรียนว่า ผมเห็นแล้วไม่สบายใจ เพราะว่ารัฐบาลบอกว่าเรียนฟรี แต่ว่าในนี้บอกว่าเงินบํารุงการศึกษา ภาคเรียนที่ ๒ ปีการกศึกษา ๒๕๕๓ จํานวน ๘๕๐ บาท ทําไมต้องมีค่าบํารุงการศึกษา ต้องเสียด้วย โฆษณาที่แผ่นป้ายหน้าโรงเรียน ก็บอกว่าฟรีทุกอย่าง ท่านประธานที่เคารพ ชาวบ้านเขาบอกว่าฟรีเฉพาะที่ป้าย แต่เวลาเข้าไปโรงเรียนแล้ว มีเก็บ ไหนจะค่าเรียน คอมพิวเตอร์ ค่าเรียนดนตรี ค่ากิจกรรม แล้วค่าครูพี่เลี้ยง แบบนี้ครับ อันนี้หลักฐานที่ผมมี อยู่นี้ไม่ใช่มีแค่นี้นะครับ มีอีกมาก แต่ว่าผมคิดว่าเป็นเหมือนกันอยู่ทุกจังหวัด เป็นเหมือนกัน เพราะผมไปจังหวัดไหนได้สอบถาม ก็ปรากฏว่าเสียเหมือนกันค่าบํารุงโรงเรียน ค่าบํารุงการศึกษาที่รัฐบาลชุดนี้เขาพูดไปอย่างนั้น เขาทําไม่ได้หรอก เขาก็แสดงแบบนี้ครับ อันนี้พี่น้องประชาชนที่รับฟังก็คงจะได้ทราบละครับ อันไหนจริงไม่จริง เพราะผมไม่สบายใจ ที่รัฐบาลมาโฆษณาหาเสียงแต่ว่าไม่ทํา
ท่านประธานที่เคารพครับ อีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากกราบเรียนวันนี้ในเวลา สั้น ๆ นี้ก็คือเรื่องการบรรจุแต่งตั้งในกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ โดยเฉพาะระดับสูง เดี๋ยวนี้มีเรื่องมีราว มีปัญหาอย่างมาก ขาดคุณธรรม ขาดระบบคุณธรรม ระบบธรรมาภิบาล หลายหน่วยงานต้องมีการออกคําสั่งใหม่ แต่ที่จังหวัดชัยภูมิ และหลายจังหวัดในภาคอีสาน การบรรจุแต่งตั้งครูมัธยม แต่คําสั่งออกเมื่อประมาณกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา โรงเรียน มัธยมที่ผมพูดนี้เป็นโรงเรียนระดับนักเรียนมาก ชื่อเสียงดีเด่นมากอันดับ ๒ อันดับ ๓ ของจังหวัดชัยภูมิ ใครก็อยากเป็น ผอ. ใครก็อยากอยู่ คนเก่า ผอ. เดิมเกษียณอายุราชการ ก็มีการสรรหา ในจังหวัดชัยภูมิก็ส่งขึ้นมา ๓ คน คนหนึ่งอายุราชการจะเกษียณ ในเดือนกันยายนปีนี้ คือเหลืออายุราชการอยู่ จากเดือนมกราคมก็เหลืออยู่ประมาณ ๘ เดือน อีกคนหนึ่งอายุราชการ ๓ ปี อีกคนหนึ่งอายุราชการ ๕ ปี ปรากฏว่าไปคัดเลือก เอาคนที่มีอายุราชการเหลือ ๘ เดือน ๙ เดือนเป็นผู้อํานวยการโรงเรียน หลายคนก็บ่น ได้ทราบว่าในคณะอนุ อ.ก.ค.ศ. ประชุมกันที่ระดับกรม ระดับส่วนกลาง มีการคัดค้าน แต่ก็อ้างว่าจําเป็นต้องให้ เพราะว่าถือว่าเป็นเกียรติก่อนเกษียณอายุราชการ ให้ได้ตําแหน่ง โรงเรียนดัง ๆ เด่น ๆ จะได้เป็นเกียรติกับผู้ดํารงตําแหน่งนี้ โดยไม่คํานึงถึงผลที่จะเกิดขึ้น ต่อโรงเรียน โดยไม่คํานึงถึงผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับนักเรียน นักศึกษาในโรงเรียนแห่งนั้น เรื่องนี้ถ้าผู้บริหารบริหารไม่ต่อเนื่อง นโยบายไม่ต่อเนื่อง ผลที่เกิดขึ้นโรงเรียนนี้ก็จะชะงัก ผมกราบเรียนว่าผมเคยเห็นหลายกระทรวง ทบวง กรม การแต่งตั้ง ผบ.ทบ. ต่าง ๆ ถ้าเหลือ ปีเดียวเขาไม่ตั้งแล้ว แต่ทําไมกระทรวงศึกษาธิการจึงยังแต่งตั้งบุคคลดังกล่าว ทั้ง ๆ ที่มีคนอื่นที่มีคุณสมบัติพร้อมอยู่ ไม่แต่งตั้ง อันนี้ผมกราบเรียนว่าอย่าให้มีอีกนะครับ ผมเห็นว่าเป็นเรื่องกระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงที่มีองค์ความรู้ เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถเป็นแบบอย่างที่ดี แต่ทําในสิ่งที่ขัดกับหลักการบริหาร สิ่งนี้ผมกราบเรียนว่า เป็นเรื่องที่เสียหายอย่างยิ่งนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ก็อีกหลาย ๆ เรื่อง ที่กระผมคิดว่าในเรื่องของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งความจริงแล้วผมก็คิดว่าเป็นเรื่องที่น่าจะมีเงื่อนงํา มีการร้องเรียนการขุดลอกหนองนาแซง ตําบลหนองนาแซง อําเภอเมืองชัยภูมิ งบประมาณก็เข้าใจว่า ๓๐ กว่าล้านบาท ต้องขุดดิน ๑,๓๐๐,๐๐๐ คิว แต่ขุดได้ ๑๐๐,๐๐๐ คิว ดูทีท่าเหมือนจะจบแล้ว ไปขุดรอบ ๆ เอาคันคู ขึ้นมาสูง แล้วจะนับเป็นความลึกที่ขุด อย่างนี้มันไม่ถูกนะครับ ขอให้ไปตรวจสอบนะครับ ท่านรัฐมนตรีซึ่งเป็นเพื่อนเรียนเตรียมอุดมศึกษาด้วยกัน ผมก็เคารพจริง ๆ ถือว่าให้ท่าน ไปช่วยตรวจสอบนะครับ การขุดลอกหนองนาแซง ตําบลหนองนาแซง อําเภอเมืองชัยภูมิ งบประมาณตั้ง ๓๐-๔๐ ล้านบาท ขุดลอก ๑,๓๐๐,๐๐๐ คิว แต่ขุดประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ คิว ยกคันคูขึ้นสูงจะไปนับเป็นความลึกไม่ได้ ต้องเอาความลึก เดิมมีเท่าไร ขุดลึกเท่าไร ดินกี่คิว ผมอยากจะฝากไว้ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เป็นผลเสียกับทางราชการ เงินภาษีอากร ของพี่น้องประชาชนครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ
ท่านจะชี้แจงก่อนใช่ไหม เดี๋ยวให้สัก ๒ ราย ท่านสุรพงษ์ กับท่านฐิติมาก่อน เดี๋ยวเขาพาดพิงถึงท่านอีก ให้เขาจบก่อน สัก ๓ คนแล้วท่านค่อยตอบ การศึกษาเขาก็จะถาม หลายท่านแล้วนะครับเรื่องท่าน จด ๆ ไว้ ก็แล้วกันครับ คุณผ่องศรี ธาราภูมิ ๗ นาที
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ผ่องศรี ธาราภูมิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้แทน ปวงชนชาวไทย แล้วก็ผู้แทนพี่น้องประชาชนชาวลพบุรีทุกคนที่เป็นเจ้าของประเทศนี้นะคะ ดิฉันขอร่วมแสดงความคิดเห็นต่อรายงานผลการดําเนินงานของคณะรัฐมนตรี ตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ภายใต้รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และคณะ ดิฉันกราบเรียนว่า ดิฉันได้ศึกษารายงานฉบับนี้ ซึ่งเป็นผลการดําเนินงาน ในรอบปีที่ ๑ นะคะ ด้วยสํานึกว่าเราทุกคนนี้เป็นเจ้าของประเทศแล้วก็ลงเรือลําเดียวกัน วันนี้ก็คงจะต้องเหลียวหลังไปที่วันที่เริ่มต้นของการทํางานของรัฐบาลนะคะ ถ้าทุกคน ยังจําได้ รัฐบาลเริ่มต้นทํางานในท่ามกลางภาวะวิกฤติทั้งภายในแล้วก็ภายนอกประเทศ รัฐบาลได้ฝ่าฟันปัญหามาในปีแรก ดิฉันคิดว่าด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ด้วยอุดมการณ์ที่ท่านอยากจะเห็นประเทศไทยก้าวเดินไปข้างหน้า อยากเห็นประเทศของเรา มีเศรษฐกิจคุณภาพ มีสังคมคุณธรรม แล้วก็นําความสันติสุขคืนมาสู่สังคมไทย ดิฉันเชื่อมันว่า ท่านหัวหน้ารัฐบาลท่านตั้งใจ คณะรัฐมนตรีก็ตั้งใจ พวกเราทุกคนก็ร่วมกันเป็นพลังนะคะ ๑ ปีที่ผ่านมานั้น ในปีแรกไม่น่าเชื่อว่าท่ามกลางวิกฤติอย่างหนักนะคะ รัฐบาลไม่เสียสมาธิ แต่ก็ยังทํางานหนักอย่างมุ่งมั่น ได้สร้างสรรค์ผลงานที่เป็นรากฐาน เป็นมาตรการเร่งด่วนที่จะ แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แล้วก็วางรากฐานในการพัฒนาสังคมไทยให้อย่างยั่งยืน ดิฉันคิดว่า สิ่งที่เป็นความภาคภูมิใจในปีแรก ไม่น่าเชื่อเลยนะคะว่าจะทําได้ ๓ เดือนแรก ได้เริ่มพัฒนา นโยบายประกันรายได้เกษตรกร ท่ามกลางเสียงที่ห่วงใยว่าจะทําได้หรือไม่ เพราะว่าเรายัง ไม่ได้เริ่มต้น เป็นเรื่องใหม่ อย่างไรก็ดีนะคะ ดิฉันคิดว่านโยบายที่รัฐบาลได้ทําอย่างมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนของราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือเกษตรกรในพื้นที่ทั้งหลาย ตลอดจนหน่วยงานที่เป็นกลไก ของรัฐบาลได้ช่วยกันทํางานหนัก ไม่ว่าจะเป็น ธ.ก.ส. สํานักงานเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่าง ๆ ทําให้ในปีแรกนั้นรูปธรรมของผลงาน ดิฉันคิดว่าเอกสารนี้ก็เป็นรายงานเชิงเอกสาร แต่ผลงานเชิงประจักษ์นั้นชัดเจนนะคะว่า เราได้วางรากฐานความมั่นคงให้กับพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะในพืชหลัก ๓ ชนิด คือ ข้าว ข้าวโพด แล้วก็มันสําปะหลัง แล้วก็กําลังจะเดินหน้าต่อไปสําหรับการต่อยอดนโยบายสําหรับ วันนี้แล้วก็อนาคต อันนี้ก็คือประเด็นหนึ่งที่ดิฉันเห็นว่ารัฐบาลได้วางรากฐานไว้ที่น่าชื่นชม รัฐบาลได้มีนโยบายในปีแรกเรื่องของการลดรายจ่ายแล้วก็เพิ่มรายได้ให้กับประชาชน ไม่ว่าจะเป็น ลดภาระของผู้ปกครองนะคะ ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว โครงการเรียนฟรี ๑๕ ปีนี้เป็นการแบ่งเบาภาระของพี่น้องประชาชน ดิฉันก็เคยเห็นพี่น้องประชาชนเมื่อก่อนจะเปิดเทอมโรงจํานําต้องแน่นไปหมดเลย ก็ต้องไป กู้หนี้ยืมสิน แต่หลังจากที่รัฐบาลได้เริ่มต้นทํางานในปีแรก แล้วก็ทําทันทีก็คือนโยบายเรียนฟรี ๑๕ ปีเป็นการแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง แล้วก็เป็นการให้โอกาสทางการศึกษาแก่ลูกหลาน วันนี้ระบบการศึกษาของเราก็ได้ถูกวางรากฐานไป แต่ยังต้องพัฒนาต่อนะคะ ดิฉันยังไม่ได้บอก ว่ามันจะดีที่สุด เพราะว่าการทํางานท่ามกลางความยากนั้นก็ต้องมีจุดเริ่มต้น และเมื่อ เริ่มแล้ว แล้วมีความมั่นใจได้รับการตอบรับจากพี่น้องประชาชนก็หวังว่ารัฐบาลจะได้เดินหน้า อย่างมีคุณภาพต่อไป
นโยบายเรื่องของเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุรัฐบาลก็ได้เปลี่ยนแนวคิดจากการให้ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นเรื่องของการสงเคราะห์มาเป็นการจัดสวัสดิการ เป็นการให้สิทธิ ขั้นพื้นฐานแต่พี่น้องประชาชนคนไทย อันนี้ก็ให้อย่างทั่วถึง ช่วงนี้ดิฉันกําลังพิจารณา งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมกลางปีก็มีเรื่องของการจ่ายสวัสดิการเบี้ยยังชีพผ่านกรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่นด้วย ซึ่งท่านรัฐมนตรีก็นั่งอยู่ตรงนี้ อันนี้ก็เป็นเรื่องสิ่งที่ดีแล้วก็คิดว่า จะต้องทําต่อไปแล้วทําให้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดิฉันคิดว่าเรื่องนโยบายความมั่นคงแห่งรัฐมันหมายถึงความมั่นคงแห่งชีวิต ของคนไทยค่ะ ความมั่นคงของรัฐจะมั่นคงได้ก็คือคนไทยต้องมีความมั่นคงในชีวิตตั้งแต่เกิด จนถึงบั้นปลาย รัฐบาลได้เดินหน้าวางรากฐานตั้งแต่คนเราแรกเกิดตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ก็คือกระทรวงสาธารณสุขนั้นได้ดูแลให้พี่น้อง อสม. นั้นได้ดูแลสุขอนามัยของประชาชน เมื่อเกิดก็ให้เข้าโรงเรียนตามสมควรแล้วก็อย่างมีคุณภาพ เมื่อถึงวัยทํางานรัฐบาลได้เร่งรัด ผลักดันกฎหมาย ดิฉันอ่านในรายงานว่ามีกฎหมายที่ตอนเริ่มต้นตั้งใจหลายฉบับ บัดนี้มาถึง ปีที่ ๒ ปีที่ ๓ ก็มีผลเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายผู้ประกันตน กฎหมายแรงงาน กฎหมายประกันสังคม กฎหมายคุ้มครองผู้รับงานไปทําที่บ้าน กฎหมายสภาเกษตรกรแห่งชาติ กองทุนสงเคราะห์เกษตรกร รวมถึงที่กําลังพิจารณาผ่านไปก็คือ ร่างพระราชบัญญัติกองทุน การออมแห่งชาติ อันนี้ก็เป็นการวางรากฐานสําหรับความมั่นคงในบั้นปลายของชีวิต เรื่องของบํานาญประชาชนนอกเหนือจากเบี้ยยังชีพ ๕๐๐ บาท ดิฉันคิดว่าในการทํางาน อย่างต่อเนื่องนี้ก็เป็นผลจากเราทํางานอย่างมีเป้าหมาย แม้ว่าจะทํางานด้วยความยาก แต่ว่าเมื่อเป้าหมายชัดเจนแล้วก็มุ่งมั่นรัฐบาลก็คงทําต่อไปนะคะ นอกจากนั้นแล้วดิฉันคิดว่า รัฐบาลได้ทํานโยบายเรื่องการมีส่วนร่วมชัดเจน ดิฉันได้มีโอกาสได้ติดตามรายการที่ ท่านนายกรัฐมนตรีไปร่วมเวทีประชาชนหลายครั้งทําให้เห็นว่ารัฐบาลนั้นฟังเสียงของ ประชาชน การแก้ไขปัญหาเรื่องของสผ ที่ดินทํากินโดยรูปแบบโฉนดชุมชนนั้น เน้นเรื่องของ การแก้ไขโดยปัญหาชาวบ้านโดยวิธีการคิดแล้วก็ความยั่งยืนในอนาคต นอกจากนั้นแล้ว การผลักดันเรื่องของกองทุนสวัสดิการชุมชนผ่านกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ทําให้กองทุนของภาคประชาชนได้ดูแลพี่น้องประชาชนในชุมชน ขณะนี้แม้ว่า จะยังไม่ครอบคลุมทั้งประเทศแต่ก็ขยายตัวเป็นอย่างมาก เหล่านี้ดิฉันคิดว่าเมื่อรัฐบาลเริ่มทํางาน ในปีแรก แล้วก็ทํามาได้เท่าที่มีเวลาจํากัด วันนี้ดิฉันต้องให้กําลังใจรัฐบาลว่าเราได้ทํางาน หน้าที่มาโดยถูกทางแล้ว ปัญหาอุปสรรคย่อมมีค่ะ ขอให้ท่านนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีอย่าได้ท้อถอย เมื่อเราทํามาถูกแล้วก็ขอให้เดินหน้าต่อไป แล้วก็โดยเร่งรัด นโยบายที่ยึดมั่นผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสําคัญ ประชาชนก็ยังเป็นกําลังใจ ปัญหาอุปสรรคที่มีทุกคนต้องร่วมช่วยกันแก้นะคะ ดิฉันก็จะเป็นพลังหนึ่งร่วมกับทางรัฐบาล ด้วย ร่วมกับพี่น้องประชาชนทุกคน แต่วันนี้ก็ต้องขอกราบขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาส ดิฉันได้ร่วมแสดงความคิดเห็นในเวลาที่จํากัดนี้ค่ะ ขอกราบขอบพระคุณค่ะ
สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ๒๐ นาที
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับวันที่รัฐบาลได้นําผลดําเนินการของรัฐบาลตามแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐและตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาแถลงต่อสภา ที่จริงแล้วต้องแถลงปีละ ๑ ครั้ง แต่ผมคิดว่าเนื่องจากรัฐบาลนี้ไปแถลงนโยบายที่กระทรวงการต่างประเทศ เพราะฉะนั้น ไม่จําเป็นต้องทําตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๕ เอาเป็นว่าแถลง ๒ ปี ๑ ครั้งก็แล้วกันไม่เป็นอะไรครับ แต่ผมจะชี้ให้ประชาชนได้เห็นว่าผลงานของรัฐบาลอภิสิทธิ์ในช่วงปีแรก ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๑ ถึง ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๒ แท้ที่จริงแล้วได้สร้างความทุกข์ยากลําบากลําเค็ญให้กับประชาชน สร้างความเดือดร้อน แก่สังคมและเบียดบังผลประโยชน์เข้าสู่พวกพ้อง ทุจริตโกงกินเงินภาษี ทําความเสียหาย แก่ประเทศชาติอย่างต่อเนื่องเต็ม ๆ ๒ ปี โดยเฉพาะเพื่อนรักของรัฐบาลคือพันธมิตรก็บอก ชัดเจนว่ารัฐบาลบริหารประเทศไร้น้ํายา ท่านประธานครับ รัฐบาลอภิสิทธิ์ไปพูดที่ไหน เมื่อไร ก็มักจะกล่าวอ้างครับว่ารัฐบาลเข้ามาบริหารในช่วงเศรษฐกิจโลกกําลังวิกฤติอย่างรุนแรง โดยเฉพาะแฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส (Hamburger Crisis) ๒. เผชิญหน้ากับกระแสความขัดแย้ง ของสังคมไทยอันเนื่องมาจากความคิดที่แตกต่างกันทางการเมือง ทําให้การบริหารบ้านเมือง ไม่สามารถดําเนินการได้อย่างต่อเนื่อง ผมอยากจะถามจริง ๆ ว่าแล้วใครใช้ให้นายอภิสิทธิ์ ไปกอดรัดกับนายเนวินเหมือนกับแฝดอินจัน ล้มพรรคพลังประชาชนของพวกผม แย่งชิง จนได้เป็นรัฐบาล อันนี้เป็นคําถาม อันที่ ๒ ครับ แล้วใครที่อยู่เบื้องหลังความขัดแย้ง แล้วคอยชักใยให้คนเสื้อเหลืองไปปิดสนามบินและบุกยึดทําเนียบรัฐบาล ยุแหย่ให้คนไทย ทะเลาะกัน ผมอยากจะถามครับว่านายอภิสิทธิ์พวกท่านทําเองใช่หรือไม่ วันนี้ท่านประธาน ท่านสนธิ ลิ้มทองกุล วันนี้ต้องขออนุญาตเรียกว่าท่านเลย เพราะท่านพูดได้ดีมาก ท่านพูด ในเดลินิวส์ข่าวนี่นะครับ ลิ้มจวกมาร์ค ตระบัดสัตย์ แถมเนรคุณ นอกจากนั้นไฮไลท์ (Highlight) ของคําให้สัมภาษณ์ของท่าน ศัพท์ ปชป. อ้างตัวเป็นประชาธิปไตยแต่ใจเผด็จการ ประกาศหยุด เทียบสู้กับวิญญูชนจอมปลอม
ท่านผู้อภิปรายครับ ท่านยัง ไม่ได้ขออนุญาตผมอ่านเอกสารในสภาเลยครับ
ขอประทานโทษครับ ขออนุญาตอ่านท่านประธาน อันนี้เอามาจากข่าวเลยครับ
ท่านต้องขออนุญาตให้ทาง สภาเขาตรวจสอบก่อน แล้วก็จะได้ทําได้
ได้ครับ เขาก็พูดว่าเขาพูดสุภาพ นะครับ เขาบอกว่าเขาพูดสุภาพแล้วก็ลับหลังก็ทําชั่วตลอด เขาว่าอย่างนั้นท่านประธาน ไม่เป็นไรครับ ทีนี้ผมอยากจะกลับมาอีกนิดหนึ่งว่าในรายการแสดงผลการดําเนินงาน ของรัฐบาล เล่มนี้นะครับ รัฐบาลบอกไว้ครับว่าบริหารงานจนเศรษฐกิจพื้นตัวได้ดีขึ้น ได้กระตุ้นเศรษฐกิจสําเร็จ ประชาชนตกงานน้อยลง การส่งออกเพิ่มขึ้น การท่องเที่ยวฟื้นตัว เกษตรกรมีรายได้ดีขึ้น เนื่องจากโครงการประกันรายได้ ได้ออกมาตรการต่าง ๆ มากมาย มีการปรับโครงสร้างด้านเกษตร ด้านอุตสาหกรรม ด้านการตลาด การค้า ขับเคลื่อนโครงการ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ดูแล้วมันดีไปหมด ท่านประธาน ประชาชนคนไทยมีความเป็นอยู่ดีขึ้น เขาเขียนในนี้นะครับ เพราะรัฐบาลอภิสิทธิ์บริหารประเทศได้ดี จัดเก็บภาษีได้เกินเป้า ๒ ปี ติดต่อกัน บ้านเมืองไม่เกิดความขัดแย้งเหมือนในอดีตสมัยท่านทักษิณ สมัยท่านสมชาย สมัยท่านสมัคร อันนี้เขาพูด แต่ผมอ่านแล้วก็รู้สึกเคลิบเคลิ้มพอสมควร และรู้สึกว่า ประเทศไทยช่างโชคดีอะไรขนาดนี้ท่านประธาน ที่ได้อภิสิทธิ์มาบริหารบ้านเมือง แต่ถ้าดูกัน จริง ๆ ติดตามสถานการณ์จริง ๆ ผมว่าพี่น้องประชาชนรู้ดีครับ ผลต่อเนื่องที่เกิดจากการ บริหารงานตามแนวนโยบายแห่งรัฐ ที่โม้ไว้ในรอบ ๒ ปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้สร้างหนี้ มีแต่ การทุจริตคอร์รัปชัน พูดง่าย ๆ ว่ากู้มาโกง เดี๋ยวผมจะให้ตัวเลขวันนี้ว่ากู้มาเท่าไร ตัวเลขจริง ๆ เลย ท่านประธาน นอกจากนั้นแล้วมันได้สร้างความเสียหาย ความเดือดร้อน ให้แก่ประชาชนให้แก่ประเทศชาติ นําพาประเทศชาติเข้าสู่ความแตกแยกในสังคม เพิ่มมากขึ้น สร้างศัตรูไว้รอบบ้าน ปัญหายาเสพติด ปัญหาอาชญากรรมเพิ่มสูงขึ้น ปัญหาสินค้าอุปโภคบริโภคแพงจนพี่น้องประชาชนมีรายได้ไม่พอรายจ่าย ผมได้สรุปไว้เป็น ๖ เรื่องใหญ่ ๆ ท่านประธาน แล้วแบ่งเป็น ๒๐ เรื่องเล็ก ๆ อันนี้ พี่น้องประชาชนถ้าฟังการอภิปรายของผม พี่น้องประชาชนตัดสินใจได้ครับว่าผมนําเรื่องจริง มาพูดหรือไม่ พี่น้องที่ใช้วิจารณญาณ แล้วในตอนเลือกตั้งพี่น้องก็เลือกนะครับ ถ้าจะเลือก พรรคเพื่อไทยมาแก้ปัญหาก็กาพรรคเพื่อไทย ถ้าจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ก็ทนรับกรรม ต่อไปนะครับ
ประการแรกท่านประธาน สร้างหนี้ให้ประเทศทั้งหมดตั้งแต่มีรัฐบาลอภิสิทธิ์ เข้ามาจนถึง ๒๕๕๓ เดือนธันวาคมได้ก่อหนี้ไว้ ๑.๒ ล้านล้านครับ ตัวเลขผมนี่ไม่ได้มั่ว ผมได้ ตัวเลขมาจากสํานักงานบริหารหนี้สาธารณะอยู่ในมือผม ผมขอมาครับเขาแจ้งมาชัดเจน เลยว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์กู้มาทั้งหมด ๑.๒ ล้านล้าน อันนี้แหละครับกู้มาโกงครับท่านประธาน แล้วทันทีที่กู้มา พอมาเป็นรัฐบาลสิ่งแรกคือตั้งงบกลางปีเพิ่มเติม ๑๑๖,๐๐๐ ล้านบาท แจกเงินทันทีครับ แจกเงินแจกของให้ประชาชน พี่น้องประชาชนคงจําได้ แจกเช็คช่วยชาติ ๒,๐๐๐ บาทที่ท่านเฉลิมได้อภิปรายไป ทําโครงการต้นกล้าอาชีพเป็นอย่างไร พี่น้องประชาชนรู้ดี แจกปลากระป๋องเน่าท่านประธาน อันนี้คือสิ่งที่น่าอับอายที่สุด นอกจากนั้นนะครับก็รีบเปลี่ยนชื่อโครงการที่นายกรัฐมนตรีทักษิณทําให้ประชาชนชื่นชอบ และนิยมรักใคร่ในตัวท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ เช่น โครงการกองทุนหมู่บ้าน เปลี่ยนชื่อ ใหม่ครับ เป็น โครงการกองทุนเศรษฐกิจพอเพียง โครงการ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค เปลี่ยนชื่อใหม่ เป็น โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โครงการ ๖ มาตรการ ๖ เดือนอยากให้คนลืม ก็เปลี่ยนเป็น โครงการ ๕ มาตรการ ๖ เดือน วันนี้ก็มีเพื่อนสมาชิกออกมาโอ้อวดว่าใช้ไฟฟ้า ฟรี น้ําฟรีเป็นเพราะรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ไปลอกรัฐบาลสมัครมา แล้วรัฐบาลสมัครได้นโยบาย อันนี้มาเพราะท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณคิดให้ มันต้องยอมรับความจริงกันบ้าง นอกจากนั้น นะครับรถเมล์ฟรีสิ่งที่น่าอับอายที่สุดไปเปลี่ยนสติกเกอร์ท่านประธานที่รถเมล์ฟรีจําได้ นะครับผมเคยอภิปราย เปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีน้ําเงิน คิดได้อย่างไร แต่ก็ยังดีครับที่รัฐบาลนี้ ยังรู้จักคิดโครงการใหม่ในช่วงนั้นขึ้นมาคิดได้เองนะครับ ก็ใช้เงินงบประมาณค่อนข้างมาก อันนี้คือโครงการ ร้องเพลงชาติทุกจังหวัดตอน ๖ โมงเย็น โอ้โฮ คนคิดโครงการนี้ผมว่า เป็นคนฉลาดมาก ๆ ท่านประธาน นอกจากนั้นนะครับการกู้เงินที่เมื่อกี้ผมได้บอกไปว่ากู้ ๑.๒ ล้านล้านบาทนั้นก็มีพระราชกําหนด ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี่แหละครับ ก็ไปกู้มาอย่างที่รู้ กันว่าจะปิดหีบ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปทําไทยเข้มแข็ง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท บังเอิญปิดหีบ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เหลือจากปิดหีบมา ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เอา ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท บวกกับ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปทําโครงการไทยเข้มแข็ง แล้ววันนี้ท่านประธานรู้ไหมครับ งบไทยเข้มแข็งที่พี่น้องเห็น โครงการถนนไร้ฝุ่นที่จังหวัด พระนครศรีอยุธยาที่มันทรุดไปน่ะท่านประธาน กรมทางหลวงชนบทภายใต้การกํากับดูแล ของรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย ทําได้อย่างไร อันนี้ละมันฟ้องเลยครับว่างบเหล่านี้ มีการทุจริตโกงกิน อย่างโครงการชุมชนพอเพียง ไม่ต้องพูดถึง เพื่อนสมาชิกก็ได้พูดว่าให้เขา ไปซื้อของที่เขาไม่ต้องการในกรุงเทพมหานคร ในต่างจังหวัดคิดได้อย่างไร นอกจากนั้น นะครับโครงการที่อื้อฉาวก็คือโครงการของกระทรวงสาธารณสุขโชคดีครับที่แพทย์ชนบท ออกมาทักท้วงจนทําให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขลาออก อันนี้ก็เป็นข่าว ชัดเจน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขลาออกแล้วรับผิดชอบทุจริตโครงการ ไทยเข้มแข็งท่านประธาน นอกจากนั้นแล้วยังโชคดีครับที่ พ.ร.บ. ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทผ่าน สภาเราไปเพราะเสียงรัฐบาลมากลากไปเอาชนะฝ่ายค้าน แต่บังเอิญไปถูก ส.ว. หรือ วุฒิสมาชิกคว่ําเอาครับ ก็เลยไม่ได้ใช้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มิฉะนั้นแล้วพี่น้องประชาชนเป็น หนี้เพิ่มแน่นอน รัฐบาลอภิสิทธิ์ยังกู้เงินชดเชยการขาดดุลงบประมาณในแต่ละปี ตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ปี ๒๕๕๓ ปี ๒๕๕๔ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทบวก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท
คุณสุรพงษ์ มีผู้ประท้วง ประท้วงอะไรคุณอรรถพร
ผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน จากเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ก็ต้องขออนุญาตประท้วงก่อนที่ผู้อภิปราย จะไปไกลไปกว่านี้นะครับ ผมเห็นท่านผู้อภิปรายได้กระทําผิดข้อบังคับข้อที่ ๖๑ นะครับ ก็คืออภิปรายฟุ่มเฟือยซ้ําซาก เรื่องราวต่าง ๆ ที่ท่าน ส.ส. สุรพงษ์ได้อภิปราย ผมได้ฟังมาในสภาแห่งนี้เป็น ๑๐ ครั้ง รัฐมนตรีชี้แจงอีกเป็นสิบ ๆ ครั้ง ท่านได้กล่าวหารัฐมนตรีคนนั้นทุจริตรัฐมนตรีคนนี้ทุจริต ผมก็ไม่เคยเห็นท่านได้มีหลักฐานที่จะไปดําเนินคดีอาญาต่าง ๆ ท่านก็ได้แต่มาดําเนิน คดีอาญาอยู่ในสภาแห่งนี้ ขอให้ท่านประธานได้โปรดควบคุมให้ผู้อภิปรายได้อยู่ในประเด็น และมีการอภิปรายในเชิงสร้างสรรค์มากกว่านี้ครับ
ก็ขอความกรุณาผู้อภิปราย อยู่ในกรอบของเรื่องด้วยครับ
ท่านประธาน สรุปผู้บริหาร เขียนไว้ชัดเลยครับ รัฐบาลได้ใช้งบประมาณใน พ.ร.ก. ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็มีการเบิก เงินตั้งงบกลางปี มันเขียนในนี้แล้วให้ผมอภิปรายอะไรนอกประเด็น มันอยู่ในนี้หมด ท่านประธาน
ก็เห็นอยู่ครับ
ท่านประธานได้อ่านไหมครับ ท่านประธานอ่านไหมในหนังสือฉบับนี้
ผมอ่านครับ ผมจึงไม่กล้า ตัดสินใจว่าจะให้ท่านถอน
อ่านไม่ละเอียด
ผมไม่ได้บอกให้ท่านถอน เมื่อไร
ผมอยู่ในเนื้อหาเลยครับ เสียเวลาผมท่านประธาน
แต่ว่าเขาได้ฟังเรื่องที่ ท่านอภิปรายเรื่องนี้มาหลายครั้งแล้ว ผมก็เลยบอกว่าสภาควรจะฟัง
คนฟังมันฟังไม่ซ้ํากันท่านประธาน คนฟังพี่น้องประชาชนอาจจะเปิดอาจจะปิดได้ยินไม่ทั่วถึง ผมจะเป็นแผ่นเสียงตกร่อง แต่ผม อยู่ในเนื้อหาสาระ ท่านประธานต้องอนุญาตผม อย่ามารบกวนสมาธิของผมครับ ผมอธิบาย ในหลักวิชาการ ไม่ได้นอกลู่นอกทาง เข้าประเด็นหมดท่านประธาน
ก็เชิญต่อครับ
ได้ครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน อย่าให้ผมเสียเวลาสมาธินะครับท่านประธาน
ท่านต้องตั้งให้มั่นก่อนที่จะ อภิปรายครับ
ได้ครับ
อย่างผมนี้คุณว่าอะไรผม ผมไม่เคยตอบโต้ คุณเสนอศาลรัฐธรรมนูญผมก็ทําให้คุณ คุณยังจะฟ้องผมตลอด ผมก็ยัง ไม่ตอบโต้ท่านเลย เชิญตามสบายต่อ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดเชียงใหม่ ประการที่ ๑ ผมได้พูดจบไปแล้วนะครับ
ประการที่ ๒ ที่ผมเห็นว่ารัฐบาลนี้ไม่ได้ทํางานเพื่อบ้านเพื่อเมืองไม่สัมฤทธิ์ผลเลย ประการที่ ๒ รัฐบาลเบียดบังเงินภาษีคนยากจน สร้างความเดือดร้อนให้แก่คนรากหญ้า โดยเฉพาะเรื่องขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ํามัน ภาษีเหล้า บุหรี่ เบียร์ ประชาชนรากหญ้า ชาวนา ชาวไร่ เกษตรกรผู้ใช้แรงงานเดือดร้อนครับ เพราะเขาต้องซื้อน้ํามันแพง และคนพวกนี้เขาไป ซื้อบุหรี่ตามร้านโชว์ห่วย ซื้อเหล้าซื้อเบียร์ถูกกฎหมายไม่หนีภาษี มันไม่เหมือนกับคนรวย ท่านประธาน คนรวยเขาบริโภคไวน์ (Wine) บุหรี่ เหล้า หนีภาษีทั้งนั้น แล้ววันนี้น้ํามัน ในตลาดโลกสมัยท่านสมชายกับท่านสมัคร ๑๔๐ เหรียญต่อบาร์เรล คุณอภิสิทธิ์ ๗๐ วันนี้ เพิ่งจะมาแตะ ๙๐ ปลาย ๆ ประชาชนก็ซื้อน้ํามันแพงกว่าสมัยก่อนมันเกิดอะไรขึ้น แล้ววันนี้ นะครับอีกเรื่องหนึ่งคือแจกเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เบี้ย อสม. ขึ้นเงินเดือนข้าราชการ อบต. ขึ้นค่าแรงต่าง ๆ ผมเห็นด้วย แต่มันกลับตาลปัตร มันทําให้สินค้าอุปโภคบริโภคขึ้นราคาไป รอไปดักรอไว้หมด เพราะฉะนั้นรายได้ของประชาชนไม่พอรายจ่าย ผมก็มองว่าวิธีการอย่างนี้ เป็นการซ้ําเติมทําร้ายประชาชน และเป็นการทําลายเศรษฐกิจของประเทศ ไม่มีวินัยทางการคลัง นอกจากนั้นบริการสาธารณสุขที่บอกรักษาฟรีทุกโรค เพื่อที่จะเอาชนะ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค สมัยท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ วันนี้พี่น้องประชาชนเขาบอกว่าเขาได้รับการดูแลเหมือน คนไข้อนาถา ยาที่ได้รับจากโรงพยาบาลก็ผสมไปด้วยแป้ง กินเท่าไรก็ไม่หาย เป็นไข้ก็ไม่หาย ต้องไปซื้อยาหมอตี๋กินข้างถนนข้างทาง ท่านประธานครับ ถ้าทําอย่างนายกรัฐมนตรีทักษิณ ไม่ได้ก็อย่าไปทํา ใช้ ๓๐ บาทเหมือนกันก็ได้ เราไม่ได้ไปจดลิขสิทธิ์ไว้ ท่านประธาน
ประการที่ ๓ รัฐบาลหย่อนสมรรถภาพในการควบคุมดูแลชีวิต ทรัพย์สิน และสวัสดิภาพของประชาชน ผมจะชี้ให้เห็นครับ กรณีการปราบยาบ้ายาเสพติดในรัฐบาล อภิสิทธิ์ ยิ่งปราบก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ดูได้จากตัวเลขที่รายงานออกมานะครับพบว่าในแต่ละปีปราบปรามและ จับกุมได้มากขึ้น ก็แสดงว่ามียาขายมากขึ้น มีแหล่งผลิตมากขึ้น เฮโรอีนนะครับวันก่อนจับได้ ๑๙๐ กิโลกรัม สารเริ่มต้นจับได้ ๑,๐๐๐ กิโลกรัมครับท่านประธาน วันนี้พ่อแม่ผู้ปกครอง ที่เคยได้บุตรคืนสมัยนายกรัฐมนตรีทักษิณ วันนี้กําลังจะต้องสูญเสียบุตรหลานไป เพราะนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ วันนี้ท่านประธาน บ่อนการพนัน เจ้ามือหวยใต้ดิน แหล่งมั่วสุม ของเยาวชน ตู้ม้า ตู้เกม สถานบังเทิงผิดกฎหมายผุดขึ้นราวดอกเห็ด ท่านประธาน ขบวนการ เรียกเก็บส่วยฟื้นคืนชีพ มาเฟียคุมวินมอเตอร์ไซด์ เจ้าพ่อเจ้าแม่ขายหวย ลอตเตอรี่ (Lottery) เกินราคา เอาเปรียบผู้บริโภคผุดโผล่ขึ้นมาในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เพราะไปยกเลิก หวยบนดินครับท่านประธาน นอกจากนั้นเวลาพี่น้องประชาชนถูกหวย เจ้ามือหนีครับ ท่านประธาน สมัยหวย ๒ ตัว ๓ ตัว แทงสมัยนายกรัฐมนตรีทักษิณไม่มีหนี เจ้ามือเท่าไรก็เสีย .อันนี้ต้องฝากพี่น้องประชาชนไว้ ความปลอดภัยในชีวิต ท่านประธาน ทรัพย์สินของพี่น้อง ประชาชนถูกปล่อยปละละเลย ขโมยขโจรเต็มบ้าน มีการฉกชิงวิ่งราว ปล้นร้านทอง บุกจี้ ร้านค้าปลีก งัดตู้ เอทีเอ็ม (ATM) หลอกลวงโอนเงินเอ.ที.เอ็ม ผ่านอินเทอร์เน็ต
ประการที่ ๔ ครับท่านประธาน วันนี้รัฐบาลทําให้เกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา ประชาชนถูกเอารัดเอาเปรียบ เดือดร้อนขาดทุนและเจ๊งระเนระนาด พ่อค้าคนกลาง ผู้ค้ารายใหญ่ที่เอาเปรียบพี่น้องชาวไร่ ชาวนา เกษตรกรล้วนแต่ร่ํารวยครับท่านประธาน ในขณะที่เกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา ขายผลผลิตไม่ได้ราคาถึงได้ออกมาประท้วงปิดถนน ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเมื่อวานนี้ ท่านประธานดูนะครับ ต้นทุนการผลิตไม่ว่าปุ๋ย น้ํามัน เมล็ดพันธุ์ อาหารสัตว์ ยาฆ่าแมลง สารเคมี ขึ้นหมด แล้วพี่น้องประชาชนเกษตรกร ชาวไร่ชาวนาจะอยู่ได้อย่างไร ประชาชนต้องเข้าคิวซื้อน้ํามันปาล์ม ทั้ง ๆ ที่ประเทศไทย เป็นประเทศเกษตร ต้องซื้อน้ํามันพืชเข้าคิว แถมยังตัองชกต่อยกัน ทะเลาะเบาะแว้งกัน มันอยู่ไม่ได้ครับท่านประธาน และหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ก็ลงข่าว เอแบค โพลล์ (ABAC Poll) สํารวจมา ๗๒ เปอร์เซ็นต์ครับบอกว่าน้ํามันปาล์มขาดแคลนก็เพราะว่ามีการทุจริต ของหน่วยงานของรัฐ และผลประโยชน์ของบริษัทเอกชนที่ทํา ท่านประธาน พ่อค้าแม่ค้ากล้วยแขก กล้วยทอด ไข่ทอด หมูทอด เจ๊งหมดครับ วันนี้ต้องเพิ่มปริมาณและขายแพง ๆ ขึ้น หรืออาจจะตักปริมาณน้อยลงแต่ขายราคาเท่าเดิม เพราะฉะนั้นวันนี้พี่น้องประชาชน เดือดร้อน เนื้อไก่ เนื้อหมู ซีอิ๊ว กะปิ น้ําปลา หอม กระเทียม แป้งทอดโกกิ บะหมี่ ข้าวสาร ขึ้นราคาหมด ประชาชนอยู่ไม่ได้กันท่านประธาน
ประการที่ ๕ ครับ การทุจริตในรัฐบาลอภิสิทธิ์เป็นที่โจษขานอย่างมาก ในภาคธุรกิจกับเอกชน วันนี้ครับการทุจริต ท่านประธาน ซื้อขายตําแหน่ง โยกย้าย ข้าราชการที่มันเกิดขึ้นที่กรมตํารวจ วันนี้มีคนรายงานครับ ไปถึงนายผมซึ่งเป็นอดีตตํารวจ บอกว่าในกรมตํารวจวันนี้ใช้วิธีการแบบเซ้งตึกแถว มีการประมูลราคาครับ ถ้าสารวัตร จะขึ้นเป็นผู้กํากับ ค่าเซ้งเอาไปจ่ายนักการเมือง ค่าเช่าเอาไปจ่ายผู้บังคับบัญชา นอกจากนั้นครับโครงการก่อสร้างในงบประมาณไทยเข้มแข็งหรืองบลงทุนในแต่ละกระทรวง ที่รัฐบาลกู้มา ๑.๒ ล้านล้านบาท ก็ปรากฏว่ามีเอกชนเขาแจ้งว่าเวลาเขาไปกู้แบงก์ (Bank) เขาต้องการให้แบงก์ปล่อยเงินกู้งวดแรก เอาสัญญาไปวางให้แบงก์จ่ายก่อน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วเอา ๓๐ เปอร์เซ็นต์ไปจ่ายนักการเมือง อย่างที่ท่านเฉลิมก็ได้อภิปรายไป วันนี้ มันเป็นเหตุการณ์ที่ไม่น่าเกิดขึ้นในประเทศไทยครับ แล้วก็ยิ่งถ้าประชาชนและเอกชน ได้ฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจและเห็นการทุจริตในรัฐบาลนี้ ผมเชื่ออย่างนี้ครับว่าพรรคการเมือง ที่กําลังระดมทุน รับบริจาคเงินช่วยเหลือพรรค นายทุนเอกชน ประชาชนเขาไม่บริจาคหรอกครับ เพราะแต่ละพรรคการเมืองล้วนแต่ร่ํารวย ทั้งนั้น เดี๋ยวรอฟังตอนอภิปรายไม่ไว้วางใจ ท่านประธาน และยิ่งท่านอภิสิทธิ์นะผมอยากจะ เตือนท่าน บังเอิญรัฐบาลนี้ไม่มี คตส. ถ้าหากมี คตส. เหมือนสมัยท่านสุรยุทธ์ที่มี คปค. คตส. จะจับท่านเข้าคุกไม่รู้กี่รอบ ยิ่งถ้ามี คตส. อคติเหมือนสมัยที่พยายามจะยึดทรัพย์บริษัท ชินวัตรของท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ท่านติดคุกหัวโตก็แล้วกัน นอกจากนั้น ท่านประธาน วันนี้รัฐบาลได้ให้สัมปทานแก่พวกพ้อง ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าสายสีต่าง ๆ แม้กระทั่งคลื่นโทรศัพท์ ๓ จี (3G) เดี๋ยวผมจะอภิปรายแหกอกรัฐบาลชุดนี้โดยรัฐมนตรีไอซีที คอยรับผมก็แล้วกัน ผมจะชี้ให้เห็นการทุจริตใน ๓ จี นอกจากนั้น ท่านประธาน เอางบ ให้ทหารไปซื้อ จีที ๒๐๐ (GT 200) แท่งเหมือนที่ฉีดยาไล่แมลงปลวก แล้วก็เรือเหาะ ท่านประธาน นอกจากนั้นยังมีการอนุมัติให้อัพเกรด (Upgrade) เอฟ ๑๖ (F 16) ก็มันเพิ่ง ตกไปหยก ๆ หย่อน ๆ จะไปอัพเกรดมันทําไม แสดงว่าเครื่องมันใช้ไม่ได้ อัพเกรดก็ตกอีก มันต้องรู้กันบ้างสิครับท่านประธาน นอกจากนั้นรัฐบาลนี้ก็ปล่อยปละละเลย ปล่อยให้เกิด ค่าโง่คลองด่าน ๗,๐๐๐ ล้านบาท ในขณะที่ค่าโง่โฮปเวลล์ (Hopewell) ยังอยู่ที่ ป.ป.ช. อยู่ ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท ไปตรวจสอบสิครับ ทํางานให้มันมีประสิทธิภาพบ้าง
ประการที่ ๖ รัฐบาล ๒ มาตรฐาน กลุ่มพันธมิตรไม่ต้องพูดถึงแล้วกับเสื้อแดง ๒ มาตรฐานมาโดยตลอด นอกจากนั้น ทําลายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับเพื่อนบ้าน เช่น พม่า กัมพูชา ใช้สื่อของรัฐไปโจมตี กล่าวหาคนประเทศกัมพูชา ผู้นําประเทศกัมพูชา
หมดเวลาแล้วครับเดี๋ยวจะกินเวลา คนอื่นเขา
อีกนิดเดียวท่านประธาน ผมมองว่ารัฐบาลชุดนี้มีพฤติกรรมเหมือนกับปล่อยให้รัฐมนตรีไปด่าเพื่อนบ้าน เหมือนกับ เจ้าบ้านปล่อยให้คนใช้ไปทะเลาะกับคนข้างบ้าน แล้วเจ้าบ้านไม่ไล่คนใช้ออก มันก็อดสงสัย ไม่ได้ว่าเจ้าของบ้านไปมีอะไรกับคนใช้หรือไม่ ท่านประธาน ที่จริงแล้วมีอีกเยอะแยะนะครับ
เยอะแยะเอาไว้อภิปราย ไม่ไว้วางใจครับ พอแล้วครับ
ได้ครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน
เชิญคุณวรงค์ครับ ให้รัฐบาล ตอบก่อนก็ได้ เชิญครับท่านรัฐมนตรี
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะรัฐมนตรีว่ากากระทรวงศึกษาธิการ ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่ได้อภิปรายในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการศึกษา อย่างน้อย ๒ ท่านนะครับ คือท่านเฉิม อยู่บํารุง และท่าน นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ซึ่งได้อธิบาย มีส่วนที่เกี่ยวข้องพาดพิงถึงนโยบายของรัฐบาล และนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ซึ่งผมคิดว่าเป็นการอภิปรายที่สมควรจะได้รับการชี้แจง ไม่เหมือนกับบางคนที่อภิปรายแล้วก็เหมือนกับเป็นการมองในแง่ลบแต่เพียงด้านเดียว ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าการสร้างสรรค์ในเชิงการอภิปรายในสภาเป็นเรื่องที่มีความจําเป็นที่ พี่น้องประชาชนจะได้พิจารณาว่ารัฐบาลนี้ได้ให้ความสําคัญกับนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ซึ่งเป็นนโยบายสําคัญ ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลก็จะต้องดําเนินการในนโยบายเหล่านี้ อันนี้ ก็เป็นเรื่องที่ผมถือว่าสภามีบทบาทที่จะต้องตรวจสอบ ที่จะต้องเสนอแนะต่อรัฐบาลด้วย
ท่านประธานครับ ในกรณีของประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการศึกษานั้นมีอยู่ ๒ ประเด็นหลักครับ ประเด็นแรกที่ผมคิดว่าพูดถึงทั้ง ๒ ท่าน คือประเด็นในเรื่องของ โครงการเรียนฟรี เรียนดี ๑๕ ปี ผมอยากถือโอกาสนี้กราบเรียนกับท่านประธานว่า โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ นั้นได้มีบทบัญญัติไว้ว่า การจัดการ ศึกษาต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า ๑๒ ปี ที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย แต่ว่าเนื่องจาก รัฐบาลนี้ ท่านประธานครับ นายกรัฐมนตรีได้ให้ความสําคัญเกี่ยวกับคน เพราะคนนั้นเป็นพื้นฐานสําคัญในการที่จะ พัฒนาประเทศชาติบ้านเมือง ถ้าหากว่าเราได้พัฒนาคนให้อยู่เย็นเป็นสุข ไม่อยู่ภายใต้ของ ความขัดแย้ง ไม่อยู่ภายใต้ของเผด็จการ ไม่อยู่ภายใต้ของนักธุรกิจที่ครอบงําเห็นประโยชน์ อยู่ภายใต้ความเข้าใจ เรียนรู้และเท่าทันก็จะทําให้ประชาชนในสังคมนั้น ๆ มีคุณภาพ สามารถที่จะแยกแยะผิดถูก แล้วก็เข้าใจในเหตุผลที่จะอยู่ร่วมกันในสังคมประชาธิปไตย มีความเคารพในสิทธิมนุษยชน เพราะฉะนั้นหลักสําคัญของรัฐบาลนี้จึงให้ความสําคัญ เกี่ยวกับคน ท่านจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าไม่ว่าจะเป็นคนที่เป็นผู้มีอุปการคุณต่อประเทศชาติ บ้านเมือง คือผู้สูงอายุ รัฐบาลนี้ก็ดูแลผู้สูงอายุอย่างทั่วถึง ๘ ล้านคน ได้รับเงินค่าตอบแทน คนละ ๕๐๐ บาททุกคนทุกเดือน ขณะนี้ก็ยังทํา พ.ร.บ. เงินออมแห่งชาติเพื่อที่จะดูแล กลุ่มคนเหล่านี้อีก ๓๕ ล้านคนให้ได้มีโอกาสรับการดูแลจากรัฐ นอกจากนั้นก็ดูแลเพื่อน อสม. ที่ทําหน้าที่ในการที่จะดูแลสุขภาพของพี่น้องประชาชนให้ได้รับเงินค่าตอบแทน เป็นครั้งแรกที่ครบทุกคน คนละ ๖๐๐ บาท ทุกคนทุกเดือน และแน่นอนที่สุดครับ กลุ่มบุคคลที่ผมอยากจะพูดถึงก็คือกลุ่มบุคคลที่มีความสําคัญที่สุด นั่นคือลูกหลานของพี่น้อง ประชาชน ก็คือเด็ก เยาวชน ที่จะต้องได้รับการดูแลให้เข้าถึงการศึกษาอย่างเสมอภาคกัน ให้ได้เข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างมีคุณภาพ เพราะฉะนั้นรัฐบาลนี้จึงทํานอกเหนือไปกว่า ที่แนวนโยบายแห่งรัฐที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญให้จัดการศึกษาโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ๑๒ ปี แต่รัฐบาลนี้ได้เขียนไว้ในนโยบายชัดเจนในข้อ ๓.๑.๔ ว่าจะจัดให้ทุกคนมีโอกาสได้รับ การศึกษาฟรี ๑๕ ปี ตั้งแต่อนุบาลไปจนถึงมัธยมตอนปลาย หรือระดับประกาศนียบัตร วิชาชีพ พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการให้เกิดความเสมอภาคและความเป็นธรรม ในโอกาสทางการศึกษาแก่ประชาชนในกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ผู้ยากไร้ ผู้พิการ หรือทุพพลภาพ ผู้อยู่ในสภาวะยากลําบาก ผู้บกพร่องทางร่างกาย สติปัญญา และชนต่างวัฒนธรรม รวมทั้ง ต้องยกระดับพัฒนาศูนย์เด็กเล็กในชุมชน และสร้างโอกาสในการที่จะเข้าถึงการศึกษา อย่างมีคุณภาพตลอดชีวิต ท่านประธานจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่านโยบายของรัฐบาลนี้ นอกจากจะสอดรับกับนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐซึ่งถือว่ารัฐจะต้องรับผิดชอบโดยตรงแล้ว รัฐบาลนี้ยังให้ความสําคัญเป็นพิเศษเกี่ยวกับการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานถึง ๑๕ ปี โครงการ ๑๕ ปีเรียนฟรีจึงเป็นโครงการที่รัฐบาลได้ให้ความสําคัญเป็นพิเศษและดําเนินการทันที ที่เข้ามาเป็นรัฐบาลภายใน ๙๙ วัน ผมอยากจะกราบเรียนว่ารัฐบาลต้องใช้งบประมาณเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อให้ลูกหลานของเรานั้นได้บรรลุเป้าหมาย ๓ เรื่องครับ เรื่องแรกคือเรื่องของโอกาสแน่นอนที่สุด โครงการเรียนฟรี ๑๕ ปีในปีที่ผ่านมาเราใช้งบประมาณไป ๗๓,๐๐๐ ล้านบาท ก็เพื่อต้องการ ที่จะให้เด็กและเยาวชนทุกกลุ่มได้เข้าถึงโอกาสและมีความเสมอภาคที่จะได้รับการศึกษา และในปีงบประมาณ ๒๕๕๔ นี้รัฐบาลก็ได้จัดสรรงบประมาณเพิ่มให้อีกเป็น ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท เดี๋ยวผมจะกราบเรียนท่านประธานว่า ในฐานะที่ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผมได้ไปขับเคลื่อนให้นโยบายโครงการเรียนฟรี เรียนดี ๑๕ ปีนั้นเกิดประโยชน์กับ พี่น้องประชาชนสูงสุดได้อย่างไร ผมขออนุญาตกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า แนวทางในการ ดําเนินงานของโครงการเรียนฟรี ๑๕ ปีนั้นได้วางหลักไว้เป็นเป้าหมายอยู่ ๔ เรื่องครับ
เรื่องแรกก็คือเพื่อที่จะบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครองครับ ท่านประธาน ท่านประธานคงจําได้นะครับ ก่อนหน้ารัฐบาลนี้พี่น้องประชาชนจะต้องจ่าย ค่าเล่าเรียนนะครับ จะต้องจ่ายค่าชุดเครื่องแบบนักเรียน จะต้องจ่ายค่าหนังสือเรียน จะต้อง จ่ายค่าอุปกรณ์การเรียน ไม่ต้องพูดถึงเรื่องกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการเรียน คอมพิวเตอร์เลยครับ แต่ว่ารัฐบาลนี้ได้มีการจัดตั้งงบประมาณโครงการเรียนฟรี ๑๕ ปี ซึ่งเข้ามาดูแลทั้งหมด ๕ ฟรี ฟรีแรกที่พี่น้องประชาชนจะได้รับก็คือค่าเล่าเรียนฟรี ต่อไปนี้พี่น้องประชาชนไม่ต้องจ่าย ค่าเล่าเรียนเลยครับ นอกจากค่าเล่าเรียนฟรีแล้วก็จะได้ชุดนักเรียนใหม่ ๆ ๒ ชุดฟรีครับ ยุคก่อนหน้านี้ก็อาจจะมีการแจกชุดนักเรียนบ้างครับ แต่เราก็เห็นสภาพอยู่ วันนี้ชุดนักเรียน ผู้ปกครองสามารถรับเงินจากโรงเรียนไปเลือกซื้อชุดที่ดีที่สุดให้กับลูกของตัวเองครับ ๒ ชุดครับ และถ้าหากบางคนเห็นว่ามีชุดที่ใส่อยู่เดิมแล้วพอใช้ได้ เปลี่ยนไปเป็นชุดลูกเสือ เปลี่ยนไปเป็นชุดพละก็ได้ครับ ท่านประธานครับ ได้อุปกรณ์การเรียนฟรี อุปกรณ์การเรียน เช่น ปากกา สมุด เครื่องใช้ต่าง ๆ เกี่ยวกับการเรียนฟรี ให้ซื้อปีหนึ่ง ๒ ครั้งครับ เพื่อให้พอดี กับการที่นักเรียนจะต้องใช้ในการเรียนครับ และแน่นอนที่สุดที่เพิ่มขึ้นมาและเป็นที่พึงพอใจ ของประชาชน คือกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนฟรี กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนหมายความว่าอย่างไรครับ ท่านประธาน หมายความว่าเด็กนักเรียนสามารถที่จะเลือกเรียนคอมพิวเตอร์ได้อย่างน้อย ๔๐ ชั่วโมง ถ้าไม่เลือกเรียนคอมพิวเตอร์ ครูก็จะนําเงินก้อนนี้ครับ ที่จะนํานักเรียนไปศึกษา ในแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ที่เรียกว่าทัศนศึกษา ท่านประธานคงจะเห็นเป็นครั้งแรกใช่ไหมครับ ที่เห็นนักเรียนมาเยี่ยมชมรัฐสภามากที่สุดในรอบ ๓ ปีที่ผ่านมา เพราะนักเรียนได้มีโอกาสใช้ เงินก้อนนี้ครับ เป็นเงินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน มาดูรัฐสภา มาดูสวนสัตว์ มาเยี่ยมชม พระราชวัง เดี๋ยวนี้มาถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วย ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานว่า สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมาที่ได้ดําเนินการครับ ในช่วงปีที่ผ่านมานั้น เราได้ดําเนินการในการที่จะขับเคลื่อนการใช้โครงการเรียนฟรี เรียนดี ๑๕ ปี
ประการแรกก็คือว่า ลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครอง
ประการที่สอง เมื่อเราเชื่อว่าเด็กมีหนังสือเรียนพร้อม เครื่องแบบนักเรียน พร้อม อุปกรณ์การเรียนพร้อม ก็จะสะท้อนคุณภาพการเรียนของนักเรียนครับ ในขณะนี้เป็น ที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าคุณภาพของนักเรียนแตกต่างไปจากคุณภาพของนักเรียนเมื่อ ๓ ปี ที่ผ่านมา
ประการที่สามครับ สะท้อนถึงโอกาสครับ โอกาสในขณะนี้ท่านประธานครับ เด็กชาวเขา เด็กอยู่ชายแดน เด็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลกันดาร เด็กที่พิการครับ พิการ ถ้าอยู่ ในวัยเรียน ทาง สพฐ. จะต้องเข้าไปดูแลเปลี่ยนบ้านเป็นโรงเรียน เปลี่ยนพ่อแม่เป็นครู เด็กมีโอกาสได้รับเงินโครงการเรียนฟรี ๑๕ ปี เพราะเด็กเหล่านี้เราก็ถือว่าเยาวชน เขาต้อง มีโอกาสในการเรียนรู้ จะพาเขามาโรงเรียนเลย ไม่ได้ครับ ต้องไปเตรียมความพร้อมให้เขามี สมรรถนะพอที่จะมาเรียนร่วม พอมีสมรรถนะพอ เราก็จัดโครงการเรียนร่วมครับ จัดโครงการเรียนร่วมกับนักเรียนปกติ ในขณะนี้มีโรงเรียนที่เป็นแกนนําในโครงการเรียนร่วม ๕,๐๐๐ โรงเรียน ในปีต่อไปนี้ผมจะให้โรงเรียนดีประจําตําบลเปิดโครงการเรียนร่วมทุกตําบล เพื่อให้เด็กพิการ เด็กที่ด้อยโอกาสเหล่านี้ได้เข้าถึงการศึกษาภายใต้โครงการเรียนฟรี ๑๕ ปี เท่านั้นยังไม่พอครับ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าปีนี้จะเป็นยุคที่สําคัญที่เราจะทําให้ พี่น้องประชาชนนั้นได้มีส่วนร่วมเพิ่มมากขึ้น เพราะฉะนั้นโครงการเรียนฟรี เรียนดี ๑๕ ปี ผมรู้ครับว่าอาจจะสะเทือนต่อเพื่อนสมาชิกที่เป็นฝ่ายค้านบ้าง เพราะปีนี้จะให้มีส่วนร่วม ให้กรรมการสถานศึกษามารับรู้ ให้ผู้ปกครองมารับรู้ด้วยว่าจะนําเงินโครงการเรียนฟรี ๑๕ ปี ที่รัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้ไป ให้เกิดคุณภาพทางการศึกษาที่ดีที่สุดกับนักเรียนอย่างไร พี่น้องประชาชนจะได้สัมผัสด้วยตัวเองครับ จะได้สัมผัสด้วยตัวเอง ผมเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้ก็จะ ทําให้พี่น้องประชาชนนั้นมีความพึงพอใจ และถ้ามาดูผลการสํารวจของสํานักงานสถิติ แห่งชาติได้สํารวจความพึงพอใจของประชาชนในทุกจังหวัดที่มีต่อโครงการเรียนฟรี ๑๕ ปี พบว่าประชาชนร้อยละ ๙๘.๒๐ เปอร์เซ็นต์ พอใจนโยบายเรียนฟรี ๑๕ ปี ร้อยละ ๙๗.๙๐ เปอร์เซ็นต์ อยากให้โครงการดําเนินการต่อไป เพราะสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่รัฐบาลไม่ได้ หวังผลเฉพาะหน้า แต่หวังผลในการที่จะพัฒนาคนของเราอย่างยั่งยืนต่อไป ผมอยากจะ กราบเรียนกับท่านประธานครับว่า ในปีนี้ครับเราเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างครับ ในปีนี้ เปลี่ยนแปลง ประการแรกครับ ที่อยากจะเรียนกับเพื่อนสมาชิกเพื่อจะได้ไปกราบเรียนไปกับ ผู้ปกครองก็คือว่า
ประการแรกคือหนังสือไม่ต้องยืมเรียนแล้วครับปีนี้ ลูกหลานของเราทุกคน จะได้หนังสือฟรี และสามารถพาไปทําเป็นการบ้าน พาไปใช้ในการเรียนต่อได้ครับ นี่ประการแรกครับ
ประการที่สอง เราจะมาดูแลในเรื่องของกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ที่จะให้ ลูกหลานของเรานั้นได้มีโอกาสในการที่จะศึกษาเรียนรู้ ในการที่จะจ้างวิทยากรต่าง ๆ มาพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน ไม่ใช่เรียนหนังสือแต่เพียงอย่างเดียวครับ เขาต้องมีโอกาส เรียน ที่จะให้เป็นคนที่สมบูรณ์ เรียนเพื่อให้เกิดการเรียนรู้กับภูมิปัญญาในท้องถิ่น วิถีชีวิตจริงที่เป็นอยู่จริงครับ ผมจึงกราบเรียนว่าการศึกษาจึงเป็นเครื่องมือที่สําคัญในการ ที่เราจะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้รับการเรียนรู้
ประการที่สาม ที่เปลี่ยนแปลงก็คือว่า ในปีนี้ผมได้สั่งการให้ทุกหน่วยงาน ที่รับผิดชอบในโครงการนี้ได้ขยายผลไปยังเด็กด้อยโอกาสที่ดูแลเป็นพิเศษ เช่น การศึกษา นอกโรงเรียน ต้องดูแลเด็กที่เป็นชาวเขาทั้งหมด แล้วก็ให้โอกาสได้เข้าถึงโครงการเรียนฟรี ๑๕ ปีทุกคน สพฐ. ต้องดูแลเด็กพิการทั้งหมดครับท่านประธาน ที่จะต้องดูแลโครงการ เรียนฟรี ๑๕ ปีทุกคน
และประการสุดท้ายครับ ผมจะเพิ่มประสิทธิภาพในการที่จะให้ภาคี ๔ ฝ่าย และพี่น้องประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการที่จะได้คิดถึงการพัฒนาคุณภาพของโรงเรียน อย่างแท้จริง ในขณะที่เราปรับปรุงโครงการเรียนฟรี เรียนดี ๑๕ ปี สิ่งที่ต้องทําควบคู่กันไป ก็คือเราได้ดําเนินการในการพัฒนาสถานศึกษาที่มีโรงเรียนดีประจําตําบลครับท่านประธาน ทั่วถึงทั่วประเทศไม่ได้แบ่งภูมิภาคไม่ได้แบ่งจังหวัดครับ เรามีโรงเรียนดีประจําอําเภอ เรามี โรงเรียนไปสู่มาตรฐานสากลทุกจังหวัด และในขณะนี้ ครม. ได้เห็นชอบมีการจัดตั้งโรงเรียน วิทยาศาสตร์ภูมิภาคเพื่อต่อยอดความเป็นเลิศให้กับนักเรียน นักเรียนในภูมิภาค ไม่จําเป็นต้องเข้ามาเรียนที่มหิดลวิทยานุสรณ์หรือโรงเรียนในกรุงเทพมหานคร เรียนที จังหวัดบุรีรัมย์ของท่านประธานก็สามารถที่จะได้เรียนโรงเรียนวิทยาศาสตร์ภูมิภาคได้เลย ครับถ้าเด็กมีความเป็นเลิศ เขาได้รับเงินรายหัว ๙๔,๐๐๐ บาทต่อคนต่อปี ท่านประธานที่ เคารพครับ หน่วยงานที่ได้รับเงินไปทั้งหมดผมจะแยกให้ท่านประธานได้เห็นชัดเจนนะครับ ว่าเขารับผิดชอบอย่างไร สํานักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐานรับผิดชอบนักเรียน ๘ ล้านกว่าคน งบประมาณทั้งหมด ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทครับ สํานักงานคณะกรรมการ ส่งเสริมการศึกษาเอกชน ๒,๒๐๐,๐๐๐ คน ได้รับงบประมาณไป ๒๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท สํานักงานคณะกรรมการ การอุดมศึกษา ๕๙,๐๐๐ คน ๘๑๖ ล้านบาทครับ สํานักงาน คณะกรรมการการอาชีวะ ๕๔๑,๐๐๐ คน ๑,๔๐๙ ล้านบาท สํานักงานการศึกษานอกระบบ ๑,๐๕๐,๐๐๐ คน ได้รับงบประมาณไป ๕๓๓ ล้านบาท สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหาร ๙,๑๑๕ คน ได้รับงบประมาณไป ๒๒ ล้านบาท สํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ๕๔,๓๐๙ คน อันนี้ หมายถึงว่า พระที่เรียนอยู่ในโรงเรียนปริยัติธรรมก็ได้รับด้วยนะครับท่านประธาน ได้รับ งบประมาณไป ๑๑๗ ล้านบาท กรมการส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นที่จัดโดยกรมการ ส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ๔๘๒,๐๐๐ คน ๘๔๗ ล้านบาท เมืองพัทยา ๑๔,๔๑๑ คน ได้รับไป ๔,๓๐๐,๐๐๐ บาท กองบัญชาการตํารวจตระเวนชายแดน เด็กที่อยู่ห่างไกลครับ ๒๙,๗๑๐ คน ได้รับไป ๔๖ ล้านบาท ทั้งหมดนี้เป็นตัวเลขที่ผมกราบเรียนกับท่านประธาน เพื่อชี้ให้ที่ประชุมนี้ได้เห็นว่าโครงการเรียนฟรี เรียนดี ๑๕ ปีนั้นทั่วถึงอย่างแท้จริง ทีนี้ยังมี ประเด็นปัญหาที่เพื่อนสมาชิกได้พูดถึงครับ อยากจะชี้แจงนิดหนึ่ง ท่านประธานได้กรุณาส่ง รายละเอียดที่เพื่อนสมาชิกส่งถึงว่ายังมีโรงเรียนบางโรงเรียนไม่ฟรีจริง ผมอยากจะ กราบเรียนกับท่านประธานว่าเมื่อกี้ผมเริ่มต้นว่าเรา ๕ ฟรีครับ ๕ ฟรีโดยภาพใหญ่ก็คือว่า ค่าเล่าเรียนฟรี ดื่มนมฟรี วันละ ๖ บาท เป็น ๗ บาท อาหารกลางวันฟรี วันละ ๑๑ บาท เป็น ๑๓ บาท สติวเด้นท์ ชาแนล (Student Channel) เติมเต็มความรู้ฟรีให้กับนักเรียน ทุกวันเสาร์ เวลา ๑๑.๐๐ ถึง ๑๒.๐๐ นาฬิกา เด็กพิการเรียนฟรีตั้งแต่ประถมศึกษาจนถึงจบ ปริญญาตรี แต่ว่ามีบางกรณีครับท่านประธาน ที่มีกรณีเหมือนคุณหมอสุรวิทย์ได้พูดถึงนี้ นะครับ ผมเห็นใจโรงเรียนที่ท่านพูดถึงนะครับ โรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล – แต่ว่ามีบางกรณีครับท่านประธาน ที่มีกรณีเหมือนคุณหมอสุรวิทย์ได้พูดถึง ผมเห็นใจ โรงเรียนที่ท่านพูดถึงนะครับ โรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล ผมเพิ่งไปเยี่ยมมาครับท่านประธาน โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนที่มีมาตรฐานไปสู่มาตรฐานสากล เป็นโรงเรียนที่สอนหลักสูตรอาเซียน ซึ่งดูแลทั้งหมด ๕ ภาษา เป็นโรงเรียนที่มีครูภาษาต่างประเทศ ๑๘ คน ผมเสียดายว่า ท่าน ส.ส. ไม่ได้เข้าไปถามที่โรงเรียน เอาเพียงแต่ใบเสร็จที่โรงเรียนเรียกเก็บจากผู้ปกครอง ที่นอกเหนือจากหลักสูตรแกนตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการเก็บได้ครับ เช่นต้องจ้าง ครูต่างประเทศสอน ผมเชื่อว่าพี่น้องในจังหวัดชัยภูมิเห็นด้วยครับกับเงิน ๑,๖๐๐ บาท แต่เขาได้เรียนคอมพิวเตอร์นั่งห้องแอร์ (Air) เรียนกับครูต่างประเทศ แต่เพียงคุณหมอ เอาประเด็นเหล่านี้มาพูดเพียงชี้ให้เห็นว่าไม่ฟรีจริง ผมโทรศัพท์ไปถามพี่น้องจังหวัดชัยภูมิ ไปถามผู้อํานวยการโรงเรียน ซึ่งได้รับรางวัลดีเด่นปีนี้ด้วยครับ ผมเป็นคนมอบรางวัลเอง โรงเรียนนี้ ผู้ปกครองก็บอกเขายินดีที่จะจ่ายมากกว่านี้ด้วยซ้ําไปครับ ถ้าจะสอนเพื่อที่จะ เพิ่มเติมความรู้ เช่น ไปจ้างครูดนตรีมาสอน เขาก็ยินดีครับ เขาบอกผมอย่างนี้ ไปจ้างครู ว่ายน้ํามาสอน เขาก็ยินดีที่จะจ่ายครับ ผมเชื่อว่าพี่น้องจังหวัดชัยภูมิต้องการที่จะให้ลูกได้รับ สิ่งที่ดีที่สุดครับแต่แน่นอนครับ ถ้า ๕ ฟรี ผมยืนยันว่าไม่ต้องจ่ายอะไรเลยครับ แต่ว่าถ้าท่านต้องการอยากได้สิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกของท่านนะครับ โรงเรียนอนุบาล จังหวัดชัยภูมิก็เช่นเดียวกัน ๘๕๐ บาทครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าบังเอิญว่าผมได้มี โอกาสไปเยี่ยมเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาครับ เขาพึงพอใจในเรื่องโครงการเรียนฟรี แล้ว ผอ. ยังบอกกับผมว่าเขายินดีนะครับ ถ้าหากเราจะมีการแลกเปลี่ยนเด็กจากประเทศ ในกลุ่มประชาคมอาเซียนมาที่จังหวัดชัยภูมิ ผมคิดว่าถ้าเป็นอย่างนี้เด็กจังหวัดชัยภูมิก็จะได้ มีโอกาสที่ดีขึ้น ผมจึงยืนยันกับท่านประธานผ่านไปยังคุณหมอที่ได้สนใจในเรื่องนี้ครับ ผมไม่ได้ตําหนิท่านหรอกครับ ท่านมีสิทธิที่จะชี้แจงในเรื่องนี้ได้ แต่ว่าผมเห็นใจโรงเรียนครับว่า โรงเรียนเขานําเงินก้อนนี้ไปใช้นอกเหนือจากหลักสูตรแกนและจากโครงการเรียนฟรี ๑๕ ปี ไม่ได้มีเจตนาที่จะปิดบัง ไม่ได้มีเจตนาที่จะไปดําเนินการเพื่อให้เห็นว่าไม่ใช่ฟรีจริง เพราะเดี๋ยวนี้เวลาจัดโครงการเรียนฟรี เขาก็จะประชุมชาวบ้านหมดนะครับ มีภาคี ๔ ฝ่ายมาร่วม และสําหรับลูกคนยากคนจนก็จะไม่เก็บนะครับ โรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพลเป็นโรงเรียนที่เป็น ต้นแบบ และผมคิดว่าจะเป็นโรงเรียนที่ต้องขยายผลไปสู่โรงเรียนมาตรฐานสากลต่อไป และแน่นอนที่สุดครับ ผมเชื่อมั่นเหลือเกินว่าโครงการเรียนฟรี ๑๕ ปีภายใต้นโยบายของ รัฐบาลนี้เราจะเดินหน้าทํางาน ท่านประธานครับ ปีนี้เรียนฟรีครับ ปี ๒๕๕๔ นี้จะเรียนดี จะมีครูที่ดี จะมีคอมพิวเตอร์ที่ดี จะมีไอซีทีที่ดี และในปีต่อไป ท่านนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศแล้วครับว่าเราจะมีเงินกองทุนกู้ยืมที่เพียงพอ เพราะฉะนั้นเด็กจะมีโอกาสเรียนต่อ ในระดับ ปวส. ในระดับปริญญาตรี และลูกหลานของท่านก็จะมีงานทําภายใต้นโยบาย รัฐบาลนี้ ขอขอบคุณครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังครับ
ท่านประธานครับ ผม พาดพิงครับ เพื่อให้ต่อเนื่องครับ ขออนุญาตก่อนท่านรัฐมนตรีกรณ์ครับ เพราะว่าต่อเนื่องที่ท่านรัฐมนตรี ชี้แจงเมื่อสักครู่นี้ครับ สั้น ๆ นิดเดียวครับ
ให้สัก ๑ นาที
ครับ ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย กระผม ขอบคุณที่ท่านรัฐมนตรีว่าการได้ชี้แจงนะครับ ผมเรียนว่าผมเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล เป็นอดีตนายกสมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนนี้ด้วยครับ ผมรู้จักโรงเรียนนี้ดี แล้วก็สนับสนุน โรงเรียนนี้โดยตลอด สิ่งที่ท่านพูดนั้นว่าโรงเรียนนี้ดีเด่นนั้น ดีแน่นอนครับ ทั้งโรงเรียนอนุบาลชัยภูมิ และโรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล แต่สิ่งที่ผมต้องนํามาอภิปรายในที่ประชุมสภาแห่งนี้ ก็เพราะว่ารัฐบาลบอกว่าเรียนฟรีโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เรียนดีมีคุณภาพ ก็หมายความว่า ต้องจัดการศึกษาที่ดีโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่พี่น้องประชาชนร้องเรียนผู้แทนราษฎรว่า ในเมื่อป้ายเขาขึ้นว่า เรียนฟรี เรียนดีมีคุณภาพไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่ทําไมต้องเสียเงิน ค่าบํารุงการศึกษาของโรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล ๑,๖๐๐ บาท ของโรงเรียนอนุบาลชัยภูมิ ภาคการศึกษาที่ ๒ ๘๕๐ บาท ท่านบอกว่าเงินจํานวนเล็กน้อย ก็อาจจะใช่ครับสําหรับผู้ที่มีฐานะดี แต่ผู้ที่มีฐานะไม่ดี แม้แต่ร้อยบาทก็ยังลําบากครับ อย่าว่าแต่ ๑,๖๐๐ บาทนะครับ ผมอยากจะให้รัฐบาลที่ประกาศนโยบายไปแล้วว่าเรียนฟรี จัดให้ดีครับ ที่เห็นอยู่โรงเรียนนี้ดีอยู่แล้ว แต่ข้องใจตรงที่ว่าคนร้องเรียนว่าต้องเสียค่าใช้จ่าย คือเขียนด้วยนะครับว่าเงินบํารุงการศึกษา ในเมื่อเขียนชัดเจนว่าค่าเล่าเรียน
ผมให้เวลา ๑ นาที เกินแล้วครับ
ก็มีเพียงเท่านี้ที่ผมข้องใจครับ
เชิญครับ ท่านรัฐมนตรี
ท่านประธานครับ นิดเดียวครับท่านประธาน ผมขออนุญาตกราบเรียนนะครับ เพื่อให้เกิด ความเข้าใจ เพราะว่าจริง ๆ แล้วพี่น้องประชาชนเข้าใจแล้วครับ แต่ว่ามีเพื่อนสมาชิก บางท่านยังไม่เข้าใจ ผมขออนุญาตท่านประธานนะครับ พอดีโรงเรียนเขาเพิ่งส่งเอกสาร มาให้ผมครับว่าที่ได้เรียกเก็บจากผู้ปกครองนั้นได้มีการประชุมตามขั้นตอนและดําเนินการ ตามค่าธรรมเนียมดังต่อไปนี้ครับ แล้วผู้ปกครองก็ได้ให้ดําเนินการตามประกาศของ กระทรวงศึกษาธิการ วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๑ นะครับ มีค่าสอนคอมพิวเตอร์ มีค่าเรียน พิเศษจากครูต่างประเทศ และมีสําหรับค่าสาธารณูปโภค สําหรับห้องเรียนปรับอากาศ ก็เช่นเดียวกันนะครับ ถ้าหากว่าท่านจะนั่งรถไฟ รัฐบาลนี้ก็ให้ฟรีครับ แต่ถ้าท่านจะนั่งชั้น ๑ ท่านก็ต้องจ่ายเพิ่มครับ เพราะฉะนั้นโครงการเรียนฟรี อย่ามาพูดว่าไม่ฟรีจริงครับ วันนี้ ภายใต้ ๕ ฟรี นี่ฟรีจริงและพี่น้องประชาชนพึงพอใจ แต่ถ้าพี่น้องอยากจะได้สิ่งที่ดีที่สุด กับลูกหลาน ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนเข้าใจว่าต้องจ่ายเพิ่มบ้างครับ แต่ต้องอยู่ภายใต้ การดูแลของรัฐบาลนี้ครับ และผมอยากจะกราบเรียนว่าต้องอยู่ภายใต้ระเบียบของ กระทรวงศึกษาธิการ
คือท่านรัฐมนตรีชี้แจง ที่ฟรี ๕ ประการเท่านั้นใช่ไหม ถ้านอก ๕ ประการมันต้องเสียเงิน อย่างนี้ชัดกว่าครับ ชาวบ้านจะได้เข้าใจ ๕ ประการนั้นคืออะไร ถ้าไปเรียนครูต่างประเทศสอนตั้ง ๑๖ คน อยากเรียนครูต่างประเทศสอนก็ต้องเสียเงินเพิ่ม ให้พี่น้องชาวชัยภูมิเข้าใจตามนี้ด้วย เชิญท่านวิทยาครับ พอแล้วครับ เท่านี้เขาเข้าใจกันหมดแล้วละครับ เชิญนั่งลงครับ
ผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อสักครู่ ผมไม่อยากขัดจังหวะตอนท่านรัฐมนตรีชี้แจงครับ แต่ผมขออนุญาตที่จะใช้สิทธิพาดพิง เพื่อนสมาชิกซึ่งได้อภิปรายและโดนท่านประธานก็ตักเตือนไปหลายรอบนะครับ อภิปรายเสร็จก็ออกไปจากห้องประชุมแล้ว แล้วก็ได้อภิปรายทํานองพาดพิงมาถึงผม นี่เป็นครั้งที่ ๒ แล้วครับ กรณีที่กล่าวหาว่ากระทรวงสาธารณสุข ในสมัยปี ๒๕๕๑-๒๕๕๒ ได้มีการทุจริตโครงการไทยเข้มแข็ง มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบ แล้วรัฐมนตรี แสดงความรับผิดชอบ ลาออก โกงโครงการไทยเข้มแข็ง ที่จริงผมก็พูดกับท่านทั้งส่วนตัวครับ คือท่านดอกเตอร์สุรพงษ์ ท่านที่จริงก็เคยอยู่กับผมมาก่อน อยู่พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อก่อน ก็พูดจารู้เรื่องครับ แต่ช่วงหลังนี้ก็แปลก ๆ ไป ผมก็ชี้แจงเรื่องนี้ต่อท่านทั้งในส่วนตัวนะครับ ในที่ประชุมสภา ก็ขออนุญาตว่าพูดอย่างนี้ขึ้นมารัฐบาลเขาก็เสียหายครับ แล้วผม เป็นรัฐมนตรีขณะนั้นคนก็จะเข้าใจว่าผมลาออกจากกระทรวงสาธารณสุขเพราะโกงและโดน จับผิด ขออนุญาตใช้เวลาสภาสั้น ๆ ครับ เรียนข้อเท็จจริงกับท่านประธานสภาผ่านไปถึง พี่น้องประชาชนดังนี้ครับ โครงการไทยเข้มแข็งที่รัฐบาลอนุมัติให้กับกระทรวงสาธารณสุข ช่วงที่ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ก็ได้มอบหมายให้ดําเนินการตามทิศทาง นโยบายรัฐบาลทั้งหมดครับ แต่ระหว่างการนําเสนอโครงการมีความขัดแย้งระหว่างแพทย์ ในกระทรวงสาธารณสุข ก็มีคนตีโพยตีพายครับว่ามีการเตรียมการทุจริต พอข่าวเช่นนี้ ออกไป ผมก็เรียนจากคณะรัฐมนตรีทั้งหมดครับว่าให้ยุติการจ่ายเงินโครงการไทยเข้มแข็ง ทุกอย่างครับ ทุกบาทที่จะไปยังกระทรวงสาธารณสุข และได้ตั้งกรรมการขึ้นสอบสวน ข้อเท็จจริงทั้งหมด สอบสวนแล้วก็ไม่พอใจครับ ที่เขาอ้างว่าแพทย์ชนบท ชุดนี้ละครับ ไม่พอใจ ผมก็ถามว่าจะให้ใครสอบละครับให้คุณพอใจ เขาก็อ้างถึงอดีตแพทย์ชนบท อายุมากแล้วครับ รุ่น ๆ ท่านประธานนะครับ ให้เป็นคนสอบสวน ก็ด้วยความจริงใจละครับ ผมเสนอท่านนายกรัฐมนตรีเองครับว่าเอาคนนั้นละครับมาสอบเลยครับ สอบทั้งหมด ทั้งกระทรวงสาธารณสุข จนยุติ ไม่เช่นนั้นบาทเดียวไทยเข้มแข็งไม่ต้องจ่าย เขาก็สอบกันครับ ใช้เวลาสอบไปสอบมา เรียกผมเรียกใครต่อใครไปสอบ สอบเสร็จ ไปรายงานต่อท่านนายกรัฐมนตรี และนั่งแถลงข่าวทันทีครับ ใช้ทําเนียบรัฐบาลแถลงข่าวทันที อธิบายถึงคนโน้นเตรียมการจะโกง คนนี้เตรียมการจะโกง เตรียมคนโน้นเตรียมคนนี้เตรียม เตรียมอะไรไม่ว่าครับ ในฐานะรัฐมนตรี อย่างไรก็ตามปฏิเสธความบกพร่องไม่ได้ ยังไม่มีการ ใช้เงินสักบาท
คือพูดง่าย ๆ พิสูจน์แล้ว ท่านบริสุทธิ์ แล้วก็ไม่ได้โกง ท่านลาออกเพื่อความบริสุทธิ์ของตัวท่าน ผมว่าพอกระมังครับ พาดพิง
ท่านประธานครับ เวลา มันเสียหายแล้วมันอธิบายยากครับท่าน มันเป็นมลทินทั้งชีวิตครับ ผมก็แสดงความรับผิดชอบ ต่อความรู้สึกประชาชนครับ ว่ามีคนที่เป็นแพทย์ผู้ใหญ่ออกมาตําหนิว่ารัฐมนตรีบกพร่อง แล้วก็พฤติกรรมส่อว่ามีการทุจริต ผมลาออก หลังจากนั้นก็มีตั้งคณะกรรมการซึ่งเป็นคนกลาง เลขาธิการ ก.พ. ใครต่อใครขึ้นมาสอบ ผลสอบเสร็จทั้งหมด แต่เวลาเสร็จทั้งหมดไม่มีใคร มานั่งแถลงเจื้อยแจ้วแบบชุดแรกให้ผมเลยครับ เขาสอบเสร็จแล้วครับ กรรมการชุดที่ แพทย์ชนบทเสนอตั้ง สอบข้อเท็จจริงทั้งหมด กรรมาการชุดหลังเขาบอกไม่มีมูลครับ จนวันนี้ เดี๋ยวนี้ครับไม่มีใครขึ้นมาแถลงให้ผมเลยครับ แล้วก็ดอกเตอร์สุรพงษ์ ผมก็อธิบายกับท่าน หลายรอบแล้วครับ แล้วยืนยันเลยครับว่าระหว่างที่ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ๑ ปีเต็ม ตั้งแต่วันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๑ ถึงวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๒ งบไทยเข้มแข็ง ยังไม่ได้จ่ายแม้แต่บาทเดียว เพราะฉะนั้นการทุจริตโครงการไทยเข้มแข็งของกระทรวง สาธารณสุขที่มีการกล่าวอ้างพาดพิง เป็นเท็จทั้งหมดครับ ผมได้ดําเนินคดีกับทุกคน ที่กล่าวพาดพิงผมไว้แล้วครับ
ก็หมดการพาดพิง เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการการกระทรวงการคลัง ท่านประธานครับ วันนี้เรามาพิจารณารายงานแสดงผลการดําเนินการของคณะรัฐมนตรี ร่วมกัน ซึ่งก็มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายพาดพิงไปถึงนโยบายการแก้ปัญหา เศรษฐกิจของทางรัฐบาลตลอดช่วง ความจริงก็คือ ๒ ปีที่ผ่านมา ต้องขออนุญาตเรียน ท่านประธานที่เคารพครับว่าผมก็ฟังมาทั้งวันในขณะที่ปฏิบัติภารกิจในสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณรายจ่ายกลางปีไปด้วย ก็คิดว่าวันนี้มีการถ่ายทอดให้กับพี่น้องประชาชนได้มีโอกาสรับฟังการอภิปราย เรียนตามตรง ก็หวังว่าจะมีการอภิปรายในลักษณะที่อาจจะมีข้อสังเกตหรือแม้แต่ข้อเสนอแนะ คําแนะนํา ให้กับทางรัฐบาลเพื่อนําไปใช้ในการที่จะไปปรับนโยบาย เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาให้กับ พี่น้องประชาชน แต่ก็ต้องขออนุญาตเรียนตามตรงนะครับ ผมคิดว่าพวกเราที่ฟังกันมาตลอด ๘ ชั่วโมงที่ผ่านมาก็คงเห็นตรงกับผมว่าโดยส่วนใหญ่คําอภิปรายนั้นออกมาในทิศทาง การพยายามทําคะแนนทางการเมือง ต้องขอบอกว่าประโยชน์ที่ได้รับจากคําอภิปรายนั้น น้อยเกินว่าที่ผมได้คาดหวังไว้ แต่อย่างไรก็แล้วแต่ ก็มีการพูดถึงการประเมิน แนววิธีการ แก้ปัญหาวิกฤติในช่วงที่ผ่านมาการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา หลาย ๆ รูปแบบ ที่สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจที่อาจจะยังคลาดเคลื่อนในส่วนของเพื่อนสมาชิกหลายท่าน ผมจึงขออนุญาตใช้เวลาของสภาแห่งนี้ไม่นานนักในการที่จะชี้แจงตรรกะ การกําหนด นโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมา เริ่มแรกเลยตอนที่เราเข้ามารับ ภาระหน้าที่ ท่านคงพอที่จะจําได้ ในไตรมาสนั้นเศรษฐกิจของเราถดถอย ติดลบประมาณ ๔ เปอร์เซ็นต์กว่า หลังจากนั้นในไตรมาสที่ ๒ ยังติดลบต่อเนื่อง ๗ เปอร์เซ็นต์กว่า จึงมีความจําเป็นที่รัฐบาลต้องนําเสนอนโยบายทางเศรษฐกิจที่จะตอบโจทย์ปัญหาเหล่านี้ ปัญหาไม่ใช่ตัวเลขเรื่องจีดีพีครับ มีหลายท่านได้อภิปรายถึงความไม่สําคัญของตัวเลขจีดีพี อย่างน้อยตัวจีดีพีเป็นตัวชี้วัดก็จริง แต่ปัญหาตอนนั้นที่รัฐบาลตระหนักว่ามีความจําเป็นต้อง เข้ามาดูแลอย่างเร่งด่วน ก็คือผลกระทบต่อการถดถอยทางด้านเศรษฐกิจ กําลังซื้อ ของประเทศคู่ค้าของเราที่หดหายไปที่จะมีต่อพี่น้องประชาชนคนไทยในแง่ของรายได้ สิ่งแรกที่เกิดขึ้น เมื่อกําลังซื้อของประเทศคู่ค้าของเราหายไป ก็คือการว่างงาน ในช่วงนั้น ผู้ประกอบการปรับลดอัตราการว่าจ้างลงอย่างน่าตกใจครับ เดือนละ ๓๐,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ ตําแหน่ง ทําให้ ณ เวลานั้นมีการคาดการณ์ว่าอาจจะมีคนไทยตกงานจํานวนกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน และได้ปรับเพิ่มขึ้นจากประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าคนซึ่งถือว่าเป็นระดับปกติ ขึ้นไปอยู่ที่จุด ที่สูงที่สุดประมาณเกือบ ๆ ๘๐๐,๐๐๐ คน เพราะฉะนั้นในช่วงเวลาแรก ๆ ในการเข้ามาบริหารนั้น ภารกิจสําคัญของรัฐบาล ก็คืออุดช่องโหว่ในส่วนของกําลังซื้อที่หายไปจากประเทศคู่ค้า นั่นคือสาเหตุที่เราได้ขับเคลื่อน เศรษฐกิจด้วยการออกงบประมาณกลางปีในปี ๒๕๕๒ เพื่อมาชดเชยกําลังซื้อให้กับ พี่น้องประชาชน นั่นก็คือส่วนที่มีงบเร่งด่วนในการที่จะเสริมกําลังซื้อด้วยการจัดให้มีเบี้ยยังชีพ ผู้สูงอายุ การจัดให้มีการเรียนฟรีตามที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้นําเรียน เมื่อสักครู่นี้ รวมไปถึงการจัดเช็คช่วยชาติเพื่อช่วยให้กับผู้มีรายได้น้อยสามารถที่จะจับจ่าย ใช้สอยและเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไปในตัว นั่นก็คือบทบาทในการแก้ไขปัญหาในระยะสั้น หลังจากนั้นเราก็ได้ออกนโยบายที่เราเรียกว่า นโยบายไทยเข้มแข็ง ซึ่งเป็นการเสริม งบประมาณจากงบประมาณปกติเพื่อนํามาใช้ในการลงทุนในโครงการระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อตอบโจทย์ในแง่ของความต้องการทางเศรษฐกิจ การยกระดับ ขีดความสามารถในการแข่งขันในหมวดอุตสาหกรรมต่าง ๆ แต่เพื่อการหวังผลด้วยว่าการ ลงทุนโดยรัฐบาลนั้นจะมาทดแทนการลงทุนในส่วนของภาคเอกชนที่หายไปสืบเนื่องมาจาก วิกฤติทางเศรษฐกิจและความไม่สามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินโดยภาคเอกชน มาตรการเหล่านี้ โดยสรุปก็ส่งผลให้เศรษฐกิจของไทยมีอัตราการฟื้นตัวที่รวดเร็ว แล้วก็มีอัตราการฟื้นตัวที่ รวดเร็วที่สุดประเทศหนึ่งในโลก ซึ่งไม่ใช่ผลที่จะมาอวดอ้างกันในที่นี้เพียงแต่ประเด็นที่จับ ต้องได้ในแง่ของผลต่อพี่น้องประชาชนคนไทย ก็คือการว่าจ้างที่ผมเรียนเมื่อสักครู่นะครับ ในช่วงวิกฤติ หลาย ๆ นักวิชาการวิพากษ์ไว้ว่าอาจจะมีการตกงานกันเกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ คนและ สูงที่สุดประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ คน ปรากฏว่าหลังจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น การใช้เม็ดเงินงบประมาณรวมไปถึงการส่งเสริมให้สถาบันการเงินของรัฐบาลมีบทบาทมากขึ้น ในการหล่อเลี้ยงสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาด กลางทั้งหมด ทําให้การว่าจ้างนั้นกลับคืนมา และการว่างงานก็ลดลงเรื่อย ๆ อย่างรวดเร็ว จนกระทั่ง ณ ปัจจุบันอัตราการว่างงานอยู่ที่ระดับประมาณเพียงแค่ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าอัตรา หรือถ้าคิดเป็นสัดส่วนของกําลังคนที่อยู่ในวัยทํางานของประเทศของเราอยู่ระดับเพียงแค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่ต่ํามากที่สุดอัตราหนึ่งในโลก ทั้งหมดนี้ก็เป็นตรรกะ ที่มาแล้วก็ผลของการแก้ปัญหาของรัฐบาลในช่วงระยะแรก หลังจากนั้นครับ ประเด็นที่สําคัญ ก็คือเราหันมาให้ความสําคัญกับการแก้ไขปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ําที่ กระทรวงการคลังเองเราได้มีการกําหนดไว้ว่าคนไทยทุกคนต้องมีโอกาสเท่ากัน และเราก็ ดําเนินนโยบายเพื่อที่จะทําให้ความตั้งใจนั้นเป็นจริงในส่วนของกระทรวงการคลัง โอกาสที่เท่ากันที่สําคัญ หมายถึงโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินที่เป็นธรรม ก็จะสังเกตนะครับ ว่าในช่วงนั้นรัฐบาลก็ออกนโยบายเพื่อที่จะแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในช่วงหลาย ๆ สิบปีที่ผ่านมาไม่เคยมีโอกาสที่จะกู้ยืมเงินจากระบบสถาบันการเงินโดยเงื่อนไขการชําระหนี้ และดอกเบี้ยที่เป็นธรรม ต้องพึ่งพานายทุนนอกระบบเสียอัตราดอกเบี้ยที่ต้องถือว่าโหดร้าย เดือนละ ๕ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ หรือแม้แต่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ก็มี ดั้งนั้นสิ่งแรกที่รัฐบาล ได้ดําเนินการนะครับ ก็คือการแก้ไขปัญหาที่เราเรียกว่า นโยบายการแก้หนี้นอกระบบ วิธีการของเราก็ไม่ใช่เป็นการยกหนี้ให้กับใคร เราจะช่วยคนที่มีความพร้อมที่จะช่วยตนเอง เท่านั้น ดังนั้นวิธีการของเราจึงเป็นนวัตกรรมทางการเงินแบบใหม่ ก็คือการโอนหนี้ที่อยู่นอก ระบบเข้าสู่ระบบธนาคาร เปิดโอกาสให้กับพี่น้องประชาชนกลุ่มนี้ได้สามารถที่จะมีศักดิ์ศรี ของการเป็นมนุษย์ในการเข้ามาเป็นลูกค้าที่ดีของสถาบันการเงินที่เป็นสถาบันการเงินของ รัฐบาล ตรงนี้สามารถที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้เกือบครึ่งล้านคน ๔๐๐,๐๐๐ กว่าคน ที่เคยเสียอัตราดอกเบี้ยเดือนละ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ณ ปัจจุบันจ่ายอัตราดอกเบี้ยเพียงแค่เดือนละ ๑ เปอร์เซ็นต์ให้กับธนาคารของรัฐบาล แต่ตรงนั้นผมก็ยอมรับว่าเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ แต่สาเหตุที่เราต้องแก้ที่ปลายเหตุเพราะประชาชน ณ ปลายเหตุนั้นกําลังเดือดร้อน ทุกวันเป็นทุกข์ของเขา ดังนั้นรัฐบาลเมื่อแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุสําเร็จผลแล้ว เราก็หันมาให้ความสําคัญกับการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ต้นเหตุก็คือเรื่องของระดับความรู้ความเข้าใจในเรื่องวินัยทางการเงินระดับรากหญ้า ของพี่น้องประชาชน ดังนั้นรัฐบาลจึงได้นําเสนอโครงการที่เราเรียกว่าโครงการหมอหนี้ เป็นโครงการอาสาสมัครที่เราได้ให้ทางธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส. ฝึกอบรมอาสาสมัคร จากทุกหมู่บ้านในประเทศ ให้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่ปรึกษาการเงินให้กับลูกบ้านของตนเอง ในฐานะหมอหนี้ เป้าหมายวัตถุประสงค์ ก็คือต้องการให้พี่น้องประชาชนทุกครัวเรือน มีการจัดทําบัญชีครัวเรือนเพื่อเป็นตัวบ่งบอกถึงฐานะทางการเงินของแต่ละครอบครัว และเป็นเหตุที่ทําให้สามารถที่จะเข้าไปกู้ยืมจากในระบบของสถาบันการเงินได้ นอกจากนั้น เราก็ได้จัดวงเงินในโครงการที่เราเรียกว่าคลังในบ้าน โครงการนี้ก็คือการต่อยอดการดําเนินการ ในส่วนของกองทุนหมู่บ้านเพื่อที่จะเปิดโอกาสให้กับพี่น้องประชาชนสามารถที่จะกู้ยืมเงิน จากในระบบได้ แล้วเราก็ได้ช่วยอบรมให้กับกองทุนหมู่บ้านเหล่านี้สามารถที่จะพัฒนาตนเอง ขึ้นมาเป็นสถาบันการเงินชุมชนหรือธนาคารชุมชนได้ แล้วก็ส่งเสริมสถาบันการเงินชุมชน ในทุก ๆ หมู่บ้าน หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ รวมไปถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อสามารถที่จะ ให้บริการทางการเงินในรูปของธนาคารชุมชนให้กับพี่น้องประชาชนได้ เราจัดวงเงินในส่วนนี้ ไว้ถึง ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท นอกจากนั้นเราก็ได้กลับมาทบทวนบทบาทของสถาบันการเงิน ของรัฐทั้งหมด ว่าตอบโจทย์ความต้องการของพี่น้องประชาชนเองหรือไม่ เราก็ต้องยอมรับ ความเป็นจริงครับ ท่านประธานครับ ว่าในช่วงที่ผ่านมาบทบาทของธนาคารพาณิชย์ก็มี เพิ่มขึ้น ธนาคาร อย่างเช่นธนาคารอาคารสงเคราะห์ของทางรัฐบาล เดิมทีเป็นแหล่งเดียวที่ พี่น้องประชาชนสามารถพึ่งพาได้ในการกู้ยืมเงินเพื่อเข้าถึงที่อยู่อาศัยของตนเอง แต่ตอนนี้ก็มี การแข่งขันที่สูงขึ้น เราก็ปรับนโยบายให้สถาบันการเงิน อย่างเช่นธนาคารอาคารสงเคราะห์ หันมามีนโยบายที่จะช่วยเหลือคนยากคนจนมากยิ่งขึ้น เพิ่มโอกาสให้สามารถที่จะเข้าถึง ที่อยู่อาศัยที่เป็นของตนเอง เช่นเดียวกันเรามองถึงหน่วยงานอื่น ๆ ของรัฐที่คิดว่านํามา ประยุกต์ใช้เป็นแหล่งบริการทางการเงินให้กับพี่น้องประชาชนที่สามารถที่จะมีโอกาส ที่จะเข้าสู่การกู้ยืมในระบบธนาคารที่มีเงื่อนไขที่เป็นธรรมมากยิ่งขึ้น เราจึงได้มีมติในการที่จะ จัดตั้งธนาคารไปรษณีย์ขึ้นมาเพื่อบริการประชาชนระดับรากหญ้าต่อไปในอนาคต ท่านประธานครับ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเสริมสร้างให้เศรษฐกิจของไทยมีความเข้มแข็ง โดยความเชื่อของรัฐบาลนี้ว่าเศรษฐกิจของไทยนั้นไม่สามารถที่จะเข้มแข็งได้เพียงแค่ด้วยการ อาศัยอุตสาหกรรมส่งออกหรืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ถ้าพี่น้องประชาชนระดับรากหญ้า ไม่มีความแข็งแรง เศรษฐกิจก็จะอ่อนแอในระยะยาวและการเติบโตของเศรษฐกิจ ก็จะไม่มีความยั่งยืน ดังนั้นเรื่องของความเข้มแข็งของเศรษฐกิจระดับรากหญ้าจึงเป็น เป้าหมายสําคัญของรัฐบาล และการสร้างเสถียรภาพทางการเงินการคลังของประเทศโดยรวมก็เป็น เป้าหมายที่สําคัญเช่นเดียวกัน รัฐบาลมีแผนที่จะเดินไปสู่การมีงบประมาณสมดุลภายใน ๕ ปี แล้วความจริงผมก็ต้องขอเรียนนะครับว่า แม้แต่ในปีแรกของการเข้ามาบริหารราชการของ รัฐบาลชุดปัจจุบัน เป็นปีที่รัฐบาลก่อนหน้านี้ก็คือรัฐบาลในส่วนของฝ่ายค้านได้กําหนดนโยบาย ประทานโทษครับ โดยเม็ดเงินงบประมาณที่คาดว่าจะต้องขาดดุลสูงถึง ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ปรากฏว่าด้วยนโยบายทางการบริหารของรัฐบาลทําให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ ปีนั้นงบประมาณ กลายเป็นงบประมาณเกินดุลครับท่านประธาน ดังนั้นความจริงกําหนดแผนไว้ ๕ ปี แต่ปีแรก ที่เข้ามาก็สามารถทําให้งบเกินดุลแล้ว แต่อย่างไรก็แล้วแต่ในช่วง ๕ ปีเราก็มีแผนที่จะปรับลด ความจําเป็นที่จะต้องมีงบขาดดุลลงไปเรื่อย ๆ ในปี ๒๕๕๕ ที่เรากําหนดกรอบงบประมาณไว้ ก็เป็นกรอบที่มีการขาดดุลงบประมาณลดน้อยลงเมื่อเทียบกับปี ๒๕๕๔ ถึง ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่คือเส้นทางเดินของทางรัฐบาลที่จะนําไปสู่เศรษฐกิจที่มีความเข้มแข็งทั้งระบบในระดับ มหภาคและระดับประชาชน
ในส่วนของปัญหาหนี้สาธารณะ หลายท่านนะครับลุกขึ้นอภิปรายเรื่อง เศรษฐกิจก็จะพูดเรื่องของหนี้สาธารณะ ผมก็อยากจะขอเรียนอย่างนี้นะครับว่าในส่วนของ หนี้สาธารณะนั้น ณ วันที่เราเข้ามาบริหารจัดการและมีการประมาณการนะครับว่าจะต้อง มีการกู้ยืมมากมายในการที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจ เดิมทีเราเองก็คาดว่าในส่วนของไทยเข้มแข็งเอง อาจจะต้องกู้ยืมถึง ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ปรากฏว่าใช้เม็ดเงินไปยังไม่ถึงครึ่งทาง เราก็พบแล้วครับว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัว ความจําเป็นในการกู้ยืมเต็มจํานวน ที่เคยกําหนดไว้ในสภานั้นไม่มี เราก็จึงปรับแผน แต่ปรากฏว่าใช้เม็ดเงินยังไม่ถึงครึ่งทาง เราก็พบแล้วครับว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัว ความจําเป็นในการกู้ยืมเต็มจํานวนที่เคยกําหนดไว้ในสภานั้นไม่มี เราก็จึงปรับแผนลดการกู้ยืมลง ผลโดยรวมของการบริหารเงินกู้ที่เราได้กู้ยืมมา ส่งผลให้อัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจดีขึ้น และทําให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อรายได้ของประเทศชาตินั้นปรับลดลง ไม่ใช่เพียงแค่ปรับ ลดลงเมื่อเทียบกับประมาณการเดิม แต่ปรับลดลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนวิกฤติ ซึ่งตรงนี้ ผมจะขอเรียนนะครับว่าในระดับปัจจุบันที่หนี้สาธารณะอยู่ที่ระดับประมาณ ๔๒ เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับรายได้โดยรวมของประเทศ อยู่ในระดับที่สะท้อนถึงเสถียรภาพของประเทศ และตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้เคยชี้แจงไปในช่วงของการอภิปรายงบประมาณกลางปี หน่วยงานต่างประเทศหรือหน่วยงานระหว่างประเทศที่มีหน้าที่ในการกําหนดระดับ ความน่าเชื่อถือของประเทศก็ได้ปรับระดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยขึ้น อยู่ในระดับที่ สูงที่สุดในช่วง ๓-๔ ปีที่ผ่านมา ตรงนี้ก็สะท้อนให้เห็นในแง่ของความเชื่อมั่นในส่วน ของเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศของเรา แต่อย่างไรก็แล้วแต่ครับ ผมก็ต้อง ขออนุญาตเรียนว่าภาระหน้าที่ของทางรัฐบาลในการที่จะดูแลเศรษฐกิจของพี่น้องประชาชน ในแง่ของค่าครองชีพยังมีอีกมากมาย เรื่องของของแพง ถือว่าเป็นประเด็นที่ท้าทาย ทุกรัฐบาลทั่วโลก ผมขอเรียนนะครับท่านประธาน เผื่อพี่น้องประชาชนและเพื่อนสมาชิก จะได้รับทราบ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาเป็นตัวอย่าง ทางรัฐบาลได้มีมติที่จะมีนโยบายให้ พี่น้องประชาชนที่ใช้ไฟฟ้าน้อย น้อยกว่า ๙๐ หน่วยต่อเดือน มีโอกาสที่จะใช้ไฟฟ้าฟรี ได้อย่างถาวร ณ วันเดียวกัน ที่เราได้ประกาศนโยบายนี้ ประเทศเพื่อนบ้านเราประเทศหนึ่ง คือประเทศเวียดนามได้ประกาศปรับเพิ่มอัตราค่าไฟให้กับประชาชนชาวเวียดนามถึง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ นี่คือความแตกต่างของผลลัพธ์ แนวทางการบริหารเศรษฐกิจของทาง ๒ ประเทศ แล้วก็สะท้อนให้เห็นว่าประเด็นปัญหาเรื่องของแพง ณ ปัจจุบันเป็นปัญหา ที่ท้าทายทุกรัฐบาล เพียงแต่ว่าสําหรับประเทศของเรานั้นอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับที่ บริหารจัดการได้ ณ ปัจจุบันเราคาดว่าในปี ๒๕๕๔ อัตราเงินเฟ้อก็ควรที่จะอยู่ในระดับ ประมาณ ๓ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเทียบกับประเทศเดียวกันเมื่อสักครู่ คือประเทศเวียดนาม อัตราเงินเฟ้อ ณ ปัจจุบันของเขาสูงกว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์ สร้างความเดือดร้อนมากมายให้กับ ประชาชนของประเทศของเขา
ในส่วนของนโยบายที่เราจะต้องทําในการเสริมรายได้ก็เป็นเรื่องที่เราต้องทํา ต่อไป แต่ผมก็ขออนุญาตเรียนนะครับว่า ผมคงไม่ใช้เวลาของสภาในการที่จะพูดย้อนกลับ ไปสู่นโยบายสําคัญ ๆ ของรัฐบาล อย่างเช่น การประกันรายได้เกษตรกร หรือนโยบายอื่น ๆ ที่มีผลต่อรายได้ของพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศ แต่ผมขออนุญาตนําเสนอข้อเท็จจริง ให้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกได้รับทราบ ผมได้วกกลับไปดูในส่วนของความมั่งคั่ง ของพี่น้องเกษตรกรในประเทศของเรา พบว่าในส่วนของจํานวนบัญชีเงินฝากซึ่งเป็นตัวสะท้อน ที่ชัดเจน ว่าพี่น้องประชาชนนอกจากมีค่าใช้จ่ายทั่วไปแล้ว ยังเหลือเงินออมในบัญชีเงินฝาก ของตนหรือไม่ ผมย้อนกลับไปดูถึงปี ๒๕๔๙ จนถึงปีปัจจุบัน พบว่าปี ๒๕๔๙ ซึ่งก็เป็น ปีสุดท้ายของรัฐบาลพรรคไทยรักไทย มีบัญชีเงินฝากโดยรวมทั้งสิ้นที่ ธ.ก.ส. อยู่ทั้งหมด ๑๓.๕ ล้านบัญชี ณ วันนี้นะครับ ที่ ธ.ก.ส. มีบัญชีเงินฝากของพี่น้องเกษตรกรคนไทยมากถึง ๒๑.๒๔ ล้านบัญชี ถ้าดูในแง่ของปริมาณเงินฝากปี ๒๕๔๙ มีอยู่ที่ ๔๓๐,๐๐๐ ล้านบัญชี ณ ปัจจุบันมีมากถึง ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือเพียงดูในส่วนของเม็ดเงินเฉลี่ยต่อบัญชีของ เกษตรกร มองย้อนไปไม่ต้องถึงปี ๒๕๔๙ ครับท่านประธาน มองย้อนกลับไปเพียงแค่ ๒ ปี ณ วันแรกที่ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อ ๒ ปีที่แล้วเงินฝาก ของพี่น้องเกษตรกรคนไทยโดยเฉลี่ยต่อบัญชีมีเพียง ๒๗,๐๐๐ บาท ณ ปัจจุบันโดยเฉลี่ย พี่น้องเกษตรกรคนไทยทุกคนมีเงินฝากที่ ธ.ก.ส. สูงถึง ๓๓,๐๐๐ บาท ตรงนี้เป็นตัวสะท้อน ที่ชัดเจนที่สุดในส่วนของความมั่งมีของพี่น้องเกษตรกร สะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างเศรษฐกิจ ในเชิงการเกษตรที่ดีขึ้น แต่ไม่ได้ปฏิเสธครับว่าทั้งหมดนี้หมายความว่าพี่น้องเกษตรกร หรือพี่น้องคนไทยส่วนอื่นไม่เดือดร้อน ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนก็คือภารกิจ ของรัฐบาลที่ต้องเดินหน้าต่อไป
สุดท้ายครับท่านประธาน ความตระหนักถึงปัญหาของพี่น้องประชาชนคนไทย ก็คือที่มาของนโยบายต่าง ๆ รวมถึง ๙ มาตรการ ๙ ของขวัญที่ท่านนายกรัฐมนตรี ได้มอบกับพี่น้องประชาชนไว้เมื่อช่วงต้นปี ทั้งหมดนี้ก็มีไว้เพื่อที่จะตอบโจทย์ในเรื่องของ ความต้องการของพี่น้องประชาชนในแง่ของการเสริมรายได้ ในแง่ของการลดค่าใช้จ่าย ในแง่ของการดูแลความปลอดภัยทางชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน ซึ่งในเวลา ที่ยังเหลืออยู่พวกเราทุกคนในรัฐบาลชุดนี้ก็ขอให้คํามั่น ขอถือโอกาสการอภิปรายในครั้งนี้ ที่จะให้คํามั่นกับพี่น้องประชาชนที่ฟังการอภิปรายอยู่ว่าเราจะเดินหน้าต่อไปในการที่จะดูแล พี่น้องประชาชนในเรื่องค่าครองชีพ ในเรื่องของรายได้ และในเรื่องของความปลอดภัย ของครอบครัวของท่าน ขอบคุณครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุข
(นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
มีอะไรคุณวิชาญ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ เป็นไปได้ไหมครับ พวกผมเองมีประเด็นที่คล้ายกับที่จะต้องอภิปรายในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข ทีนี้ถ้าท่านรัฐมนตรีตอบแล้ว ประเด็นต่าง ๆ มันอาจจะไม่ตรง และเดี๋ยวท่านต้องลุกขึ้นมาตอบ อีกครั้งหนึ่ง ขอความกรุณาครับ เพราะว่าหลายท่านเองผมคิดว่าเขามีความพร้อมที่จะถาม แต่ท่านตอบคราวเดียวกันได้ไหมครับ คงไม่เสียเวลามากครับ เพราะช่วงเวลาเราก็จัดไว้ ไม่มากอยู่แล้วครับขณะนี้
รัฐมนตรีเพิ่งใช้ไปไม่ถึง ๒ ชั่วโมงครับ แล้วก็ของพวกท่านก็ใช้ไป ๓ ชั่วโมงครึ่ง
เข้าใจครับ ในกลุ่มพวกผมมี ที่ใช้ในช่วงนั้นนะครับ ๒ ท่านที่ใช้เป็นชั่วโมงกว่า แต่ส่วนที่เหลือไม่ได้ใช้เยอะแล้วครับ แต่เป็นประเด็นที่จะถามตรงครับ
ก็มีรายละเอียดมาแล้วครับ ว่าอย่างท่านก็ ๒๐ นาที นอกนั้นคนละ ๑๕ นาทีอะไรต่าง ๆ
ก็ไม่เยอะเท่าไรครับ แต่ทีนี้ ประเด็นที่จะซักถาม
ไม่ให้เสียเวลา ถ้าอย่างนั้น นั่งก่อนครับ แล้วให้รัฐมนตรีอย่าเพิ่งตอบเลยครับ เพราะรอให้ท่านตอบทีหลัง
ขออนุญาตครับท่านประธาน ฝากท่านรัฐมนตรีครับ
ท่านรัฐมนตรีนั่งก่อนนะครับ ผมกราบเรียนท่านประธานเลยครับว่าสิทธิประโยชน์ในช่วงนโยบายรักษาฟรีนี้มากกว่า ๓๐ บาทในอดีตหลายประการทีเดียว ยกตัวอย่างเช่นปัจจุบันนี้เราครอบคลุมโรคที่มี ค่าใช้จ่ายสูงในด้านค่ารักษาพยาบาลเกือบจะเรียกว่าครบทุกโรค แม้ยุคนั้นจะโฆษณา ประชาสัมพันธ์ว่า ๓๐ บาทรักษาทุกโรค แต่ในความเป็นจริงไม่ได้รักษาทุกโรค แต่ปัจจุบันนี้ แม้รักษาฟรีไม่ต้องจ่ายแม้แต่บาทเดียวก็รักษาเกือบเรียกว่าครอบคลุมทุกโรค โรคเอดส์ (AIDS) รักษาฟรี โรคเบาหวาน โรคความดัน รักษาฟรี โรคหัวใจ รักษาฟรี โรคมะเร็ง รักษาฟรี แม้แต่โรคไตที่พวกเรากลัวกันเพราะมีค่าใช้จ่ายสูง ปัจจุบันเมื่อเป็นนโยบายรักษาฟรี เดี๋ยวนี้ ก็รักษาฟรีครับ แม้สมมุติว่าถ้าท่านต้องผ่าตัดเปลี่ยนไต มีไตสําหรับเปลี่ยนแล้ว ก็ผ่าตัด เปลี่ยนไตให้ฟรี รวมทั้งการล้างไตทางช่องท้อง ก็ล้างไตให้ฟรี ส่งบริการน้ํายาล้างไตทางช่องท้อง ถึงบ้านให้กับผู้ป่วยทุกคน ทุกเดือน ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย นี่ก็คือสิ่งที่เพิ่มเติมสิทธิประโยชน์ ดีกว่า ๓๐ บาทในอดีต นอกจากนั้นตัวอย่างที่ชัดเจนอีกอันหนึ่งก็คือ ผู้ป่วยจิตเวช ในอดีต ตอนเป็น ๓๐ บาท สําหรับผู้ป่วยจิตเวชเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลได้ครั้งละไม่เกิน ๑๕ วัน เหมือนกับที่พวกเราล้อกันว่า บ้าได้ครั้งหนึ่งไม่เกิน ๑๕ วัน เสร็จแล้วต้องกลับบ้าน แล้วค่อยกลับมาบ้าใหม่รอบที่ ๒ แต่ว่าต่อไปนี้ไม่ต้องแล้วครับ สิทธิประโยชน์จากการรักษาฟรีนั้น เราให้ผู้ป่วยจิตเวชสามารถพักอยู่ที่โรงพยาบาลได้ตามความเป็นจริง ตามดุลพินิจของแพทย์ เพื่อให้เขาหายป่วยจากอาการด้านจิตเวช แล้วก็เด็ดขาดไป อันนี้ก็คือสิทธิประโยชน์ ที่ได้ดําเนินการเพิ่มเติมในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา
นอกจากนั้นในเรื่องยา ที่เพื่อนสมาชิกเป็นห่วง ว่ายานั้นจะเป็นยาด้อยคุณภาพ มีแต่แป้ง ขอกราบเรียนให้ได้รับความสบายใจ เพราะยาที่ใช้ในโครงการรักษาฟรี ๔๘ ล้านคน เป็นยาที่อยู่ในบัญชียาหลักทั้งสิ้น และยาที่อยู่ในบัญชียาหลักนั้นจะต้องผ่านการรับรองจาก สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือที่เรียกว่า อย. ไม่ใช่ยาไม่มีคุณภาพ อันนี้ก็คือ สิ่งที่ขออนุญาตกราบเรียน นอกจากนั้นก็มีการเพิ่มรายการสิทธิประโยชน์มากมาย หลายประการ เช่น ยาเอดส์ ขณะนี้เราก็เพิ่มรายการเพิ่มเติมเข้าไปหลายรายการด้วยกัน ผมไม่ใช้เวลาตรงนี้ว่ามียาตัวไหนบ้าง แต่เพื่อให้ท่านประธานได้เห็น ยากําพร้า ท่านฟังแล้ว อาจจะงงว่ามันแปลว่าอะไร ก็แปลว่ายาที่หายาก แล้วก็มีคนป่วยเป็นโรคที่ต้องใช้ยานี้ จํานวนไม่มากแล้วก็มีราคาแพง แต่นโยบายรักษาฟรีก็ให้สิทธิในการที่จะจัดซื้อยาชนิดนี้ รักษาผู้ที่ป่วย เช่น ยาในการถอนพิษ ไม่กี่เดือนมานี้ผมก็เพิ่งอนุมัติไปอีก ๖ รายการ เพื่อใช้ ในนโยบายรักษาฟรี ที่สําคัญอีกอันหนึ่งเราพูดกันมานานว่านอกจากแผนปัจจุบัน ทําไมเรา ไม่อนุมัติให้ใช้ยาไทยบ้าง ควบคู่กันไป รวมทั้งยาสมุนไพรไทย บัดนี้สิ่งที่เราพูดกันมานาน เป็นจริงแล้วครับ อดีต เราอนุมัติให้ใช้ยาไทยได้แค่ ๑๙ รายการ แต่เมื่อเดือนที่ผ่านมาเราเพิ่ง อนุมัติยาไทยเพิ่มเติมให้ใช้ในโครงการรักษาฟรีได้อีก ๗๒ รายการ รวมแล้วเป็น ๙๑ รายการ เพื่อใช้ในนโยบายรักษาฟรีที่จะใช้สําหรับการรักษาผู้ป่วย นอกจากนั้นสิทธิประโยชน์ด้านอื่น เช่น ในเรื่องของการผ่าตัด ขณะนี้เราอนุมัติให้สามารถที่จะใส่ท่อขยายหลอดเลือดหัวใจ ที่เรียกกันว่า สเต็นท์ (Stent) ฟรีครับ แล้วก็ได้มีการอนุมัติกําหนดรูปแบบอะไรออกมา ชัดเจน ที่สําคัญเพิ่งให้ความเห็นชอบไปเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา อันนี้เป็นเรื่องใหม่ล่าสุด ที่ขอกราบเรียนกับท่านประธานก็คือว่า เราอนุมัติโครงการเพิ่มเติมสําหรับการรักษาฟรีก็คือ สําหรับผู้ที่ป่วยเป็นท่อน้ําดีตีบตันแต่กําเนิด ก่อให้เกิดภาวะตับวาย เราก็จะอนุมัติให้ผ่าตัด ปลูกถ่ายตับสําหรับเด็กที่อายุต่ํากว่า ๑๘ ปี ฟรีครับ แล้วเราได้มีการทดลองแล้วว่าสามารถ ผ่าตัดเปลี่ยนตับ แล้วก็หายได้ถึงร้อยละ ๙๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ก็จะเข้าสู่ โครงการรักษาฟรี นอกจากเปลี่ยนไตได้ ต่อไปเปลี่ยนตับที่เกิดจากภาวะท่อน้ําดีตีบตัน แต่กําเนิดให้ฟรีด้วย ซึ่งอันนี้ก็จะเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ปี ๒๕๕๔ ที่จะถึงนี้เป็นต้นไป อันนี้ก็คือ สิทธิประโยชน์ที่เพิ่มเติมมา แตกต่างไปกว่าช่วงที่เป็นนโยบาย ๓๐ บาท ที่สําคัญก็คือว่า ปัจจุบันนี้นอกจากใช้บัตรประชาชนใบเดียวแล้ว รักษาฟรีของเรามี ๒ ระบบใหญ่ ๆ ครับ ระบบที่ ๑ ก็คือระบบรักษาฟรีปกติ ท่านจะต้องเอาบัตรประชาชนไปนับหนึ่งที่หน่วยบริการ ที่ท่านขึ้นทะเบียนไว้ ถ้าโรงพยาบาลนั้นรักษาไม่ได้เขาก็จะมีระบบส่งต่อเป็นทอด ๆ แต่ยังมี อีกระบบหนึ่งเป็นระบบฉุกเฉิน เช่น กรณีเกิดอุบัติเหตุ ท่านอยู่กรุงเทพมหานคร ท่านเกิดไป เชียงใหม่ ท่านเกิดอุบัติเหตุ ต่อไปนี้ท่านไม่ต้องเอาบัตรประชาชนกลับมากรุงเทพมหานคร แล้วมารักษา ท่านสามารถเอาบัตรประชาชนใบเดียวเข้ารับการรักษาฟรีที่โรงพยาบาลที่ จังหวัดเชียงใหม่ได้เลย อันนี้ก็คือระบบที่เราพัฒนาขึ้นไป นอกจากนั้นก็ไม่ได้มีเฉพาะ สิทธิประโยชน์นะครับ ในเรื่องการให้บริการที่ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าเราไม่ได้ดําเนินการ ให้บริการผู้ป่วยที่รักษาฟรีแบบอนาถา แต่มีการพัฒนาระบบบริการเป็นโรงพยาบาล ๓ ดี คือ ด สระอี ดี ว่าการบริการต่อไปนี้ในทุกระดับ ตั้งแต่โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน ไปจนกระทั่งโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล ต้องบริการด้วยนโยบาย ๓ ดี ดีที่ ๑ ก็คือต้องทําให้บรรยากาศดี หน่วยบริการต่าง ๆ ห้องตรวจ ห้องรอตรวจ ห้องน้ํา บรรยากาศทั้งหมดจะต้องดี ข้อ ๒ บริการต้องดี ทั้งบริการด้านการแพทย์ แพทย์ต้อง ออกตรวจตรงเวลา ลดเวลารอคอยตั้งแต่ไปถึงโรงพยาบาลจนกระทั่งรับยากลับบ้าน ต้องกําหนดระยะเวลาชัดเจน เดิม ๓ ชั่วโมงต้องลดเหลือ ๒ ชั่วโมงครึ่งภายในกี่เดือน ทุกโรงพยาบาลต้องทําแผนหมด ทั้งหมดเพื่อบริการผู้ป่วยรักษาฟรีเป็นหลักนะครับ เพราะนั่นคือลูกค้ารายใหญ่ของกระทรวงสาธารณสุข นอกจากนั้นการให้บริการ ต่อไปนี้ ถ้าท่านไปโรงพยาบาลท่านจะเห็นความแตกต่าง เดี๋ยวนี้ไม่ใช่มีเฉพาะโรงพยาบาลเอกชนแล้วครับ ที่มีพนักงานต้อนรับ พนักงานประชาสัมพันธ์ โรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข ทุกระดับ มีพนักงานต้อนรับ มีเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์มาคอยดูแลท่าน ไปที่นี่ เคาน์เตอร์ (Counter) นั้น ไปทางนี้ จนกระทั่งรับยากลับออกมา นี่คือการให้บริการที่ดี และสุดท้ายระบบบริหารจัดการดี คือทุกฝ่ายต้องมีส่วนร่วม ต่อไปนี้โรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุขจะไม่มีเฉพาะ กรรมการบริหารโรงพยาบาลที่ผู้อํานวยการเป็นประธาน พยาบาลเป็นกรรมการ จะต้องมี กรรมการอีกชุดหนึ่งที่เรียกว่า กรรมการพัฒนาโรงพยาบาล ที่ต้องเอาบุคคลภายนอก ผู้แทน ผู้รับบริการ ตัวแทน อสม. ตัวแทนภาคเอกชน ตัวแทนผู้ทรงคุณวุฒิ ตัวแทนหน่วย การปกครองส่วนท้องถิ่นมาร่วมเป็นคณะกรรมการ เพื่อให้กรรมการชุดนี้เป็นเวที ระดมความคิดและระดมทรัพยากรในการพัฒนาโรงพยาบาล เพื่อให้บริการผู้ป่วย รายใหญ่ ๔๘ ล้านคน คือรักษาฟรีให้ดีขึ้นต่อไป เพราะฉะนั้นขอให้ท่านได้รับความสบายใจได้ว่า นโยบายรักษาฟรีมีการพัฒนาไปกว่า ๓๐ บาทในอดีตมาก และเป็นประโยชน์กับผู้ป่วย อย่างยิ่งในปัจจุบัน ขอบคุณครับท่านประธาน
(พันตํารวจโท สมชาย เพศประเสริฐ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ลัดคิวเขาไม่ได้ครับ เพราะเขามีคิว ต้องเป็นตามคิวครับคุณสมชาย เรื่องอะไร คุณอภิปรายไม่ได้
ผมไม่อภิปรายครับ ท่านประธาน ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ขออภัยจริง ๆ ครับท่านประธาน เมื่อเช้า ท่านได้เรียกผม ผมอยู่ในลําดับที่ ๓ แต่ว่าเผอิญมีปัญหา
ตัวท่านไม่อยู่ ไม่อยู่ก็ผ่าน
ไม่ใช่ครับ พอดี มีปัญหา ผมประชุมคณะกรรมาธิการซึ่งมีเรื่องเร่งด่วนระหว่างชาวบ้านหนองสาหร่ายกับทหาร มีปัญหาที่จะวิวาทกันในเรื่องของที่ดินทํากิน ผมก็เลยประชุมอยู่ ทีนี้ท่านเรียกผม ผมไม่อยู่ ในที่นี้นะครับ ทีนี้ก็เลยอยากจะถามว่าวันนี้ผมยังมีคิวอยู่หรือไม่
ตอนนี้ไม่มีคิวเลยครับ ต้องไปขอใหม่ เพราะไม่มีรายชื่อท่านเลย
ผมว่าทางฝ่ายรัฐบาล อย่าเพิ่งพูดดีกว่า ให้ฝ่ายค้านเขาก่อนเถอะครับ
คุณวรงค์นั่งลงก่อนเถอะครับ เพราะว่าให้ฝ่ายค้านเขาสักหน่อย เดี๋ยวจะเกิดปฏิกิริยาครับ เพราะว่าเมื่อกี้รัฐบาลก็ ๓ คน ดูสิครับเป็นพรืดเลย
ท่านประธานเรียกชื่อผมตั้งแต่ตอน ประมาณ ๕ โมงเศษ ๆ แล้วครับ ผมมานั่งรอเกือบ ๒ ชั่วโมงแล้ว
ก็จังหวะท่านมันไม่ดี ทําอย่างไรได้
ข้าวยังไม่ได้ทานเลยครับท่านประธาน ก็นั่งรอคิดว่าจะเรียก
เอาคนละ ๓ นาทีนะครับ รัฐบาลคนละ ๓ นาทีเท่านั้น ตั้งเวลาเลย ถ้าเลย ๓ นาทีก็ปิด ใครก่อนก็เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม โสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่จริงถ้าไม่ได้ชี้แจงก็เหมือนผลงานที่รัฐบาลทําขึ้น รัฐบาลปล่อยปละละเลย ผมกราบเรียน ท่านประธานอย่างนี้ว่าสิ่งที่ท่านสมาชิกกล่าวถึงกระทรวงคมนาคมเอง เรื่องคอร์รัปชัน เองก็ตาม ถ้าผมไม่ได้กราบเรียนท่านประธานเหมือนว่ารัฐบาลชุดนี้หรือตัวกระผมเองนี่ ปล่อยปละละเลย เพราะว่าท่านพูดลอย ๆ ขึ้นมา การพูดเรื่องคอร์รัปชันนี่มันพูด พูดแล้วคนฟัง นี่เชื่อครับ ฉะนั้นผมจะกราบเรียนท่านประธาน ได้ขออนุญาตท่านประธานสักเล็กน้อยนะครับ ที่จริงผม ไม่อยากรบกวนนะครับ
เรื่องแรกที่ท่านกล่าวถึง ที่จริงซ้ําซากแล้วนะครับ พูดมานานแล้ว ท่านก็อภิปรายไม่ไว้วางใจผมครั้งหนึ่งแล้ว คือเรื่องรถไฟฟ้าสายสีม่วง รถไฟฟ้าสายสีม่วงนี่ ผมเรียนท่านอย่างนี้นะครับว่า ในรัฐบาลที่เราเข้ามารับ ก่อนหน้าที่รัฐบาลชุดนี้จะมารับ มีการยื่นซองประกวดราคารถไฟฟ้าสายนี้ไว้แล้วในวงเงิน ๓๘,๔๔๓ ล้านบาท ในรัฐบาลชุดนี้ ก่อนที่จะมีการต่อรอง ผมกราบเรียนท่านประธานไปยังท่านสมาชิกและคนที่ฟังอยู่ทางบ้าน นะครับ ไม่มีรัฐบาลชุดไหนละครับ ที่โดยเฉพาะกระทรวงคมนาคมที่มีเมกะโปรเจ็คท์ (Mega project) ใหญ่ ๆ รัฐบาลได้ตรวจสอบทุกโครงการ ก่อนที่ตัวเลขที่จะต่อรองได้ ๓๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท ลดลง ๖,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี่นะครับ ๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท มีกระบวนการตรวจสอบทั้งคนกลาง ทั้งคนนอกต่าง ๆ ที่คณะกรรมการของกระทรวงเองก็ตาม โดยมติคณะรัฐมนตรีเองก็ตามให้ไปตรวจสอบจนสามารถลดราคาได้ถึง ๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท ณ ขณะนี้ผมได้กราบเรียนท่านประธานไปครั้งหนึ่งแล้วว่า ถ้าวงเงินขณะนี้ที่การก่อสร้างไปแล้ว ประมาณ ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ที่จะเสร็จทันกาล ทันสัญญานี่ประมาณปี ๒๕๕๗ ประชาชน จะได้ใช้ วงเงินที่เราก่อสร้าง ๓๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถ้าเทียบวงเงิน อัตราเงินเฟ้อขณะนี้ ถ้าคูณกันไปแล้วเราสามารถประหยัดวงเงินได้ถึง ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท ขณะนี้ตีมูลค่า รถไฟฟ้าสายสีม่วงที่เราพูดกันว่ารัฐบาลชุดนี้คอร์รัปชัน หรือกระทรวงคมนาคมปล่อยปละละเลย เราประหยัดได้ ๖,๐๐๐ ล้านบาท และสามารถมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอีก ๓,๐๐๐ ล้านบาท ฉะนั้น ผมกราบเรียนท่านประธานนะครับ ไม่ว่าโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงเองก็ตาม สายสีน้ําเงิน ที่พูดแล้วพูดลอย ๆ ขึ้นนี่นะครับ ทุกกระบวนการนะครับ ผมขอกราบเรียนว่าก่อนที่จะผ่าน ออกมา คณะรัฐมนตรี กระทรวงเองได้ไตร่ตรองแล้ว คณะรัฐมนตรีเองก็ได้ไตร่ตรองแล้ว ตั้งกรรมการไม่รู้กี่ชุดขึ้นมาตรวจสอบจึงได้สามารถดําเนินการได้ ส่วนเรื่องที่ท่าน ผมถ้าไม่ได้ กราบเรียนท่านประธานผมจะไม่สบายใจที่บอกว่า ถนนดีแล้วไปซ่อม ผมกราบเรียนนะครับ ถ้าถนนนี่ ถ้าดูด้วยตา ถ้าดูชาร์ท (Chart) ที่ผมเตรียมมา คือถ้าถนนอย่างนี้เหมือนว่าถนนดี แต่ถ้าเราไปซูมแล้วนี่ครับ ถ้าไปซูมแล้วนี่ ถ้าถนนเหล่านี้ผิวถนนจะแตก ถ้าผิวถนนจะแตก การซ่อมอายุใช้งาน ๓ ปี เขาฉาบถนนเขาใช้มูลค่าทําผิวถนนนี้ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าบาทต่อกิโลเมตร แต่ถ้าปล่อยไปถึง ๔-๕ ปี ถ้าต้องทําปูผิวใหม่ ต้องใช้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ถ้าปล่อยถึงขั้นรีไซคลิง (Recycling) ต้องใช้ ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ฉะนั้นผมกราบเรียนว่าวันนี้ภาพที่ท่านบอกว่าถนนดีไปซ่อมทําไม ผมได้เร่งรัด ผมได้ให้ ข้าราชการของกรมทางหลวงเองก็ตาม ทางหลวงชนบทเองก็ตามได้ชี้แจง ได้ตรวจสอบ ไม่มีไปซ่อมถนนดี แต่ซ่อมตามอายุการใช้งาน แล้วแต่วงเงินที่เราจะก่อสร้าง ทีนี้เรียนไป จนถึงเรื่องถนนไร้ฝุ่นที่บอกว่าถนนดี เหมือนกันนะครับ ถนนไร้ฝุ่น ที่บอกเป็นลาดยางอยู่แล้ว ไปทํา ต้องเรียนนะครับ เป็นความภาคภูมิใจของตัวกระผมเองก็ตาม รัฐบาลชุดนี้เองก็ตาม ที่ได้ดําเนินการถนนไร้ฝุ่นใน ๗,๐๐๐ กว่ากิโลเมตร แต่เราสามารถดําเนินการไปได้ ๓,๐๐๐ กว่ากิโลเมตร ทั้งหมดนี่ ๙๐๐ เส้นทาง ๙๐๐ เส้นทางนี่ปรากฏว่าในทั้งหมดที่แบ่ง ออกเป็นภาคเหนือนี้ ๑๙๘ เส้นทาง ภาคอีสาน ๒๙๐ เส้นทาง ภาคกลาง ๒๔๕ เส้นทาง ภาคใต้ ๑๖๙ เส้นทาง รวมทั้งหมด ๙๐๒ เส้นทาง เป็นถนนลูกรัง ๘๔๕ เส้นทาง เป็นถนนลาดยางที่ชํารุดต้องไปซ่อมเพื่อให้มันเป็นโครงข่าย ๕๗ เส้นทาง รวม ๙๐๐ เส้นทาง ฉะนั้นผมกราบเรียนว่า
ท่านรัฐมนตรีครับ คุณประเสริฐ เขาประท้วง ประท้วงอะไร
ท่านประธานที่เคารพครับ ประเสริฐ จันทรรวงทอง สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ผมไม่มีเจตนา ที่จะขัดจังหวะท่านรัฐมนตรีในการตอบคําถาม แต่เมื่อท่านประธานมีดําริว่าให้ท่านละ ๓ นาที ผมเชื่อว่าพวกเราเป็นคนรักษากติกา แล้วก็ท่านประธานกรุณาควบคุมการประชุม จะเป็นพระคุณอย่างยิ่งเพราะมีผู้อภิปรายอีกหลายท่าน ขอบพระคุณมากครับ
ผมว่าท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคมรอก่อน ให้เขาพูดสักเต็มที่ เสร็จแล้วก็ค่อยตอบทีเดียวสัก ๒๐-๓๐ นาที คงได้ครับ เพราะว่าคนข้างล่างเขาเบื่อเหมือนกันนะครับ เขานั่งฟังแต่ข้างบน ทีนี้ข้างบนตอบ ไปมากแล้ว ข้างล่างไม่ได้พูดก็กระอักกระอ่วนใจครับ นั่งลงก่อนเถอะครับ ขออนุญาต คุณวรงค์เอาให้เสร็จ เอาฝ่ายค้านก่อน คุณฐิติมา ๒๐ นาที เอาให้ละเอียดยิบนะครับ คนอื่นเขาจะได้ไม่พูดตามได้
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ดิฉัน ฐิติมา ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทยค่ะ เวลาของดิฉันที่จะพูดนี่ก็ช่างเป็นเวลาที่ไม่รู้เป็นข่าวหรือเปล่าคะท่านประธาน จริง ๆ ท่านรัฐมนตรีอยากจะตอบกันคนละครึ่งชั่วโมงมันก็ดีเหมือนกัน ท่านประธานคะ เรื่องรายงานแสดงผลการดําเนินงานของ ครม. นี้ ซึ่งเราพูดกันมาทั้งวัน จริง ๆ แล้วดิฉันเอง ก็เอะใจอยู่เหมือนกัน เอะใจว่าพออ่านดู ทําไมเขาบอกว่าตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๕ ได้บัญญัติให้คณะรัฐมนตรีต้องจัดทํารายงานแสดงผลการดําเนินการของคณะรัฐมนตรี รวมทั้งปัญหาและอุปสรรคต่อรัฐสภาปีละ ๑ ครั้ง ซึ่งเมื่อเช้าเราพูดกรณีนี้กันไปพอสมควร แต่ขอบอกว่าประชาชนยังคงงงอยู่ และก็ยังคงโทรศัพท์มาหาดิฉันอยู่ เขาอ่านดู เขาบอกว่า เขาเข้าใจว่า ถ้าบอกว่า ต่อรัฐสภา เขาก็ยังคงเข้าใจอยู่ว่าเป็นรัฐสภาที่เป็น ส.ส. และ ส.ว. ร่วมกัน เขาเข้าใจแบบนั้น แล้วปีละ ๑ ครั้งอีก เขาก็เข้าใจแบบนั้น ดิฉันเองไม่ได้จบกฎหมาย ท่านประธานคะ ไม่ได้เป็นนักกฎหมาย แต่พออ่านกฎหมายได้เหมือนกัน แต่มันก็สงสัยอยู่ว่า แปลกันอย่างไร รัฐสภา ก็มานั่งดูว่า เอาละ มันจะผิดรัฐธรรมนูญไหม ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศหรือไม่ สงสัยอยู่ พอบอกว่าเสนอต่อรัฐสภา มันต้องดูหลายมาตรานะคะท่านประธานคะ เวลาที่ดูเรื่องนี้ เขาบอกว่ามาตรา ๑๗๖ พอมาตรา ๑๗๖ มันมีเกี่ยวเนื่องกันท่านประธาน เพราะฉะนั้นที่ท่านนายกรัฐมนตรีท่านตอบ ไปนี้ดิฉันคิดว่าประชาชนคงยังไม่ค่อยเข้าใจหรอกนะคะ เพราะว่ามาตรา ๑๗๖ เขาบอกว่า คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบาย อันนั้นคือแถลงนโยบาย ดิฉันเข้าใจ ขณะนี้เรากําลังพูดถึงผลการดําเนินการ ต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และชี้แจง การดําเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐตามมาตรา ๗๕ ซึ่งขณะนี้กําลังใช้มาตรา ๗๕ อยู่ แต่ว่ามันเกี่ยวเนื่องกัน เพราะฉะนั้นมันจึงต้องเข้าใจว่ารัฐสภานั้นคือสภาร่วมอยู่ดี ไม่สามารถ จะไปคิดว่า เอาละ ตอนนี้รัฐบาลมาเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร เดี๋ยววันหน้า วันหลัง เดี๋ยวจะไปเสนอต่อ ส.ว. อีกทีหนึ่ง มันไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น อันนี้ประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ คือมาเสนอช้าไปเป็นปี ดิฉันมีข้อมูลค่ะว่าตอนสมัยท่านทักษิณ มีการนําเสนอผลงานของ ครม. เข้ามาทํางานในปี ๒๕๔๔ วันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๔๕ ท่านก็ เสนอแล้ว ปีต่อไป วันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๔๖ ท่านก็เสนอแล้ว ปีถัดไป วันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๔๗ นี่คือทุกปี นั่นคือการทํางานที่ปกติว่าทําปีละครั้ง แต่ขณะนี้รัฐบาลชุดนี้มาเสนออย่างที่ หลายคนพูดออกไปว่าเป็น ๒ ปีครั้ง ขณะนี้นะคะ เพราะฉะนั้นประเด็นที่ดิฉันจะพูดต่อไป มันเป็นเรื่องของความล่าช้าค่ะท่านประธาน ล่าช้าในการทํางานเหลือเกิน เช่น ขณะนี้ ท่านล่าช้าในการที่จะนํารายงานผลการดําเนินงานของ ครม. เข้าสู่รัฐสภา มันแสดงให้เห็นว่า ผลการดําเนินงานของท่านเองนั้นท่านบ่งบอกแล้วว่าทําไม่ได้ความ ทําไมไม่ได้เรื่อง ถึงเอาเข้า มาสู่สภานี้ช้าขนาดนี้ ทีนี้ความล่าช้าของรัฐบาลชุดนี้มีมากเหลือเกินท่านประธานคะ หลายเรื่อง ซึ่งดิฉัน จะหยิบยกตัวอย่างนี้ออกไป ให้รู้ว่าความล่าช้าของรัฐบาลชุดนี้มันก่อให้เกิดความเสียหาย ต่อประเทศชาติมากขนาดไหน ท่านประธานคะ
เรื่องแรกที่รัฐบาลชุดนี้ทํางานล่าช้า ผลการดําเนินงานนั้นล่าช้าจนทําให้ เสียหาย นั่นคือการดําเนินคดีกับผู้กระทําผิดที่ยึดสนามบินตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๑ เมื่อท่านมาบริหารราชการแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ วรรคสอง ท่านประธานคะ มาตรา ๓ วรรคสองบอกว่า การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กร ตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม เขาบอกแบบนั้น นั่นคือ อะไรคะ นั่นคือทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน แต่จนบัดนี้คดีความ ของผู้กระทําผิดยึดสนามบินนั้นยังอยู่แค่ชั้นพนักงานสอบสวน ยังไม่ไปถึงอัยการ การกระทํา แบบนี้มันทําแล้วทําให้คนเขารู้สึกว่านอกจากล่าช้าแล้วมันคือละเลยกันหรือเปล่า ให้รู้สึก แบบนั้นว่าละเลย ทีนี้ความรู้สึกแบบนี้มันจึงทําให้อีกฝ่ายหนึ่งรู้สึกว่าไม่ยุติธรรม ความรู้สึก ของประชาชนตรงนี้มันคุกรุ่นอยู่ อยู่ในสังคมไทย เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาความขัดแย้ง ทางการเมืองก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่รัฐบาลนี้ล่าช้า ท่านประธาน บ้านเมืองมันไม่สงบเสียที รัฐบาลชุดนี้ ท่านประธานจําได้ไหมว่า ในหนังสือเล่มนี้เขาบอกว่า การแก้ปัญหาความขัดแย้ง ทางการเมืองนั้น แถลงนโยบายไว้เป็นเรื่องด่วนเลย บอกว่า การเสริมสร้างความสมานฉันท์ ในสังคมไทยเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ท่านจะทํา ท่านประธานจําได้ไหมว่าวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๒ ก่อนที่จะเกิดสงกรานต์เลือดนั้น พรรคเพื่อไทยเตรียมพร้อมเลยที่จะขอให้สภาแห่งนี้เปิด อภิปรายเถอะ มาพูดจากันเถอะ เพราะมีผู้ประท้วงอยู่ กลัวจะเกิดเหตุร้ายขึ้น ตอนนั้น รัฐบาลเองมิได้สนใจใยดี ปล่อยให้เหตุการณ์มันเกิดขึ้น จนกระทั่งเป็นสงกรานต์เลือด เสร็จแล้วหลังจากเกิดสงกรานต์เลือดก็มีการอภิปรายตามมาตรา ๑๗๙ อภิปรายทั่วไป เพื่อรับฟังความคิดเห็นของ ส.ส. และ ส.ว. ดิฉันเองเป็นผู้หนึ่งที่นําเสนอ ให้ตั้งคณะกรรมการ ขึ้นมา ดิฉันเสนออยู่ ๓ ข้อ ข้อที่ ๑ บอกว่า ให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อสอบสวน หาข้อเท็จจริงในการสลายการชุมนุมนั้นเถอะ ข้อที่ ๒ บอกว่าตั้งคณะกรรมการขึ้นมา เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญเถอะ ข้อที่ ๓ หลังจากทํา ๒ ข้อนั้นแล้วยุบสภาเสีย มันจะทําให้ สถานการณ์บ้านเมืองนั้นดีขึ้น ปรากฏว่าทางรัฐบาลก็ดี หรือว่าทางท่านประธานสภาก็ดี ก็ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ก็คือทําตามที่ดิฉันเสนอนั่นละ ไม่รู้ละ แต่ไม่ทําข้อหนึ่งที่รัฐบาล ไม่ได้ทํานะคะ คือการยุบสภา ท่านไม่ทําตอนนั้นมันจึงเกิดเรื่องมาไม่รู้จักจบจักสิ้น ความขัดแย้งจึงยังเกิดอยู่ มันก็คือความล่าช้าในการตัดสินใจ ล่าช้าเข้าไปอีกไม่รู้กี่เรื่องต่อกี่เรื่อง
เรื่องต่อไปของความล่าช้า คือการไม่มีประสิทธิภาพของรัฐบาลชุดนี้ ท่านประธานคะ ปัญหาที่ทําให้ภาพพจน์ของประเทศไทยนั้นเสียหาย ความเชื่อมั่น ของนักลงทุนต่างชาตินั้นหดหายลงไปและจะหนีไปประเทศอื่น นั่นคือปัญหาที่เรียกว่าปัญหา มาบตาพุดนั่นเอง นับตั้งแต่ต้น ๆ ปี ๒๕๕๒ ประชาชนชาวมาบตาพุดนั้นร้องรัฐบาลให้ แก้ปัญหามลพิษ แต่รัฐบาลก็ไม่ได้ดําเนินการอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งประชาชนนั้นจะต้องไป ร้องศาลปกครอง ทําให้เกิดคําสั่งของศาล ระงับ ๗๖ โครงการ ดังที่เรารู้กันอยู่นะคะ แต่ภาพพจน์ของประเทศสิคะ กับความเชื่อมั่นของนักลงทุนสิคะ มันหาย มันถดถอยไปเรื่อย ๆ เปิดทางให้นักลงทุนนั้นเขาคิดว่าประเทศอื่นนั้นน่าสนใจกว่า นี่คือความล่าช้าที่รัฐบาลชุดนี้ มีให้กับประเทศไทย มีให้กับสังคมไทยตลอด
นอกจากนั้นแล้วเรื่องนี้ก็ล่าช้าท่านประธาน เรื่องที่บอกว่า รัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ตอนหาเสียงเลือกตั้งเมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๐ ก็บอกว่า ๙๙ วัน หากได้รับโอกาสให้เป็นรัฐบาล จะตั้งองค์กรแก้ปัญหาภาคใต้ให้สําเร็จภายใน ๙๙ วัน เชื่อเถอะ เชื่อฝีมือเถอะ เขาบอกแบบนั้น ทีนี้พอมาเป็นรัฐบาล ท่านประธานคะ มาเป็นรัฐบาล ก็กําหนดไว้ในนโยบายเร่งด่วนเลยด้วย บอกว่าอะไร บอกว่าจะจัดให้มีสํานักงานบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นองค์กรถาวร ทําหน้าที่แก้ปัญหาและพัฒนาพื้นที่ชายแดนใต้ เขาบอกแบบนั้น ท่านพูดไว้นะคะ ทีนี้ ผลการดําเนินงานเป็นอย่างไรท่านประธาน มันล่าช้าไปกี่วัน ท่านทําไว้นี่นะคะ บอกว่า ผ่าน พ.ร.บ. การบริหารราชการชายแดนใต้ที่พวกเราผ่านไปนี่ ในสภาของ ส.ส. เมื่อเดือน สิงหาคม ๒๕๕๓ นั่นคือ ๑ ปีกับ ๘ เดือนนับจากท่านมาเป็นรัฐบาล ๑ ปีกับ ๘ เดือน นี่ถ้านับวันกันนะคะ มันประมาณว่า ๓๖๕ วัน บวกกับอีก ๘ เดือน อีก ๒๔๐ วัน ถามว่ากี่วัน โน่น ๖๐๐ วันกับ ๕ วัน บอกไว้ว่า ๙๙ วันจะทําให้ได้เป็นองค์กรถาวร ๖๐๕ วัน นั่นคือ ความล่าช้าที่เกิดขึ้น ท่านทําไม่ได้ตามที่ท่านคุยว่าเชื่อเถอะ ๆ เห็นอยู่อย่างเดียว ตั้งรัฐมนตรี ที่ชื่อ ถาวร เสนเนียม แต่องค์กรถาวร ไม่ได้ เพราะฉะนั้นถามว่าเราจะคาดหวังอะไร กับรัฐบาลชุดนี้ในการแก้ปัญหากับชายแดนใต้ ท่านประธาน ล่าช้ามีหลายเรื่องที่ทําให้รู้ว่า ประเทศไทยนั้นย่ําแย่แล้วถ้ามีรัฐบาลชุดนี้ ที่ทํางานไปในปี ๒๕๕๑ ปี ๒๕๕๒ จนถึงปัจจุบัน ๒๕๕๔ ท่านประธานคะ ล่าช้าในการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งหลายคนวันนี้ก็พูด ปลากระป๋องเน่าเอยก็พูด บัดนี้ยังหาผู้กระทําผิดไม่ได้ แล้วก็ทําให้สังคมนี้ลืมไปกันก่อน ลืมปลากระป๋องเน่าไป หรือทุจริตชุมชนพอเพียงหรือว่าชุมชนแพงเพียบที่พรรคเพื่อไทย เคยพูดไว้ จนบัดนี้ก็หาผู้กระทําผิดไม่ได้อีก แล้วก็ให้รองนายกรัฐมนตรีย้ายออกไป แล้วก็ ลืม ๆ กันไปก่อน หรือก็มีข่าวอีกว่า เรื่องงบไทยเข้มแข็งในกระทรวงสาธารณสุข ที่เมื่อสักครู่ ท่านประธานวิปฝ่ายรัฐบาลก็ออกมาพูด ที่บอกว่ากําลังจะมีข่าวเริ่มทุจริตเลย แต่จนบัดนี้ ถึงแม้ว่าท่านเองจะรับผิดชอบต่อความรู้สึกต่อสังคม โดยลาออกไป แต่มันก็ยังทําให้สังคมนั้น คลางแคลงใจอยู่ดีท่านประธาน ก็ลืม ๆ กันไปก่อน นี่คือความไม่สนใจใยดีหรือเปล่า ความล่าช้าในการบริหารราชการแผ่นดินจนทําให้รู้สึกว่าเป็นการละเลย แต่เรื่องนี้ไม่เป็นอะไรค่ะ จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจกันต่อไป ท่านประธาน เรื่องล่าช้าเรื่องต่อไปที่เราจะเห็นกันอยู่ ในปี ๒๕๕๒ ท่านคะ แต่งตั้ง ผบ.ตร. ยังล่าช้าเลยนะคะ ยังทําให้เห็นว่าท่านนายกรัฐมนตรีนั้น ขาดภาวะความเป็นผู้นําแน่นอน ทีนี้พื้นฐานนิสัยของรัฐบาลชุดนี้ที่ล่าช้า ล่าช้าแบบนี้มันทําให้ การแก้ปัญหาต่าง ๆ ล่าช้าไปด้วย ท่านจะเห็นว่าเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ในรายการ ความเชื่อมั่นประเทศไทยของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นั้น ท่านถามนักเรียน ถามว่าอยากจะให้ แก้ปัญหาอะไรเร่งด่วนที่สุด นักเรียนตอบว่าปัญหายาเสพติด มันหมายความว่าปัญหายาเสพ ติดมันทุกหัวระแหงแล้วขณะนี้ นั่นคือความล่าช้าในการบริหารราชการแผ่นดิน ด้านยาเสพติด ไม่สามารถกําจัดออกไปให้ได้หมด ล่าช้าอื่น ๆ ยังตามมาจากพื้นฐานนิสัย ที่ล่าช้า นั่นคืออะไร น้ําท่วมก็แก้ปัญหาล่าช้า ปล่อยให้พิธีกรช่อง ๓ เป็นพระเอก นั่นก็คือ ความล่าช้า ปล่อยให้คนเดือดร้อน ล้มตาย บาดเจ็บ บ้านเมืองเสียหาย และของแพง ก็แก้ปัญหาได้ล่าช้าอีก จนกระทั่ง ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์เองยังทนไม่ได้กับการ บริหารราชการแผ่นดินของท่านเอง จนต้องมาสีซอ สีซอให้ปี๊บฟัง ดิฉันก็งงว่าเขาแถลงข่าว เขาอยากจะบอกกับรัฐบาล ก็สีซอให้รัฐบาลฟัง ท่านประธาน สุภาษิตที่เราได้ยิน สีซอให้ควายฟัง เพราะฉะนั้นดิฉันก็ต้องซอตอพอว่ารัฐบาลก็คือ จุด จุด จุดนั่นเอง เขาสีซอให้นะคะ นี่คือ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ก็ทนไม่ได้จึงต้องออกมา นั่นคือความล่าช้าในการแก้ปัญหา นอกจากนั้นแล้วน้ํามันปาล์มก็ยังเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่รัฐบาลชุดนี้บริหารประเทศอย่างไร แก้ปัญหาได้ช้ามาก เกือบ ๓ เดือนยังแก้ปัญหาน้ํามันปาล์มไม่ได้อย่างที่พูดกันหลายครั้งหลายหนว่า ปล่อยให้คนชกต่อยตบตี เข้าแถวเมื่อเช้าหนังสือพิมพ์ยังลงหน้า ๑ บอกว่าเข้าแถวหรือว่า ไม่ต้องเข้าแถว ไปซื้อตามห้างแต่ซื้อได้ครอบครัวละขวด นี่คือการแก้ปัญหาโดยที่ภาคเอกชน เขาบอกแล้ว บอกแล้วว่าเขาให้นําเข้าน้ํามันปาล์มเข้ามาก็ไม่เชื่อ ไม่บริหารจัดการ ให้มีประสิทธิภาพพอ คือความล่าช้าในการตัดสินใจ พื้นฐานของนิสัยทําให้คนนั้นเดือดร้อน มากเหลือเกิน ท่านประธานคะ ดิฉันเห็นว่าเรื่องที่ท่านได้เร็วเรื่องหนึ่งเลย เก่งจริง ๆ คือเรื่อง การกู้เงินค่ะท่านประธาน ล่าช้าทุกเรื่องแต่กู้เงินนี่เร็วมาก ยิ่งกู้เงินมากก็ทําให้ประเทศชาติ เป็นหนี้มากขึ้นแล้วก็เร็วขึ้น ท่านประธานคะ สรุปผลการดําเนินการของรัฐบาลชุด นายอภิสิทธิ์นี้แสดงให้เห็นว่าไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดิน ปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความล่าช้าสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศชาติและประชาชน เพราะฉะนั้น จึงขอวิพากษ์วิจารณ์และประณามการดําเนินงานทั้งที่ผิดรัฐธรรมนูญที่นําเข้าสู่ สภาผู้แทนราษฎรเท่านั้นไม่เป็นรัฐสภา แล้วก็ช้าไปเป็นปีและประชาชนก็ต้องทนทุกข์ อยู่ตลอดไปตราบใดเท่าที่รัฐบาลชุดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บริหารราชการแผ่นดินค่ะ ท่านประธาน ขอบคุณค่ะ
ท่านรัฐมนตรีจะชี้แจงหรือครับ เสร็จจากท่าน เดี๋ยวผมขานผู้อภิปราย จากท่านรัฐมนตรี ชี้แจง ก็เป็นท่านวรงค์
(นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
มีอะไร ท่านวิชาญ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ก่อนที่ท่านประธานจะขึ้นมาทําหน้าที่ ท่านประธานชัยก็บอกกล่าวว่าขออนุญาต ให้กับพวกเราได้เป็นคนอภิปรายก่อนและขอให้ทางท่านรัฐมนตรีค่อยตอบอีกครั้งหนึ่ง เพราะเมื่อสักครู่นี้ ๔-๕ ท่านนะครับ ท่านรัฐมนตรีตอบยาวเหยียดเลยครับ ฉะนั้นประเด็น บางประเด็นจะได้ขมวดไว้ครั้งเดียวกันครับ ผมขออนุญาตครับท่านประธานครับ เมื่อสักครู่นี้ ท่านประธานชัยเพิ่งชี้ไปเองครับ ขออนุญาตครับ
ท่านรัฐมนตรีครับ
สั้น ๆ ครับ แป๊บเดียวครับประเด็นนิดเดียวเองครับ
แป๊บนี่ กี่นาทีครับ
ไม่เกิน ๓ นาทีครับ
เพราะว่ามีเพื่อนสมาชิกจะอภิปรายอีกมาก ถ้ารวมประเด็นได้ก็ดีนะครับ ท่านจะได้ไม่ต้อง ตอบบ่อย เอา ๓ นาทีนะครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม องอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจําสํานัก นายกรัฐมนตรี ผมมีประเด็นเดียวสั้น ๆ ครับที่อยากจะชี้แจงก่อนที่มันจะเลยจากผู้อภิปราย ไปมากก็คือ มีท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติท่านหนึ่งได้พูดเหมือนว่าการใช้สื่อของรัฐโจมตี ประเทศเพื่อนบ้าน ทําให้ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศลดลงแล้วก็ทําลายความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศ ผมขอกราบเรียนว่าในส่วนนี้แน่นอนที่สุดครับ รัฐบาลคงไม่มีเจตนาที่จะไป ใช้สื่อของรัฐในการโจมตีประเทศเพื่อนบ้านแน่นอนนะครับ ในทางตรงกันข้ามเราพยายามที่จะ ใช้สื่อของรัฐในการสร้างความเข้าใจให้กับพี่น้องประชาชน ให้กับบุคคลทั่วไปเป็นด้านหลัก มากกว่าที่จะไปใช้เพื่อสร้างความไม่เข้าใจให้เกิดขึ้นนะครับ แต่อย่างไรก็ดีจากรายการที่ผมได้ มีโอกาสไปตรวจสอบนี้นะครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่าเคยชี้แจงในที่ประชุมสภานี้ไปครั้ง หนึ่งแล้วนะครับว่าโอกาสที่รายการต่าง ๆ ที่ปรากฏทางสถานีโทรทัศน์ โดยเฉพาะที่สื่อของรัฐ ก็จะมี ๓ แบบ แบบที่ ๑ ก็คือสถานที่สื่อของรัฐดําเนินการเอง ส่วนกรณีของช่อง ๑๑ นี้ ดําเนินการเอง แบบที่ ๒ ก็คือผลิตรายการร่วมกัน แบบที่ ๓ ก็คือเช่าเวลาไปผลิตรายการ กรณีที่ปรากฏอย่างที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายนั้นเป็นการเช่าเวลา เพราะฉะนั้นเมื่อเช่าเวลาไป ผลิตรายการ เมื่อเขานํารายการมาออกอากาศ ปัจจุบันเราไม่สามารถไปทําได้เหมือนในอดีต ก็คือไปตัดภาพ ไปดูดเสียงอะไรออกได้นะครับเพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๕ ได้บัญญัติไว้ ชัดเจนว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น รวมทั้งการให้นําข่าวหรือบทความไปให้ เจ้าหน้าที่ตรวจก่อนนําไปโฆษณาในหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่น จะกระทํามิได้ อันนี้เป็นสิ่งที่เราต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อเขาปรากฏออกไปแล้ว ผู้ที่ทํารายการ ส่วนหนึ่งเขาต้องรับผิดชอบเขาเองนะครับ แต่ส่วนที่ ๒ ในส่วนของสถานี เราก็ได้มีการดําเนินการในการตักเตือนทั้งด้วยวาจา และล่าสุดเมื่อยังมีความพยายามที่จะ ดําเนินการในลักษณะเดิมอีก จะมากหรือน้อยก็ตาม ก็ได้มีการตักเตือนโดยเอกสารไปยัง ผู้ผลิตรายการนั้นแล้ว ซึ่งผมขออนุญาตที่จะไม่อ่าน ณ ที่นี้อาจจะใช้เวลามาก ผมอยากจะเรียนว่า เรามุ่งที่จะสร้างความเข้าใจกับประเทศเพื่อนบ้านมากกว่าที่จะสร้างปัญหานะครับ ยกตัวอย่างเช่น ในวันพรุ่งนี้บ่าย ๒ โมง ผมจะแถลงข่าว ว่าต่อไปนี้สื่อของรัฐเราจะมีการ นําเสนอข่าวสารของประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนด้วย ที่ผ่านมาเราไม่ค่อยรู้จักประเทศเพื่อนบ้าน ในอาเซียนเรา เราไม่ค่อยมีความเข้าใจกันมากขึ้น แต่ประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนเรา มีความรู้จักเราค่อนข้างมาก เรารู้จักประเทศอื่นมากมายทั่วโลก แต่ประเทศเพื่อนบ้านเราเอง เราไม่ค่อยรู้จัก เพราะฉะนั้นผมก็มีนโยบายที่จะให้สื่อของรัฐเพิ่มเป็นช่วงข่าว นําข่าว ของประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน เขาทําอะไร อย่างไรบ้าง ให้คนในประเทศไทยเราได้รับรู้ เพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันในอนาคตข้างหน้าผมก็มีนโยบายที่จะพยายามทําให้มีทีวีดาวเทียม จากประเทศไทย เผยแพร่ประเทศไทย ข่าวสารจากประเทศไทยนะครับ เป็นรายการ วัฒนธรรมก็ดี ท่องเที่ยวก็ดี เชิงพาณิชย์ เชิงการค้าไปให้พี่น้องคนนานาชาติทั่วโลกได้รับทราบ เรื่องราวเกี่ยวกับประเทศไทยเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นผมก็ขอกราบเรียนท่านประธานครับว่า เราพยายามหาทางที่จะสร้างความเข้าใจกับประเทศเพื่อนบ้านมากกว่าที่จะสร้างความไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นอะไรที่เกิดขึ้นเราก็พยายามหาทางแก้ไขและป้องกัน ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ
เชิญครับ คุณหมอวรงค์ หมอวรงค์มีเวลา ๑๒ นาที เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งวันนี้ ผมมีความตั้งใจที่จะมาฟังเพื่อนสมาชิกจากฝ่ายค้านได้วิพากษ์วิจารณ์การทํางานของทาง รัฐบาล ดูสิว่ารัฐบาลชุดนี้ภายใต้การนําของท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั้น สามารถตอบสนอง ตามรัฐธรรมนูญที่กําหนดไว้ว่า รัฐบาลต้องดําเนินการตามนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐอย่างไร แต่ฟังไปฟังมาแล้วผมก็มีความรู้สึกว่าเพื่อนสมาชิกส่วนใหญ่ก็กล่าวหากันลอย ๆ ไม่มีหลักฐานแล้วก็ไม่มีเหตุผล หลายสิ่งหลายอย่างมีความพยายามในการอธิบายไปแล้ว เช่น มีการกล่าวหาว่าทําไมเรื่องนี้ไม่รายงานต่อที่ประชุมรัฐสภา ซึ่งผมเชื่อว่าท่านนายกรัฐมนตรี ท่านก็ได้อภิปรายไปแล้วว่าอดีตที่ผ่านมาเราก็รายงานต่อสภาผู้แทนราษฎร และส่วนหนึ่ง รายงานต่อวุฒิสภา ซึ่งก็ตรงไปตรงมาครับ
มีผู้ประท้วง ประท้วงอะไรครับท่านประเสริฐ
ท่านประธานที่เคารพครับ ประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมประท้วงผู้อภิปราย ในข้อ ๖๑ ฝ่ายค้านได้อภิปรายในข้อมูลที่มีเหตุผล อย่างยิ่งหลายอย่าง ส่วนท่านจะมีเหตุผลอย่างไร ท่านไม่ต้องมากล่าวพาดพิงถึงคําอภิปราย ของฝ่ายค้าน ท่านจะเยินยอรัฐบาลอย่างไรก็เยินยอไปครับ แต่อย่ามากล่าวร้ายใส่ผู้อื่น ท่านประธานต้องว่ากล่าวตักเตือนด้วยนะครับ ขอบคุณครับ
ประธานวินิจฉัยนะครับ ท่านวรงค์ครับ ขอความกรุณาอภิปรายในสิ่งที่ท่านคิดว่าเป็นการ ตั้งข้อสังเกต หรือจะแสดงความคิดเห็น คือขอความกรุณาฝ่ายค้านก็แสดงความคิดเห็น ของเขาไป ก็คงไม่ใช่เป็นเวทีจะมาตําหนิกันนะครับ วันนี้เราจะมาช่วยกันดูผลงาน ผลการดําเนินงานของรัฐบาลนะครับ ขอความกรุณาเอาเข้าประเด็นที่ท่านจะพูดนะครับ ถ้าอย่างนั้นจะมีปัญหาประท้วงกัน เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งก็เป็นสิทธิของผมเช่นกัน ท่านประธาน ที่ผมจะแสดงความคิดเห็นว่ารัฐบาล ตลอดจนฝ่ายค้านแต่ละคนมีความคิดเห็น อย่างไร เพราะอย่างน้อยผมก็ชี้ให้เห็นแล้วครับว่าการอภิปรายชี้แจงต่อที่ประชุมรัฐสภา ท่านนายกรัฐมนตรีก็ชี้แจงตั้งแต่เมื่อเช้านี้แล้ว แต่จะพยายามไม่เข้าใจ ซึ่งผมเชื่อว่า ถ้าไม่เข้าใจ ผมก็อาจจะต้องตามเพื่อนผมมาช่วยสีซอ ซึ่งมันก็ตรงไปตรงมาท่านประธานครับ ผมเข้าเนื้อหาท่านประธานครับ ผมกําลังจะชี้ให้เห็นว่าการอภิปรายของเพื่อน ผมก็มีสิทธิ ที่จะคัดค้านได้ แต่ผมจะคัดค้านแบบมีหลักฐาน มีตรรกะ แล้วก็มีเหตุผล ไม่ใช่กล่าวหากัน ลอย ๆ เพราะว่าผมจะเรียกร้องผ่านท่านประธานไปยังพี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้านว่า ได้โปรดกรุณาฟังพวกผมด้วย หลังจากฟังเพื่อนฝ่ายค้านแล้ว ฟังรัฐมนตรีแล้ว ฟัง ส.ส. ซีกรัฐบาลด้วย เมื่อได้ประมวลจากข้อมูลทั้ง ๓ ส่วนแล้ว ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนได้ฟังแล้ว อะไรคือความจริง อะไรคือความถูกต้อง มีเพื่อนสมาชิกท่านหนึ่งซึ่งเป็นถึงหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ บางครั้งอยากจะกล่าวหาโจมตีแต่ไม่รู้ จะเอาอะไรมากล่าว แต่บังเอิญผมรู้เรื่องนี้ดีครับ กล่าวหาว่าพวกเราเปลี่ยนชื่อโครงการ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค เป็นโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า คือพี่น้องประชาชนที่อยู่ ทางบ้านฟังแล้วก็เคลิ้ม แต่ผมต้องชี้แจง เพราะต้องการจะชี้แจงว่าท่านหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ท่านนั้นไม่รู้ข้อเท็จจริง คําว่า โครงการ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค อดีตที่ท่านทํามาชื่อภาษาราชการคือ โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า มันเป็นโครงการเดียวกัน วันนี้ภาษาราชการเราก็ใช้ โครงการนี้ก็คือ โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เช่นกันเหมือนเดิมทุกอย่างครับ เพียงแต่ว่าเราทําดีกว่านั้นครับ เราไม่ต้องพกบัตรทอง เราก็เลยใช้โครงการนี้ว่าบัตรประชาชน รักษาฟรี ดังนั้นถ้าจะกล่าวหาต้องกล่าวหาว่าทําไมไปใช้ชื่อว่า บัตรประชาชนรักษาฟรี มันก็ใช้บัตรประชาชนรักษาฟรีจริง ๆ นี่ก็คือข้อเท็จจริงครับท่านประธาน หรือแม้แต่ มีการกล่าวหาบอกว่ารัฐบาลชุดนี้ไปเบียดเบียนคนจน ไปขึ้นภาษีเหล้า ภาษีเบียร์ ภาษีบุหรี่ ซึ่งมันเป็นตรรกะที่ฟังไม่ขึ้นครับท่านประธาน เพราะว่ากระแสสังคมทั่วโลกรับรู้อยู่แล้วว่า เราต้องรณรงค์ให้ขึ้นภาษีพวกนี้เพื่อไม่ให้พี่น้องประชาชนเสพสิ่งเสพติด ไม่ว่าจะเป็นเหล้า เบียร์หรือบุหรี่ ท่านประธานเชื่อไหมครับว่า แม้แต่คนที่ประกาศตัวเองจะเป็นนายกรัฐมนตรี ยังพูดไม่ถูกต้องครับท่านประธาน ผมฟังเมื่อตอนบ่าย ๆ ผมตกใจครับ ผมเลยจําเป็นต้อง ค้นข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง มีการกล่าวหารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนําของ ท่านอภิสิทธิ์ บอกว่าแก้หนี้นอกระบบ ออมสินได้แค่ ๙๐๐ ราย ของ ธ.ก.ส.
เดี๋ยวครับ ท่านประเสริฐประท้วงอีกแล้วครับ ท่านประเสริฐประท้วงอะไรอีกครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ประเสริฐ จันทรรวงทอง จังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ผมได้ประท้วงท่านผู้อภิปราย แล้วให้ท่านประธานได้ว่ากล่าวตักเตือน จริง ๆ แล้วท่านผู้อภิปรายได้มาพูดถึงคําอภิปราย ของสมาชิกผู้อื่น แล้วก็ดูประหนึ่งว่าจะตอบแทนท่านรัฐมนตรี ท่านประธานครับ ถ้าท่านเป็น รัฐมนตรีเสียก่อน ไปอยู่ข้างบนแล้วค่อยลงมาตอบคําถาม แต่วันนี้ท่านเป็นสมาชิก ท่านประธานควบคุมการประชุมหน่อยครับ ขอบคุณครับ
ท่านประเสริฐครับ ผมวินิจฉัยอย่างนี้นะครับ คือขณะนี้ทางซีกรัฐบาลเขาก็แสดงความคิดเห็นเขา สิ่งที่ฝ่ายซีกทางฝ่ายค้านได้แสดงความคิดเห็นไป เขาก็มีข้อมูลทางเขา เขาก็แสดงความคิดเห็น ของเขามา เพราะฉะนั้นผู้ฟังคือพี่น้องประชาชนเขาจะเป็นคนตัดสินนะครับ ฉะนั้นก็เป็น ธรรมดาก็ฟังความคิดเห็นทั้ง ๒ ฝ่าย ก็ฝากคุณหมอวรงค์ครับ คือประเด็นที่ท่านกําลังชี้แจง หลายประเด็นท่านรัฐมนตรีท่านก็ได้ชี้แจงไปแล้วนะครับ ผมก็ฟังท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุขเขาพูดเรื่องการรักษาทุกโรคอะไรไปแล้ว ฉะนั้นอะไรที่มันจะซ้ํา ที่ท่านรัฐมนตรีชี้แจงก็ไม่ต้องชี้แจงนะครับ เดี๋ยวเจ้ากระทรวงเขาจะมาชี้แจงเอง ท่านก็แสดง ความคิดเห็นของท่านต่อแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐต่อไป เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์จังหวัดพิษณุโลก จริง ๆ แล้วถ้าท่านแนะนําผมผิด ท่านมีสิทธิที่จะเปลี่ยนใจกระผมไม่ว่านะครับ ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อะไรที่เป็น ข้อมูลที่ถูกต้องผมมีสิทธิที่จะมาพูดในสภาแห่งนี้ เหมือนกับว่าผมไม่มีสิทธิจะพูดข้อเท็จจริง
ท่านพูด ได้ครับ แต่หมายความว่าอะไรที่ท่านรัฐมนตรีชี้แจงไปแล้วก็ไม่จําเป็น ท่านก็จะได้พูดเรื่องอื่นต่อ เชิญครับ
ท่านยิ่งสับสนใหญ่เลยครับท่านประธาน ก็เท่ากับว่าอะไรที่ฝ่ายค้านพูดไปแล้วฝ่ายค้านคนอื่นก็ไม่ควรมีสิทธิที่จะพูดใช่ไหมครับ คือ มันไม่ใช่ท่านประธานครับ คือท่านไม่ต้องกังวลเลยครับ ผมจะพูดเนื้อหาที่เป็นสาระและมี เอกสาร
เชิญครับ
ผมกําลังจะชี้แจงให้เห็นว่าท่านเฉลิม อยู่บํารุง ได้พาดพิงถึงพวกผมครับ เพราะผมเป็น ส.ส. รัฐบาลครับ ที่มีการกล่าวหา เรื่องการแก้ไขปัญหาเรื่องหนี้นอกระบบ ที่บอกว่าออมสินแก้ได้แค่ ๙๐๐ ราย ในขณะที่ ธ.ก.ส. ๓๐๐,๐๐๐ กว่าราย ซึ่งข้อเท็จจริงมันไม่ใช่ ผมมีข้อมูลศึกษามาว่ารัฐบาลชุดท่านอภิสิทธิ์ โดยการดูแลของท่านกรณ์ ให้คนมาลงทะเบียนทั้งสิ้น ๑,๑๘๐๔,๘๖๘ ราย และลงทะเบียนแล้ว ดําเนินการพูดคุยกันแล้ว ตัดออกไป ๔๑๔,๐๐๐ ราย ก็คือเรื่องเหล่านี้ต้องยุติไป เหตุผล ไม่เข้าเงื่อนไขก็อาจจะไม่มีเจ้าหนี้มาร่วมในการพูดคุยกัน แต่ก็จะมีกลุ่มบุคคลที่มีการเจรจา สําเร็จ ๖๒๓,๙๕๓ ราย และส่วนหนึ่งตกลงกันได้ไม่มีการกู้ สุดท้ายแล้วโครงการนี้สามารถ ปล่อยกู้โครงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบได้ถึง ๔๖๑,๖๗๓ ราย ไม่ใช่ ๓๐๐,๐๐ กว่าราย นี่คือข้อมูลที่ถูกต้อง ถ้ามองในทางตรงกันข้ามในสมัยที่พวกท่านเป็นรัฐบาล ท่านก็ทํา โครงการแก้ปัญหาความยากจนเหมือนกัน มีคนมาลงทะเบียน แต่ในยุคพวกท่านมีคน มาลงทะเบียนถึง ๑,๗๖๕,๐๓๓ ราย แต่ท่านประธานเชื่อไหมครับว่าโฆษณาเสียใหญ่โตครับ ตามหน้าที่ว่าการอําเภอต่าง ๆ มีคนมาลงทะเบียนเยอะแยะ แต่แก้ปัญหาหนี้นอกระบบได้แค่ ๙๔,๒๘๗ ราย ผมกําลัง จะชี้ให้เห็นว่านี่คือประสิทธิภาพ ที่ไม่ใช่คุยโม้โอ้อวด แต่ทําได้จริง แล้วต้องการจะชี้ให้เห็นว่า บางครั้งคนจะเป็นนายกรัฐมนตรีต้องเอาข้อเท็จจริงมาพูด ต้องเอาข้อมูลที่ถูกต้องมาพูด ไม่อย่างนั้นแล้ว ส.ส. หรือสมาชิกสภามีสิทธิที่จะหาข้อมูลที่ถูกต้องมาชี้แจงแล้วก็ตอบโต้ได้ ผมเรียนท่านประธานอีกประเด็นหนึ่ง บางครั้งท่านรัฐมนตรีอาจจะพูดไว้แล้ว แต่เพื่อให้เกิด ความเห็นภาพมากยิ่งขึ้น คือโครงการเรียนฟรี ๑๕ ปี คือต้องย้ําว่าเราให้เรียนฟรี ๑๕ ปี ไป ๕ รายการ มันก็เหมือนกับการรักษาฟรีครับ ท่านประธานครับ ขณะนี้บัตรประชาชน รักษาฟรี เราให้รักษาฟรีตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข ถ้าพี่น้องประชาชน เอาบัตรประชาชนไปรักษาฟรี ฟรีแน่นอน แต่ถ้าท่านเอาห้องพิเศษเกินมาตรฐานกระทรวง สาธารณสุข จ่ายสตางค์ครับ ถ้าท่านจะเอาพยาบาลที่เฝ้าไข้พิเศษ ถือว่าเกินมาตรฐาน ที่กระทรวงกําหนดไว้ อันนี้จ่ายสตางค์ ซึ่งตรงไปตรงมา และถ้าท่านประธานจะสังเกต นะครับว่าโครงการเรียนฟรี ปัญหาที่จะเกิดขึ้นก็จะเกิดกับโครงการที่โรงเรียนนั้นมีมาตรฐาน ระดับประเทศหรือระดับสากล ไม่ใช่ระดับมาตรฐานของกระทรวงศึกษาธิการ ดังนั้น ต้องกราบเรียนกับท่านประธานไปยังพี่น้องประชาชนว่า ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์เป็นมาตรฐาน ของกระทรวงศึกษาธิการ พวกนี้เรียนฟรีหมด ถ้ามาตรฐานประเทศอาจจะมีครูต่างประเทศ เข้ามาสอน มีห้องแอร์ มีอะไรพิเศษเข้ามา หรือยิ่งเป็นมาตรฐานสากลอาจจะต้องมีการจ่าย ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ดังนั้นต้องทําความเข้าใจตรงนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะย้ํา กับท่านประธานว่าของจริงของรัฐบาลชุดนี้มีเยอะครับ บางครั้งพี่น้องประชาชนฟังอาจจะ สับสน คนโน้นกล่าวหาเรื่องโน้นเรื่องนี้แล้วสับสน ผมจะขออนุญาตชี้ให้ท่านประธานเห็นครับ ขออนุญาตเพื่อนสมาชิกช่วยเอาป้ายให้เห็นภาพนิดหนึ่ง ถ้าโคลส (Close) ภาพนี้เข้ามาได้ ยิ่งดีว่า นี่คือ ๑๐ อย่างที่เราสรุปออกมาว่าเป็นสิ่งที่รัฐบาลภายใต้การนําของท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ดูแลประชาชนอย่างจริงจัง สรุปสั้น ๆ ดังนี้ครับ ประกันรายได้ ค่าไฟไม่ต้องมี เรียนฟรี ๑๕ ปี ไม่เป็นหนี้นอกระบบ มอบที่ดินทํากิน สินเชื่อชาวรากหญ้า เบี้ยคนชรา และค่าตอบแทน อสม. และสุดท้ายกําลังทํา จะมีผลในไม่กี่วันจากนี้ไป ก็คือบําเหน็จชาวบ้าน และบํานาญประชาชน ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชนจับต้องได้ครับ หลายคน เห็นท่านนายกรัฐมนตรีทําสิ่งนี้แล้วไม่สบายใจเพราะมีความรู้สึกวิตกกังวลว่าทําไมรัฐบาลชุดนี้ ทําสิ่งนี้ได้ดีมากกว่าที่คิดไว้ ผมอยากจะขยายความเหล่านี้ให้เห็นภาพ โดยเฉพาะโครงการ ประกันรายได้ ท่านประธานคงทราบนะครับว่าอดีตที่ผ่านมาที่เรียกว่าโครงการจํานํา โครงการจํานํา เม็ดเงินนั้นก็คือสิทธิในการออกใบที่เรียกว่าใบประทวน อยู่กับพ่อค้า สิทธิ ออกใบประทวน ก็คือเงินอยู่ที่ใครคนนั้นมีอํานาจ สุดท้ายพ่อค้าก็ทุจริตหมดครับ แต่เรา มาเปลี่ยนเป็นโครงการประกันรายได้ ซึ่งวันนี้ทางรัฐบาลนอกจากตั้งราคาอ้างอิงแล้ว ส่วนต่างรัฐบาลจ่ายเงินชดเชยให้ บนพื้นฐานที่คํานวณต้นทุนและบวกกําไรจึงกําหนดเป็น ราคาประกันรายได้ แต่ขณะเดียวกันผมก็เชื่อว่าบางสิ่งบางอย่างเราทํามา ๒ ปีเศษ ๆ แล้ว อาจจะต้องมีการปรับปรุง ซึ่งผมก็ถือว่ารัฐบาลอาจจะต้องมีการปรับปรุงตัวเลขประกันรายได้ ให้กับพี่น้องเกษตรกร เนื่องจากว่าขณะนี้ปุ๋ยแพงขึ้น น้ํามันแพงขึ้น พันธุ์พืชแพงขึ้น ซึ่งรัฐบาล อาจจะมีการปรับปรุงราคาประกันรายได้จาก ๑๐,๐๐๐ บาทหรืออาจจะมากกว่านั้น ก็แล้วแต่ ที่รัฐบาลจะคํานวณถึงความเหมาะสมของเม็ดเงินงบประมาณ ในส่วนของค่าไฟฟ้าฟรี ซึ่งท่านประธานก็รับทราบอยู่แล้วนะครับว่าวันนี้มีพี่น้องประชาชนได้รับสิทธิประโยชน์ โครงการไฟฟ้าฟรีไม่เกิน ๙๐ หน่วย ถึง ๙,๑๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน ใน ๙,๑๐๐,๐๐๐ ครัวเรือนนั้น อยู่ในกรุงเทพมหานคร เสีย ๖๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน อีก ๘,๕๐๐,๐๐๐ ครัวเรือนนั้นอยู่ ต่างจังหวัด ก็สะท้อนให้เห็นว่าเม็ดเงินที่จะใช้โครงการในอดีตนั้น ๑๔,๐๐๐ ล้านบาท แต่จากนี้ ไปไม่ต้องใช้ แต่เท่ากับว่าประชาชนประหยัดเม็ดเงินงบประมาณไป ๑๔,๐๐๐ ล้านบาท อยู่ในกระเป๋าพี่น้องประชาชนทั้งประเทศครับ เรียนฟรี ๑๕ ปี รับรู้ไปแล้ว ไม่เป็นหนี้นอก ระบบ ผมชี้แจงไปแล้ว มอบที่ดินทํากิน ซึ่งขณะนี้ทางกรมธนารักษ์ได้มีแผนงานในการที่จะ ให้เช่าในราคาไร่ละ ๓๐ บาท โดยเตรียมไว้ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ นอกจากนั้นรัฐบาลมีนโยบาย ที่จะมอบโฉนดชุมชนให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งขณะนี้กําลังดําเนินการอีกเยอะ นี่คือภาพรวมครับ ท่านประธาน ที่ผมเชื่อว่ามันเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน เสียดายผมมีเวลาน้อยครับ อยากจะคุยเรื่องโครงการประกัน ก็คือโครงการประกันสังคม ซึ่งพี่น้องประชาชนอาจจะ ไม่เข้าใจ ขอใช้คําว่า เป็นการทําประกันชีวิตผ่านประกันสังคม ซึ่งสิทธิของคนยากคนจน จากอดีตที่ผ่านมาแค่รักษาฟรี วันนี้นอนโรงพยาบาลได้ค่าป่วยกลางครับ คําว่า ค่าป่วยกลาง ก็คือหมายความว่านอนโรงพยาบาลตั้งแต่ ๒ วันขึ้นไป กองทุนประกันสังคมที่ดูแล พี่น้องประชาชน จะดูแลพี่น้องประชาชนวันละ ๒๐๐ บาท ก็คูณจํานวนวัน แต่สุดท้ายแล้วสิ่งเหล่านี้จะนําไปสู่โครงการที่ชื่อว่า บําเหน็จชาวบ้าน และอีก ๑ โครงการ ก็คือโครงการบํานาญประชาชน ซึ่งอาจจะมีเพื่อนสมาชิกพยายามชี้แจงให้กับพี่น้องได้เข้าใจ ผมอยากจะย้ํากับท่านประธานนะครับว่าผลพวงจากที่ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ทํามา ระยะเวลาประมาณ ๒ ปี ซึ่งท่านกรณ์ได้ชี้แจงไปแล้ว แต่ต้องย้ําว่าเม็ดเงินในกระเป๋า พี่น้องประชาชนเยอะขึ้น เพื่อนผมที่ทําลีสซิ่ง (Leasing) เขาบอกว่าตอนนี้เก็บเงินเกินเป้า คนที่เคยปล่อยดอกเบี้ยเขาบอกขณะนี้ปล่อยดอกเบี้ยยากขึ้น เหตุผลก็เพราะว่าช่วงที่ท่าน เข้ามาใหม่ ๆ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เข้ามาใหม่ ๆ ดูตัวเลขย้อนหลังในปี ๒๕๔๙ พี่น้องประชาชน คือเกษตรกรชาวไร่ชาวนามีบัญชีอยู่ ๑๓,๕๐๐,๐๐๐ บัญชี คิดเป็นเม็ดเงิน ของเกษตรกร ๔๓๐,๐๐๐ ล้านบาท เรามาเป็นรัฐบาล ณ ถึงวันนี้ บัญชีคนจนใน ธ.ก.ส. สูงถึง ๒๑,๒๔๐,๐๐๐ บัญชี เม็ดเงินของคนยากคนจน ชาวไร่ชาวนาในบัญชี ธ.ก.ส. จาก ๔๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ขึ้นมาเป็น ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็สะท้อนให้เห็นว่าวันนี้ผลการ ดําเนินงานของทางรัฐบาลชุดนี้ทําให้พี่น้องประชาชนมีสตางค์ในกระเป๋าใช้มากขึ้น และผม ก็เชื่อว่านโยบายอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ออกมานั้นก็จะทําให้ประชาชนมีเงินในกระเป๋า มากขึ้นครับ
ผมมีเรื่องสุดท้ายครับ อยากจะกราบเรียนท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรี นะครับว่าชีวิตของพวกเราก็คนไทยครับ คนไทยชอบดูละคร ชอบดูหนัง ท่านประธานครับ หนังไทย ละครไทย ลําพังพระเอกดีอย่างเดียว เก่งอย่างเดียว หนังเรื่องนั้นจะไม่ดัง แต่ถ้า หนังไทยเรื่องไหน ละครไทยเรื่องไหน พระเอกนอกจากดี นอกจากเก่งแล้ว มีการตบ มีการจูบ นะครับ หนังเรื่องนั้นจะดังเปรี้ยงปร้าง จึงอยากจะฝากกับทางรัฐบาลนะครับว่าเราต้องใส่ บทตบและบทจูบลงไปด้วยครับท่านประธาน ผมเชื่อว่ารัฐบาลจะดังเปรี้ยงปร้าง ต่อให้ ร้อยมิ่งขวัญหรือพันเฉลิมครับไม่มีสิทธิที่จะสู้อภิสิทธิ์คนเดียวหรอกครับ ขอบคุณครับ
ขออ่าน รายชื่อผู้อภิปรายเพื่อจะได้สะดวกในการเตรียมตัว จากนี้จะเป็น ท่านพีระเพชร ศิริกุล และต่อด้วยท่านวรศุลี สุวรรณปริสุทธิ์ ท่านนันทนา ทิมสุวรรณ ท่านนริศ ขํานุรักษ์ และ ท่านนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว เอาชุดนี้ก่อนนะครับ
(นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านวิชาญมีอะไรครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตท่านประธานครับ เมื่อกี้ได้ตกลงกับท่านพีระเพชรว่าจะขออนุญาต ขึ้นก่อนครับ
ท่านพีระเพชรไม่ขัดข้องนะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม พีระเพชร ศิริกุล พรรคเพื่อไทย จังหวัดกาฬสินธุ์ ตามที่ท่านวิชาญได้มาขอนั้นถ้าท่านวิชาญจบแล้ว ผมต้องต่อจากท่านวิชาญ ถ้าท่านประธานอนุญาตอย่างนี้ก็ไม่ขัดข้องครับ ขอบคุณครับ
อย่างนั้น เชิญท่านวิชาญ มีนชัยนันท์ ครับ ท่านมีเวลา ๒๐ นาทีครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ วันนี้ผมมีโอกาสนะครับที่ได้มาร่วมพิจารณารายงานของทางคณะรัฐมนตรีซึ่งถือว่าฉบับนี้ อาจจะเป็นฉบับเดียวที่ทําผิดกฎหมายหรือเปล่าไม่ทราบครับ เพราะว่าช่วงเวลาที่เขาให้ไว้ ค่อนข้างที่จะเกินเวลา แล้วก็ผิดในส่วนของรัฐธรรมนูญ แต่ก็ไม่เป็นอะไรครับเมื่อเข้ามาแล้ว ถือว่าสภารับทราบ แต่สิ่งหนึ่งผมเรียนว่า การที่รัฐบาลชุดนี้เขียนสรุปผู้บริหารภาพรวมและ ผลการดําเนินการของคณะรัฐมนตรีในช่วงปีแรกของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รัฐบาลเข้ามา บริหารประเทศในช่วงเศรษฐกิจได้เข้าสู่ภาวะวิกฤติที่มีความรุนแรงมากที่สุดในรอบศตวรรษ อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจของโลกชะลอตัวอย่างรุนแรง จากร้อยละ ๕.๒ เปอร์เซ็นต์ ในปี ๒๕๕๐ ร้อยละ ๒.๘ เปอร์เซ็นต์ ในปี ๒๕๕๑ ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย นอกจากนั้น ต้องเผชิญกับกระแสความขัดแย้งทางสังคมของไทยอันเนื่องมาจากความคิดที่แตกต่างกัน ทางการเมือง ทําให้การบริหารบ้านเมืองไม่สามารถดําเนินการไปได้อย่างต่อเนื่อง ผลกระทบ ต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นในการพัฒนาประเทศโดยรวม ท่านประธานครับ ที่ผมอ่าน ให้ฟังเป็นคํานําที่รัฐบาลใช้เขียน สิ่งที่ผมเรียนนั้นไม่ใช่ภาวะวิกฤติหรอกครับ แต่เป็นภาวะ ที่ไม่เป็นปกติของประเทศไทยในขณะนั้น โดยเฉพาะรัฐบาลชุดนี้รู้ดีครับ และเพิ่งจะรู้ดีไปถึงพี่น้องประชาชน หลังจากที่รัฐบาลชุดนี้ ได้บริหารประเทศ จนกระทั่งเกิดความรู้สึกของพี่น้องที่มาเรียกร้องประชาธิปไตยในขณะนี้ ก็คือฝ่ายพี่น้องฝ่ายพันธมิตร ซึ่งได้ออกประกาศครับว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในขณะที่มีความวิกฤติ เกิดขึ้นเพราะการให้ความร่วมมือของรัฐบาลชุดนี้ละครับ และการนําไปสู่ปัญหาของ ประเทศชาติในขณะนี้ ดังนั้นไม่แปลกหรอกครับที่จะเขียนอย่างไรก็ตาม แต่วันนี้ พี่น้องประชาชนทราบกันโดยถ้วนหน้า ผมขออนุญาตนะครับ สิ่งที่จะนําเรียนต่อไป ก็คือ ในเรื่องของปัญหาที่เกิดขึ้น ปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงต้นคือนโยบายสังคมและคุณภาพชีวิต ซึ่งผมบอกได้เลยครับว่าวันนี้คุณภาพชีวิตของคนในประเทศนั้นเป็นเรื่องยากที่จะบ่งบอกว่า มีเศรษฐกิจดี มีจีดีพีโตขึ้น มีเงินที่ถูกกู้มาโดยพี่น้องประชาชนรับหนี้ไป แล้วเอามา บริหารประเทศส่วนหนึ่ง แล้วสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในลักษณะที่ผิดแผกแตกต่างจากรัฐบาล ชุดต่าง ๆ มา เพราะเราต้องยอมรับครับว่าปัญหาในเรื่องสังคมนั้นเป็นปัญหาละเอียดอ่อน ความแตกแยก ความแตกต่างด้านความคิดยากต่อการที่จะหล่อหลอมให้เป็นหนึ่งเดียว แต่สิ่งที่ตามมาก็คือในเรื่องของการที่รัฐบาลไม่ใส่ใจในเรื่องของการดูแลพี่น้องประชาชน ให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผมขออนุญาตเรียนว่า วันนี้ท่านประธานทราบไหมครับว่า ปัญหาอาชญากรรมที่เกิดขึ้นเข้าสู่การพิจารณาของศาลในปี ๒๕๕๒ ที่ผ่านมา ในรายงาน ฉบับนี้ไม่ได้ลงหรอกครับ ถึง ๑,๒๖๐,๐๐๐ กว่ารายการ ในจํานวนนั้นมีปัญหาในเรื่องยาเสพ ติดถึงเกือบ ๓๐๐,๐๐๐ ราย แล้วก็เป็นปัญหาที่พี่น้องประชาชนเองนั้นหวาดวิตกกังวลจนทํา ให้สังคมในวันนี้กลัวที่จะเกิดปัญหา รัฐบาลบอกว่าปัญหาดังกล่าวได้ดําเนินการแก้ไข โดย วิธีการเข้าไปปราบปราม โดยวิธีการต่าง ๆ แต่ท่านประธานครับ มันสายเกินแก้แล้ว เพราะ วันนี้สิ่งต่าง ๆ ที่เรียกว่ากลไกของรัฐ ไม่ว่าตํารวจ ไม่ว่าในส่วนของระบบราชการ ที่สั่งการลงไปนั้นถูกเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง ที่ผมบอกว่าเปลี่ยนแปลงก็คือการเปลี่ยนแปลง ในระบบ เอาคนที่มีระดับที่ต่ํากว่าขึ้นมาบริหาร เอาคนที่ไร้ความสามารถขึ้นมาดูแล ปัญหานี้ จึงบอกได้เลยครับว่าเป็นปัญหาแรกซึ่งรัฐบาลเองกําลังปวดหัวอยู่ในเรื่องของการแก้ไขเรื่อง ปัญหายาเสพติด อีกเรื่องหนึ่งเมื่อสังคมไม่ดี ผมเรียนว่าเราต้องไปดูครับว่าที่มันไม่ดีมันก็เกิด จากการบริหารที่ผิดพลาดอย่างที่ผมเรียน เราจะมาบอกว่าวันนี้ออกระบบว่ากันนักเรียน มีปัญหา กันนักเรียนตีกัน กันนักเรียนไม่ให้ออกนอกบ้าน นักเรียนอายุ ๑๘ ปี หรือนักศึกษา ต่าง ๆ อายุ ๑๘ ปีบอกว่าห้ามออกสี่ทุ่ม เป็นเรื่องตลกครับ เรารู้อยู่แล้วว่าเขาไปหา ความบันเทิง แทนที่จะปิดสถานบันเทิงให้อยู่ในกรอบเวลาสี่ทุ่ม หรือกําหนดโซน (Zone) วันนี้ลองไปดูสิครับ พื้นที่ต่าง ๆ ในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล และต่างจังหวัด ฝ่าฝืนการปฏิบัติหน้าที่และเปิดไม่เป็นเวลาจนทําให้พี่น้องประชาชนนั้นตื่นตระหนกและ เป็นห่วงครับ มีปัญหาที่ตามมาก็คือ กลุ่มที่เที่ยวเมื่อมีการเที่ยว มีการดื่มสุราแล้วเกิดปัญหา ตามมาก็คือคนเกิดเพศสัมพันธ์ขึ้นครับ เยาวชน วันนี้ไปดูตัวเลขครับ มีการทําแท้งจนโด่งดัง ไปทั่วโลก ไปเจอะในวัดไผ่เงินโชติการามจํานวน ๒๐๐,๐๐๐ ศพของเด็กทารก นี่คือชี้ให้เห็นครับว่า สังคมตรงนี้ที่ท่านสรุปออกมาว่าดีขึ้น มันชี้ให้เห็นว่ามันแย่ลงแล้วก็ยิ่งแย่ลงครับ เพราะส่วนต่าง ๆ ที่ท่านอ้างว่าได้จัดเงิน จัดสวัสดิการ จัดการดูแลลงไปอย่างดีนั้น มันไม่ได้เป็น อย่างนั้นครับ ผมขออนุญาตชี้ลงไปในหน่วยที่จะต้องดูแลมาก แต่รัฐบาลชุดนี้อ้างว่า ได้ทําอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในเรื่องของการศึกษา ผมขออนุญาตนะครับ ด้วยความรัก ด้วยความเคารพท่านรัฐมนตรีชินวรณ์ บุณยเกียรติ ซึ่งท่านเองนั้นก็เคยทํางานร่วมกับผม แต่วันนี้ก็คงขออนุญาตนะครับ แจ้งให้ท่านทราบว่าในการบริหารจัดการของท่านนั้นที่บอกว่า ฟรี ๑๕ ปี ท่านฟรีอย่างไรครับ เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปส่วนหนึ่งแล้วว่าการที่รัฐบาลกําหนด คล้าย ๆ กับบอกว่าเรียนฟรี เพื่อแข่งขันกับรัฐบาลชุดที่ผ่านมา เราเรียนฟรี ตอนนั้นเรียน ๑๒ ปี แต่ท่านบอกว่าเราเรียน ๑๕ ปีเลย ขยายโอกาสลงไปให้กับเด็กอนุบาล ผมเห็นด้วยครับถ้าทําได้ ถ้ามีตัวเลข ที่เหมาะสมกับรายรับรายจ่ายของประเทศ ไม่มีปัญหา ท่านจะเอาเงินไปให้ผู้สูงอายุผมก็ว่า ไม่มีปัญหา แต่วันนี้เงินผู้สูงอายุ ท่านจ่ายลงไปท้องถิ่น ท่านต้องมาตั้งงบกลางไปจ่าย กรุงเทพมหานครเป็นตัวอย่างอันหนึ่ง เงินช็อต (Short) ไปหมดครับ บางทีก็จ่ายเงินไม่ตรงเวลา บางทีก็ดําเนินการไม่ดี ส่วนต่าง ๆ เหล่านี้เป็นปัญหา แล้วก็มีปัญหามากขึ้นครับเพราะระบบ การศึกษาที่ท่านบอกว่าอุดหนุนเงิน เป็นตัวเลขนะครับ ในส่วนหนึ่งบอกว่าตัวเลขที่ท่านให้มา ในส่วนของเด็ก ตั้งแต่เด็กประถมจนถึงในส่วนของระดับมัธยม ท่านบอกว่าท่านให้เงินอุดหนุน อย่างกรณีมัธยม ชั้นมัธยมต้น ๓,๕๐๐ บาท ๓,๘๐๐ บาท ชั้นมัธยมปลาย ท่านบอกว่า เรียบร้อยทุกอย่างครับ แต่สิ่งที่พบเจอ ผมเรียนได้เลยครับว่าต้องมีการระดมทรัพยากร มาโดยตลอด แล้วก็บอกกล่าวว่าเรียนฟรีแต่เก็บเงินครับ เขาบอกว่าเก็บเงินจากไหนครับ ค่าจ้างครูสอนที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาเฉพาะวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ อังกฤษ คอมพิวเตอร์ ถามว่าในสาขาเหล่านี้ขาดแคลนครูไหม ท่านรัฐมนตรียอมรับไหมครับว่าขาดแคลน ครู ๖๐,๐๐๐ กว่าคนจํานวนที่ขาดแคลนบรรจุได้ไหม จํานวนกลุ่มต่าง ๆ ที่ลงมา ๙,๐๐๐ คน ในกลุ่มวิชาต่าง ๆ เช่น วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ๖,๐๐๐ กว่าคน ท่านทราบตัวเลข แต่ผมเรียนว่าเด็กถูกเก็บเงินครับ ๕๐๐ บาท คอมพิวเตอร์อีก ๕๐๐ บาท ครูสอนต่างประเทศอีก ๕๐๐ บาท รวมเป็น ๑,๕๐๐ บาท ท่านจะปฏิเสธไหมครับ ให้เขาเก็บไหม ให้ครับ ในส่วนของเงินอุดหนุนตั้งแต่ชั้นอนุบาล ๑,๗๐๐ บาท ถามว่า ๑,๗๐๐ บาท ท่านเก็บไปนี่ ชั้นอนุบาล แล้วลงไปถึงข้างล่างหรือเปล่า เด็กก่อนวัยเรียน ในกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ดูหรือเปล่าครับ แม้กระทั่งเงินเดือนของคนที่ดูแลยังต่ําครับ ท่านเชื่อไหม ครับ ท่านประธานครับ เงินเดือนของครูที่ดูแล ครูอาสาเด็ก ๕,๖๔๐ บาท แล้วจะไปดูแลเด็ก ไหมครับ หัก ถ้ามีวันหยุดถูกหักอีกครับ แล้วถ้าหักแล้วมีหักค่าประกันสังคมอีก ๕ เปอร์เซ็นต์ อีก ๒๘๒ บาท จะเหลือเท่าไรครับ ค่าอาหารให้อาหารกลางวัน วันละ ๕ บาทต่อหัวต่อคน ได้รับอาหารเสริมเป็นนม ท่านบอกให้นม ๑๐ บาท อุปกรณ์การเรียน ๕๐ บาท ถามว่าไม่เป็นไรครับ เพราะว่าเขาต้องดูแลตัวเขาเองอยู่แล้ว ต่างสถาบันทุกสถาบัน การอุดหนุนเงิน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้บ่งบอกครับ นี่คือใบเสร็จ เมื่อครู่เพื่อนสมาชิกอภิปรายไปแล้วครั้งหนึ่ง ผมคงไม่ทวนนะครับ ๑,๖๐๐ บาท ๑,๔๐๐ บาท เก็บมา เขาเขียนบอกว่าอะไรครับ เป็นเงินค่าบํารุงการศึกษา เทอมที่ ๑ ๑,๖๐๐ บาท เทอมที่ ๒ ๑,๔๐๐ บาท เก็บตลอดครับ ถามว่าท่านประธานครับ ถ้าไม่เก็บเป็นอย่างไรครับ บุคลากร ตั้งแต่มีการเออร์ลี่ (Early) ครูไม่พอในแต่ละหน่วยวิชา ท่านก็บอกว่าจะเตรียมการ ครูเหล่านี้ไม่ใช่ว่าวันนี้จบปุ๊บ เอามาบรรจุได้เลย แต่วันนี้เขาแก้ไขอย่างไรครับท่านประธาน โรงเรียนทุกโรงเรียนไปจ้าง ครูอัตราพิเศษมา เงินเดือนก็ไม่เท่ากับเงินเดือนที่บรรจุเพราะว่ายังไม่ได้รับสิทธิบรรรจุ สอนไปก่อน จริง ๆ แล้วระบบที่ดี ๑ คนต่อนักเรียน ๒๕ คน ท่านทําไม่ได้หรอกครับ เพราะวันนี้ที่ท่านบอกว่าได้ เป็นตัวเลขเอาคนเอาโรงเรียน เอาครูที่อยู่ในธุรการมารวม เอาจริง ๆ ไมได้ ครูตอนนี้ไปนั่งสอนเด็ก วิชาก็ไม่ตรงกับสายที่จบมา มิหนําซ้ําท่านยังไปบอกว่า ต้องทําให้ได้ ถ้าทําไม่ได้ ในเรื่องของระบบการโยกย้ายก็มีปัญหา แล้วก็มีการข่มขู่ในลักษณะ อย่างนี้ ออกไปนะครับ ผู้อํานวยการโรงเรียนต่าง ๆ มาบอกว่าไม่มียุคไหนหรอกครับ ที่มีรัฐมนตรีที่กล้าบอกกล่าว จนกระทั่งครูหวาดวิตกครับ ท่านรัฐมนตรีทราบนะครับ ตัวท่านเองอาจจะไม่ทราบ ลูกน้องท่านไปข่มขู่หรือเปล่าว่าถ้านโยบายไปทําไม่ได้ก็ให้ย้ายเสีย นี่เป็นคําพูดของผู้อํานวยการโรงเรียน แต่ท่านอย่าบอกนะครับว่า คุณวิชาญลองบอกมาสิว่า มีใครที่ตรงไหนที่มาพูดให้ชัด ไม่มีหรอกครับ ถ้าบอก ก็คือย้ายเขาอีก ทําโทษเขาอีก สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้ และผมเรียนว่าในเรื่องของอุปกรณ์ นี่เป็นเรื่องตลก มีหลายอย่างที่เป็นงบไทยเข้มแข็ง เอาเครื่องซีรอกซ์ (Xerox) เอกสาร ยี่ห้อซัมซุง (Samsung) ท่านประธานครับ ฝากไปตรวจสอบด้วยครับ หมึกหมด ค่าหมึกเท่าไรครับ ๗,๐๐๐ กว่าบาท เก้าอี้ตัวละ ๗,๐๐๐ บาท ผมไม่รู้สเปกอะไรครับ ท่านลองไปตรวจดูครับ หลายโรงเรียนมาบอก การจ้างครู บอกว่าจ้างไปสอนในเรื่องของวิชาพิเศษ ก็คือการออกกําลังกายโดยแบบไทย ๆ คําว่า ไทย ๆ ผมไม่ทราบอย่างไรครับ ให้ไปนี่ บอกว่าอาทิตย์หนึ่งต้องมีคาบเรียนอาทิตย์หนึ่ง ๒ ครั้ง แล้วมีใครเรียนครับ ชั่วโมงหนึ่งให้ ๒๐๐ บาท ครูก็หายาก จ้างเขาไม่เอา เพราะช่วงเวลาคาบต่าง ๆ เหล่านั้นเขาบอกว่าไม่มีความเหมาะสมที่จะเรียน ทีนี้ผมเรียน ท่านประธานครับว่า มันเกิดเหตุขึ้นมาครับ เมื่อเป็นอย่างนี้หลักสูตรไป อะไรไป เงินไป ต้องทําครับ ถ้าทําไม่ได้ถูกประเมิน เมื่อถูกประเมินเสร็จปุ๊บนี่ ผู้บริหารยุ่งแล้วครับว่าจะทําอย่างไร ในการแก้ไขปัญหา ก็ต้องสุกเอาเผากินครับ วิ่งเต้นแก้ไขไป แม้กระทั่งระบบการวิ่งเต้นเส้นสาย ครูระดับ ๓ จะขึ้น ๘ ก็ต้องมีการทําวิชาการ วิชาชีพต่าง ๆ เกิดปัญหาครับท่านประธาน ที่ผมบอกเกิดปัญหาคืออะไรครับ เวลาสอนนี่ไม่เป็นเวลาสอนแล้ว เพราะต้องไปวิ่ง ต้องไปดู ต้องไปทํา ทําไมท่านไม่เอาสายวิชาชีพเหล่านี้ปัดขึ้นไปละครับ ทําไมต้องไปทําสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ มีคณะกรรมการมาจากการอุดมศึกษา มีรูปแบบต่าง ๆ เกิดความเสียหายครับ เพราะต้องไปวิ่งเต้นในสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น แม้กระทั่งหลักสูตร ปัจจุบันนี้ ท่านประธาน ทราบไหมครับว่า เด็ก ๆ นี่เกือบไม่ต้องนอน ผู้ปกครองต้องไปช่วยทําการบ้านถึงเที่ยงคืน ตีหนึ่ง เพราะว่าอะไร เพราะต้องเก็บคะแนนเพื่อไปเอนทรานซ์ (Entrance) หรือวันนี้เรียกว่า ไปสอบในเรื่องของการจัดเก็บคะแนน แกต (GAT) หรือแพต (PAT) ต่าง ๆ ที่เขากําลังสอบ อยู่ในขณะนี้ หลักสูตรอย่างนี้ท่านบอกว่าดี ปี ๒๕๕๑ เพิ่งเกิดหลักสูตรใหม่ ซื้อหนังสือ แบบยืมเรียนครับ วันนี้ผมเอาตัวอย่างหนังสือมา หนังสือนั้น ดูครับ ยืมเรียนเลอะไปหมดครับ แจกก็ไม่แจก ตอนนี้ผมไม่ทราบว่าท่านจะเริ่มแจกแล้ว เห็นบอกอย่างนั้นนะครับ แต่อย่างไรก็ตาม มีการบอกว่าขอคืนก่อนนะ ก่อนสอบต้องขอคืนก่อน มิฉะนั้นกลัวว่าเด็กสอบเสร็จ เด็กจะไม่เอาหนังสือมาคืน ผมบอกได้เลยครับว่า เด็กทุกคนนี่อยากจะเรียน แต่การเรียนการสอน ไปไม่ถึง ครูบาอาจารย์ก็แย่ ต้องไปติวครับ ก็เกิดการติวขึ้น ติวเท่านั้นถึงจะสอบได้ ถึงจะเข้า มหาวิทยาลัยได้ หรือท่านไม่เถียง หรือท่านจะเถียงครับ เด็กที่ได้ส่วนใหญ่เด็กติว เด็กที่ไม่ติว คือเด็กที่ไม่ได้ ท่านบอกจะให้เสมอภาค ถ้าท่านไล่รายหัวในกรุงเทพมหานครนี่พอไหม คอมพิวเตอร์ มันไม่พออยู่แล้ว อุปกรณ์สื่อการเรียนการสอน ยิ่งต่างจังหวัดยิ่งไม่พอ ท่านภูมิใจครับ ป้ายต่าง ๆ ติดเต็มบ้านเต็มเมือง มีรูปท่านรัฐมนตรีชินวรณ์ บางทีก็มีรูป รัฐมนตรีช่วยว่าการ แย่งกันติดเต็มบอร์ด (Borad) ครับ แม้กระทั่งท่านนายกรัฐมนตรี ฟรีครับ ติดหน้าโรงเรียนนี่ฟรี เพราะ ผอ. ต้องไปทําให้ครับ รูปท่านเต็มเลยครับ นโยบาย เพียบครับ ผมบอกค่าที่จะไปทําโฆษณานี่เอาไปจ่ายเรื่องอื่นดีกว่า แม้กระทั่งค่าไฟฟ้า ที่หักรายหัวนี่ บางโรงเรียนเป็นหนี้เป็นล้านครับ ครูก็ไม่พอ เออรี่แล้วก็ไม่ส่งคืน อัตราจ้างก็ไม่มี จ้างกันเอง เงินอุดหนุนรายหัวก็ไม่พอ ภารโรงก็ไม่พอ บางโรงเรียนใหญ่ ๆ ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ คน ๒,๐๐๐ คน ภารโรง ๓๐-๔๐ คน ท่านประธานคิดดูครับ เป็นเงินที่ต้องจ้างหมด ผมถามว่า เอาเงินมาจากไหนครับ เรียนฟรีของคุณน่ะเอาเงินมาจากไหน ท่านประธานครับ ต้องมีสมาคมผู้ปกครองและครู สมาคมต่าง ๆ รวมถึงคณะกรรมการสถานศึกษาหาเงินให้ครับ แล้วท่านบอกไม่ต้องระดมเงิน แล้วเขาคิดอย่างไรครับ วันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นท่านกําลังโกหก ประชาชน บอกว่าเรียนฟรี และก็ท่านภาคภูมิใจครับ อ่านโพลบอกว่า ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ชอบใจเรียนฟรี ๑๕ ปี สมัยก่อนเขาเสีย ๗๐๐-๙๐๐ บาทเทอมหนึ่ง บริจาคเท่าไรบริจาคมา ส่วนต่าง ๆ นี่รัฐบาลจัดอุดหนุนเข้าไป อย่างดีก็เป็นของใหม่ครับ เพราะอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ตอนนั้นท่านจ้าง แต่ไม่เยอะเท่าขนาดนี้ ท่านประธานครับ ผมจึงเรียนว่าตรงนี้ล้มเหลวแน่นอน ในเรื่องระบบการเรียนฟรีของท่าน ถ้าจะให้เรียนฟรีจริงไม่ต้องจ่ายครับถ้าจะเป็นระบบ จริง ๆ แต่สิ่งหนึ่งผมขออนุญาตเรียนท่านประธานครับว่า วันนี้ท่านเองกําลังยุ่งแล้วครับ ท่านรัฐมนตรีครับ เมื่อสักครู่นี้นักศึกษาวิทยาลัยนครราชสีมา เขามาร้องเรียนกับ ท่านนายกรัฐมนตรี บอกว่าเด็กนี่จบ รับพระราชทานปริญญาด้วยนะครับ ๒๙๓ คน จบหลักสูตรเรียบร้อย รุ่น ๔๘ รุ่น ๔๙ จบแล้วครับ แทนที่จะไปเรียนวิชาชีพพยาบาล แต่เขา ไม่รับครับ สภาพยาบาลเขาบอกว่าไม่รับ เนื่องจากหลักสูตรไม่ตรง แล้วปล่อยให้เรียน ได้อย่างไรครับ รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ดูหรือแก้ไขปัญหาในเรื่องดังกล่าว เขามีหนังสือร้องเรียนมา เดี๋ยวผมจะให้ท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีครับว่าเรื่อง การขออนุเคราะห์ขอนักเรียน คณะแพทย์ศาสตร์ วิทยาลัยนครราชสีมา เรียน ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นี่ครับหนังสือ เขาบอกให้พูดที แล้วบอกกล่าวว่าเขาเดือดร้อนนะครับ จบแล้ว ๒ ปีแต่ทํางาน ไม่ได้ สิ่งที่ตามมา ณ วันนี้คนจะเริ่มแย่เพราะเศรษฐกิจ การเรียนเท่านั้นครับที่จะช่วยส่งเสริม แต่วันนี้ผมไม่มั่นใจแล้วครับว่าสิ่งที่ท่านให้กับการเรียนการศึกษานั้นพอหรือเปล่า เห็นมีแต่ โฆษณาตัวใหญ่ตัวโต แต่ไม่มีอะไรครับ ด้วยความเคารพท่านรัฐมนตรีนะครับ ถ้าโฆษณาแล้ว ต้องทําได้ ถ้าทําไม่ได้ ผลพิสูจน์สุดท้ายวันเลือกตั้งเมื่อไร ประชาชนจะตอบเองครับ อย่าเอา โพลล์มาเปรียบเทียบครับ ท่านประธานครับ ผมเรียนนิดหนึ่งครับว่า ที่เมื่อกี้นี้หลายคนมา บอกว่าใช้บัตรประชาชนแทนในเรื่องของการใช้บัตรสุขภาพถ้วนหน้า เขาใช้มานานแล้วครับ สมัยท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ เขาเตรียมแล้ว ประกาศแล้ว บังเอิญ คมช. มาปฏิวัติ สมัยผมนี่มาต่อ บอกให้ใช้บัตรประชาชนแทน แล้วบอกกล่าวไปที่ สปสช. ท่านอย่าเถียงครับ เพราะผมเป็นอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ส่วนที่ ๒ ในเรื่องของไต ก่อนออกมาเรื่องไต ให้มีการดําเนินการฟอกไตแล้ว ไม่ใช่บอกว่าเกิดในสมัยท่าน แต่วันนี้หยูกยาต่าง ๆ ของพี่น้องที่เป็นข้าราชการ ยาที่เขาต้องใช้ หมอสั่งมานี่ ท่านบอกว่าไม่ให้ใช้ยาบํารุงสมอง ยาบํารุงหัวใจต่าง ๆ ๓๐ กว่ารายการ ท่านไปดูเถอะครับ ท่านไม่ให้เขา เขาต้องใช้จ่ายเงินอย่างอื่น แล้วมิหนําซ้ําในเรื่องของ กองทุนที่ไปเก็บนะครับ กบข. ท่านเชื่อไหมครับ ท่านไปเก็บเงินเขา ๓ เปอร์เซ็นต์ เงินอุดหนุน ๒ เปอร์เซ็นต์ ท้ายที่สุดกลายเป็นว่าเมื่อเขาเกษียณ ย้อนหลังไป แทนที่จะเอา เงินเดือนสุดท้ายของเกษียณไปคิด ๒๐ เดือนย้อนหลัง นี่เป็นธรรมหรือเปล่าครับ
สุดท้ายจริง ๆ ครับท่านประธาน กระทรวงวัฒนธรรม ผมฝากนิดเดียวครับ กระทรวงวัฒนธรรม ในนี้เขียนบอกว่าจะจัดเงินบํารุงดูแลศาสนา ผมทําหนังสือไป ๒ รัฐมนตรีแล้ว รัฐมนตรีพินิจบอกว่าใจเย็น ๆ วัดราชโยธา วัดลาดบัวขาวอยู่ตรงสะพานสูง ๑๐๐ กว่าปีครับ ๑๑๗ ปี จะพังลงมาแล้วครับ พูดวันนี้ไม่รู้จะทําหรือเปล่า รับปากแล้ว รับปากอีก ถ้ารับปากแล้วไม่ทํา หนังสือผมไปแล้วไม่ดูแล ท่านก็รอเลยครับ บาปกรรม ตกอยู่ที่ท่าน ไม่ได้อยู่ที่ใคร แล้วยังมีมัสยิดที่ผมส่งไปอีก ๓-๔ มัสยิด บอกว่าจะดูแลก็ยังไม่ได้ ดําเนินการ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้อย่ามาเขียนในรายงานเลยครับ ถ้าเขียนแล้วทําไม่ได้ ผมถือว่า พวกผมสะท้อนภาพให้เห็นครับ ขอบคุณครับ
ต่อไป เชิญท่านวรศุลี ๕ นาทีนะครับ
ท่านประธานคะ ดิฉัน ในสัดส่วน ของพรรครวมชาติพัฒนา เห็นท่านหัวหน้าบอกว่า ๑๐ นาทีค่ะ
คือทางวิปรัฐบาลแจ้งเวลามา ๕ นาทีครับ ก็มีหลักฐานอยู่นี่ครับ
วิปรัฐบาลก็คือของพรรค ประชาธิปัตย์ นี่คือพรรครวมชาติพัฒนาค่ะ
เป็นโควตาของพรรค
สัดส่วนของพรรครวมชาติพัฒนา ก็คือยกให้วรศุลีค่ะ
กี่นาทีครับ
๑๐ นาทีค่ะ
จะได้หักเวลา เอาตามนี้นะครับ ๑๐ นาที จากการที่ดิฉันได้เป็นผู้แทนราษฎรเมื่อปี ๒๕๓๘ และปี ๒๕๓๙ จากปีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้นดิฉันสอบตกแล้วไม่ได้เข้ามาร่วมการทํางานในสภาผู้แทนราษฎร แต่ในครั้งนี้ เป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งตัวดิฉันเองได้ทราบว่าถ้าหากว่ารัฐธรรมนูญกําหนดเอาไว้แล้ว คณะผู้บริหารก็คือนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทั้งหลาย จะต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ที่กําหนดเอาไว้และจะต้องมีกฎหมายมารองรับในการที่จะปฏิบัติหน้าที่ในการบริหารและ พัฒนาและให้การช่วยเหลือประชาชนให้ถึงที่สุด ดิฉันดีใจค่ะที่ดิฉันได้มาสู่กระบวนการ กฎหมายในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นี้ดิฉันอยากจะขอว่ารัฐบาลชุดนี้ได้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ และดิฉันก็ขอว่าถ้าหากว่าท่านปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแล้ว ก็ขอให้ปฏิบัติต่อ ๆ ไปอีกด้วย ในมาตรา ๒๘ วรรคสาม รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นี้ได้กําหนดเอาไว้ว่า บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับ การส่งเสริม สนับสนุน และช่วยเหลือจากรัฐ ในการใช้สิทธิตามความในหมวดนี้ ดิฉันจึงบอกว่า ดิฉันได้อภิปรายในพื้นที่ ได้บอกประชาชนว่า ประชาชนทุก ๆ คน ตอนนี้ ส.ส. มาเป็น ผู้แทนราษฎร แต่ประชาชนนั้นเป็นใหญ่ในแผ่นดินแล้วนะ ท่านคะ คําว่า ประชาชนเป็นใหญ่ ในแผ่นดิน ซึ่งเป็นใหญ่ในส่วนไหนคะ เหตุการณ์ที่ปรากฏให้เห็นตอนนี้นะคะ ดิฉันว่า คําร้องเรียนของประชาชนนั่นคือการขอเรียกร้องสิทธิของเขาคืนมา ดิฉันได้เห็นว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ได้มีการสนับสนุนให้กับประชาชนได้ตามที่คําขอร้องเข้ามา ดิฉันจึงบอกว่า ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ตอนนี้ขอมาแล้วค่ะ ประชาชนชาวรากหญ้าภาคอีสาน ทั้งหลายนะคะ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ จนถึงปัจจุบันปี ๒๕๕๐ ดิฉันได้มาเป็นผู้แทนราษฎร ร้องเรียนมาตลอดเวลาว่าถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ ต้นทุนของการเกษตรนั้นเพิ่มขึ้น พอวิ่งไปถึง ถนนลูกรัง ตกหลุม ยางแตก ไปถึงแหนบหัก นี่ละค่ะ ต้นทุนเพิ่มขึ้น เกษตรกรยิ่งยากจนก็เลย ยิ่งจะจนเข้าไปอีกนะคะ ดิฉันก็ดีใจค่ะว่าทางกระทรวงมหาดไทย ไม่ว่าจะกระทรวงมหาดไทย หรือไม่ว่าจะกระทรวงคมนาคม ให้ความเห็นชอบว่าทางภาคอีสานนี้ ถ้าหากว่ามีปัญหาเรื่องถนน ก็มีนโยบายในการที่ส่งเสริมให้มีนโยบายถนนไร้ฝุ่นเกิดขึ้น ๗,๓๐๐ กิโลเมตรที่ท่านรัฐมนตรี ได้บอกไว้เมื่อสักครู่นี้ ดิฉันดีใจค่ะที่ภาคอีสานได้รับงบประมาณในการแก้ไขจากถนนลูกรัง มาเป็นถนนไร้ฝุ่นเกิดขึ้น ๓,๗๐๐ กว่ากิโลเมตร แม้ว่าจะยังมาครึ่งเดียว ครึ่งหนึ่ง แต่ก็ขอว่า ในรัฐธรรมนูญปีนี้ ฉบับนี้ กําหนดเอาไว้แล้วถ้าการร้องขอของประชาชน ประชาชนเป็นใหญ่ ในแผ่นดินจะต้องได้สิทธินั้นคืนมา ๓,๗๐๐ กว่ากิโลเมตรนั้นท่านสร้างไปให้แล้ว แต่ตอนนี้ ยังเหลืออยู่ ๓,๒๐๐ กว่ากิโลเมตร ท่านจะต้องทําตามนโยบายนี้ และจะต้องทําตาม รัฐธรรนูญที่กําหนดเอาไว้นี้ค่ะ ดิฉันเห็นว่าแม้ว่าจะมีถนน พอได้มีถนนปุ๊บ แม้ว่าน้ํามันจะแพง ในขณะนี้ แต่กระทรวงพลังงานก็ให้การช่วยเหลือดูแลกลุ่มผู้ใช้น้ํามันขณะนี้ แม้ว่าถนนลูกรัง ถนนคอนกรีตที่ได้มานี้จะต้องใช้น้ํามันเยอะ แต่น้ํามันที่ได้มานั้นก็สร้างเสถียรภาพให้กับ เกษตรกรได้มากขึ้น เนื่องจากอะไรคะ เนื่องจากว่าทางกระทรวงพลังงานมีกฎหมาย มีนโยบายในการที่จะให้ใช้พลังงานทดแทน ในกรณีพลังงานทดแทนนี้ดิฉันดีใจด้วย กับเกษตรกรนะคะว่า ไม่ว่าท่านจะได้ทั้งถนนไร้ฝุ่น ท่านยังได้มาซึ่งพลังงานทดแทน มันสําปะหลังไม่เคยที่จะได้ราคาสูงถึงขนาดนี้ ไบโอดีเซล (Biodiesel) ท่านสนับสนุนไปเลยค่ะ ใช้มันสําปะหลังมาทําเป็นน้ํามันก็สามารถช่วยเหลือเกษตรกรได้ ดีเซลตอนนี้ ท่านลดลง ลดลงไม่ให้ราคาเกิน ๓๐ บาท แต่ท่านอย่างไร ๆ ก็คงจะพยุงราคานั้นยากไปมากหรอก เพราะตลาดโลกนั้นราคาถีบสูงขึ้นมาก แต่ในตอนนี้มันสําปะหลังของประชาชนเกษตรกร ได้ถึง ๓.๗๐ บาทต่อกิโลกัรม จากที่ตัวดิฉันได้ปี ๒๕๓๘ นั้น ๑ กิโลกรัมนั้นแค่ ๖๐ สตางค์ พอมาถึงตอนนี้ได้ถึง ๓.๗๐ บาท ดีใจค่ะ ไม่ว่าจะยางพาราที่จะต้องขนส่งออกจากพื้นที่ เกษตรกรรมออกมาสู่ตัวเมือง ผ่านถนนไร้ฝุ่นปุ๊บต้นทุนไม่ต้องเพิ่ม ต้นทุนไม่เพิ่ม แต่ราคา ได้เพิ่ม ดีใจค่ะ ประชาชนเกษตรกรทั้งหลายนั้นดีใจทั่วประเทศเลยค่ะ ไม่ว่าจะทั่วประเทศ หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือจังหวัดมุกดาหารของตัวดิฉันเองนะคะ ไม่เคยเจอราคายางพารา ตั้งแต่ปี ๒๕๓๘ แค่ ๒๔ บาท พอมาถึงปี ๒๕๔๒ ได้แค่ ๒๙ บาท มาถึงปัจจุบันที่ดิฉัน ได้มาเป็นผู้แทนราษฎร ได้รับนโยบายในกรณีที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นี้เอื้อให้กับกลุ่ม เกษตรกร ราคายางพาราตอนนี้สูงขึ้นถึง ๑๘๒ บาท ท่านประธานที่เคารพ เกษตรกรนั้น บอกว่าไม่เคยเห็นเงินเยอะขนาดนี้เลยนะคะ ก็ดีใจนะคะว่าอยากจะให้การบริหารจัดการของ คณะรัฐมนตรีหรือท่านนายกรัฐมนตรี ให้อิงรัฐธรรมนูญ ท่านอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ท่านจะต้องปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญที่กําหนดเอาไว้ว่าประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดินนะ สิทธิของเขาเหล่านั้นควรจะต้องได้คืนกลับสู่ตัวเขาเอง ในเงินภาษีราษฎรที่เขาจ่ายในทุกวัน ๆ ท่านประธานที่เคารพ ดิฉันอยากจะขอว่าสนับสนุนในกรณีการบริหารจัดการของ คณะรัฐมนตรีชุดนี้นะคะ ดิฉันได้เห็นว่าในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๓ มาตรา ๑๖๓ นั้น กําหนดให้ประชาชนเข้าถึงกฎหมายได้ ถ้าหากว่ามีรายชื่อ ๑๐,๐๐๐ ชื่อ ก็สามารถร้องขอต่อ ประธานรัฐสภาให้ได้มาซึ่งกฎหมายของตนเอง ดิฉันดีใจค่ะ เพราะดิฉันได้ร่วมสังฆกรรม กับกลุ่มประชาชนที่ยากจนอยู่ขณะนี้ และสามารถได้มีกฎหมายมารองรับและคุ้มครองตนเองได้ ว่าด้วยกฎหมายสภาเกษตรกรแห่งชาติ ปัจจุบันนี้นะคะหลาย ๆ คนได้มาลงทะเบียน แล้วก็ เลือกตั้งเอาตัวแทนของตนเองเพื่อจะต่อสู้กับ ส.ส. ในสภาผู้แทนราษฎร ถ้าหาก ส.ส. ในสภาผู้แทนราษฎรไม่ร้องขอ และทางนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีไม่ปฏิบัติตาม กลุ่มเหล่านี้ ก็ได้สิทธิของตนเองคืนมา นี่ละค่ะคือว่าประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ในสิทธิของตนเอง กฎหมายสภาเกษตรกรแห่งชาติตอนนี้ได้ออกมาปฏิบัติแล้ว ดิฉันดีใจกับกลุ่มเกษตรกร ที่สามารถได้ใช้ความต้องการของตนเองและสามารถใช้สิทธิของตนเองในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นี้ ในกรณีการเลือกตั้งตัวแทนของตนเองในสภาเกษตรกร ๗๖ จังหวัด ตอนนี้เห็นว่า ได้เลือกตัวแทนของสภาเกษตรกรไปแล้วนะคะ แต่อย่างไร ๆ ก็คงจะต้องขอความร่วมมือ จากนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีผู้ดูแลกลุ่มเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องถนนหนทาง ถนนไร้ฝุ่น จะต้องทําให้เสร็จสิ้นและให้ครบถ้วนทั้ง ๗,๓๐๐ กิโลเมตร แล้วก็อีกอย่างหนึ่ง ก็คือแหล่งน้ํา ที่ควรจะต้องจัดการให้กับเขา แม้ว่าเขาจะมีสภาเกษตรกรเกิดขึ้น แต่ในส่วนของสภาเกษตรกร นั้นก็พยายามที่จะต้องได้รับความกรุณาจากนายกรัฐมนตรีแต่ละสมัยนะคะ สมัยนี้ก็คง จะครบวาระแล้ว สิ้นปีนี้ถึง ๒๓ ธันวาคมก็ครบวาระในการดํารงตําแหน่ง ถ้าหากมีการ เลือกตั้งเกิดขึ้นมาใหม่นะคะ นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีใดที่ได้มาเป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นรัฐมนตรี ควรแล้วไหมที่จะต้องดูแลกลุ่มเกษตรกร ภายใต้รัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ นี้ อย่าไปแก้ไขนะคะ ให้มันคงอยู่อย่างนี้ แล้วก็ดูแลประชาชนทั่วทั้งประเทศให้เขาได้รับสิทธิ ของเขาคืนมาภายใต้รัฐธรรมนูญนี้ ดิฉันอยากจะขอดีใจกับประชาชนอีกในมาตรา ๕๑ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๑ ซึ่งจากเมื่อกี้ก็ได้ฟังแล้วว่าหลาย ๆ คนชื่นชมว่า ๓๐ บาท รักษาทุกโรค ดีใจค่ะ ดิฉันก็ดีใจเหมือนกันนะคะ เตี่ยของดิฉันเสียเพราะฟอกไตไม่ทัน เครื่องฟอกไตที่โรงพยาบาลมุกดาหารไม่เพียงพอแก่การฟอกไตให้กับประชาชน ตอนนี้ก็ดีใจ ค่ะว่า ๔๘ ล้านคนได้รับการรักษาฟรี แต่ในกรณีรักษาฟรีนั้นก็ยังมีคําว่าฟอกไตเกิดขึ้น ล้างไต เกิดขึ้น ๑ ครั้งต่อ ๒,๐๐๐ บาท ประชาชนตาดํา ๆ ไม่สามารถที่จะจ่ายได้ ดิฉันดีใจค่ะ ว่าในคณะรัฐมนตรีชุดนี้สามารถเอื้อให้กับประชาชนได้อยู่รอดตลอดไปด้วยเพราะได้ฟอกไตฟรี แล้วก็เบาหวานฟรี อีกด้วย ขอบคุณท่านประธานค่ะ
ขอบคุณครับ เชิญท่านพีระเพชร ศิริกุล ๑๐ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม พีระเพชร ศิริกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย ขอกราบเรียนท่านประธานเพื่ออภิปรายพิพากษ์ แสดงความคิดเห็นผลการดําเนินการของ คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน ภายใต้การนําของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี คนที่ ๒๗ ของประเทศไทยครับผม จากเอกสารรายงานผลการดําเนินการของคณะรัฐมนตรี ตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เล่มนี้ที่รัฐบาลได้ส่งมาให้ที่ประชุมได้ดู มุ่งให้ความสําคัญ ในการบรรเทาวิกฤติเศรษฐกิจ การแก้ไขความขัดแย้งในสังคม ฟื้นฟูความเชื่อมั่นในสายตา ของชาวโลก เสริมสร้างความเข้มแข็งของสังคม ท่านประธานที่เคารพครับ เริ่มก็คือการแก้ไข ความขัดแย้งในสังคม วันนี้อยากจะกราบเรียนท่านประธานไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี วันนี้ภาวะเศรษฐกิจ ภาวะวิกฤติของชาติบ้านเมือง ไม่ใช่เกิดจากใครหรอกครับ เกิดจากคณะรัฐมนตรี เกิดจากนายกรัฐมนตรี ความขัดแย้งต่าง ๆ วันนี้ ป้ายขนาดใหญ่ขึ้นเต็ม ทั่วบ้านทั่วเมือง ต่อต้านรัฐไทยใหม่ ปกป้องสถาบัน ใครละครับไม่รักสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ทุกคนให้ความสําคัญ ทุกคนรัก แต่วันนี้ท่านคงเคยได้ยินคํา ๆ หนึ่งที่บอกว่า อย่าดึงฟ้าต่ํา อย่าทําหินแตก อย่าแยกแผ่นดิน วันนี้ใครละครับ ดึงฟ้าลงมาให้ต่ํา ใครละครับ ทําหินให้แตก ใครละครับแยกแผ่นดิน วันนี้สมาชิกรัฐสภาของเราได้อภิปรายภาพภาพนี้ อย่างชัดแจ้ง ท่านประธานที่เคารพครับ นี่หรือครับ การแสดงถึงความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
มีผู้ประท้วงครับ เดี๋ยวมีผู้ประท้วง ท่านบุญยอดประท้วงอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ นายบุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์กรุงเทพมหานคร ถือเป็น ข้อกล่าวหาที่รุนแรงมากนะครับ เมื่อกี้ท่านประธานได้ยินหรือเปล่าครับว่าเขาพูดว่าอะไร
จะประท้วงอะไรพูดมาเลยครับ จะประท้วงอะไรพูดมา
ผู้อภิปรายครับ ท่านประธานครับ ใช้คําว่า อย่าดึงฟ้าต่ํา แล้วก็ยกภาพของนายกรัฐมนตรีขึ้นมา แปลว่าอะไรครับ ผมคิดว่า ผมอธิบายไม่ได้หรอกนะครับ เพราะว่าผมคิดว่าท่านพูดในสิ่งที่ไม่สมควรจะพูดในสภาแห่งนี้ และประเด็นนี้ท่านประธานครับ ถกเถียงกันไปแล้วรอบหนึ่งอย่างยาว ๆ เลยนะครับ แล้วก็ มีคําอธิบายไปแล้ว เพราะฉะนั้นอยู่ในข้อบังคับการประชุมครับว่าเราจะไม่พูดถึงเรื่องของ พระมหากษัตริย์โดยไม่จําเป็นครับ
ประธานวินิจฉัยนะครับ ท่านพีระเพชรครับขอให้หลีกเรื่องการพูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ถ้าท่านจะพูดถึงเรื่องความไม่สามัคคีปรองดองเรื่องอื่นอะไรก็ว่าไปนะครับ
ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ความสามัคคีปรองดองมันเกิดขึ้นไม่ได้หรอกครับ ถ้ารัฐบาลชุดนี้ยังมีความลําเอียง เหลื่อมล้ําต่ําสูง ดูจากการชุมนุมต่าง ๆ วันนี้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กําลังออกมาชุมนุม มาแฉ สิ่งที่ผ่านมา ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมารัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ถูกกลุ่มพันธมิตรเสื้อเหลืองร่วมกับพรรคพวก ๓ กลุ่ม ๓ เกลอ ๓ สหาย วันนี้สิ่งที่ปรากฏออกมาชัดเจน พันธมัตรได้ออกมาแฉแล้วครับ รัฐบาลภายใต้การนําของ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คือ ๑ ใน ๓ ที่ร่วมในการที่ขนพี่น้องประชาชนออกมาเพื่อขับไล่ รัฐบาล ทหารวันนี้แตกแยกกันแล้วครับ นี่คือสิ่งที่บ้านเมืองเราจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร วันนี้ประกาศ พ.ร.บ. ความมั่นคงออกไปเพื่ออะไรครับ เพื่อที่จะกําหนดไม่ให้พันธมิตรออกมาพูด ออกมาแฉถึงความเลวร้าย ถึงสิ่งที่ไม่ดีงามที่รัฐบาลได้ร่วมกันทํามากับกลุ่มพันมิตร นั่นคือ สิ่งที่มันจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยในความปรองดองของพี่น้องประชาชนชาวไทยเรา ขอฝาก ท่านประธานนะครับ นโยบายทั้งหมด แนวนโยบาย ๙ แนวนโยบายตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ได้กําหนดเอาไว้ วันนี้สวยหรูครับ ไม่ว่าด้านความมั่นคง ไม่ว่าด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ด้านศาสนา วัฒนธรรม ด้านกฎหมาย ด้านการต่างประเทศ ด้านเศรษฐกิจ ด้านที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ด้านวิทยาศาสตร์ แนวนโยบาย ด้านการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนคนไทย
ท่านประธานที่เคารพครับ การที่พี่น้องประชาชนคนไทยจะมีส่วนร่วมในการ บริหารราชการแผ่นดิน ประเทศชาติ เป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชนเฝ้ารอมานานแล้ว มีความชื่นใจ ภาคภูมิใจที่รัฐบาลจะให้ร่วม การขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ที่ผ่านมา การขอแก้ไข รัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๓ มาตรา ๙๘ ที่ผ่านมา พี่น้องประชาชนส่วนหนึ่งเข้าชื่อกันขอร่วมแก้ไข รัฐธรรมนูญด้วย มีความมุ่งหวังว่าตัวเองเข้าชื่อกันมาเป็นหมื่นชื่อจะได้มีโอกาสและแสดง ความคิดเห็นในตรงนั้น แต่แล้วรัฐบาลใจจืดใจดําอํามหิตเกินไปครับ ไม่ยอมที่จะรับร่างของ พี่น้องประชาชนเหล่านั้น รับมามันจะเป็นอะไรไปครับ ที่ผ่านมาคณะกรรมาธิการวิสามัญ ที่รับเข้าไปแล้ว ก็รับเอาร่างของรัฐบาล ของคณะรัฐมนตรีเป็นหลัก ไม่ได้ว่าอะไรเลย รับเข้ามา พอที่จะให้คณะกรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณาเปรียบเทียบก็จะชื่นใจสําหรับพี่น้องประชาชน แต่แล้วรัฐบาลก็หลอกลวงประชาชน นี่หรือครับความปรองดองจะเกิดขึ้นในชาติบ้านเมือง ของเราเป็นไปได้ยากมากครับ ท่านประธานครับ
ในด้านความมั่นคง วันนี้ภาคใต้ตายรายวัน ยาเสพติดระบาดทั่วบ้านทั่วเมือง ใครรับผิดชอบ รัฐบาลที่ผ่านมามีแนวทาง มีนโยบายในการปราบปรามยาเสพติดอย่างชัดเจน แต่รัฐบาลนี้ไม่เคยพูดเลยว่าจะมีแนวทางนโยบายในการปราบปรามยาเสพติดที่ชัดเจน อย่างไร ที่จับได้ล็อต (Lot) ใหญ่ ๆ เป็นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตํารวจ เสี่ยงภัยอันตราย บางครั้งก็ต่อสู้ ผู้ค้าขัดขืนมีการยิงต่อสู้กัน เสียชีวิตบาดเจ็บล้มตาย ลูกเมียต้องเสียใจ รัฐบาล ได้แต่มองดู น่าสมเพชครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ส่วนของภาคใต้นั้นฆ่ากันตายรายวัน งบประมาณในด้านทหารส่งลงไป วันนี้อยากจะถามท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาล เคยตรวจสอบบ้างไหม งบประมาณทางทหารที่จัดซื้ออาวุธ ส่วนมากจะเป็นวิธีพิเศษ ซึ่งตรงคําว่า วิธีพิเศษนี้คือแนวทางแห่งการโกงกินคอร์รัปชัน ไม่ว่าหรอกครับ ราคาแพง แต่ขอให้มันมีคุณภาพหน่อย สงสารทหาร โดยเฉพาะทหารเกณฑ์ส่วนมากที่ถูกส่งลงไป เป็นพี่น้องลูกหลานคนอีสานเสียส่วนใหญ่ไปตายที่ภาคใต้ ที่ไหนไม่สําคัญหรอกครับ ผืนแผ่นดินไทย พอหรือยังงบประมาณที่จะลงไปช่วยเหลือพี่น้องทางภาคใต้ โดยเฉพาะ ๓-๔ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถ้าไม่พอ ยินดีครับเอางบประมาณทางส่วนของอีสานไปได้ แต่รัฐบาลจะต้องประกาศออกมาอย่างชัดเจนเงินงบประมาณลงไปเท่านี้กี่วัน กี่เดือน กี่ปี ภาคใต้จะสงบ ใครเป็นคนพูดที่กลางสภาแห่งนี้ว่าถ้าเขาได้เป็นรัฐบาล ถ้าเขาเป็นนายกรัฐมนตรี ๙๙ วันทุกอย่างต้องเรียบร้อย วันนี้กี่ปีแล้วครับ ๒ ปีเข้ามาแล้ว ภาคใต้ยังรุนแรง ภาคใต้ ยังฆ่ากันทุกวัน
ส่วนแนวนโยบายในด้านการบริหารราชการแผ่นดิน วันนี้เพื่อนข้าราชการ เดือดร้อนทุกกระทรวง ทบวง กรม มีการซื้อขายตําแหน่ง ท่านกล้าไหมครับ โดยเฉพาะ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านกล้าไหม สาบานต่อวัดพระแก้วมรกตไหม สาบานต่อพระสยามเทวาธิราชไหม ว่าไม่มีการซื้อขายตําแหน่งกัน ตําแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด ตําแหน่งผู้กํากับ ตําแหน่งผู้การ ทุกตําแหน่ง ไม่เว้นแม้แต่ตําแหน่งผู้บริหารโรงเรียน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ร้าย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่าอดสูใจ ผู้บริหารโรงเรียน ผู้บริหารหน่วยงาน ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อผู้บริหารเหล่านั้นจะต้องหาเงินมาใช้จ่าย มาเสียในการที่จะ เข้าสู่ตําแหน่งใครเดือดร้อนครับ พี่น้องประชาชน ผู้กํากับการสถานีตํารวจภูธรแห่งหนึ่ง เสียกัน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ผลสุดท้ายรีดไถพี่น้องประชาชน ตําแหน่ง แขวงการทาง เสียกัน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท เสียกัน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ใครรับผิดชอบ ผลสุดท้ายไปโกงกินคอร์รัปชัน ส่งส่วยกัน ทุกโครงการทุกงบประมาณต้องจ่ายก่อนล่วงหน้า ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ บ้านเมืองอยู่ได้อย่างครับ
ในส่วนของพี่น้องประชาชน วันนี้พี่น้องเกษตรกรมีความลําบาก มีความ ลําเค็ญมาก มีความจริงใจ มีความจริงจังต่อพี่น้องเกษตรกรได้ไหมรัฐบาล วันนี้เงินซื้ออาวุธ มากมายมหาศาล แบ่งสักส่วนหนึ่งช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร เครื่องจักรกลทางการเกษตร ปลอดภาษีได้ไหม ถูกลงกว่านี้ได้ไหม สําคัญครับ ถ้าส่วนนี้ไม่สามารถจะดําเนินการได้จะให้ ใช้จอบ จะให้ใช้ควาย จะให้ใช้คูโบต้า (Kubota) อย่างทุกวันนี้ ลําบากครับผม ได้ไหมรัฐบาล มีความจริงใจจริงจังได้ไหม น้ําเป็นเรื่องที่สําคัญ แก้ไขปัญหาจัดการบริหารเรื่องทรัพยากรน้ํา อย่างเป็นระบบได้ไหม ชลประทานระบบท่อจัดการได้ไหม ขุดบ่อเลี้ยงปลาซึ่งมีผลมากได้ไหม เลี้ยงปศุสัตว์ในผืนนาได้ไหม แล้วที่สําคัญที่สุดวันนี้เป็นสิ่งที่จําเป็น ไฟฟ้าเพื่อการเกษตร รัฐบาลทุ่มลงไปตรงนี้ได้ไหม คลองส่งน้ําต่าง ๆ ห้วย หนอง คลอง บึง ขุดลอก ท่านประธาน ที่เคารพครับ โครงการหนึ่งไม่เกิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ส่อเจตนาในการทุจริตอย่างชัดเจน ลําห้วยลํานี้ต้องใช้งบประมาณประมาณ ๑๐ ล้านบาท ๑๐ ล้านบาทลงไปเลยได้ไหม ทําไม ต้องเป็นช่วง ๆ ช่วงละ ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทเพื่ออะไร ท่านออกมาตอบแล้ว เพื่อการตรวจสอบ เอกสารหลาย ๆ อย่าง ไม่จริงหรอกครับ สั่งดําเนินการก่อนเลยหน่วยงาน ปีหน้าลําห้วยนี้จะ มีการขุดลอกแจ้งลงไป ๑๐ ล้านบาทขึ้นมา ชัดเจนครับ
ส่วนในด้านการศึกษา นิดหนึ่งครับ ฝากท่านประธานถึงท่านรัฐมนตรี วันนี้เด็กไทย ป. ๑ ป. ๒ ป. ๓ ต้องอ่านออกเขียนได้ครับ ต้องคิดเลขเป็นครับ ต้องเก่ง หลายภาษาครับ ถ้าไม่จัดการตรงนี้ลําบาก และที่สําคัญที่สุดในการจัดการบริหาร ด้านการศึกษาก็คือเรื่องการบริหารงานบุคลากร วันนี้ผู้บริหาร ๔ ปีย้ายได้ไหมครับ ครูผู้สอน ๖ ปีย้ายได้ไหมครับ เขามีความจําเป็น เขามีความลําบากได้ไหมในสิ่งเหล่านี้ มันเป็นสิ่งที่ ไม่ใช่ยากเลย ท่านรู้ไหม ท่านทราบไหมว่าการย้ายเพื่อนข้าราชการครูทุกวันนี้ ไล่กันเป็น กิโลเมตร ไล่กันเป็นจังหวัด หลักเกณฑ์ที่ชัดเจนนี่ได้ไหม ต้องเสียเงินกันละ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ๓๐๐,๐๐๐ บาท การเข้าสู่ตําแหน่ง การเลื่อนวิทยฐานะ เสียเงินกันเป็นหลายแสนบาท แก้ไขได้ไหม เปลี่ยนแปลงได้ไหมในสิ่งเหล่านี้ ฝากท่านประธานครับผม นี่คือสิ่งที่สําคัญที่สุด ขอฝากท่านโดยเฉพาะในเรื่องของพี่น้องเกษตรกร ฝากเรื่องน้ํา เรื่องที่ดิน ฝากมาก ๆ เรื่องนี้ เพราะเป็นปัจจัยหลักปัจจัยสําคัญในการที่จะพัฒนาชาติ กราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ
ทดไป ท่านรัฐมนตรีเดี๋ยวจดประเด็นไว้ก่อนได้ไหมครับ เดี๋ยวให้เพื่อน ๆ สมาชิกอภิปราย เผื่อพาดพิงถึงกระทรวงท่านจะได้ชี้แจงทีเดียว เชิญท่านนริศ ขํานุรักษ์ ๗ นาทีครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นริศ ขํานุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตอภิปรายในรายงาน แสดงผลการดําเนินการของคณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ดังต่อไปนี้นะครับ ภายใต้ความปรวนแปรของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทั่วโลกและประเทศไทย ซึ่งก่อปัญหาไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ําท่วม ภัยแล้ง แผ่นดินไหวและวาตภัย ภายใต้ความต้องการ การใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มมากขึ้นเพื่อการดํารงชีวิต เพื่อการค้า การลงทุน และเพื่อรักษาความสมดุลของธรรมชาติ ผมคิดว่ารัฐบาลชุดนี้ได้บริหารจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีผลที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง โดยผมมีเหตุผลที่จะ ประกอบดังต่อไปนี้
เรื่องที่ ๑ รัฐบาลของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทําให้ป่าเพิ่มขึ้นเป็น ๓๓ เปอร์เซ็นต์ วันที่พลเอก ชวลิต มอบตําแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อมายังท่านชวน หลีกภัย ขณะนั้น ป่าทั้งประเทศมีอยู่ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วสิ้นสมัยท่านชวน หลีกภัย ป่ากลับมามีถึง ๓๓ เปอร์เซ็นต์ ท่านชวนทําตั้งแต่ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ มาเป็น ๓๓ เปอร์เซ็นต์ แล้วหลังจากนั้น รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ท่านสมชาย ท่านสมัคร ไล่ลงมาป่าลดลงเรื่อยครับ จาก ๓๓ เปอร์เซ็นต์มาเป็น ๓๒ เปอร์เซ็นต์ มาเป็น ๓๑ เปอร์เซ็นต์ มาเป็น ๓๐ เปอร์เซ็นต์ จนมาถึงปีนี้ครับ ปีที่ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี ป่าเพิ่มขึ้นมาเป็น ๓๓ เปอร์เซ็นต์ครับ นี่เป็นผลงานเรื่องการปลูกป่าเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้นถึง ๓๓ เปอร์เซ็นต์ และผมคิดว่าหากรัฐบาลนี้ยังมีเวลาบริหารจัดการเรื่องนี้ต่อไป ผมเชื่อว่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เป็นเป้าหมายสากลว่าประเทศหนึ่งควรมีป่าไม้ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ผมคิดว่าเป็นไปได้นะครับ
เรื่องที่ ๒ ปัญหาใหญ่ในโลกขณะนี้คือปัญหาไฟป่า หมอกควัน ปัญหานี้ เริ่มเป็นปัญหาที่ยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อย ไม่ว่าจะเป็นในสหรัฐอเมริกา ในประเทศออสเตรีย รวมถึง ประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ ๘ จังหวัดทางภาคเหนือ ไม่ว่าจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดลําพูน จังหวัดพะเยา จังหวัดน่าน จังหวัดลําปาง จังหวัดแพร่ เป็นปัญหาที่มีปัญหาต่อสุขภาพ เป็นปัญหาที่มีต่อเศรษฐกิจ และโดยเฉพาะ ๘ จังหวัดนี้ เป็นจังหวัดที่มีการท่องเที่ยว รัฐบาลชุดนี้ได้จัดสรรงบประมาณมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ถึงร่วม ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท สําหรับการแก้ไขปัญหาแนวกันไฟ ไฟป่าและหมอกควัน เช่นเดียวกันครับรัฐบาลชุดนี้ได้มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว ผูกพันให้ หน่วยงานตั้งงบประมาณร่วม ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อที่จะป้องกันการพังทลายของตลิ่ง ซึ่งประเทศไทยมีตลิ่งพังปีละประมาณ ๒๐,๐๐๐ ไร่ทุกปีนะครับ ซึ่งมูลค่าผืนดินที่เสียหาย ก็ประมาณปีละ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลได้ลงทุนครั้งเดียวครับ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อป้องกันตลิ่งพังในอ่าวไทย ในอันดามันและในทะเลสาบ เป็นงบประมาณก้อนใหญ่ที่สุด ที่เข้าไปดูแลเรื่องตลิ่งพังซึ่งจะเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต เช่นเดียวกันท่านประธานครับ กรณีมาบตาพุด ถ้ารัฐบาลนี้ไม่ทุ่มเททํางานจริง ๆ คนลงทุน นักลงทุนกําลังย้ายฐาน การลงทุนจากประเทศไทยไปประเทศอื่นแล้วครับ ชาวระยองหวั่นไหวต่อปัญหามาบตาพุด แต่ด้วยความตั้งใจของรัฐบาลชุดนี้ การตั้งคณะกรรมการ ๔ ฝ่าย ที่มีท่านอานันท์ เป็นประธาน การออกกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและการอนุมัติงบประมาณถึง ๑,๓๐๐ ล้านบาท ในการแก้ไขปัญหามาบตาพุด วันนี้มาบตาพุดกลับมาเป็นที่น่าสนใจ สําหรับนักลงทุนอีกครั้งหนึ่ง วันนี้มาบตาพุดไม่เป็นที่น่ากลัวอีกแล้วสําหรับคนจังหวัดระยอง
ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องการบริหารจัดการน้ํา รัฐบาลชุดนี้ครับ ที่ประกาศว่าต้องบริหารจัดการน้ําทั้ง ๒๕ ลุ่มน้ําครับ ก่อนหน้านี้ รัฐบาลก่อนหน้านี้ บริหารจัดการไปดูในแนวนโยบายของรัฐบาลก็ได้ครับ บริหารจัดการเพียง ๒ ลุ่มน้ํา เท่านั้นเองครับ เลือกเอาจาก ๒๕ ลุ่มน้ํา คือลุ่มน้ําเชียงใหม่กับลุ่มน้ําโคราชเท่านั้นเอง แต่รัฐบาลชุดนี้ทําไปพร้อม ๆ กันถึง ๒๕ ลุ่มน้ํา ถือว่าเป็นความเป็นธรรมสําหรับ พี่น้องประชาชน เช่นเดียวกันครับ รัฐบาลได้เพิ่มงบประมาณเรื่องแหล่งน้ํา โดยประกาศว่า จะมี ๑ หมู่บ้าน ๑ แหล่งน้ํา แล้วก็ได้ให้งบประมาณ และงบประมาณที่ผ่านไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ยังจะให้งบเพิ่มเติมสําหรับทําแหล่งน้ําถึง ๙๘๙ ล้านบาท ผมคิดว่ารัฐบาลนี่มีผลงานเรื่อง การจัดการแหล่งน้ําที่เป็นรูปธรรม ปะการังเทียม แนวพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ทําเป็นจริงในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ โดยการเอาเศษวัสดุเก่า รถไฟ รถบัส รถขยะของ กทม. รวมทั้งทําปะการังเทียมขึ้นมาใหม่ ขณะนี้ทะเลในอ่าวไทย ผมคิดว่า สมบูรณ์กลับขึ้นมาใกล้เคียงกับในอดีต เพราะว่ามีปะการังเทียม ปัญหาสําคัญของเมืองไทย คือปัญหาที่ดินทํากิน ที่ดินป่าไม้ ผมคิดว่าหลักของรัฐบาลชุดนี้ ผลงานของรัฐบาลชุดนี้ ไม่ว่าจะเป็นการทุ่มเททําแนวเขตป่าให้ชัดเจนขึ้น การจําแนกที่ดินโดยการทําแผนที่ระหว่าง ในมาตราส่วนเดียวกันทุกส่วนราชการ แล้วก็การมีภาพถ่ายทางอากาศย้อนหลังได้ถึง ปี ๒๔๙๕ ปรากฏว่าสิ่งเหล่านี้จะทําให้โฉนดชุมชนเป็นจริงมากยิ่งขึ้น แล้วจะได้แก้ไขปัญหา การบุกรุกพื้นที่ป่าของประเทศที่ทวีความรุนแรงขึ้นอยู่ในทุกขณะ
สุดท้าย โครงการที่ผมเคยกราบเรียนกับท่านประธานว่า โครงการพระราชดําริ โครงการพระราชเสาวนีย์ที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนี้มีมากครับ รัฐบาลแทบไม่ต้องคิดใหม่เลย เพียงแต่เอาเงินเข้าไปสนับสนุนโครงการเหล่านี้ครับ ก็จะสามารถปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและดูแลสิ่งแวดล้อมได้ ไม่ว่าจะเป็นฝนหลวง เพียงแต่เอาเงินเข้าไปสนับสนุนโครงการเหล่านี้ครับ ก็จะสามารถปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ และดูแลสิ่งแวดล้อมได้ ไม่ว่าจะเป็นโครงการฝนหลวง บ้านเล็กในป่าใหญ่ โครงการ พระราชเสาวนีย์ทุกโครงการ โครงการพระราชดํารัสทุกโครงการได้รับการดูแลเอาใจใส่จาก รัฐบาลนี้ด้วยดีเสมอมานะครับ ถึงกับบางโครงการได้มีมติคณะรัฐมนตรีอย่างจริงจังเพื่อที่จะ แก้ไขปัญหากราบเรียนท่านประธานว่ารัฐบาลมีผลงานทางด้านการปกป้องรัพยากรธรรมชาติ ด้านปราบปรามการบุกรุกทําลายทรัพยากรธรรมชาติอย่างชัดเจน แม้ว่าบางผลงานจะยังไม่มี ประจักษ์ชัดบ้าง เพราะว่าเป็นปัญหาที่สะสมมายาวนาน แต่ว่าหลายผลงานผมคิดว่า เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนและประเทศชาติครับ ท่านประธานครับ
ต่อไป เชิญท่านนันทนา ทิมสุวรรณ ๑๐ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นันทนา ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ วันนี้สภาผู้แทนราษฎรของเราก็ได้มีโอกาสพิจารณารายงานแสดงผลการดําเนินงานของ คณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในช่วงปีแรกที่รัฐบาลได้เข้ามาบริหารประเทศ นะคะ ซึ่งในตอนนั้นรัฐบาลได้บอกว่าในสังคมมีความขัดแย้ง แตกแยกจากการที่ประชาชนนั้น มีความเห็นที่แตกต่างกันนะคะทั้งในเรื่องของการเมือง การบริหารประเทศ ตลอดจนเป็นช่วงที่ เศรษฐกิจตกต่ําไปทั่วโลก แล้วก็มีผลกระทบถึงประเทศไทยด้วยนะคะ ซึ่งรัฐบาลก็มีนโยบาย ทั้งนโยบายที่เร่งด่วน และนโยบายที่จะทําในอีก ๒ ปีที่เหลือนะคะ และนโยบายเร่งด่วน ซึ่งรัฐบาลได้แถลง ก็คือการสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นเศรษฐกิจ การพยายามที่จะเพิ่ม รายได้ให้กับพี่น้องประชาชน และการลดค่าใช้จ่าย ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลได้แถลงไว้ เมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๑ ค่ะ
ท่านประธานคะ ในเรื่องของการสร้างความเชื่อมั่น สร้างความสมานฉันท์ ปรองดองนั้น รัฐบาลบอกว่าจะต้องใช้แนวทางสันติค่ะ รับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย หลีกเลี่ยง การใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา ฟังดูดีนะคะ แล้วก็ดูมีเหตุผล น่าจะแก้ปัญหาได้ลุล่วงค่ะ แต่ในทางปฏิบัติแล้วนะคะรัฐบาลไม่ได้ใช้แนวทางสันติ ไม่ได้ฟังความเห็นจากกลุ่มที่มี ความเห็นต่างจากรัฐบาล ดังจะเห็นได้จากการที่รัฐบาลกระทํากับกลุ่มผู้ชุมนุมที่มี ความเห็นต่างจากรัฐบาล ด้วยการขอคืนพื้นที่ ด้วยการกระชับพื้นที่ การใช้ความรุนแรงกับ กลุ่มผู้ชุมนุม เข้าสลายการชุมนุมจนทําให้ผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตอย่างมากมาย การกระทําเช่นนี้เป็นวิธีที่จะสร้างความปรองดองของรัฐบาลอย่างนั้นหรือคะ การกระทํา เช่นนี้จะสร้างความสมานฉันท์ได้อย่างนั้นหรือคะ ดิฉันไม่เชื่อหรอกค่ะ และการกระทําเช่นนี้ ก็คงจะไม่สามารถที่จะสร้างความเชื่อมั่นได้ทั้งจากคนไทยและชาวต่างชาติด้วยนะคะ ที่เขาจะเข้ามาท่องเที่ยวและเข้ามาลงทุนในประเทศของเราค่ะ สิ่งเหล่านี้คงจะไม่สามารถ สร้างความเชื่อมั่นให้กับเขาได้นะคะ
ท่านประธานคะ เนื่องจากว่าดิฉันอยู่ในคณะกรรมาธิการการที่ดินทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เช่นเดียวกับท่านนริศค่ะ เราก็เลยมีความสนใจในเรื่องที่คล้าย ๆ กันนะคะ ดิฉันให้ความสนใจในเรื่องสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ เพราะว่าตอนนี้ เรียกว่าทั่วโลก ก็ว่าได้ มีปัญหาในเรื่องสิ่งแวดล้อม แล้วก็เรื่องปัญหาโลกร้อน ซึ่งเป็นปัญหาที่ทุกประเทศ ทั่วโลกกําลังให้ความสําคัญและหันกลับมาสนใจในปัญหาตรงนี้แล้วก็เช่นเดียวกันค่ะ ประเทศ ของเรานั้นก็ได้รับผลกระทบจากปัญหาโลกร้อนเช่นเดียวกันเพราะพื้นที่ป่าของประเทศเรา นั้นลดลงนะคะ ถึงแม้ว่าตอนนี้อาจจะเพิ่มขึ้นมาบ้าง แต่จากการที่ประเทศเราได้มีการปลูก ยางพารามากขึ้น ซึ่งดิฉันถือว่าเป็นฝีมือของพี่น้องเกษตรกรนะคะ ไม่ได้เป็นฝีมือของทาง ภาคราชการ ถึงแม้ว่าดูเหมือนว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็จะให้ ความสําคัญกับในเรื่องของการเพิ่มพื้นที่ป่า ในเรื่องของการปลูกป่าเพิ่มขึ้น เพราะว่ามีการตั้ง งบประมาณในเรื่องของการปลูกป่าอยู่ทุกปี แต่ก็จะมีข่าวในเรื่องของการทุจริตตามมาอยู่ เสมอ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของต้นกล้าที่มีการเพาะไม่ได้ตามจํานวนที่ตั้งงบประมาณเอาไว้นะคะ แล้วเมื่อนําไปปลูก แล้วอัตราการตายก็ยังสูงแล้วก็มีอัตราการรอดต่ํานะคะ จะสังเกตได้ว่า การตั้งงบประมาณในเรื่องของการปลูกป่า มีการตั้งงบประมาณในเรื่องของการปลูกป่าทุกปี มีการตั้งงบประมาณในเรื่องของการบํารุงรักษาป่าทุกปี แต่ว่าทําไมพื้นที่ป่าแทบจะไม่เพิ่มขึ้นเลย หรือเพิ่มน้อยมากนะคะ ดังนั้นมันเป็นการที่ใช้งบประมาณโดยไม่ได้ประโยชน์หรือสําเร็จ ตามวัตถุประสงค์ในการตั้งงบประมาณน้อยเกินไปหรือไม่ ประสิทธิภาพในการใช้จ่าย งบประมาณของรัฐบาลน้อยเกินไปหรือเปล่านะคะ
ท่านประธานคะ อีกเรื่องหนึ่งที่ดิฉันอยากจะให้รัฐบาลให้ความสนใจ อย่างมาก ๆ ก็คือ รัฐบาลมีการพูดถึงการพัฒนาโครงการ กลไกการพัฒนาพลังงานที่สะอาด แล้วก็เรื่องของคาร์บอน เครดิต (Carbon credit) ซึ่งดิฉันอยากจะให้พี่น้องประชาชนได้รับ ตรงส่วนนี้ด้วยนะคะ เพราะปัจจุบันในจังหวัดเลยของดิฉันก็มีการปลูกยางพารากัน เป็นจํานวนมาก ตอนนี้มีพื้นที่ปลูกยางพาราแล้วหลายแสนไร่นะคะ ซึ่งดิฉันในฐานะที่เป็น ตัวแทนของพี่น้องชาวจังหวัดเลย ก็อยากจะให้พี่น้องชาวสวนยางจังหวัดเลยได้ประโยชน์ จากคาร์บอนเครดิตด้วย แล้วเมื่อได้พูดถึงเรื่องสวนยางก็ขอพูดเลยไปอีกนิดหนึ่งนะคะ เพราะว่าดิฉันได้เคยถามรัฐบาลนี้ว่าพี่น้องชาวสวนยางของดิฉันนี้ในช่วงที่ผ่านมา ฤดูแล้งที่ผ่าน มาได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง แล้วก็มีต้นยางตายไปเป็นจํานวนมากหลายหมื่นไร่ที่ กระทบกับพี่น้องชาวสวนยาง แล้วก็เมื่อช่วง ๒-๓ เดือนที่ผ่านมา มีการจ่ายเงินชดเชยให้กับ พี่น้องชาวสวนยางซึ่งพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางจังหวัดเลยได้เงินชดเชยค่ายางพาราไร่ละ ๙๑๒ บาท แต่ในเวลาต่อมาอีกไม่นาน ท่านประธานคะ เมื่อเกิดอุทกภัย วาตภัยทางภาคใต้ ซึ่งทําให้พี่น้องชาวสวนยางทางภาคใต้ก็ได้รับผลกระทบ ทําให้ต้นยางตายเช่นเดียวกัน รัฐบาลก็รีบที่จะจ่ายชดเชยพี่น้องชาวสวนยางทางภาคใต้เช่นเดียวกันค่ะ แต่พี่น้องภาคใต้ ได้ชดเชยถึงไร่ละ ๖,๐๐๐ บาท เป็นการเปรียบเทียบให้เห็นถึงความแตกต่างว่าการดูแล พี่น้องประชาชนในภาคอีสานกับทางภาคใต้ทําไมถึงมีความแตกต่างกัน ซึ่งดิฉันได้เคย นําเรื่องนี้มาหารือในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ และในวันนั้นท่านรัฐมนตรีสาทิตย์ท่านก็ได้นั่ง อยู่ด้วย หลังจากที่ดิฉันหารือจบ ท่านก็ได้เดินลงมาสอบถามเรื่องนี้แล้วก็ได้รับปากกับดิฉันว่า จะนําเรื่องนี้ไปทบทวนใหม่ ในเรื่องของการจ่ายชดเชยให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง วันนี้ในโอกาสนี้ดิฉันก็ขอถือโอกาสนี้ทวงถามท่านรัฐมนตรีว่าไม่ทราบว่าหลังจากที่ท่านได้นําไป ทบทวนแล้วท่านมีความเห็นมีผลเป็นประการใด ท่านจะเพิ่มเงินชดเชยให้พี่น้องชาวสวนยาง จังหวัดเลยได้หรือไม่ ถ้าเพิ่มจะเพิ่มจํานวนเท่าใด และจะจ่ายเมื่อใด ช่วยกรุณาตอบให้ดิฉัน แล้วก็พี่น้องสวนยางจังหวัดเลยทราบด้วยนะคะ เพราะว่าเป็นเรื่องที่พี่น้องชาวสวนยาง จังหวัดเลยเขาน้อยใจแล้วก็เสียใจกับการกระทําของรัฐบาล ดิฉันลงพื้นที่ไปพบพี่น้อง เกษตรกรเขาก็มักจะพูดอยู่เสมอว่าเขารู้สึกน้อยใจแล้วก็เสียใจ แล้วจะไม่ให้เขาคิดว่ารัฐบาลนี้ ๒ มาตรฐานได้อย่างไร ในเมื่อการกระทําของรัฐบาลทําอย่างนี้
ท่านประธานคะ ในปัญหาเรื่องของการบุกรุกที่ดินของรัฐ ในประเทศของเรา มีมานานแล้วก็ไม่สามารถที่จะควบคุมในการบุกรุกได้ สิ่งที่เป็นปัญหาสําคัญอันหนึ่ง ก็คือ การที่แนวเขตของที่ดินไม่ชัดเจนแล้วก็ทับซ้อนกัน ซึ่งจริง ๆ แล้วก็มีความพยายามที่จะ แก้ปัญหาในเรื่องนี้ตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ ที่ดิฉันได้เข้ามาเป็น ส.ส ดิฉันก็ได้ติดตามเรื่องนี้มา โดยตลอด เพราะว่าจังหวัดเลยของดิฉันก็มีปัญหาในเรื่องนี้อยู่มาก ทางจังหวัดเลยก็ได้ ดําเนินการไปสํารวจแนวเขตทั้งที่ดินของรัฐและประชาชน แล้วก็มีการทําบันทึกข้อตกลงกับ พี่น้องประชาชนเรียบร้อยแล้ว จนถึงขั้นผ่านคณะกรรมการปรับปรุงแนวเขตระดับกระทรวง เรียบร้อยแล้วเช่นเดียวกันนะคะ แต่ดิฉันมาทราบในภายหลังนะคะว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมในรัฐบาลนี้ได้ยกเลิกโครงการนี้ไป แล้วท่านจะดําเนินการสํารวจและจัดทํา แนวเขตใหม่ วันนี้ดิฉันต้องขอความชัดเจนแล้วค่ะว่าสิ่งที่ดิฉันได้รับทราบมานี้มันเป็นจริงหรือไม่ แล้วท่านมีเหตุผลอะไรในการที่จะไปยกเลิก เพราะดิฉันถือว่าการที่เราได้มีงบประมาณลงไป จัดทําจนสําเร็จเรียบร้อยแล้วควรที่จะดําเนินการต่อ ไม่ใช่ยกเลิกแล้วก็มาเริ่มทําใหม่ เพราะว่าดิฉันก็เสียดายงบประมาณซึ่งเป็นภาษีอากรของพี่น้องประชาชน
ท่านประธานคะ ในประเทศของเรานั้นมีชื่อเสียงในเรื่องของการท่องเที่ยว โดยเฉพาะทางภาคเหนือ ซึ่งเมื่อสักครู่ท่านนริศก็ได้กล่าวถึงปัญหาเรื่องมลภาวะทางอากาศ แล้วก็หมอกควัน ซึ่งดิฉันก็เห็นด้วยอยากจะให้ทางรัฐบาลได้แก้ไขปัญหาในเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะว่าทางคณะกรรมาธิการของเราก็ได้ติดตามปัญหาในเรื่องหมอกควันทางภาคเหนือ ติดต่อกันมาเป็นเวลา ๒-๓ ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาในเรื่องนี้ได้นะคะ
ท่านประธานคะ ขอเวลาอีกนิดหนึ่งนะคะ ดิฉันอยากจะบอกว่าการที่รัฐบาล ได้เข้ามาบริหารประเทศนี้เป็นเวลา ๒ ปีกว่าแล้ว แต่ปัญหาเก่า ๆ ที่เป็นปัญหาเดิม ๆ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความแตกแยก รัฐบาลก็ยังไม่สามารถที่จะแก้ไขได้ ปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ยังคงมีอยู่ นอกจากนั้นนอกจากแก้ปัญหาเดิม ไม่ได้แล้วยังสร้างปัญหาใหม่อีกด้วยในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ดิฉันไม่เคยคิด นะคะว่าในชีวิตของดิฉันจะได้มีโอกาสได้เห็นพี่น้องได้วิ่งหนีตายลงหลุมหลบภัยใน พ.ศ. นี้ค่ะ ซึ่งรัฐบาลนี้ก็สามารถทําให้ดิฉันได้เห็น แล้วก็ได้เห็นถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ที่อยู่แนวชายแดน ทําให้ได้รับความเดือดร้อนแล้วก็เกิดปัญหาทั้งในเรื่องของความเป็นอยู่ แล้วก็การค้าชายแดนด้วย รัฐบาลทํางานมา ๒ ปีกว่าแล้ว แต่ดิฉันยังคิดว่าความเป็นอยู่ของ พี่น้องประชาชนก็ยังไม่ได้ดีขึ้นเหมือนที่รัฐบาลได้บอก ได้กล่าว ซึ่งพี่น้องประชาชนจังหวัดเลย บ้านดิฉันเขาฝากมาบอกว่า ถ้ารัฐบาลบริหารประเทศไม่เป็น แก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชน ไม่ได้ก็คืนอํานาจให้พี่น้องประชาชนดีกว่าค่ะท่านประธาน ขอบคุณค่ะ
ต่อไปครับ เชิญท่านอภิรักษ์ โกษะโยธิน ๗ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม อภิรักษ์ โกษะโยธิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ กราบเรียนท่านประธานครับ รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้เข้ามา บริหารราชการแผ่นดินในช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลก และในขณะเดียวกันก็เกิดปัญหาวิกฤติ ทางการเมืองในประเทศไทย ซึ่งมีความจําเป็นที่จะต้องสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน รวมถึงนักท่องเที่ยวซึ่งส่วนใหญ่ก็นิยมมาเที่ยวในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะประเทศไทย มาตรการเรื่องแรกที่ทางรัฐบาลได้ดําเนินการก็คือในเรื่องของแผนฟื้นฟูมาตรการเศรษฐกิจ ที่เรียกกันว่า เอสพี ๑ ภายใต้วงเงินประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งได้ดําเนินการ ในการที่จะช่วยฟื้นฟูสภาวะเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี พ.ศ. ๒๕๕๒ ไม่ว่าจะเป็น จํานวนนักท่องเที่ยวที่ได้เดินทางมาที่ประเทศไทยประมาณ ๑๔ ล้านคน และสามารถสร้างรายได้ ให้ถึงประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท สามารถที่จะกระตุ้นมูลค่าการส่งออกประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา เป็นประมาณ ๑๔,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา ราคาพืชผลทางด้านการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นข้าว ยางพารา มันสําปะหลัง ก็มีราคาเพิ่มสูงขึ้น อย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่มีความสําคัญที่ผมอยากกราบเรียนท่านประธาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในมาตรการทางด้านเศรษฐกิจก็คือ แนวทางที่ทางรัฐบาลส่งเสริมพี่น้องชาวเกษตรกร โดยเฉพาะอย่างการนําปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในเรื่องของการที่จะส่งเสริมให้ พี่น้องเกษตรกรสามารถที่จะดําเนินชีวิต รวมถึงในเรื่องของมาตรการในเรื่องของการประกันราคา พืชผลทางด้านการเกษตร ซึ่งเป็นสิ่งที่ทางรัฐบาลเองให้ความสําคัญ นอกจากนั้นพี่น้อง ในส่วนที่อยู่ในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ที่เรียกกันว่าเอสเอ็มอี (SME) ประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่ารายได้รับการดูแล โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในเรื่องของมาตรการทางด้านสินเชื่อ มาตรการการส่งเสริมในเรื่องของการ เพิ่มขีดความสามารถในเรื่องของการผลิต รวมถึงในเรื่องของการที่จะมีมาตรการที่จะ ช่วยเหลือให้พี่น้องผู้ประกอบการทางด้านรัฐวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสามารถ ดําเนินการต่อไปได้ ในส่วนที่มีความสําคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือในเรื่องของมาตรการทางด้านการท่องเที่ยว ซึ่งก็ถือว่า เป็นนโยบายที่มีความสําคัญที่ทางรัฐบาลให้ความสําคัญในการที่จะกระตุ้นส่งเสริมการนํา ภูมิปัญญาท้องถิ่น การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม รวมถึงการส่งเสริม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งก็ถือว่าเป็นแนวทางใหม่ที่ทางรัฐบาลเองได้ดึงศักยภาพในเรื่องของ ประวัติศาสตร์ ในเรื่องของศิลปวัฒนธรรมที่ประเทศไทยและพี่น้องประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ในการที่จะส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้เป็น แนวทางในการที่จะส่งเสริมการต่อยอดในเรื่องของมูลค่าของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งในประเด็น เหล่านี้ก็ช่วยทําให้มาตรการในเรื่องของการที่จะส่งเสริมเศรษฐกิจในระยะยาวให้กับ พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ว่าจะอาศัยอยู่ในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสานหรือ แม้แต่ภาคใต้ ซึ่งก็จะประกอบไปด้วยในเรื่องของภูมิปัญญา ในเรื่องของประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมที่มีความเป็นเอกลักษณ์ในพื้นที่นั้น ๆ
ประการที่ ๒ ที่มีความสําคัญที่ผมอยากเรียนท่านประธาน ก็คือการส่งเสริม ขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว นั่นก็คือการพัฒนาคน รัฐบาล ของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เองได้ให้ความสําคัญไม่เฉพาะในเรื่องของมาตรการเรียนฟรี ๑๕ ปี ที่มีลูกหลานของพวกเราประมาณ ๑๒ ล้านคนได้รับโอกาส แต่ว่าส่งเสริมต่อยอด ในเรื่องของการเรียนต่อ ไม่ว่าจะเป็นในระดับอาชีวศึกษา ในเรื่องของการส่งเสริมอาชีพ ในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งผมเชื่อมั่นว่าพี่น้องประชาชนทุกท่านที่มีลูกหลานจะทราบดีว่า การศึกษาเท่านั้นจะเป็นมาตรการที่จะช่วยในเรื่องของการแก้ไขปัญหาความยากจนในระยะยาว ส่งเสริมให้ลูกหลานของเราได้รับการศึกษาที่ดีมีโอกาสในชีวิต มีโอกาสในการประกอบอาชีพ ที่สุจริต และการศึกษาเท่านั้นที่จะส่งเสริมให้เกิดผู้ประกอบการใหม่ ส่งเสริมให้ระบบ เศรษฐกิจของประเทศสามารถที่จะเติบโตบนพื้นฐานของความเข้มแข็งของพี่น้องประชาชน ชาวไทยอย่างแท้จริง นอกจากนั้นในการส่งเสริมในเรื่องของคุณภาพชีวิต ก็จะส่งเสริมในเรื่อง ของมาตรการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทางด้านสวัสดิการสังคม ซึ่งในวันนี้รัฐบาลได้ต่อยอดมาเป็น นโยบายที่เกี่ยวข้องทางด้านการปฏิรูปนโยบายทางด้านประชาวิวัตน์ ที่จะส่งเสริมให้ พี่น้องประชาชนที่ถือว่าประกอบอาชีพอิสระหรือที่เรียกกันว่าแรงงานนอกระบบประมาณกว่า ๒๕ ล้านคน ไม่ว่าจะประกอบอาชีพขับรถวินมอเตอร์ไซค์ ขับรถแท็กซี่ (TAXI) พี่น้องที่ใช้แรงงาน หรือแม้แต่ทํางานกลางคืนได้รับโอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการสังคม ซึ่งตรงนี้ก็เป็นแนวทางที่ทางรัฐบาลส่งเสริมความเข้มแข็งให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งก็รวมถึงในเรื่องของแนวนโยบายที่เกี่ยวข้องกับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ที่มีพี่น้องประชาชนกว่า ๖๒ ล้านคนได้รับการดูแลในเรื่องของการส่งเสริมสุขภาพร่างกาย และจิตใจให้มีความเข้มแข็ง
สุดท้ายที่ผมอยากกราบเรียนท่านประธาน ก็คือแนวทางในเรื่องของการ ส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นสิ่งที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถ ทางการแข่งขันและลดต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของระบบขนส่งมวลชน ในเรื่องของการลดค่าใช้จ่ายทางด้านระบบโลจิสติกส์ (Logistics) แล้วสิ่งที่สําคัญก็คือ การเชื่อมโยงเข้าสู่การเติบโตของประชาคมในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งก็ถือว่าเป็นแนวทางที่มี ความสําคัญที่ทางรัฐบาลได้ริเริ่มผลักดันในกรอบระยะเวลาประมาณ ๕ ปี ตั้งแต่ ปี ๒๕๕๓-๒๕๕๘ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นแนวนโยบายที่รัฐบาลเองส่งเสริมทั้งในเรื่องของการ เพิ่มแหล่งน้ําให้พี่น้องชาวเกษตรกรได้สามารถที่จะเพิ่มผลผลิตทางด้านการเกษตร การส่งเสริมในเรื่องของระบบราง ไม่ว่าจะเป็นรถไฟรางคู่ การส่งเสริมในเรื่องของรถไฟ ความเร็วสูงที่พี่น้องประชาชนเองจะลดระยะเวลาในเรื่องของการเดินทางหรือแม้แต่การ ขนส่งสินค้า แล้วก็ที่สําคัญพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครและเขตปริมณฑล รัฐบาลก็มีแนวนโยบายที่จะเร่งในเรื่องของรถไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อรถไฟสายสีเขียว ของกรุงเทพมหานคร จากสายอ่อนนุชไปถึงสมุทรปราการ จากบริเวณแถวหมอชิตไปถึง สะพานใหม่ รวมถึงรถไฟฟ้าสายสีน้ําเงิน สายสีม่วงซึ่งจะเชื่อมต่อให้กับพี่น้องประชาชน ชาวกรุงเทพมหานครที่ไปอาศัยอยู่ในเขตเมืองนนทบุรีหรือแม้แต่ในเขตฝั่งธนบุรี อันนี้ก็เป็น มาตรการทั้งหมดที่ผมเชื่อมั่นว่าทางรัฐบาลเองเห็นความสําคัญในเรื่องของการที่จะส่งเสริม การพัฒนาคุณภาพชีวิตและการดําเนินชีวิตของพี่น้องประชาชน ผมเชื่อมั่นว่าสิ่งที่รัฐบาล ได้ดําเนินการในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมา หรือได้รายงานในเอกสารที่จ่ายให้กับเพื่อนสมาชิก ก็จะเป็นสิ่งที่รัฐบาลจะได้ต่อยอดในเรื่องของการที่จะส่งเสริมการเพิ่มรายได้ การลดรายจ่าย แล้วก็ที่สําคัญก็คือในเรื่องของปัญหาอาชญากรรมและยาเสพติดซึ่งเป็นสิ่งที่พ่อแม่พี่น้องทุกท่าน อยากเห็นรัฐบาลได้ดําเนินการ ก็เป็นสิ่งที่อยากฝากให้รัฐบาลได้เดินหน้าผลักดันนโยบาย เพื่อประชาชนต่อไป กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ
ต่อไป เชิญท่าน นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ๑๕ นาทีครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้งจังหวัดน่าน ผมต้องกราบขอบพระคุณ พรรคเพื่อไทยในฐานะที่เป็นสมาชิกฝ่ายตรวจสอบที่อนุญาตให้ผมมาทําหน้าที่แทนพี่น้อง ปวงชนชาวไทยตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่จะตรวจสอบควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ของคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นองค์กรบริหารสูงสุดของประเทศนี้ ภายใต้แกนนําของ ท่านนายกรัฐมนตรีที่ชื่อว่า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะลงไป ในรายละเอียดตามรายงาน ตามเอกสารที่ทางคณะรัฐมนตรีส่งให้รัฐสภาหรือ สภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๕ เพราะว่าท่านเองได้แถลงนโยบายว่า จะดําเนินการอะไร เมื่อไร บอกเรื่องและบอกเวลาเอาไว้ รัฐธรรมนูญบังคับ บอกว่า ต้องจัดทํารายงานแสดงผลการดําเนินการ รวมทั้งปัญหาและอุปสรรค เสนอต่อรัฐสภา รัฐธรรมนูญใช้คําสั้นครับ เสนอต่อรัฐสภา เพราะฉะนั้นเป็นสิทธิของรัฐสภาที่จะใช้ดุลยพินิจ ที่จะพิจารณาหรือตั้งข้อสังเกต หรือข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องปวงชนชาวไทย เพราะฉะนั้นการทําหน้าที่ในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ด้วยจิตสํานึกครับ ผมเชื่อว่าทุกท่านทําหน้าที่แทนพี่น้องปวงชนชาวไทยในการที่จะบอกกล่าวกับรัฐบาลว่า สิ่งที่ท่านแถลงเป็นนโยบายแล้วรายงานผลการดําเนินงานตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ตามรัฐธรรมนูญกําหนดไว้ทั้งหมด ๑๑ มาตรานะครับ ๙ นโยบายของท่านมันมีปัญหา อุปสรรคใด สัมฤทธิ์ผลอย่างไร ผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนเป็นอย่างไร นั่นก็เป็นเรื่องหลัก ก็แล้วแต่ว่าสมาชิกแต่ละท่านจะนําเสนอมุมใด อย่างไร แต่ผมถือว่าหน้าที่การตรวจสอบ ถ่วงดุลรัฐบาลเป็นหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาและสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน ทุกคน ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นปัญหาข้อเสนอแนะในสิ่งที่ผมจะนําเรียนก็คือการทําหน้าที่แทนปวงชนชาวไทย ในเอกสารที่คณะรัฐมนตรีได้เสนอต่อสภา ผมเองนําเรียนด้วยความเคารพ ฝากท่านประธาน ไปบอกกล่าวผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบ สิ่งที่น่าจะไม่ถึงพร้อมตามที่รัฐธรรมนูญกําหนด
ประการแรกสุดนะครับ ผมต้องกราบเรียนท่านประธานเลย ดูจากแค่เอกสาร เท่านั้น ยังไม่ต้องดูเนื้องานนะครับ รัฐธรรมนูญเน้นครับ ปัญหาอุปสรรค ท่านประธาน ที่เคารพ เปิดดูทั่วหน้า ตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐและแนวนโยบายที่ท่านทํา ผลงาน ที่ท่านเขียนออกมาพบว่ามีปัญหาอุปสรรคน้อยมากในแต่ละแนวนโยบายเขียนก็เป็นเขียน ในลักษณะที่เป็นนามธรรมจับต้องไม่ได้ ไม่มีประโยชน์ใด ๆ เลยครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานว่าเอกสารนี้ในโอกาสต่อไป ซึ่งรัฐธรรมนูญบอกว่า ปีละ ๑ ครั้ง ก็ฝากรัฐบาลครับ เพื่อให้เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน สมาชิกรัฐสภา จะได้วิพากษ์วิจารณ์ จะได้เสนอแนะท่านถูก ปัญหาอุปสรรคนั่นคือสิ่งสําคัญที่สุด บอกกับพวกเราสิครับว่าท่านมีปัญหาอุปสรรคใด ทําไมทําไม่ได้ เราจะได้รู้ว่ารัฐบาลได้ใส่ใจ อย่างจริงจังกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ แล้วตามสิ่งที่ท่านแถลงเป็นนโยบายไป แล้วท่านเอานโยบายนั้นไปทํางาน นั่นคือสิ่งที่ผมขออนุญาตฝากข้อสังเกตเป็นเรื่องแรกสุด
ท่านประธานครับ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ที่ผมอยากจะสะท้อนเป็นเรื่องแรก ขอสะท้อนจากภาพจริงครับ จากผลกระทบกับพี่น้องประชาชนที่เขาได้รับจริง สัปดาห์นี้ที่ จังหวัดน่านครับท่านประธาน วันจันทร์มีคณะครูที่มีความหวังดีจะต้องไปส่งเพื่อนครูกลับ จังหวัดน่าน ๑๓ ศพครับ ที่บ้านน้ําเกาะ อําเภอสองแคว จังหวัดน่าน รถตกเขา ลึกไป ๑๐๐ เมตร เมื่อเช้านี้ครับ รถตู้ ทุกคนโจษจันบอกเป็นรถของ ส.ส. พรรคเพื่อไทย ทุกคนเป็นห่วงและ โทรศัพท์มาหาผม ผมตรวจสอบกลับไป เป็นรถ ส.ส. พรรคเพื่อไทยที่เคยบริจาคให้กับทาง โรงเรียนครับ มีผู้นําไปใช้ หลงทางไปที่จังหวัดน่าน ไปตกเขาอีกครับ ที่บ้านสาลี่ ตําบลน้ํามวบ อําเภอเวียงสา จังหวัดน่าน โชคดีไม่มีใครตายครับ แต่บาดเจ็บสาหัส ๑ ราย โชคดีที่มีคนไป แค่ ๓ คน นี่ละครับคือสิ่งที่สะท้อนว่าแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในมาตรา ๘๔ แนวนโยบาย ด้านเศรษฐกิจ ที่ท่านเขียนไว้อย่างชัดเจน จะพัฒนาด้านเศรษฐกิจโดยเฉพาะเรื่องระบบขนส่ง ถนนไร้ฝุ่น ถนนทางหลวงแผ่นดิน เพื่อที่จะส่งเสริมความเท่าเทียมการไปมาหาสู่ของพี่น้องปวงชนชาวไทย อํานวยด้านเศรษฐกิจให้กับพี่น้องปวงชนชาวไทย สะท้อนชัด ๆ ครับผมไม่อธิบายมาก ศพ ๑๓ ศพอธิบายแทนครับ นี่อย่างไรครับรัฐบาลก็บอกได้ว่าสําเร็จไปกี่กิโลเมตร ๆ ๗,๐๐๐ กว่ากิโลเมตร ท่านบอกสําเร็จไปครึ่งหนึ่ง แล้วจังหวัดน่านบ้านผมมันคืออะไร พี่น้องประชาชนเขาเดินขบวนครับ ถนนทางหลวงแผ่นดินเชื่อมระหว่างนาน้อยกับเขตแพร่ อยู่ในเขตควบคุมของแขวงการทางแพร่ ผุกร่อนสร้างมากว่า ๒๐ ปีไม่ได้รับการเหลียวแล ทั้ง ๆ ที่เราพยายามติดต่อประสานงานอยู่ตลอด นี่อย่างไรครับคือสิ่งที่ท่านบอกว่าสัมฤทธิ์ผล ถ้าดูตามเอกสารนะครับเป็นสมาชิกเคลิบเคลื้มมาก ทําได้ ๆ ผมดูแล้วนี่ได้ทํามากกว่า ไม่มีผลสัมฤทธิ์ ไม่มีผลประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ถ้าท่านจะบอก ท่านก็ต้องบอกว่าได้ทํานะ อยู่ในช่วงการติดตามประเมินผล อันนี้ผมจะไม่ว่าอะไรครับ เพราะเรารู้กัน ระยะเวลาแค่ ๑ ปีนี่ ๓๐ ธันวาคม ถึง ๓๑ ธันวาคม ปี ๒๕๕๒ มันอาจจะไม่สัมฤทธิ์ทุกอย่าง แต่ท่าน มาบอกว่าทําได้ ๆ โดยเฉพาะสิ่งที่ท่านบอกได้เก่งที่สุดคือบอกตามป้ายครับ มีป้ายขึ้นทุกที่ ทุกแห่งที่ท่านบอกว่าทําได้ แต่ข้อเท็จจริงได้ทํา แล้วก็ทําไม่ได้สําเร็จด้วย บางครั้งเหมือนกับ ปรุงอาหารครับ ท่านได้โขลกน้ําพริก ท่านได้เด็ดผักใส่ ท่านบอกได้ทําแล้ว ก็ไม่ว่าครับ นี่คือการทําอาหาร แต่ท่านยังไม่ได้แกงเลยครับ คนจะกินก็ยังไม่ได้กิน นี่เปรียบเทียบง่าย ๆ ท่านประธานครับ นี่เป็นเรื่องแรกที่ผมสะท้อนในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในมาตรา ที่เกี่ยวด้วยกับด้านเศรษฐกิจนะครับ ระบบขนส่ง
อีกเรื่องเดียวครับ ทางด้านเศรษฐกิจนี่ผมยกเป็นพิธี ที่จะเป็นปัญหาอุปสรรค สะท้อนให้เพื่อนสมาชิกอภิปรายเยอะ แล้วก็มีเพื่อนสมาชิกที่เตรียมเรื่องนี้โดยเฉพาะ คือโครงการประกันรายได้ที่รัฐบาลพยายามจะบอกกับพวกเราตลอดเวลาว่าเป็นโครงการที่ ภาคภูมิใจที่สุด ท่านประธานครับ ผมก็ดีใจกับพี่น้องเกษตรกรถ้าเขามีรายได้จริง แต่ปีนี้ รัฐบาลไม่เสียเงินแม้แต่บาทเดียว เพราะอะไรครับ เพราะราคาพืชผลการเกษตรเหล่านั้นมันดี จะดีเพราะฝีมือรัฐบาล ผมไม่รู้ แต่ว่าภัยธรรมชาติสิ่งที่กระทบกับความเป็นอยู่พี่น้องประชาชน ข้าวโพดปลูก ๓ ครั้งนะครับ ถึงจะมีโอกาสได้งอกเงยขึ้นมา ภัยแล้งครับ ขอชดเชยภัยแล้ง ผมกราบขอบคุณคณะรัฐมนตรีอนุมัติตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคมครับ แต่เงินยังไม่ได้ถึงมือ ชาวบ้านครับท่านประธาน นี่คืออะไรครับ นี่คือความล่าช้าและล้มเหลวของเชิงการนํา นโยบายสู่การปฏิบัติ เป็นหน้าที่ของใครครับ คณะรัฐบาลครับ รัฐมนตรี แล้วก็แขนขาของ รัฐบาลที่นํานโยบายสู่การปฏิบัติ จะให้ผมชื่นชมคงไม่ได้ครับ อันนี้คือเรื่องจริง ท่านประธาน ที่เคารพครับ สิ่งต่อไปที่ผมอยากจะเรียนสะท้อนเกี่ยวกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในมาตรา ๘๐ เกี่ยวกับด้านสังคมและวัฒนธรรม การศึกษา การสาธารณสุข เอาตัวอย่าง ง่าย ๆ ครับ ที่รัฐบาลเองภาคภูมิใจ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจําตําบล จริง ๆ ผมก็ ไม่อยากพูดเรื่องนี้มากเท่าไร แต่ว่าฐานะที่เป็นแพทย์ สะท้อนครับ ช่วงที่เขารัฐประหาร ผมอาสาสมัครไปเป็นแพทย์อยู่ที่สถานีอนามัย ท่านยกเลิกโครงการเหล่านั้นหมด ตั้งใหม่ครับ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจําตําบล มีป้ายครับ สวยงามครับ งบประมาณ ที่ให้ไปแห่งละ ๘๐๐,๐๐๐ บาทนี่ทําป้าย ทําอาคารสถานที่ แต่ส่งเสริมคุณภาพ ถ้าดูตาม เจตนารมณ์ของบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ท่านบอกว่าต้องจัดระบบบริการให้ได้คุณภาพ มาตรฐาน ชาวบ้านดีใจมากครับ บอกได้โรงพยาบาล โรงพยาบาลความหมายมันบอกชัดครับ ได้โรงพยาบาลกลับไปปุ๊บ ความคาดหวังก็คือต้องเจอคุณหมอ กลับไป บ่เอา ชาวบ้านผมพูด อย่างนั้นครับ ต้องขออนุญาตใช้ภาษาถิ่น เพราะหมอก็คือหมอคนเดิม พยาบาลก็พยาบาล คนเดิม ท่านไม่ได้ใส่ใจที่จะพัฒนาเรื่องคุณภาพ เรื่องคนเลย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมสะท้อนก็คือ ปัญหาและอุปสรรคที่ท่านสร้างความคาดหวังให้กับพี่น้องประชาชนบนพื้นฐานที่ให้เกิด ความแตกแยกกับผู้ให้บริการด้านการแพทย์ การสาธารณสุข ท่านประธานครับเรื่องนี้ นี่ท่านภูมิใจมากทําไป ๑,๐๐๐ แห่ง แล้วจะทําครบทุกแห่งในปี ๒๕๕๕ นี่คือสิ่งที่เป็นภาพสะท้อนในการนํานโยบายสู่การปฏิบัติเช่นกัน ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๗๘ แนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เขียนกว้างมาก ผมจะเอาสภาพจริง มายกตัวอย่างให้ท่านประธาน ฝากไปยังคณะรัฐมนตรีในฐานะเป็นองค์กรบริหารสูงสุดครับ ใน (๓) กระจายอํานาจให้องค์กรปกครองสู่ท้องถิ่น สิ่งที่สมาชิกโดยเฉพาะรัฐสภาแห่งนี้ สภาแห่งนี้ได้พบเจอในปี ๒๕๕๒ งบประมาณที่ผ่านการจัดสรรของรัฐสภา ผ่านอนุมัติ ของรัฐสภาลงสู่พื้นที่ปรากฏว่าถูกปรับเปลี่ยนโครงการทั้งหมด ทุกท่านทราบกันดี ท่านนายกรัฐมนตรีเองก็ทราบดีเพราะมีเพื่อนสมาชิก มีพี่น้องประชาชนสะท้อนปัญหาไป นั่นคืออะไรครับ นั่นคือท่านไม่ได้เข้าใจ ไม่เข้าถึงเรื่องของสิ่งที่ท่านเขียนในหนังสือเล่มนี้เลย ที่จะกระจายอํานาจให้เขา แต่ท่านกระจายแล้วท่านตามไปล้วงอํานาจ งบอุดหนุนทั่วไป ที่จัดสรรให้ พอมีโครงการไทยเข้มแข็งมา ผลพวง ท่านก็เอาโครงการไทยเข้มแข็งไปทดแทนให้ ที่ละล้านสองล้านบาท ตามสภาพขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ แล้วทําอย่างไรครับ บอกว่าเงินอุดหนุนงวดต่อไปขอคืน คืออะไรท่านประธานครับ นั่นคือตัดความเป็นอิสระของ ท้องถิ่นในการที่จะบริหารจัดการด้วยเงินของเขาเอง เขาคิดแผนงานโครงการไว้เรียบร้อย ทั้งหมด พอดึงเขาคืน ถามว่าแผนงานโครงการเหล่านั้นเขาจะเอาเงินที่ไหนไปทํา เอาแผนงาน โครงการไทยเข้มแข็งไปใส่แทนได้ไหม ไม่ได้ครับท่านประธานครับ เพราะแผนงานโครงการ ไทยเข้มแข็งระบุโครงการเป้าหมายไว้ชัดเจน และที่สําคัญผมก็ไม่แน่ใจว่าทําไมเอาแผนงาน โครงการไทยเข้มแข็งใส่ไปทั่วประเทศ บางแห่งเขาบอกว่าเอาแผนงานโครงการไทยเข้มแข็ง ใส่มาแล้วลงตามมาเก็บได้ ไม่ใช่เก็บดอกเก็บผลนะครับท่านประธานครับ เก็บประโยชน์เข้าสู่ ตัวเอง เรื่องพวกนี้มันเป็นเรื่องที่ผมบอกว่า นี่ละครับคือภาพสะท้อนที่พี่น้องประชาชนเขาบอก ผมไม่เอางานวิจัยที่ไหนมาบอกหรอกท่านประธาน นี่คือเรื่องจริงที่มันเกิดขึ้นในพื้นที่ สะท้อนอย่างนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพ สิ่งที่ผมต้องการบอกกับท่านประธาน ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ที่รัฐบาลได้แถลงต่อรัฐสภาเป็นนโยบายและนําสู่การทํางาน และแจ้งมาในเอกสารเล่มนี้ ความภาคภูมิใจของท่าน เรื่องของการส่งเสริมการสนับสนุน ความรู้รักสามัคคี ใน (๖) ท่านประธานครับ ตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามา ผมเองกราบเรียน ด้วยความเคารพครับ พื้นฐานสังคมเกิดความระส่ําระสาย แตกแยก วุ่นวาย เพราะอะไรครับ เพราะท่านคิดไม่รอบด้าน สิ่งที่ท่านคิด คิดเพียงแต่จะเอาในสิ่งที่ท่านทําได้ ผมยกตัวอย่าง ง่าย ๆ ครับ สังคมแตกแยกจากอะไร จากการให้ค่าตอบแทน การปรับเงินเดือน เอาตัวอย่าง ง่าย ๆ นี่ครับ ผมดีใจครับที่พี่น้อง อสม. ผู้สูงอายุ ผู้พิการ เขาได้รับค่าตอบแทน เพราะว่า เป็นฐานรากที่สําคัญที่สุดในการทํางานในชุมชน ในระดับหมู่บ้าน แต่สิ่งที่พี่น้อง อสม. ต้องรับค่าตอบแทนด้วยความรันทดก็คือว่าถูกคนอีกกลุ่มใหญ่ตั้งข้อรังเกียจ ประเด็นการอุทิศตัว การมีส่วนร่วมกับชุมชนมองหน้ากันไม่ติด ประธานแม่บ้านที่ไม่เป็น อสม. มอง อสม. ก็ไม่ติด นี่อย่างไรครับ คือสิ่งที่ท่านคิดไม่รอบด้าน คิดจะขึ้นเงินเดือนให้กับกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน คิดจะขึ้นเงินเดือนให้กับทางท้องถิ่น เขาถามว่าเลขานุการ อบต. ทําไมเงินเดือนแค่ ๔๖ บาท ทําไมไม่ขึ้น ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันครับว่าสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้คิด คิดเพื่อคนส่วนใหญ่หรือเปล่า หรือคิดเพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่เพียงหวังว่าเขาจะช่วยท่านในเรื่องคะแนนเสียง ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนเป็นปัญหาอุปสรรคใหญ่ในเรื่องของสังคมแตกแยก ผมยกตัวอย่างครับ ในพื้นที่ผมมีเยอะ ภาคเหนือมีเยอะครับ คือผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ฝ่ายความมั่นคง รัฐบาลเองไปทําให้เขาแตกความรักความสมัครสมานสามัคคี มอบเงิน ๒๕,๐๐๐ บาทต่อครอบครัว ให้กับผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยที่มีคุณสมบัติ วันที่ ๑๔ มีนาคมครับ ท่านเตรียมรับไว้เลยครับจะมีคนกลุ่มใหญ่ที่เป็นทหารผ่านศึกทั่วประเทศ มาพบท่านที่นี่ครับ ไม่ลานพระบรมรูปทรงม้าก็หน้าทําเนียบรัฐบาล ไม่หน้าทําเนียบรัฐบาล ก็หน้ารัฐสภา พวกผมช่วงนี้ต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ เป็นสมาชิกสภา ผู้ทรงเกียรติ ตัวแทนปวงชนชาวไทยที่ไร้เกียรติที่สุดครับ เพราะเวลาเข้ารัฐสภาต้องอ้อมไป ด้านหลังครับ ด้านหน้าถูกปิดกั้นขังคอกหมด บ้านผมเรียกขังคอก มีเกียรติตรงไหน ท่านประธานครับ ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์หายหมดครับ อย่าว่าแต่ผู้แทนที่ทรงเกียรติเลย เงินเดือนที่ให้คนอีกกลุ่มหนึ่งที่รอหวังมากครับ เพราะเขาไม่ได้รับการเหลียวแล ข้าราชการ บํานาญครับ นี่คือความคิดไม่รอบด้านของท่าน แทนที่ท่านจะทํานโยบายตามแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐ ทําผลงานให้เป็นที่ถูกใจ เป็นที่ชอบใจของคนส่วนใหญ่ทั่วประเทศ ท่านกลับไปทําลายคนกลุ่มหนึ่ง ส่งเสริมคนกลุ่มหนึ่งทําให้สังคมแตกแยก ท่านไม่ต้องถาม แล้วมันเกิดจากอะไร ประเทศไทยรบประเทศเขมรเกิดจากอะไรไม่ต้องถามครับ เกิดจาก การกระทําของผู้คนในบ้านนี้เมืองนี้ทั้งนั้น ด้วยความเคารพท่านประธาน ผมเองตามที่ท่าน เสนอผลงานตรงนี้เข้ามาให้เสนอต่อรัฐสภา ในฐานะที่เป็นตัวแทนปวงชนชาวไทย ผมสรุป ตรงนี้เลยครับว่าสิ่งที่ท่านตรงนี้ท่านทําได้ทุกอย่างครับ แต่ได้แค่พูดว่าได้ทํา ๒. มีป้ายขึ้นทุกที่ ว่าได้ทํา ๓. บางอย่างทําครึ่ง ๆ กลาง ๆ แล้วสุดท้ายครับไม่มีผลสัมฤทธิ์ ไม่มีประโยชน์อันใด ที่พี่น้องประชาชนส่วนใหญ่เขาที่จะรับได้ เขาทนครับ เขารอที่จะบอกท่านในวันเลือกตั้ง วันนั้นก็มาดูกัน ขอบคุณท่านประธานครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีถาวรครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ขอชี้แจงเพิ่มเติมจากการที่ได้ชี้แจงเป็นเอกสารรายงานเกี่ยวกับนโยบายความมั่นคงของรัฐ จากการที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายสอบถามเพิ่มเติมถึงการแก้ไขปัญหา สถานการณ์ความรุนแรง ในภาคใต้ ขอกราบเรียนท่านประธานว่าการแก้ไขปัญหาภาคใต้นั้นต้องยืนอยู่บนพื้นฐานของ การยอมรับความเป็นจริง รัฐบาลนี้เคยได้แถลงนโยบายเอาไว้ว่าเราจะจัดตั้งองค์กรถาวรด้วย การยกร่างกฎหมาย เสนอกฎหมายภายใน ๙๙ วัน ไม่ใช่แก้ไขปัญหาความไม่สงบเรียบร้อย ของภาคใต้ให้เกิดสันติสุขภายใน ๙๙ วัน ขอทําความเข้าใจอีกีครั้งหนึ่ง ท่านก็พยายามพูด ซึ่งผมมั่นใจว่าท่านพูดด้วยข้อเท็จจริงที่คลาดเคลื่อนจากคําแถลงนโยบายของรัฐบาล ท่านประธานครับ สถานการณ์ภาคใต้เป็นสถานการณ์ที่วิวัฒนาการมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ และ มารุนแรงอย่างเด่นชัดในปี ๒๕๔๗ ต้องยอมรับความจริงว่าในยุคนั้นเกิดความผิดพลาดในเชิง นโยบายจนส่งผลให้เกิดเหตุร้ายเหตุรุนแรงพี่น้องประชาชนล้มตาย ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ คนอย่าง ที่เห็นอยู่แล้ว ท่านผู้อภิปรายทราบดี ๔-๕ ท่านที่อภิปรายเกี่ยวกับเรื่องนี้ ความผิดพลาดก็ เกิดขึ้นในยุคที่ท่านผู้อภิปราย ท่านผู้ทําหน้าที่อภิปราย ท่านสังกัดพรรคที่ก่อให้เกิดความ รุนแรง ความเสียหายในยุคนั้น ไม่ใช่เป็นการปัดผลักภาระ แต่เมื่อเรามาเป็นรัฐบาล สิ่งตกค้าง ที่รัฐบาลชุดนั้น ซึ่งท่านเป็นสมาชิกอยู่ทําขึ้นเราก็ต้องมาแก้ไขเราปัดไม่ได้หรอกครับ เปรียบเสมือนแก้วที่แตกแล้วหรือร้าวแล้ว การที่จะประสานให้ดีขึ้นต้องใช้เวลา ท่านสอบถาม เรื่องนี้ด้วยความห่วงใย พวกผมก็ห่วงใยเหมือนกับท่าน เรามาแสวงหาวิธีการแก้ไขปัญหา ด้วยกัน ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านไม่ได้ถามถึงเรื่องของการพัฒนาว่าชีวิตของพี่น้อง ประชาชนกินดีอยู่ดีขึ้นหรือไม่ แสดงว่าท่านคงจะพอใจในระดับหนึ่ง ท่านไม่ได้พูดถึงเรื่องอื่น ยกเว้นท่านพูดถึงเรื่องของความไม่สงบและความมั่นคงของรัฐ โดยเฉพาะเน้นไปตั้งแต่เรื่อง ของการถูกปล้นปืนที่กองร้อยและมีการวางระเบิดบ่อยครั้งในช่วงต้นปีนี้ รวมถึงการซุ่มยิงพี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ รวมทั้งครูหรือบุคคลบางกลุ่มที่เป็นบุคคล กลุ่มเป้าหมาย ผมขอกราบเรียนท่านประธานว่าสําหรับการปล้นปืนที่เกิดขึ้นนั้น คราวที่ผม ตอบกระทู้ถามสด ไม่ใช่ผมเบี่ยงเบนประเด็น แต่ผมตอบในเชิงของการเปรียบเทียบ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน ๒ ยุค ๒ สมัย ให้เห็นว่าจากรุนแรงในระดับกองพัน มารุนแรงลดลง ในเรื่องของในระดับกองร้อย แต่ถามว่าท่านและผมพอใจการแก้ไขหรือไม่ ไม่พอใจครับ ท่านห่วงใย ผมห่วงใย จึงขอกราบเรียนท่านประธานเพื่อทราบนะครับ หลังจากถูกปล้นปืน เมื่อไม่กี่วันมานี้ ทางฝ่ายทหารซึ่งดูแลงานด้านความมั่นคงท่านก็ได้ติดตาม ตรวจสอบ ค้นหา ความจริงถึงคนร้าย ได้ออกหมายจับ และมีการปรับแผน ปิดล้อม ตรวจค้น จํากัดเสรี การเคลื่อนไหวของผู้ก่อความไม่สงบ เชิญตัวบุคคลมาซักถามเพื่อที่จะดําเนินการแก้ไขปัญหา
ประการถัดไปครับท่านประธานครับ แล้วเราจะยืนอยู่บนพื้นฐานของ ความเป็นจริงของการแก้ไขปัญหาอย่างไร ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีกําชับให้ผมลงไปพื้นที่ เพื่อสร้างความเข้าใจ การเข้าถึงปัญหากับพี่น้องประชาชนทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ ๑ ครั้ง ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง เมื่อช่วงเช้านายกรัฐมนตรีได้มีบัญชาให้เลขาธิการ ศอ.บต. ผู้บัญชาการ ตํารวจภูธรส่วนหน้า ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมารับข้อสั่งการในการแก้ไข ปัญหาเพื่อปรับแผนให้ทันสมัย รู้เท่าทันและสามารถปกป้องความปลอดภัยให้กับพี่น้อง ประชาชน ท่านได้สั่งการให้ ผบ.ทบ. ลงไปเมื่อวานนี้ ท่านได้สั่งการให้แม่ทัพภาค ๔ ปรับแผนเพื่อแก้ไขปัญหาให้ความปลอดภัย ให้เกิดความมั่นใจกับพี่น้องประชาชน สําหรับ สิ่งที่รัฐบาลนี้พยายามทําจนกระทั่งทุกสิ่งทุกอย่างดีขึ้นในระดับหนึ่งแต่เรายังไม่พอใจนั้น ถามว่าเราทําอย่างไร แผนด้านความปลอดภัยนั้น สิ่งแรกเรารุกในด้านมวลชนครับ ท่านประธานครับ นั่นคือการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของมวลชนในพื้นที่ที่เกิดความไม่สงบ ให้พี่น้องประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทุก ๆ รูปแบบ ไม่ว่ามวลชนนั้นจะสังกัดหน่วยงานใด ก็ตาม หรือพี่น้องประชาชนนับถือศาสนาใดและอาชีพใดก็ตาม
ประการถัดไปคือการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนเพื่อป้องกันตนเอง อย่างเช่น กรณีที่อําเภอแม่ลาน เมื่อพี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมและมีความเข้มแข็งในการ ป้องกันชุมชนของท่านเหล่านั้นแล้ว เราก็ยกเลิกกฎหมายฉุกเฉิน ใช้กฎหมายรักษาความมั่นคง ภายใน จากวันนั้นถึงวันนี้ยังไม่เกิดเหตุร้ายเลย ทีนี้แนวทางในการทํางานก็คือ การเสริมสร้าง ความเข้มแข็งให้กับชุมชนด้วยการพัฒนาศักยภาพของชุดรักษาความปลอดภัยในหมู่บ้าน หรืออาสาสมัครรักษาความปลอดภัยในหมู่บ้านที่เรียกว่า ชรบ. หรือ อรบ. จัดวิทยุสื่อสาร หาเครื่องกีดขวางเพื่อที่จะให้พี่น้องเรานั้นรักษาความปลอดภัยในชุมชนของพี่น้องเอง การสร้างความตระหนักของพลังมวลชนให้ต่อต้าน ให้มีความรู้สึกสํานึกว่าทุกคนจะต้องมี หน้าที่ในการรักษาความปลอดภัยในชุมชนของเขา ส่งเสริมให้มีประกาศเจตนารมณ์ ที่ไม่เห็นด้วยกับการก่อความไม่สงบทุกรูปแบบ การจัดระเบียบชุมชนเพื่อควบคุมบุคคล อาวุธ ยานพาหนะในพื้นที่ที่มีสถานการณ์รุนแรงและรุกราน นี่คือสิ่งที่เราพยายามทํา นอกจากนั้นจัดตั้งชมรมเครือข่ายมวลชนสันติสุขขึ้น เช่น ชมรมที่เกี่ยวข้องกับใช้เครื่องมือ สื่อสารตาสับปะรด วิทยุเครื่องดํา เครื่องแดง ชมรมรักบางนรา และอีกหลาย ๆ ชมรมที่ พี่น้องประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม การจัดรวมพลังมวลชนต่อต้านการก่อความไม่สงบ ผมเพิ่งจัดมวลชนเดินสวนสนามเนื่องในวัน อ.ส. เมื่อวันที่ ๑๐ ที่ผ่านมา แต่ละจังหวัด มีการรวมพลังประชาชนได้ไม่ต่ํากว่าหมื่นคน ท่านประธานครับ นี่คือเป็นการสร้างจิตสํานึก และต่อต้านความไม่สงบ ถัดไป เรารุกในด้านพื้นที่ ใช้มาตรกรเชิงรุกเพื่อปรับพื้นที่สี ในหมู่บ้านที่ท่านเคยจัดไว้ว่านี่คือสีแดง นี่คือสีอะไร เราปรับพื้นที่แล้วก็รุกในเชิงพื้นที่ให้ พี่น้องประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ถัดไปครับ ควบคุมพื้นที่ด้วยการจัดตั้งจุดตรวจ จุดสกัดและจุดตรวจสอบ เมื่อ ๒ วันที่ผ่านมาหลังจาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีเห็นด้วยกับข้อเสนอของผม ให้ตํารวจ เข้ามาควบคุมในเมือง และการจัดตั้งจุดตรวจนั้นตํารวจผู้มีความเชี่ยวชาญในการสังเกตคนร้าย เชี่ยวชาญในเรื่องของการใช้ประมวลวิธีพิจารณาความอาญา ในเรื่องของการสืบสวนสอบสวน เราสามารถจับวัตถุระเบิดสามารถจับยาเสพติดได้เป็นหมื่น ๆ เม็ด นั่นก็เป็นสิ่งพิสูจน์ว่า เรามาถูกทาง ถัดไปครับ เราให้มวลชนฝ่ายเราเช่น ชรบ. อรบ. เข้าไปมีส่วนร่วมในการ รักษาความปลอดภัยในหมู่บ้านให้มากขึ้น กําลังจะลดกําลังทหารเมื่อหมดความจําป็น เพราะเรารู้ว่าชายแดนของบ้านเราในบางภูมิภาคนั้นมีความจําเป็นที่จะต้องเอาพี่น้องทหารหาญ ไปใช้รักษาราชอาณาจักรและอธิปไตยของเรา นอกจากนั้นการบูรณาการในการจัดกําลัง ในการจัดคุ้มครองของชุดตําบลขึ้นมา แบ่งพื้นที่รับผิดชอบในการกํากับดูแล ให้กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน อส. จัดให้มีแผน รปภ. สถานที่และรวมทั้งบุคคล ควบคุม การจัดทําทะเบียนในเรื่องของการใช้โทรศัพท์มือถือที่เรียกว่าซิมการ์ด (Sim card) หรือ โทรศัพท์เคลื่อนที่ เพราะเกิดเหตุทุกครั้งจะใช้โทรศัพท์มือถือในการจุดชนวนระเบิด รวมทั้ง การใช้วิทยุในการส่งสัญญาณอื่น ๆ ส่วนการรุกในด้านบุคคลนั้น เราได้จัดทําบัญชีเครือข่าย กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่และให้เป็นปัจจุบันเสมอ เมื่อได้เครือข่ายคนที่ก่อความไม่สงบ เราก็ปิดล้อม ตรวจค้น นําไปสู่การจับกุม และถ้าสามารถที่จะทําให้พี่น้องเรานั้นเปลี่ยน ความคิดความเชื่อได้ก็เอาเขาเหล่านั้นมาทําหน้าที่ในการเข้าฝึกอบรม โดยใช้ พ.ร.บ. รักษาความมั่นคงภายใน การดําเนินการตาม พ.ร.ก. ก็ยังคงมีความจําเป็น อย่างเช่นเกิดเหตุ ที่จังหวัดยะลาเมื่อ ๒ ครั้งที่ผ่านมาเร็ว ๆ นี้นะครับก็เชิญบุคคลที่ส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาซักถาม เพื่อขอความร่วมมือในการชี้เบาะแสของคนร้าย นอกจากนั้นติดตามพฤติกรรมบุคคลที่เป็น บุคคลเป้าหมายในการไปก่อความไม่สงบสุขขึ้น ส่วนในเรื่องของการรุกทางด้านเทคโนโลยีนั้น ขณะนี้ซีซีทีวี (CCTV) ซึ่งกระทรวงมหาดไทยกําลังติดตั้งนั้น เดิมทีได้มีการประมูลการจัดจ้างขึ้น ในยุคของ ฯพณฯ พลเอก สุรยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี แต่เนื่องจากบริษัททํางานไปไม่ได้ เมื่อมีการจัดจ้างใหม่เมื่อปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา จะแล้วเสร็จภายใน ๑ ปี แต่หลังจาก ตามที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้กําชับ ฯพณฯ กําชับเสร็จแล้วทางฝ่ายเลขาธิการ ศอ.บต. บอกว่าจะเสร็จภายใน ๕ เดือน ๖ เดือนนี้ แล้วก็จะใช้ให้เกิดประโยชน์เพื่อที่จะนําเอาซีซีทีวี มาเก็บข้อมูลหลักฐานพยานในการติดตามจับกุมคนร้าย นอกจากนั้นครับเราจะใช้เครื่องมือ ตัดสัญญาณโทรศัพท์เพื่อระงับเหตุไม่ให้ก่อเหตุร้ายเหตุรุนแรง รวมทั้งการตัดสัญญาณ เกี่ยวกับวิทยุคลื่นต่าง ๆ เพื่อที่จะสกัดกั้นไม่ให้ก่อเหตุร้ายเหตุรุนแรงครับ การวางกําลัง ในพื้นที่ครับท่านประธาน พื้นที่ช่วงชิง ใช้กองกําลังประจําถิ่นนั่นคือ อส. จะเข้าไปทําหน้าที่ และพื้นที่ป้องกัน ก็จะใช้ทหารหลักในการทําหน้าที่ การใช้ อส. พิทักษ์เมือง เราใช้ อส. เมืองละ ๒๔๐ คนที่ทางสภาผู้แทนราษฎรได้อนุมัติเงินงบประมาณไปเพื่อให้พี่น้อง อส. ได้ทําหน้าที่ นอกจากนั้นการเปิดโอกาสให้ข้าราชการที่ทําหน้าที่ด้านความมั่นคงไปดูแลพื้นที่ เป้าหมาย และกลุ่มคนเป้าหมายอย่างใกล้ชิด ท่านประธานครับ เพื่อให้เกิดความ มีประสิทธิภาพในการทํางานเราจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการระดับอําเภอในเรื่องของการพัฒนาและ แก้ไขปัญหาเรื่องของความไม่สงบ ทุกเรื่องจะต้องให้นายอําเภอได้รับทราบเพื่อติดตาม ประสานงานบูรณาการในการแก้ไขปัญหา การจัดตั้งด่านตรวจให้เกิดเอกภาพ สํานักงาน ของผมตั้งอยู่ที่จังหวัดยะลา เรียกว่า สํานักงานส่วนหน้า ผมจะต้องลงไปทํางานที่นั่นทุก ๆ สัปดาห์ การจัดรายการทีวีเพื่อที่จะให้พี่น้องประชาชนโทรศัพท์ร้องเรียนร้องทุกข์เข้ามา รวมทั้งการเปิดสายโทรศัพท์ ๑๘๘๐ เปิดตู้ ปณ. และมีศูนย์ดํารงธรรม ทั้งหลายทั้งปวง เหล่านี้เราพยายามที่จะแก้ไขปัญหาให้เกิดสันติสุขขึ้นมาให้ได้ ท่านทั้งหลายคงจะไม่พอใจ ในการเกิดเหตุในแต่ละครั้ง ผมก็ไม่พอใจ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีก็ไม่พอใจ อยากให้มันสิ้นสุด อยากให้เกิดความสงบสุขเกิดสันติภาพขึ้นมาเร็ว ๆ แต่การเปลี่ยนความคิดความเชื่อของ กลุ่มบุคคลในการที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองหรือแบ่งแยกดินแดนนั้น ยากครับ ช่วยเสนอ ความคิดเห็นผ่านเข้ามาเถอะครับผมพร้อมที่จะเปิดใจกว้างรับฟังแล้วก็นําไปสู่การแก้ไขปัญหา
ส่วนอีกท่านหนึ่งที่พูดถึงเรื่องของการแต่งตั้งโยกย้ายมีการซื้อขายตําแหน่ง ช่วยบอกครับอย่าพูดลอย ๆ กระทรวงมหาดไทยส่วนไหน แล้วจะได้นําไปสู่การป้องกัน ปราบปรามในเรื่องของการทุจริต หรือการใช้ระบบอุปถัมภ์ที่ไม่มีระบบคุณธรรมเข้ามา จะทําให้ข้าราชการเสียกําลังใจ นอกจากนั้นท่านบอกว่าการซื้อขายอาวุธใช้วิธีพิเศษ ไม่ได้นะครับ ใช้ระบบจีทูจี (G to G) ถ้าสิ่งไหนที่จําเป็นต้องใช้วิธีพิเศษบ้าง ถ้าเกิดการทุจริต ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีสั่งเป็นกฎเหล็ก ต้องการที่จะปราบปราม ท่านให้ความร่วมมือ พวกผมเถอะครับ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการหรือนักการเมืองด้วยกัน เราพร้อมจะแก้ไขปัญหา ในเรื่องของการทุจริต
ส่วนเรื่องยาเสพติดนั้น รัฐบาลนี้ได้ใช้นโยบาย ๕ รั้วป้องกัน ตั้งแต่รั้วชายแดน จนถึงรั้วครอบครัวและรั้วโรงเรียน กลุ่มเป้าหมายสุ่มเสี่ยงเราส่งคนเข้าไปทํางาน การบําบัดรักษาด้วยการบังคับและด้วยความสมัครใจควบคู่กันไป คลีน แอนด์ ซีน (Clean and Seen) นั่นคือกวาดล้าง ปิดล้อม รวมทั้งป้องกันไม่ให้เข้ามาอีก ดังนั้นการที่เราจับผู้ค้า ยาเสพติดรายใหญ่เป็นแสน ๆ ราย เป็นร้อย ๆ ล้าน นั่นคือนโยบายของรัฐบาล เพียงแต่ นโยบายของเราไม่มีการฆ่าตัดตอน เพราะเราเห็นว่าการใช้นโยบายฆ่าตัดตอนนั้นจะส่งผลให้ ผู้บริสุทธิ์บางคนต้องสูญเสีย หรือไม่สามารถที่จะนําไปสู่การสืบค้นหาบุคคลที่เป็นต้นตอของ ผู้ทําความผิดเรื่องยาเสพติด ทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านอภิปราย ถ้าสิ่งไหนที่เป็นเชิงบวกผมพร้อม ที่จะนําไปสู่การปฏิบัติ แต่สิ่งไหนที่ท่านยังเข้าใจคลาดเคลื่อนผมขอชี้แจง ผมขอกราบ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอีกท่านหนึ่งนะครับ แล้วเดี๋ยวจะให้ท่านสมาชิก อภิปราย เชิญครับ
ขอบคุณ ท่านประธานครับ กระผม นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ขอใช้ เวลาของสภา ๓-๔ นาทีเท่านั้นเองนะครับ
ประเด็นแรกก็ขอกราบเรียนชี้แจงกรณีการไล่ล่าพันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ขอกราบเรียนดังนี้ครับว่ากระทรวงการต่างประเทศมิได้ปฏิบัติต่อกรณีของท่าน พันตํารวจโท ทักษิณ เป็นกรณีพิเศษแต่อย่างใด การดําเนินการทั้งหมดเป็นการดําเนินการร่วมกับ หน่วยงานด้านยุติธรรมของไทย โดยกระทรวงการต่างประเทศในฐานะผู้แทนของรัฐบาลไทย ในต่างประเทศได้ให้ความร่วมมือในการดําเนินการต่าง ๆ ในกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นการดําเนินการตามปกติเพื่อให้เป็นไปตามคําพิพากษาของศาลคู่ขนานกันไปนั้น วัน ๆ หนึ่งในช่วงปี ๒๕๕๒ นั้นเราก็มีงานอื่น ๆ อีกมากมายนะครับ แล้วก็ดําเนินการ อย่างไม่ลดละ
สําหรับกรณีความสัมพันธ์กับต่างประเทศนั้น ก็ขอเรียนว่าในปี ๒๕๕๒ เราได้มีการประชุมพบปะในกรอบของคณะกรรมาธิการร่วม การปรึกษาหารือทางการเมือง กับประเทศต่าง ๆ มากมาย อาทิเช่นกับประเทศลาว ประเทศออสเตรีย ประเทศนิวซีแลนด์ ประเทศกัมพูชา ประเทศมาเลเซีย ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลีใต้ ประเทศจีน แล้วก็ ประเทศรัสเซีย ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น ส่วนกรณีกับประเทศเพื่อนบ้าน ก็ขอกราบเรียนว่า ในปี ๒๕๕๒ ประเทศไทยเป็นประธานอาเซียน แล้วเราก็ได้ขับเคลื่อนการรวมตัวของอาเซียน ให้คืบหน้ามีความสําเร็จเป็นที่ชื่นชมกับมิตรประเทศทั้งหลายนะครับ โดยเฉพาะข้อเสนอของเรา ซึ่งบัดนี้ได้มาเป็นโครงการอันสําคัญของอาเซียน คือโครงการการเชื่อมโยงสร้างถนนหนทาง ระบบการไฟฟ้า ไอซีที การสร้างสะพานข้ามแม่น้ําโขงต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น แล้วนอกจากนั้นแล้ว ในช่วงที่เราเป็นประธานอาเซียนเราก็สามารถขับเคลื่อนให้มีการส่งเสริมความเป็น ประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการจัดตั้งคณะกรรมาธิการทางด้านสิทธิมนุษยชน ของอาเซียน สําหรับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ก็ขอเรียนว่าในปี ๒๕๕๒ นั้น การลงทุนของไทยในประเทศเพื่อนบ้านก็ ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ประเทศไทยเป็นประเทศ ที่ผู้ให้ความช่วยเหลือพัฒนาประเทศเพื่อนบ้าน ในปี ๒๕๕๒ เราได้ให้ความช่วยเหลือไป มูลค่า ๒๐๙ ล้านบาท แล้วถ้าเผื่อทางรัฐสภาอนุมัติงบประมาณเพื่อการนี้เพิ่มเติมเราก็ สามารถที่จะให้ความช่วยเหลือกับประเทศเพื่อนบ้านของเราเพื่อจะลดช่วงว่างของการพัฒนา ทางด้านเศรษฐกิจ แล้วก็ลดประเด็นปัญหาของอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งทั้งหมดนี้จัดได้ว่า ในปี ๒๕๕๒ เรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านและมิตรประเทศทั้งหลาย แล้วเรา ก็เป็นตัวนํา เป็นตัวแนวคิดในเรื่องต่าง ๆ อีกมากมาย อาทิเช่น การร่วมมือกันในการที่จะ แก้ปัญหาภัยพิบัติต่าง ๆ และสิ่งหนึ่งที่ได้ทําเป็นความสําเร็จมากก็คือประเด็นปัญหาที่ สืบเนื่องมาจากพายุไซโคลนนาร์กีสในประเทศพม่า ก็ขอกราบเรียนท่านประธานไปยังสมาชิก ณ แค่นี้ครับ ขอกราบขอบพระคุณมากครับ
ต่อไป เชิญท่านประเสริฐ จันทรรวงทอง ๑๐ นาที แล้วต่อด้วยท่านวิรัตน์ กัลยาศิริ ๗ นาทีนะครับ เชิญท่านประเสริฐ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรค เพื่อไทย ท่านประธานครับ รายงานแสดงผลการดําเนินการของคณะรัฐมนตรี ตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ปีที่ ๑ เป็นการรายงานในช่วงที่รัฐบาลทํางานตั้งแต่วันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๑ ถึง ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๒ ผมกําลังบอกพี่น้องประชาชนว่าภายใน ๑ ปี ที่รัฐบาลบริหารประเทศในห้วงเวลาปี ๒๕๕๒ นั้นส่งผลอย่างไรต่อปี ๒๕๕๓ และเลยมาถึง ปี ๒๕๕๔ จากการได้ดูรายงานฉบับอันสวยหรูนี้ผมต้องกราบเรียนท่านประธานครับว่า ผมมีข้อสังเกต ๒–๓ เรื่อง
ประเด็นแรกนั้นก็คือเรื่องของนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ผมหมายถึง นโยบายที่ได้ดําเนินการเมื่อปี ๒๕๕๒ ก็คือเรื่องของเช็คช่วยชาติ หรือบางคนอาจจะกล่าวว่า เป็นเช็คขายชาติ ท่านประธานที่เคารพครับ เป็นนโยบายที่ไม่ถือว่าประสบความสําเร็จ แล้วก็ ไม่ได้ส่งผลกระตุ้นเศรษฐกิจแต่อย่างใด คนจน คนรากหญ้าไม่ได้อานิสงส์แห่งนโยบายนี้ ผู้ที่ได้รับเช็คช่วยชาติส่วนใหญ่นั้นเป็นคนมีฐานะ แล้วก็หลายคนนั้นเมื่อได้รับเงินช่วยเหลือ แล้วก็เอาเงินนั้นไปฝากธนาคาร ไม่ได้เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจแต่อย่างใด ผมต้องเรียนว่า นโยบายเช็คช่วยชาตินั้นถือว่าเป็นการตําน้ําพริกละลายแม่น้ํา แล้วก็เป็นการช่วยเหลือพวกพ้อง ท่านประธานครับ เงินรายได้ของรัฐซึ่งเก็บจากภาษีอากรของราษฎร ๑๗,๙๐๓ ล้านบาท แทนที่จะเอาไปฝากในธนาคารของรัฐก็คือธนาคารกรุงไทย จํากัด (มหาชน) และธนาคาร ออมสิน หรือธนาคารอื่น ๆ กลับเอาไปฝากที่ธนาคารกรุงเทพ จํากัด (มหาชน) ซึ่งเป็น ธนาคารเอกชนและเป็นธนาคารที่ถูกกล่าวหาว่าสนับสนุนการเงินพรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องนี้ทําให้รัฐเสียหายดอกเบี้ยที่เกิดจากการได้ดอกเบี้ยเงินฝาก เป็นจํานวนมาก แล้วก็ที่สําคัญนั้นระเบียบว่าด้วยการเก็บเงินของกระทรวงการคลังนั้น เขาบอกให้เอาเงินจํานวนดังกล่าวไปเก็บไว้ที่ธนาคารที่เป็นของธนาคารของรัฐซึ่งรัฐก็มิได้ ปฏิบัติตาม ผมบอกพี่น้องประชาชนว่าเงินเช็คช่วยชาตินั้นวันนี้กลายเป็นเงินกู้ ที่พี่น้องประชาชนนั้นต้องแบกภาระในเรื่องภาษีแล้วก็ต้องมาชดใช้ทุกปี
ประเด็นที่ ๒ ท่านประธานที่เคารพครับ นโยบายด้านสังคม นโยบาย ด้านสังคมนั้นผมดูมากมายหลายหลากมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการจัดสวัสดิการให้ ผู้พิการและผู้ทุพพลภาพ ผมต้องเรียนว่าเมื่อกี้เห็นท่านรัฐมนตรี พม. นั่งอยู่ จริง ๆ แล้ว ถ้าท่านมาฟังจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ในเงินงบเงินกู้ เอสพี ๑ นั้นรัฐบาลได้มีเงินช่วยเหลือ ผู้ดูแลคนพิการประมาณ ๑๕,๐๐๐ อัตรา ท่านประธานครับ ทราบว่าในปีนี้และปีต่อไป รัฐบาลจะตัดเงินผู้ดูแลผู้พิการออกเหลือประมาณ ๑,๕๐๐ อัตรา ทําให้ผู้พิการ หรือผู้ทุพพลภาพจํานวนประมาณ ๑๐,๐๐๐ คนกําลังจะถูกทอดทิ้ง อันนี้เป็นปัญหาหนึ่งนะครับ ที่รัฐบาลนั้นต้องรับผิดชอบ
ประเด็นที่ ๓ ท่านประธานที่เคารพครับ เป็นเรื่องที่ผมเสียใจที่สุด รายงาน ฉบับนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมไม่เห็นรายงานฉบับนี้ได้พูดถึงนโยบายในการแก้ไขปัญหา ในเรื่องยาเสพติดแต่อย่างใด วันนี้ยาเสพติดได้เข้ามาแพร่หลายในโรงเรียน ชุมชน ครอบครัว และตามชายแดนอย่างยิ่ง โครงการ ๕ รั้วที่ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยได้พูด เมื่อกี้นี้ ไม่ได้ผลหรอกครับท่านประธาน วันนี้ยาเสพติดแพร่หลายอย่างมากในชุมชนและใน สังคม และกลายมาเป็นปัญหาระดับชาติ ผมมีข้อมูลของกองบัญชาการตํารวจปราบปรามยา เสพติดนะครับ เป็นข้อมูลเมื่อวันที่ ๑๖ เดือนตุลาคม ปี ๒๕๕๑ ก่อนที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะเป็นนายกรัฐมนตรี มีผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดถูกดําเนินคดี ๘๔,๙๕๖ ราย ในวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๒ เป็นวันที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นระยะเวลา ๑ ปี มีผู้ที่เกี่ยวข้องกับ ยาเสพติดถูกดําเนินคดี ๙๙,๓๔๑ ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๕ ในวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๓ เป็นวันที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรีครบ ๒ ปี มีผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ถูกดําเนินคดี ๑๐๘,๗๘๓ ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ ๒๒ จากปี พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งเป็นวันที่ท่าน ดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรี ท่านประธานครับ อันนี้เป็นข้อมูลที่เกิดจากการเก็บข้อมูลของ กองบัญชาการตํารวจปราบปรามยาเสพติดถ้าเป็นข้อมูลของ กอ.รมน. ผมต้องเรียนว่า ตัวเลขสูงกว่านี้อีกเยอะ ข้อมูลของศูนย์ ศปป. กอ.รมน. ได้รายงานว่าปี ๒๕๕๑ ยึดยาบ้า ของกลางได้ ๒๐,๖๘๗,๒๖๘ เม็ด ปี ๒๕๕๒ นายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีได้ครบ ๑ ปี ยึดได้ ๒๕,๐๒๕,๖๙๐ เม็ด การจับกุมได้มากไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลมีประสิทธิภาพในการ จัดการในเรื่องของยาเสพติด แต่หมายถึงปริมาณผู้ค้ายาแล้วก็ผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดนั้น ได้สูงขึ้น สํานักงานสถิติแห่งชาติได้รายงานเมื่อปี ๒๕๕๓ ว่า ปัญหายาเสพติดยังระบาด อย่างต่อเนื่องในชุมชน ในโรงเรียน ในสถานศึกษา เพิ่มขึ้นจากร้อยละ ๑๙.๒ ในเดือน กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ เป็นร้อยละ ๕๑.๑ ในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้เรือนจําทั่วประเทศกักขังผู้ต้องขังได้ ๑๔๐,๐๐๐ คน วันนี้มีผู้ต้องขังที่โดนคดีต่าง ๆ สูงมากขึ้นถึงประมาณ ๒๑๐,๐๐๐ คน ส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากคดียาเสพติดแทบทั้งสิ้น ท่านประธานครับ ผมไม่เชื่อในนโยบาย ๕ รั้วของรัฐบาลว่าจะประสบความสําเร็จแต่อย่างใด แล้วก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลนั้นต้องรับผิดชอบในอนาคตในเรื่องของการแก้ไขปัญหาในเรื่องยา เสพติด
ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องสุดท้ายพี่น้องชาวจังหวัดนครราชสีมา เขาฝากมาบอกท่านนายกรัฐมนตรีอยู่ ๒ เรื่อง เรื่องแรกเป็นเรื่องที่ท่านนายกรัฐมนตรีนั้น ได้เดินทางไปที่จังหวัดนครราชสีมาเมื่อคราวเกิดเหตุอุทกภัย ผมเองต้องเรียนว่าผู้ที่เกี่ยวข้องนั้น นัดพี่น้องประชาชนมาตั้งแต่แปดโมงเช้า ท่านนายกรัฐมนตรีเดินทางถึงประมาณบ่ายสองโมง ท่านประธานครับ พี่น้องโคราชเขาบอกมาว่าวันหลังถ้าท่านจะเดินทางไป พี่น้องไม่ได้รังเกียจ นะครับ แต่ถ้าจะไปถึงบ่ายสองโมง ขอความกรุณานัดสักบ่ายโมงหรือนัดสักเที่ยงนะครับ พี่น้อง ไหนน้ําจะท่วม ไม่ได้กินข้าวกินปลา หลายอย่างนะครับ
เรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ เงินช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร จริง ๆ แล้ว หลายท่านพูดไปแล้วนะครับ เกษตรกรที่ได้รับผลจากเหตุอุทกภัย หลายอําเภอยังไม่ได้ ท่านประธานครับ ไม่ว่าจะเป็นอําเภอสีคิ้ว อําเภอด่านขุนทด และอีกหลายอําเภอในโคราช และอีกหลายอําเภอในประเทศของเรา วันนี้ชาวบ้านต้องกู้หนี้ยืมสินเสียดอกเบี้ยมา จะด้วยเหตุอะไรก็แล้วแต่ในการจ่ายเงินล่าช้า ผมต้องเรียนท่านประธานว่า ผมกล่าวหาว่า รัฐบาลนั้นทํางานอย่างล่าช้าแล้วก็ไม่ทันใจเหมือนที่ได้ประกาศกับพี่น้องประชาชนในคราวที่ ไปเยี่ยมพี่น้องประชาชนในโอกาสต่าง ๆ สุดท้ายผมใช้เวลาตามที่กําหนดนะครับ ท่านประธาน โดยรวมแล้วผมเห็นว่าการรายงานผลการดําเนินการของคณะรัฐมนตรีในวันนี้นั้น จริง ๆ แล้วนอกจากจะรายงานช้าแล้ว รายงานฉบับนี้ยังเป็นรายงานที่ยังไม่ได้เป็นผลที่น่าพอใจ แต่อย่างใดนะครับ ผมจึงกราบเรียนมายังท่านประธานและพี่น้องประชาชนทุกคนให้ได้รับทราบ ขอขอบคุณครับ
ต่อไปคุณวิรัตน์ กัลยาศิริ ๗ นาทีครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม วิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตท่านประธาน อภิปรายแนวนโยบายด้านกฎหมายและการยุติธรรม ในฐานะที่ผมได้รับความกรุณาจาก ท่านประธานวิปรัฐบาลให้ช่วยกลั่นกรองกฎหมาย โดยได้รับความเห็นชอบจากท่านรัฐมนตรี สาทิตย์ จาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ด้วยความเคารพในภารกิจที่ทํา มีหลายอย่างที่จะต้อง ออกเป็นร่างพระราชบัญญัติ อย่างเช่น ร่างพระราชบัญญัติเงินเดือนครู ซึ่งอันนี้ก็แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลนี้มีความจริงใจที่จะเพิ่มคาตอบแทนให้กับคุณครูทั่วประเทศ ๘ เปอร์เซ็นต์ บวกกับ ๕ เปอร์เซ็นต์ ก็เป็น ๑๓ เปอร์เซ็นต์ กรณีกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่รัฐบาลนี้เพิ่มค่าตอบแทนให้ กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แปลว่าได้เท่าตัว กรณีตํารวจชั้นประทวน ซึ่งเพิ่มเติม เงินเดือนให้ถึง ๑๐,๐๐๐ บาทต่อคนโดยประมาณ แล้วกรณีพนักงานสอบสวนที่เพิ่ม ค่าตอบแทนตั้งแต่ ๑๒,๐๐๐ บาท จนถึง ๒๐,๐๐๐ บาท อันนี้ถ้วนทั่วทุกตัวคนนะครับ ไม่รวมถึงกรณีคนพิการ ๕๐๐ บาท ผู้สูงอายุ ๕๐๐ บาท อสม. ๖๐๐ บาท และเรียนฟรี ๑๕ ปี อย่างที่กราบเรียนนะครับ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับว่าในหลายเรื่องที่รัฐบาลนี้ ได้พยายามผลักดันกฎหมาย อย่างเช่น กฎหมาย ศอ.บต. ซึ่งได้ยกร่างและประกาศ เป็นกฎหมายแล้ว ต้องกราบเรียนว่าในกฎหมาย ศอ.บต. ได้ตอบสนองต่อปัญหา ความแตกต่างด้านอัตลักษณ์ ตอบสนองต่อความแตกต่างด้านวัฒนธรรม ตอบสนอง ความแตกต่างด้านประเพณี ศาสนา แล้วก็ได้ยอมรับเอาพี่น้องประชาชนจํานวน ๖-๗ กลุ่ม ไม่ว่าผู้นําศาสนา ทั้งพุทธ ทั้งอิสลาม ผู้นําท้องถิ่นได้แก่ นายก อบต. นายกเทศบาล ผู้นําท้องที่ กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ครู ครูปอเนาะ ผู้ประกอบการ รวมแล้วใช้ผู้นําในท้องที่ ใน ๕ จังหวัด จํานวน ๔๙ คน เพื่อมาทําภารกิจอะไรครับ ปัญหาใน ๕ จังหวัดภาคใต้ที่เกิดขึ้น เราต้องการจะแก้ปัญหาโรงเรียนปอเนาะ เราต้องการจะแก้ปัญหาการสื่อสารระหว่างรัฐ กับประชาชน เราต้องการแก้ปัญหาพี่น้องมุสลิมไปทําฮัจย์ เราต้องการแก้ปัญหา ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะฉะนั้นในภารกิจของ ศอ.บต. ก็ได้วางไป ๔-๕ ประการ อย่างที่กระผมกราบเรียนนะครับ นอกจากนี้แล้วในฐานะที่ได้รับความกรุณาจากรัฐบาล ก็ได้มีการเตรียมยกร่างกฎหมายอีกหลายฉบับท่านประธานครับ กฎหมายศาลอิสลาม ซึ่งก็จะสามารถตอบสนองอัตลักษณ์ของพี่น้องมุสลิมในทั่วประเทศ วางหลักครับว่า ๑. เพื่อประหยัดงบประมาณแผ่นดิน ให้ใช้สํานักงานศาลจังหวัดเป็นที่ทําการศาล ๒. เอาผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนา ด้านความรู้ทางกฎหมายอิสลามมาเป็นองค์คณะร่วมกับ ตุลาการปกติ ๓. ใช้ระบบไต่สวน แปลว่าตัวตุลาการสามารถยื่นมือลงไปดูแลพี่น้องประชาชน ๔. สามารถไกล่เกลี่ย โดยให้สํานักงานอิสลามจังหวัดเป็นสถานที่ ศาลส่งนิติกรมา นิติกรเห็นว่า ยอมความได้ก็ส่งให้ตุลาการ ตุลาการพิพากษาทางเทเลคอนเฟอเรนซ์ (Tele-conference) ได้เลย แปลว่ากระบวนการทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้สามารถที่จะตอบสนองปัญหาของรัฐบาล แก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชน รวมถึงกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ ได้ยกร่างกฎหมายกิจการฮัจย์ขึ้นมา อันนี้ก็เอาของเดิมมาผนวกกับกิจการฮัจย์ของประเทศ เพื่อนบ้านคือมาเลเซีย ที่เขาเรียกว่า ตาบุงฮัจยี พี่น้องมาเลเซียจะไปทําฮัจย์จะต้องฝาก จะต้องออมเงินกับกองทุนดังกล่าว กองทุนนี้สามารถที่จะไปหาซื้อที่ดินที่ประเทศอินโดนีเซีย ได้เป็น ๑๐ ล้านไร่ เพื่ออะไรครับ มาปลูกปาล์มเพื่อมาทําไบโอดีเซลในประเทศมาเลเซีย เงินจํานวนนี้ครับเอาไป สร้างที่พักให้กับพี่น้องมาเลเซีย พี่น้องมุสลิมมาเลเซีย เพราะฉะนั้นคนมาเลเซียเวลาไปทํา ศาสนกิจที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย ก็จะถูกกว่าพี่น้องคนไทยหัวละประมาณ ๓๐,๐๐๐ บาท นอกจากนี้กราบเรียนท่านประธานว่ามีอีกหลายพระราชบัญญัติซึ่งรัฐบาลนี้ตั้งใจแล้วก็ มอบหมายภารกิจผ่านท่านประธานวิทยา ผ่านมาถึงผม ผ่านมาถึงคณะทํางาน เพราะฉะนั้น ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ผมในฐานะที่เป็นกลไกเล็ก ๆ ให้กับรัฐบาล มั่นใจว่า สิ่งที่รัฐบาลทํามาแล้วเดินหน้าต่อไป ไม่ว่า ศอ.บต. ซึ่งหลายคนก็มองว่า เอ๊ะ ทําไมมันเกิดเหตุมาก อันนี้เป็นปัญหาเฉพาะหน้า ท่านประธานครับ แต่ปัญหาระยะยาวที่จะต้องไปปรับที่ อัตลักษณ์ ต้องไปปรับที่วัฒนธรรม ต้องไปปรับที่ศาสนา ต้องว่าโดยรายละเอียดของกฎหมาย ว่าโดยรายละเอียดของเนื้อแท้ โดยเอาองค์ประกอบของพี่น้อง ตัวแทนพี่น้องที่แท้จริงเข้ามา ช่วยกันทํางาน เพราะฉะนั้นกราบเรียนว่าในฐานะที่ผมอยู่ในจังหวัดสงขลาแล้วก็พยายาม ตอบสนองรัฐบาลได้ทุกประการ หลายโครงการที่เกิดประโยชน์ครับ กรณีมอเตอร์เวย์ (Motorway) มาเลเซีย-สงขลา กรณีอุโมงค์สตูล-เปอร์ลิส กรณีด่านสะเดา หลายกรณี ก็จะเป็นประโยชน์กับรัฐบาลโดยรวม เพราะว่าคนจากประเทศจีนก็จะไปประเทศอินโดนีเซีย คนจากประเทศอินโดนีเซียก็จะไปประเทศจีน เพราะฉะนั้นไม่ได้เกิดผลประโยชน์เฉพาะถิ่น แต่จะเกิดประโยชน์โดยรวมของประเทศด้วยความเคารพท่านประธานครับ
ครับ ก่อนจะให้ท่านรัฐมนตรีตอบนะครับ ผมจะอ่านรายชื่อทั้งหมด ๑๗ ท่านเสียก่อนนะครับ เริ่มจากคุณสมคิด บาลไธสง นายแพทย์อสิ มะหะมัดยังกี คุณอรุณี ชํานาญยา คุณนคร มาฉิม คุณนฤมล ธารดํารงค์ คุณสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล คุณศักดา คงเพชร คุณสุพัชรี ธรรมเพชร พันตํารวจโท สมชาย เพศประเสริฐ คุณอนุชา บูรพชัยศรี คุณประสิทธิ์ วุฒินันชัย คุณอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี คุณไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์ คุณสาธิต ปิตุเตชะ คุณพิษณุ หัตถสงเคราะห์ คุณอนุรักษ์ บุญศล นะครับ ทั้งหมด ๑๗ ท่าน ถ้าไม่ส่งรายชื่อ เพิ่มเติมก็คิดว่าคงจะใช้เวลาจากนี้อีกประมาณสัก ๔ ชั่วโมงนะครับ ฝ่ายรัฐบาล ท่านละ ๗ นาที ฝ่ายค้านท่านละ ๑๐ นาที ก็จะใช้เวลาประมาณ ๔ ชั่วโมงกว่า ๆ ขอเชิญ ท่านรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีครับ ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ขอกราบเรียนท่านประธานในเรื่องของการรายงานตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐฉบับที่สภา กําลังพิจารณาอยู่นี้ครับ ความจริงแล้วก็ได้มีการอภิปรายกันมาตั้งแต่เช้า แต่เนื่องจากว่าวันนี้ มีการถ่ายทอดสดผ่านทั้งทางสถานีโทรทัศน์และทางสถานีวิทยุกระจายเสียงไปถึง พี่น้องประชาชน การอภิปรายในบางครั้งก็อาจจะมีการหยิบยกในบางแง่มุมของตัวรายงาน การดําเนินการของรัฐบาล ก็เลยทําให้ประชาชนอาจจะมีความสงสัยว่า ในการรายงานนั้น มีเฉพาะในแง่มุมที่มีการหยิบยกขึ้นมาเช่นนั้นหรือ ผมจึงถือโอกาสนี้กราบเรียนชี้แจง ท่านประธานสั้น ๆ ครับว่า ความจริงแล้วแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนั้นเป็นแนวนโยบาย ซึ่งรัฐธรรมนูญได้กําหนดเป็นกรอบของการดําเนินการตามแนวนโยบาย ซึ่งไม่ว่ารัฐบาลใด เข้ามาก็จะต้องดําเนินการตามที่รัฐธรรมนูญได้มีการกําหนดเอาไว้ เพียงแต่รัฐบาลในชุดใด ก็แล้วแต่ที่เข้ามาอาจจะหยิบยกเอาเรื่องซึ่งอยู่ในแนวนโยบายพื้นฐานนั้นไปปรับใช้กับ นโยบายของรัฐบาล ซึ่งก็จะทําให้การดําเนินการในเรื่องนโยบายต่าง ๆ นั้นตอบสนอง ต่อพี่น้องประชาชนมากยิ่งขึ้น ในรายงานฉบับนี้นั้นมีทั้งหมด ๒๓๘ หน้า ใน ๒๓๘ หน้านั้น ครอบคลุมแนวนโยบายแห่งรัฐทั้ง ๙ เรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องสําคัญทั้งสิ้น รายงานฉบับนี้ถือเป็น งานปีแรกที่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินตั้งแต่ปลายปี ๒๕๕๑ ถึงปลายปี ๒๕๕๒ ในตัวรายงานที่ทําขึ้นนั้นได้ระบุไว้ทั้งหมดครับว่า งานที่ทําไปสถานการณ์เป็นอย่างไร เมื่อทําไปแล้วครบ ๑ ปี คนได้รับประโยชน์เป็นใครบ้าง ใช้เงินงบประมาณจํานวนเท่าไร และในแต่ละเรื่องนั้นได้มีการระบุไว้อย่างชัดเจนครับว่า เรื่องที่รัฐบาลทําไปนั้นมีเรื่องอะไร และมีปัญหาอุปสรรคอย่างไรบ้าง ผมเรียนท่านประธาน ตรงนี้เบื้องต้นเพื่อทําความเข้าใจว่ารายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการทํางานของรัฐบาล นอกเหนือจากนโยบายอีกจํานวนมากที่ได้ทําให้กับประชาชน การอภิปรายนั้นคาบเกี่ยวกันครับ เพราะเป็นการมาอภิปรายเมื่อปี ๒๕๕๔ แทนที่จะอภิปรายในปี ๒๕๕๓ งานบางอย่าง ก็คาบเกี่ยวกัน แต่ที่ผมต้องเรียนท่านประธานก็คือในส่วนที่ผมคิดว่าจําเป็นจะต้องชี้แจง เพราะเป็นความเข้าใจผิดในสาระสําคัญของตัวรายงานฉบับที่ได้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร ในวันนี้ มีท่านสมาชิกได้อภิปรายถึงนโยบายในเรื่องของการแก้ไขปัญหาที่ดินทํากิน ในช่วงบ่ายนี้ครับ โดยท่านอภิปรายในทํานองว่ารัฐบาลได้พูดถึงการแก้ไขปัญหาที่ดินทํากิน ให้กับประชาชน แล้วยกตัวอย่างเรื่องการนําที่ดินราชพัสดุมาให้ราษฎรใช้ แต่จริง ๆ แล้ว ท่านบอกว่าประชาชนต้องการสิทธิทํากินบนที่ดินอย่างถูกต้องมากกว่า แต่รัฐบาลกลับออก แต่เฉพาะระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน ท่านใช้คําว่า ซึ่งไม่ได้ เป็นหลักประกันอะไรเลย และความเหลื่อมล้ําทางสังคมก็ยังมีอยู่มาก อันนี้ผมถือว่า เป็นความเข้าใจผิดในสาระสําคัญ ความจริงแล้วเรื่องโฉนดชุมชนที่มีการเขียนเอาไว้ใน รายงานฉบับนี้อยู่ในหน้า ๑๙๐ ในหน้า ๑๙๐ นั้นได้เขียนเอาไว้ในแนวนโยบายพื้นฐาน แห่งรัฐ ในเรื่องของนโยบายด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งได้เขียนเอาไว้ใน ๒ ข้อ สําคัญครับว่า รัฐบาลจะต้องดําเนินการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกําหนดนโยบาย และวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น นั่นข้อหนึ่ง อีกข้อหนึ่งเขียนว่า ส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจ ทางการเมือง การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งการจัดทําบริการสาธารณะ หลักการในข้อนี้คาบเกี่ยวกันครับ
ประการที่ ๑ ก็คือนโยบายของรัฐบาลที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา ในเรื่องการจัดหา ที่ดินทํากินนั้น ใจความตอนหนึ่งมีเขียนว่า จัดหาที่ดินทํากินให้แก่เกษตรกรยากจนในรูปแบบ ของธนาคารที่ดิน และเร่งรัดการออกเอกสารสิทธิให้แก่เกษตรกรที่ยากจนและชุมชนที่ทํากิน ในที่ดินของรัฐ ที่ไม่มีสภาพป่าแล้วในรูปโฉนดชุมชน หลักการ ๒ เรื่องนี้โยงกันก็คือว่า รัฐบาลต้องการเดินหน้าเรื่องโฉนดชุมชนให้เป็นนโยบายหนึ่งที่ไปแก้ไขปัญหาเรื่องของ ที่ดินทํากิน ต้องยอมรับครับว่าประเทศไทยมีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ํา ซึ่งเป็นปัญหา ของความยากจนและช่องว่างของความจน ความรวยในประเทศ เรื่องใหญ่สุดคือเรื่องที่ดิน เราพูดถึงความเหลื่อมล้ํากันมายาวนานมากครับ ตัวเลขหนึ่งในงานวิจัยบอกว่า ในตัวเลข ของคนที่ถือครองที่ดินในประเทศไทยนี้ มีคนถือครองที่ดินโดยเฉลี่ย ๑๐๐ ไร่ขึ้นไป เพียงแค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากรเท่านั้น แต่ประชากรอีก ๙๐ เปอร์เซ็นต์มีจํานวนเฉลี่ยของการ ถือครองที่ดินอยู่ที่ประมาณ ๒๕ ไร่ ในขณะที่ตัวเลขของคนลงทะเบียนยากจนเมื่อปี ๒๕๔๗ โดยประมาณ มีคนต้องการให้รัฐแก้ไขปัญหาที่ดินทํากินประมาณ ๔,๐๐๐,๐๐๐ คน โดยประมาณ จากนั้นเป็นต้นมาหลายรัฐบาลพยายามทําครับ แต่ปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้น ตลอดมาก็คือว่าคนที่ยากจนไร้ที่ทํากินส่วนหนึ่งนั้นมาจากหลายสาเหตุ สาเหตุหนึ่ง เขาอาจจะมีที่ทํากินในรูปแบบต่าง ๆ เช่น สิทธิทํากิน หรือ ส.ป.ก. หรือที่อื่นบ้าง แต่เมื่อ ทํากินไม่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนอย่างคุ้มค่า เพียงพอ เขาก็ขายสิทธิหรือละทิ้ง ที่ดินทํากินแล้วไปอยู่ในที่ดินของรัฐประเภทต่าง ๆ มีข้อมูลซึ่งค่อนข้างจะเชื่อถือได้ว่าทุกวันนี้ มีประชาชนซึ่งเข้าไปทํากินอยู่ในที่ดินของรัฐ ทั้งประเภทบุกเข้าไปอยู่บ้าง อยู่ในที่ รกร้างว่างเปล่าบ้าง อยู่ในที่สาธารณะบ้าง อยู่ในที่ต่าง ๆ แล้วมีการประกาศเขตป่า เขตอุทยานไปทับบ้าง ทั่วประเทศถึงประมาณเกือบ ๆ ๑๐ ล้านไร่ ครอบคลุมประชาชนกลุ่มนี้ เกือบ ๆ จะถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน ถ้าคิดเป็นจํานวนคน ๔ คนต่อครัวเรือน ก็น่าจะถึง ๔,๐๐๐,๐๐๐ คนด้วยซ้ําไป หลายรัฐบาลที่ผ่านมาแนวทางในการแก้ไขปัญหาคนซึ่งอยู่ใน ที่ดินของรัฐเหล่านี้ แทบไม่เคยคืบหน้าไปไหนเลยครับ มีราษฎรกลุ่มหนึ่งพยายามเรียกร้อง เรื่องโฉนดชุมชนตลอดระยะเวลาก่อนที่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน เมื่อรัฐบาล ชุดนี้เข้ามาทํางาน ประกาศนโยบายไปแล้ว เราได้เชิญกลุ่มเหล่านั้นมาทํางานอย่างมีส่วนร่วมกับรัฐบาล ซึ่งถือเป็นการทํางานร่วมกัน ระหว่างรัฐบาลกับประชาชนในการกําหนดนโยบายที่สําคัญของประเทศ นโยบายโฉนดชุมชน จึงมาตอบโจทย์ของคนซึ่งอยู่ในที่ดินของรัฐประเภทต่าง ๆ ซึ่งแต่เดิมเขาอยู่โดยผิดกฎหมาย บางวันก็ถูกจับ บางทีทํากินอยู่ก็ถูกเจ้าหน้าที่ไปจับบ้าง ถ้าพบเจ้าหน้าที่ที่ทุจริตก็ถูกรีดไถ ถูกข่มเหง นี่คือความเหลื่อมล้ําที่สุดในสังคมนี้ รัฐบาลชุดนี้เมื่อทํางานร่วมกับพี่น้องประชาชน เช่น เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย สมัชชาคนจน หรือเครือข่ายปฏิรูปสังคมและการเมือง แนวคิดโฉนดชุมชนจึงตอบโจทย์ว่า โฉนดชุมชนคือการแก้ไขปัญหาของคนซึ่งอยู่ในที่ดิน ของรัฐประเภทต่าง ๆ ที่ดินยังคงเป็นของรัฐครับ แต่ให้กรรมสิทธิ์ร่วมของชุมชนไปบริหาร จัดการ โดยที่เขาจะต้องรับเงื่อนไขดูแลรักษาสภาพแวดล้อม ทุกวันนี้ท่านประธาน ที่เคารพครับ มีผู้ที่ยื่นขอโฉนดชุมชนมาที่รัฐบาล ซึ่งรัฐบาลประกาศเป็นระเบียบ สํานักนายกรัฐมนตรี และกําลังจะออกเป็นกฎหมายในเร็ว ๆ นี้ถึงประมาณ ๑๙๐ ชุมชน ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศแล้วประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ ไร่ และมีคนได้รับผลประโยชน์มากกว่า ๑๔๐,๐๐๐ คน โดยเบื้องต้นที่ยื่นในขณะนี้ เรามีการอนุมัติไปแล้วถึง ๓๕ แห่ง และกําลัง ติดตามต่อเนื่องอีกประมาณ ๑๐๐ กว่าแห่งที่มีการดําเนินการอยู่ โฉนดชุมชนใบแรก ของประเทศไทยที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปมอบแล้วเมื่อวันเสาร์ที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ คือที่สหกรณ์บ้านคลองโยง จังหวัดนครปฐม และใบที่ ๒ ที่กําลังจะเดินทางไปในอีก ๒ สัปดาห์นี้ก็คือที่สหกรณ์ป่าซาง ที่บ้านแม่อาว อําเภอป่าซาง จังหวัดลําพูน ผมกราบเรียน ท่านประธานครับว่าที่ท่านบอกว่านโยบายโฉนดชุมชนนี่ไม่ใช่ความต้องการของประชาชน และไม่ได้เป็นหลักประกันอะไร ตลอดจนลดความเหลื่อมล้ําทางสังคมไม่ได้นั้น ผมเรียนว่า คงไม่ใช่ครับ นโยบายนี้เป็นนโยบายที่จะไปลดความเหลื่อมล้ํา เป้าหมายที่จะต้องทําต่อ
ท่านรัฐมนตรีครับ มีผู้ประท้วงครับ คุณชัยวัฒน์ประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่า วาระนี้มันเป็นวาระในเรื่องของการเสนอผลงาน
แล้วตกลงคุณชัยวัฒน์ประท้วงเรื่องอะไรครับ
ก็เอกสารนี่ละครับ แต่ว่าตอนนี้ ท่านรัฐมนตรีที่มาพูด ผมว่าข้อที่ ๑ ยาวเกินไปแล้ว แล้วท่านก็ใช้เวลาที่เรียกว่าอย่างไร ช่วงที่เรียกว่าช่วงดี ๆ ช่วง ไพรม์ ไทม์ (Prime time) ช่วงพีค (Peak) อะไรก็ตามแต่ เพื่อนบอกมา แล้วก็ให้พวกผมนี่ไปอภิปรายในช่วงตีหนึ่ง ตีสอง ตีสามอย่างนี้ หรือไม่อย่างนั้น ก็ช่วงที่ผมสังเกตดูนะครับ
สรุปแล้วคุณชัยวัฒน์ประท้วงว่าท่านรัฐมนตรีอภิปรายยาวเกินไปใช่ไหมครับ แล้วก็ใช้เวลา ในช่วงที่ดี อย่างนั้นใช่ไหมครับ เชิญนั่งครับ ผมจะได้วินิจฉัยนะครับ เป็นสิทธิของ ท่านรัฐมนตรีนะครับ เพราะว่าเป็นการแถลงผลงานของคณะรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นประธาน จะต้องให้สิทธิรัฐมนตรีอภิปรายชี้แจงจนเพื่อนสมาชิกเข้าใจทั้งหมดนะครับ แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อนสมาชิกท่านอื่นที่ยังอยู่ข้างหลัง ก็ขอความกรุณาท่านรวบรัดด้วยก็แล้วกันนะครับ ส่วนเรื่องระยะเวลานะครับ ช่วงนี้ผมจะให้รัฐมนตรีตอบทีเดียว ๓ ท่านนะครับ คือท่านรัฐมนตรีสาทิตย์ แล้วก็เดี๋ยวจะเป็นท่านรัฐมนตรีว่ากระทรวงยุติธรรม แล้วก็จะเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แล้วหลังจากนั้นก็จะเปิดโอกาสให้พวกเราอภิปรายกันยาว นะครับ
ท่านประธานครับ คือถ้าผมพูด อย่างนี้ ผมกําลังจะพูดบอกว่าเป็นลักษณะของคนไร้ซึ่งในลักษณะของผู้มีคุณธรรมที่ดี เอารัดเอาเปรียบตลอดระยะเวลาแม้แต่ในช่วงของการอภิปราย ผมคิดว่ารัฐบาลมีเวลาอื่น ในการที่จะตอบหรือแสดงผลงานกับพี่น้องประชาชนมากมาย ฝ่ายค้านจะมีช่วงเวลาที่สําคัญ คือช่วงนี้ ในการที่จะพูดให้พี่น้องประชาชนก็ดี หรือคณะรัฐมนตรีฟังก็ตามแต่ แต่ท่านต่างหากละปิดหูปิดตาตนเอง
ก็คงไม่ได้ประท้วงใช่ไหมครับ ท่านทําเหมือนกับปรารภอะไรอย่างนั้นนะครับ เชิญนั่งเถอะครับ ผมวินิจฉัยว่ามันก็เป็นสิทธิของท่านรัฐมนตรีที่จะตอบนะครับ ตามข้อบังคับเขียนไว้ชัดเจน ตอบเพื่อให้สมาชิกเข้าใจนะครับ เชิญเถอะครับ นั่งลงเถอะครับ อย่างนี้ยิ่งเสียเวลานะครับ ท่านประท้วงเรื่องอะไรครับ
ผมว่าถ้าท่านรัฐมนตรีจะเอารัด เอาเปรียบมาก ผมจะนับองค์ประชุมเลย เพราะฉะนั้นนั่งเสีย
ก็ต้อง อย่างนี้ครับ มันเป็นสิทธิของท่านรัฐมนตรี แต่อย่างไรก็ตามผมก็ได้ขอร้องท่านรัฐมนตรี ก็กรุณารวบรัดด้วยครับ เพราะยังเห็นใจเพื่อนสมาชิกที่ยังอภิปรายกันอีก ๑๗ ท่าน ผมขอ อนุญาตอ่านเพิ่มเติมไว้เลยครับ คุณขยัน วิพรหมชัย และยังมีอีก ๕ ท่าน ที่เมื่อสักครู่ผมไม่ได้ อ่านชื่อนะครับ ก็ขอความกรุณารวบรัดด้วยนะครับ เชิญท่านรัฐมนตรีตอบครับ
ผมขอกราบเรียนท่านประธานครับว่า ผมคงใช้เวลาไม่นานนัก ความจริงแล้วเพื่อนสมาชิก จากฝ่ายค้านอภิปรายไปแล้ว ๖ ชั่วโมงเศษ คณะรัฐมนตรีใช้เวลาไปประมาณ ๒ ชั่วโมง เท่านั้นเองในการชี้แจง เพราะฉะนั้นตัวเลขมันต่างกันเกือบ ๒-๓ เท่า แต่ผมเรียน ท่านประธานสั้น ๆ ต่อครับว่านโยบายเรื่องการแก้ไขปัญหาที่ดินทํากิน กรณีของโฉนดชุมชนนี้ คงจะเป็นที่พึ่งหวังและลดความเหลื่อมล้ําในเรื่องที่ดินของประชาชนได้ ซึ่งท่านอภิปราย คาบเกี่ยวกันไปว่าเป็นเรื่องซึ่งไม่ได้เป็นหลักประกันอะไร ความจริงในนโยบายซึ่งคาบเกี่ยว และเขียนไว้แล้วในหน้า ๑๙๐ ของรายงานฉบับนี้ว่า รัฐบาลได้กําลังจัดตั้งตัวธนาคารที่ดิน ตอนทํารายงานฉบับนี้ยังไม่เสร็จ แต่ธนาคารที่ดินขณะนี้กฤษฎีกาเสร็จมาแล้ว แล้วจะเข้า คณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้าวันอังคาร พร้อมกับที่ ก.พ.ร. อนุมัติให้ธนาคารที่ดินนั้น เป็นองค์การมหาชน ซึ่งเมื่อธนาคารที่ดินเสร็จมาแล้ว ประชาชนซึ่งอยู่ทํากินในโฉนดชุมชน จะสามารถใช้โฉนดชุมชนเป็นหลักประกันในการเข้าถึงแหล่งทุนในธนาคารที่ดิน และธนาคารที่ดินจะมีเงินทุนซึ่งส่วนหนึ่งจะมาจากการเขียนเอาไว้ในกฎหมายภาษีทรัพย์สิน ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อนํามาซื้อที่ดินสําหรับคนยากจนเข้าไปอยู่อาศัย เช่นเงินก้อนแรก ที่เราจะใช้ประมาณ ๑๖๗ ล้านบาท ซึ่งคณะรัฐมนตรีอนุมัติไปแล้วเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา สําหรับซื้อที่ดินของ บสท. ในจังหวัดลําพูนและจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อจัดให้เกษตรกรยากไร้ ได้เข้าไปอยู่อาศัยได้ครับ ผมกราบเรียนท่านประธานสั้น ๆ ในเรื่องนี้เพื่อชี้แจงว่า กรณีดังกล่าวก็เป็นเรื่องของการแก้ไขความเหลื่อมล้ําที่ได้ประสิทธิภาพแล้วก็มีผลต่อ ความพึงพอใจของประชาชนอย่างแท้จริงครับ
สุดท้ายที่จะเรียนท่านประธานสั้น ๆ ก็คือ เพื่อนสมาชิกได้ติติงรัฐบาลในเรื่อง ของการแก้ไขปัญหาน้ําท่วม และติติงว่าแก้ไขปัญหาล่าช้าบ้าง อะไรบ้าง ผมกราบเรียน ท่านประธานสั้น ๆ เท่านั้นเองครับ ขออนุญาตว่าความจริงตั้งแต่น้ําท่วมปีที่แล้ว เป็นน้ําท่วม ที่หนักหน่วงที่สุดในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา ท่านนายกรัฐมนตรีเดินทางไปดูประชาชนทั้งสิ้น ถึง ๑๖ ครั้งในจํานวน ๑๕ จังหวัด ได้มีการกําหนดนโยบายในการช่วยเหลือแก้ไขปัญหา ประชาชนถึง ๑๕ มาตรการ เรื่องใหญ่ที่สุดก็คือการจ่ายเงินเยียวยาประชาชนครัวเรือนละ ๕,๐๐๐ บาท ซึ่งขณะนี้มีการจ่ายเงินเยียวยาประชาชนไปแล้วทั่วทั้งประเทศ ๗๕๑,๘๖๒ ราย ถือว่าเป็นการจ่ายเร็วที่สุดตั้งแต่เคยมีน้ําท่วมเป็นต้นมา และยังมีการชดเชยพืชผลน้ําท่วม ซึ่งทุกทีสภานี้จะพิจารณากันว่าเงินน้ําท่วมได้ตอนภัยแล้ง ในเวลานี้อนุมัติไปแล้วถึง ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เฉพาะมาถึงเดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ แล้วก็เร่งจ่าย จนกระทั่งทั้งหมดนะครับ ก็จะเหลือนิดเดียวว่าประชาชนซึ่งรออยู่ในรอบหลังของเงินเยียวยา ๕,๐๐๐ บาท มีปัญหาหลายที่ครับที่จําเป็นจะต้องตรวจสอบเพื่อให้การจ่ายเงินเป็นไปด้วย ความโปร่งใสและด้วยความสุจริต ผมก็เรียนท่านประธานว่ารัฐบาลก็ได้ทํางานในการ แก้ไขปัญหาเรื่องภัยพิบัติอย่างเต็มที่ครับ
ต่อไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ท่านรัฐมนตรีพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เชิญครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนด้วยความเคารพครับว่า ก่อนจะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมนั้น ผมก็ไม่ค่อยได้มีความรู้เรื่องของปัญหายาเสพติดมากนักครับ เพราะไม่เคยเกี่ยวข้องเลย ได้ยินได้ฟังการค้ายาเสพติดครั้งละพันเม็ด หมื่นเม็ดก็ตกใจครับ แต่ว่าเมื่อมาดํารงตําแหน่ง ไม่กี่เดือนหรอกครับผมก็สามารถสืบสวนและสามารถจับกุมผู้ค้ายาเสพติดรายหนึ่งได้ พร้อมยึดของกลางได้เป็นหลักหมื่นเม็ด สอบถามขยายผลเชื่อว่ามีเครือข่ายอยู่ในเรือนจํา ผมก็ได้ให้ทีมงานไปขยายผลต่อครับ ถึงได้ทราบว่ามีเครือข่ายของผู้ค้าที่ถูกจับกุม อยู่ในเรือนจําเป็นรายใหญ่รายหนึ่งครับ ผมก็ได้ไปสอบถามถึงได้ทราบ เขารับสารภาพว่า เครือข่ายของเขานั้นค้ายาเสพติดมานานไม่ใช่เพิ่งค้า เพราะฉะนั้นผมเรียนว่ามันระบาด มานานครับ ผมตกใจท่านประธานครับ เพราะเขาบอกว่าเครือข่ายของเขาขนยาเสพติด เข้ามาครั้งละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ เม็ดครับ ผมไม่เคยได้ยินครับ แล้วก็เมื่อเข้ากรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นปลายทางใหญ่จะแบ่งเป็น ๕ สายครับ สายละ ๒๐๐,๐๐๐ เม็ด กระจายขายทั่ว กรุงเทพมหานคร แล้วก็ใช้เวลาประมาณ ๗-๑๐ วันครับ กระจายหมด หลังจากนั้น ก็จะไปเอามาใหม่ครับ แล้วทําอยู่เช่นนี้ วันนี้ยังทําอยู่ครับ ท่านประธานตกใจไหมครับ ถ้าเป็นอย่างนี้ เฉพาะรายนี้รายเดียว ๗๐ ล้านเม็ดโดยเฉลี่ยต่อปี ผมฟังแล้วผมไม่อยากเชื่อครับ เขาบอกว่าเร็ว ๆ นี้จากที่คนมาเยี่ยมเขาบ้างก็ดี อะไรดีได้ข้อมูลจะมีการส่งกันอีกครับ ผมก็ทดลองไปครับ จับได้ ๑ สายจริง ๆ ครับ ๑๖๐,๐๐๐ เม็ด เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ ครับ ได้สอบสวนยอมรับว่าเป็น ๑ ใน ๕ สายจริงครับ จากจุดนี้ครับผมเรียนท่านประธานว่า ผมถึงตกใจครับ ผมเรียกทางสํานักงาน ป.ป.ส. มาสอบถามว่าทําไมถึงมีการค้ายาเสพติดกัน อย่างนี้ มันมีอย่างไร ก็ได้ข้อมูลจากสํานักงาน ป.ป.ส ซึ่งทํางานร่วมกับ บช.ปส. ที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวถึงเมื่อสักครู่ว่าแหล่งค้ายาเสพติดหรือผลิตยาเสพติดรายใหญ่ทั้งหมด เกือบจะทั้งหมดที่อยู่ในประเทศไทยเราไม่ได้ผลิตในนี้ครับ ท่านประธานคงจะทราบดีอยู่แล้ว เขามีกําลังการผลิตปีหนึ่งประมาณ ๒๐๐-๒๕๐ ล้านเม็ดต่อปี อยู่อย่างนั้นครับ ยังไม่มีการเพิ่ม เพียงแต่ว่าช่วงไหนต้องการเงินไปต่อสู้กับรัฐบาลมากขึ้นก็จะมีการผลิตและจําหน่ายมากขึ้น แล้วก็จะมาส่งให้อย่างเครือข่ายที่ผมได้เรียนให้ประธานและท่านสมาชิกทราบเมื่อสักครู่ครับ หลังจากนั้นผมก็ได้สอบถามว่าทําไมถึงไม่มีการจับกุมกันได้ ถ้าดูตัวเลขแล้วมันต่ํา เขาบอกว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ป.ป.ส ถูกลดบทบาทให้เป็นหน่วยงานสนับสนุนครับ แต่ว่า มอบภารกิจให้ทางฝ่ายเจ้าหน้าที่ตํารวจเท่านั้นเป็นคนปราบเป็นหลัก อาจจะเป็น ตรงนี้กระมังครับที่ท่านสมาชิกเลยเข้าใจว่าตํารวจจับอย่างเดียว แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากขออนุญาตกราบเรียนว่าปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาของทุกคนครับ ไม่ใช่ของตํารวจ ไม่ใช่ของกระทรวงยุติธรรมที่ดูแลสํานักงาน ป.ป.ส แต่เป็นของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะลูกค้าของผู้ค้ายาเสพติดมันอยู่ในหลายระดับอายุ หลายอาชีพ มันจึงเกี่ยวข้องกับ เจ้าหน้าที่หน่วยงานหลายฝ่าย แต่ที่สําคัญท่านประธานที่เคารพครับ แทบไม่น่าเชื่อครับ ขณะที่เรามีปัญหาเรื่องของการแพร่ระบาดยาเสพติด เรารู้แหล่งผลิตยาเสพติดปีหนึ่ง ๒๐๐-๒๕๐ ล้านเม็ด จับกุมได้ รับสารภาพ ดําเนินการถูกต้องตามนั้นจริง ว่าไม่น่าจะต่ํากว่า ปีหนึ่งเป็น ๑๐๐ ล้านเม็ดที่เข้าประเทศไทย แต่เรากลับมีเจ้าหน้าที่ที่ดูแลเรื่องปัญหายาเสพ ติดน้อยนิด ท่านประธานเชื่อไหมครับ ในสํานักงาน ป.ป.ส. มีทั้งหมดประมาณ ๘๐๐ คน มี ๙ ภาค มีเจ้าหน้าที่ ๓๐ คนต่อภาคครับ ยังไม่ได้อัตราเพิ่มจากหน่วยงานที่เรียกว่า ก.พ.ร. แต่ เมื่อปัญหาเป็นอย่างนี้มันต้องสนธิกําลัง ผมจึงนําเรื่องนี้ไปกราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีว่าถ้า ปล่อยให้ ป.ป.ส หรือตํารวจทํางานคนเดียวนี่ไม่ได้ ตรงนี้คือจุดความเป็นมาของที่เรียกว่า ๕ รั้วป้องกัน เราจึงเห็นว่าปัญหาของการค้ายาเสพติดนั้นมันเริ่มจากการขนถ่ายมาจาก แนวประเทศผ่านแนวชายแดนเข้ามาในประเทศ ต้องมีรั้วป้องกัน ต่อจากรั้วป้องกันนี้ มันก็เข้ามาในประเทศ มันไปตามชุมชน เราก็ต้องมีรั้วชุมชนมาคอยดูแล ต่อจากรั้วชุมชนปั๊บ มันก็จะไปต่อในสังคมโดยรวมก็ต้องมีรั้วสังคมมาช่วยกันทํางาน แล้วก็ต้องไปที่โรงเรียน ซึ่งเป็นเป้าหมายใหม่ของเขา แล้วสุดท้ายก็คือรั้วครอบครัวที่ต้องช่วยกันดูแลครับ ท่านประธาน ที่ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ๕ พื้นที่หลักมันไม่ใช่ของกระทรวงยุติธรรม หรือของเจ้าหน้าที่ตํารวจเท่านั้นครับ จึงมีการสนธิกําลังกันตามนโยบายท่านนายกรัฐมนตรี ที่ประกาศเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๕๒ เรื่อง ๕ รั้วป้องกันให้ทํางานร่วมกันทั้งกระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการ แล้วก็สํานักงานตํารวจแห่งชาติ โดยผ่านทาง บช.ปส. เป็นหลัก แล้วก็มีการตั้งหน่วยงานขึ้นใหม่ใน กอ.รมน. เรียกว่า ศปป. ๑ เป็นฝ่ายเลขานุการ ประสานงานของทุกคน เพราะฉะนั้นวันนี้จึงเป็นการประสานการสนธิกําลังของการป้องกัน ปราบปรามการค้ายาเสพติดซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทยครับ การทํางานวันนี้จึงเป็น การทํางานโดยภาพรวมของทุกหน่วยงานไม่ใช่ของตํารวจ ของกระทรวงยุติธรรม ของกระทรวงมหาดไทย ของใครคนใดคนหนึ่ง วันนี้เราทํางานเป็นทีมของรัฐบาล ของประเทศเพื่อจะช่วยกันแก้ไขปัญหานี้ แล้วที่เราสามารถมีตัวเลขจับกุมเพิ่มขึ้นเพราะว่า การทํางานร่วมกันเป็นทีมอย่างนี้ครับท่านประธาน ผมขออนุญาตโดยสั้น ๆ ครับว่า นโยบายหลัก ที่สําคัญของเราในการแก้ไขปัญหายาเสพติดในรัฐบาลชุดนี้ เราไม่ใช้วิธีเรื่องการฆ่าตัดตอน หรือใช้วิธีมุ่งไปที่ชีวิต หรือการจับกุมเป็นหลัก แต่ที่เราคิดว่าต้องตัดให้ได้คือ ๑. ตัดทุน ทุนของผู้ค้ายาเสพติด ๒. ตัดเครือข่ายครับ แล้วก็ ๓. ในเรื่องของการตัดสินค้า ๓ อย่างนี้ เป็นเรื่องของการปราบปรามครับ แต่ว่าในด้านของการป้องกัน ท่านประธานครับ เราก็ต้อง เน้นเรื่องของการบําบัดรักษาผู้เสพยาเสพติด ต้องเน้นเรื่องของการส่งเสริมกิจกรรมต่อต้าน ยาเสพติดแล้วก็มีการจัดตั้งเครือข่ายของประชาชนทั่วประเทศ กับสิ่งที่ผมกราบเรียน ท่านประธานครับ เราสามารถดําเนินการได้ประสบความสําเร็จ ท่านอาจจะคิดว่าตัวเลข ที่ท่านบอกเป็นการแพร่ระบาดมากขึ้น ผมเรียนท่านประธานครับ กําลังผลิต กําลังเข้าประเทศ เหมือนเดิมครับ แต่ตัวเลขเหล่านั้นคือผลของการดําเนินการอย่างเคร่งครัดจริงจัง และประสานงานกันของทุกหน่วยงานของรัฐบาลภายใต้นโยบาย ๕ รั้วป้องกันของ ท่านนายกรัฐมนตรี จึงทําให้ตัวเลขและการดําเนินการต่าง ๆ พุ่งสูงขึ้น จากการที่ผมเรียน ท่านประธานครับ สํานักงาน ป.ป.ส. เข้ามาเป็นหน่วยงานกลางในการป้องกันยาเสพติดตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๕ จนถึงวันนี้ เอาสิ้นปีตรงนี้ละครับ พ.ศ. ๒๕๕๓ เป็นเวลา ๑๘ ปี สามารถยึดเงิน ซึ่งเป็นเงินสด ซึ่งเป็นทุนของการค้ายาเสพติดได้ประมาณ ๑๑,๐๐๐ ล้านบาท ๑๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ใช้เวลาถึง ๑๘ ปี ท่านประธานครับ แต่ภายใต้รัฐบาลชุดนี้ นโยบาย ท่านนายกรัฐมนตรี ๕ รั้วป้องกัน นโยบายตัดทุนครับ เพียง ๒ ปี ใน ๑๑,๐๐๐ กว่าล้านบาทนั้น เราตัดทุนไปได้ ๒,๑๐๐ ล้านบาทใน ๒ ปี ประมาณ ๑ ใน ๕ ของอายุของ ป.ป.ส. ทั้งสิ้น ๑๘ ปี ในด้านของการที่ตัดเครือข่าย วันนี้เราไม่ได้เน้นแต่รายใหญ่ครับ วันนี้เราสามารถดําเนินคดี ผู้ค้ายาเสพติด สถิติเพิ่มขึ้นเรื่อย ปี ๒๕๕๑ ทั้งปีเราเข้ามาปลายปี ๑๔๑,๐๐๐ คดี ได้ผู้ค้า ๑๕๓,๐๐๐ ราย ปี ๒๕๕๒ ๑๗๔,๐๐๐ คดี ได้ผู้ค้า ๑๘๙,๐๐๐ ราย ปี ๒๕๕๓ ๑๕๒,๐๐๐ คดี ได้ผู้ค้า ๑๖๕,๐๐๐ ราย ในด้านของการตัดสินค้า ๖ เดือนแรกของการที่ รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เข้ามาทําหน้าที่เรื่องนี้มีการประกาศนโยบาย ๕ รั้วป้องกัน ครั้งแรก มีการสนธิกําลังกันเป็นรูปแบบใหม่ของการทํางานป้องกันปราบปรามยาเสพติด ครั้งแรกเราสามารถจับกุมยาเสพติดได้ประมาณ ๑๐ ล้านเม็ด หลังจากที่ประกาศนโยบาย และสนธิกําลังกันครั้งแรกตั้งแต่เดือนมีนาคม ๖ เดือน คือ เดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน แต่ประกาศจริง ๆ เดือนมีนาคมนะครับ เดือนมีนาคม เดือนเมษายน เดือนพฤษภาคม ๔ เดือน แต่ว่า
(นายไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านรัฐมนตรีครับ มีผู้ประท้วงครับ คุณไพโรจน์ประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานครับ ผม ไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์ พรรคเพื่อไทย กรุงเทพมหานคร อยากหารือท่านประธานนะครับว่า กรณีท่านรัฐมนตรีชี้แจง ผมว่าเอาหลังจากที่ฝ่ายค้านได้พูดก่อนดีไหม แล้วท่านชี้แจงทีเดียวเลย แบบนี้ก็ทําให้ยิ่งดึกกันใหญ่นะครับ แล้วก็มีผู้อภิปรายอีกเยอะ เพราะท่านจะต้องโดนพาดพิง อีกหลาย ๆ ท่าน ผมขอหารือท่านประธานว่า
ผมได้วินิจฉัยไปก่อนล่วงหน้าแล้วนะครับว่าจะให้ท่านรัฐมนตรีอีกท่านหนึ่งต่อจากนี้ เป็นผู้ตอบ แล้วหลังจากนั้นก็จะให้สมาชิกอภิปรายยาว แล้วก็จะแบ่งบางส่วนให้รัฐมนตรีตอบ นะครับ เชิญนั่งเถอะครับ เพราะว่าก็ใช้เวลาไม่มากครับ ขณะนี้ยังไม่ถึง ๑๐ นาทีนะครับ เชิญนั่งเถอะครับ เชิญท่านรัฐมนตรีต่อครับ
ครับ ผมจะให้จบโดยเร็วแล้ว ปี ๒๕๕๑ ตอนนั้นผมเข้ามาเป็นรัฐบาลเมื่อปลาย-ปี ๖ เดือนแรก ของปี ๒๕๕๑ จับกุมได้ ๗,๐๐๐,๐๐๐ กว่าเม็ด ๖ เดือนแรกของปี ๒๕๕๒ ที่เราเป็นรัฐบาล ครั้งแรก จับกุมได้ ๑๐ ล้านเม็ด เพิ่มขึ้นนิดหน่อยครับ ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าเม็ด แต่ ๖ เดือนแรก ของปี ๒๕๕๓ ภายหลังจากนโยบาย ๕ รั้วป้องกัน สนธิกําลังทํางานกันเป็นทีมทั้งหมด ๖ เดือน แรกจาก ๑๐ ล้านเม็ดของปี ๒๕๕๒ เราสามารถจับกุมได้ ๒๙ ล้านกว่าเม็ดครับ แล้วจากการ จับกุมทั้งปีที่ทําให้ตัวเลขเพิ่มขึ้นจากปี ๒๕๕๑ ๒๐ ล้านเม็ด ปี ๒๕๕๒ ๒๕ ล้านเม็ด และปี ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา ๔๙,๔๗๔,๐๐๐ เม็ด
-๑๕๒/๑ อันนี้คือการตัดสินค้า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันไม่หมดหรอกครับ ยังไม่หมด ผมเรียนแล้ว เพราะมัน ผลิตประมาณ ๒๐๐-๒๕๐ ล้านเม็ด สิ่งที่เราต้องทําวันนี้คือการประสานงานทํางานกัน อย่างเต็มที่ครับ แล้วผมขออนุญาตกราบเรียนครับว่า ที่ผ่านมาในหน่วยงานที่ท่าน นายกรัฐมนตรีได้กรุณาตั้งนั้นได้ทํางานกันอย่างเต็มที่ถึงได้ประสบความสําเร็จตรงนี้ออกมา สุดท้ายครับ เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาท่านนายกรัฐมนตรีได้มีคําสั่งเพิ่มเติมครับให้มีการ เข้าไปป้องกันปราบปรามและดําเนินการอย่างเข้มงวดในระดับชุมชนแล้วครับ เพราะฉะนั้น ในปี ๒๕๕๔ นี้ท่านจะเห็นปฏิบัติการเพิ่มเติมมากขึ้นในระดับชุมชนหรือผู้ค้ารายย่อย เพื่อให้ใกล้ถึงใกล้ชิดประชาชนมากขึ้นครับ ขอบคุณท่านประธานที่เคารพครับ
ต่อไปเชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โสภณ ซารัมย์ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม โสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ขอรบกวนเวลาสภาที่ต่อจากผู้ประท้วงก่อนหน้านี้ที่ผมได้ชี้แจง ๓ นาทีแล้วต่อจากนั้นเลย นะครับ กราบเรียนเท้าความนิดหนึ่งนะครับ เรื่องที่ผมกราบเรียนท่านประธานก่อนหน้านี้ ถึงเรื่องของโครงการถนนไร้ฝุ่น ผมเรียนท่านสมาชิกจังหวัดน่านที่ท่านบอกว่าประกาศเฉพาะที่ทํา แล้วที่ไม่ทําทําไมไม่ประกาศ ผมกราบเรียนว่าเรื่องถนนไร้ฝุ่น อย่างที่เรียนแล้วว่าขณะนี้ โครงข่ายถนนไร้ฝุ่นเรามีอยู่ทั่วประเทศทั้งหมดนี่ ๗,๒๐๐ กว่ากิโลเมตร เราทําสําเร็จแล้วไป ๓,๐๐๐ กว่ากิโลเมตรก็ประกาศให้ประชาชนทราบ ส่วนที่เหลือนี้อีก ๔,๐๐๐ กว่ากิโลเมตร ก็ยังไม่ได้ทํา ก็เป็นหน้าที่ที่รัฐบาลจะต้องดําเนินการต่อไป ส่วนที่จังหวัดน่านที่ท่านสมาชิก ท่านพูดถึงว่า ขณะนี้ที่จังหวัดน่านก็ได้งบประมาณทั้งหมดของถนนไร้ฝุ่น ๑๑ เส้นทาง งบประมาณ ๑๙๒ ล้านบาท ซึ่งเหลือในความรับผิดชอบที่เป็นลูกรังอยู่ขณะนี้ก็ ๒๔ กิโลเมตร ส่วนท่านพูดต่อไปถึงเรื่องที่คุณครูไปตกเหวที่เสียชีวิตก็เป็นเรื่องสะเทือนใจของทุกคน ที่ได้รับทราบ จึงขอกราบเรียนท่านประธานนะครับว่า เมื่อผมไปคลุกคลีอยู่ทางภาคเหนือ ที่ได้เห็นการจราจรบนดอย ผมจึงตั้งโครงการหนึ่งขึ้นเป็นโครงการที่เรียกว่าถนนสีเขียว เพื่อชาวดอย ซึ่งสามารถอยู่กับสิ่งแวดล้อมได้ แล้วไปนําร่องอยู่ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนอยู่ขณะนี้ ที่จะทําให้ถนนพัฒนาชีวิตของชาวดอยให้อยู่ ให้สามารถสัญจรไปมาโดยไม่รบกวนสิ่งแวดล้อม ไม่ได้ตัดต้นไม้ ซึ่งใช้งบประมาณประมาณกิโลเมตรละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท แล้วก็ไปทํานําร่อง ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ถ้าสําเร็จแล้วโครงการนี้ก็จะขยายต่อไป การเดินทางก็จะปลอดภัย สําหรับคนที่เดินทางในช่วงภูเขาทางภาคเหนือเองก็ตาม เพราะฉะนั้นผมเรียนท่านประธาน ว่าเรื่องของถนนไร้ฝุ่นเป็นเรื่องที่ต้องดําเนินการ แล้วไม่ใช่เป็นลาดยางเป็นช่วง ๆ เป็นเรื่องของโครงข่าย ส่วนที่เป็นข่าวครึกโครมอย่างที่ท่านพูดว่า ความมาตรฐานของถนนไร้ฝุ่น อย่างที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผมกราบเรียนอย่างนี้นะครับ ที่เป็นข่าวเมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ถนนเส้นที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์ ถนนเส้นนี้มีความยาว ๗ กิโลเมตร ซึ่งเป็นคลองชลประทานเดิมแล้วทางจังหวัดได้จัดงบพัฒนาจังหวัดมอบให้ ทางหลวงชนบทเป็นผู้ดําเนินการ เป็นที่ทราบกันดีว่าในภาคกลางนี่พื้นที่ดินจะอ่อน การทําถนนถ้าให้รับปริมาณคันดินที่สูง ๆ บางส่วนจะรับไม่ได้เพราะดินข้างล่างมันอ่อน ถ้าตามหลักวิศวะจริง ๆ ถ้าลงทุนสูงก็จะต้องตอกเข็ม ทีนี้เส้นนี้มันเป็นคันคลองเมื่อมีชาวบ้าน ไปขุดบ่อตรงนั้นลึก ๗ เมตรแล้วอีกด้านหนึ่งเป็นคลอง เมื่อชาวบ้านไปสูบน้ําออกจากคลอง ที่ลึก ๗ เมตร ทําให้ดินยุบตัวลงไป ก็ไม่ได้เป็นเหตุที่ว่าถนนไม่ได้มาตรฐานแต่อย่างใด ฉะนั้น จึงกราบเรียนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องอุบัติเหตุของการก่อสร้างไม่ได้เกี่ยวกับมาตรฐาน หรือไม่มาตรฐานที่กรมทางหลวงได้ดําเนินการ ฉะนั้นก็กราบเรียนท่านประธาน
ส่วนเรื่องที่ ๒ ที่มีพูดกล่าวหาถึงเรื่องทุจริต ถ้าพูดทิ้งไว้คนก็สงสัย อย่างเช่น ประเด็นของรถเข็นที่สุวรรณภูมิ ผมกราบเรียนอย่างนี้นะครับ เรื่องรถเข็นที่สุวรรณภูมิ เดิมสัญญาเก่า ก่อนที่ผมจะมาดํารงตําแหน่งรัฐมนตรี เขาเช่าของรถยี่ห้อหนึ่งเอาไว้ในจํานวน ๙,๐๐๐ กว่าคัน เช่าไว้ในวงเงินทั้งหมดปีละ ๗๖ ล้านบาท ปรากฏว่าผมมาดํารงตําแหน่ง ขณะนั้น สนามบินสุวรรณภูมิขาดรถเข็น ก็ไปตรวจสอบ ตรวจสอบว่ารถนี้มันหายไป ๖,๐๐๐ คัน จาก ๙,๐๐๐ คัน รถหาย ๖,๐๐๐ คัน ขณะนี้ก็ได้ตั้งกรรมการขึ้นหาผู้รับผิดชอบว่ามันหายไป อย่างไรตั้ง ๖,๐๐๐ คัน แล้วก็นําไปสู่การยกเลิกสัญญา แล้วก็ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายต่อไป จึงนํามาสู่ทําให้มีการเช่ารถขึ้นมาใหม่อีกยี่ห้อหนึ่ง ในวงเงินเช่ารถขณะนี้เมื่อมีปัญหารถหาย เราก็ไปติดอาร์เอฟไอดี (RFID) ในวงเงินทั้งหมดค่าเช่ารถถูกกว่าที่เช่ารถในยี่ห้อเดิมทั้งหมด ๖๓ ล้านบาท ขณะนี้เช่ารถ ๗๓ ล้านบาทต่อปี แต่บวกค่าเอฟไอดีแพงขึ้นใน ๗ ปีนี้ แค่ ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อป้องกันรถหาย และที่สําคัญก็คือเราแก้ปัญหารถเดิม คือสัญญา เดิมรถมันหาย ๖,๐๐๐ คัน มันไม่มี สนามบินไม่มีรถใช้ ไม่มีรถเข็นใช้ก็นําไปสู่การยกเลิก สัญญา ถ้าพูดก็เหมือนว่ามีการทุจริต เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานนะครับ
เรื่องที่ ๓ ที่ต้องกราบเรียนท่านประธานอีกเรื่องหนึ่ง ก็มีการพูดถึงเรื่องการ ต่อเนื่องของนโยบาย ที่บอกว่ารถเมล์ฟรี เหมือนว่ารัฐมนตรีไม่มีงานจะทํา แค่ไปเปลี่ยน สติกเกอร์ (Sticker) ที่จริงการเปลี่ยนสติกเกอร์ไม่ใช่การเปลี่ยนสีนะครับ เพียงเปลี่ยนจาก สติกเกอร์เดิมที่เขียนว่า รถเมล์ฟรีเพื่อประชาชน ผมก็บอกว่า รถเมล์ฟรีมันเป็นภาษี ของประชาชน ทําให้ประชาชนเขารู้ว่าเงินของเขาแค่นั้นเอง เพราะฉะนั้นท่านประธาน ที่เคารพครับ การกล่าวหาที่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทุจริตหรือเรื่องซื้อขายตําแหน่งที่ท่านสมาชิก บางท่านบอกว่าแขวงการทางนี่ซื้อขายตําแหน่งกันถึง ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ผมกราบเรียนนะครับ ในยุคผมนี่ครับประกาศชัดเจนเลย แล้วก็เป็นยุคผมที่กล้าประกาศและกล้ากราบเรียน ท่านประธานว่า ถ้ามีคนใดที่มีการซื้อขายตําแหน่งอย่างที่พูดถึง ผมกราบเรียนว่าวันนี้ นโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ผมพูดกับข้าราชการเลยว่าไม่มีเด็ดขาด ในยุคผมที่ทําได้ เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้าผมเอาความเท็จมาแจ้งต่อท่านประธาน ผมไม่มีหน้าที่ จะไปดูข้าราชการของกรมทางหลวงหรอกครับที่มีการซื้อขายตําแหน่ง ฉะนั้นเรื่องทุจริตเองก็ตาม เรื่องที่ถูกกล่าวหาเองก็ตาม ถ้าพูดขึ้นลอย ๆ แล้วทําให้คนอื่นเสียหาย ผมกราบเรียนว่าในยุค ของผม ผมทําเพื่อให้กระทรวงคมนาคมเป็นหน้าเป็นตาและรักษาผลประโยชน์ของพี่น้อง ประชาชนอย่างเต็มที่ครับ กราบขอบคุณครับ
ยังมีอีก ๔ ท่านนะครับ ที่เมื่อกี้ผมไม่ได้อ่านไว้ ของฝ่ายรัฐบาลก็จะเป็นคุณขยัน วิพรหมชัย ฝ่ายค้านก็จะเป็นคุณละออง ติยะไพรัช คุณซูการ์โน มะทา แล้วเมื่อกี้เห็นดอกเตอร์ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง ยกมือไว้ ผมก็จะจดไว้ด้วย ต่อไปเชิญคุณสมคิด บาลไธสง ๑๐ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม สมคิด บาลไธสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย พรรคเพื่อไทยครับ ผมขอ อภิปรายจากดูรายงานของคณะรัฐมนตรีแล้วนะครับ ผมพูดสั้น ๆ เป็นเรื่อง ๆ ครับ ต้นกล้าอาชีพ ล้มเหลว ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่ต้องอธิบาย ไม่ต้องเถียง โครงการชักธงลง ๑๓ ล้านบาท ก็ล้มเหลว ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่ต้องเถียง เช็คช่วยชาติล้มเหลว ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะอะไร ตัวผมเองเป็น ส.ส. อยู่ ผมพูดนี่ครั้งที่ ๓ ยังมาจ่ายเงินให้ผม ๒,๐๐๐ บาท ผมว่าไม่มีตาหรือ ว่าผมเป็น ส.ส. เงินเดือน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ทําไมถึงมาจ่ายเงินให้ผม นี่ครับ มันถึงถือว่า ล้มเหลว เพราะว่าผมอยู่นี่ เป็นผู้แทนราษฎร คนที่จ่ายเงินนี่ตาไม่มีหรือ คนที่เกี่ยวข้อง ไม่รู้ประวัติคนหรือ ที่สําคัญนะครับเมื่อเดือนที่แล้วยังทําหนังสือทวงผมไปอีกให้ผมไปรับอีก ผมโมโหจริง ๆ ใครรับผิดชอบส่วนนี้ กระทรวงการคลังหรือใครผมไม่ทราบ ให้ไปติดตามหน่อย เพราะว่าไม่มีตาหรือ ขนาดผมปฏิเสธไม่ไปรับแล้ว นี่คือความล้มเหลวนะครับ ผมไม่ต้องอธิบาย
กระทรวงศึกษาธิการ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผมจะพูด รายละเอียดในวันอภิปรายไม่ไว้วางใจ มีการทุจริตในกระทรวงศึกษาธิการ มีหลักฐาน เดี๋ยวเจอกันนะครับ ในเรื่องคอมพิวเตอร์ เรื่องหนังสือเรียน การพิมพ์หนังสือเรียน อุปกรณ์ สื่อการเรียน นี่จะอภิปรายไว้ไม่ไว้วางใจ โดยเฉพาะกรมอาชีวศึกษา อาชีวศึกษาหนักที่สุด ผมบอกไว้เลยเมื่อตอบคําถามของผม ในสภาในวันอภิปรายไม่ไว้วางใจ เรียกค่าเปอร์เซ็นต์เขา ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ สถานศึกษาไหน อาชีวะไหนไม่ร่วมมือด้วยย้ายเขาข้ามประเทศ เดี๋ยวเจอกันวันอภิปราย ไม่ไว้วางใจ อันนี้บอกไว้ก่อน นี่คือล้มเหลว เอสพี ๒ ยังไม่ทํา แล้วจะยุบเลิกโครงการและ จะจ้างคนใหม่ เพราะเขาทําไม่ได้ เขาไม่ทํา เขาไม่ทําก็ต้องย้ายเขาข้ามประเทศ หลายท่าน ไปตามดู
เรื่องต่อไปครับ เรื่องกองทุนหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงท่าน นี่ละเปลี่ยนไป เปลี่ยนมาให้ชาวบ้านหลง เดี๋ยวนี้นะชาวบ้านผมแค่ยกตัวอย่างมา ๓ บ้าน เขาถ่ายเอกสาร มาให้ผม บัญชีรับเงินนะครับ กองทุนหมู่บ้าน ที่ว่าท่านแน่ ๆ ท่านว่าจะทํา จะไปเพิ่มเงินให้ เขา หมู่บ้านละ ๔๐๐,๐๐๐ บาท ๓๐๐,๐๐๐ บาท แล้วแต่ขนาดหมู่บ้าน นี่หมู่ที่ ๔ หมู่ที่ ๕ หมู่ที่ ๖ ตําบลบ้านผือ อําเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย อําเภอที่ผมอยู่ ผมไปลงพื้นที่ อาทิตย์ที่แล้วเขาถ่ายเอกสารมาให้ผม นี่เอาเงินเข้ากองทุนหมู่บ้านแค่ ๒-๓ วันก็เบิกคืนไป ไม่รู้ทําวิธีไหน นี่มันเป็นวิธีการของธนาคารไหนไม่ทราบ รายละเอียดมีอยู่ซึ่งผมไม่อธิบาย ให้ท่านไปติดตามเงินก็แล้วกัน สอบสวนกันเอง หมู่ที่ ๔ หมู่ที่ ๕ หมู่ที่ ๖ ตําบลบ้านผือ อําเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย เงินเอาเข้าแค่ ๓ วันก็เบิกหนี นี่ประธานกองทุนหมู่บ้าน เขามาร้องเรียนกับผมเมื่อ ๒-๓ วันนี้นะครับ อันนี้ก็ล้มเหลว ถ้าไม่ล้มเหลวไม่เป็นอย่างนี้นะครับ
เรื่องต่อไปเรื่องงบสนับสนุน อปท. องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เดี๋ยวนี้ เอาไปทําอะไรเสียหายหมดเลย เงินจะบริหารของ อบต. ของเทศบาลเขาไม่มี และยังมีหน้า มารายงานว่าตัวเองประสบผลสําเร็จในการทํางาน ผมถามว่าปี ๒๕๕๒ เอาเงินไปไหน มีเงินให้เขาไหม เขามีเงินเดือน แค่เงินเดือนก็จะไม่พออยู่แล้ว ตรงไหนที่มีลูกจ้าง เขาต้อง เลิกจ้าง เพราะไม่มีเงิน เงินอุดหนุนเอาไปไหนหมดครับ อันนี้คือความล้มเหลว ท่านจะว่า ประสบผลสําเร็จ ผมว่าไม่ประสบผลสําเร็จหรอกครับ
เรื่องเงินผู้สูงอายุ ดีไหม ดี แต่ว่าบางคนตั้งแต่เริ่มต้นเลย อายุเกือบจะ ๘๐ ปีแล้ว ยังไม่ได้ นี่คือความล้มเหลวของการให้เงินทุน ไม่ใช่คน ๖๐ ปีที่ถึงใหม่นะ คือคนที่เกินมา หลายปีแล้ว ก็แสดงว่าในการบริหารยังไม่เข้าถึงประชาชน ยังมีส่วนที่มีปัญหาที่เขาไม่ได้ เขาเสียโอกาสมาตั้งหลายปีนะครับ รายละเอียดมาเอากับผมก็ได้ถ้าใครมีปัญหา
นโยบายการต่างประเทศ ผมถามเอาแค่หลักแดน มันมีปัญหาเพราะ หลักแดนนี้ละ มีปัญหากับเขมรเพราะหลักแดน ผมถามว่าเป็นมา ๒ ปีได้กี่หลัก ฝังได้กี่หลักแล้ว มันมี ปัญหาที่ว่าตกลงกันได้ ฝังหรือยัง หรือรัฐบาลต่อไปไม่มีหลักแล้วไปเถียงกันใหม่ เจบีซีอะไร ทําหรือยัง ไปประชุมกันกี่ครั้ง หมดเงินกี่ครั้งแล้ว เท่าไรแล้ว ได้กี่หลัก หลักแดนไทยกับเขมร ผมว่าเห็นแต่หลักเก่าที่ว่าอยู่นั่น แต่หลักใหม่ที่ว่าไม่มีปัญหามีที่ไหนบ้าง ถ้าตกลงกันได้มันน่าจะ ตกลงถ้าเก่งจริง พื้นที่ทับซ้อนกันแบ่งคนละครึ่งได้ไหม ไม่ต้องมาเถียงกันอีกต่อไป ถ้าคิดว่า จะเอาหมดทั้งหมดมันก็ไม่ยอมกัน ทําอย่างไรจะตกลงกันได้ ทําให้มันเป็นประวัติศาสตร์ หน่อยเรื่องเขตแดน เขมร ผมว่าพม่า ๒,๐๐๐ กว่ากิโลเมตรมีกี่หลัก มันยังไม่มีปัญหา เพราะว่ามีชนกลุ่มน้อยมันยันอยู่กับพม่าอยู่เฉย ๆ ที่ไม่มีปัญหา มีกี่หลัก ประเทศพม่า ประเทศลาวก็ยังมีปัญหาอยู่ทางจังหวัดไซยบุรี ก็ยังไม่เสร็จ ผมก็อยากถามว่าปัญหาชายแดน มันสําคัญนะครับ เดี๋ยวนี้เรายังไปหาเรื่องอีกกับประเทศอื่น ๆ อย่างที่ทุกคนอภิปราย ผมไม่อยากเสียเวลา ไม่ว่าประเทศจีน ประเทศรัสเซีย ประเทศอินเดีย โดยเฉพาะ ประเทศพม่า ประเทศใหญ่อยู่ข้างเคียงเรา แต่เราไม่ค่อยมีสัมพันธไมตรีเท่าไร แต่ได้ยินท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์นี่ละที่ไปเลาะ ๆ เคียง ๆ อยู่ แต่ไม่รู้ว่า ประสบผลสําเร็จแค่ไหน โดยเฉพาะเรื่องการค้าขายชายแดนซึ่งผมจะอธิบายรายละเอียด
การรักษาฟรี ผมถามว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่มาบอกว่า รักษาฟรี ผมนี่เมื่อเดือนที่แล้วมีอดีตผู้ใหญ่บ้านท่านหนึ่งท่านไปผ่าตัดเกี่ยวกับเรื่องฟอกไต เกี่ยวกับเรื่องไต ปรากฏว่าไปฟอกครั้งหนึ่ง ๒,๕๐๐ บาท อาทิตย์หนึ่งไป ๒ ครั้ง เป็นชาวบ้าน นะครับ แล้วเขาเอาเงินมาจากไหน ที่บอกนี่ยืนยันให้ผมหน่อย แล้วผมจะไปถามเอาเงินคืน จากโรงพยาบาล เมื่อเดือนที่แล้วนะครับ ถ้านโยบายนี้เป็นมานานบอกผม ผมจะไปขอเอาเงินคืน ให้เขา ๒,๕๐๐ บาทต่อครั้ง นายสิน อดีตผู้ใหญ่บ้านบ้านทรายทอง ตําบลชุมช้าง อําเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย อันนี้ให้มาตอบผมเลยถ้าว่าได้ฟรีจริง ๆ ผมจะต้องไปถามเอาเงินคืน นะครับท่านรัฐมนตรี ท่านต้องรับผิดชอบ
เรื่องสุดท้าย อันนี้ยาวหน่อยเรื่องสุดท้าย การค้าชายแดน ปัญหาชายแดน ปัญหาที่เรามีปัญหากับประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าเขมร ประเทศลาว ประเทศพม่า ประเทศมาเลเซีย การค้าชายแดนอยู่ในเอกสารเล่มนี้ผมอ่านจนตาปลิ้นแล้วไม่เห็นพูดถึงเลย ผมว่าไม่ถึงขนาด นิ้วมือ ถ้ามี ไม่ได้พูดถึงอะไรเลยเรื่องการค้าชายแดน การค้าชายแดนมันเรื่องการค้าสําคัญ ที่สุดนะครับ เพราะฉะนั้นเมื่อเราไม่ให้ความสําคัญโดยเฉพาะ ๔ ประเทศที่ผมกล่าวมานี้ เดี๋ยวนี้เราก็กําลังจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน จะมีการไหลบ่ากันของพี่น้องประชาชน ใน ๑๐ ประเทศนี้ เรายังไม่ได้มีอะไรเพื่อจะสนับสนุน เพื่อจะทําการค้าให้สะดวกสบาย การ ไปมาหาสู่ของประชาคม ผมขออ่านตัวเลข ตัวเลขการค้าปี ๒๕๕๓ ดุลการค้าในปี ๒๕๕๓ เรา ๑๕๙,๗๓๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท อันนี้ปี ๒๕๕๓ ปี ๒๕๕๒ ๖๕,๗๐๗,๐๐๐,๐๐๐ บาท ปี ๒๕๕๒ เอาใหม่นะครับ ๙๓,๐๙๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท นี่คือการค้าเป็นแสนแสนล้านนะครับ ที่เราได้ดุลการค้า แต่เราไม่ค่อยได้มีการสนับสนุนกิจกรรมการค้าชายแดนเท่าที่ควร ที่ผมได้ ยกมาอภิปรายว่า ในขณะที่การขยายตัวการค้าชายแดนนี่มีทั้งรูปแบบในอาเซียนเราเอง แล้วก็รูปแบบอาเซียนกับประเทศจีน กับต่างประเทศ เพราะฉะนั้นการขนส่งนําเข้า การส่งออกยังประสบปัญหาอยู่เช่นเดิม ไม่ว่าพวกโลจิสติกส์อะไรพวกนี้ เราก็ยังไม่ได้รับการ สนับสนุนเท่าที่ควรนะครับ ถ้าท่านมีคําตอบ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ก็ให้ ผมตอบให้ชัดเจนก็แล้วกัน
และอีกส่วนหนึ่งที่เรายังไม่ได้ดําเนินการอะไรเพื่อเป็นการส่งเสริมการค้า ในการตกลงต่าง ๆ นะครับ หรือเอ็มโอยู (MOU) ระหว่างหน่วยงาน หน่วยงานชายแดนนะครับ ที่สนับสนุนการค้าหรือกระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้องการค้าชายแดนยังมีปัญหา ถือกฎหมายคนละรูปแบบ ถือกฎหมายคนละฉบับ แล้วก็ต่างคนต่างอ้างกฎหมายกัน ยังไม่ให้ ความร่วมมือกันเท่าที่ควร ถ้าผ่านกรมศุลกากรก็ไปติดกระทรวงพาณิชย์ กรมการค้า ต่างประเทศ เถียงกันจนตาเจ็บกระดอนออกแล้วนะครับ ผมประชุม ผมฟังแล้วผมก็ อเนจอนาถใจกับการค้าของประเทศไทย เพราะเรามีระเบียบอะไรเยอะแยะจนไม่สามารถ ที่จะทําอะไรได้
ต้องขอคุณสมคิดรวบรัดด้วยครับ
สุดท้ายแล้วครับ ความมั่นคงเพื่อสนับสนุน การค้าชายแดน ผมว่าถอนทหารออก ออกจากชายแดน เอาตํารวจตระเวนชายแดนเข้าไปดูแล เขาเป็นเจ้าหน้าที่ในการพิจารณาวิธีความอาญาได้ด้วย สามารถที่จะกุมผู้กระทําผิด ถ้าเขามี ความจําเป็น เขามาขอกําลังทหารเข้าไป ไม่ใช่เดี๋ยวนี้ประเทศไทยเรามี ๓๑ จังหวัดยังไม่ได้ ประกาศกฎอัยการศึก ยังประกาศเต็มอยู่ ไม่สนับสนุนการค้าชายแดน เพราะฉะนั้นเมื่อเราไม่เอากฎหมายพวกนี้ออกไปแล้วก็มีปัญหา การค้าชายแดน เดี๋ยวนี้ หลายด่านยังเอาทหาร เอาอะไรไปเต็มอยู่ด่านชายแดน มันจะไปสนับสนุนการค้าได้อย่างไร ซึ่งจริง ๆ หน่วยงานหลักในการสนับสนุนก็คือตํารวจ หรือรวมทั้ง ตชด. เพื่อจะทํางาน ในชายแดน อันนี้ก็ฝากไปยังผู้เกี่ยวข้องนะครับ รัฐมนตรี อีกสุดท้ายก็คืออุปกรณ์ต่าง ๆ ของตํารวจตระเวนชายแดน เก่าคร่ําครึ ไม่ทันสมัย แต่พวกทหารมีแต่รถดี ๆ สวย ๆ แล้วจะไป แก้ไขปัญหาชายแดนได้อย่างไร ขอบคุณมากครับ
ผมที่เตือนไม่ใช่อะไรครับ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวผู้อภิปรายท้าย ๆ จะต้องอภิปรายตีสาม ตีสี่ ต่อไปนายแพทย์อสิ มะหะมัดยังกี ครับ ต้องขออนุญาต เพราะว่าเมื่อครู่ผมบอกไว้แล้ว นะครับว่าขอให้สมาชิกได้อภิปรายยาว ก็ขอสัก ๕-๖ ท่านก็แล้วกันครับ แล้วเดี๋ยว จะเปิดโอกาสให้ท่านรัฐมนตรีอิสสระ สมชัย กับท่านรัฐมนตรีอลงกรณ์ตอบ ขออีกสัก ๖ ท่าน ก็แล้วกันนะครับ ฝ่ายละ ๓ ท่าน เมื่อครู่ผมได้ให้รัฐมนตรีไป ๓ ท่านแล้วครับ แล้วทางนี้ก็ต่อว่า ผมก็ได้อธิบายไปแล้วว่าให้ไปสัก ๖ ท่านก็แล้วกัน นายแพทย์อสิ มะหะมัดยังกี ๗ นาทีครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายแพทย์ อสิ มะหะมัดยังกี ส.ส. จังหวัดสตูล พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นผมก็คงต้องขออภัยที่จะ วิจารณ์การบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้นะครับว่า ท่านบริหารอย่างไรทําให้ราคายางขึ้น ไปถึงเกือบ ๒๐๐ บาท ท่านบริหารอย่างไรทําให้ขี้ยางเกือบ ๑๐๐ บาท/กิโลกรัม สับปะรด ๖ บาท/กิโลกรัม มันสําปะหลัง ๗.๒๕ บาท/กิโลกรัม ตอนแรกผมเข้าใจว่าเป็นผลงานของ รัฐบาล แต่ฟัง ๆ มาในสภานี้ นั่งตั้งแต่เช้าปรากฏว่าไม่ใช่ครับ บางคนก็บอกว่ามันขึ้นไปเอง โดยอัตโนมัติ เป็นโชคชะตา วาสนา ผมก็ว่ามันอาจจะเป็นอิทธิพลของดวงดาวครับ แต่ผม ก็ไปอ่านหนังสือมาก็ไม่เห็นในหนังสือพิมพ์เขาเขียนว่า ราศีมังกรถึงธันวา ไม่มีเขียนว่าทําให้ ราคายางมันแพงขึ้น พายุสุริยะก็ไม่น่าจะทําให้แพงขึ้น ผมอ่านหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ เขาบอกว่า พายุสุริยะทําให้คนบ้าได้ แต่ไม่ได้ทําให้ราคายางมันแพงครับ แต่เรื่องนี้ผมงงครับ ว่ารัฐบาลไม่เคยอธิบายความแก่ประชาชนเลยครับ ผมคิดว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้อง อธิบายความว่าทําอย่างไรบ้างให้ราคายางมันแพง ทําอะไรต่ออะไรที่มันแพงหลาย ๆ อย่างนี่ ละครับ อธิบายความบ้างเถอะครับ เห็นมีป้ายเต็มไปหมด แต่ไม่มีอธิบายความในเรื่องนี้ เดี๋ยวคนเข้าใจว่ามันขึ้นไปเองครับ โดยโชคชะตา วาสนาหรือว่าลมเพลมพัดอะไรมันเกิดขึ้นได้ ทั้งนั้นเลยครับ ผมจะอภิปรายในเรื่องการศึกษา รัฐบาลชุดนี้มีความพยายามอย่างมากที่จะ เพิ่มศักยภาพหรือคุณภาพของบุคลากรหรือทรัพยากรมนุษย์ จะเห็นได้ว่าจากนโยบายเรียน ฟรี ๑๕ ปี โรงเรียนดีประจําตําบล กยศ. เงินกู้ ทุ่มทุนมหาศาล ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องสําคัญมาก ท่านประธานคงจะทราบว่าในบางกลุ่ม บางเผ่าของบางประเทศยังวิ่งหนีสิงห์โตอยู่เลยครับ วิ่งเร็วก็รอด วิ่งช้า ไม่รอดครับ แต่ในบางกลุ่ม บางคน บางประเทศ เกือบไปถึงดาวอังคารแล้ว จะเห็นว่าคุณภาพของคนมันแตกต่างกันมากเหลือเกินนะครับ เพราะฉะนั้นความแตกต่าง อย่างสุดโต่งนี้มันสําคัญมาก เรามีทรัพยากรมากมาย ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มี ทรัพยากรธรรมชาติมาก แต่ถ้าคนไม่ฉลาดต่างประเทศจะหยิบชิ้นปลามันเอาไป เราจะเหลือ แต่ก้างครับ เพราะฉะนั้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์นี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญมากนะครับ ผมจึงมีความเห็นว่าในเรื่องเด็กก่อนวัยเรียน ถ้าท่านประธานอ่าน เรื่อง กว่าจะถึงอนุบาล ก็สายเสียแล้ว จะเห็นว่าก่อนอนุบาลนี่สําคัญ ขอให้ทางรัฐบาลให้ความสําคัญในวัยก่อน อนุบาล แล้วจะทําให้การพัฒนาของเด็กจะดีขึ้นกว่ามากเลยครับ แล้วผมคิดว่านอกจากทําให้ คนเป็นคนเก่งแล้วต้องเป็นคนดีด้วย ก็ต้องขอแรงไปยังกระทรวงวัฒนธรรมช่วยกันกับ กระทรวงศึกษาธิการเพื่อให้คนเป็นคนดีและเก่ง เก่งอย่างเดียวไม่พอครับ ถ้าขี้โกง ประเทศชาติล่มจมครับ ด้านการต่างประเทศ ผมเคยพูดหลายครั้งเกี่ยวกับอุโมงค์สตูล-เปอร์ลิส แต่ตอนนี้ยังไม่เกิด ผมเคยพูดหลายครั้งว่าปู่ตายแล้วครับ ตอนนี้ปู่ตายแล้ว พ่อยังอยู่แต่แก่แล้ว ลูกยังอยู่ หลานเหลน ไม่รู้มีโอกาสจะเห็นหรือเปล่าครับอุโมงค์สตูล-เปอร์ลิส ตอนนี้รัฐบาล ต้องทําครับ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการอลงกรณ์ พลบุตร ก็ทําลิมอดาร์ซา ซัมมิท (Lima Dasar Summit) ก็เป็นเรื่องนี้ ผมอยากให้ท่านทําต่อครับ ไปเจรจากับประเทศมาเลเซีย ตอนนี้ ดูท่าว่าจะมีปัญหาว่าจะเอาอุโมงค์หรือจะเอาสะพาน ซึ่งคิดว่าอุโมงค์เราได้เดินมาเยอะแล้ว ก็อยากให้ท่านช่วยต่อตรงนี้ครับ
ในเรื่องนโยบายต่างประเทศ การส่งเครื่องบินไปรับนักศึกษาไทยที่ประเทศอียิปต์ ตอนที่มีความไม่สงบ รับมาผมชื่นชมมาก แต่อยากให้ท่านส่งกลับไปด้วย ตอนนี้เขายังกลับไป ไม่ได้ ก็ใกล้สอบแล้วครับ รับมาแล้วส่งกลับไปด้วยครับ กรุณาครับ ผมคิดว่าอันนี้เป็นเรื่องจําเป็น ในเรื่องการไปดูแลคนงานที่ประเทศลิเบียซึ่งมีจํานวน ๒๐,๐๐๐ กว่าคน เรื่องนี้รัฐบาลได้ทํา ผมทราบแล้วว่าได้ส่งเรือไปที่ทริโปลีครับ แล้วก็ส่งไปยังที่ปลอดภัย ที่ประเทศตูนีเซียครั้งละ ๒,๐๐๐ กว่าคน ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี
ในประเด็นการส่งเสริมกิจการฮัจย์ เป็นเรื่องสําคัญมาก คนมุสลิมที่ไปทําฮัจย์ ไม่ประสงค์ที่จะรับบริการของกรมศาสนาอีกต่อไปครับ ผมก็ขอเรียนท่านรัฐมนตรีกระทรวง วัฒนธรรมว่าเปลี่ยนเถอะครับ ตอนนี้ผมทราบมาว่ารัฐบาลจะเสนอแก้ไขร่างพระราชบัญญัติ กิจการฮัจย์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความจริงใจของรัฐบาลที่จะแก้ปัญหาในเรื่องนี้ซึ่งมีมาหลายปี แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ประเด็นที่ผมว่าจะแก้ไขก็คือ เปลี่ยนเถอะครับ หน่วยงาน ที่รับผิดชอบกิจการฮัจย์ แล้วก็อยากให้ท่านเพิ่มอํานาจของจุฬาราชมนตรีสักหน่อยครับ ในเรื่องการไปดูแลฮัจย์ให้มีศักดิ์ศรีหน่อยครับ มีความสามารถ มีงบประมาณรองรับบ้าง ในการที่แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย ตรงนี้เป็นเรื่องที่มีปัญหา มายาวนานมากครับ ท่านจุฬาราชมนตรีก็ได้ปรารภเรื่องนี้กับหลาย ๆ ท่านว่า ท่านไม่มี อํานาจเลยถ้าไป ไปก็ไม่ทราบจะทําอะไรได้ถ้ามีปัญหา เพราะไม่มีอํานาจ ขอตรงนี้ให้บรรจุ เข้าไปด้วย
สุดท้ายนี้เหลือเวลาน้อยแล้ว ผมเองอภิปรายมาไม่เคยเกินเวลาเลยครับ ท่านประธาน พยายามที่ให้อยู่ในเวลาตลอด ผมเห็นด้วยกับการที่ผู้อภิปรายหลาย ๆ ท่าน พูดถึงศาลอาญาระหว่างประเทศครับ เพราะผมคิดว่าคดีตากใบนี่นะครับ เป็นการชุมนุม โดยสงบปราศจากอาวุธ ไม่มีการเผาบ้านเผาเมืองครับ ไม่มีการกีดขวางทางจราจร ปรากฏว่า มีคนตาย ๗๘ คน มีการโยนคนขึ้นเป็น ๆ นี่ครับบนรถหลาย ๆ ชั้นครับ ตายเพราะว่า มีบางคนก็ยังพูดให้เจ็บใจอีกว่า ที่ตายง่ายเพราะว่าพวกเหล่านั้นถือศีลอด ในช่วงนั้นถือศีลอด บางคนก็บอกว่าตายเพราะไม่ยอมหายใจ จริง ๆ ไม่ใช่เพราะไม่ยอมหายใจนะครับ เพราะหายใจไม่ออก เพราะมันหลายชั้นเกินไป เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญมาก ในเล่มนี้มีเขียน ถึงการเยียวยาของผู้ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมคิดว่า ให้เงินให้ทองยังไม่พอ แต่ความยุติธรรมสําคัญกว่า ถ้าท่านรัฐบาลชุดนี้จับตัวผู้บงการฆ่า ละเมิดสิทธิมนุษยชน ผมไม่ทราบว่าเข้าประเด็นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์หรือเปล่าครับ ขึ้นศาลอาญา ระหว่างประเทศครับ ผมไม่ทราบว่าใครเหมือนกันก็ต้องหาละครับ ไม่ว่าท่านผู้นั้นตอนนี้ จะถือสัญชาติไทย เขมร หรือมอนเตเนโกร ผมไม่ทราบจริง ๆ ว่าเป็นสัญชาติอะไร แต่ตอนที่ เกิดเหตุการณ์ขึ้นคงเป็นสัญชาติไทย เพราะฉะนั้นรัฐบาลต้องดําเนินการครับ เรื่องนี้ เท่าที่เขียนในนี้ยังไม่พอ ต้องดําเนินการ และผมเชื่อว่าความสงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะกลับมาอย่างรวดเร็วขึ้น และทั้งหลายทั้งปวงในสภาวันนี้ที่พวกเราได้อภิปราย ผมเชื่อว่า ทําไปเพราะถือว่าประชาธิปไตยนี้คือผลประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่ ไม่ใช่ประชาชน เป็นใหญ่ในแผ่นดินครับ ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดินพวกคอมมิวนิสต์ครับ ผมเกิดและ ไปเรียนในสมัยตอนที่หลัง ๖ ตุลาคม วันนี้ชัดเจนมาก ขอให้ถือประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่ ขอบคุณอย่างสูงครับ สวัสดีครับ
คุณอรุณี ชํานาญยา ครับ ๑๐ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน อรุณี ชํานาญยา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพะเยา พรรคเพื่อไทยค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันโชคดีได้อภิปรายในช่วงเวลานี้ พี่น้องชาวบ้านเพิ่งเลิกชมละครพอดี กลับมาฟังเรื่องของ การอภิปรายกันต่อ ท่านประธานที่เคารพคะ วันนี้สิ่งที่ดิฉันจะอภิปรายต่อรายงานแสดงผล การดําเนินการของคณะรัฐมนตรี เรื่องใหญ่ก็คือเรื่องของนโยบายสําคัญของรัฐบาลชุดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี ๒๕๔๒ ก็คือโครงการเกี่ยวกับข้าวนะคะ ซึ่งเป็นแนวนโยบาย ด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลซึ่งมีนายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี และมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เช่นกันเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติค่ะ ท่านประธานที่เคารพคะ ตัวเลขที่ดิฉันจะนําเสนอนั้นต้องนําเรียนนะคะว่า ไม่ใช่ตัวเลขที่มาจากการซุกซนเหมือนที่ ท่านนายกรัฐมนตรีเคยปรามาสท่านมิ่งขวัญไว้ในสภาแห่งนี้ แต่มาจากหนังสือเล่มนี้ บางตัวเลขมาจากผลการดําเนินการของรัฐบาลตามมติ ครม. บางตัวเลขมาจากรายงานของ คณะอนุกรรมาธิการข้าว คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ของวุฒิสภา ในหนังสือเล่มนี้ ที่รัฐบาลได้นําเสนอต่อรัฐสภาแห่งนี้นั้น หน้า ๑๓๖ ค่ะท่านประธาน ข้อที่ ๑๕ โครงการ ประกันรายได้เกษตรกรและการรักษาเสถียรภาพของราคาสินค้าเกษตร มีและด้วยนะคะ เรื่องแรกก็คือเรื่องโครงการประกันรายได้ ต่อมาท่านได้บอกว่ารัฐบาลชุดนี้ โครงการประกันรายได้ ใช้งบประมาณไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของข้าวแค่ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทในปี ๒๕๕๒ บางฉบับบอกว่าใช้ไปอยู่ ๒๘,๐๐๐ ล้านบาท และเช่นเดียวกัน ในหนังสือเล่มนี้ท่านบอกว่า โครงการรับจํานําปีก่อนหน้านั้น ซึ่งท่านได้เปรียบเทียบบอกว่าใช้งบประมาณไปถึง ๘๖,๗๙๖ ล้านบาท ต่างกันเยอะค่ะ แต่ชาวบ้านที่อ่านแค่นี้ สมาชิกที่อ่านแค่นี้ไม่เข้าใจ คงจะเปรียบเทียบว่า ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทกับ ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนั้น ทําไมมันต่างกันเยอะขนาดนี้ ทําไมรัฐบาลชุดก่อนที่มีโครงการจํานําไปใช้งบประมาณ มหาศาล แต่รัฐบาลชุดนี้เกษตรกรได้ทุกคนในเรื่องของส่วนต่างถึง ๓,๙๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน บางฉบับบอกว่า ๓,๔๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน แต่โครงการจํานําในสมัยก่อนหน้านี้บอกว่า เกษตรกรได้รับผลประโยชน์แค่ ๙๐๐,๐๐๐ กว่าราย ท่านประธานคะ มันลับ ลวง พราง เหมือนรัฐบาลชุดนี้หรือเปล่าไม่ทราบ ๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทที่ท่านว่านี้มันเป็นงบประมาณ ที่กู้จาก ธ.ก.ส. ไปรับจํานําข้าวมาอยู่ในมือของรัฐบาล แล้วจากนั้นรัฐบาลก็ไปบริหาร ระบาย สต็อก (Stock) ข้าวออกไป ฝีมือรัฐบาลชุดนี้ก็บ่งบอกอยู่แล้วว่าระบายไม่ได้ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีเจ้ากระทรวง จะระบายก็โดนพรรครัฐบาลเบรก (Break) อีก ไป ๆ มา ๆ ปัญหาการระบายข้าว ก็ไปไม่ถึงไหน เป็นเรื่องของการบริหารชัด ๆ ที่ล้มเหลว ต้องบอกว่าล้มเหลว แต่ท่านไปตีปี๊บ บอกว่าประกันรายได้ใช้เงินแค่ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ๒๓,๐๐๐ ล้านบาท เกษตรกร ได้ครบถ้วนหน้า แต่มันหายไปหมดเลยนะคะ ๒๓,๐๐๐ กว่าล้านบาทคืองบประมาณของ รัฐบาล ภาษีของแผ่นดินล้วน ๆ เลย ให้กับเกษตรฟรี ๆ ต่างกับจํานํา จํานํานี่รัฐบาลใช้เงิน ปีหนึ่ง ๑,๐๐๐-๒,๐๐๐ ล้านบาท เป็นค่าดําเนินการ เป็นค่าบริหารโครงการ แค่นั้นเอง ยกตัวอย่างรายงานสรุปของคณะอนุกรรมาธิการข้าว บอกว่า ปี ๒๕๕๔ ถึงปี ๒๕๕๐ ของโครงการรับจํานําข้าวนี่ รัฐบาลใช้งบประมาณสําหรับการดําเนินการรวมทั้งสิ้นแค่ ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่รัฐบาลชุดนี้ใช้งบในส่วนต่างประกันรายได้ไปปีเดียว ๒๗,๐๐๐ ล้านบาท ๒๘,๐๐๐ ล้านบาท ถ้านับปีนี้ด้วย ปี ๒๕๕๓ ดิฉันว่าแน่นอนค่ะ เกิน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทแน่ ไม่ได้คืนด้วย แต่รัฐบาลที่ผ่านมาจํานําข้าว เขามีการบริหารสต็อก มีการระบายข้าวเป็นระยะ ๆ บางช่วงก็ได้กําไร บางช่วงก็ขาดทุน ทีนี้ในเรื่องของงบประมาณ ของแผ่นดินที่เสียไปในส่วนต่างประกันรายได้ พี่น้องอาจจะฟังแล้วไม่เข้าใจ ดิฉันจะอธิบายให้ฟังนะคะ การจํานํานี่รัฐบาลบอกว่าข้าวหอมมะลิ ๑ ตัน รับจํานําที่ ๑๕,๐๐๐ บาท เกษตรกรดีใจค่ะ อย่างไรปีนี้ก็ได้ ๑๕,๐๐๐ บาทแน่ ถ้าเข้าไปก็หักแค่ ความชื้น หักแค่สิ่งเจือปน ได้แน่นอน แต่ถ้ารัฐบาลชุดนี้ประกัน กําลังเย้ว ๆ อยู่ขณะนี้ ท่านก็ดูสิคะ ประกันนี่ ราคาอ้างอิงถึงเวลาจริง ๆ ชาวบ้านขายไม่ได้เท่าที่ท่านอ้างอิง มันต่ํากว่าค่ะ ถ้าบวกกับส่วนต่างข้างบนกับราคาขายที่ให้พ่อค้าซื้อไปมันไม่ถึงราคาที่ท่านตั้งไว้ คือราคาประกัน แถมไม่พอท่านยังเสียงบประมาณของรัฐบาล ของประชาชน ของภาษีทั้งหลายเป็นเงิน ก้อนโตด้วย ต่างกันนะคะ ต่างกันกับเรื่องของการรับจํานํา พี่น้องคะ ถ้าฟังดิฉันพูดต้องบอกว่า ข้อมูลนี่มันเป็นสิ่งที่มันปกปิดกันไม่ได้ เมื่อเช้าดิฉันฟัง ส.ส. ซีกรัฐบาลพูด ก็พูดอย่างนี้ละค่ะว่า จํานํานี่ใช้เงินไป ๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทปีเดียว แต่ ๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท พูดไม่จบค่ะ ไปพูดว่าข้าวนี่อยู่ในมือของรัฐบาล รัฐบาลสามารถไปขายต่อได้เงินมาได้ อาจจะได้กําไรด้วยซ้ํา ก็กลับเอาเงินนั้นเข้ามาเป็นเงินของรัฐบาล ของพี่น้องประชาชน แต่ประกันนี่สิคะ หมดแล้วหมดเลย ชาวบ้านที่ได้ไปจากประกัน ก็คือเงินที่เขาได้จากการบริหารการค่าตลาด ไม่ต้องไปเอาเงินงบประมาณของแผ่นดิน อันนี้คือข้อแตกต่างที่ชัดเจนมาก ฉะนั้น ดิฉันจึงบอกว่านโยบายข้าวของรัฐบาลชุดนี้เป็นนโยบายที่ลับ ลวง พราง เอาแต่หาเสียง ฝีมือไม่มี กลัวการที่จะบริหารสต็อกข้าว กลัวการที่จะขายข้าวไม่ได้ มันต่างกับรัฐบาลสมัย ท่านนายกทักษิณ บอกว่า ถ้าผมเป็นนายกรัฐมนตรีผมจะเป็นเซลแมน (Salesman) ขายข้าว ให้คนไทยทั้งประเทศ แต่รัฐบาลนี้ไม่มีค่ะ กลัวการที่จะต้องไปขายข้าว กลัวการที่จะต้องไป ขายสินค้าเกษตร มีอย่างเดียวค่ะ เอาเงินงบประมาณนี่ไปจ่ายชดเชยเป็นส่วนต่าง หาเสียง อย่างเดียว สุดท้ายก็ไปไม่รอด ปิดถนน ๒ วันก่อน นี่หรือคะนโยบายประกันราคาของ นายกรัฐมนตรีที่ชื่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดิฉันถึงบอกว่าวันนี้ความจริงมันเกิดขึ้น ตาพวกเรา ก็สว่างขึ้น ปีหน้า ๒๕๕๔ ดิฉันก็คิดว่างบประมาณมันจะต้องสูญเสียมากกว่านี้อีก แต่ว่า เสียดายรัฐบาลให้ดิฉันอภิปรายแค่ปี ๒๕๕๒ ถ้าต่อจากนี้ตัวเลขต้องน่าตกใจค่ะ เอาง่าย ๆ ข้าวหอมมะลิปี ๒๕๕๒ ส่วนต่างจ่ายกันแค่ประมาณ ๙๐๐ กว่าบาท ปีนี้ซัดเข้าไป ๑,๐๐๐ กว่าบาทเกือบ ๒,๐๐๐ บาท บางรายได้ ๒,๐๐๐ กว่าบาทด้วยซ้ํา นั่นคืองบประมาณทั้งสิ้น ไม่ใช่ความเก่งกล้าของรัฐบาลที่มาจากการบริหารในเรื่องของการบริหารสต็อกข้าว ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันคิดว่าถ้าต้องใช้งบประมาณแผ่นดินมหาศาลมาเพื่อที่จะ หาเสียงอย่างเดียว กู้มาหรือว่าใช้งบประมาณสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ ไม่ใช้ฝีมือเลยก็อย่าอยู่เลย นะคะ รอดีกว่า พี่น้องประชาชนที่เคารพ รอสมัยหน้าถ้าพรรคเพื่อไทยได้เข้ามาเป็นรัฐบาล ดิฉันคิดว่าโครงการรับจํานํา แน่นอนค่ะข้าวเราจะจํานําที่ราคาสูงขึ้น เกษตรกรต้องพอใจแน่ เพราะไม่ต้องไปขายราคาต่ําให้กับพ่อค้า สต็อกไม่มีค้าง สต็อกไม่มีค้างเหมือนรัฐบาลชุดนี้ เพราะแย่งกัน แข่งขายกัน พรรคนั้นก็จะขาย พรรคนี้ก็จะขาย สุดท้ายก็ไม่ได้ขาย บริหาร ค้าข้าวต้องได้กําไร ถ้าเราเป็นรัฐบาล และงบประมาณก็ไม่มีการที่จะมาสูญเสียและโกงกินกัน อย่างมหาศาลขนาดนี้ ฝากท่านประธานนะคะว่าความหวังของประชาชนพี่น้องคนไทยก็คือ ทําอย่างไรจะให้รัฐบาลบริหารประเทศชาติได้ดี ดิฉันก็แนะนํากับท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ว่า เรื่องข้าวเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าท่านคิดว่าอยากให้ประเทศชาติไปรอด ท่านกลับเอาโครงการ รับจํานํากลับมาเถอะค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ขณะนี้ได้รับเวลาที่เราอภิปรายกันไปทั้งหมด รัฐบาลใช้เวลาไป ๒ ชั่วโมง ๕๔ นาที ก็เหลืออีก ๖ นาทีตามเวลาที่กําหนด พรรคร่วมรัฐบาล ๒ ชั่วโมง ๔๙ นาที ก็เหลืออีก ๖ ชั่วโมง ๑๐ นาที ฝ่ายค้าน ๖ ชั่วโมง ๒๗ นาที ก็เหลืออีก ๑ ชั่วโมงครึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก การอภิปรายในสภาผมเห็นว่าเป็นความจําเป็นนะครับ ผมจะเปิดโอกาสให้พวกเราอภิปราย ครบหมด แล้วก็จะให้รัฐบาลด้วย เพราะว่าเหลืออีกไม่กี่ท่าน คุณนคร มาฉิม ๗ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธาน ที่เคารพครับ การรายงานผลการปฏิบัติงานของรัฐบาลต่อสภาผู้แทนราษฎรนั้นทุกท่าน ทราบดีว่าเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีอยู่ทั้งหมดประมาณ ๑๐ หมวด ในทั้ง ๑๐ หมวดนั้นหลายอย่างต้องขอชื่นชมว่ารัฐบาลสามารถที่จะปฏิบัติได้สูงกว่า มาตรฐานที่ตั้งไว้ แล้วก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อพี่น้องประชาชน เช่น ด้านการให้เบี้ยยังชีพ กับผู้สูงอายุ หรือด้านสังคมซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์ ด้านการศึกษา ซึ่งผมได้สอบถามพี่น้องประชาชน ส่วนใหญ่แล้ว ร้อยละ ๙๐ เห็นพ้องต้องกันว่าเป็นนโยบายที่ดีและเป็นนโยบายที่น่าชื่นชม นโยบายเรื่องการ ประกันรายได้สินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าว ข้าวโพด แล้วก็มันสําปะหลัง ซึ่งทั้ง ๓ อย่างนี้ ราษฎรและพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดพิษณุโลกที่ผมเป็น ส.ส. อยู่ ส่วนใหญ่เห็นพ้องด้วยว่า เป็นนโยบายที่ดีและส่งผลต่อพี่น้องประชาชนอย่างถึงครัวเรือน ซึ่งอาจจะแตกต่างกับ ความคิดเห็นของสมาชิกหลายท่านที่มองเห็นว่าจํานําดีกว่า แต่พี่น้องประชาชนที่จังหวัด พิษณุโลกเห็นว่านโยบายในเรื่องการประกันรายได้สินค้าเกษตรเป็นนโยบายที่ถูกต้องแล้วก็ แก้ไขปัญหาได้ตรงจุดที่สุด นอกเหนือจากนั้นต้องขอชื่นชมว่านโยบายในการแก้ไขปัญหา แรงงาน โดยเฉพาะการยกระดับแรงงานทั้งในประเทศ แล้วก็แรงงานที่มาทํางานอยู่ใน ประเทศ ในช่วงที่ ฯพณฯ รัฐมนตรีไพฑูรย์ แก้วทอง และท่านรัฐมนตรีว่าการปัจจุบัน ได้ปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะที่น่าชื่นชมมากที่สุดก็คือเรื่องการให้มีสถาบันความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางาน ยกระดับความคุ้มครองแรงงานให้เป็น มาตรฐานสากล แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นด้วยความเป็นห่วงก็คือ ในวันสองวันนี้แรงงานไทยที่ไปทํางาน ในต่างประเทศ โดยเฉพาะที่ประเทศลิเบียกําลังประสบกับความทุกข์ยากเนื่องจากวิกฤติ ภายในประเทศที่ทํางานอยู่ ก็ขอฝากเรื่องนี้ผ่านท่านประธานไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวง แรงงานและ ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศให้เร่งรัดดําเนินการแก้ไขและ ช่วยเหลือแรงงานต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากประเทศต่าง ๆ ที่เขาไปทํางานอยู่ให้กลับบ้าน โดยปลอดภัย
ท่านประธานที่เคารพครับ ทั้งนี้ทั้งนั้นยังมีนโยบายที่จะต้องฝากท่านประธาน ผ่านไปถึงรัฐบาลว่ายังคงมีนโยบายที่จะต้องได้รับการเพิ่มเติมผลักดันอย่างจริงจังมากกว่า ที่เป็นอยู่ ก็คือ
๑. นโยบายในเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดิน เนื่องจากว่าในช่วงที่ ผ่านมาค่อนข้างที่จะขาดความเป็นเอกภาพ แต่เนื่องจากว่าเวลาจํากัด ผมเองขอขอบคุณ รัฐบาลและสภาแห่งนี้ที่ได้ผ่านกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการที่ดินสงวนหวงห้ามของรัฐ ที่เสนอโดยสภาผู้แทนราษฎร แต่ว่าสิ่งที่ควรที่จะเพิ่มก็คือทําอย่างไรที่จะให้การวางระบบ ในการบริหารจัดการที่ดินให้เกิดความเป็นธรรม มีการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม และลดความเหลื่อมล้ําในการถือครองที่ดินและฐานะความเป็นอยู่ของประชาชนให้เพิ่ม มากขึ้น โดยขอให้รัฐบาลเร่งเสนอกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กฎหมายภาษีมรดก กฎหมายนโยบายที่ดิน กฎหมายภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้าเพื่อลดช่องว่างระหว่างคนจน กับคนรวยให้มากขึ้น และ
๒. ก็คือนโยบายในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา ซึ่งจําเป็นเหลือเกิน ที่รัฐบาลจะต้องดําเนินนโยบายในการพัฒนาแหล่งน้ําให้มากขึ้น ส่งเสริมและสนับสนุน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีส่วนร่วมในการปรับปรุงและพัฒนาแหล่งน้ําให้เพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มพื้นที่ชลประทานให้เพิ่มขึ้นอย่างน้อยที่สุด ๒ เท่าจากจํานวนพื้นที่ชลประทานที่มีอยู่ ประมาณ ๒๘ ล้านไร่ภายใน ๒ ปี และควรที่จะนําเอาเรื่องแหล่งน้ําและการวางระบบในการ บริหารจัดการทรัพยากรที่ดินให้เป็นวาระแห่งชาติ ให้เป็นนโยบายในการที่จะขับเคลื่อน ประเทศของเราให้เป็นศูนย์กลางในการผลิตอาหารของโลกแห่งหนึ่ง
เรื่องต่อมาที่ผมขออนุญาตฝากท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลเพื่อเพิ่มเติม ก็คือต้องขอชื่นชมว่ากระทรวงวัฒนธรรม และสํานักนายกรัฐมนตรีที่กํากับดูแลเรื่องศาสนา ให้งบประมาณในการส่งเสริมให้นักเรียนได้มีการเรียนการสอนพระพุทธศาสนาในวันอาทิตย์ แต่ยังไม่เพียงพอ ท่านประธานที่เคารพครับ ควรที่จะมีในทุกตําบลหรือทุกอําเภอเพื่อให้เยาวชนของไทย ได้เรียนรู้ในหลักศาสนา โดยเฉพาะพระพุทธศาสนาซึ่งถือว่าเป็นศาสนาประจําชาติและ คนส่วนใหญ่ให้ความนับถือ แล้วก็ควรที่จะแก้ไขวัดหรือสํานักสงฆ์ที่อยู่ในเขตป่าเพื่อยกระดับ ให้ถูกต้อง ผมเชื่อนะครับว่าถ้าเกิดว่ารัฐบาลให้ความสําคัญเรื่องนี้แล้วก็แก้ไขปัญหาเรื่องวัด ที่อยู่ในป่าให้ถูกต้อง เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลจะเป็นมหามงคลอย่างยิ่งทั้งต่อรัฐบาล ต่อประเทศนะครับ
เรื่องสุดท้ายท่านประธานที่เคารพครับ เนื่องจากเวลาเหลือไม่ถึงวินาที ที่ผมต้องฝากก็คือเรื่องคอร์รัปชัน เรื่องนี้อันที่จริงต้องชื่นชมว่ารัฐบาลภายใต้การนําของ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ การคอร์รัปชันเบาบางลง ผมไม่ได้ถือว่าเป็นความเห็นส่วนตัว แต่ว่าเนื่องจากว่าข้อสํารวจจากเพิร์ก (PERK) หรือองค์กรตรวจสอบการคอร์รัปชัน ทั้งในเอเชียแล้วก็ในระดับโลก สถิติค่อนข้างดีขึ้นแต่ยังต่ําอยู่ ก็คือสถิติตอนนี้ประเทศสิงคโปร์ ฮ่องกง จะอยู่ที่ ๙.๒ จากคะแนนเต็ม ๑๐ แต่ของเราจะอยู่ที่ ๓.๗ ถึง ๓.๘ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ในช่วงที่รัฐบาลภายใต้การนําของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ขอให้การคอร์รัปชัน ในจุดพิกัดที่เราดีขึ้นมากกว่า ๕ หรือมากไปถึง ๗ หรือถึงเทียบเท่ากับประเทศสิงคโปร์ โดยใช้สิงคโปร์โมเดล (Model) หรือฮ่องกงโมเดลในการแก้ไขการทุจริตคอร์รัปชัน ของประเทศก็จะเป็นคุณูปการต่อบ้านเมือง ต่อประชาชน และสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้น อย่างแท้จริงต่อประเทศ กราบขอบพระคุณครับ
คุณนฤมล ธารดํารงค์ ๑๐ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นฤมล ธารดํารงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย วันนี้ดิฉัน ได้มีโอกาสอภิปรายพิจารณารายงานแสดงผลการดําเนินการของคณะรัฐมนตรีตาม แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นนโยบายด้านเศรษฐกิจที่ดิฉันได้อ่านใน หนังสือที่โชว์ (Show) กันสวยหรูเล่มนี้ ดิฉันก็ไม่ค่อยประทับใจกับผลงานมากน้อยสักเท่าไร มันดูหรู ดูดีนะคะ แต่ชาวบ้านก็บอกกับดิฉันว่ามันดูหรู ดูดี แต่มันไม่อิ่มท้องหรอก ดิฉันก็จึง หันมามอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ หลายเรื่องที่ถูกนํามาใช้ก็แทบจะ พิสูจน์ได้ว่าเป็นนโยบายที่เอื้อกับคนรวยแล้วก็ไม่ช่วยคนจน จนเกิดสภาพสังคมที่รวยกระจุก จนกระจายอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ ทุกหย่อมหญ้าเดินเข้าไปตามตรอกซอกซอยไหนก็จะเจอ สภาพเหล่านี้ การกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล มีการเทงบลงไปอย่างมหาศาลจนถึงวันนี้ก็มีข้อ พิสูจน์แล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับพี่น้องของเราบ้าง มีนักวิชาการกลุ่มหนึ่งทางด้านเศรษฐกิจก็ได้ ออกมาให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายของท่านว่านโยบายของท่านเป็นการทําให้คนรวยที่ เป็นเจ้าของกิจการขนาดใหญ่อยู่แล้ว ตลอดจนชนชั้นนําเท่านั้นที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดจาก นโยบายเศรษฐกิจของท่าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโครงการเช็คช่วยชาติ ซึ่งหลาย ๆ ท่านก็ได้พูดถึง หรือแม้แต่โครงการต้นกล้าอาชีพ หรือแม้แต่ชุมชนพอเพียง ซึ่งมันก็ไม่ค่อยเพียงพอเท่าไร ที่ผ่านมาเมื่อนโยบายต่าง ๆ ของท่านได้ดําเนินผ่านมา จะบอกว่านโยบายเหล่านี้ยังไม่ได้เห็นผล ก็ไม่ใช่นะคะ มันเห็นผลจริง ๆ เพราะว่าอะไรคะ บัดนี้ไปดูได้เลยประชาชนชาวรากหญ้า ทั้งหลายต้องประสบกับปัญหาราคาน้ํามันแพง ปัญหาค่าครองชีพสูง รายได้กับรายจ่าย ไม่พอกัน รายจ่ายสูงกว่ารายได้มาก แม้รัฐบาลจะออกมาให้ตัวเลขที่ดูสวยหรู ออกมา ประชาสัมพันธ์ตามสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคัทเอาท์ (Cutout) ตามริมถนนหรือแม้แต่ ประชาสัมพันธ์ในหน่วยของทางสถานีโทรทัศน์หรือทางสื่อวิทยุก็ตามที มันเป็นการออกสื่อมา ที่ซ้ําซากจําเจ แต่ในความเป็นจริงแล้วชาวบ้านตาดํา ๆ เขาทราบว่าสิ่งที่เขาต้องเผชิญต่อไป ทุกวันนี้เขา เจออะไร ไม่ว่าจะเป็นปัญหาภาวะค่าครองชีพสูงที่บอกไปแล้ว ค่าครองชีพที่ถีบตัวสูงขึ้น อย่างมาก ความฝืดเคืองของเงินทองที่จะหาได้ในแต่ละวัน แล้วมันกระจายไปทุกครอบครัวแล้ว ที่ผ่านมาการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนของรัฐบาลนี้มันดูเหมือนกับยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง มันทําให้ดิฉันนึกถึงสุภาษิตที่คนโบราณมักจะพูดกันเหมือนเขาเรียกว่า ลิงแก้แห คือแก้เท่าไร ก็ไม่หลุดสักทีหนึ่ง หลุดตรงนี้ไปยุ่งตรงนั้น หลุดตรงนั้นไปยุ่งตรงนี้ จากสถานการณ์ตอนนี้ ปัญหาราคาสินค้าอุปโภคบริโภคก็พากันขึ้นราคา บางอย่างเช่น นมสด นมผง ปัจจุบันนี้มันก็แอบ ขยับขึ้นราคาไปเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งเราอาจจะไม่รู้สึกเพราะอะไร เพราะเรามัวแต่ไปสนใจ ปัญหาการชั่งไข่ ไปสนใจราคาปัญหาของน้ํามันปาล์ม แต่ว่าสิ่งเหล่านี้ที่เป็นสิ่งที่สําคัญกับเรา มันแอบขึ้นไปแล้ว สินค้าบางอย่างก็ราคาเท่าเดิมแต่โดนลดปริมาณสินค้าลง หรือไม่ว่าจะเป็น ในเรื่องของกระดาษ ง่าย ๆ เลยกระดาษทิซซู (Tissues) ตอนนี้ความหนา ความบาง มันก็ลดลง แฟบลง แต่ในราคาเท่าเดิม หรือแม้แต่จะเป็นน้ําดื่ม น้ําดื่มที่ทุกคนใช้ดื่มทุกวันนี้ ไปดูได้เลยราคามันขยับขึ้นเรื่อย ๆ โหลหนึ่งขึ้นไปอย่างน้อย ๆ ๕ บาท ๖ บาท ๗ บาทแล้วนะคะ ทีนี้มาดูในเรื่องของทุกอย่างทําท่าเหมือนกําลังจะไปเลียนแบบรูปแบบการแก้ปัญหา ของรัฐบาลในเรื่องของน้ํามันปาล์ม ที่ดิฉันต้องพูดตรงนี้เพราะว่า ณ วันนี้สื่อหลายแขนง สื่อหลายฝ่ายได้ยกปัญหาน้ํามันปาล์มมาเป็นน้ํามันปาล์มโมเดลเพราะอะไร เพราะว่าสินค้า การเกษตรส่วนใหญ่ตอนนี้ก็กําลังจะเลียนแบบปัญหาตัวนี้ เพราะมองเห็นแล้วว่ารัฐบาลนี้มีฝีมือ ขนาดไหนในการที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นเป็นอีกเส้นทางหนึ่งที่จะทําให้สินค้า เกษตรอีกหลาย ๆ ตัวก็จะเลียนแบบแนวทางปัญหานี้เช่นกัน สินค้าที่ดิฉันพูดถึงส่วนใหญ่ก็ จะมีพวกถั่วเหลือง มันสําปะหลัง ยางพารา อ้อย หรือแม้แต่มะพร้าว บ้านเราถือว่าสินค้าทาง เกษตรเหล่านี้ก็ผลิตได้เป็นลําดับต้น ๆ ของโลกเลยก็ว่าได้ แต่ปัจจุบันนี้เริ่มขาดตลาดแล้วก็เริ่ม หาซื้อไม่ได้ หรือแม้แต่ในอนาคตอันใกล้ น้ําตาลทราย ซึ่งนับวันตอนนี้เท่าที่ดิฉันตามข่าว สต็อกก็เริ่มจะร่อยหรอลงภายในเดือน ๒ เดือนนี้แล้ว ก็คงจะต้องเป็นอีกสินค้าอีกตัวหนึ่งที่ จะต้องเจอวิกฤติเช่นเดียวกับน้ํามันปาล์มเช่นกัน แทบไม่อยากจะเชื่อเลยนะคะว่าดิฉันจะ ได้มาเห็นภาพคนไทยมาแย่งกันเข้าแถว มายืนออกันเยอะมาก อย่างเมื่อไม่กี่วันนี้ที่จังหวัด สมุทรปราการ ได้เห็นชาวบ้านยืนเข้าแถวรอกันเหมือนกับโรงทานที่เขาแจกของฟรี ๆ แต่เปล่า อันนั้นสินค้าธงฟ้า ขายน้ํามันปาล์ม มืดฟ้ามัวดิน ข่าวบางกระแสที่ดูตามสื่อตอนนี้ บางทีก็มี การแก่งแย่งทะเลาะกันจากการแย่งกันซื้อน้ํามัน ซึ่งภาพเหล่านี้หลาย ๆ รัฐบาลที่ผ่านมา ดิฉันก็เพิ่งมาเจอรัฐบาลท่านนี่ละค่ะที่ว่าทุกนโยบายทําได้ ดูดีไปหมด แต่ชาวบ้านเดือดร้อนกัน มหันต์ ตรงนี้ก็ต้องฝากไว้ด้วย สําหรับในเรื่องของน้ํามันปาล์มยังไม่จบ ที่จะต้องนํามา เป็นเรื่อง เพราะว่าตอนนี้น้ํามันปาล์มถูกนํามาเป็นรูปแบบการแก้ปัญหาน้ํามันปาล์มไปแล้ว ที่ต้องพูดเพราะว่าตอนนี้ภาวะขาดตลาดของน้ํามันปาล์มถึงแม้จะเจอราคาสูงอย่างไรก็ตาม ชาวบ้านก็ยังต้องใช้น้ํามันปาล์มตัวนี้อยู่ ตอนนี้ไปดูได้เลยพ่อค้า แม่ค้า หรือแม้แต่คนเรา ๆ ท่าน ๆ วัน ๆ ตอนนี้ไม่คิดอะไรแล้ว คิดแต่เรื่องเดียวว่าวันนี้ตื่นเช้าขึ้นมาฉันจะไปเข้าแถว เวียนเทียนซื้อน้ํามันปาล์มที่ห้างไหนดี ซื้อน้ํามันเอามาทําอาหารทอดหรือค้าขายที่ไหนดี หรือไม่ที่ไหนมีน้ํามันปาล์มธงฟ้า จุกฟ้า จุกชมพู หรือที่กําลังจะออกมาที่ไหนขายบ้าง วัน ๆ หนึ่งหมดไปกับการซื้อน้ํามันซึ่งก็ไม่ได้ได้จํานวนเยอะนะคะ ก็จะได้กันประมาณขวด หรือ ๒ ขวดเท่านั้น อย่างแม่ค้าที่ซื้อน้ํามันปาล์มเอามาทอดอาหารขาย ถ้าเขาทอดอาหารขายเขาก็จะมาเพิ่ม ราคาสินค้า หรือไม่ก็ลดจํานวนปริมาณสินค้าลง ไม่ว่าจะเป็นหอยทอด ปาท่องโก๋ กล้วยแขก กล้วยแขกนี่ดิฉันอาจจะคุ้นเคย เพราะว่าข้างบ้านดิฉันเขาขายอยู่ เมื่อก่อนนะคะกล้วยแขกนี่ เมื่อปี ๒ ปีที่แล้วกล้วยแขกเขาขายกันอยู่ที่ ๗ ชิ้น ๒๐ บาท แต่ท่านทราบไหมคะว่า ณ วันนี้ ไปซื้อกล้วยแขกเขาขายอยู่เท่าไร เขาขาย ๔ ชิ้น ๒๐ บาท เห็นไหมคะ เขาลดปริมาณ สินค้าลงเขาขาย ๒๐ บาทเท่าเดิมจริงมันสะท้อนให้เห็นอะไรคะ ให้เห็นสภาพ ณ วันนี้นะคะ ว่ารัฐบาลนี้กําลังทําอะไรกันอยู่ ท่านกําลังแก้ปัญหาอะไรกันอยู่หรือเปล่า ไม่ว่าจะเป็นส่วน เรื่องของการแก้ปัญหาก็มีการ เท่าที่ดิฉันสืบตามดูก็มีการนําเรื่องเสนอ คณะกรรมการนโยบายปาล์มแห่งชาติ ซึ่งเมื่อมาดูใครเป็นประธานคณะกรรมการนี้ก็ได้ทราบ ว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นคณะกรรมการนี้ แล้วก็มีการออกมาเปิดเผยจากโฆษกนะคะ ที่ปรึกษาโฆษกของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์นะคะว่า ปัญหานี้ได้มีการรับรู้มาก่อน หน้านี้แล้วตั้งแต่ต้นปี ๒๕๕๓ ว่าจะต้องเกิดภาวะขาดแคลนอย่างนี้แน่นอน แต่คณะกรรมการนี้ก็ไม่มีการเรียกประชุมสําหรับเรื่องตรงนี้เลย เพิ่งจะมาประชุมไปเมื่อต้นปี เดือนมกราคมนี้เอง นั่นแสดงว่าท่านได้เพิกเฉยกับปัญหานี้แล้วเพิ่งจะมาสั่งการนําเข้า ล็อตแรก ๓๐,๐๐๐ ตัน ลอตที่ ๒ ๑๒๐,๐๐๐ ตัน ทั้ง ๆ ที่กระทรวงพาณิชย์เสนอไปว่า ให้ท่านนําเข้าแค่สักแสนตันก็พอ ก็เลยอยากจะฝากไว้นะคะกับพี่น้องที่รับฟังดิฉันพูดวันนี้ ท่านก็ลองไปพิจารณาดูว่าใครเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้ผลประโยชน์ในครั้งนี้ ถึงแม้ว่าสิ่งที่ ดิฉันพูดนี้จะไม่มีใบเสร็จมาแสดงให้พวกท่านได้ให้ว่าใครทําอะไรที่ไหน แต่ก็ขอให้พิจารณาดู เพราะว่าปาล์มส่วนใหญ่ตอนนี้ที่ปลูกก็จะปลูกยังภาคใต้เป็นจํานวน ๕๐,๐๐๐ ไร่ แล้วใครจะ ได้ผลประโยชน์กันละคะ ตรงนี้ก็ขอฝากรัฐบาลไว้ด้วยนะคะ ถ้าท่านไม่มองเห็นปัญหาของ ประชาชน ปัญหาปากท้องที่เขากําลังประสบอยู่ในขณะนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนเป็นเรื่องที่ต้อง เร่งทํานะคะ ดิฉันก็คิดว่ารัฐบาลท่านก็อยู่ได้ไม่นานเหมือนกัน ทําให้ดิฉันนี่นึกถึงคนที่อยู่ไกล มีสโลแกน (Slogan) หนึ่งที่รัฐบาลเดิมเคยพูดไว้ว่า เศรษฐกิจย่ําแย่ คนแก้ต้องทักษิณเท่านั้น ก็ต้องขอฝากไว้ ณ วันนี้ด้วยค่ะ
คุณสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ครับ ๗ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ ผลการดําเนินงานของคณะรัฐมนตรี รัฐบาล นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ครบรอบ ๑ ปีตั้งแต่วันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๑ ถึง ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๒ ท่านประธานคงจําได้นะครับ ช่วงที่เข้ารับตําแหน่งของคณะรัฐมนตรีคณะนี้ อยู่ในช่วงที่สังคมการเมืองของเราแตกแยกครับ เป็นสังคมของความไร้น้ําใจ แพ้ไม่เป็น บางคนก็บอกว่าเป็นสังคมแพ้ชวนตี ยามชนะเราก็ร่าเริง ยามเราแพ้เราก็ต้องก่อกวน บ้านเมืองแตกแยกจนกระทั่งเศรษฐกิจตกต่ําครับ นักท่องเที่ยวหายไปหมดครับ ๖๐๐,๐๐๐-๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หายวูบไป ภาพเมืองไทยขณะนั้นไปสู่ต่างประเทศมีม็อบ เต็มถนน มีกองกําลังสะพายอาวุธไล่ทุบกันจนถึงขั้นเผาบ้านเผาเมือง ท่านประธานครับ ท่ามกลางความแตกแยกเราเริ่มเห็นรอยยิ้มของพี่น้องประชาชนขึ้นมาบ้างครับ ภายใน ๗ นาทีครับ มีหลายเรื่องที่อยากจะบอกพี่น้องประชาชน เรื่องที่เกี่ยวข้องกับปัญหาที่มัน ลดลงในช่วงรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ การเพิ่มรายได้ของพี่น้องประชาชน ความเป็นธรรมที่กลับมาสู่พี่น้องประชาชน
เรื่องแรกที่อยากจะพูดถึงก็คือปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ครับ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ด้วยพระบารมีของในหลวงของเรา แล้วก็รัฐบาล ทุกรัฐบาล พยายามแก้ปัญหาจนกระทั่ง ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้สงบลดลงจนกระทั่งถึงขั้น ที่จะเรียกว่าสงบ แต่ปี ๒๕๔๔ เป็นต้นมา จากนโยบายโจรกระจอก ใช้นโยบายวิธีอุ้มฆ่า จุดเริ่มของความรุนแรงเริ่มขยายตัว ตาย ๑ เกิด ๑๐ ตาย ๑๐ เกิด ๑๐๐ ตาย ๑๐๐ เกิด ๑,๐๐๐ ซ้ําร้ายมีการสลายประชาชนที่กรือเซะแล้วก็ที่ตากใบ ตายกัน ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ คน บัดนี้การแก้ไขปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เริ่มมีทิศทางที่ถูกต้อง มันยังไม่สงบทั้งหมด นะครับ เพราะว่ามันเรื้อรังมานาน ก็ให้กําลังใจกับรัฐมนตรีถาวรนะครับ รัฐมนตรี ของชาวบ้านที่ไปคลุกคลีกับพี่น้องประชาชน จนปัญหาเริ่มลดลงเป็นลําดับ
ปัญหาเรื่องยาเสพติดครับ ต้องให้กําลังใจกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ยุติธรรม รัฐมนตรีพีระพันธุ์นะครับ เราแก้ปัญหายาเสพติดโดยไม่ต้องไปฆ่าตัดตอน สามารถ จับพ่อค้ารายใหญ่ได้ ตัดเครือข่าย ท่านครับอีกไม่นานเราก็คงพ้นจากปัญหายาเสพติด
สิ่งที่มันเกิดขึ้นในเรื่องของความเป็นธรรมในสังคมครับท่านประธาน ที่ผม อยากจะพูดถึงก็คือเรื่องงบประมาณของประเทศ บัดนี้พี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศได้รับ งบประมาณเป็นธรรมขึ้นครับ ถนนไร้ฝุ่น ได้ตั้งแต่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง สู่ภาคใต้ ท่านประธานทราบไหมครับว่าความเจ็บปวดของพี่น้องชาวใต้ พี่น้อง จังหวัดที่เลือก ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ เข้ามา จากนโยบายที่บอกว่าไม่เลือก พรรคไทยรักไทยไม่ให้งบประมาณ เป็นความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นมานาน บัดนี้เราได้รับแล้ว คนชราครับ คนละ ๕๐๐ บาท หรือเงินกตัญญู ที่เริ่มจากท่านนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย สมัยชวน ๑ ให้คนละ ๒๐๐ บาท ในสมัยชวน ๒ ถึงแม้เจอภาวะเศรษฐกิจก็เพิ่มเงินเป็น ๓๐๐ บาท สมัยนายกรัฐมนตรีที่รวยที่สุดกลายเป็นไม่ได้เพิ่มเลยครับ มาเพิ่มที่ พลเอก สุรยุทธ์ เป็น ๕๐๐ บาท แต่ก็ยังไม่ได้กันทุกคน มาถึงรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ได้ครบกันทุกคน คนละ ๕๐๐ บาท วันนี้ท่านประธานทราบไหมครับ รัฐมนตรีอิสสระ ไปที่ไหน แก้มแดงหมดแล้วครับ พี่น้องคนเฒ่าคนแก่ที่กินหมากมาหอม มาจูบ มากอด เพราะว่าคนแก่ทุกคนได้รับความเป็นธรรมเท่ากันทุกคน
เรื่องรายได้การเกษตรครับ โดยเฉพาะเรื่องยางพารา บ้านผมเป็นจังหวัด ที่ปลูกยางพาราต้นแรกครับ ผมอยากจะบอกว่ายางพาราในเดือนธันวาคม ปี ๒๕๕๑ วันนั้น ยางพาราราคา ๓๔ บาท วันนี้ท่านประธานทราบไหมครับว่ามีการซื้อขายล่วงหน้ากันอยู่ ที่ ๒๐๐ บาท มันขึ้นมา ๖-๗ เท่า หลายคนบอกว่ามันขึ้นมาเพราะอะไร ผมอยากเรียน ท่านประธานนะครับว่าท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ แล้วก็รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ศุภชัย เป็นคนดูแลยางพารา ของประเทศ ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพประกาศว่าปลายปี ๒๕๕๒ ราคายางจะขึ้น ๘๐ บาท/กิโลกรัม ตอนนั้นพวกผมเป็น ส.ส. กัน คิดว่าท่านรองนายกรัฐมนตรีคงโม้เกินไป เสียแล้วยากมากครับที่ยางจะขึ้น แต่จากแผนการบริหารครับ ถ้าเกิดกรณียางมากราคามัน จะตก รัฐบาลเลยให้เงินไป ๘๐๐๐ ล้านบาท ไปให้สหกรณ์แต่ละแห่งเก็บสต็อกยาง แปรสภาพจากยางข้น ยางสด มาเป็นยางแผ่น ยางก้อน เมื่อมีราคาดีก็เอาไปขาย ทําให้ราคา ยางดีขึ้น ส่งเจ้าหน้าที่รัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีไปประเทศอินโดนิเซีย ประเทศมาเลเซีย ไปทําการตกลงว่าอย่าตัดราคากัน ท่านประธานครับ ตอนนี้ราคายางพาราถ้าเฉลี่ยว่า ตกเกือบ ๒๐๐ บาท เราผลิตได้ปีละ ๓,๐๐๐,๐๐๐ ตัน เงิน ๖๐๐,๐๐๐-๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ท่านประธานที่กระจายอยู่กับพี่น้องประชาชน ผมเลยอยากบอกว่า นี่คือสิ่งที่รัฐบาลทําให้กับ พี่น้องประชาชนนะครับ
สิ่งที่อยากจะบอกกับรัฐบาลอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องการทุจริตหรือการโกงครับ ท่านประธานครับ มีหลายคนเปรียบเทียบกันว่าระหว่างนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์กับ นายกรัฐมนตรีทักษิณ ใครโกงมากกว่ากัน ผมเชื่อครับว่าพี่น้องประชาชนคงตัดสินใจได้ว่าใคร จะเป็นคนขี้โกง ใครจะเป็นคนโคตรโกง หรือใครจะเป็นคนโกงทั้งโคตร
เรื่องสุดท้าย จากการทํางาน ๑ ปีของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์และคณะรัฐมนตรี มีการวัดความสุขของประชาชนโดยมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ วัดความสุขมวลรวมของไทย ตั้งแต่เดือนมกราคม ๒๕๕๒ ก็คือ ๖.๕๙ เปอร์เซ็นต์ พอเดือนธันวาคม ๒๕๕๒ คือครบ ๑ ปี ครับท่านประธาน ความสุขมวลรวมของประชาชนชาวไทยเพิ่มเป็น ๙.๘๔ เปอร์เซ็นต์ ขาดอีก ๐.๔ เปอร์เซ็นต์จะได้เต็ม ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นก็ต้องขอขอบคุณ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์และคณะรัฐมนตรีทุกท่านนะครับที่ได้สร้างความสุขให้กับ ประชาชน ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ
ก็เหลือสมาชิกอีกท่านหนึ่งนะครับ แล้วเดี๋ยวจะเปิดโอกาสให้รัฐมนตรีท่านตอบนะครับ ถ้าตามเวลาอย่างนี้ก็จะปิดประมาณ ๐๔.๐๐ นาฬิกากว่า ๆ นะครับ คุณสุนทรี ชัยวิรัตนะ ๑๐ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย ต้องขอบคุณท่านประธานค่ะที่ให้เวลาดิฉันได้คุย ได้พูดในเรื่องเกี่ยวกับรายงานผลการแสดง การทํางานของรัฐบาลในวันนี้นะคะ ก่อนอื่นเลยท่านประธานคะ ดิฉันคงต้องพูดความรู้สึก เกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ก่อนค่ะ ต้องชมท่านนายกรัฐมนตรีนะคะว่าท่านทําหนังสือได้สวยมาก ตอนแรกดิฉันได้รับจากที่ส่งไปให้ดิฉันที่บ้าน ดิฉันคิดว่านิตยสารแพรวค่ะ เนื่องจาก ตัวหนังสือที่บอกว่าเป็นหนังสืออะไรนี่มันเล็กมาก ตอนแรกดิฉันมองผ่าน ๆ คิดว่าใครส่ง หนังสือแพรวมาให้ ก็ต้องชมเชยท่านนะคะ เมื่อหน้าดูสวยงามดิฉันก็เลยเปิดอ่าน ตั้งแต่ หน้าแรกจนหน้าสุดท้าย ก็ต้องบอกค่ะท่านว่าในนี้มีทั้งหมด ๙ นโยบายที่ท่านนํามาแถลง แล้วก็ให้เราได้ทราบว่าท่านมีผลงานในด้านอะไรบ้าง วันนี้จริง ๆ ดิฉันอยากจะพูด ทั้ง ๙ นโยบายนะคะ แต่ท่านให้เวลาดิฉันแค่ ๑๐ นาที ดิฉันคงขอพูดแค่ ๒ นโยบาย นโยบายที่อยากจะพูดก็คือ อันแรกคือนโยบายการบริหารราชการแผ่นดิน อีกนโยบายหนึ่ง ที่จะพูดในวันนี้ก็คงจะเป็นนโยบายด้านศาสนา สังคม สาธารณสุข การศึกษา และวัฒนธรรม ดิฉันต้องบอกเลยค่ะว่าอ่านมาแล้วตอนแรกเข้าใจได้เลยค่ะ เพราะว่าดูแล้ว อุปสรรคทุกนโยบายของท่านน้อยมากจนเรียกว่าแทบจะไม่มีนโยบาย แค่เห็นตรงนั้น ดิฉันก็เข้าใจเลยค่ะว่า อ๋อ สงสัยท่านนี่เก่งกาจกันทุกคน รัฐมนตรีท่านนี่ตอนแรกดิฉัน ก็เข้าใจว่ามีแค่ ๓๖ คนค่ะ แต่วันนี้มาดิฉันเพิ่งทราบว่าจริง ๆ แล้วไม่ใช่แล้วค่ะ ท่านน่าจะมี เยอะกว่านั้นนะคะ ก็ต้องบอกเลยค่ะว่าเมื่อเป็นเช่นนั้น
ก็มาดูนโยบายแรกที่ดิฉันจะพูดถึงก็คือนโยบายทางด้านการบริหารราชการ แผ่นดิน ตามมาตรา ๗๘ ดิฉันเข้าใจนะคะว่าท่านต้องมีนโยบายด้านนี้ก็เพื่อจะให้การพัฒนา ทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศ ทําอย่างไรก็ได้ให้ประเทศเราเกิด ผลประโยชน์อย่างสูงสุดของประเทศชาติในภาพรวมนะคะ เมื่อดิฉันอ่านไป ดิฉันอยู่ คณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบของสภาผู้แทนราษฎร ของเรานี่ละค่ะ ดิฉันก็ต้องสนใจในเรื่องของการทุจริตใช่ไหมคะ ดิฉันก็อ่านไปพบว่ามีการพูด ถึงเรื่องการแก้ไขปัญหาการทุจริตอยู่ค่ะ แต่อยู่ในหน้า ๔๕ ท่านประธานลองเปิดตามดิฉันไปดู หน้า ๔๕ ดิฉันอ่านไปแล้วดิฉันสะดุดใจอยู่นิดหนึ่งค่ะท่านประธาน รัฐบาลนะคะ บอกว่าจะ เน้นโดยเน้นย้ําถึงความจําเป็นที่รัฐบาลต้องตระหนักว่าต้องเข้ามาบริหารบ้านเมืองในภาวะที่ เป็นวิกฤติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ตรงนี้ดิฉันเข้าใจค่ะว่ามันก็อาจจะมีเรื่องการ ขัดแย้งกันในสังคมของเราเกิดขึ้น แต่ดิฉันไม่เข้าใจอยู่ข้อความหนึ่งค่ะ ข้อความต่อไปก็คือ และไม่ได้เข้ามาในภาวะเลือกตั้งทั่วไป ดิฉันตกใจค่ะ ทําไมถึงตกใจ ก็เราทุกคนในสภาแห่งนี้ มาจากประชาชนที่เลือกเราเข้ามาเป็นผู้แทนราษฎร มาเป็น ส.ส. เป็นตัวแทนของเขา มาเป็น ปากเสียงให้กับประชาชน ท่านนายกรัฐมนตรีก็มาจากการเลือกตั้งเหมือนกับดิฉัน เหมือนกับ ท่านประธาน ทําไมถึงบอกว่า ไม่ได้มาในภาวะเลือกตั้งทั่วไป ทําให้ดิฉันคิดว่าเป็นการยอมรับ หรือเปล่าคะที่เขา บอกว่ามีคนอุ้มท่านอภิสิทธิ์มาเป็นนายกรัฐมนตรีจะเป็นเรื่องจริง ดิฉัน อ่านตรงนี้ดิฉันเข้าใจไปทางนั้นเลยนะคะ เมื่อตรงนี้เอาละค่ะเราก็ไม่ว่ากัน ท่านอาจจะมีการ ผิดพลาดหรือว่าคนทําหนังสือนี้ผิดพลาด เขียนผิดพลาดมานะคะ ก็ต้องบอกเลยค่ะว่า เมื่อพูดถึงการทุจริต ดิฉันก็ข้องใจค่ะ ในนี้ไม่พบว่ามีปัญหาการทุจริตอะไร พูดแค่ว่ามีการ ตรวจสอบเท่านั้น ยกตัวอย่างง่าย ๆ โครงการเศรษฐกิจพอเพียง หรือชุมชนพอเพียงของรัฐบาลค่ะ มีข่าวคราวออกมามากมาย มีการพบการทุจริต เครื่องกรองน้ําแสงอาทิตย์บ้างละ อะไร ต่ออะไรเยอะแยะ ถามนิดหนึ่งค่ะ ได้ตัวการหรือยังค่ะ เห็นออกข่าวมามีแต่พวกปลาซิว ปลาสร้อยค่ะ หรือไม่อย่างนั้นก็ไปเอาผิดกับทางผู้นําที่เป็นคนทําโครงการส่งมาค่ะ ไม่เห็น มีข่าวเลยค่ะว่าได้ตัวการใหญ่มาจัดการลงโทษหรือยัง
อีกโครงการหนึ่งที่ดิฉันบอกต้องให้ความสนใจ โครงการการจัดหาครุภัณฑ์ ของกระทรวงศึกษาธิการโดยเฉพาะกรมอาชีวะหรือสํานักงานการอาชีวะศึกษาค่ะ ตรงนี้ ท่านประธานคะ ดิฉันเคยทักท้วงในที่ประชุมแห่งนี้แล้วว่ามีวิทยาลัยหนึ่งวันนี้ได้รับโทรศัพท์ ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. ของดิฉันนี่แหละ ท่านวิลาศ ท่านอยู่พรรคเดียว กับท่านนายกรัฐมนตรีค่ะ ดิฉันนั่งอยู่กับท่านพอดี มีอาจารย์ของวิทยาลัยอาชีวะโทรศัพท์มา เขามาบอกว่า มีเรื่องหนักอกหนักใจอยากจะมาร้องเรียน เนื่องจากว่าวิทยาลัยเขามีเด็กเรียน ทางด้านคหกรรมอยู่ไม่ถึง ๑๐ คน แต่งบประมาณโครงการไทยเข้มแข็งหรือไข่เข้มแข็ง นี่ละค่ะท่านประธานจัดให้เขาได้รับงบประมาณ ๒๐ ล้านบาท จัดซื้อสิ่งทอ ปีนี้งบประมาณ ส่งไปแล้วค่ะก็ดําเนินการจัดซื้อจัดจ้างเรียบร้อยแล้วมีการลงนามในสัญญาแล้ว เดือนมีนาคม นี้ค่ะท่านประธาน เด็กคหกรรม ๙ คนนี้จะเรียนจบการศึกษาซึ่งดิฉันก็ไปสอบถามมาแล้วว่า จะเรียนต่อกันหรือเปล่า เขาบอกไม่เรียนจะไปหางานทําแล้วไม่มีสตางค์ ใครจะใช้คะ ท่านประธานผ่านมาจนถึงปัจจุบันดิฉันโทรศัพท์ไปสอบถาม ครุภัณฑ์ชุดนี้ยังไม่ไปถึงมือ โรงเรียนหรือว่าวิทยาลัยแห่งนั้นเลย ที่น่าเสียใจไปยิ่งกว่านั้นท่านประธานคะ ไม่รู้ จริงหรือเปล่า เขาบอกว่าตอนลงนามในสัญญามีการลดงบประมาณ ประมูลเสร็จแล้วนะคะ ท่านประธาน มีการลดประมาณลง ๓๐ ถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ต้องถามสํานักงบประมาณนะคะ ท่านประธานว่าจริงหรือเปล่า แต่เท่าที่ดิฉันทราบเป็นเรื่องจริง นอกจากนั้นท่านประธานคะ ปี ๒๕๕๔ วิทยาลัยที่ไม่มีเด็กเรียนกลับได้รับงบประมาณในเรื่องเครื่องถัก ไม่มีคนเรียนค่ะ ท่านประธาน ได้ไปอีก ๑๗ ล้านบาท เอาไปให้ใครเรียนคะ เอาไปให้ใครใช้ละคะ อย่างนี้ค่ะ เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศชาติหรือเปล่า ถ้าเป็นดิฉันนะคะไม่รู้เรื่องกับใครหรอกค่ะ เครื่องถักเครื่องทอไม่รู้เรื่อง ใช้ไม่เป็น แต่ว่าดิฉันคิดว่ามีการวางแผนที่จะทุจริต ถ้าสํานัก งบประมาณลดงบประมาณลง ๓๐ ถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ จริงอย่างว่า ก็แปลว่ามีการวางแผน มาแล้วค่ะตั้งแต่งบไทยเข้มแข็งต้องไปหานะคะท่านนายกรัฐมนตรีว่าใครกันแน่ที่มันเข้มแข็ง นอกจากนี้ท่านประธานดิฉันได้ยินข่าวลือมาเยอะมาเลย มีการเรียกรับเปอร์เซ็นต์ ในการจัดซื้อจัดจ้าง เรียกผู้รับเหมามาตกลง จริงหรือไม่จริงไม่ทราบอยากให้ท่าน นายกรัฐมนตรีลองไปสอบถามท่านวิลาศ ประธานคณะกรรมาธิการของดิฉันดูว่าจริงหรือเปล่า นอกจากนี้ครูอาชีวะบอกดิฉันมาว่า งบไทยเข้มแข็งประมูลได้เงินเหลือ เงินพูดง่าย ๆ ค่ะ ใช้จ่ายไม่หมด ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าต้องนําไปใช้ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยน้ําท่วม วิทยาลัยไหนอยู่ในพื้นที่แถวนั้น ต้องนําไปช่วย วิทยาลัยก็พาซื่อค่ะ เขามีคําสั่งลงไปบอกให้ วิทยาลัยนําเงินที่จะต้องใช้ในการทํางานของวิทยาลัยไปใช้จ่ายในการช่วยเหลือก่อน แล้วจะ จัดส่งเงินมาให้ภายหลัง ผ่านมา ๔ เดือน ท่านประธานคะ เงียบค่ะ ที่สําคัญทราบว่ามีการนํา เงินเหลือจ่าย นี้ละค่ะไปจัดซื้อครุภัณฑ์ส่งไปให้วิทยาลัยโดยไม่มีการสอบถามเลยท่านประธาน ๒๐๐ กว่าล้านบาทแล้วค่ะ ท่านนายกรัฐมนตรีทราบบ้างไหมคะ อย่างนี้ไม่ทราบเหมือนกันว่า ทุจริตหรือเปล่า อันนี้เป็นเรื่องของกรมอาชีวะศึกษา
มาดูต่อไปท่านประธานคะ คงจะต้องพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับ อันต่อไปก็เป็นเรื่อง เกี่ยวกับท่านชินวรณ์ ท่านชินวรณ์เจอดิฉันเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาบอกดิฉันว่าเดี๋ยวจะไปที่ จังหวัดชัยภูมิ ดิฉันก็ดีใจค่ะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาไปจังหวัดชัยภูมิ ปรากฏว่า ท่านบอกว่าให้เลขานุการโทรศัพท์ไปประสานกับดิฉันที่สํานักงานว่าจะไปเดี๋ยวจะโทรศัพท์มา แจ้งเวลา ท่านชินวรณ์จะบอกดิฉันเองดิฉันก็รอ มีโอกาสเจอท่านที่ห้องรับประทานอาหาร ของเรานี่ละค่ะท่านประธาน ท่านก็บอกดิฉันว่าเดี๋ยวพี่จะไปนะ ดิฉันก็รอ รอแล้วรอเก้อค่ะ ผ่านมาจนถึงวันนี้ยังไม่ทราบเลยค่ะท่านจะไปเวลาไหน แต่ท่านก็ไปมาแล้วนะคะ ที่สําคัญต้องเรียนท่านนายกรัฐมนตรี่ว่าต้องช่วยคุยกับท่านชินวรณ์ นิดหนึ่งค่ะ ดิฉันไม่แปลกใจค่ะที่เด็กนักเรียนในปัจจุบันรู้จักวันวาเลนไทน์ (Valentine) มากกว่าวันมาฆบูชา ก็ท่านรัฐมนตรีไปพูดในห้องประชุมของผู้บริหารโรงเรียนว่า ผมไม่รู้ มาก่อนเลยนะว่าวันนี้วันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ เป็นวันมาฆบูชา แล้วเด็กมันจะไปรู้ได้อย่างไร รัฐมนตรียังไม่รู้เลยค่ะ ที่สําคัญผู้ปกครองที่เป็นครูบาอาจารย์ โดยเฉพาะผู้บริหารที่ต้องไปรอ พบท่านตั้งแต่บ่ายโมง ท่านไปบ่าย ๓ โมงกว่าค่ะ เขาบอกว่าเสียเวลาค่ะ เดินทางมาจาก ทั่วจังหวัด เดินทางแต่เช้าเสียเวลาที่จะเอาเวลาไปทําบุญวันพระใหญ่ เด็กนักเรียนก็บอกมา อีกค่ะว่าเสียเวลาวันหยุดน่าจะได้พักอยู่กับบ้านไปทําบุญกับครอบครัว ต้องมารอรับรัฐมนตรี วันหลังท่านประธานคะ ท่านชินวรณ์จะไปบอกกล่าวเลยค่ะเวลาไหน ไปลงพื้นที่ดิฉันดิฉัน ไม่ว่าหรอกค่ะ ไม่ต้องกลัวค่ะท่านประธาน ท่านจะไปเชียร์ (Cheer) พรรคท่านดิฉันก็ไม่ว่า เป็นการดีที่ท่านจะไป นี่ต้องฝากท่านนายกรัฐมนตรีด้วยว่าเป็นอย่างไร ดิฉันก็ไม่แน่ใจ สุภาษิตที่ว่า ประชาชนต้องมาก่อน น่าจะเปลี่ยนเป็น ประชาชนต้องรอก่อน หรือเปล่า ในการที่รัฐมนตรีจะลงไปพบ อันนี้ก็คือเรื่องแรก
เรื่องต่อไปดิฉันจะพูดเรื่องเกี่ยวกับแนวนโยบายด้านศาสนาตามมาตรา ๗๙ ต้องเรียนเลยค่ะท่านประธาน
ต้องขอสมาชิกแต่ละท่านรักษาเวลานะครับ ขณะนี้ก็จะต้องไปปิด ๐๔.๐๐ นาฬิกา อยู่แล้ว ขอความกรุณาท่านรักษาเวลาด้วยนะครับ
นิดเดียวค่ะท่านประธาน เรื่องนี้ไม่พูด เดี๋ยวจะว่าดิฉันเป็นพุทธแล้วไม่รักศาสนาพุทธ ดิฉันต้องพูดนิดหนึ่งค่ะท่านประธาน ขอเวลา ไม่มากค่ะ แนวนโยบายเกี่ยวกับทางด้านศาสนา ท่านประธานคะ รัฐบาลบอกว่าจะต้อง อุปถัมภ์และคุ้มครองศาสนาพุทธ ถามนิดหนึ่งค่ะ งบกลางปีจัดให้วัด ๑๖๒ ล้านบาท ๖๒๗ วัดค่ะ ถามมาแล้วสํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติตอบดิฉันมาว่าทุกวัดจะได้รับ งบประมาณ แต่ได้ ๗๒ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือละคะ หาเองหรือคะ ภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้ พระท่านไหนที่ต้องเรียกว่ามีลูกศิษย์ลูกหาเยอะคงไม่มีปัญหาค่ะ แต่ถ้าวัดไหนอยู่ในป่าในเขา หาเงินที่ไหนคะในการจะมาซ่อมแซมวัดที่ถูกน้ําท่วม ต้องฝากท่านประธานผ่านไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรีค่ะ อุปถัมภ์นี้อุปถัมภ์มันจริง ๆ หน่อยนะคะ
อันดับสุดท้ายท่านประธานคะ อันนี้นี่นะคะต้องบอกนิดหนึ่ง ดิฉันว่านโยบาย ทั้งเล่มที่ดิฉันอ่านมาที่เห็นและเด่นชัดที่สุดว่ารัฐบาลได้ทําดีที่สุดก็คงจะไม่พ้นเรื่อง ป้ายโฆษณา ซึ่งต้องบอกเลยค่ะว่าผลงานนี้เข้าตามาก ไปดูตรงจุดไหนเห็นท่านนายกรัฐมนตรี กับท่านรัฐมนตรี ไม่คนใดก็คนหนึ่งค่ะเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมดเลยค่ะ ถ้าเราเอางบประมาณ ตรงนี้มาช่วยแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนจะไม่ดีกว่าหรือคะ ที่สําคัญท่านประธานคะ อยากฝากท่านนายกรัฐมนตรีค่ะ การทุจริตนี่ทําอย่างไรคะ ท่านบอกมาตลอดค่ะก่อนเป็น นายกรัฐมนตรีจนเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ไม่นิยมการทุจริต มีกฎเหล็กมามากมายทําให้ได้ สักทีเถอะค่ะ ดิฉันเอาใจช่วยท่านอยู่ อยากให้ลําดับประเทศเราขึ้นมาได้เสมอกับประเทศสิงคโปร์
อีกอย่างหนึ่งท่านประธานคะ ต้องเรียนเลยค่ะว่ารัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรี ทุจริตจริง ๆ แต่ไม่ทราบท่านายกรัฐมนตรี ดิฉันว่าคงไม่รู้เห็นเป็นใจหรอกค่ะ เป็นรัฐบาลที่ ไม่มีรัฐบาลไหนได้เป็นรัฐบาลที่สมกับชื่อท่านนายกรัฐมนตรีเลย ท่านชื่อท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ รัฐบาลชุดนี้ก็ทุจริตแบบอภิสิทธิ์ชนจริง ๆ ค่ะ ขอบคุณค่ะ
ต้องขอท่านสมาชิกจริง ๆ นะครับ ถ้าเป็นไปได้ก็ขอให้อยู่ในเวลานะครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ อิสสระ สมชัย ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายอิสสระ สมชัย รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระผมจะขอใช้เวลาชี้แจงกับ เพื่อนสมาชิก ซึ่งได้อภิปรายในส่วนงานของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงของผม คือ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งบางท่านได้กล่าวถึงว่าว่านโยบายโครงการสร้างหลักประกันรายได้ให้กับผู้สูงอายุ ที่เรียกว่า เบี้ยยังชีพเดือนละ ๕๐๐ บาทนั้น ว่าเป็นนโยบายซึ่งล้มเหลว ก็ขอเรียนทําความเข้าใจ กับท่านผู้ที่มีข้อสงสัยหรือที่ท่านได้นําประเด็นนี้มาอภิปราย ท่านประธานที่เคารพครับ อยากจะกราบเรียนให้ที่ประชุมได้ทราบว่า เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุนั้น จริง ๆ แล้วเป็นนโยบาย ของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งดําเนินมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๖-๒๕๓๗ ซึ่งขณะนั้น นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านได้มีโครงการที่จะดูแลผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีฐานะ ยากจน แล้วก็ไม่มีคนอุปการะเลี้ยงดู ซึ่งในขณะนั้นท่านได้ให้นโยบายไปว่าจะต้องมีเงิน เบี้ยยังชีพสําหรับให้คนสูงอายุเหล่านี้ได้จับจ่ายใช้สอย โดยในปีนั้นได้ตั้งเบี้ยยังชีพให้กับ ผู้สูงอายุเดือนละ ๒๐๐ บาท แต่เนื่องจากว่ามีข้อจํากัดเรื่องงบประมาณ ไม่สามารถให้ได้ อย่างทั่วถึง จึงให้เบี้ยยังชีพกับผู้สูงอายุในขณะนั้นครั้งแรกจริง ๆ จํานวน ๕๐๐,๐๐๐ คน ทั่วประเทศ โดยเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุนั้นจ่ายผ่านกรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงมหาดไทยสมัยนั้น ต่อมาปี ๒๕๔๐ นายชวน หลีกภัย ได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง ท่านก็เห็นว่า เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุให้เดือนละ ๒๐๐ บาทนั้น ไม่เพียงพอ จึงได้เพิ่มให้อีก ๑๐๐ บาท รวมกับของเดิม ๒๐๐ บาท ก็กลายเป็นว่าผู้สูงอายุจะได้เบี้ยยังชีพทั้งหมดเดือนละ ๓๐๐ บาท แต่จํานวนผู้สูงอายุก็ยังไม่ได้จ่ายให้อย่างครบทุกคน เป็นแต่เพียงว่าได้เพิ่มจาก ๕๐๐,๐๐๐ คน ขึ้นมาอีก ๓๐๐,๐๐๐ คน รวมเป็นทั้งหมด ๘๐๐,๐๐๐ คนทั่วประเทศ ก็ยังจ่ายผ่านกรมประชาสงเคราะห์อยู่เช่นเดิม ท่านประธานที่เคารพครับ จนกระทั่งมาถึง รัฐบาล พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ซึ่งเราก็จะทราบดีว่าท่านเป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งมาจาก การปฏิวัติครั้งนั้น ท่านก็ยังเล็งเห็นความสําคัญของผู้สูงอายุ โดยได้เพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ จาก ๓๐๐ บาท เป็น ๕๐๐ บาท และเพิ่มจํานวนผู้สูงอายุขึ้นมาอีก ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน แล้วก็ รักษาตัวเลขนี้มาโดยตลอด กราบเรียนให้ที่ประชุมได้ทราบว่าเมื่อเราได้มาเป็นรัฐบาล โดยท่านอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อปี ๒๕๕๒ เริ่มทํางาน แถลงนโยบาย และก็ได้ยืนยัน ต่อที่ประชุมว่าจะจ่ายเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงอายุอย่างทั่วถึงทุกคน ในวันที่เราเข้ามาบริหาร ราชการแผ่นดิน มีจํานวนผู้สูงอายุได้รับเบี้ยยังชีพอยู่แล้วเป็นจํานวนทั้งสิ้น ๑,๘๗๒,๑๘๒ คน ทั้ง ๆ ที่ตัวเลขผู้สูงอายุในขณะนั้นมีจํานวนมากทีเดียว มีจํานวนประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ กว่าคน ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อได้แถลงนโยบายต่อสภาแล้ว ทางนายกรัฐมนตรีก็ได้มอบให้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ดําเนินการรับจดทะเบียนให้กับผู้สูงอายุ ซึ่งยังไม่ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ท่านประธานที่เคารพครับ ต้องใช้เวลาอยู่ ๒ เดือน ซึ่งผมดําเนินการรณรงค์ให้ทําการให้ผู้สูงอายุมารับเบี้ยยังชีพ อยากจะกราบเรียนให้ทราบว่า ผู้สูงอายุที่จะได้รับเบี้ยยังชีพนั้น ๑. จะต้องอายุ ๖๐ ปีขึ้นไป ๒. จะต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย ๓. จะต้องมาจดทะเบียนนะครับท่านประธาน ถ้าไม่มาจดทะเบียนแม้จะอายุ ๖๐ ปีขึ้นไป ก็ไม่สามารถจะได้รับเบี้ยยังชีพได้ ผมขอเรียนให้ทราบว่าแล้วทีนี้คนสูงอายุทุกคนมีสิทธิจะ ได้รับเบี้ยยังชีพไหม ก็ยังมีข้อยกเว้นอยู่ เช่น ข้าราชการบํานาญ คือหมายความว่าผู้ที่ได้รับ สวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์อื่นใดจากหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ได้แก่ ข้าราชการบํานาญ ผู้รับเบี้ยหวัดบํานาญพิเศษ หรือเงินอื่นใดในลักษณะ เดียวกัน หรือเป็นผู้สูงอายุซึ่งอยู่ใน สถานสงเคราะห์ของรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ได้รับเงินเดือนค่าตอบแทนรายได้ประจําหรือผลประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่รัฐหรือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดให้เป็นประจํา บุคคลเหล่านี้ไม่ได้ครับ และนอกจากนั้นแล้วนะครับ พระสงฆ์กับแม่ชี ซึ่งอยู่ในวัดก็มีสิทธิได้รับ เว้นแต่พระสงฆ์ ซึ่งได้รับเงินนิตยภัต อันนี้จะไม่ได้รับเบี้ยยังชีพ จึงได้ดําเนินการจดทะเบียนประกาศ และรณรงค์ให้คนสูงอายุที่อยู่ในหลักเกณฑ์นั้นได้มาลงทะเบียนนะครับ ไม่ใช่ว่าครบ ๖๐ ปี แล้วไม่ได้เข้าข้อยกเว้นนี่จะได้เลย ไม่ใช่นะครับ ถ้าไม่จดทะเบียนจะไม่ได้รับ ในเดือนเมษายน ๒๕๕๒ มีผู้สูงอายุมาจดทะเบียนขอรับเบี้ยยังชีพเพิ่มขึ้น จํานวนทั้งหมด ๓,๕๗๖,๖๖๑ คน รวมกับที่มีอยู่แล้วนะครับ จึงรวมเป็นผู้สูงอายุทั้งสิ้น ในปีงบประมาณ ๒๕๕๒ เป็นจํานวน ทั้งหมด ๕,๔๔๘,๘๔๓ คน นี่ในปี ๒๕๕๒ ต่อ ๒๕๕๓ ท่านประธานที่เคารพครับ ในครั้ง สุดท้ายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ คือปี ๒๕๕๔ จากการสํารวจคนสูงอายุในประเทศไทยมีจํานวน ทั้งหมด ๗,๘๓๐,๖๘๙ คน นี่เป็นข้อมูลของกรมการปกครองนะครับ นับถึงวันสิ้นปี ๒๕๕๓ ท่านประธานที่เคารพครับ
มีผู้ประท้วงครับท่านรัฐมนตรี นายแพทย์ประสิทธิ์ ประท้วงอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ พรรคเพื่อไทย ผมอยากขอร้องท่านรัฐมนตรีนะครับ ท่านไม่ต้องมาแถลง ตอนนี้มันเที่ยงคืนกว่าแล้ว ผมว่ามันเป็นเรื่องเก่า ๆ ให้เพื่อนสมาชิก ได้พูด ผมว่ามันจะดูดีกว่า เรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องเก่ามาก เป็นเรื่องเก่าแก่ ผมก็รู้มานานแล้ว เพราะท่านจะโชว์ผลงาน ผมว่ามันเป็นเรื่องเก่านะครับ ท่านกรุณาพูดให้สั้นลงหน่อย เพราะ เพื่อนสมาชิกเขารอพูดอยู่นะครับ
ผมวินิจฉัยนะครับ เป็นสิทธิที่ท่านรัฐมนตรีจะอภิปรายนะครับ เพราะว่าท่านจะต้องรายงาน ผลงานของคณะรัฐมนตรีครับ แต่ก็ขอให้รวบรัดด้วยนะครับเพราะว่าดึกแล้ว เชิญ ท่านรัฐมนตรีต่อครับ
ถ้าไม่มีเพื่อนสมาชิกถาม และไม่เป็นคนบอกว่าโครงการนี้ล้มเหลว ผมก็จะไม่ชี้แจง แต่เมื่อมีสมาชิกมาชี้แจง ตอนเขาถาม ท่านประสิทธิ์อาจจะไม่ได้อยู่ในห้อง ผมก็จําเป็นจะต้องชี้แจงให้ฟัง ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วประชาชนซึ่งฟังอยู่ในทางบ้านก็จะต้องเข้าใจ ไขว้เขวไปอย่างนั้น ท่านอดใจนิดเดียวนะครับ แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องเก่า แต่ท่านอาจจะรู้ แต่คนอื่นอาจจะไม่เข้าใจอย่างท่าน ก็ขอทําความเข้าใจอย่างนี้นะครับ ท่านประธานที่เคารพ ถึงปี ๒๕๕๔ นี้ ขณะนี้มีจํานวนผู้สูงอายุได้รับเบี้ยยังชีพทั้งหมด ๕,๖๙๘,๔๑๔ คน รัฐบาล ได้ตั้งเงินงบประมาณจ่ายให้ทั้งสิ้น ๓๒,๙๕๓,๓๘๘,๐๐๐ บาทในปีงบประมาณ ๒๕๕๔ เดี๋ยวนี้มีเงินงบประมาณแล้ว ที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปก่อนที่ผมจะขึ้นมาชี้แจงนั้น ท่านได้บอกว่ามีคนอายุ ๘๐ ปีไม่ได้รับเงิน ท่านบอกว่าแสดงว่าโครงการนี้ใช้ไม่ได้ ผมก็อยากจะทําความเข้าใจและก็อยากจะเรียนไปยังเพื่อนสมาชิก ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน นะครับ ท่าน ส.ส. สมคิด จากจังหวัดหนองคายนะครับ ผมขอให้ท่านแจ้งมาที่ผมได้ว่าคนที่ อายุ ๘๐ ปีที่ว่านั้นไม่ได้รับเงินค่ายังชีพนั้นผมจะตรวจสอบให้ว่าไม่ได้รับเป็นเพราะอะไร ถ้าเป็นเพราะยังไม่ได้ลงทะเบียน แน่นอนครับ ก็ไม่ได้รับแน่นอน แต่ถ้าไปลงทะเบียน เรียบร้อยแล้วผมยืนยันว่าเงินนี้จะต้องได้อย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นคนจํานวนทั้งหมด ๕,๖๙๘,๐๐๐ คนนี้มันก็อาจจะเป็นไปได้นะครับว่าบางคนอาจจะยังไม่ได้รับ เคยมีคนมา ทวงถามก็เยอะแยะ แต่หลังจากตรวจสอบไปแล้วเป็นการเข้าใจผิดกัน จึงเรียนให้ทราบว่า สําหรับผู้สูงอายุที่อยู่ในหลักเกณฑ์อย่างที่ว่านี้ หากว่าท่านยังไม่ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ก็ขอให้แจ้งไปยังที่กระทรวงนะครับเราจะดําเนินการให้ จึงกราบเรียนต่อที่ประชุม ด้วยความเคารพว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างนี้นะครับ เราอย่าเอาความผิดพลาดเพียงราย ๒ ราย มาทําให้คนทั้ง ๕,๖๐๐,๐๐๐ กว่าคนนั้นต้องเข้าใจผิดเลยนะครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ ท่านประธาน
ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านรัฐมนตรีอลงกรณ์ พลบุตร ครับ คุณสมคิด
ท่านประธานครับ พาดพิงครับ
พาดพิงเรื่องอะไรครับ
ที่ท่านรัฐมนตรีอภิปรายไป
ต้องขอสั้น ๆ หน่อยนะครับ
ขอนาทีเดียวครับ คืออย่างนี้ครับ ท่านรัฐมนตรี ถ้าผมได้หลักฐานมา ผมไม่ทราบว่ามันบกพร่องเพราะ การสํารวจอะไรไม่รู้ แต่มันมี ท่านต้องยอมรับว่ามันมี ไม่ใช่เฉพาะบ้านผมเท่าที่ผมฟังมานี่ บางทีอาจจะเป็นความ ไม่เข้าใจหรือความกลั่นแกล้งกันของคนในพื้นที่ก็ได้ เขาไม่ใช่เป็นส่วนของเรื่องนายกรัฐมนตรี คนนี้ สายนั้น ถ้าเราได้เป็นเราไม่เอาเข้ามา มันมีครับ ตอนนั้นภาพมันมีประเดี๋ยวผมจะ เอามานะครับ มีจริงครับ ขอบคุณมาก ความจริงมันก็เป็นหน้าที่ของกระทรวงท่านต้อง สํารวจให้มันถูกต้องครับ ขอบคุณมากครับ
เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม อิสสระ สมชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ถ้าอย่างที่ท่านบอกอาจจะเป็นความผิดพลาด หรือเป็นการกลั่นแกล้งกันในพื้นที่ กระทรวงคงไม่สามารถจะไปตรวจสอบได้ทุกคน หรอกครับ เป็นแต่เพียงว่าถ้าท่านเจอนะครับ ในฐานะที่ท่านเป็นผู้แทนราษฎรอํานวย ความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชน แจ้งมาที่ผมเลยนะครับ เอามาเลยผมจะตรวจสอบให้ และยืนยันว่าจะต้องได้เงินแน่นอน พอใจนะครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ครับ ท่านอลงกรณ์ พลบุตรครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ใคร่ขอถือโอกาสตอบข้อซักถามและประเด็นที่ท่านสมาชิกได้สอบถามในรายงานแสดง ผลการดําเนินงานของคณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ใน ๓ ประเด็น คือประเด็นเรื่องของการส่งออก ประเด็นเรื่องการค้าชายแดน ประเด็นในเรื่องของ การระบายข้าว
สําหรับประเด็นแรก ในเรื่องของการส่งออกนั้นเนื่องจากว่าในช่วงที่รัฐบาล ได้เข้ามาบริหารประเทศต้องเผชิญกับภาวะวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ซึ่งถือว่าเป็นวิกฤตการณ์ ทางเศรษฐกิจที่ร้ายแรงที่สุดนับแต่ที่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ ๒ มีผลกระทบต่อตลาดหลัก ๆ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น แม้แต่ประเทศจีนและอื่น ๆ จึงมีผลทําให้ในปี ๒๕๕๒ เรามีการส่งออก ๑๕๒,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ เหรียญโดยประมาณ ลดลงจากปี ๒๕๕๑ ๑๔ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งลดน้อยกว่าที่มีการคาดการณ์ แต่อย่างไรก็ตามหลังจากที่ได้ดําเนินการ ในการขับเคลื่อนด้วยมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศและการดําเนินนโยบาย การค้าระหว่างประเทศในรูปแบบใหม่ จึงสามารถทําให้ปี ๒๕๕๓ นั้นมีการส่งออกสูงสุด เป็นประวัติการณ์ ด้วยมูลค่าการส่งออก ๑๙๕,๐๐๐ ล้านเหรียญเทียบกับการส่งออกในปีที่ ผ่านมามีอัตราเพิ่มสูงถึง ๒๘ เปอร์เซ็นต์ ถือว่าเป็นอัตราเพิ่มที่สูงมากเป็นประวัติการณ์ เช่นกัน โดยเฉพาะในเดือนมิถุนายนนั้นมีอัตราการเพิ่มถึง ๔๖ เปอร์เซ็นต์ สูงที่สุดเป็น ประวัติการณ์ของการส่งออกในประวัติศาสตร์ของเรา ทั้งนี้ทั้งนั้นเนื่องจากว่าการใช้นโยบาย ของการขยายตลาดใหม่นะครับ รวมทั้งการรักษาตลาดเดิมและก็การใช้มาตรการในเชิงลึก ของการทําตลาดทั้งส่งเสริมการขายและการตลาด อย่างไรก็ดี การส่งออกสําหรับในปี ที่ผ่านมานั้นถือได้ว่ามีส่วนสําคัญต่อการทําให้มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจนะครับซึ่งมีการ เติบโตถึง ๗.๘ เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้เนื่องจากว่าสัดส่วนในจีดีพีที่เป็นรายได้นั้นคิดเป็นสัดส่วน จากการส่งออกสินค้าและบริการสูงถึงกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ สําหรับประเด็นในเรื่องของการค้าชายแดนที่ท่านสมาชิกได้สอบถามมาเนื่องจากว่าเรา มีพรมแดนติดกับทาง สปป. ประเทศลาว ประเทศกัมพูชา ประเทศเมียนมาร์ และประเทศ มาเลเซีย ก็ต้องเรียนอย่างนี้ว่าในปี ๒๕๕๒ เรามีการส่งออก ๓๖๖,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ มีการนําเข้า ๒๗๓,๐๐๐ ล้านบาท เราได้เปรียบดุลการค้า ๙๓,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ในปี ๒๕๕๓ ครับปรากฏว่าเราสามารถสร้างสถิติในการขยายการค้าชายแดนเป็นมูลค่าถึง เกือบ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วมีการขยายตัวถึง ๒๘ เปอร์เซ็นต์ โดยที่เราสามารถได้เปรียบ ดุลการค้าสูงเป็นประวัติศาสตร์ กล่าวคือการส่งออกการค้าชายแดน ๔๘๖,๐๐๐ ล้านบาท ขณะที่เรานําเข้า ๒๙๑,๐๐๐ ล้านบาท เราได้เปรียบดุลการค้าถึง ๑๙๔,๐๐๐ ล้านบาท โดยที่ตั้งเป้าหมายว่าในปีหน้าปี ๒๕๕๕ นั้น เราจะสามารถทะลุหลัก ๑ ล้านล้านบาท ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ด้วยการที่เรามีการเสริมสร้างกลไกในเรื่องของการค้าชายแดนในรูปแบบใหม่ เช่น ในเรื่องของการใช้ยุทธศาสตร์ ๓ วงแหวน ๕ ประตู ในการเชื่อมโยงโดยการพัฒนา โลจิสติกส์ การค้าควบคู่ไปกับมาตรการการส่งเสริม การส่งออก ตลอดจนการที่เราได้มีการ สร้างรูปแบบของการค้าระหว่างประเทศชายแดน เพิ่มเติมจากในอดีตนะครับดังที่ท่านได้เห็น ว่าท่านรองนายกรัฐมนตรีไตรรงค์ สุวรรณคีรี และผมนั้นเพิ่งเดินทางกลับจากประเทศกัมพูชา ซึ่งความจริงแล้วเป็นความตกลงตั้งแต่เดือนตุลาคมในการประชุมอาเซียน ซัมมิท ปีที่แล้ว โดยที่เราจะมีการปรับรูปแบบเพื่อให้การค้าระหว่างประเทศที่มีพรมแดนติดกันนั้นเกิดโอกาส ของการค้าการขายมากขึ้นในรูปของการจัดบิสซิเนส ซัมมิท (Business Summit) แล้วก็มี การจัดการแสดงสินค้าควบคู่ไปกับการจับคู่ทางธุรกิจ และการที่รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ แล้วก็รัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจได้มีการประชุมร่วมกับภาคเอกชน และที่สําคัญ คือจะจัดเป็นประจําทุกปีสลับกันเป็นภาค ๆ อันนี้เป็นรูปแบบซึ่งได้มีการทดลองนําร่องเมื่อปี ที่แล้วในเดือนกันยายนที่เราได้จัดทําลิมอร์ ดาซาร์ ซัมมิท (Limor Dasar Summit) ระหว่าง ประเทศไทยกับประเทศมาเลเซีย ตรงนั้นก็ได้ใช้รูปแบบดังกล่าวนั้นมาสู่การขับเคลื่อน เมื่อ เดือนมกราคมก็จัดที่นครหลวงเวียงจันทน์ ในรูปแบบเดียวกัน แล้วก็เดือนกุมภาพันธ์ที่ ประเทศกัมพูชา ตรงนี้ก็เป็นส่วนที่ ๑
ส่วนที่ ๒. ก็คือในส่วนของการส่งเสริมให้มีศูนย์ส่งเสริมการค้าชายแดน เพื่อที่จะทําให้เป็นฐานสนับสนุนของการค้าชายแดนที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น รวมไปถึงในเรื่องของ การจัดมหกรรมสินค้าชายแดน เพื่อกระตุ้นให้มีการขยายการขายสินค้าของเราในบริเวณ รอยตะเข็บชายแดนในทุกประเทศ ที่สําคัญก็คือว่าเราได้ใช้กลไกเครื่องมือของเขตการค้าเสรี อาเซียนหรือว่าอาฟตา (AFTA) แล้วก็เป็นอย่างที่ท่านสมาชิกได้พูดถึงเรื่องของเออีซี (AEC) หรือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งอีก ๓ ปี ๑๑ เดือนก็จะเข้าสู่การเป็นตลาดเดียวกัน ฐานการผลิตเดียวกัน หรือว่าประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เพราะฉะนั้นการปรับรูปแบบ กลไกต่าง ๆ จึงเป็นความสําคัญอย่างยิ่ง และได้ส่งผลให้เห็นถึงการเติบโตและการขยายตัว ของการส่งออกชายแดน โดยเฉพาะเป็นการยืนยันอีกประการว่าเราไม่ได้มีความสัมพันธ์ ในเรื่องของเศรษฐกิจและการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านนะครับ อาจจะมีบางประเทศ ที่มีปัญหาชายแดนบ้าง เพราะว่ามีพรมแดนติดกันถึง ๘๐๓ กิโลเมตร หรือว่าในทางตะวันตก ก็มีการต่อสู้ของชนกลุ่มน้อย ภายในประเทศอาจจะกระทบบ้างกับเรื่องของด่านการค้า แต่ว่าเราก็ได้ขับเคลื่อนเพื่อสร้างโอกาส ไม่ใช่เฉพาะในปีที่ผ่านมาหรือว่าปีนี้ แต่ว่า เพื่ออนาคตและไม่ใช่สําหรับรัฐบาลนี้เท่านั้น แต่ว่าทุกรัฐบาล เพราะนั่นคือประโยชน์สูงสุด ของประชาชน โดยเฉพาะในเรื่องของโครงการประตูตะวันตก ซึ่งได้เริ่มก่อสร้างแล้วนะครับ ในการเปิดภาคตะวันตกของเรา ซึ่งเคยเป็นประตูปิด มีเทือกเขาตะนาวศรีหรือเรียกว่า ตะนิ้นตายี ในภาษาของพม่า ขณะนี้เส้นทางการสร้างไฮเวย์ (Highway) ระหว่าง จังหวัดกาญจนบุรีไปทวาย จะแล้วเสร็จไม่เกิน ๓ ปีนี้ แต่ขณะนี้ทางลําลองเชื่อมถึงกันแล้ว แล้วก็จะสร้างท่าเรือน้ําลึก รวมไปถึงการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ พร้อมกันนั้นก็ได้มีการ จัดเตรียมความพร้อมอย่างน้อยในเบื้องต้น ๘ จังหวัดภาคตะวันตก ซึ่งได้จัดเตรียม ความพร้อมทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนในการรองรับต่อประตูการค้าใหม่ เส้นทางการค้าใหม่ ซึ่งจะทําให้ประเทศไทยนั้นก้าวสู่การเป็นจุดยุทธศาสตร์สําคัญของการค้าระหว่างประเทศ เชื่อมระหว่างโลกตะวันตก ตะวันออก
สุดท้ายคือประเด็นในเรื่องของการระบายข้าว ซึ่งท่านสมาชิกได้กรุณา ให้ความสนใจแล้วก็สอบถาม ผมใคร่ขอถือโอกาสนี้ชี้แจงดังนี้ว่า ในปี ๒๕๕๒ เราระบายข้าว ได้ ๘,๕๙๐,๐๐๐ ตัน ข้าวสารนะครับ ลดลง ๑๔.๒ เปอร์เซ็นต์ในเชิงปริมาณ แล้วก็ลดลง ในเชิงมูลค่า ๑๗ เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นผลที่ส่งมาถึงจากกรณีของวิกฤตการณ์เศรษฐกิจโลก ที่ทําให้ตลาดของเรานั้นหดตัวลง แต่ว่าหลังจากที่ได้มีการปรับกลยุทธ์และมีการนําแนวทาง ใหม่ ๆ ในการส่งออก ปรากฏว่าในปี ๒๕๕๓ ที่ผ่านมานี้ เราสามารถส่งออกข้าวสารได้สูงถึง ๙.๐๓ ล้านตัน คิดเป็น มูลค่า ๑๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนะครับ โดยเพิ่มในเชิงปริมาณและมูลค่ากว่า ๕ เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดที่เรามีการขยายตัวในประเทศแอฟริกา ไม่ว่าจะเป็นประเทศไนจีเรีย ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศบังคลาเทศ ประเทศอิรักและประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น ทั้งนี้เพราะว่า ลูกค้ายังมีความเชื่อมั่นในเรื่องของคุณภาพและมาตรฐานของข้าวไทย รวมไปถึงความเชื่อมั่น ในเรื่องโลจิสติกส์ การส่งมอบที่ตรงเวลา แล้วก็มีการบริหารต้นทุนโลจิสติกส์ที่ทําให้เรา สามารถครองขีดความสามารถในการแข่งขันในด้านนี้ได้ โดยเฉพาะในไตรมาสสุดท้ายที่ เพิ่งผ่านพ้นมานั้นมีปริมาณการส่งออกข้าวสารสูงถึง ๒.๙ ล้านตัน หรือว่าเพิ่มขึ้นจากปีก่อน หน้านั้นถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ใคร่ขอถือโอกาสนี้กราบเรียนผ่าน ท่านประธานไปถึงสมาชิก ขอบคุณมากครับ
คุณเจริญมีอะไรครับ
ท่านประธานครับ ขอรบกวนท่านประธาน นิดหนึ่ง ที่พวกผมปรึกษาหารือกันคืออย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ ผม เจริญ จรรย์โกมล จากจังหวัดชัยภูมิ คือขอความกรุณาท่านประธานไปที่ท่านรัฐมนตรีหน่อยได้ไหมครับว่า เวลาตอบขอให้ตอบไปในเรื่องของรายงาน ไม่ใช่ว่าท่านไปพูดถึงอนาคตท่านจะทําอะไร มันเสียเวลานะครับ ท่านกําลังพูดถึงว่าท่านจะทําอย่างนั้นอย่างนี้ ผมก็ไม่อยากไปโต้แย้ง เพราะว่าเมื่อกี้ท่านก็พูดไป ผมกลัวจะเสียมารยาทก็เลยให้จบก่อนแล้วค่อยพูด เพราะว่า ขณะนี้ได้ปรึกษาหารือกัน เหลืออยู่ ๑๔ ท่านนะครับท่านประธาน ขอความกรุณากําชับ ท่านรัฐมนตรีนิดหนึ่งนะครับ ขอความกรุณาท่านประธานนะครับ
ผมก็ดูนะครับว่าท่านรัฐมนตรี คือผมจะมีลิมิท (Limit) ผมอยู่ในใจว่าท่านรัฐมนตรีอภิปราย ท่านละประมาณ ๑๐ นาทีผมก็จะเตือน เมื่อกี้นี้ท่านอลงกรณ์ก็ประมาณ ๑๐ นาทีพอดี ท่านสมชัยก็ ๑๐ นาทีนะครับ ท่านวิทยาครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิทยา แก้วภราดัย ผมกับท่านประธานวิปฝ่ายค้านก็พยายามบริหารเวลาตามที่ได้ตกลงกัน ก็เราใช้เวลาประมาณ ๑๕ ชั่วโมง ขณะนี้เราเดินมาใกล้ครบ ๑๕ ชั่วโมง แต่ผมพยายามหัก เวลาของการประท้วง หยิบออกไปข้างนอกทั้งหมดครับ แล้วก็ ๑๕ ชั่วโมงก็จะบริหารให้ ฝ่ายค้านได้สัก ๘ ชั่วโมง ฝ่ายรัฐบาลกับ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลก็จะบริหารภายในเวลาที่น้อยลงมากว่า เพราะฉะนั้นก็ต้องขอความกรุณาครับทุกฝ่ายต้องช่วยกํากับเวลาด้วยนะครับ ผมขอความ กรุณาท่านรัฐมนตรีทุกท่านนะครับ ถ้าจําเป็นก็ขอเวลาชี้แจงสัก๕ นาที ให้ตรงประเด็น ขณะเดียวกันฝ่ายค้านก็ต้องตรงประเด็นด้วย ไม่ใช่ท่านนึกจะเอาอะไรมาพูด ผมว่าดูเรื่องหน่อย ท่านประธานก็ต้องกํากับหน่อยนะครับ ถ้านอกประเด็นของวาระจริง ๆ ก็ต้องตัดบทนะครับ ถ้าปล่อยไปเรื่อย ๆ อย่างนี้มันก็ไม่จบนะครับ ผมจะพยายามควบคุมเวลาของฝ่ายรัฐบาลให้ อยู่ในกรอบครับ ขอความกรุณาฝ่ายค้านด้วยนะครับ
ผมหารืออย่างนี้ครับ เนื่องจากว่าตอนนี้ก็เกินเวลาด้วยกันทั้ง ๓ ฝ่ายนะครับ แต่ผมจะ เปิดโอกาสอนุญาตให้ทุกท่านได้อภิปรายนะครับ แต่เพียงแต่ว่าอาจจะลดเวลาของฝ่ายค้าน จากเดิม ๑๐ นาที ก็เหลือสักคนละ ๗ นาทีได้ไหมครับ แต่อย่างไรก็ตามผมนับเวลาแล้ว ถ้าอภิปรายตามนี้โดยไม่เกินเวลากัน เราจะปิดประมาณเวลา ๐๔.๐๐ นาฬิกา ซึ่งเดี๋ยวผม จะขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งเป็นผู้ปิดให้นะครับ ช่วงนี้ก็จะให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้ตอบก่อน แล้วเดี๋ยวผมจะให้สมาชิกอภิปรายทีเดียว ๑๔ คนหรือ ๑๕ คน แล้วก็จะเว้นให้ รัฐมนตรีตอบสักครั้งหนึ่งนะครับ ท่านชูวิทย์มีอะไรหรือเปล่าครับ ไม่ได้ประท้วงอะไรนะครับ เชิญท่านนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ผมขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ นะครับ เพราะว่าท่านสมาชิกก็ได้กรุณาอภิปรายในส่วนที่ เป็นนโยบายเกี่ยวกับเรื่องวัฒนธรรมและเรื่องศาสนาจํานวน ๒-๓ ท่านเท่านั้นเองนะครับ
ประการแรกที่ท่านสมาชิกวิชาญ มีนชัยนันท์ ได้อภิปรายถึงเรื่องการซ่อม โบราณสถาน ท่านยกตัวอย่าง วัดลาดบัวขาว เขตสะพานสูง ว่าเป็นวัดที่เป็นโบราณสถาน แล้วก็สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๓ ขอการสนับสนุนจากกรมศิลปากร ผมก็ได้ส่งเจ้าหน้าที่ ไปสํารวจดูแล้วนะครับ แล้วก็ทราบว่ามีการชํารุดจริง แต่ว่าอยู่ในลําดับของการจัดลําดับ ความสําคัญว่าจะจัดงบประมาณซ่อมได้ขนาดไหน อย่างไร
๑๗๓/๑ กราบเรียนท่านประธานไปยังท่านสมาชิกนะครับ งบประมาณการซ่อมบํารุง การบูรณะ ของกรมศิลปากรนั้นได้รับงบประมาณน้อยมาก ซึ่งท่านทั้งหลายคงทราบอยู่แล้วนะครับ ในแต่ละปีกรมศิลปากรได้รับงบประมาณในการบูรณะโบราณสถานทั้งประเทศ ซึ่งมีอยู่ นับเป็นพัน ๆ แห่งด้วยกัน ประมาณ ๕๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นก็จะจัดลําดับ ความสําคัญเป็นลําดับต้น ๆ ซ่อมไปก่อน บูรณะไปก่อนนะครับ
เรื่องกิจการฮัจย์มีท่านสมาชิกได้พูดถึง โดยเฉพาะท่านนายแพทย์ อสิ มะหะมัดยังกี นะครับ ผมตอบสั้น ๆ ว่ากิจการฮัจย์มีปัญหาทุกปี ผมเข้ามาปีนี้ก็มีปัญหา แต่ผมได้กราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีไปแล้ว ว่าปีนี้ผมจะใช้มาตรการอย่างเด็ดขาดสําหรับ ผู้ประกอบการที่ฉวยโอกาส แล้วก็เอาเปรียบผู้แสวงบุญ แล้วก็ได้ตั้งกรรมการสอบสวนเรื่องนี้ ไปแล้ว แต่ว่าท่านประธานที่เคารพครับ ท่านต้องให้อํานาจผมอย่างเต็มที่ในการดําเนินการ เรื่องนี้ เพราะว่าการประกอบการกิจการฮัจย์นั้นมันมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่ว่าถ้าเราไม่ใช้ความเด็ดขาดแล้วปัญหานี้จะเป็นปัญหาต่อเนื่อง ปีหน้า ๒ ปี ๓ ปี ก็มีปัญหาอีก เพราะฉะนั้นปีนี้ผมจะจัดการอย่างเด็ดขาดนะครับ
อีกเรื่องหนึ่งที่คุณหมออสิ มะหะมัดยังกี ได้กรุณากล่าวถึงการทํางาน ของกรมการศาสนา โดยท่านได้แสดงความเห็นว่าต่อไปนี้ในเรื่องของกิจการฮัจย์ ควรจะ ยกออกจากกรมการศาสนาโดยให้ไปขึ้นตรงกับท่านนายกรัฐมนตรี ผมไม่มีเหตุขัดข้องนะครับ ถ้าสิ่งไหนที่บริหารแล้วเป็นประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องผู้แสวงบุญ จะอยู่สํานักงานไหน จะอยู่กรมการศาสนา หรือจะขึ้นตรงกับท่านนายกรัฐมนตรีเหมือนกับสํานักงาน พระพุทธศาสนาแห่งชาติหรือไม่ นั่นไม่ใช่สาระสําคัญนะครับ แต่ว่าผมอยากเรียนย้ํา อีกครั้งหนึ่งว่ากิจการฮัจย์ที่มีปัญหามาทุกปี เพราะว่าเป็นเรื่องของการนําเครื่องบินจาก ต่างชาติเข้ามาบิน แต่ว่าถ้าผู้ประกอบการทั้งหลายให้ความร่วมมือโดยไม่พยายามนํา เครื่องบินต่างชาติเข้ามาบินจะไม่มีปัญหาเลยนะครับ แล้วผมย้ําอีกสักครั้งหนึ่งว่าที่มีปัญหา ทั้งหมดเป็นเรื่องที่ผู้แสวงบุญเดินทางโดยไม่ผ่านกรมการศาสนา ที่ผ่านกรมการศาสนา ๑๐,๐๐๐ กว่าคนไม่มีปัญหาเลย ที่มีปัญหา ๒๐๐-๓๐๐ คนนั้นก็เป็นพวกที่ขอวีซ่าโดยไม่ผ่าน กรมการศาสนา ก็กราบเรียนให้ท่านได้รับทราบนะครับ
สุดท้าย ส.ส. สุนทรี ชัยวิรัตนะ ได้กรุณาพูดถึง แต่ว่าความจริงไม่ได้เกี่ยวกับ กรมการศาสนาครับ เกี่ยวเนื่องกับสํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งผมไม่ได้กํากับอยู่ แต่ผมขออนุญาตใช้เวลาตรงนี้ตอบเสียเลยนะครับว่า งบกลางปีในการซ่อมแซมวัด ๑๖๒ ล้านบาท ท่านบอกว่าบางวัดได้ ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ของความเสียหาย อันนี้ก็เป็นไป ตามหลักธรรมดานะครับ วัดบางวัดที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยหรือวาตภัย บางวัด แจ้งมาว่าเสียหาย ๒๐๐,๐๐๐ บาท แต่เมื่อประมาณการแล้วก็ไม่ถึง ๒๐๐,๐๐๐ บาท ก็มีการ ลดหลั่นกันไปตามลําดับ เพราะฉะนั้นถ้าวัดแต่ละวัดหรือแม้กระทั่งบ้านเรือนของราษฎรก็ดี ถ้าเสียหายประมาณการมาเท่าไรแล้วทางรัฐบาลจ่ายหมด คงไม่ใช่สาระอยู่ตรงนั้น แล้วคง ไม่สามารถที่จะทําได้ ก็จ่ายตามความเป็นจริง ตามความเดือดร้อนจริง ๆ กราบขอบคุณ ท่านประธานครับ
ผมขอหารืออย่างนี้นะครับ ทั้งฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาลจะขอท่านละสัก ๗ นาที ยกเว้นอยู่ ๓ ท่าน คือ นายแพทย์แวมาฮาดี แวดาโอะ เพราะของพรรคเพื่อแผ่นดินยังไม่ได้อภิปรายเลย ก็ให้หมอแวมาฮาดี แวดาโอะ ๒๐ นาที คุณซูการ์โน มะทา ๒๐ นาที นายแพทย์ประสิทธิ์ ๑๕ นาที นอกนั้นคนอื่นขอคนละ ๗ นาทีก็แล้วกัน ตกลงตามนี้นะครับ ท่านวิทยาครับ
ท่านประธานครับ ผมเข้าใจว่า คนละสัก ๗ นาทีก็กําลังพอดีครับ อย่าไปเพิ่มเลยครับ ถ้าเพิ่มเดี๋ยวฝ่ายรัฐบาลก็เพิ่ม ผมพยายามลดคนของฝ่ายรัฐบาลลง แล้วกะว่าจะสรุปสัก ๒ คน ผมว่าจะจบครับ ฝ่ายค้าน บริหารกันหน่อยครับ
จะขอลดคนของฝ่ายรัฐบาลหรือครับ
ผมลดครับ แต่ฝ่ายค้าน ช่วยบริหารเวลาอยู่ในกรอบสักนิดครับ ไม่ต้อง ๑๕ นาที ๒๐ นาทีหรอกครับ คนละ ๗ นาที ผมเข้าใจว่าพอจะไปกันแล้วครับ ดึกขนาดนี้แล้วนะครับ
เมื่อกี้ผมหารือว่าทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลก็ขอเป็นคนละ ๗ นาทีทุกท่าน โดยไม่ต้องลดคน ยกเว้น นายแพทย์แวมาฮาดี แวดาโอะ ซึ่งท่านอยู่พรรคเพื่อแผ่นดินยังไม่ได้อภิปรายเลย ๒๐ นาที คุณซูการ์โน มะทา ๒๐ นาที หมอประสิทธิ์ก็ขอ ๗ นาทีด้วยก็แล้วกันนะครับ คุณชูวิทย์ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ พรรคเพื่อไทย จังหวัดอุบลราชธานี จากได้ดูรายงานแสดงผล การดําเนินงานของคณะรัฐมนตรีโดย ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
คุณชูวิทย์อภิปรายเลยหรือครับ ต้องขออภัยครับ เพราะตามลําดับจะต้องเป็นคุณสุพัชรี ธรรมเพชร ครับ เดี๋ยวจะเป็นคุณชูวิทย์ต่อ เมื่อกี้ผมนึกว่าคุณชูวิทย์ประท้วง ขออภัยด้วยครับ เชิญคุณสุพัชรี ธรรมเพชร ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน สุพัชรี ธรรมเพชร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ค่ะ ท่านประธานคะ วันนี้รัฐบาลเราได้รายงานผลการดําเนินการของนโยบายต่าง ๆ ในรอบปี ที่ผ่านมา ดิฉันคิดว่าตัวชี้วัดที่ดีที่สุดก็คือการถามความพึงพอใจของพี่น้องประชาชนค่ะ ดิฉันได้ลงพื้นที่ทุกอาทิตย์เพื่อที่จะไปพบปะพ่อแม่พี่น้องประชาชน แล้วก็ได้ถามถึง ความพึงพอใจต่อนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในการบริหารประเทศ ในครั้งนี้ ท่านประธานคะ ชาวบ้านเกือบทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันเลยว่าวันนี้พวกเขามี ความสุข วันนี้พวกเขามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพราะสินค้าเกษตรเกือบทุกชนิด มีราคาที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของราคาของมันสําปะหลัง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ ราคาอ้อย ราคาข้าวโพด โดยเฉพาะในเรื่องของราคายางพารา วันนี้ราคายางที่บ้านดิฉัน ราคาเกือบ ๒๐๐ บาทต่อกิโลกรัม พี่น้องผู้สูงอายุที่อายุ ๖๐ ปีขึ้นไปก็จะได้เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ทุกคน พี่น้อง อสม. ที่บ้านดิฉันก็ได้มีค่าตอบแทนให้ทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันนี้รัฐบาลเรา ก็ได้ให้ความสําคัญในเรื่องของการศึกษาเป็นที่หนึ่ง แล้วก็ให้ความสําคัญในเรื่องของ การจัดสรรงบประมาณในเรื่องของการศึกษานี้สูงสุด วันนี้เราได้ดูแลลูกหลานของพี่น้อง ประชาชน โดยผ่านโครงการเรียนฟรี ๑๕ ปีอย่างมีคุณภาพ โครงการ ๕ ฟรี โครงการคืนครู ให้นักเรียน และโครงการเรียนดีประจําตําบล ซึ่งดิฉันคิดว่าท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการท่านได้ชี้แจงต่อ ณ ที่ประชุมแห่งนี้แล้ว ท่านประธานคะ ไม่เพียงเท่านั้น ไม่เพียงแต่รัฐบาลเราได้ดูแลในเรื่องของการศึกษาในระบบแล้ว รัฐบาลเรายังได้ดูแลในเรื่อง ของการศึกษานอกระบบ โดยมีโครงการขยายศูนย์การเรียนรู้ชุมชนตลอดชีวิต ๗,๐๐๐ แห่ง หรือที่เราเรียกกันสั้น ๆ ว่า กศน. ตําบล ดิฉันได้มีโอกาสไปเปิด กศน. ตําบลแห่งหนึ่ง ในจังหวัดพัทลุง และพออีก ๓ เดือนดิฉันก็ได้กลับไปเยี่ยม กศน. แห่งนั้น ท่านประธาน ทราบไหมคะว่ากลุ่มแม่บ้านในตําบลนั้นเขาได้รวมกลุ่มกันเพื่อที่จะมาฝึกทําขนมโรตีกรอบ กลุ่มแม่บ้านในตําบลเขามาทํากันในวันที่มีการสอนหลักสูตรระยะสั้น จนทําให้พวกเขาได้ทํา เป็นอาชีพเสริม แล้วก็สามารถหารายได้เลี้ยงครอบครัวได้ค่ะท่านประธาน ท่านประธานคะ รัฐบาลเราได้ใช้ยุทธศาสตร์การจัดการศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ ๓ จังหวัดชายแดน ภาคใต้ เรามุ่งหวังที่จะให้การศึกษาเป็นรากฐานสําคัญของการพัฒนาพื้นที่ ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีบริบททางสังคมทั้งวิถีชีวิต ทั้งความเป็นอยู่ วัฒนธรรม แล้วก็ศาสนาที่หลากหลายกัน ซึ่งอาจจะเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ ๓ จังหวัดนั้น เราต้องเน้นในเรื่องของการศึกษาให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต และสร้างความ สมานฉันท์ให้ความอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข การพัฒนาอิสลามศึกษา เป็นการส่งเสริม การสอนอิสลามศึกษาแบบเข้ม ก็คือการจัดการแบบสามัญบวกการศึกษาของศาสนาอิสลาม การจัดให้มีการเทียบโอนอิสลามศึกษาทุกระดับ และนโยบายปอเนาะดีต้นแบบจํานวน ๔๘ แห่ง การศึกษาเพื่อพัฒนาอาชีพมีการพัฒนาทักษะอาชีพหลักสูตรระยะสั้นในสถาบัน ศึกษาปอเนาะและสอนวิชาชีพสําหรับเยาวชนและประชาชน การจัดอบรมอาชีพในโรงเรียน เอกชนสอนศาสนาอิสลาม การจัดอบรมพระภิกษุสงฆ์ สามเณร และผู้นําศาสนาให้มีอาชีพ ขึ้นมา ดิฉันเชื่อว่าในเรื่องของการศึกษาเพื่อที่จะให้การศึกษาแก่พี่น้องใน ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ ดิฉันคิดว่าเป็นส่วนหนึ่งที่เราสามารถที่จะสร้างความรักความสามัคคีแล้วก็ ความสันติสุขให้กับพี่น้องในหมู่ของ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ค่ะท่านประธาน ท่านประธานค่ะ ดิฉันก็ยังยืนยันนะคะ ว่ารัฐบาลชุดนี้มีการบริหารประเทศและการกระจาย งบประมาณอย่างทั่วถึงและก็เป็นธรรม และพี่น้องประชาชนมีความพึงพอใจในการบริหาร ประเทศของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ค่ะท่านประธาน ขอบพระคุณค่ะ
ต่อไป เชิญท่านชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ๗ นาทีนะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ พรรคเพื่อไทย จังหวัดอุบลราชธานี จากการแถลงผล การดําเนินงานของรัฐบาล ผมบอกว่าล้มเหลว ซึ่งท่านบอกว่ามีสโลแกนบอกว่าประชาชน ต้องมาก่อน จริง ๆ แล้วพี่น้องประชาชนบอกว่าประชาชนต้องตายก่อน ท่านประธานครับ ประชาชนตายก่อนอย่างไร ขณะนี้เศรษฐกิจแย่ ของแพง น้ํามันพืชก็แพง ไข่ก็แพง ไม่รู้ท่าน คิดอะไรครับ จะขายไข่เป็นกิโล วันนี้ครับ แม่ใหญ่สี พ่อใหญ่ทาใกล้จะตายแล้วครับ เพราะว่า ท่านประกาศขึ้นเงินเดือนให้กับ อบต. ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ขณะนี้ถึงเดือนกุมภาพันธ์แล้ว เงินเดือนยังไม่ขึ้นครับ แล้วก็ของขึ้นไปแล้ว ผมเจอ อบต. คนหนึ่ง ถามว่าดีใจไหมที่รัฐบาล จะขึ้นเงินเดือนให้ อบต. บอกว่าไม่ได้ดีใจเลย เพราะอะไร เงินเดือนที่ได้มาทั้งหมดนี้เมียผม เก็บหมดเลย แล้วก็โครงการเรียนฟรี ๑๕ ปี ผมไม่เข้าใจว่าเรียนฟรี ๑๕ ปีคืออะไร ก็คืออีก ๑๕ ปีถึงจะฟรีจริง ๆ ใช่ไหม เพราะวันนี้เด็กไปโรงเรียนต้องเอาเงินไปให้ค่าซ่อมคอมพิวเตอร์ เทอมละ ๕๐๐ บาท ปีนี้ที่โรงเรียนมัธยมตระการพืชผลบอกว่าถ้าใครไม่ไปจ่าย ๒,๐๐๐ บาท แปลว่า ม. ๓ ไม่จบ เพราะว่าไม่มีเงินไปจ่ายค่าซ่อมคอมพิวเตอร์ อีกหลายโรงเรียนต้องให้ซื้อ กระดาษเอ ๔ (A4) ๕ รีม ไปให้โรงเรียน ถ้าอย่างนั้นไม่จบ แล้วท่านให้เงินซื้อชุดนักเรียนครับ วันนี้ผมกราบเรียนนะครับว่าเงินซื้อชุดนักรียนที่ท่านให้นั้นไม่พอหรอกครับ พ่อแม่ผู้ปกครอง ก็ต้องไปเอาสตางค์ที่ขายมันสําปะหลังไปเพิ่ม เอาสตางค์จากขายข้าวไปเพิ่ม ยังไม่พอครับ ท่านยังบอกว่าต้องเอาใบเสร็จมาให้ครูดู พอผู้ปกครองขอใบเสร็จจากร้านค้า ร้านค้าก็บวกอีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าชุดนักเรียน ๔๐๐ บาท เขาก็บวกไปเป็น ๔๔๐ บาท ซึ่งมาสร้างภาระ ให้กับผู้ปกครองอีก
นอกจากนั้นแล้วโครงการเช็คช่วยชาติ ที่ท่านมาหลอกพวกเราว่าท่าน กู้เงินแล้วท่านจะเอาไปแจกคนจน ผมก็ดีใจครับว่าพี่น้องประชาชนบ้านผมคนจน ๆ จะได้รับ เงิน ๒,๐๐๐ บาท แต่เมื่อท่านได้เงินมาแล้วท่านกลับไม่แจกครับ ท่านกลับเอาไปให้กับ คนจนที่ท่านมีหลักเกณฑ์ พี่น้องประชาชนบ้านผมไม่ได้รับครับ เพราะว่าเขาไม่เข้าหลักเกณฑ์ เพราะว่าเขาโครตจน เขาจึงไม่ได้รับเงิน ๒,๐๐๐ บาทจากเช็คช่วยชาติ
แล้วอีกโครงการหนึ่ง โครงการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานท่านประธานครับ พี่น้อง ประชาชนใช้น้ํามัน พ่อแม่พี่น้องที่ใช้น้ํามันในขณะนี้ท่านทราบไหมว่ารัฐบาลได้สร้างภาระให้ พี่น้องประชาชนแบกภาระ ซึ่งผมขอยกตัวอย่างให้ฟังนะครับว่าใครที่มีมอเตอร์ไซค์อยู่นะครับ ขณะนี้ต้นทุนน้ํามันจริง ๆ ๑ ลิตร ๒๒ บาท แล้วก็มาเสียภาษีสรรพสามิต ลิตรละ ๗ บาท เสียภาษีเทศบาลลิตรละ ๗๐ สตางค์ แล้วเอาไปเช้ากองทุนน้ํามันเพื่อจะช่วยคนรวยอีก ๗.๕๐ บาท แล้วเอาไปเข้ากองทุนอนุรักษ์ ๒๕ สตางค์ ขายส่งจริง ๆ ลิตรละ ๓๗ บาท แล้วมารวมภาษีแวท (Vat) มารวมภาษีค่าการตลาด รวมแล้วตกลิตรละ ๔๓ บาท พี่น้อง เสียภาษีครึ่งหนึ่งจาก ๒๒ บาท พี่น้องต้องมาซื้อน้ํามันลิตรละ ๔๓-๔๕ บาท อันนี้คือรัฐบาล ให้ท่านแบกภาระ น้ํามันขึ้นราคาใครเดือดร้อนครับ พี่น้องประชาชนเดือดร้อน พี่น้องสูบน้ํา เข้านาต้องเติมน้ํามัน พี่น้องสูบน้ําดํานาต้องเติมน้ํามัน พี่น้องขับรถไถนาต้องเติมน้ํามัน พี่น้องขับรถดํานาต้องเติมน้ํามัน พี่น้องขี่มอเตอร์ไซค์ไปนาต้องเติมน้ํามัน พี่น้องไปสวน ยางพาราต้องเติมน้ํามัน พี่น้องไปไร่ข้าวโพดต้องเติมน้ํามัน น้ํามันมอเตอร์ไซด์ น้ํามันรถยนต์ น้ํามันรถสิบล้อนี้ น้ํามันแพง ใครตาย เกษตรกรครับ พอไปขายข้าวโรงสีก็บอกว่าน้ํามันแพง ราคาข้าว ต้องลดลง พอไปซื้อปุ๋ย ซื้อยาปราบศัตรูพืชเถ้าแก่ก็บอกว่าขณะนี้น้ํามันแพง ราคาปุ๋ย ต้องเพิ่มขึ้น โครงการที่ล้มเหลวที่สุดคือโครงการประกันรายได้เกษตรกร ซึ่งในปีที่ผ่านมา ท่านบอกว่าโครงการส่วนต่างรายได้ พี่น้องเกษตรกรจึงมีรายได้ที่ไม่เท่ากัน มีรายได้ที่ต่างกัน ใครแจ้งขึ้นทะเบียนก่อนได้มาก ใครแจ้งขึ้นทะเบียนทีหลังได้น้อย คนที่แจ้งหลัง ๆ กลับไม่ได้ ส่วนต่างจากโครงการรัฐบาลเลย และโครงการส่วนต่างรายได้ผมบอกว่าถ้ารัฐบาลจะทําต่อ ต่อจากนี้ไปอย่าบอกว่าส่วนต่าง ให้บอกว่าส่วนที่เท่ากันนะครับ พี่น้องประชาชนถึงจะได้รับ ส่วนที่เท่ากัน ผมอยากกราบเรียนนะครับว่าโครงการนี้ล้มเหลวอย่างไร โครงการนี้ล้มเหลว เพราะว่าโครงการประกันรายได้เกษตรกร ผมขอยกตัวอย่างให้ท่านนะครับ ท่านประธาน คนอีสานทํานาครับ ทําทั้งข้าวเหนียว ทําทั้งข้าวเจ้า ข้าวเจ้าที่ทําคือข้าวหอมมะลิ เป็นข้าว ที่ดีที่สุดในโลก ท่านตั้งราคาให้พวกผมกิโลกรัมละ ๑๕ บาท ท่านให้กี่ตันครับ ๑๔ ตัน ต่อ ๑ ครอบครัว แต่พี่น้องเกษตรกรภาคกลาง ภาคใต้ ท่านให้ทํานาคนละ ๒๕ ตัน ๒๕ ตัน ทํานาปีหนึ่ง ๒ ครั้ง ได้คนละ ๕๐ ตัน ท่านตั้งราคาให้เท่าไรครับ ตั้งราคากิโลกรัมละ ๑๐ บาท โรงสีซื้อจริง ๆ ๖ บาท จึงทําให้เกษตรกรภาคกลางมาเดินขบวน ขณะนี้นะครับ เต็มถนนเพราะราคาที่ท่านตั้งมันไม่สมดุลกับราคาต้นทุน วันนี้เกษตรกรภาคอีสานทํานา ดํานา ๓ ครั้งถึงได้เกี่ยวครั้งหนึ่ง วันนี้ท่านตั้งกิโลกรัมละ ๑๕ บาท ถ้าได้ ๑๕ บาทจริง ๆ ก็สาธุครับ วันนี้พอ ๑๕ บาทที่ท่านตั้ง นายทุนก็ร่วมกับรัฐบาลกดราคา กดราคา ข้าวหอมมะลิลง ขณะนี้นะครับอยู่ที่บ้านผมเหลือกิโลกรัมละ ๑๓ บาท ๑๓ บาทนะครับ ข้าวภาคกลาง ๑๐ บาท เหลือ ๖ บาท วันนี้รัฐบาลร่วมกับนายทุน นายทุนบอกว่า เอาละ ผมจะกดราคาแล้วให้รัฐบาลเป็นคนจ่ายส่วนต่าง เหลือแล้วก็ค่อย ๆ เอามาจ่ายเงินกับผม วันหลัง ซึ่งเป็นการตกลงกันนะครับ ท่านประธานครับ ท่านซูการ์โนยกเวลาให้ผมนะครับ ท่านซูการ์โนไม่พูดนะครับ ก็ขออนุญาตท่านประธานอีก ๗ นาทีครับ
ตกลง ท่านซูการ์โนไม่อภิปรายนะครับ
ไม่อภิปรายครับ ทีนี้ท่านประธาน คนภาคกลางได้ทํานา ๒ ครั้ง ครั้งละ ๒๕ ตัน ได้กิโลกรัมละ ๒ บาทจากรัฐบาลจ่ายส่วนต่าง รายได้ ครั้งที่ ๑ ได้ ๕๐,๐๐๐ บาท ครั้งที่ ๒ ได้อีก ๕๐,๐๐๐ บาท รวมแล้วเป็น ๑๐๐,๐๐๐ บาท คนอีสานทํานาทั้งปีได้ขึ้นทะเบียน ๑๔ ตัน ข้าวหอมมะลิ ได้ส่วนต่างรายได้ ๒๓,๐๐๐ บาท เห็นไหมครับ ๒ มาตรฐาน และนอกจากนั้นแล้วคนที่ได้ ๒๓,๐๐๐ บาทจากการทํานาข้าว หอมมะลิเป็นเกษตรกรส่วนน้อยมาก ส่วนที่ได้มาก ๆ ก็ประมาณ ๒,๐๐๐ บาท ๓,๐๐๐ บาท ๔,๐๐๐ บาท ผมก็บอกพี่น้องประชาชนบอกว่าอย่าดีใจนะ เงินที่ได้คือเงินรัฐบาลกู้มา เราต้องเป็นหนี้คนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท เสร็จแล้วครับ ท่านประธานครับ ๒ มาตรฐานอย่างไร อีกครับ ข้าวน้ําท่วมเกิดจากอุทกภัยในปีนี้ รัฐบาลจ่ายไร่ละ ๒,๐๙๘ บาท แต่พี่น้อง ประชาชนชาวภาคอีสานครับ ข้าวก็ตายเหมือนกัน ตายจากภัยธรรมชาติ แต่ไม่ใช่อุทกภัย รัฐบาลจ่ายไร่ละ ๖๐๖ บาท ผมบอกว่าวันนี้เกษตรกรจะมาเดินขบวน จะมาขอไร่ละ ๒,๐๙๘ บาทเหมือนกับน้ําท่วม รัฐมนตรีบอกว่าถ้าไม่น้ําท่วมไม่ได้หรอก ผมก็บอกว่าถ้าจะให้ มันจะเป็นอะไร ก็บอกว่าอุทกภัยข้าวตาย ก็ต้องได้ ๒,๐๐๐ บาทเหมือนกันนะครับ พี่น้อง ประชาชนเวลาท่านไปกู้เงินมา คนภาคอีสาน คนภาคเหนือ คนภาคภาคใต้ คนทั้งประเทศ ต้องเป็นหนี้คนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาทครับ แต่เวลาท่านทําโครงการประกันรายได้ท่านให้ นายทุนกดราคาข้าวแล้วท่านก็จ่ายส่วนต่าง แล้วให้รัฐบาลมาแบกภาระหนี้นะครับ ซึ่งวันนี้ เดือดร้อนทั่วไปหมด นอกจากนั้นนโยบายที่ดินและที่ทํากิน ท่านประธานครับ บอกท่านนายกรัฐมนตรีครับ หยุดกู้เถอะครับ อย่ากู้เลยนะครับ ผมมีวิธี หาเงินครับ บอกท่านนายกรัฐมนตรีครับว่าวันนี้วิธีถ้าจะหาเงินไม่ต้องไปกู้เงินต่างประเทศ แปลงสินทรัพย์เป็นทุนที่เราเคยทํา เร่งออก น.ส.๓ ที่หัวไร่ปลายนา ที่พี่น้องประชาชนมีที่อยู่ วันนี้เขาไม่ได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับท่านเพราะเขาไม่มีเอกสารสิทธิ์ วันนี้ท่านสั่งสิครับ ให้ใครมีที่ดินทํากินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ไปขึ้นทะเบียน แล้วรัฐบาลก็เก็บภาษีไร่ละ ๒๐๐-๕๐๐ บาท ผมเชื่อว่าเกษตรกรยินดีครับ ๑๐ ไร่ เสีย ๒,๐๐๐ บาท พอ ๑๐ ไร่ ได้เสร็จแล้ว ก็เอา น.ส. ๓ ไปกู้เงินครับ เข้า ธ.ก.ส. เลย ๑๐ ไร่ได้ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ทําให้เศรษฐกิจดีขึ้นทันทีนะครับ นี่คือวิธีหาเงิน นอกจากนั้นแล้วนโยบายข้าวของท่าน ไม่ประสบผลสําเร็จเพราะว่าชาวนาตายครับ โรงสีก็ตายครับ เพราะอะไร เพราะผู้ส่งออก กดราคาข้าวชาวบ้าน รัฐบาลประกาศข้าวหอมมะลิ ๑๕ บาท ขายได้จริง ๆ ๑๓ บาท ข้าวปทุมธานี ข้าวชัยนาท ๑๐ บาท ขายได้ประมาณกิโลกรัมละ ๖ บาท จึงอยากจะให้ รัฐบาลได้แก้ไขเรื่องนี้
อีกเรื่องหนึ่ง นโยบายแก้ปัญหายาเสพติด ท่านประธานครับนโยบาแก้ปัญหา ยาเสพติดล้มเหลวครับ วันนี้ยาบ้าเต็มเมืองจากการรายงานก็น่าตกใจครับ วันนี้ยาบ้าซื้อง่าย ขายคล่อง ปี ๒๕๕๑ ยึดได้ ๒๐ ล้านเม็ด ปี ๒๕๕๒ ยึดได้ ๒๕ ล้านเม็ด ปี ๒๕๕๓ ยึดได้ ๔๙ ล้านเม็ด ต้นทุนไม่ต้องเพิ่มครับ แต่ว่าปริมาณยาบ้ามันเพิ่มไปแล้วครับ ปัญหายาเสพติด ยังระบาดอย่างต่อเนื่อง จาก ๑๕ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๒๒ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๕๐ เปอร์เซ็นต์
เรื่องสุดท้ายท่านประธาน พี่น้องชาวอําเภอตระการพืชผล อําเภอกุดข้าวปุ้น อําเภอศรีเมืองใหม่ อําเภอโขงเจียม อําเภอเขมราฐ อําเภอสิรินธร อําเภอโพธิ์ไทร อําเภอนาตาล พี่น้องภาคอีสานฝากบอกท่านนายกรัฐมนตรีนะครับว่านโยบายของท่านไม่ประสบผลสําเร็จ หรอกครับ งบประมาณเปรียบเสมือนไอติม ออกจากกระทรวงก็ดูด อธิบดีดูด รองอธิบดีดูด ผู้ว่าราชการจังหวัดดูด นายอําเภอดูด สุดท้ายถึงหมู่บ้านเหลือแค่ติดไม้ไอติม ท่านอุ้มคนรวย ท่านไม่ช่วยคนจน วันนี้นโยบายของท่านล้มเหลว ถ้าอยากรู้ว่าประสบผลสําเร็จหรือไม่ ท่านยุบสภาแล้วค่อยพบกันใหม่นะครับเศรษฐกิจแย่ คนแก้ต้องเพื่อไทย ขอบคุณครับ
ต่อไป เชิญท่านอนุชา บุรพชัยศรี ๗ นาที ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอนุชา บุรพชัยศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ผมขออนุญาตอภิปรายเกี่ยวกับรายงานแสดงผลการดําเนินของคณะรัฐมนตรี ตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐของรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับทางด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จุดหนึ่งที่ปกติ แล้วเวลาพูดถึงเรื่องการแข่งขันของประเทศนะครับ ประเด็นชี้วัดก็คือเรื่องของการขับเคลื่อน ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย เวลาเราพูดถึงระบบโลจิสติกส์ แน่นอนครับตัวชี้สมรรถนะของโลจิสติกส์ที่ใช้กันอย่างกว้างขวางเป็นมาตรฐาน ก็คือในเรื่อง ของต้นทุนโลจิสติกส์ต่อจีดี ถ้าเกิดวัดจากปี ๒๕๕๑ แล้ว ต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศไทย ต่อจีดีพีอยู่ที่ ๑๘.๖ เปอร์เซ็นต์ ต้องบอกว่ารัฐบาลชุดท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ดําเนินการตามยุทธศาสตร์ในการพัฒนาโลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิภาพครับ เพราะ ในปี ๒๕๕๒ ต้นทุนโลจิสติกส์ต่อจีดีพีลดลงเหลือ ๑๖.๘ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งบางส่วน อาจจะเป็นเพราะอิทธิพลที่ได้จากการหดตัวของเศรษฐกิจโลก แล้วก็ในส่วนของการที่ธุรกิจ ได้มีการประเมินว่าจะต้องมีการพัฒนาในเรื่องของโลจิสติกส์ในองค์กร แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ถือว่า เป็นการที่รัฐบาลได้ประสบความสําเร็จในการลดต้นทุนโลจิสติกส์อย่างมาก ซึ่งก็คาดเดากัน ว่าในปี ๒๕๕๓ อาจจะมีการปรับขึ้นเล็กน้อยนะครับ อยู่ที่ประมาณ ๑๗.๙ เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขนี้ก็ได้มาจากทางด้านสํานักงานคณะกรรมการ พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทีนี้ในเรื่องของการบริหารจัดการโลจิสติกส์นี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเฉพาะกระทรวงคมนาคมเท่านั้น จริง ๆ แล้วมีความเกี่ยวข้องกับบุคคล ในหลายระดับ ตั้งแต่ผู้ผลิตวัตถุดิบ โรงงานแปรรูป ผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก จนกระทั่งถึงผู้บริโภค ในส่วนของกิจกรรมหลัก ๆ ก็จะมีในเรื่องของการขนส่ง การบริหารสินค้าคงคลัง การสั่งซื้อ การบริหารข้อมูล รวมไปจนถึงกิจการการเงินที่เกี่ยวข้องด้วย ส่วนกิจกรรมเสริมอื่น ๆ ก็มีการบริหารคลังสินค้า การดูแลสินค้า การจัดซื้อ การบรรจุหีบห่อ รวมไปถึงการบริหาร ความต้องการของลูกค้า ต้องเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่ารัฐบาลชุดท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง เรียกว่าคณะกรรมการ พัฒนาระบบบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการของประเทศ หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า กบส. ซึ่งผมอาจจะเรียกง่าย ๆ นะครับว่าเป็นคณะกรรมการโลจิสติกส์แห่งชาติก็ว่าได้ ต้องบอกว่า คณะกรรมการชุดนี้มีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีคณะกรรมการประกอบด้วยรัฐมนตรี ทางด้านเศรษฐกิจ ปลัดกระทรวงเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง นอกจากนั้นก็ยังมีองค์กรเอกชน ไม่ว่าจะเป็นสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย หรือสมาคม ธนาคารแห่งประเทศไทย คณะกรรมการโลจิสติกส์แห่งชาติที่ว่านี้นะครับมียุทธศาสตร์ไว้ถึง ๕ ประเด็น ซึ่งก็บอกว่าในแต่ละกระทรวงดําเนินการอะไรบ้างนะครับ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดูแลรับผิดชอบเรื่องของการปรับปรุงประสิทธิภาพระบบ โลจิสติกส์ในภาคการผลิต พูดง่าย ๆ ว่าลดต้นทุนในส่วนของโลจิสติกส์ในองค์กร ในส่วนของ กระทรวงคมนาคมก็จะเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในประเด็นที่การเพิ่มประสิทธิภาพ ระบบขนส่งและระบบโลจิสติกส์ ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ ในประเด็นการพัฒนาธุรกิจโลจิสติกส์ของประเทศไทยเพื่อให้เทียบทันกับประเทศเพื่อนบ้าน แล้วก็เตรียมในเรื่องของอาฟตาในเรื่องของการค้าเสรีต่าง ๆ นอกจากนั้นนะครับ กระทรวงการคลังก็ยังเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในประเด็นที่ปรับปรุงสิ่งอํานวยการในเรื่อง ของความสะดวกต่าง ๆ ทางการค้าให้กับทางด้านธุรกิจ สุดท้ายกระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ แล้วก็คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นหน่วยงาน รับผิดชอบในประเด็นการพัฒนาระบบข้อมูลและระบบกําลังคนด้านโลจิสติกส์ เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่าหลาย ๆ สิ่ง หลาย ๆ อย่างที่รัฐบาลชุดนี้ได้ดําเนินการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศโดยการลดโลจิสติกส์ถือว่าเป็นสิ่งที่ดําเนินการได้อย่าง มีประสิทธิภาพเป็นอย่างยิ่ง ในเรื่องของการที่จะมีการพัฒนาระบบขนส่งและโลจิสติกส์ ก็ต้องบอกว่าคณะกรรมการโดยรัฐบาลชุดนี้ได้มีการอนุมัติแผนลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ของการรถไฟแห่งประเทศไทยในระยะเร่งด่วน วงเงินลงทุนรวม ๑๗๖,๘๐๐ ล้านบาท ซึ่งก็จะมีการบูรณะทางเดิม มีการเพิ่มหัวรถจักร มีการพัฒนาทางรถไฟสายใหม่ ๆ มีการ พัฒนาโครงข่ายรถไฟทางคู่ มีการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูง มีการพัฒนารถไฟฟ้า ขนส่งมวลชน ซึ่งถ้าถามว่าจากนี้ไปแล้วประชาชนจะได้รับประโยชน์อะไรบ้าง แน่นอนครับ ในเรื่องของการเข้าถึงระบบรางจะมีกว้างขวางมากขึ้นจากเดิมที่มีอยู่ในตอนนี้ประมาณ ๔๐ กว่าจังหวัด เพิ่มขึ้นเป็น ๖๐ กว่าจังหวัด นอกจากนี้เรื่องของการขนส่งสินค้า ก็จะมีปริมาณมากขึ้นอย่างแน่นอน คาดด้วยว่าจะเพิ่มขึ้นจาก ๒๖ ล้านตัน/ปี ไปถึง ๑๒๔ ล้านตัน/ปี ในเรื่องของการเดินทางก็จะมีการเพิ่มระยะเวลาในเรื่องของความเร็ว เพิ่มขึ้น เพราะว่ามีการรถไฟรางคู่ มีการแก้ไขปัญหาจุดตัดต่าง ๆ ที่รัฐบาลได้ดําเนินการ เพราะฉะนั้นความเร็วเฉลี่ยของรถไฟก็จะเพิ่มขึ้น ในเรื่องของการลดค่าใช้จ่ายขนส่ง เรื่องของ การลดการบริโภคน้ํามัน เรื่องของลดการสูญเสีย การอุบัติเหตุ เรื่องของการสร้างงาน เรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจ นี่คือผลพลอยได้ที่จะได้เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นในเรื่องของ การดําเนินการในสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้รัฐบาลได้ดําเนินการมาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตกําลังมีการศึกษาอยู่ ก็คือโครงการรถไฟความเร็วสูง ซึ่งก็จะมี ด้วยกันทั้งหมด ๕ สาย กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ กรุงเทพฯ-หนองคาย กรุงเทพฯ-อุบลราชธานี กรุงเทพฯ-ระยอง แล้วก็กรุงเทพฯ-ปาดังเบซาห์ ในส่วนของรถไฟฟ้า รถใต้ดินก็จะมีสายสีม่วง สายบางใหญ่บางซื่อ จะเสร็จในปี ๒๕๕๗ สายสีน้ําเงิน บางซื่อ-ท่าพระ หัวลําโพง-บางแค จะเสร็จในปี ๒๕๕๙ รถไฟสายสีเขียว หมอชิต-สะพานใหม่ แบริ่ง-สมุทรปราการ รถไฟสายสีแดง บางซื่อ-ตลิ่งขัน ซึ่งจะเสร็จในปี ๒๕๕๘ ซี่งจะเชื่อมต่อกับช่วงบางซื่อ และรังสิต เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ที่ผมได้อภิปรายมา ก็เป็นสิ่งที่ชี้วัดได้ชัดเจนนะครับ ว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ภายใต้การนําของท่านนายกรัฐมนตรีได้ดําเนินการ ตามยุทธศาสตร์การพัฒนาขีดความสามารถของประเทศให้มีการแข่งขันที่ดีขึ้นในเวทีโลก แล้วก็เพิ่มรายได้ แล้วก็ลดค่าใช้จ่ายของประชาชนได้เป็นอย่างดีเลย กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธาน
เชิญ ท่านประสิทธิ์ วุฒินันชัย ๗ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายประสิทธิ์ วุฒินันชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย รายงานแสดงผลการดําเนินการของคณะรัฐมนตรีรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผมได้อ่าน รายงานของคณะรัฐมนตรีแล้ว ท่านประธานครับ ประเทศไทยเปรียบเสมือนรถโดยสาร ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เปรียบเสมือนคนขับรถโดยสาร พี่น้องประชาชนเป็นผู้โดยสาร ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านอภิสิทธิ์ขึ้นขับรถใส่เกียร์ (Gear) ๕ เลยครับท่านประธาน ขึ้นเขาเกียร์ ๕ ลงเขาเกียร์ ๕ แจกเลยครับเช็ค ๒,๐๐๐ บาท ให้กับพี่น้องที่มีเงินเดือน ไม่เกิน ๑๕,๐๐๐ บาท ส่วนพี่น้องของผมที่เป็นเกษตรกรและพี่น้องที่หาเช้ากินค่ํา มองตาปริบ ๆ ครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพ รายงานนี้อ่านแล้วชื่นใจครับ แต่ถาม ว่าทําหรือยัง ยังครับ ท่านประธานครับ พื้นฐานของประเทศคือการเกษตร จะพัฒนาประเทศ ต้องพัฒนาเกษตร การทําเกษตรนั้นหัวใจสําคัญครับท่านประธาน คือน้ํา น้ําเป็นปัจจัยสําคัญ ถามว่ารัฐบาลนี้แก้ไขปัญหาน้ําท่วมซ้ําซากและแล้งซ้ําซากแล้วหรือยังครับ ยังครับ วันนี้ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี เมื่อกี้นี้ผมเห็นท่านนั่งฟังอยู่ แต่ตอนนี้ผมไม่ทราบว่าไปไหนครับ ผมตั้งใจจะฝากนายกรัฐมนตรีเรื่องของเกษตรกร ที่เดือดร้อนอยู่ทุกวันนี้ ซึ่งเป็นคนหมู่มากของประเทศนี้ การทําเกษตรต้นทุนเขาสูงครับ เขาเดือดร้อน หน้าแล้งที่ผมบอกเมื่อกี้ว่าแล้งซ้ําซาก เวลาน้ําหลากท่วมซ้ําซากรัฐบาลยังไม่ได้ แก้ไข ผมขอฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ช่วยทําให้ ประชาชนเขาได้มีน้ําทําการเกษตรและอุปโภค บริโภคตลอดทั้งปีครับ ท่านประธานครับ ผมขอฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีเรื่องปัญหาของพี่น้องประชาชน ที่ผมนํามาหารือที่สภานี้หลายครั้งครับ แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไข นั่นคือถนนครับ ถนนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๑๐๗ เชียงใหม่-ฝาง ทําทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ ผมหารือในสภานี้ ผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีโสภณ ซารัมย์ ถามว่าไปดูหรือยัง ยังครับ ถนนนั้นได้รับ การสร้างหรือยัง ยังครับ เมื่อไรละครับที่จะทํา วันนี้ผมขอฝากท่านประธานผ่านไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้รีบสั่งการนะครับ ทําให้พี่น้องประชาชนหน่อย เพื่อเขาจะได้สัญจรไปมาสะดวก เพราะถนนทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข ๑๐๗ นั้นสร้างมาสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ แล้วครับ วันนี้ยังไม่ได้ทํา มีโครงการขยายเป็น ๔ ช่องจราจรแล้ว จ่ายค่าเวนคืน จ่ายค่ารื้อถอนหมดแล้ว แต่ยังไม่สร้างครับ มันติดตรงไหนครับท่านประธาน ขอฝาก ท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลนี้ ขอให้รีบดําเนินการสร้างให้กับพี่น้องประชาชนที่ใช้สัญจร ไปมาของอําเภอฝาง อําเภอแม่อาย อําเภอไชยปราการ ท่านประธานที่เคารพ นักท่องเที่ยว ที่ไปอําเภอฝาง อําเภอแม่อาย อําเภอไชยปราการลําบากมาก กว่าจะถึงได้นั้นแค่ ๑๕๐ กว่ากิโลเมตรใช้เวลาวิ่งตั้ง ๓ ชั่วโมงครับท่านประธาน วันนี้ขอให้ท่านประธาน ผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีรีบดําเนินการสร้างให้กับพี่น้องประชาชนที่ใช้สัญจรไปมา ขอกราบขอบพระคุณครับ
ต่อไป เชิญท่านอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ๗ นาทีครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกรุงเทพมหานคร จากพรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นต้องเล่าให้ฟังว่าเป็นการแถลงรายงาน ผลการดําเนินงานของท่านนายกรัฐมนตรีในปีแรก หรือที่เรียกว่า อภิสิทธิ์ ปี ๑ นะครับ ต้องเรียนว่าถ้าจะอภิปรายถึงปีแรกก็ดูกระไรอยู่ ก็คงจะอภิปรายในปีแรกจนถึงปีปัจจุบันเลย ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ท่านทําเรื่องหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าท่านคิดระบบ กระบวนการ เป็นขั้นตอนมาก เริ่มตั้งแต่แผนเอสพี ๑ หรือแผนกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะแรก ๆ คือการเน้นเม็ดเงินนั้นให้ถึงเร็ว เข้ากระเป๋าประชาชนให้เร็วที่สุด ผ่านนโยบายเรียนฟรี ผ่านนโยบาย ๕๐๐ บาท เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ๕๐๐ บาท เบี้ยคนพิการ รวมไปถึงเรื่องของ การประกันรายได้เกษตรกร แรก ๆ อาจจะกระท่อนกระแท่นครับในปีแรก ๆ สําหรับ การประกันรายได้ แต่พอเข้าปีที่ ๒ แล้วต้องบอกว่าเข้าเป้าทีเดียวแล้วก็เป็นที่น่าสนใจมาก ในขณะนี้กับพี่น้องเกษตรกร เพราะเป็นการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรนั้นยังคงเก็บสต็อก อยู่ในมือ กลไกตลาดมันเดินได้เต็มพิกัดครับ อีกหน่อยการไล่ราคาซื้อราคาข้าวนั้นก็จะเกิดขึ้น เป็นจํานวนมากในประเทศไทย รายได้เกษตรกรก็จะดีขึ้นตามลําดับ ท่านประธานที่เคารพ คราวนั้นเราได้ใช้งบกลางปี ๑๑๖,๗๐๐ ล้านบาท ก็ดูเหมือนกับว่าจะลําบากทีเดียว เพราะตอนเข้ามานั้นเศรษฐกิจค่อนข้างจะย่ําแย่ แต่พอเข้าปีที่ ๒ น่าสนใจครับมีแผน เอสพี ๒ หรือแผนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะ ๒ ซึ่งเป็นการคาดการณ์ว่าจะต้องใช้ เงินกู้จํานวนถึง ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท สุดท้ายแล้วก็ใช้ไม่ถึง ใช้เพียงแค่ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เท่านั้นเอง พอมาดูว่าแผนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะกลาง ระยะยาวทําอะไรบ้าง ก็ต่างกับ ครั้งแรก ครั้งแรกเป็นการเน้นให้เม็ดเงินถึงกระเป๋าเร็วขึ้น ครั้งที่ ๒ เป็นการสร้างโครงสร้าง พื้นฐาน ซึ่งก็มีตั้งแต่รถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง ถนนหนทางต่าง ๆ รวมถึงแหล่งน้ํา พอพูดถึง แผนเอสพี ๒ ต้องพูดว่าสิ่งหนึ่งที่ชนชั้นกลาง โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครนั้น ได้ประโยชน์มาก ก็คือเรื่องของโครงสร้าง เรื่องคมนาคม รถไฟฟ้าขณะนี้เรามีสายสีเขียว หรือรถไฟลอยฟ้าวิ่งอยู่เป็นลักษณะเหมือนกากบาทครับท่านประธาน แต่ว่าแผนเอสพี ๒ นั้น เป็นการทําให้มีรถไฟใต้ดินสายสีน้ําเงิน แล้วก็สายสีม่วง ซึ่งทําหน้าที่เหมือนเป็นวงกลม ครอบกับกากบาทอีกครั้งหนึ่งเพื่อเชื่อมโยงทุกเครือข่ายในกรุงเทพมหานคร และนั่นเป็นสิ่งที่ คนชั้นกลางได้รับประโยชน์จากนโยบายในแผนเอสพี ๒ ของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งอยู่ในระหว่างปีที่ ๑ และปีที่ ๒ คาบเกี่ยว ท่านประธานครับ เดินทางมา ๒ ปี สิ่งที่ประสบปัญหา เอสพี ๑ ไปแล้ว เอสพี ๒ ไปแล้ว ถามว่าประสบความสําเร็จไหม ก็ประสบความสําเร็จ เพราะเมื่อสะท้อนดูจะเห็นได้ว่าตัวเลขอัตราการว่างงานต่ํากว่า ๑ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งน้อยมาก ประเทศในยุโรปบางประเทศ ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ประเทศเพื่อนบ้านเรา อย่างประเทศเวียดนามตอนนี้ไปไกลแล้วครับ ๕ เปอร์เซ็นต์ ๘ เปอร์เซ็นต์ไปกันใหญ่แล้วครับ ประเทศเวียดนามที่เขาบอกว่าจะเป็นคู่แข่งไทย ตอนนี้ค่าเงินของเขามีปัญหา ซึ่งผมคิดว่า รัฐบาลไทยเราทําได้ดีมาถูกต้องแล้ว การจัดเก็บรายได้ปี ๒๕๕๓ ท่านประธานครับ ใครบอกรัฐบาลนี้หาเงินไม่ได้ ปี ๒๕๕๓ การจัดเก็บภาษีเกินเป้า ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๔๔ คือปีนี้ แถมอีกปีครับ ประมาณการรายได้เปลี่ยนนะครับ เป้าเพิ่มขึ้นจากเดิม ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท นั่นคือสิ่งที่คํานวณเพิ่มขึ้น ทะลุเป้าทั้ง ๒ ปี นี่คือรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีการจ่ายหนี้ล่วงหน้าไปแล้วถึง ๔๒,๐๐๐ ล้านบาท เรื่องนี้เราทราบกันดีนะครับ แต่อย่างไรก็ดีครับ เศรษฐกิจดูเหมือนจะดีขึ้น ตัวเลขจีดีพีดีขึ้น รายได้จัดเก็บหลายแสน ล้านบาททะลุเป้า ๒ ปีติด แต่สิ่งหนึ่งที่เรายังยึดถือและท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เองท่านก็ เป็นห่วงเป็นประจํา รวมถึงพวกเราในพรรคประชาธิปัตย์ครับ คําว่า ไพร่ ที่แปะอยู่ บนหน้าอกของพี่น้องเสือแดงตัวใหญ่ ๆ มีความหมายครับ เพราะเป็นการบ่งบอกว่า ความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจยังคงมีอยู่ในประเทศไทย ผมเองได้มีโอกาสเอารายงาน ผลสํารวจว่าความต้องการของคนที่เขามาชุมนุมนี้ต้องการอะไรบ้าง เสนอท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ ที่กรมทหารราบที่ ๑๑ รักษาพระองค์ครับ ผมดีใจว่าข้อความที่เสนอปัญหาที่ได้ยื่น ไปนั้น ได้รับการตอบสนองมาในช่วง ๒-๓ เดือนนี้อย่างเห็นได้ชัดครับ เช่น นโยบายโครงการ โฉนดชุมชน ในขณะนั้นหลายคนมีปัญหาเรื่องที่ดินทํากินที่เขาต้องมาม็อบ วันนี้รัฐบาล ทําโฉนดชุมชน หลักการง่าย ๆ ให้โฉนด เช่น ที่ดินที่รัฐไปบุกรุกของหลวงก็ดี เขาให้ โฉนดแปลงใหญ่ ใบเดียว โฉนดชุมชนครับ เช่น ที่ดิน ๒๐๐ ไร่ให้โฉนด ๑ ใบ ทุกคน เป็นเจ้าของหมด แล้วมีวัตถุประสงค์ชัดเจน เช่น การทําเกษตรกร การทําเกษตรกรรม ถ้าใครไม่ทําเกษตร ก็อยู่ในโฉนดแปลงนี้ไม่ได้ ชุมชนเป็นคนบริหาร ใครจะเข้าใครจะออก ชุมชนเข้มแข็ง เขาบริหารด้วยตัวเขาเอง นั่นคือโครงการโฉนดชุมชน ซึ่งขณะนี้เรานําร่อง ไปแล้ว ๓๕ โครงการ แล้วก็ทยอยที่จะให้ต่อไปเรื่อย ๆ ในทุก ๆ เดือนครับ ปลายเดือนนี้ จะมีการตั้งธนาคารที่ดิน ซึ่งอยู่ในรูปแบบขององค์การมหาชน ทําหน้าที่ในการนําเงิน งบประมาณ ๑๐๐ กว่าล้านบาทไปซื้อที่ดินที่อยู่ในแบงก์ที่ไปนอนอยู่ในสินทรัพย์ ด้อยคุณภาพต่าง ๆ นํามาแจกจ่ายให้กับพี่น้องประชาชนในรูปแบบโฉนดชุมชน นี่เป็นสิ่งหนึ่ง ที่ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์แก้ไขลดเรื่องความเหลื่อมล้ํา การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ เช่นเดียวกัน ท่านรัฐมนตรีกรณ์ จาติกวณิช ท่านก็ทําครับ ลงทะเบียน ๑,๒๐๐,๐๐๐ ราย แก้ไขไปแล้ว ๖๐๐,๐๐๐ รายเยอะนะครับครึ่งต่อครึ่ง ในขณะที่รัฐบาลในอดีตนั้นอาจจะ ทําได้น้อยครับ ลงทะเบียน ๑,๗๐๐,๐๐๐ ราย แต่ว่าแก้ไขไปได้แค่ ๘๐,๐๐๐-๙๐,๐๐๐ ราย เท่านั้นเอง ท่านประธานคผมคิดว่าหลายต่อหลายเรื่องที่ท่านนายกรัฐมนตรีนั้นทําแล้ว เป็นผลจริง เกิดขึ้นเร็วนะครับ
สุดท้าย คือนโยบายในการช่วยเหลือพ่อค้า แม่ค้าหาบเร่แพงลอย วินมอเตอร์ไซค์ คนขับรถแท็กซี่ไปดูในม็อบครับ ๓ อาชีพนี้มีจํานวนเยอะมากทีเดียว ในเขตกรุงเทพมหานคร สิ่งที่ทําก็คือว่า เราจะเปิดให้มีการลงทะเบียนวินมอเตอร์ไซค์ ตั้งแต่วัน ๑๕ กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ ๑๕ มีนาคม ลงทะเบียนหมดเลยนะครับ ไม่ว่าคนเก่า คนใหม่ จัดระบบใหม่ทั้งหมด เพื่อไม่ต้องให้ท่านนั้นเสียค่าเงินใต้โต๊ะ เงินโสหุ้ยที่เรียกว่า ไม่จําเป็นต้องจ่าย คราวนี้หลายธนาคารนั้นออกสินเชื่อมาเพื่อช่วยกับพ่อค้า แม่ค้า วินมอเตอร์ไซค์ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเองต้องบอกว่านโยบายต่าง ๆ เหล่านี้คงพูด วันนี้ไม่หมดเวลาเหลือน้อยครับ ถ้าพี่น้องที่ฟังอยู่ทางบ้านสนใจติดต่อมาที่พรรคประชาธิปัตย์ เราทีมงานเศรษฐกิจทุกคนครับ เรามีกันอยู่ ๑๐ กว่าคนเป็นทีมงานเศรษฐกิจพร้อมจะตอบ ทุกคําตอบ ทุกคําถามที่ท่านถามในโครงการของรัฐบาล สินเชื่อช่วยวินมอเตอร์ไซค์ คนขับรถ แท็กซี่ หาบเร่ แพงลอย โฉนดชุมชน ตอบหมดครับท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ ผมคิดว่าเป็นผลงานของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ที่น่ายกย่องนะครับ ก็ขอให้การสนับสนุน รัฐบาลครับ
ต่อไปครับ เชิญท่านไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์ ๗ นาทีครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ผม ส.ส. ไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๖ กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ก็สืบเนื่องจากการรายงานฉบับที่รัฐบาลได้มาให้ สมาชิกรัฐสภา เราจะเห็นได้ว่าราคาข้าวที่ผมได้ติดตามอยู่ เนื่องจากว่าเป็นเกษตรกร กลุ่มใหญ่ที่ทําไร่ ทํานา จากการที่เรามีรอยต่อระหว่างที่ในช่วงนั้นเมื่อประมาณเดือนตุลาคม เห็นจะได้นะครับ ปี ๒๕๕๒ รัฐบาลก็เปลี่ยนเป็นประกันรายได้ เรามีจํานํามาต่อเนื่อง อันนี้คือผลพวง ผมจะชี้ให้เห็นว่าโครงการรับจํานําราคาตอนในขณะนั้นทั้งที่ท่าน ก็บริหารงานไม่ค่อยเป็นเท่าไรหรอกครับ ยังอยู่ที่ประมาณ ๙,๙๐๐ บาทต่อเกวียน จะเห็นได้ ว่าแล้วเดี๋ยวนี้สภาวะเดี๋ยวนี้เป็นอย่างไร พี่น้องเกษตรกรมีการเรียกร้องประท้วง เมื่อเดือน ก่อนโน้นก็ที่จังหวัดนครนายกเอาข้าวเปลือกมาเทเต็มถนน ก็คือราคาที่อ้างอิงนี้ ชาวไร่ ชาวนาไปขายมันขายไม่ได้ เขาไม่มีหนทางอื่นเขาก็ประท้วงด้วยการเอาข้าวเปลือกมาเท แล้วเมื่อไม่กี่วันนี้นะครับ เมื่อ ๒-๓ วัน ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาก็มีการปิดถนน อันนี้ก็เป็นการสะท้อนกลับไป ให้ทางรัฐบาลได้เห็นว่าสิ่งที่ท่านคุยนักคุยหนาว่าดีเลิศประเสริฐศรี ก็คือโครงการประกันรายได้ ว่าชาวนาได้ผลประโยชน์กันทั่ว มีผู้ที่ได้รับในโครงการนี้จํานวนมากรายกว่าโครงการรับจํานํา ผมบอกเลยว่าถ้ารัฐบาลยังคิดอย่างนั้น การแก้ไขปัญหาในเรื่องเกษตรกรชาวไร่ชาวนาก็ยัง ผิดเป้าหมาย เราต้องมองนะครับว่าทุกนโยบายไม่ว่าจะเป็นจํานําหรือประกันรายได้นี้ รัฐบาล ต้องตระหนักนะครับว่าทําอย่างไรถึงจะให้กลไกตลาดมันเดิน ก็คือจะต้องให้ราคามันมาพอดี กับที่เราตั้งไว้ อย่างเช่น อย่างโครงการรับจํานําเราทําให้ดูแล้วว่าสมัยรัฐบาลท่านสมัคร สุนทรเวช เรารับจํานําที่ ๑๒,๐๐๐ บาท แต่ข้าวเปลือกเป็นอย่างไรครับ ๑๔,๐๐๐ บาท เห็นได้ชัดว่ามันมีส่วนที่รัฐบาลไม่ต้องไปรับผิดชอบ คือราคาที่รับจํานํามันต่ํากว่าราคา ท้องตลาด นั่นคือเรียกว่าการบริหารกลไกตลาดเพื่อให้พยุงราคากันไป รัฐบาลไม่ต้องไปเสีย เงินเสียทอง นั่นก็เปรียบเสมือนได้ว่าชาวนานั้นเข้มแข็งเนื่องจากกลไกตลาดเขาไปกันได้ ก็ไม่เจ็บ ไม่ป่วย รัฐบาลไม่ต้องไปเยียวยา ไม่ต้องไปโอนเงินส่วนต่าง ผิดกับการประกันรายได้ ที่เราจะต้องมีการโอนไปอย่างนี้ ถ้าเราจะเห็นว่าจํานวนรายมันเยอะ นั่นก็คือเป็นการที่ผู้ป่วย ของชาวไร่ชาวนามันมีเยอะ ต้องคิดอย่างนั้น ถ้าท่านคิดไปถึงที่ว่าได้จํานวนรายมากอะไรต่าง ๆ นี้ เสร็จแล้วก็จะเป็นอย่างที่เห็นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยานี่ เวลานี้ก็ยังปักหลักกันอยู่ ชุมนุม เรียกร้องอยากจะให้รัฐบาลไปแก้ไขให้เขา ผมก็เห็นใจนะครับ ไม่ว่าจะเป็นราคาปุ๋ยก็แพง น้ํามันก็แพง แต่ข้าวเปลือกนี่ถูก นี่ก็เป็นปัญหาหัวอกคนยากคนจนชาวไร่ ชาวนา เขาก็ไม่มี ทีวีที่จะออก รัฐบาลก็โฆษณาอยู่นั่นละครับ ออกทีวีว่าประกันรายได้ ผมเจอโฆษณานี้แล้วผม รู้สึกเบื่อหน่ายมากว่าข้อเท็จจริงมันไม่เป็นไปตามนั้น มันมีเยอะในเรื่องปลีกย่อยต่าง ๆ กว่าจะมาถึงชาวไร่ ชาวนาตัวจริง ก็ต้องยอมรับใน ณ ที่นี้นะครับว่าเกษตรกรชาวไร่ ชาวนา ส่วนใหญ่แล้วเช่านาเขาทําเจ้าของนาที่เป็นเจ้าของนาเวลานี้เขาก็สามารถจะเลือกคนทํานาได้ เพราะโครงการประกันรายได้นี่เองละครับ ที่มีเข้ามาแล้วทําให้คนในหมู่บ้านที่เคยได้ทําไร่ ทํานามีคนไปเสนอว่าให้ฉันทําไหมละ ฉันให้ส่วนต่างแบ่งคนละครึ่ง อย่างนี้ก็มี คนที่เคยได้ทํานา เวลานี้เป็นอย่างไรครับ เจ้าของนาเขาก็เลือกผู้ทํานาได้เพราะเสนอประโยชน์ให้ นี่ละครับ เกิดปัญหาที่เรียกว่าไปขายราคาอ้างอิงบางครั้งก็ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง อ้ายครั้นที่ว่าจะไป อ้างว่ามีการโอนส่วนต่าง ก็นี่อย่างไรมันโดนนายทุนฟาดไปครึ่งหนึ่งแล้วจะว่าอย่างไร เวลานี้ เกิดปัญหา ผมถึงบอกว่าโครงการนี้ถ้าท่านจะทําอย่างนั้นท่านก็ต้องมีการประกาศราคา ขั้นต่ําไว้ ท่านประกันรายได้ ๑๐,๐๐๐ บาท แต่ท่านก็ต้องมีประกาศราคาขั้นต่ําไว้เพื่อที่ว่า ถ้าต่ํากว่านี้รัฐบาลต้องรับผิดชอบ ต้องรับซื้อขึ้นมา ไม่ต้องมาพูดถึงราคาอ้างอิงนะครับ รับซื้อขึ้นมาเลย อันนั้นถึงจะเรียกว่าเป็นของจริงที่ว่าเกษตรกรได้รับเต็ม ๆ แล้วก็ในภาวะที่ เศรษฐกิจเป็นอย่างนี้ น้ํามันก็ขึ้น ปุ๋ยก็ขึ้น เวลานี้ทองบาทละเท่าไรครับ ๑ บาทปาเข้าไป ๒๐,๐๐๐ บาท แต่ข้าวเปลือกเท่าไร เหลือ ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ บาท ขายข้าวเปลือก ๒ เกวียน ซื้อทองยังไม่ได้ ๑ บาท สมัยรัฐบาลสมัครเป็นอย่างไรครับ เกวียนหนึ่งเข้าไป ๑๔,๐๐๐ บาท ทองขณะนั้นบาทละเท่าไร บาทละ ๙,๐๐๐ บาท ขายข้าว ๑ เกวียนนี่ซื้อทองได้บาทกว่า นะครับ นี่เราเปรียบเทียบในเรื่องของราคาทองคํากับราคาข้าวของเรา ซึ่งเราจะต้องดูว่า ให้มันสอดคล้องกับความเป็นจริง ไม่ใช่มาพูดกันอยู่ในวงประชุมในสภาแห่งนี้ ว่าวันนี้ เกษตรกรพึงพอใจ ถ้าพึงพอใจคงไม่มีการปิดถนนที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาหรอกครับ นี่เค้าเดือดร้อนจริง ๆ นะครับ ซึ่งผมก็อยากจะไปสอบถามว่ารัฐบาลได้มีการประสานงาน มาบ้างหรือเปล่า เพราะว่าทุกอย่างก็แพงนะครับ ผมเห็นสมควรว่าโครงการประกันรายได้นี้ ควรจะปรับราคาให้สูงขึ้นกว่านี้ เพราะในขณะนี้สินค้าทุกตัวมันแพงขึ้น แล้วก็ชาวนาที่เขา มาเรียกร้องนี้โดยที่บริสุทธิ์จริง ๆ เขาไม่มีช่องทีวีที่มาออก เขาจึงต้องไปยืนกลางถนน เรียกร้อง เพื่อขอให้รัฐบาลได้เห็นในความทุกข์ยากความเดือดร้อนของเขาที่เขาได้รับ ในขณะนี้ ก็ขอฝากรัฐบาลนะครับว่าในครั้งนี้ขอให้ได้มีการปรับปรุงในราคาประกันรายได้ ให้สูงขึ้นกว่านี้ เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรนั้นได้รับประโยชน์ ขอบพระคุณครับ
ต่อไป เชิญท่านพิษณุ หัตถสงเคราะห์ ๗ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม พิษณุ หัตถสงเคราะห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดหนองบัวลําภู พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมรอที่จะอภิปรายในเรื่อง ผลการดําเนินงานของคณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ตามมาตรา ๗๕ ซึ่ง ครม. จะต้องชี้แจงให้กับสภาแห่งนี้ ผมได้ศึกษารายละเอียดจากรายงานที่ทาง คณะรัฐมนตรีได้นําเสนอพวกเราในสภาแห่งนี้ ก็พบว่ามีนโยบายหลายอย่างที่รัฐบาลได้ชี้แจง ให้กับสภาแห่งนี้แล้วก็อยู่ในเล่มนี้ ไม่ประสบความสําเร็จตามที่ได้กล่าวอ้างกัน และมีหลายสิ่ง หลายอย่างที่ควรจะได้รับการปรับปรุง กระผมขออนุญาตเจาะลงในรายละเอียดในเวลาสั้น ๆ ที่ท่านประธานได้มอบมา ด้านแนวนโยบายด้านศาสนา สังคม การสาธารณสุข การศึกษา และวัฒนธรรม ด้านนี้ผมขออนุญาตดูที่ ข้อที่ ๕ ว่าด้วยเรื่องการช่วยเหลือเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นงานหลักที่รัฐบาลเองได้แถลงเป็นนโยบายแล้วก็ดําเนินการไป ปรากฏว่าก็ยังมีปัญหา ที่ผมต้องการที่จะสะท้อนไปถึงทางรัฐบาล โดยเฉพาะ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นั่นก็คือ ความล่าช้าของงบประมาณที่ทางผู้สูงอายุเองก็ได้รอคอยเบี้ยยังชีพเหล่านี้ แต่ในบางเดือน ท่านประธานครับ งบประมาณที่ออกไปจากรัฐบาลส่วนกลางก็เป็นไปด้วยความล่าช้า แล้วบางครั้งก็ไปไม่ถึงมือผู้สูงอายุอย่างแท้จริง ตรงนี้ก็คงจะต้องให้ทางรัฐบาลได้มีการ ปรับปรุงแก้ไขให้รวดเร็วขึ้น แล้วก็ให้ถึงมือผู้สูงอายุ
เรื่องที่ ๒ แนวนโยบายด้านการต่างประเทศ ตามมาตรา ๘๒ นี้ ซึ่งสําคัญมาก ว่าด้วยเรื่องของการคุ้มครองส่งเสริมสิทธิและผลประโยชน์ของคนไทย แรงงานไทย และภาคธุรกิจเอกชนไทยในต่างประเทศ ว่าด้วยเรื่องของการช่วยเหลือคนไทยที่ประสบ ปัญหาในต่างประเทศ ท่านประธานครับ ขณะนี้ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานว่าปัญหา ซึ่งก็สะท้อนถึงแนวนโยบายของรัฐบาล ว่าด้วยการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบ ความลําบากอยู่ในประเทศลิเบียในขณะนี้ ผมนําเรียนท่านประธานว่าตั้งแต่ช่วงหัวค่ําผมเอง ก็ได้รับการติดต่อประสานงานจากแรงงานจากประเทศลิเบียซึ่งขณะนี้ก็เดือดร้อน บางส่วน ก็เดินทางออกจากประเทศลิเบียด้วยเรือจากกรุงทริโปลี ด้วยเรือแทนที่จะไปมอร์ต้าอย่างที่ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศประกาศ ปรากฏว่าเลี้ยวขวาแล้วก็ไปขึ้นฝั่งที่ประเทศอียิปต์ ขณะนี้กําลังประสบปัญหาเป็นอย่างยิ่ง ก็คือแรงงานไทยจากกรุงทริโปลีก็ไปตายเอาดาบหน้า จะไปทางถนนก็ไม่ได้กลัวเขาจะยิงเอาก็เลยไปทางเรือ แล้วทีนี้พอเรือไปถึงที่ประเทศอียิปต์ ปรากฏว่ายังไม่มีเจ้าหน้าที่ของเราไปประสานกับเจ้าหน้าที่ของฝ่ายประเทศอียิปต์ แล้วเรือขึ้นฝั่งก็ขึ้นหลายเมืองด้วย มีความจําเป็นเดือดร้อนมากก็คงต้องฝากรัฐบาล ให้ดําเนินการตามแนวนโยบายที่รัฐบาลประกาศไว้ว่าจะช่วยดูแลพี่น้อง โดยเฉพาะ แรงงานไทยในต่างประเทศ ผมได้รับรายงานมาจาก คุณปารเมศ เจริญศรี อยู่บ้านดอนขี ตําบลลําภู อําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภู ขณะนี้ก็ไปอยู่ที่หมู่บ้านมาบูลา แคมป์ซาลายา ในชายแดนของประเทศลิเบีย ก็ยังมีปัญหาอยู่อีกหลายกลุ่ม กลุ่มของพี่น้องโนนสูง หินสิ่ว อําเภอโนนสังก็ดี กลุ่มบ้านกองโพก กลุ่มนามะเฟือง เช่น นายสุนาถ นาคแว่น นายทนงศักดิ์ สายธนู นายภานุวัฒน์ สิงหะ นายแสงจันทร์ พงษ์ประเทศ กลุ่มเหล่านี้ก็รอคอยความหวัง ที่รัฐบาลจะเข้าไปช่วยแก้ปัญหาให้ตามชายแดนของประเทศอียิปต์ ท่านประธานครับ กลับมาเรื่องของนโยบายรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง ในเรื่องของด้านเศรษฐกิจ ข้อ ๑๓ การบรรเทาการว่างงานและการเตรียมคนสําหรับการพัฒนาในอนาคต ลง รายละเอียดในข้อ ๑๓.๑ โครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานเพื่อสร้างมูลค่าเศรษฐกิจและสังคม ในชุมชน (โครงการต้นกล้าอาชีพ) ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้นะครับ ในปี ๒๕๕๒ รัฐบาล ใช้งบประมาณ ๖,๙๐๐ ล้านบาท เพื่อไปดําเนินโครงการต้นกล้าอาชีพ โดยหวังว่าประชาชน หรือว่าผู้ว่างงานที่เข้ารับการอบรม ๓๑๙,๖๕๘ คน ด้วยงบประมาณ ๖,๙๐๐ ล้านบาท ว่าจะมีการสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างอาชีพให้กับเขาเหล่านั้น ผมขอถามรัฐบาลครับว่าเงิน ๖,๙๐๐ ล้านบาท ที่ได้ดําเนินการโครงการต้นกล้าอาชีพไปนั้น รัฐบาลได้ติดตามหรือไม่ ผมได้สอบถามพี่น้องประชาชนที่เข้ารับอบรมโครงการต้นกล้าอาชีพในพื้นที่ของผมเอง จังหวัดหนองบัวลําภู เสร็จแล้วก็แล้วไปครับ ท่านประธานครับ อบรมแล้วก็แล้วไป แต่ไม่มีการจ้างงาน จ้างอาชีพเสริมให้แต่อย่างใด เพราะฉะนั้นโครงการต้นกล้าอาชีพ ที่รัฐบาลประกาศว่าเป็นนโยบายที่ประสบความสําเร็จและใช้เงินถึง ๖,๙๐๐ ล้านบาทนั้น ผมเห็นต่างนะครับ ตรงนี้ถือว่าเป็นงบประมาณที่ละลายน้ําโดยไม่เกิดประโยขน์
อีกด้านหนึ่ง ข้อ ๒๒ ในเรื่องของนโยบายด้านเศรษฐกิจ นโยบายด้านการ พัฒนาพลังงานทดแทน รัฐบาลบอกว่าจะสนับสนุนส่งเสริมให้เกิดการใช้ก๊าซธรรมชาติ หรือเอ็นจีวี ซึ่งผลิตได้เองในประเทศ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้นะครับ รัฐบาลก็ประกาศว่าจะ ส่งเสริม แล้วราคาของเอ็นจีวีค่อนข้างถูกนะครับ ๘.๕๐ บาท เพราะฉะนั้นพี่น้องประชาชน หลายก็แห่ไปติดแก๊ส แต่หลังจากติดแก๊สแล้วเอาไปเติมแก๊ส ทีนี้เกิดปัญหา ท่านประธานครับ บางแห่งต้องไปเข้าคิวรอไม่ต่ํากว่า ๒ ชั่วโมงครับ ผมยกตัวอย่าง อย่างจังหวัดอุดรธานีใกล้ ๆ บ้านผม รออยู่ไม่ต่ํากว่า ๒ ชั่วโมงก็ยังไม่ได้เติมแก๊ส แล้วอย่างนี้ มันจะไปพัฒนาให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร รัฐบาลจะต้องแก้ไขปัญหาในเรื่องของซัพพลาย (Supply) ตรงนี้ให้ได้
อีกข้อหนึ่งข้อสุดท้าย ข้อ ๒๖.๒.๕ นโยบายทางด้านเศรษฐกิจ เรื่องของ การปรับปรุงระบบขนส่งสาธารณะและการให้บริการผู้โดยสาร ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว ประกาศนโยบายไว้สวยหรู ท่านประธานครับ แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้ ถ้าหากท่านประธานได้มีโอกาสไปขึ้นเครื่องบินที่สนามบิน สุวรรณภูมิ โดยเฉพาะถ้าท่านประธานได้ไปขึ้นเครื่องบินโดยที่จะต้องอาศัยรถบัส เพื่อที่จะไปขึ้นเครื่องบิน ห้องโดยสาร ห้องรอขึ้นเครื่องบินจะเป็นอาคารข้างล่าง ท่านประธานสังเกตดูนะครับ รถบัสที่ไปจอดรอรับไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวก็ดี ผู้โดยสารก็ดี เปิดสตาร์ท (Start) เครื่อง แล้วหันหลังให้กับอาคารผู้โดยสาร ควันพิษแก๊สต่าง ๆ ก็วิ่งเข้ามา อยู่ในอาคารผู้โดยสาร จนทําให้ผู้โดยสารที่ไปนั่งรอเพื่อจะไปขึ้นเครื่องในสนามบินนั้น มารับควันพิษไปเต็ม ๆ ส่งผลกระทบให้กับพี่น้องประชาชนที่ไปขึ้นเครื่องโดยสาร ไปต่างประเทศ ผมก็คงพูดเท่านี้ครับท่านประธาน หมดเวลาแล้ว ขอบคุณครับ
ต่อไป เชิญท่านอนุรักษ์ บุญศล ๗ นาทีครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติคะ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย พิจารณารายงานแสดงผลการดําเนินการของคณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐ รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านประธานที่เคารพคะ อีก ๑๐ นาที ตีหนึ่ง ยังเหลือผู้หญิงที่เป็นฝ่ายค้านอีก ๒ ท่านค่ะ รวมทั้งดิฉันด้วย มาตรา ๘๐ ค่ะท่านประธาน ที่เคารพคะ รัฐต้องดําเนินการตามแนวนโยบายด้านสังคม การสาธารณสุข การศึกษา และวัฒนธรรม (๑) คุ้มครองและพัฒนาเด็กและเยาวชน สนับสนุนการอบรมเลี้ยงดูและให้ การศึกษาปฐมวัย ส่งเสริมความเสมอภาคของหญิงและชาย เสริมสร้างและพัฒนาความเป็น ปึกแผ่นของสถาบันครอบครัวและชุมชน รวมทั้งต้องสงเคราะห์และจัดสวัสดิการให้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพพลภาพ และผู้อยู่ในสภาวะยากลําบากให้มีคุณภาพชีวิต ที่ดีขึ้นและพึ่งพาตนเองได้ ในข้อนี้ในความคิดเห็นของดิฉันนะคะ รัฐบาลไปไม่ถึงฝั่งฝันค่ะ ท่านประธานที่เคารพคะ มีรายละเอียดสนับสนุนอย่างเป็นทางการดังนี้ค่ะ ความเศร้าสลดและความตกใจ จากเหตุการณ์ในการพบซากศพเด็กทารกที่เกิดจากการทําแท้งกว่า ๒,๐๐๒ ศพ ในวัดไผ่เงิน โชตนาราม ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร ต้องใช้คําว่าอย่างนี้ค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันต้องบอกว่าในการอภิปรายครั้งนี้นะคะ ดิฉันยิ่งได้ดึกเท่าไรอากาศยิ่งเย็นเท่าไร เรียนท่านประธานว่ายิ่งหลอนเท่านั้นค่ะ ต้องบอกว่าสยดสยอง สลดหดหู่ แล้วยังช็อก ชาวโลกอีกด้วยค่ะ เพราะคราวนี้ถูกแพร่ออกไปทั่วโลกจากสํานักข่าวยักษ์ใหญ่ของโลก ทุกสํานัก ๒,๐๐๒ ศพในวัดไผ่เงินโชตนารามเตาเผาศพเสียนะคะ คําว่า เตาเผาศพเสีย หมายความว่าเผาศพไม่ได้ แค่ ๑ เดือนครึ่ง ดิฉันจะตีให้ประมาณ ๒ เดือนค่ะท่านประธาน เพราะว่าถ้าตี ๑ เดือนครึ่งนี่ตัวเลขจะลดน้อยลง ยิ่งตัวเลขมากขึ้นเท่าไรความสยดสยอง จะยิ่งมากขึ้นเป็นเงาตามตัวค่ะท่านประธาน ๒ เดือน ๒,๐๐๒ ศพ ๑ ปี ๑๒,๐๑๒ ศพ ถ้า ๕ ปี ท่านประธานที่เคารพคะ เรียนให้ท่านประธานผ่านไปถึงรัฐมนตรีพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ และอีกหลาย ๆ กระทรวงที่ดิฉันจะได้อภิปรายให้ทราบค่ะ ถ้า ๕ ปี ๖๐,๐๖๐ ศพ นี่ท่านประสบความสําเร็จในการจัดการในการดูแลลูกหลานละค่ะ คําถามที่ควรจะถามต่อไปว่า พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มีความมั่นใจมากแค่ไหน ว่านอกเหนือจากวัดไผ่เงินโชตนารามแล้ว จะไม่มีสัปเหร่อที่ชื่อสุเทพที่วัดอื่นอีก ทําไมหรือคะ สัปเหร่อที่วัดนี้ ที่ดิฉันไม่บอกนามสกุลเพราะว่าดิฉันจําไม่ได้ก็เลยจําได้แต่ว่าสัปเหร่อนั้นชื่อว่า สัปเหร่อสุเทพ แต่วัดอื่นนั้นที่วัดอื่นนั้นจะมีอีกหรือไม่ เพราะที่หาลําไพ่พิเศษที่ทําลายศพเด็ก จากคลินิก (Clinic) ทําแท้งเถื่อนทั่วประเทศ ทีนี้มันมีกี่วัดคะในประเทศไทย เอาทั้งประเทศ ก่อนนะคะ ตัวเลขจะเป็นตัวเลขที่ไม่กลม ๆ ค่ะ เพราะว่าข้อมูลชัดเจนแจ่มแจ้งชัดแจ๋วค่ะ วัดไทยทั่วประเทศเมื่อปี ๒๕๕๒ มีวัดทั้งหมด ๓๕,๗๗๒ วัด แยกเป็นวัดหลวง ๘๒ วัด วัดป่าประมาณ ๑๓,๖๒๑ วัด วัดร้างประมาณ ๖,๘๑๕ วัด วัดราษฏร์หรือวัดบ้าน ๑๓,๓๘๔ วัด วัดในกรุงเทพมหานครมี ๔๕๑ วัด วัดไผ่เงินโชตการามเป็นหนึ่งใน ๓๕,๗๗๒ วัด หลอนหรือยังคะ ท่านประธานที่เคารพคะ เห็นไหมคะบอกว่าดึก ๆ อย่างนี้ก็สามารถที่จะ นําเสนอข้อมูลที่บอกว่างดงามน่ามีความสุขมากสําหรับประเทศไทย แต่ตอนนี้ความสุข ของท่านจะมีมากน้อยแค่ไหนตามดิฉันมาค่ะ นี่วัดนะคะ แต่ถ้าใครก็บอกว่าจินตนาการไปว่าจะเป็นเรื่องของเด็กวัยรุ่นแน่นอน ในยุคหนึ่ง ที่บอกว่ายุคของท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร นั้นมีมือปราบสายเดี่ยว สังคมไม่ได้ เหลวแหลกขนาดนี้ ท่านประธานที่เคารพคะ แล้วยังมีอีกค่ะ ดิฉันดูเวลาไปด้วยนะคะ หวังว่า ถ้าดิฉันยังไม่สิ้นกระแสความทั้งหมด ท่านประธานคงจะไม่ปิดไมค์นะคะ
ก็ต้อง รักษาเวลาหน่อยนะครับ ช่วยกระชับหน่อยครับ
กระทรวงวัฒนธรรมดูแลวัดอย่างไรบ้าง ดิฉันมาตรงนี้แล้วค่ะ ในขณะนี้วัดไผ่เงินโชตนารามน่าจะเป็นวัดตัวอย่างของสถานที่กําจัดศพ เด็กที่ดีที่สุดในเชิงกายภาพ ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันไม่อยากบวก ลบ คูณ หารตัวเลข เชิงตัวเลขประจักษ์ เพราะสยดสยองกับตัวเลขและความหวาดกลัว บาปค่ะ ตรงนี้เมืองพุทธ และนี่คือเมืองไทย แต่เรื่องนี้กลายเป็นความสยดสยองและสังเวชใจอย่างมากที่สุดในโลก ข่าวหนึ่ง ดิฉันอภิปรายเพื่อขอไว้อาลัยศพทารกอีกต่อไปเพื่อสนองนโยบายของรัฐบาล ที่งดงามนะคะ ทีนี้ในรายการหนึ่ง เจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งบอกมาว่าออกรายการคมชัดลึก มีถุงลอยน้ําค่ะ ท่านประธานที่เคารพคะ มีถุงลอยน้ํา เขาบอกว่าปีหนึ่งเขาจะเก็บได้ประมาณ ๕๐ ถุง ในถุงลอยน้ํานั้นก็คือศพเด็กทารกนะคะ แล้วถ้าคิดว่ามูลนิธิต่าง ๆ ๑,๐๐๐ คน คูณ ๕๐ เข้าไป ๑ ปี มีศพทารก ๕๐,๐๐๐ ศพค่ะ
เอาละครับ เกินเวลามา ๑ นาทีกว่าแล้วครับ
แล้วจะบอกว่าสังคมของมนุษย์งดงาม ได้อย่างไร ดิฉันไม่เชื่อเพราะว่าตัวเลขและข่าวสังคมยังเป็นอยู่ในแบบนี้ แล้วจะให้ไว้ใจในการ บริหารประเทศได้อย่างไร หรือจะให้เป็นอย่างนี้คะท่านประธาน หรือจะให้วิญญาณร้อง คล้องประสาน กับวิญญาณเร่ร่อนตอนทหารฆ่า รอความเป็นธรรมโดยหวีดร้องก้องพารา ใยเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ดุจเดียวกัน ศพทารกเกลื่อนเมืองเรื่องบริหาร สองประสาน สามประสาน ยังหวั่นไหว ทั้ง พม. ทั้ง วท. ศธ. และสาธารณสุขไทย แล้วทําไมไอซีทีมิเลิกเกม นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ฤทธิ์เดชกล้า ช่วยนําพาองคาพยพพบภพสุขเกษม เด็กวันนี้คือพลัง ทองผุดผ่องเต็ม พ่อแม่ปรีดิ์เปรมวัด บ้าน โรงเรียน บวกคุณธรรมนําชาติเจริญ ขอบพระคุณที่ ให้ต่อยอดนิดหน่อยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
เกิน ไป ๒.๕๗ นาที เดี๋ยวไปตัดเพื่อน ๆ ออกก็แล้วกันนะครับ เชิญท่านชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง ๗ นาทีครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมต้อง ขออนุญาตนะครับท่านอาจารย์มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ ได้มอบเวลาไว้ให้ผมนะครับ ท่านประธาน
อย่างนี้ นะครับ ท่านวิทยา บุรณศิริ ก็แจ้งมาเป็นลายลักษณ์อักษรว่าท่านก็จะใช้เวลาของ อาจารย์มานิตย์ด้วยนะครับ ฉะนั้นก็คงให้ท่าน ๗ นาทีนะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ รายงานนี้เป็นรายงานปีพุทธศักราช ๒๕๕๑ ต่อปีพุทธศักราช ๒๕๕๒ เป็นผลงานปีแรก ของรัฐบาลที่เข้ามาทํางานของท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถ้าพูดกันตรง ๆ ก็คือเป็นปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ ปัจจุบันนี้ก็คือต้นปี ๒๕๕๔ นะครับ อีก ๑ ปีที่รัฐบาลต้องมีผลงาน หรือได้บริหาร กิจการบ้านเมือง ต้องรายงานต่อสภาแต่ก็ยังไม่ได้รายงานมา ฉบับนี้เป็นปีแรกนะครับ ฉบับที่ ๒ ยังไม่มา ต้องขออนุญาตครับ การรายงานครั้งนื้ สืบเนื่องจากว่ารัฐธรรมนูญกําหนดให้ต้องรายงาน และสิ่งที่รัฐธรรมนูญต้องการนั้นก็คือ ในเรื่องของการดําเนินงาน วิธีการดําเนินงานต้องรายงาน ข้อสําคัญก็คือปัญหาอุปสรรค ที่รัฐธรรมนูญกําหนดไว้ว่าจะต้องแจ้งว่ามีปัญหาอุปสรรคใดในการที่ดําเนินงานไปแล้ว แต่ปรากฏว่ารัฐบาลนั้นก็กล่าวมาเพียงเล็กน้อยนะครับ ในเรื่องของปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะ สิ่งสําคัญในเรื่องหนึ่งที่รัฐธรรมนูญไม่บอกไว้ นั่นก็คือตัวชี้วัดว่าต้องมี วิธีการชี้วัดอย่างไร ผลสัมฤทธิ์ผลอย่างไร อะไรต่ออะไร ปรากฏว่าเพื่อให้ถูกต้อง ตามกระบวนการของการรายงานนะครับ เพราะว่าการรายงานนั้นทางวิชาการก็ต้องมี สิ่งเหล่านี้ ปรากฏว่าอย่างไร รัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนไว้ รัฐบาลก็ไม่นํามาใส่เช่นเดียวกันครับ กลัวผิดบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหรืออย่างไรไม่แน่ใจ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ก็จะเป็นส่วนหนึ่ง ที่ทําให้การรายงานขาดคุณค่าในเรื่องของวิชาการ เพราะฉะนั้นจะเป็นส่วนหนึ่งในการ ที่ทําให้วิชาการหรือเรื่องราวปัญหาที่เกิดขึ้นไปใช้ประโยชน์ต่อยอดกับคนรุ่นหลังได้ยาก นั่นคือคุณค่าน้อยลงไป การที่รัฐธรรมนูญกําหนดไว้เช่นนั้นเพื่อให้สร้างคุณค่าในสิ่งเหล่านี้ เพื่อที่จะให้รู้ปัญหาอุปสรรคมันเกิดขึ้นอย่างไร แล้วให้คนรุ่นหลังได้อ่าน ได้พบ ได้เจอ แล้วก็ แก้ไขปัญหา สิ่งเหล่านี้ก็คงจะเป็นส่วนหนึ่งในวิชาการ ในขณะเดียวกันก็จะเป็นวิชาการ ในการวิจัยเพื่อช่วยกันแก้ไข นี่คือสิ่งที่จะช่วยรัฐบาลได้โดยบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ แต่ปรากฏว่ารัฐบาลไม่ได้ทํา ก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับว่าในโอกาสต่อไป ก็คงต้องขออนุญาตนะครับ วิชาการของเรา นักวิชาการมีเยอะ ก็ขออนุญาตทําให้สมบูรณ์ ยิ่งขึ้นเพื่อปรับปรุงรูปโฉมใหม่นะครับ ก็ต้องขออนุญาตกราบเรียน
ข้อที่ ๑ ที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่า ในเรื่องของการแก้ปัญหา ในเรื่องที่ติดใจมาก ๆ นะครับ ความจริงเรื่องราวเหล่านี้มันมีทั้งหมด ๙ หัวข้อด้วยกัน แต่ก็ขอหยิบยกในเรื่องเศรษฐกิจมาหนึ่งหัวข้อในเรื่องของปัญหาราคาข้าว ในหน้าที่ ๑๕๘ ท่านประธานครับ หน้า ๑๕๘ นะครับ ปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะในข้อที่ ๒ ในข้อที่ ๒ รัฐบาลได้พูดถึงในเรื่องของโครงการการประกันรายได้ของเกษตรกร แล้วก็ บอกกล่าวไว้ในปัญหาอุปสรรคว่ายังมีปัญหาที่เป็นอุปสรรคที่รัฐบาลต้องแก้ไข รัฐบาลรู้ นะครับว่าเป็นปัญหาอุปสรรคและต้องแก้ไข เขียนต่อไปนี้เป็นข้อที่ ๑ นะครับ แต่เขาไม่ได้ ระบุข้อนะครับ โดยเฉพาะ ผมก็บอกว่านี่คืออ่านจากข้อความทั้งหมดแล้วก็จะสรุปได้ว่า ปัญหาข้อที่ ๑ เกิดอย่างนี้ครับ การสร้างความรู้ความเข้าใจในขั้นตอนวิธีการดําเนินการ และผลประโยชน์ให้เจ้าหน้าที่และเกษตรกร คือพูดง่าย ๆ ว่ารัฐบาลไปชี้แจงทําความเข้าใจ กับพี่น้องประชาชนไม่เข้าใจ ชี้แจงกับข้าราชการแล้วไม่เข้าใจเลยปฏิบัติกันไม่เป็นเลย เลยปฏิบัติไม่ได้ แสดงว่าวิธีการชี้แจง หรือขั้นตอนการชี้แจง หรือการถ่ายทอดองค์ความรู้ ของรัฐบาลนั้นมีปัญหา มีอุปสรรค เพราะฉะนั้นขออนุญาตกราบเรียนครับ
ข้อที่ ๒ ผมสรุปมาเป็นข้อที่ ๒ นะครับ เขาเขียนไว้อย่างนี้ และการปรับปรุง ระบบการดําเนินการให้มีประสิทธิภาพเพื่อขยายผลการประกันความเสี่ยงด้านรายได้ให้กับ เกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป สรุปเป็นข้อที่ ๒ ปัญหาอุปสรรคหรือข้อเสนอแนะ ก็คือการปรับปรุงระบบการดําเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นนั่นเอง สรุปได้ ๒ ข้อ ข้อที่ ๑ ก็คือเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดนั้นไม่สามารถดําเนินการได้ หรือวิธีการดําเนินการ หรือขั้นตอนดําเนินการไม่ได้ดี เพราะเหตุว่าเจ้าหน้าที่และเกษตรกรไม่รู้เรื่องราวต่าง ๆ อันที่ ๒ สรุปก็คือต้องไปปรับปรุงวิธีการดําเนินการอันนี้ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นั่นก็เหมือน ข้อเสนอแนะ ข้อที่ ๑ เหมือนปัญหาอุปสรรค ข้อที่ ๒ ที่ผมกล่าวมายกเป็นข้อที่ ๒ นี้ก็คือ เป็นเรื่องของข้อเสนอแนะ จากปี ๒๕๕๑ ในปี ๒๕๕๒ เป็นการดําเนินการในเรื่องของ การประกันรายได้ หรือเรื่องของข้าวให้กับเกษตรกรนั้นปรากฏว่ารัฐบาลมาเขียนเป็นปัญหา อุปสรรคไว้ แล้วก็ข้อเสนอแนะเอาไว้ แต่ปรากฏว่าในปี ๒๕๕๓ รายงานยังไม่มานะครับ ไม่รู้จะรายงานเรื่องนี้ว่าอย่างไร ปรากฏว่าราคาข้าวตกอีก ราคาข้าวตกนะครับ ไม่ดีครับ รัฐบาลก็เอาเงินเข้าไปดําเนินการในเรื่องของโครงการประกันราคาข้าวแล้วใช้เงินมากกว่า ปี ๒๕๕๒ นะครับ มากกว่านะครับ แล้วก็ปี ๒๕๕๔ ข้าวกําลังออก แล้วกําลังจะออกเพิ่มขึ้น ในขณะนี้วันนี้คือเดือนกุมภาพันธ์ในปี ๒๕๕๔ ปรากฏว่าเกษตรกรนั้นมาประท้วงอีกแล้ว ราคาข้าวตกอีกแล้ว นั่นแสดงว่าข้อดังกล่าวที่ท่านเขียนมาในเรื่องของปัญหาอุปสรรคนั้น แล้วก็ข้อเสนอแนะนี้รัฐบาลไม่ได้แก้ไข ถ้าแก้ไขสําเร็จหรือได้รับลุล่วงไป ปัญหามันต้องน่าจะ ไม่เกิด หรือไม่มี หรือมีมันอาจจะมีเรื่องอื่น ๆ ตามมา อย่างนี้เป็นต้น แต่ปัญหาที่เกิดขึ้น มันคล้ายคลึงกันหรือมันเหมือนกันก็คือราคาข้าวมันตก โดยท่านใช้วิธีการเดิมก็คือวิธีการ ประกันราคาข้าว หรือเรียกว่าประกันรายได้ให้กับเกษตรกร ดังนั้นผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานครับว่าสิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นสิ่งที่รัฐบาลทํางานผิดพลาด หรือเกิดความละเลย ไม่เกิดความรู้ความเข้าใจใด ๆ ก็ตามแต่ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตกราบเรียนต่อ ท่านทั้งหลายครับว่า สิ่งเหล่านี้ขอให้ปรับปรุงแก้ไขเพื่อผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน และประเทศชาติในโอกาสต่อไป แต่ถ้าให้ผมเป็นลักษณะของการอภิปรายไม่ไว้วางใจผมก็จะ ไม่วางใจครับ แต่นี่เป็นวาระรับทราบเฉย ๆ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตกราบเรียนครับ ขอแนะนําให้ปรับปรุงแก้ไขใหม่ครับ กราบขอบคุณครับ
ต่อไป เชิญ หมอประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ ๗ นาที ครับ
กราบเรียนท่านประธานนะครับ พอดี ท่านพงศ์พันธุ์ เพิ่มอีก ๗ นาทีนะครับ ท่านพงศ์พันธ์ ท่านสละสิทธิ์
ท่านใช้สิทธิแทนท่านพงศ์พันธ์หรือครับ
ท่านพงศ์พันธ์ สุนทรชัย นะครับ กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายแพทย์ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ พรรคเพื่อไทย จังหวัดชัยภูมิ ผมไปดูรายงานแสดงผลการดําเนินงานของคณะรัฐมนตรี ท่านประธานครับ รูปเล่มดูดี ฝ่ายที่อยู่ด้านซ้ายก็บอกว่าดี ฝ่ายด้านนี้ฝ่ายด้านผมก็บอกว่า ผลงานไม่ค่อยดี ทีนี้เราต้องเอาตัวกลางมาดูครับท่านประธาน ผมไปดูสวนดุสิตโพล ซึ่งเขาทํา ไว้เมื่อวันที่ ๑๐-๑๔ ธันวาคมที่ผ่านมานี้ มีจํานวนที่สํารวจไว้ ๑,๔๔๘ ราย ประชาชนสํารวจดู ว่าคะแนนพึงพอใจของประชาชนต่อรัฐบาลของท่านอภิสิทธิ์มีเท่าไร ในปีนี้พบว่ามี ๓.๘๒ คะแนน จากคะแนนเต็ม ๑๐ คะแนน คะแนนดังกล่าวลดลงจากการสํารวจเมื่อตอนที่เป็น รัฐบาลทํางานมาครบ ๑ ปี ลดลง ๐.๐๕ คะแนน เพื่อนสมาชิกหลายคนบอกว่าประชาชน พึงพอใจมาก ผมก็เลยงง ๆ ว่าโพลตัวนี้ไม่เหมือนกันหรืออย่างไร ท่านประธานครับ ไปสํารวจเฉพาะ นายกรัฐมนตรีก็คิดว่าน่าจะขึ้นนะครับ ในความเห็นของผม เพราะว่าเพื่อนสมาชิกด้านซ้าย เขาเชียร์กันเหลือเกิน ปรากฏว่าก็ลดอีกครับท่านประธาน เหลือ ๔.๔๔ คะแนน จาก ๑๐ คะแนนนะครับ ลดลงจากปีที่แล้ว ๐.๒๖ คะแนน ลดลงมากกว่าเดิมอีก ท่านประธาน ผมก็เลยงง ๆ ครับ ข้อเท็จจริงมันเป็นอย่างไร แต่นี่มันเป็นโพลนะครับ เป็นผลสํารวจของประชาชนซึ่งเขาบอกเอามาจากทั้งประเทศ แต่ผมเชื่อว่าน่าจะอยู่ ในส่วนกรุงเทพมหานครมากกว่าใคร ก็ไม่เข้าใจครับว่าผลการสํารวจออกมาอย่างนี้ แต่ว่าเพื่อนสมาชิกก็เอามาพูดกันจนเราก็งง รายการผลสํารวจนี้ผมอยากเรียนว่าเรามาเปรียบเทียบดูเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจ วันนี้เนื่องจากเวลาจํากัดนะครับผมคงพูดได้บางประเด็น เศรษฐกิจเป็นอย่างไรครับ ไม่ทราบว่านายกรัฐมนตรีท่านกลับหรือยัง ผมก็อยากถามท่านเรื่องนโยบายไข่ชั่งเป็นกิโลกรัม ท่านเคยถามภรรยาท่านไหมว่าเคยซื้อไข่เป็นกิโลกรัมไหม ผมถามภรรยาผม เขาไม่เคยซื้อ ผมอยากเรียนว่านโยบายไข่ ผมดูแล้วนะครับ ผมไปถามประชาชนในภาคอีสาน อาทิตย์ที่แล้วผมออกไป ๔๐-๕๐ บ้าน ไม่เคยมีใครซื้อไข่เป็นกิโลกรัมเลย แล้วคนส่วนใหญ ตอนนี้เขาไม่ค่อยเห็นด้วย เขาบอกว่าถ้ามีเงิน ๑๐ บาทแล้วเขาจะซื้อไข่กินได้หรือ ต้องเป็นกิโลกรัมอย่างนี้ ถ้ามีเงิน ๑๐ บาทก็ไม่ต้องกินไข่ แล้วไข่แตกใครจะรับผิดชอบครับ ท่านนายกรัฐมนตรีจะรับผิดชอบไหมกับไข่แตก เถียงกันอีกครับ ระหว่างคนชั่งกับคนขาย คนซื้อ คนขายเถียงกันไม่จบ พอมาดูเรื่องน้ํามันปาล์ม น้ํามันพืช ผมสะท้อนใจมาก ท่านประธาน ประเทศไทยเป็น ๑ ใน ๓ ประเทศที่ปลูกปาล์มนี่มากที่สุด มีการส่งเสริม มีการบอกว่าใครปลูกแล้วประชาชนจะมีน้ํามันพืชใช้ตลอดไม่มีทางขาดแคลน ท่านประธานครับ ไปดูสต็อกทั้งหลาย ดูเขาทําครับ วันนี้คงไม่พูดรายละเอียด ปรากฏว่ามีพ่อค้าบางคนหัวใส ทําจนมีการส่งออก ทั้ง ๆ ที่ผลผลิตลดลง เกิดอุทกภัยเกิดอะไรแต่มีการส่งออกตลอด ในปี ๒๕๕๓ จนมาถึงหยุดการส่งออกเดือนตุลาคม ส่งไปทําไมผมไม่เข้าใจ แล้วรัฐบาล ก็สนับสนุนเรื่องพลังงานไบโอดีเซลเอาน้ํามันปาล์มไปใช้อีก ๖๐,๐๐๐ กว่าตัน พ่อค้าก็เลย หัวใสขึ้นท่านประธาน มีคอลัมนิสต์ (Columnist) เขาบอกเลยนะครับท่านประธานครับ ที่มันมีวิกฤตินี้นอกจากประมาณการผิดพลาดแล้ว มันยังเกิดการทุจริต ทุจริตน้ํามันปาล์ม พูดง่าย ๆ สร้างอะไรต่ออะไรจนที่สุดเขาสรุปมาว่ามีคนได้หัวคิวตันละ ๑๐ เหรียญสหรัฐ นี่จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเขาเขียนชัดเจน จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐนะครับ เขากินกัน ๓ เด้งเลย ไม่ใช่กินเฉพาะเด้งเดียว ยังมีส่วนต่างของประมาณ ๘๐ เหรียญต่อตัน ในการที่จะจัดการเรื่อง นี้ แล้วยังมีส่วนต่างเป็นลิตรอีก ลิตรละ ๑ บาท ผมถึงไม่แปลกใจว่าทําไมมันพืชมันหายไป จากตลาด ผมเคยบอกรัฐบาลว่าความจริงถ้าผมมีอํานาจผมจะทําเอง ท่านนายกรัฐมนตรีลอง ไปบุกจับสัก ๒-๓ บริษัทสิครับ บุกจับเลย ผมว่าไม่ต้องให้ท่านเนวินออกมาประกาศจะตัด อวัยวะเพศ ไม่ต้องเลยครับ ผมก็ไม่เข้าใจ แค่ว่าจะตัดอวัยวะเพศ น้ํามันพืชมันออกมา จากไหนเต็มไปหมดเลย ท่านประธานครับ ผมดูแล้วแปลกใจครับมันไปเกี่ยวอะไรกับน้ํามันพืช ผมโยงไม่ได้ครับ เรื่องนี้ผมโยงไม่ถึง โยงอย่างไรก็โยงไม่ถึงผมแปลไม่ออกนะครับที่เขาพูดกัน ผมอยากเรียนว่าวันนี้ผมยังมีความกังวลใจว่าเศรษฐกิจของเราที่ว่าดีแล้ว ได้ข่าวว่าตอนนี้ ตลาดโลกน้ําตาลมันขาดนะครับ ให้คนไทยกินน้ําตาลถูกกว่าต่างประเทศกิโลกรัมละหลายบาท ผมอยากฝากถึงรัฐบาลว่าอย่าให้น้ําตาลมันขาดอีกนะครับ ถ้าน้ําตาลขาดผมว่าความพึงพอใจ ต่อรัฐบาลชุดนี้มันไปกันใหญ่นะครับ ถ้าน้ําตาลขาด ต่อไปอาจจะเป็นน้ําปลานะครับ น้ําปลาขาดอีกทําอย่างไร ให้กินเกลือ แทนหรือครับ ผมดูแล้วนโยบายรัฐบาล แถลงนโยบาย แถลงผลงานนี้ผมดูแล้วกังวลใจ ทีนี้มาพูดถึงอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องต่างประเทศ ท่านประธานครับ เรื่องต่างประเทศนี่ยิ่งไปอ่าน แนวนโยบาย มาตรา ๘๒ รัฐบาลต้องส่งเสริมสัมพันธไมตรีและความร่วมมือกับนานาประเทศ และพึงถือหลักในการปฏิบัติกันอย่างเสมอภาค ท่านประธานครับ นโยบายนี้เป็นอย่างไรครับ นโยบายต่างประเทศทุกคนบอกนายกรัฐมนตรีตลอดว่าน่าจะมีการปรับ ครม. เอาท่านกษิตไปอยู่ในที่เหมาะสม ท่านอยู่กระทรวงการต่างประเทศนี้ไม่รู้เหมาะสม หรือไม่เหมาะสม ผมสงสารดวงวิญญาณท่าน พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ท่านเปลี่ยน สนามรบให้เป็นตลาดการค้า พอมาถึงรัฐบาลพวกผม ท่านทักษิณ ชินวัตร เปลี่ยนจาก ตลาดการค้าเล็ก ๆ ให้เป็นตลาดอาเซียน ค้าขายระหว่างทวีป ค้าขายกันปีหนึ่งหลายหมื่น หลายแสนล้านบาท แต่ปรากฏว่าเป็นอย่างไรครับท่านประธาน พอมาถึงรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ ตลาดการค้าที่ใหญ่โตมโหฬารท่านเปลี่ยนเป็นสนามเด็กเล่น เล่นลิ้นครับท่านประธาน ว่าคนนั้นที ว่าคนนี้ที เหมือนทางกลุ่มเสื้อแดงเขาบอกว่าคุณกษิตนี่ แปลคําว่า กุ๊ย นี่แปลว่า หัวใจสิงห์ วันนี้ท่านไม่อยู่ผมก็จะถามท่านว่าท่านแปลอย่างนั้นจริงหรือเปล่า กุ๊ยแปลว่า หัวใจสิงห์นี่ ฟังดูแล้วก็งงจริง ๆ ไม่ทราบท่านอยู่ไหมครับ ท่านแปลอย่างนั้นจริง ๆ หรือไม่ นายกรัฐมนตรีเราก็ไปพูด บางครั้งบอกทําไมไม่ปล่อยอองซานซูจี ไม่รู้คําพูดใคร เดี๋ยวเขา ก็จะถามว่าทําไมนายกรัฐมนตรีท่านไม่ปล่อยท่านทักษิณ เดี๋ยวเขาย้อนกลับมาสักวัน วันนี้ตลาดการค้าระหว่างประเทศมันกําลังจะกลายเป็นสงครามระหว่างประเทศ หลายเรื่องครับ ไม่ว่าจะวิคเตอร์ บูท (Viktor Bout) ผมเคยถามคนที่มีความรู้ สมมุติว่า มันพลัดหลงเข้ามา มันเอาอาวุธ ถ้าเกิดเครื่องบินมาจอดเมืองไทย เขาบอกว่าต้องเนรเทศ อย่างเดียว เพราะไม่รู้ว่ามันของใคร อันนี้เราไปจับติดคุก ผมดูแล้วสัมพันธ์ไมตรีระหว่างไทย กับประเทศเพื่อนบ้านซึ่งเป็นพันธมิตรกัน ค้าขายกันมา เช่น ประเทศโซเวียต ประเทศรัสเซีย เราไม่คิดเลยหรือครับ เราเลือกข้างไม่ได้นะครับ นโยบายการต่างประเทศถ้าเราเลือกข้าง เมื่อไรประเทศอยู่ไม่ได้ครับ ประเทศไทยไม่รู้อะไรจะเกิดขึ้นนะครับ การก่อการร้าย การทําอะไร ประเทศเราไม่มีศักยภาพจะไปปราบเขาได้หรอกครับ ถ้ามันเกิดเหตุการณ์จริง ๆ นี่ น่ากลัวนะครับท่านประธาน มันจะทําให้ทางภาคใต้ ภาคไหน ๆ นี่ผมยังสงสัยอยู่เหมือนกัน ว่ามันเกิดเหตุอะไรขึ้น ตอนนี้มีคาร์บอมบ์ครับ ภาคใต้มีคาร์บอมบ์ บอมบ์ (Bomb) แล้ว บอมบ์อีก มันเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศหรือเปล่า ฝากไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ มาพูดถึงเรื่องด้านสาธารณสุขสั้น ๆ ครับ อยากเรียนนะครับว่านโยบายด้านสาธารณสุข เมื่อกี้ฟังท่านรัฐมนตรีจุรินทร์บอกท่านเป็นคนรักษาฟรี ไม่ใช่ครับ หลังจาก ๓๐ บาท รักษาทุกโรค คนที่ไม่เก็บเงินเลยคือท่านสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีที่มาจากการปฏิวัติ นะครับ เขาไม่เก็บเงินครับ เริ่มจากโน้นครับ ไม่ใช่เริ่มจากรัฐบาลท่าน ความจริงการเก็บ ๓๐ บาทนี้ ผมอยากเรียนท่านประธานครับ ถ้าเป็นไปได้ผมอยากกลับไปเก็บ เพราะว่า จะเป็นการกัน ๓๐ บาทนี้จะกันไม่ให้คนที่บางทีไม่ป่วยจริง ปวดหัวเล็ก ๆ น้อย ๆ เขาไปซื้อ ยากินของเขาเองได้ แต่พอไม่มี ๓๐ บาท ผ่านอนามัยเมื่อไรก็แวะทุกที เอายาไปเผื่อไว้ มันทําให้สิ้นเปลือง งบประมาณในการซื้อยามากขึ้นกว่าเดิม ตอนนี้ไปดูได้เลยครับ ผมเป็นประธาน คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข คนไปใช้บริการมากเกินความจําเป็น ๓๐ บาทนี้ มันจะกั้นไม่ให้คนที่เอายาไปเก็บไว้หน่อย เรื่องนี้สําคัญครับ เอายาไปเก็บไว้หน่อย ถ้าเกิดเป็นร้อยคน เป็นแสนคน เป็นหมื่นคน งบประมาณที่ต้องใช้ไปนี้สิ้นเปลืองมากมาย แล้วก็อยากเรียนครับว่าท่านก็บอกว่าทําให้มันดีขึ้น ได้จ่ายเงินเพิ่มเป็น ๒,๕๐๒ บาทต่อคน ท่านประธานทราบไหมครับ รัฐบาลท่านทักษิณใช้เงินต่อหัวแค่ ๑,๒๐๒ บาท เขาก็ทํากันมา เขาก็ปรับปรุงขึ้นมาเรื่อย ๆ เขาบอกว่าตอนนี้ทําให้บริหารโรงพยาบาลได้ดีมาก ท่านประธานครับ ตอนนี้โรงพยาบาลขาดทุนแบบเจ๊งครับ ๗๗ โรงพยาบาล ขาดทุน กําลังจะเจ๊งอีก ๒๒๗ โรงพยาบาล รวมแล้วตอนนี้อยู่ไม่ได้ครับ แต่ผมไม่เข้าใจรัฐบาลชุดนี้ครับ ท่านจุรินทร์เอาไป รพ.สต. โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล ทั้ง ๆ ที่โรงพยาบาลอําเภอยัง ไม่มีอีกเกือบ ๓๐ แห่ง ท่านเอาเงิน ๘,๐๐๐ ล้านบาทไปทําโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล หมอไม่มีครับ ผมไปดูแล้วครับ ผมไปตรวจมาประมาณ ๗–๘ จังหวัด ท่านประธานรู้ไหมครับ ใช้อนามัยเหมือนเดิม การบริการเหมือนเดิม เพียงแต่ไปซื้อเครื่องมือ เครื่องอะไรก็ไม่ทราบ ทั้ง ๆ ที่ ๘,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเอาไปช่วยนะครับท่านประธาน เอาไปสร้างโรงพยาบาลอําเภอก่อน แล้วไปปรับปรุงบุคลากรทางการแพทย์ ผลิตแพทย์เพิ่ม ให้งบประมาณในการดูแลสวัสดิการ กับหมอ พยาบาล ผมว่ามันจะเป็นสิ่งที่ดีกว่านี้เยอะนะครับ ๘๓๐ โรงพยาบาลตอนนี้ เข้าขั้นวิบาก ๓๐๐ กว่าโรงพยาบาล
หมดเวลาแล้วครับ
ฝากท่านรัฐมนตรีไปดูหน่อยนะครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านปาริชาติ ชาลีเครือ ๗ นาทีครับ
ขออนุญาตท่านประธานครับ
ท่านธนิตพลมีอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ขออภัยท่านปาริชาติด้วยนะครับ แจ้งให้ท่านประธานทราบ แล้วก็หารือท่านประธานด้วย ก็คือว่าข้อตกลงของวิปทั้ง ๒ ฝ่ายนี้เราจะอภิปรายกันจนถึงตีหนึ่งครึ่ง แล้วก็มีการใช้สิทธิ แทนกันอยู่ ๒-๓ คน โดยที่ท่านประธานก็อนุญาต ที่ผมเป็นกังวลคืออย่างนี้ครับท่านประธาน คือว่าตีหนึ่งครึ่งเป็นเวลาที่เราตกลงกันไว้ ผมไปเช็คที่ทางฝ่ายเลขานุการแล้วเหลืออีก ๕ ท่าน ที่จะอภิปรายกัน ผมเกรงว่าการประชุมต่อไปคงจะต้องขอความกรุณา ท่านประธานครับ ลดเวลาลงอีกครับ และที่สําคัญที่สุดคือถ้าท่านประธานไม่เห็นใจพวกผมที่เป็นฝ่ายรัฐบาล ที่นั่งฟังมาตั้งแต่ ๙ โมงนะครับ เห็นใจเจ้าหน้าที่ครับ เจ้าหน้าที่สภาเขาอยู่ตั้งแต่ ๙ โมงครับ ท่านประธาน ขอความกรุณาท่านประธานครับ
คืออย่างนี้ครับ ท่านอภิวันท์ซึ่งทําหน้าที่ประธานก่อนหน้าผมได้ประกาศรายชื่อทุกท่าน และท่านก็บอกว่าท่านจะให้โอกาสทุกท่าน จริง ๆ ท่านตั้งเป้าจะเลิกตีสี่ แต่ผมดูแล้วคงไม่ถึง หรอกครับ ตอนนี้ก็เหลืออีกไม่กี่ท่านเดี๋ยวจะจบแล้วครับ
ขออนุญาตท่านประธานอีกนิดเดียวครับ ผมไม่ได้อยากให้มีปัญหานะครับท่านประธาน แต่ท่านประธานก็ต้องเข้าใจด้วยครับ คือถ้าท่านประธานบอกว่าถ้าท่านประธานคนที่แล้วอธิบายอย่างหนึ่ง แล้วตอนนี้พอท่าน ขึ้นมาอีกอย่างหนึ่ง แล้วท่านอนุญาตให้ใช้สิทธิกัน ท่านอนุญาตเปิดให้มีการอภิปรายกันยาว
คือขณะนี้เหลือผู้อภิปราย คือมีท่านปาริชาติ แล้วก็มีท่านเรวัต ท่านแวมาฮาดี แวดาโอะ และท่านวิทยา บุรณศิริ ก็หมดแล้วครับ
ตกลงหมายความว่าท่านประธานก็จะ ไม่คุมเวลาให้กับทางวิปรัฐบาลที่ตกลงกันไว้ใช่ไหมครับ
ก็ได้ลด เวลาลงมาเหลือท่านละ ๗ นาที
ผมถึงได้เสนอขอให้ท่านประธานลดอีก อย่างไรครับ เพราะว่าถ้าเกิดท่านประธานปล่อยอย่างนี้นี่ผมก็คิดว่าพวกผมก็รับไม่ได้เหมือนกัน วิปทั้ง ๒ ฝ่ายตกลงกันไว้ และท่านประธานไม่ช่วยผมบริหารเวลาแล้วจะให้ทําอย่างไรครับ
อันนี้ เป็นข้อเสนอของท่าน เมื่อสักครู่นี้ท่านอภิวันท์ท่านได้กําหนดเวลาเอาไว้ว่าท่านละ ๗ นาทียก
ท่านประธานครับ จริงครับ ผมไม่ปฏิเสธว่า ท่านอภิวันท์ได้กําหนดเวลาเอาไว้ แต่อยู่ในข้อเสนอว่าตีหนึ่งครึ่งครับ ซึ่งวิปทั้ง ๒ ฝ่าย ได้ตกลงกันไว้ ท่านประธานตอนนี้ที่ผมอยากจะถามท่านประธานคือท่านประธานจะตัด ลดเวลาลง เพื่อให้พวกเราได้บริหารเวลากันได้ไหมครับ
คือผม ว่าอย่างนี้นะครับ เนื่องจากท่านอภิวันท์ท่านพูดกับผมและได้พูดในที่ประชุมไว้แล้วนะครับ ผมก็ต้องปฏิบัติตามที่ท่านอภิวันท์ได้พูดไว้ในขณะที่ท่านทําหน้าที่ประธาน เพราะท่านเอง ท่านยังจะขึ้นมาต่อผมตอนตีสอง ทีนี้ผมก็ยังดูว่าอาจจะจบก่อนด้วยซ้ําไปนะครับ
ผมเสนอเลยดีกว่าครับ ขอคนละสัก ๕ นาที แล้วกันครับ ท่านประธานครับด้วยความเคารพครับ เพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงของวิป ทั้ง ๒ ฝ่ายครับ คือท่านประธานครับ ด้วยความเคารพนะครับ นี่ตีหนึ่งครึ่งนะครับ ใครจะฟัง ถ้าต้องการให้ท่านนายกรัฐมนตรีฟังพรุ่งนี้คณะรัฐมนตรีเขาก็มีภารกิจของเขาครับเจ้าหน้าที่ สภาก็ทํางานตั้งแต่ ๙ โมง ถ้าท่านประธานยังยืนยัน ๗ นาทีอย่างนี้ แล้วยังมี ๒๐ นาทีอีก ๒ คน ผมคิดว่าตีสองกว่ายังไม่จบครับ
ขอความกรุณาครับ ก็เหลืออีกไม่กี่ท่าน ขอความกรุณาจะได้จบกันด้วยความราบรื่นนะครับ
ก็แล้วแต่ดุลยพินิจท่านประธานครับ กราบขอบพระคุณครับ
ขอให้ท่านได้รักษาเวลาหน่อยนะครับ อย่าได้เกิน เชิญท่านปาริชาติครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวปาริชาติ ชาลีเครือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างยิ่ง เมื่อสักครู่นี้ไม่น่าให้เสียเวลาเลยนะคะ ทุกคนทํางานให้ประเทศชาติบ้านเมืองเหมือนกัน ดิฉันเองในฐานะที่เป็นสมาชิกฝ่ายค้าน ฟังการอภิปรายหลาย ๆ ท่านมาตั้งแต่เช้าจนถึงปัจจุบัน การทํางาน ๒ ปีของรัฐบาลนั้น ฟังดูแล้วคงไม่เข้าตากรรมการแน่นอนค่ะ สอบตกแทบทุกนโยบายเลย ทุก ๆ ผลงานเลย ท่านประธานคะ เดี๋ยวดิฉันจะพูดในส่วนของนโยบายผลงานทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งถือว่า รัฐบาลชุดนี้บริหารล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าท่านจะอ้างว่าการดําเนินการต่าง ๆ เป็นนโยบายของรัฐบาลนั้นมีข้อจํากัดในส่วนต่าง ๆ ก็ตาม ในการแก้ปัญหาทําให้ไม่คืบหน้า เท่าที่ควร นั่นเป็นเพียงข้อกล่าวอ้างของรัฐบาลเท่านั้น ถ้าคนมีฝีมือเขาไม่พูดเหตุนั้นเหตุนี้ หรอกค่ะ เขาทําได้คืบหน้ากว่านี้ เสียเวลาเปล่า ๆ นะคะ ท่านประธานคะ วันนี้รัฐบาล แก้ปัญหาไม่ตรงจุดเลยค่ะ เกาไม่ถูกที่คัน วันนี้ประชาชนยากจนเป็นคนจนมากที่สุดเลยค่ะ ไร้ที่อยู่ ไม่มีที่ทํากินก็มากมาย ประท้วงกันอย่างที่ท่านเห็น รวมทั้งประสบกับปัญหา ความเดือดร้อน ค่าครองชีพสูง รายจ่ายสูงไม่พอกับรายได้ที่มีอยู่ สินค้าอุปโภค บริโภค แพงขึ้นเป็นเหงาตามตัว น้ํามันก็แพง เหมือนที่ทุกคนพูดปัญหาเช่นเดียวกันทั้งหมด สิ่งเหล่านี้เกิดจากอะไรคะ ก็เกิดจากการบริหารจัดการที่ไม่ประสบความสําเร็จทั้งนั้นเลย ดิฉันเห็นปัญหาที่ทุกท่านพูดมา ไม่ว่าจะปัญหาเรื่องแย่งกันซื้อน้ํามันจนจะฆ่ากันตาย ดิฉัน คิดว่าเมื่อก่อนเรามีแต่โจรมาปล้นร้านทอง ปล้นอื่น ๆ ต่าง ๆ ปล้นธนาคาร ต่อไปก็อาจจะ มาปล้นเพราะว่าไม่มีน้ํามันปาล์ม อาจจะเกิดขึ้นแน่นอนถ้าปล่อยให้เป็นอย่างนี้ ท่านประธานคะ ในสมัยที่รัฐบาลอดีตท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณท่านทํางานได้อย่างจริงจัง นโยบายของท่าน กินได้นะคะ ถ้าอย่างนั้นประชาชนไม่นิยมหรอก อดีตท่านฝ่ายค้านก็คือรัฐบาลชุดนี้ เคยกล่าวหาท่านรัฐบาลทักษิณว่าเป็นประชานิยม ก็เพราะว่าประชาชนเขาชอบเขานิยมสิคะ ถึงเป็นแบบนี้ เขาบอกว่าระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน คงใช้ได้อยู่ค่ะ นโยบายของพรรคเพื่อไทย หรือนโยบายของพรรคไทยรักไทยสามารถแก้ปัญหาของประเทศ ได้อย่างเป็นรูปธรรม จับต้องได้จริง ไม่เป็นนโยบายที่ลอย ๆ เหมือนในรัฐบาลขณะนี้นะคะ เหมือนที่บอกว่าว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง รัฐบาลชุดนี้โจมตีประชานิยมอย่างมาก แต่ตัวเอง กลับลอกเลียนแบบเอานโยบายของเขามาดัดแปลงต่อยอดกับทุกเรื่องนะคะ ประกาศว่า ประชาชนต้องมาก่อน แต่วันนี้หลายท่านก็เห็นตรงกันนะคะ ข้าวของแพงอย่างนี้ดิฉันต้อง ขอเปลี่ยนคําว่า ประชาชนต้องตายก่อนแน่นอน ถึงจะเหมาะ ท่านประธานคะ เมื่อวันนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจหรือจีดีพี ปี ๒๕๕๓ จะขยายตัวตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการณ์ไว้ในระดับ ๗-๘ ส่วนในปี ๒๕๕๔ คาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโตในระดับร้อยละ ๓-๕ ภายใต้เงินเฟ้อในระดับ ๒-๓ เงินเฟ้อทั่วไป ร้อยละ ๒.๕-๔.๕ อย่างนี้แล้วยังคาดการณ์ว่าปี ๒๕๕๕ จีดีพีจะเติบโตร้อยละ ๓-๕ อย่างนี้ เป็นต้น ท่านประธานคะ ดิฉันคิดว่าวันนี้ประชาชนเขาไม่สนใจกับตัวเลขการเติบโต ด้านเศรษฐกิจหรอกค่ะ ตามหลักวิชาการหรือการวิเคราะห์ต่าง ๆ เขาสนใจเพียงว่าวันนี้ รัฐบาลจะทําอย่างไรให้ราคาสินค้าอุปโภค บริโภคถูกลงกว่านี้ สินค้าเกษตรให้มีรายได้สูงขึ้น ชาวนาปลูกข้าวมีกําไรไม่มีหนี้สินทั้งในระบบและนอกระบบ ตรงนี้ต่างหากที่ต้องมาคิด ท่านประธานคะ การแก้ไขปัญหาเรื่องปากท้องของประชาชนนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องเร่งด่วน ที่รัฐบาลจะต้องแก้ไข ไม่ใช่พูดแล้วพูดอีกว่าวันนี้แก้ปัญหาถูกทางแล้ว เศรษฐกิจไปดีแล้ว จีดีพีเติบโตได้ดีมาก ไม่เป็นความจริงเลยค่ะท่านประธาน วันนี้ดิฉันคิดว่าการทํางาน ของรัฐบาล ดิฉันจะสรุปให้ฟังว่าไม่ว่าจะเป็นผลงานทางด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ล้มเหลวนะคะท่านประธาน ความขัดแย้งเกิดขึ้นทุกระดับเหมือนท่านนายแพทย์ประสิทธิ์ พูดสักครู่นี้ดิฉันเห็นด้วย นั่นคือสิ่งที่เป็นจริง วันนี้รัฐบาลล้มเหลว แก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ สอบตกนะคะ ตามที่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา และรายงานแสดงผลดําเนินการ ตามนโยบายพื้นฐานของรัฐในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมา เห็นชัดเจนเลยค่ะท่านประธาน คิดว่าน่าจะ ถึงเวลาให้ยุบสภาได้แล้วละค่ะ ขอขอบพระคุณมากค่ะ
เชิญ ท่านเรวัต สิรินุกุล ๗ นาทีนะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายเรวัต สิรินุกุล ส.ส. แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย รายงานแสดงผลการดําเนินการ ของคณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐบาล รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปีที่ ๑ วันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๑ ถึงวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๒ ท่านประธานครับ กระผม ได้อ่านในรายงานฉบับนี้แล้ว แล้วก็ได้ฟังท่านสมาชิก โดยเฉพาะท่านสมาชิกซีกฝ่ายค้าน ได้อภิปรายไป กระผมมีความคิดเห็นใคร่กราบเรียนท่านประธานว่ารัฐบาลได้ทําหน้าที่ ๒ ปีที่ผ่านมานั้น รัฐบาลอาจจะคิดแล้วก็มองว่ารัฐบาลเองนั้นประสบผลสําเร็จ แต่สิ่งที่ได้เห็น ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในขณะนี้ แล้วก็ฟังท่านสมาชิกแล้ว เกิดความล้มเหลวครับ ท่านประธานครับ เกิดความล้มเหลวในการบริหารดังกล่าว ซึ่งกระผมใคร่กราบเรียน ท่านประธานขอกราบเรียนเป็นข้อ ๆ นะครับ
ความคิดเห็นของกระผมในข้อแรก รัฐบาลชุดนี้มาจากการจัดตั้งโดยจงใจ ให้เกิดอุบัติเหตุในทางการเมือง และมีกลุ่มกําลังเป็นแนวร่วม จึงทําให้เกิดความขัดแย้ง ในความคิด แล้วก็เกิดความแตกแยกในสังคมเช่นเป็นอยู่ในปัจจุบัน ประการที่ ๑ นะครับ
ประการที่ ๒ รัฐบาลชุดนี้บริหารไม่อยู่ในหลักธรรมาภิบาล เพราะอะไรครับ เพราะว่าการทําให้องค์กรต่าง ๆ แตกแยกแล้วก็ถือผลประโยชน์เป็นที่ตั้ง นี่ประการที่ ๒
ประการที่ ๓ รัฐบาลชุดนี้จัดหาเงินและรายได้จากการกู้เงินครับ กู้เงินทั้งใน และนอกประเทศเป็นจํานวนมาก ทําให้ประเทศชาติและประชาชนเดือดร้อน เป็นปัญหาต่อ รัฐบาลชุดต่อ ๆ ไปครับ นี่ประการที่ ๓
ประการที่ ๔ รัฐบาลชุดนี้เท่าที่ฟัง ท่านประธานก็ฟัง ท่านสมาชิกก็ฟังครับ ได้พูดกันมากเรื่องคอร์รัปชัน มีคอร์รัปชันสูงและจัดหาผลประโยชน์มากที่สุดเท่าที่ประเทศไทย มีรัฐบาลมา
ประการที่ ๕ รัฐบาลชุดนี้สามารถสร้างมิตรให้เป็นศัตรู โดยเฉพาะประเทศ ในกลุ่มอาเซียน
ประการที่ ๖ รัฐบาลชุดนี้ไม่ค่อยสนใจประชาชนโดยปล่อยให้เกิดภาวะเงินฝืด และภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งยากต่อรัฐบาลที่จะมีรัฐบาลอื่นทําได้ โดยอัตราคนว่างงานสูงขึ้น ภาระหนี้สินของประชาชนสูงขึ้น รวมทั้งพืชผลทางการเกษตรราคาตกต่ํา แต่ราคาสินค้า อุปโภค บริโภคกลับมีราคาสูงขึ้น มีสินค้าขาดตลาด มีการกักตุนสินค้า นี่ประการที่ ๖ ครับ
ประการที่ ๗ รัฐบาลชุดนี้พูดไม่จริงต่อประชาชน โดยอ้างนโยบาย ๙๙ วัน ทําได้ และเรียนฟรี ๑๕ ปี ท่านประธานครับ ที่พูดไปนั้นยังไม่มีอะไรที่บรรลุผลสําเร็จ ตามนโยบายที่บอกไว้เลย แม้การเรียนฟรีก็ไม่ฟรีทั้งหมดครับท่านประธาน อย่างนี้เป็นต้น
ประการที่ ๘ รัฐบาลชุดนี้ทําให้สังคมเสียหาย โดยเฉพาะปล่อยให้ยาเสพติด เต็มบ้านเต็มเมือง และเยาวชนเกิดปัญหาในทางสังคมและทางเพศ จนเป็นการทําแท้ง มีการทําแท้งเป็นข่าวไปทั่วโลก ท่านประธานครับ เท่าที่กระผมเรียนมานี้แสดงให้เห็นว่า การบริหารของรัฐบาลที่เสนอรายงานต่อสภาในวันนี้ รัฐบาลอาจชื่นชมครับ รัฐบาลอาจ ยินดีครับ แต่สมาชิกซีกฝ่ายค้านได้สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวในการบริหารจัดการของ รัฐบาลนะครับ
ในประการสุดท้าย ประการที่ ๙ จะเป็นผลสรุปสุดท้าย แต่ผลสรุปสุดท้ายนี้ จะมีต่อเมื่อมีการเลือกตั้งครับ ขอบคุณท่านประธาน
ขอบคุณครับ เชิญท่านแวมาฮาดี แวดาโอะ ครับ สัก ๑๕ นาทีนะครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นายแพทย์แวมาฮาดี แวดาโอะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคเพื่อแผ่นดิน ผมมีความสนใจที่จะอภิปรายผลดําเนินงานตามแนวนโยบายพื้นฐาน ของรัฐในส่วนที่ ๕ กับส่วนที่ ๖ คือแนวนโยบายด้านกฎหมายยุติธรรมและแนวนโยบาย ด้านการต่างประเทศครับ เหตุผลที่ผมสนใจเรื่องนี้เนื่องมาจากว่ารัฐบาลนี้ไม่ได้ดําเนินการ ตามแนวนโยบายในส่วนนี้ คือส่วนที่ ๕ กับส่วนที่ ๖ ในมาตรา ๘๑ ของรัฐธรรมนูญนั้น ได้กําหนดว่ารัฐต้องดําเนินการตามแนวนโยบายด้านกฎหมายและการยุติธรรมดังต่อไปนี้ คือ ๑. ดูแลให้มีการปฏิบัติและบังคับใช้ให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างถูกต้อง รวดเร็วและ เป็นธรรม และต้องจัดระบบงานราชการและงานของรัฐอย่างอื่นในกระบวนการยุติธรรม ให้มีประสิทธิภาพ และ ๒. คือคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลให้พ้นจากการล่วงละเมิด ทั้งโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐและโดยบุคคลอื่น และต้องอํานวยความยุติธรรมแก่ประชาชน อย่างเท่าเทียมกัน ในส่วนที่ ๖ นั้น แนวนโยบายด้านการต่างประเทศนั้น มาตรา ๘๒ ระบุว่า รัฐต้องให้ความร่วมมือกับนานาประเทศ และพึงถือหลักในการปฏิบัติต่อกันอย่างเสมอภาค ตลอดจนต้องปฏิบัติตามสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเป็นภาคี รวมทั้ง ตามพันธกรณีที่ได้กระทําไว้กับนานาประเทศและองค์การระหว่างประเทศ อันนี้คือต้นตอ ที่ผมต้องมาอภิปรายครับ ท่านประธานครับ ผมได้ดูในเอกสารคําแถลงนโยบายของ คณะรัฐมนตรีที่นําโดยนายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันจันทร์ที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๑ นั้น ได้พูดถึงหลักการในการทํางานเพื่อแก้วิกฤติเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง โดยใช้หลัก ๔ ประการด้วยกัน หลักข้อที่ ๔ ได้ระบุชัดเจนว่า จะบังคับใช้ กฎหมายอย่างเสมอภาค เป็นธรรม และเป็นที่ยอมรับของสากลครับ ผมเน้นคําว่า เป็นที่ยอมรับของสากล นะครับ แล้วก็แนวนโยบายเร่งด่วนที่ต้องดําเนินการในปีแรกนั้น ในข้อ ๑.๑.๔ บอกว่า เร่งสร้างความเชื่อมั่นของประเทศไทยในสายตาของชาวโลกครับ ประเด็นมันมีอยู่ตรงนี้ ก็คือว่าเรื่องที่นานาชาติและชาวโลกกําลังสนใจกับประเทศไทยนั้น ก็คือเรื่องเกี่ยวกับการที่ประเทศไทยได้บังคับใช้กฎหมายพิเศษ คือกฎอัยการศึกที่ประกาศ ใช้มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ พ.ร.ก. ฉุกเฉินที่ประกาศใช้มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ และกฎหมายความมั่นคง ภายในประเทศ ที่ประกาศไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ตลอดจนมีอีกระเบียบหนึ่งครับ ก็คือระเบียบ กองอํานวยการความมั่นคงภายในประเทศภาค ๔ ว่าด้วยวิธีปฏิบัติงานของพนักงาน เจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๑๑ แห่งกฎหมาย พ.ร.ก. ฉุกเฉินครับ ที่ผมต้องอ้างสิ่งเหล่านี้ เนื่องจากว่ารัฐบาลนี้เคยท้วงติง เคยคัดค้านกฎหมายสมัยที่รัฐบาลก่อนหน้านี้ประกาศใช้ครับ และพยายามที่จะอธิบายว่ากฎหมาย โดยเฉพาะ พ.ร.ก. ฉุกเฉินนั้นมันเป็นกฎหมาย ที่ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม และดูเสมือนในตอนนั้นได้มีความตั้งใจว่าถ้ามีโอกาสบริหาร ประเทศแล้ว รัฐบาลภายใต้การนําของพรรคประชาธิปัตย์จะยกเลิกการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน และกฎหมายพิเศษที่ผมได้กล่าวมาแล้ว ประการที่ ๒ ก็คือ ทางคณะกรรมการนิติศาสตร์สากล หรืออินเตอร์เนชั่นแนล คอมมิชชั่น ออฟ จูริสซ์ (International Commission of Jurists) ได้ท้วงติง ได้ต่อว่าว่ากฎหมายนี้มันไม่ได้รองรับสิทธิของผู้ถูกควบคุมตามสิทธิขั้นพื้นฐาน ที่ควรได้รับ ประกอบกับประเทศไทยได้เข้าผูกพันเป็นภาคีอนุสัญญาด้านสิทธิมนุษยชน ๒ ฉบับ ประการที่ ๑ ปฏิญญาสากลว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชน ยูนิเวอร์แซล เดคคราเรชั่น ออฟ ฮิวแมน ไรท์ (The Universal Declartion of Human Right) หรือยูดีเอชอาร์ (UDHR) แล้วประการที่ ๒ ก็คือกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางพลเมืองและสิทธิ ทางการเมือง ก็คือ อินเตอร์เนชั่นแนล โควิเนนท์ ออฟ ซีวิล แอนด์ โพลิติคอล ไรท์ (International Covenant of Civil and Political Rights) หรือไอซีซีพีอาร์ (ICCPR) การที่ประเทศไทยเข้าไปผูกพันเป็นภาคีของอนุสัญญาด้านสิทธิมนุษยชน ๒ ฉบับนี้ ทําให้เกิด พันธกรณีที่ต้องดําเนินการ ทีนี้ในรายละเอียดของไอซีซีพีอาร์นั้น สิ่งที่ผมสนใจก็คือ ข้อที่ ๔ (๒) ครับ เข้าพูดอย่างนี้ครับ แม้ว่ารัฐบาลใดประเทศใดอยู่ภาวะฉุกเฉินการเลี่ยงพันธะกรณีตามข้อ ๖ ๗ ๘ ๑๑ ๑๔ ๑๕ ๑๖ ๑๘ ไม่อาจทําได้ภายใต้บทบัญญัติของข้อนี้ครับ ซึ่งก็คือสิทธิ ในชีวิตของประชาชนในประเทศนั้น ๒. สิทธิที่จะไม่ถูกระทําทรมานหรือได้รับการปฏิบัติ หรือการลงโทษที่โหดเหี้ยม ไร้มนุษยธรรม หรือต่ําช้า ๓. สิทธิในการที่ต้องได้รับการลงโทษ เพียงที่มีกฎหมายรองรับ ถัดไปก็คือสิทธิเสรีภาพทางความคิด และที่สําคัญยิ่งก็คือสิทธิ ในเสรีภาพและความปลอดภัยของร่างกายที่จะไม่สามารถถูกจับกุมหรือควบคุมตัว ตามอําเภอใจ สิทธิที่จะได้รับการแจ้งเหตุผลของการจับกุมโดยฉับพลัน บุคคลที่ถูกจับกุม ต้องรีบให้ได้รับทราบข้อหาสาเหตุที่ต้องจับกุมโดยเร็ว และจะต้องนําคดีนี้เข้าสู่การพิจารณา โดยศาลไม่ชักช้า สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาโดยศาลอย่างเปิดเผย สิทธิที่จะได้รับสันนิษฐาน ว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะได้รับการพิสูจน์ทางกฎหมายว่าเป็นผู้กระทําความผิด สิทธิที่จะ ได้รับพบทนาย สิทธิที่จะได้รับพบกับบุคคลที่ไว้วางใจ และสิทธิที่จะได้รับทราบข้อกล่าวหา สิทธิเหล่านี้ปรากฏว่าในกฎหมายทั้งกฎอัยการศึก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน และกฎหมายความมั่นคง ภายในประเทศนั้นที่รัฐบาลนี้ได้ใช้ในการดําเนินการสําหรับบางพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะใน ๔-๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นไม่ได้ปฏิบัติตามกฎไอซีซีพีอาร์ ที่ผมได้กล่าว มาแล้ว สิ่งนี้แสดงว่าประเทศไทยไม่ได้ให้ความร่วมมือกับนานาชาติในการดําเนินการตาม สนธิสัญญาว่าด้วยมนุษยชนที่ได้ให้เป็นภาคีร่วมกับนานาชาติ ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กฎหมาย พ.ร.ก. ฉุกเฉินได้ทําลายสิทธิต่าง ๆ ที่ผมได้กล่าวมาแล้ว กฎหมาย กฎอัยการศึกได้ ทําลายสิทธิต่าง ๆ ที่ผมได้กล่าวมาแล้วนะครับ ที่สําคัญยิ่งก็คือรัฐภาคีใดแห่งกติกานี้ที่เลี่ยง ในสิ่งดังกล่าวแล้ว ต้องแจ้งให้รัฐภาคีอื่นแห่งกติกานี้โดยทันที เพื่อให้ทราบถึงบทบัญญัติ ซึ่งตนได้เลี่ยง และเหตุผลของการเลี่ยงดังกล่าว โดยให้เลขาธิการสหประชาชาติเป็นสื่อกลางครับ ให้มีการแจ้งผ่านสื่อเดิมในวันที่รัฐนั้นยุติการเลี่ยงกฎดังกล่าว รัฐบาลนี้ไม่ได้ให้ความร่วมมือ กับข้อ ๔ (๓) ที่ผมได้กล่าวมาแล้วตามระเบียบของไอซีซีพีอาร์นะครับ เพราะฉะนั้นตลอด ระยะเวลาที่รัฐบาลนี้ได้ดําเนินการใน ๑ ปีแรกของการบริหารประเทศตามกฎ ตามรายงาน แสดงผลการดําเนินการของคณะมนตรีตามแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐนั้น ปรากฏว่ารัฐบาล นี้ไม่ได้ดําเนินการใด ๆ ตามที่ผมได้กล่าวมาแล้วครับ ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผู้ที่ถูกควบคุมตัวโดย พ.ร.ก. ฉุกเฉินนั้นเจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถที่จะควบคุมตัว ๓ วันแรก โดยไม่อนุญาตให้พบกับทนาย โดยไม่อนุญาตให้พบกับญาติ แต่จะให้พบหลังจากที่ครบ ๓ วันแล้ว ซึ่งตามไอซีซีพีอาร์นั้นเขาไม่อนุญาตครับ รัฐบาลนี้โดยพรรคประชาธิปัตย์เคย หาเสียง เคยติติงและเคยให้เหตุผลเหมือนกับที่ผมได้กล่าวในวันนี้ละครับ แต่เหตุไฉน ๑ ปี แรกที่ท่านเข้ามาบริหารประเทศนี้ท่านไม่ยกเลิกกฎหมายที่ว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่มันละเมิด ไปแล้วครับ ท่านจะไปอ้างความจําเป็นก็ไม่ได้ครับ เพราะตามกฎไอซีซีพีอาร์ ข้อ ๔ (๒) บอกว่าแม้ในภาวะฉุกเฉินท่านไม่มีสิทธิที่จะเลี่ยงไม่ดําเนินการสิทธิ ๙ ข้อที่ผมได้กล่าวมาแล้ว ภายใต้กฎหมายนี้ ปรากฏว่าประชาชนถูกควบคุมตัวตามอําเภอใจ ซึ่งก็ผิดอีกละครับ ซึ่งผิดกติกาของ ไอซีซีพีอาร์ ข้อ ๙ เหตุผลที่ต้องควบคุมตัวตามอําเภอใจนั้น โดยในแนวทางปฏิบัติตาม พรก. ฉุกเฉินนั้น ปรากฏว่าไม่มีการจัดทําสารบบหมายจับตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทําให้ญาติ ทนายและผู้ที่ควบคุมตัวนั้นไม่สามารถจะตรวจสอบว่าหมาย ฉฉ. นั้นเป็นอย่างไร แล้วในที่สุด เจ้าหน้าที่ของรัฐก็มีการจับกุมซ้ําแล้วซ้ําเล่า จนบางครั้งถูกจับกุมถึง ๑๐ ครั้งครับ เหตุเนื่องมาจากไม่มีสารบบของหมายจับตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ซึ่งอันนี้แสดงว่า ผิดตามกฎระเบียบของไอซีซีพีอาร์ที่ว่าด้วยประชาชนต้องไม่ถูกควบคุมตามอําเภอใจ โดยเจ้าหน้าที่รัฐครับ อันนี้คือเหตุผลทั้งหมดที่ผมอยากจะกล่าวให้ท่านประธานว่ารัฐบาลนี้ ควรนะครับ อันนี้คือข้อแนะนํา ท่านไม่มีสิทธิที่จะไปคิดบอกว่าพื้นที่ใน ๓ จังหวัดนั้นมันยัง คงอยู่ในภาวะฉุกเฉิน อยู่ภาวะที่จําเป็น จึงต้องประกาศกฎหมายฉบับนี้ เพราะกฎหมาย ฉบับนี้มันเป็นกฎหมายที่ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม และการขอร้องของอนุสัญญาต่าง ๆ นั้น ได้ชัดเจนในรายละเอียดว่า แม้อยู่ในภาวะฉุกเฉินท่านก็ไม่สามารถที่จะเลี่ยงไม่ใช้กติกาที่เรา ให้ไว้กับนานาประเทศครับ อันนี้คือประเด็นที่ ๑ ที่ผมอยากจะพูดถึง
ประเด็นที่ ๒ ก็คือเกี่ยวกับแรงงานต่างประเทศ รัฐบาลนี้ได้บอกว่าจะให้ แรงงานไทยไปทํางานต่างประเทศอย่างมีศักดิ์ศรีและมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยการสนับสนุน ด้านสินเชื่อการไปทํางานในต่างประเทศ ตลอดจนรัฐบาลนี้บอกว่าจะติดตามดูแลมิให้ ถูกละเมิดเอาเปรียบระหว่างในการทํางานในต่างประเทศ ประเด็นนี้นะครับ ขอเรียนว่า สําหรับแรงงานไทยที่อยู่ในประเทศมาเลเซียที่มีอยู่จํานวนประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ว่าคนนั้น ยังไม่ถูกดําเนินการเหมือนกับรัฐบาลได้แถลงในวันแรก และไม่เป็นไปตามรายงานที่รัฐบาล ได้รายงานผลการดําเนินงานในปีแรกที่เราพูดถึงในวันนี้นะครับ แรงงานไทยในประเทศมาเลเซีย ยังไม่ได้รับสินเชื่อจากรัฐบาลครับ ผมเองเคยเสนอหลายครั้ง รัฐบาลไม่ตอบรับ แรงงาน ในประเทศมาเลเซีย ๙๐ เปอร์เซ็นต์เป็นแรงงานเถื่อน ทํางานตามสวนยาง อยู่ตาม ร้านอาหาร ไม่มีสวัสดิการที่ถูกต้อง ถูกเอารัดเอาเปรียบ และไม่มีสิทธิในการรักษาพยาบาล ที่สําคัญยิ่งก็คือลูกหลานที่ตามไปกับพ่อแม่นั้น ปรากฏว่า กศน. การศึกษานอกโรงเรียนไม่ได้ ไปเปิดให้บริการกับลูกหลานคนเหล่านี้ ในขณะที่ประเทศสิงคโปร์เราเปิด ประเทศออสเตเรีย เราเปิด ประเทศอียิปต์เราเปิด ประเทศสหรัฐอเมริกาเราก็เปิดนะครับ อันนั้นก็คือสิ่งที่ อยากจะฝากไว้
ประเด็นสุดท้ายนะครับ เนื่องจากท่านประธานตัดเวลาผมไป ๕ นาที ก็คือ เกี่ยวกับโรงพยาบาลตําบล ผมเห็นด้วยกับหมอประสิทธิ์ ผมเห็นด้วยกับหมอชลน่านที่บอกว่า โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบลนั้น จริง ๆ มันไม่ใช่โรงพยาบาลหรอกครับ ที่มาที่ไป ของโรงพยาบาลตําบลนั้นมันเกิดขึ้นสมัย พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ในตอนนั้นเราอภิปรายในสภาบอกว่าประเทศนี้มีทั้งหมด ๘,๐๐๐ ตําบล เพราะฉะนั้นรัฐบาล ควรที่จะผลิตแพทย์ ๘,๐๐๐ คน เพื่อไปประจําสถานีอนามัย ประเทศนี้มีหมู่บ้านทั้งหมด ๘๐,๐๐๐ หมู่บ้าน เพราะฉะนั้นรัฐบาลต้องผลิตพยาบาลที่มาจากท้องถิ่นนั้น ๘๐,๐๐๐ คน เพื่อไปประจําแต่ละหมู่บ้าน นายกรัฐมนตรีท่าน พลเอก สุรยุทธ์ จึงเริ่มนําร่องใน ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ครับ ซึ่งเรากําลังดําเนินการในขณะนี้ โดยการเตรียมการสร้างโรงพยาบาล ตําบล เริ่มต้นจากการที่ให้ผลิตพยาบาล ๓,๐๐๐ คน เพราะใน ๓ จังหวัดมีพยาบาล ๓,๐๐๐ คน และกําลังจะกลับไปในเดือนมีนาคมนี้ เพราะฉะนั้นแนวนโยบายโรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตําบลนั้นเป็นการไปทําในขณะที่ยังไม่พร้อม จริง ๆ รัฐบาลนี้ควรส่งเสริม ให้มีการส่งแพทย์แต่ละ ๑ ตําบลไปเรียน และส่งพยาบาลแต่ละหมู่บ้านไปเรียน เมื่อจบออกมาแล้วจึงจะเริ่มดําเนินการโรงพยาบาลตําบล ไม่ใช่โรงพยาบาลตําบลเฉพาะชื่อ ที่ในนั้นไม่มีพยาบาลและไม่มีแพทย์ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นรวมทั้งในเรื่องสุดท้ายก็คือเกี่ยวกับเรียนฟรี ๑๕ ปีครับ ผมยืนยันอีกครั้งหนึ่ง ครับว่าพี่น้องใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่พอใจกับโครงการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ๑๕ ปี ฟรีครับ เพราะการศึกษาขั้นพื้นฐานที่รัฐบาลนี้ได้กําหนดนั้นมันไม่ครอบคลุมการศึกษา ขั้นพื้นฐานในบริบทของคน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะฉะนั้นจึงขอติติงและเสนอให้ รัฐบาลแก้ไขในประเด็นต่าง ๆ ที่ผมได้กล่าวมาแล้วครับ ขอบคุณมากครับ
ต่อไป เชิญผู้อภิปรายท่านสุดท้าย ท่านวิทยา บุรณศิริ ๑๔ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม วิทยา บุรณศิริ สมาชิกพรรคเพื่อไทย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก่อนอื่น ก็ต้องขอประทานโทษทางเจ้าหน้าที่นะครับ เนื่องจากว่าผมเองก็ร่นเวลาให้สมาชิกได้แสดง ความคิดเห็นจนครบนะครับ ก็หวังว่าผมคงต้องอภิปรายให้แม่ค้าและผู้ขับแท็กซี่และคนที่ ยังเป็นแฟนพันธุ์แท้ของเพื่อไทย
ท่านประธานครับ ผมได้ติดตามตั้งแต่นโยบายที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้แถลงไว้ตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี ๒๕๕๑ เรื่องการเสริมสร้างสมานฉันท์และความสามัคคี คนในชาติให้เกิดโดยเร็ว โดยใช้แนวทางสันติรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย และหลีกเลี่ยง การใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในชาติในทุกกรณี ผมอ่านมา ๓ ครั้งแล้ว ท่านประธาน จนกระทั่งรายงานผลการดําเนินการของคณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐได้เข้ามาให้พวกเราได้พิจารณา ท่านประธานครับ เราไม่พบเลยครับว่า นายกรัฐมนตรีได้ปฏิบัติตามนโยบายที่ได้แถลง ซึ่งหลายท่านก็ได้อภิปรายนะครับตั้งแต่เช้า แต่บังเอิญผมก็ต้องทํา ๒ หน้าที่ แต่สิ่งที่ผมต้องบอกและย้ําเตือนกับนายกรัฐมนตรี อีกครั้งหนึ่ง ผมพูดเสมอนะครับแม้ผมไม่ได้เลือกท่านเป็น แต่ผมก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าท่าน เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย สิ่งที่ท่านได้เปรียบต่อเนื่องจากรัฐบาลที่ผ่านมา โดยเฉพาะอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ได้ใช้นโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์และคณะเองนั้น ผมยืนยันนะครับว่านโยบายที่ท่านได้ใช้อยู่นั้น มากกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์เป็นอดีตของพรรคการเมืองที่ชื่อว่าพรรคไทยรักไทย สิ่งนี้ครับ ซึ่งข้อเท็จจริงแล้วดูแล้วท่านน่าจะได้เปรียบ เพราะพี่น้องประชาชนเขาเข้าถึงนโยบายที่ผม ได้กล่าวนะครับว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นนโยบาย ๗๐ เปอร์เซ็นต์ มากกว่าที่ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นํามาใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค เอสเอ็มแอล เอสเอ็มอี โอทอป (OTOP) กองทุนหมู่บ้าน และหลาย ๆ สิ่งที่ได้นํามาปฏิบัติ แต่ท่านประธานเห็นแล้วใช่ไหมครับ ท่านสมาชิกหลายท่านได้อภิปราย ว่าสิ่งเหล่านั้นมันไม่ได้ทําให้การดําเนินการของรัฐบาลนั้นประสบความสําเร็จ เราก็หวัง และคาดหวังว่าสิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่เป็นการนําพาไปสู่ความกินดีอยู่ดีของพี่น้องประชาชน ผมก็ได้ ติดตามนะครับ ดูในรายละเอียดในการบริหารราชการแผ่นดินของท่านในรายงานในครั้งนี้ ประจําปี พุทธศักราช ๒๕๕๒ ซึ่งหลายท่านก็วิพากษ์วิจารณ์ว่าถูกต้องหรือไม่ และสภา จะพิจารณาในสิ่งที่น่าจะเป็น ๒ ปีแล้ว แต่ก็ไม่เป็นไรนะครับ เมื่อจะต้องพิจารณาและจะต้อง ดูให้ละเอียด
ในสิ่งที่ผมได้กล่าวนั้นผมได้ติดตามมา โดยเฉพาะในเรื่องของมาตรา ๘๔ ส่วนอื่น ๆ นั้นสมาชิกได้พูดไปหมดแล้วนะครับ ในมาตรา ๘๔ นี้รัฐต้องดําเนินการ ตามแนวนโยบายด้านเศรษฐกิจ ซึ่งจริง ๆ แล้วผมไม่น่าที่จะต้องมานั่งอภิปราย แต่สิ่งที่ผม ได้พบและได้ติดตามงานของรัฐบาลในเรื่องของการส่งเสริมการลงทุนนะครับ ในรายงานนั้น เขียนไว้ว่าในปี ๒๕๕๒ นั้นรัฐได้ส่งเสริมการลงทุนนั้นมากกว่า ก็คือมีผู้มาลงทุนนั้นมากกว่า ๗๒๓.๓๗๖ พันล้านบาท เพิ่มขึ้น ๘๐ เปอร์เซ็นต์ จากเดิม ที่ตั้งไว้ ๔๐๐ พันล้านบาท ในรายงานเขียนไว้อย่างนั้นครับท่านประธาน แต่เราก็พบอีกครับ ว่าเราได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องมากมาย โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ด้านการลงทุน บี.โอ.ไอ. (B.O.I.) นั้นอนุญาตส่งเสริมให้มีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง แต่ท่านประธานเชื่อหรือไม่ ว่าสิ่งที่ผมได้พบในจังหวัดของรัฐมนตรีผู้บริหารราชการแผ่นดินในกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นที่น่าวิตกมากครับ มันมีข้อมูลที่ออกมาว่าจํานวนผู้ประกอบการไม่ต่ํากว่า ๗๐–๘๐ ผู้ประกอบการ ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ สิ่งที่ผมได้รับครับท่านประธาน แรงงานของคนต่างด้าวซึ่งเป็นประโยชน์ในการชักชวนให้ไปลงทุนบริเวณจังหวัดชายแดน การย้ายฐานการผลิตตอนนั้นการสร้างแรงจูงให้มีผู้ไปลงทุนไม่ว่าจะเป็น ๓๐ กว่ากิจการ ที่นักลงทุนจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมด้านเสื้อผ้ายันอุตสาหกรรมด้านเกษตร ท่านนายกรัฐมนตรีนั่งอยู่ตรงนี้ท่านเชื่อหรือไม่ครับ ๒ กระทรวงที่กําลังจะทําให้เกิดปัญหา วุ่นวายไปทั้งจังหวัดและหลายจังหวัดชายแดนที่มีพรมแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน ไม่น่าเชื่อครับ ท่านประธานครับ แรงงานที่เขาได้ฝึกปรือมา แรงงานที่เขาได้ใช้โรงงาน อุตสาหกรรม มันทะลักไหลออกตามแนวนโยบายของรัฐบาลท่านนะครับ ผู้ประกอบการ ที่เขาไปลงทุนที่นั่นปัจจุบันจากคนงานที่เคยมีอยู่ ๑,๖๐๐ คน ปัจจุบันเหลือ ๖๐๐ คนครับ เราชักชวนให้เขาไปลงทุน ไม่ว่าจะเป็นต่างชาติหรือผู้ประกอบการที่อยู่ในกรุงเทพมหานคร ไปเถอะ ไปทําเถอะนะครับ เพื่ออะไร ๑. ผมเข้าใจว่าเป็นวัตถุประสงค์สมัยก่อนก็คือ ไม่ต้องการให้คนต่างด้าวนั้นทะลักเข้ามาในกรุงเทพมหานคร แต่สิ่งที่เราได้รับปัจจุบันนั้น นโยบายเรื่องแรงงานของคนต่างด้าว เกิดอะไรขึ้นครับท่านประธาน มีตัวเลขที่ด่านชายแดน ที่ทหารเขาจดไว้ จากเดิม ๒๐,๐๐๐ คน เดี๋ยวนี้ลดเหลือ ๑๐,๐๐๐ คนครับ ประเทศ เพื่อนบ้านเขาก็ขยายตัวในเรื่องของเศรษฐกิจ ประเทศจีนมาลงทุนในแนวตะเข็บของประเทศ เพื่อนบ้าน โรงงานอุตสาหกรรมที่เราชักชวนเขาไปลงทุนโดยหวังว่าคนในพื้นที่ได้มีโอกาส สร้างรายได้ แต่สิ่งที่เราได้พบกลับไม่ใช่อย่างนั้นครับ แรงงานขาดแคลนครับ ทะลักเข้า กรุงเทพมหานครโดยอนุญาต เดี๋ยวนี้ทํากันวันเสาร์ วันอาทิตย์ เซ็นอนุญาตปลอมกัน เต็มไปหมดครับ และนี่คือสิ่งหนึ่งที่เราพบ ผมก็จะไม่พูด จะเก็บไว้อภิปรายไม่ไว้วางใจนะครับ แต่ก็เกรงว่าหลักฐานคงจะไม่ถึง แต่สิ่งที่ต้องพูดเพราะผู้ประกอบการร้องไห้ครับ เจ๊งครับ นี่หรือนโยบายที่ส่งเสริมการลงทุน นี่หรือส่งเสริมให้เกิดเอสเอ็มอี นี่หรือคือสร้างแรงจูงใจ เพื่อให้เขาไปทําให้เกิดประโยชน์กับในเรื่องของคนต่างด้าวไม่ทะลักเข้ามาในเมืองหลวง สิ่งเหล่านี้ละครับต้องบอกนะครับว่าด้านเศรษฐกิจถ้าผมมองอย่างนี้ ไม่รวมถึงมาบตาพุดครับ ปวดหัวครับ มันสะท้อนให้เห็นนะครับว่าถึงแนวนโยบายในมาตรา ๘๔ ว่ารัฐไม่ได้ดําเนินการ ตามแนวนโยบายด้านเศรษฐกิจ ไม่ได้ให้ความสนใจครับ แล้วเขาจะอยู่ได้อย่างไรครับ เจ๊งครับ จาก ๑,๐๐๐ กว่าคนนะครับ จากทักษะที่คนงานเคยมีเหลือ ๖๐๐ คนครับ และฝั่งโน้นเดี๋ยวนี้เขาก็ไม่ได้ข้ามมา ผมต้องอภิปรายนะครับว่าขอให้คิดเสียใหม่นะครับ ค่าหัวที่ได้กัน ๑๐,๐๐๐ กว่าบาท ผมไม่ลงตัวเลข มันมีขบวนการจากบริษัทเข้าไปกระทํามิดีมิชอบ ผมก็บอกเขาว่าเดี๋ยวรวบรวมเอกสารมา แต่ว่าวันนี้ถือโอกาสบอกให้ชัดว่านโยบายด้านนี้รัฐไม่ได้เข้าไปดูให้ทั่วถึง สิ่งต่อไปนะครับ ที่ผมเรียนตามตรงว่าผมต้องพูดเพราะว่านายกรัฐมนตรีอยู่ตรงนี้ แล้วครั้งที่แล้วท่านก็ ไม่ได้ตอบ เรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะตามมาตรา ๗๘ ทําไมผมต้องพูดเรื่องนี้ เพราะว่านายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธาน โดยเฉพาะประธานด้านการกระจายอํานาจ มาตรา ๗๘ นั้นเป็นมาตราที่รัฐจะต้องส่งเสริมเรื่องการกระจายอํานาจใน (๓) ท้องถิ่น มีมวลรวมหรือตัวเลขรวมในการใช้จ่ายเม็ดเงินร่วม ๑ ใน ๓ ของรายได้ประเทศ คือประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผมได้ดูและได้ติดตามและได้อภิปรายในสภาแห่งนี้ แต่ดูเสมือนว่า ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้ให้ความสนใจ ระหว่างที่ท่านมาบริหารราชการและได้มีรายงาน ในปี ๒๕๕๒ ผมไม่พบครับว่าท่านจะใช้เฟืองสําคัญ คือเฟืองจากของท้องถิ่นนั้นเป็นกลไก ในการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อให้เกิดรายได้ สิ่งที่เราพบนะครับเรากับสับสนว่า การถ่ายโอนภารกิจ เช่น อุดหนุนทั่วไปกับอุดหนุนเฉพาะกิจ มันยังไม่รู้ว่าถูกต้องหรือไม่ อย่างไร ทําไมผมต้องพูดอย่างนั้นครับ เพราะว่านโยบายในเชิงสังคมที่รัฐบาลใส่เข้าไปมันเป็น อุดหนุนทั่วไปบ้าง เฉพาะกิจบ้าง คําว่า ทั่วไป นี้ ผมก็อยากจะบอกท่านนายกรัฐมนตรี นะครับว่าผ่านมานั้นเขาสามารถนําเงินที่เหลือไปใช้จ่ายในส่วนที่เขาจําเป็น ถ้าเราจะต้องการ ให้ท้องถิ่นนั้นมีรายได้หรือพัฒนาสู่ศักยภาพเรื่องโครงสร้างพื้นฐานสาธารณูปโภคเราก็ อุดหนุนทั่วไป แต่ปัจจุบันเรายัดเยียดในเชิงสังคมให้เขาจนกระทั่งเขาไม่มีค่าพัฒนา นายกรัฐมนตรีคิดอย่างไรครับ อันนี้เป็นสิ่งสําคัญที่ผมบอกมันเป็น ๑ ใน ๓ ของรายได้ ที่จะต้องขับเคลื่อน คือเป็นเม็ดเงิน ๑ ใน ๓ ของงบประมาณรายจ่ายของประเทศ ประมาณ นะครับ ผมใช้คําว่า ประมาณ สิ่งเหล่านี้นะครับผมไม่พบเลยครับว่านายกรัฐมนตรีได้ใช้ ในฐานะที่นั่งเป็นประธานคณะกรรมการกระจายอํานาจ ไม่พบเลยครับว่าสอนให้ท้องถิ่น มีรายได้ในการจัดเก็บอะไรเพิ่ม แทนที่จะช่วยกันกับพบว่าเดี๋ยวนี้ท้องถิ่นขาดงบประมาณ ส่วนกลางแย่งกันทําหมด เอางบประมาณในเชิงสังคมเข้าไปยัดไว้ จนกระทั่งทุกวันนี้ เขาไม่มีปัญญานะครับรายได้ก็ถดถอย จะเอาอย่างไรกับท้องถิ่นที่พื้นที่ทับซ้อน จะเอาอย่างไรกับท้องถิ่นที่โตมโหฬาร หรือจะเอาอย่างไรกับท้องถิ่นที่เล็กจนกระทั่ง มี อบต. หนึ่งมี ๔ คนก็ยังไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไร พ่อแม่ลูก สามีภรรยามันยังมีขนาดนี้อยู่ แล้วท่านจะเอาอย่างไร จะยุบรวมหรือไม่ ไม่พบครับ แต่เราพบว่าเขาใช้จ่ายเม็ดเงิน งบประมาณทุกวัน เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ละครับต้องพูดให้ชัดนะครับว่าหลาย ๆ ส่วนนั้น ท่านสมาชิกได้อภิปรายไว้ ผมก็ค่อนข้างจะดูแล้วว่ามันค่อนข้างจะครอบคลุม แต่สิ่งที่ผม อดไม่ได้ก็คือนายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธาน แล้วเดี๋ยวตอนที่งบประมาณวาระที่สองเข้ามา งบเพิ่มเติมจะมีเรื่องเล่าให้ฟังอีกเยอะครับ แล้วเป็นประเด็นปัญหาข้อกฎหมายที่ผมก็ไม่รู้ จะทําอย่างไรก็หาทางออกให้ แต่มันคงจะหาทางออกให้ท่านอย่างนี้ตลอดไปไม่ได้ในฐานะ ท่านนายกรัฐมนตรีจะต้องแก้ปัญหาเรื่องนี้บ้าง เราหวังครับ เวลาที่ท่านมีเหลือจะอยู่นาน แค่ไหนเราก็ให้กําลังใจ แต่สิ่งเหล่านี้ถ้าท่านไม่ทําผมให้กําลังใจท่านไม่ได้ ท่านเป็น นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย รับที่จะแก้ไขในสิ่งเหล่านี้ได้ จะเหลือเวลาอีกนิดถ้าได้ทํา มันไม่เสียหาย เพราะมันเป็นประโยชน์ในฐานะที่ท่านเป็นผู้บริหาร ก็คงฝากไว้นะครับ ผมพูดอยู่ผมรู้อยู่ว่าได้เวลาแค่นี้ แต่เป็นเวลาที่ผมคาดว่ามันคงมีค่าสําหรับนายกรัฐมนตรีที่จะ เอาไปคิดเป็นการบ้าน ขอบคุณครับท่านประธาน
เชิญ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงสรุปครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เวลาก็ล่วงเลยมาพอสมควรนะครับ แล้วก็ว่าตาม ความเป็นจริงแล้วการอภิปรายวันนี้ก็ค่อนข้างที่จะกว้างขวาง หลายครั้งก็เกินเลยขอบเขต ของการแสดงหรือการรายงานผลการดําเนินการเมื่อปี ๒๕๕๒ เนื่องจากเราก็ได้เสนอรายงาน ฉบับนี้มาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปีที่แล้วนะครับ ผมก็คงจะใช้เวลาเพียงสั้น ๆ เท่านั้นครับ ว่าถ้าจะพูดถึงปี ๒๕๕๒ ก็อยากจะสรุปว่าเป็นปีที่รัฐบาลได้ทุ่มเททํางานบนความท้าทาย และความยากลําบากของภาวะวิกฤติเศรษฐกิจของโลก ซึ่งก็ได้มีการดําเนินการเพื่อแก้ไข ปัญหาเฉพาะหน้าในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แล้วก็ริเริ่มนโยบายใหม่ ๆ ซึ่งเป็นนโยบาย ที่จะสร้างหลักประกันความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่พี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่อง ของการลดค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชนผ่านโครงการการเรียนฟรี ผ่านโครงการของ การช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในเรื่องอื่น ๆ รวมไปจนถึงการเพิ่มรายได้ในโครงการของ ผู้สูงอายุก็ดีหรือการประกันรายได้เกษตรกรก็ดี ซึ่งในที่สุดก็นํามาสู่การที่ทําให้ประเทศไทย เป็นประเทศหนึ่งซึ่งสามารถที่จะฟื้นตัวในภาพรวมทางด้านเศรษฐกิจได้รวดเร็ว แล้วก็ สามารถที่จะทําให้เราต่อยอดนโยบายหลายด้านที่เป็นการสร้างความมั่นคงให้แก่ชีวิตของ พี่น้องประชาชน แน่นอนครับการทํางานทุกเรื่องเป็นไปไม่ได้ที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะสมบูรณ์ และข้อสังเกตของเพื่อนสมาชิก การที่จะปรับปรุงการดําเนินการนโยบายต่าง ๆ ก็เป็นเรื่องที่ รัฐบาลพร้อมที่จะมีการดําเนินการปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา บังเอิญว่าในวันนี้การอภิปราย หลายครั้งก็ข้ามมาถึงสถานการณ์ในปัจจุบันค่อนข้างมาก ผมก็คงไม่รบกวนเวลาเพื่อนสมาชิก มากจนเกินไปนะครับ เพียงแต่อยากจะกราบเรียนว่าปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ปัญหาที่เกิดขึ้นกับสังคม เศรษฐกิจ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา สิ่งที่ผมยืนยันได้ก็คือว่า รัฐบาลก็จะเดินหน้าทุ่มเทในการทํางาน แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าโดยไม่ลืมเรื่องของ การกําหนดทิศทางสําหรับประเทศในอนาคต เพราะฉะนั้นปัญหาทุกปัญหา จะเป็นปัญหา ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัญหายาเสพติด ที่สําคัญที่สุดตอนนี้ คือปัญหาของแพง เป็นปัญหาที่รัฐบาลตระหนักดี เวลาที่เราพูดว่าเราทํางานบางเรื่องสําเร็จ ไม่ได้หมายความว่าเราพึงพอใจกับสภาพต่าง ๆ ที่เป็นอยู่ แล้วเรารู้ว่าเวลาที่เหลือของรัฐบาล แม้จะไม่นานนักก็จะต้องทํางานหนักในการทุ่มเทแก้ไขปัญหาไป แต่ก็ยังยืนยันว่า ทิศทางต่าง ๆ ที่ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ เราเชื่อมั่นว่า เป็นทิศทางที่จะนําบ้านเมืองไปในทิศทางที่ถูกต้อง และสามารถที่จะสร้างชีวิตความเป็นอยู่ ที่ดีสําหรับพี่น้องประชาชน เราจะเดินหน้าครับ ปัญหาทั้งหลายที่เพื่อนสมาชิกสะท้อนมา ในวันนี้เราจะต้องเดินหน้าในการแก้ไขปัญหาต่อไปด้วยความเร่งด่วน พร้อม ๆ กันไปนั้นก็ขอ เรียนย้ําว่านโยบายและการดําเนินงานของรัฐบาลนั้นเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งปรากฏอยู่ในหมวดของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ผมก็ขอกราบเรียนยืนยันเพื่อให้ความ มั่นใจกับเพื่อนสมาชิกและพี่น้องประชาชนว่าเราเดินหน้าในการที่จะแก้ไขปัญหา เราเข้าใจ ถึงความทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชนที่ยังมีอยู่ แต่สิ่งที่ได้ดําเนินการมานั้นเป็นการ วางรากฐานเป็นก้าวแรกที่เป็นก้าวสําคัญ แล้วเราควรจะเดินหน้าต่อไป ขอขอบพระคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ ก็เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงานแสดงผลการดําเนินการของ คณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ รัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปีที่ ๑ วันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๑ ถึงวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๒ แล้วนะครับ ผมก็ต้อง กราบขอบพระคุณคณะรัฐมนตรี ตลอดจนท่านสมาชิก ข้าราชการ และพนักงานของรัฐสภา ทุกท่านที่ได้ทุ่มเททํางานกันอย่างเต็มที่ในวันนี้นะครับ ขอปิดการประชุมครับ
เลิกประชุมเวลา ๐๒.๑๕ นาฬิกา
ของวันศุกร์ที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๕๔