อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ วิพากษ์วิจารณ์การพูดของที่ประชุมว่าพูดเรื่องไม่ครบถ้วน และตัดตอนให้เกิดความเข้าใจที่ผิด นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการประกาศใช้กฎหมายความมั่นคง การประท้วงและการใช้งบประมาณในการดูแลความสงบเรียบร้อย การประกันตัวของประชาชนที่ถูกคุมขังหลังจากเหตุการณ์เดือนเมษายนและพฤษภาคม การปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และกรณีเกิดที่อังกฤษ แต่ถือสัญชาติไทย
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี สมาชิกที่เพิ่งอภิปรายไปได้ใช้เวลานานพอสมควร ผมก็คงจะไม่ใช้เวลานานเท่านั้นนะครับ แต่ว่าท่านพูดในช่วงหนึ่งว่าวัน ๆ หนึ่งท่านติดตาม ข่าวสารมาก ดูคลิปหลายคลิปอย่างละเอียด ผมก็เพียงแต่แปลกใจว่าแต่ละเรื่อง ที่ท่านอภิปรายมา เมื่อท่านดูข้อมูลละเอียด ทําไมท่านไม่พูดให้หมด ทําไมท่านไม่พูดให้ครบ แต่กลับเลือกตัดตอนในแต่ละเรื่องให้เกิดความเข้าใจที่ไขว้เขว
ประการแรก ท่านก็พูดถึงว่ารัฐบาลชุดนี้มีเงื่อนงําในการเสนอรายงานการ ดําเนินการตามนโยบายพื้นฐานที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ๒ ประเด็น ประเด็นหนึ่งพูดว่า รัฐธรรมนูญบอกให้เสนอต่อรัฐสภา แต่กลับมาเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็วุฒิสภา แทนที่จะประชุมร่วม อีกประเด็นหนึ่งก็บอกทํานองว่า เขาบอกให้เสนอทุกปี แต่นี่ปี ๒๕๕๔ แล้วทําไมจึงเพิ่งมาเสนอ ขอกราบเรียนท่านประธานว่าที่จริงแล้วการดําเนินการในการจัดทํา รายงานแสดงผลงานที่ต้องเสนอต่อสภามันเกิดขึ้นมาตั้งแต่ ๒๕๔๐ เป็นต้นมา โดยรัฐธรรมนูญครับ ข้อความที่ใช้มาก็ใช้ในลักษณะนี้ละครับว่าเมื่อดําเนินการไปแล้ว ๑ ปี ก็ให้มาเสนอต่อรัฐสภา แต่ว่าแนวปฏิบัติที่ผ่านมานั้นปรากฏว่าก็จะมีการดําเนินการเสนอต่อ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาโดยลําดับ ก็ไม่เห็นท่านจะต้องข้อสังเกตว่ารัฐบาลทุกชุด ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมามีความไม่ชอบพากล เป็นเงื่อนงําว่าทําไมถึงมาเสนอทีละสภา แล้วผมก็มองไม่เห็นจริง ๆ ครับว่าการเสนอต่อสภาแห่งนี้แล้วไปเสนอต่อวุฒิสภารัฐบาลจะมี ความได้เปรียบหรือได้ประโยชน์อะไร แทนที่จะเป็นการประชุมร่วม แต่มันเป็นแนวปฏิบัติ ที่ปฏิบัติกันมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ แล้วความจริงก็ต้องเป็นวินิจฉัยของทางฝ่ายสภาผู้แทนราษฎรเอง ซึ่งก็ถือหลักมาโดยตลอดว่าการประชุมร่วมจะมีขึ้นเฉพาะกรณีที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ ผมก็จึงไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าทําไมจึงได้พยายามตั้งข้อสังเกตเสมือนกับว่ามันมีเงื่อนงําอะไร รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีชวนก็ทําอย่างนี้ รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณก็ทําอย่างนี้ รัฐบาล พลเอก สุรยุทธ์ ซึ่งเป็นรัฐบาลที่มีรัฐธรรมนูญชั่วคราวก็มีสภาเดียว แล้วก็มาปฏิบัติ ในรัฐบาลชุดนี้ ไม่ได้มีอะไรมีเงื่อนงําเลยครับ ผมก็ไม่ทราบว่าประเด็นอย่างนี้หยิบขึ้นมา เพื่อให้เกิดความไขว้เขวทําไม ส่วนถามว่าเมื่อดําเนินการไปครบ ๑ ปีแล้วทําไมไม่เสนอ ทําไมเพิ่งมาเสนอปีนี้ ท่านอ่านข่าว ท่านไม่อ่านวาระการประชุมสภาบ้างหรือครับ เรื่องนี้รัฐบาลเสนอมาที่สภาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว เพราะฉะนั้นสภาจะพิจารณา เมื่อไรอย่างไรนี่ก็เป็นเรื่องของรัฐสภา รัฐบาลไม่ได้มีเจตนาบอกว่าไม่ให้พิจารณาในเรื่องนี้ ผ่านมาเดือนสุดท้ายของสมัยประชุมนี้ ปีที่แล้วกับสมัยประชุมนิติบัญญัติอีก ๑ สมัยประชุมเป็นการตัดสินใจของสภาครับ ไม่ได้มีเงื่อนงําอะไรเลย แต่ว่าพูดให้เกิด ความเข้าใจว่าพยายามจะทําให้เกิดปัญหา สร้างเงื่อนงําต่าง ๆ ขึ้นมาเช่นเดียวกัน
ประเด็นต่อมาท่านก็พูดเลยไปถึงว่าผมนี่ทําผิดกฎหมายแบบเดียวกันกับกรณี การประกาศใช้กฎหมายความมั่นคง ซึ่งระบุเอาไว้ว่าเมื่อประกาศเหตุหรือประกาศพื้นที่ ที่ปรากฏเหตุต่อความมั่นคงและมีการใช้กฎหมายฉบับนั้นแล้ว เมื่อมีการดําเนินการ ตามกฎหมายเสร็จก็ต้องมีการรายงานต่อสภา ท่านก็บอกว่าท่านเคยทวงถามผม ผมบอกว่า กําลังจัดทําอยู่ นี่เวลาผ่านมา ๒ ปีไม่ได้มีการดําเนินการ ก็ไม่จริงท่านครับ บังเอิญท่านเป็น ส.ส. แต่ไม่ค่อยอ่านวาระการประชุมกระมัง ไม่ค่อยมาประชุมกระมัง ไปอยู่ที่อื่นกระมังครับ รายงานเรื่องของพื้นที่ความมั่นคงส่งมาตั้งแต่ปีที่แล้วหลายครั้งอยู่ในวาระการประชุมสภา ไม่ได้มีอะไรเป็นเงื่อนงํา ไม่ได้มีอะไรน่าประหลาดใจ ไม่ได้มีการพยายามปกปิดอะไรใด ๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่ปัญหาว่ารัฐสภาจะพิจารณาเรื่องใดก่อน เรื่องใดหลัง ท่านก็ควรจะทราบว่า เป็นเรื่องซึ่งทางวิปของ ๒ ฝ่าย กับทางท่านประธานสภาท่านจะช่วยในการที่จะพิจารณาแล้ว ก็กําหนดเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นกราบเรียนนะครับ ผมก็ประหลาดใจว่าประเด็นแบบนี้ จะต้องสร้างความเข้าใจที่ผิด จะต้องทําให้เกิดภาพว่ามันมีเงื่อนงํา มันมีปัญหาให้เกิด ความไขว้เขว ให้เกิดความสับสนข้อเท็จจริง ในเมื่อท่านบอกว่าท่านตามอยู่ตลอดอยู่แล้ว มันชัดเจนอยู่แล้วว่าเรื่องนี้ และเรื่อง พ.ร.บ. ความมั่นคงได้มีการเสนอต่อสภามาโดยลําดับ ไม่อย่างนั้นท่านกรุณาไปอ่านระเบียบวาระที่เขาส่งให้ท่านทุกสัปดาห์ในฐานะ ส.ส. ท่านจะได้ทราบว่าการทําหน้าที่สภาผู้แทนราษฎรจะต้องติดตามในเรื่องใด อย่างไรบ้าง นั่นเป็นประเด็นแรกสั้น ๆ ที่อยากจะกราบเรียนนะครับ
ประการที่ ๒ สืบเนื่องมาเลยว่าในเรื่องของปัญหาที่เมื่อสักครู่มีการประท้วงกัน ผมก็ขอกราบเรียนอย่างนี้ครับ ปัญหาเรื่องการใช้งบประมาณที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ เกี่ยวกับการประกาศใช้กฎหมายเรื่องของการใช้กฎหมายความมั่นคงบ้าง เรื่องของ พ.ร.ก. บ้าง ก็กราบเรียนว่าเรื่องนี้ผมก็ตอบคําถามทุกครั้งว่าค่าใช้จ่ายนั้นก็จะเป็นเรื่องของการเบิก เบี้ยเลี้ยงสําหรับเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาดูแลสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นตํารวจ ไม่ว่าจะเป็นทหาร ตามหลักเกณฑ์ แล้วก็ท่านรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลฝ่ายความมั่นคงคงจะให้รายละเอียดได้ว่า มันเป็นเงินเท่าไร อย่างไร แต่ถ้าท่านถามผมนะครับ ผมก็อยากจะกราบเรียนว่าผมก็ไม่อยาก ใช้งบประมาณตรงนี้หรอกครับ แล้วผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ก็ไม่ต้องการที่จะต้อง มีงบประมาณตัวนี้ไว้ใช้ แต่ถามว่าทําไมเราต้องใช้ คําตอบก็คือว่า เพราะว่ารัฐบาลก็มีหน้าที่ ในการดูแลความสงบเรียบร้อย ผมไม่ได้ไปกล่าวหาคนที่มาชุมนุมส่วนใหญ่ครับ แต่ต้องยอมรับว่า มันมีคนที่อาศัยเงื่อนไขของการชุมนุมแล้วมาก่อเหตุ มาสร้างความวุ่นวายให้หลายครั้งครับ ผมไม่คิดหรอกครับว่าคนที่มาชุมนุมจะเป็นเสื้อแดงหรือที่มาชุมนุมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตยส่วนใหญ่เขามีเจตนาร้ายในการที่จะมาทําความวุ่นวาย แล้วท่านปฏิเสธได้ไหม ละครับว่าทุกครั้งที่มีการชุมนุมในลักษณะที่ยืดเยื้อ ในลักษณะที่มีการปิดกั้นการสัญจรไปมา แล้วโดยเฉพาะเมื่ออยู่กันนานเข้า ๆ ปัญหามันก็สะสม ท่านคงจําได้นะครับว่าเมษายน พฤษภาคมปีที่แล้วหรือมีนาคมก่อนหน้านั้น การอาศัยเงื่อนไขของการมีการชุมนุมอย่างนี้ ก็นําไปสู่ลักษณะของการก่อการร้ายหรือก่อวินาศกรรมหลายครั้ง แม้แต่การชุมนุมที่เกิด ขึ้นอยู่ในปัจจุบันเมื่อเร็ว ๆ นี้ประกาศพื้นที่ความมั่นคงก็มีการจับกุมคนซึ่งมีอาวุธ มีระเบิด มีปืน มีอะไรได้ ถามว่าเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าไหมละครับที่เขาต้องมาดูแล เขาก็ต้องมา เขามานี่ท่านบอกจะไม่ให้เบี้ยเลี้ยงเขาใช่ไหมครับ แล้วมันจะเป็นไปได้อย่างไร แต่ที่ท่าน ถอนคําพูดไปแล้วก็ดีแล้ว ก็คือว่าไม่มีหรอกที่เราบอกว่าจะเอาเงินงบประมาณ หรือภาษีอากร หรือจะจ้างเจ้าหน้าที่มาทําร้ายคนของเราด้วยกันเอง ประชาชนคนไทยทั้งนั้นครับ รัฐบาล ไม่เคยมีนโยบาย ศอฉ. ไม่เคยมีนโยบาย ฝ่ายความมั่นคงไม่เคยมีนโยบายท่านพูดง่ายไปครับ เวลาพูดบอกเสียชีวิต ๙๑ ศพ ในส่วนของพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ที่มีการสอบสวนกันอยู่ ก็ต้องว่ากันไป แต่ใน ๙๑ ศพมีทหารด้วยนะครับ แล้วตรงนั้นก็มีข้อสรุปเหมือนกันว่าคนที่ทํา ให้เจ้าหน้าที่เหล่านั้นเสียชีวิตไม่ใช่เจ้าหน้าที่ด้วยกันเอง แล้วท่านมาสรุปบอกเหมารวม ว่าพอเสียชีวิตปั๊บอ้างว่ารัฐบาลจ้างเจ้าหน้าที่มาฆ่าประชาชนมันเป็นธรรมแล้วหรือครับ ผมยืนยันว่าข้อเท็จจริงทั้งหมดก็กําลังมีการดําเนินการสอบ แล้วผมไม่เหมือนท่านหรอกครับ เวลาตั้งใครขึ้นมาเริ่มต้นทีเดียวเห็นทีเห็นท่าว่าไม่แน่ใจว่าเป็นพวกท่านหรือเปล่า ว่าเขาก่อน เลยเสีย ๆ หาย ๆ ท่านอาจารย์คณิตนี่แหละครับ วันที่ตั้งท่านขึ้นมาตัวท่านฝ่ายท่านโวยวาย กันว่าบุคคลท่านนี้มีข้อเสีย มีความลําเอียง มีความไม่เป็นกลาง หรือเวลาที่เราให้หน่วยงาน อย่างเช่น สอบสวนคดีพิเศษไปดําเนินการดีเอสไอก็ว่าต่าง ๆ นานา แต่เมื่อใดก็ตามที่คน เหล่านี้เขาไปทํางานอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งรัฐบาลเปิดโอกาสให้เขาทํา เขามีข้อเสนออะไร ที่มันตรงกับความคิดท่าน ท่านก็ยอมรับ แล้วก็มาเรียกร้องมากดดันว่าทําไมไม่ทําตาม อย่างนั้น ทําไมไม่ทําตามอย่างนี้ เมื่อใดเขาเสนออะไรที่เป็นปฏิปักษ์กับท่าน ท่านก็ด่า ว่าเขาไม่เป็นกลาง นี่คือมาตรฐานที่พวกเราที่เป็นนักการเมืองพึงจะปฏิบัติหรือครับ ผมไม่ทําครับ วันนี้กรรมการต่าง ๆ ที่ท่านบอกว่าตั้งขึ้นมาแล้วก็พูดให้เกิดความสับสน ไปในเรื่องราวต่าง ๆ ซึ่งเป็นประเด็นต่อไปที่ผมจะต้องชี้แจง ผมยืนยันว่ารัฐบาลนี้ให้ความเคารพ บุคคลทั้งหลายเสียสละเข้ามาทํางานซึ่งอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งครับ ทําดีก็เสมอตัว โอกาสก็น้อยครับ เพราะอย่างไรก็ตามชี้อะไรออกมา พูดอะไรออกมา ตัดสินใจอะไรออกมา ก็มีฝ่ายหนึ่งที่ไม่พอใจก็จะโจมตีท่าน แต่เราให้ท่านทํางานอย่างอิสระ สนับสนุนการทํางาน ของท่านเหล่านี้ และผมจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ผมจะมีความโปร่งใสชัดเจนว่าเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยเพราะอะไร เพราะผมถือว่าท่านเหล่านี้เสียสละ พวกเรานั้นอาสาเข้ามา แข่งขันกันทางการเมือง มีตําแหน่งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลนั้นเป็นเส้นทางตามอาชีพของเรา แต่หลายท่านเหล่านี้ท่านเข้ามาทํางานเพื่อต้องการช่วยเหลือ ตัวท่านเองแทบไม่ได้อะไร หรอกครับ พยายามไปเอาตัวเลขงบประมาณซึ่งความจริงมันไมได้เป็นค่าตอบแทนตัวท่านเลย น้อยมาก น้อยกว่าที่พวกเราได้รับทั้งนั้นแหละครับ แต่เป็นเงิน เงินที่เขาใช้ในกระบวนการ ในการประชุมสัมมนาแล้วเอาตัวเลข ๓ ปีมาบวกกันให้มันดูว่ามันมาก มันน่ากลัว ไม่ใช่หรอก ผมอยากจะกราบเรียนว่าเพราะฉะนั้นเรื่องของเหตุการณ์เดือนเมษายน เดือนพฤษภาคม ท่านจะมาอภิปรายกันอีกในการอภิปรายไม่ไว้วางใจก็เป็นสิทธิที่จะต้องว่ากันไป แต่ไม่ใช่หรอกครับที่มาสรุปว่ารัฐบาลไปมีนโยบายหรือไปจ้างใครให้ฆ่ากัน แต่น่าสงสัยว่า ใครจ้างชุดดํา แล้วใครละครับที่ไม่เคยยอมที่จะให้ความร่วมมือในการป้องกัน หรือติดตาม หรือไล่ล่าคนเหล่านี้ ซึ่งแสดงเจตนาชัดว่าต้องการเจตนาชัดว่าต้องการใช้ความรุนแรง ประหัตประหารคนไทยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้ชุมนุม หรือไม่ว่าจะเป็นทหารครับ ผมจึงอยากจะกราบเรียนว่าตรงนี้ก็อยากจะทําความเข้าใจ ทีนี้เมื่อเกิดเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ แล้วก็มาในเรื่องของการตั้งกรรมการ ท่านก็บอกว่าการตั้ง ไปปิดกั้นไม่ได้ ตั้งไปเพื่อที่จะเอาผลต่าง ๆ มาดําเนินการ ขอกราบเรียนอย่างนี้ครับ กรณีของ รัฐธรรมนูญก่อน กรณีของรัฐธรรมนูญนั้นกรรมการชุดแรกที่ตั้ง ตั้งโดยสภาครับ เช่นเดียวกับ ชุดของการสอบเหตุการณ์ต่าง ๆ ตั้งโดยท่านประธานรัฐสภา การรายงานก็เป็นรายงานของ ท่านประธานรัฐสภาครับ เพียงแต่ว่าเมื่อรัฐสภาโดยท่านประธานได้รับทราบผลท่านก็ส่ง ต่อมาให้รัฐบาล รัฐบาลก็นําเสนอต่อ ครม. เพื่อทราบ และวันนั้นที่ตั้งโดยสภาก็เพราะว่า ถ้าเราใช้ฝ่ายบริหารตั้ง ท่านเองนั่นละครับก็จะโวยวายอีกว่าฝ่ายบริหารตั้ง ก็ถึงให้ฝ่ายสภาไป ทํางาน ทีนี้เรื่องรัฐธรรมนูญ เสนอมา ๖ ประเด็น จริงครับ แล้วท่านปฏิเสธไหมละครับว่า ๖ ประเด็นที่เสนอมานี้ ในที่สุดถูกวิพากษ์วิจารณ์มากว่าเป็นปัญหาว่ามีผลประโยชน์ขัดกัน ระหว่างสภากับสังคมหรือผลประโยชน์ของส่วนรวมหรือไม่ อย่างไร ท่านก็พูดเองนะครับ ว่าท่านต้องการที่จะสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยและระบบรัฐสภา ผมก็ไม่ทราบหรอกครับ ท่านบอกว่าถ้าเขาปฏิวัติผมท่านจะออกมาต่อสู้ จะจริงเท็จแค่ไหน และผมก็คิดว่าถูกต้องครับ เพราะมันไม่ใช่เรื่องของผม เป็นเรื่องของระบบ แต่ว่าประเด็นก็คือว่าวันนั้นผมมั่นใจว่า ถ้ารัฐบาลหรือพวกเราพยายามผลักดันการแก้ไข ๖ ประเด็น ซึ่งมีทั้งเรื่องการเพิ่มอํานาจ ส.ส. หรืออะไร ผมว่าสถาบันของเรา ระบบของเราต้องเผชิญกับวิกฤติกับปัญหาของศรัทธาของ สังคมอีก นี่คือเหตุผลที่ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง โดยท่านอาจารย์สมบัติ แล้วก็ไปดําเนินการ และความจริงท่านก็เสนอมา ๕ ประเด็นนะครับ และผมก็อธิบาย อย่างตรงไปตรงมาว่า ๓ ประเด็นที่ผมตัดทิ้งไปเพราะผมเห็นว่ามันไปเพิ่มอํานาจ ส.ส. มันไปเกี่ยวกับปัญหาที่จะเกิดความขัดแย้งขึ้นมาอีก ก็พักไว้ก่อน เอา ๒ ประเด็นเข้ามา ผ่านความเห็นชอบของสภาไปเรียบร้อยก็เท่านั้นเองครับ ส่วนที่ท่านอดีตเลขานุการ นายกรัฐมนตรีไปสัมภาษณ์ ที่อาจารย์สมบัติมาให้สัมภาษณ์ภายหลัง ท่านก็ตามข่าว ท่านไม่ได้ฟังคําสัมภาษณ์ของผมหรือครับ ถ้าผมเป็นอย่างท่าน หรือเป็นอย่างที่ท่านว่า ว่าอยากจะเอาประโยชน์ ผมก็ต้องบอก ถ้าอย่างนั้นมาแก้ไขเรื่องนี้ประชาธิปัตย์จะได้เปรียบ เรื่องนั้นเรื่องนี้ แก้เลย เปล่าเลยครับ ผมบอกว่าเรื่องที่อาจารย์สมบัติเสนอมาในเรื่องที่ เกี่ยวข้องกับระบบบัญชีรายชื่อ ไม่ไว้วางใจ ไว้วางใจ ผมบอกเลยครับว่าเอาไปว่ากัน หลังเลือกตั้งให้รัฐบาลใหม่เขาพิจารณา ให้สภาชุดใหม่เขาพิจารณา ไม่ชัดหรือครับว่า เจตนารมณ์เป็นอย่างไร ทําไมทีอย่างนี้ท่านไม่พูด ไม่พูดให้ครบ ไม่พูดให้จบ ไม่พูดเพื่อให้ได้ ความจริงปรากฏต่อสาธารณชน แต่ไปหยิบว่าคุณกอร์ปศักดิ์พูดอย่างนี้ อาจารย์สมบัติ พูดอย่างนี้ รัฐบาลมีเล่ห์เหลี่ยมหาประโยชน์ เพียงแต่ท่านเสนอข่าวว่าผมพูดอะไรต่อ ประเด็นก็จบแล้วครับ ก็ตามทุกวันนี่ครับ เห็นดูคลิปดูอะไรอยู่ทุกวัน ทําไมทีอย่างนี้ไม่พูด ทําไมไม่สามารถพูดให้ครบให้จบได้ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่อยากจะกราบเรียนในส่วนของ รัฐธรรมนูญ
ส่วนในเรื่องของคณะกรรมการชุดอื่น ๆ ผมเรียนนะครับ เรื่องการประกันตัว ของพี่น้องประชาชนที่ถูกคุมขัง หลังจากที่เกิดเหตุการณ์เดือนเมษายน เดือนพฤษภาคม อาจารย์คณิตท่านทําหนังสือมา เรื่องสิทธิที่พึงจะได้รับการประกันตัว ท่านพูดก็ถูกละครับ บอกว่าจริง ๆ มันเป็นดุลพินิจของศาล รัฐบาลก็ทราบครับ แต่สิ่งที่อาจารย์คณิตเสนอ ท่านก็บอกว่าโดยพื้นฐานสิทธิในการได้รับการประกันตัวมันเป็นสิทธิที่สําคัญ ฝ่ายบริหาร ไม่ได้เป็นผู้ใช้ดุลยพินิจในเรื่องนี้ แต่ข้อมูลของฝ่ายบริหารก็จะมีผลต่อดุลยพินิจของศาล เช่นเดียวกัน และอะไรที่เป็นอํานาจหน้าที่ของฝ่ายบริหารก็พึงที่จะไปดู ท่านประธานครับ ระหว่างที่ท่านอาจารย์คณิตทํางาน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเขาก็ทํางานครับ ผมก็เชิญตัวแทนของเขามาบอกให้ผมทราบว่าเขาไปพบไปเจออะไรบ้าง เขาก็บอกว่ามี พี่น้องประชาชนที่มาชุมนุมแล้วก็ถูกคุมขังอยู่จํานวนหนึ่งไม่ได้รับการช่วยเหลือทางกฎหมายครับ คือตัวท่านเองเรียกร้องหลายครั้ง แล้วก็บอกว่าเหมือนกับว่าคนเหล่านี้ถูกกลั่นแกล้ง แล้วก็ บอกว่าดูแลกันอยู่ แต่ข้อเท็จจริงก็คือจํานวนมากไม่ได้รับการช่วยเหลือทางกฎหมาย ผมนี่แหละครับก็จึงได้ให้ทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกับกรมคุ้มครองสิทธิ ของกระทรวงยุติธรรมไปช่วยไล่ดูสิว่าใน ๑๐๐ กว่าคนที่ถูกคุมขังกันอยู่ มีใครบ้างอาจจะถูก คุมขังอยู่ เพราะไม่ได้มีโอกาสในการต่อสู้ทางกฎหมายเลย เช่นว่าไม่มีทนาย ไม่เคยยื่น ขอประกันตัว ด้วยความเข้าใจอาจจะเป็นเพราะว่าถ้ายื่นแล้วจะมีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย หรืออะไร อย่างไร ผมเอาไปทําครับ ถ้าผมคิดในส่วนตัวของผมว่าคนเสื้อแดงไม่ใช่มิตรของผม อาจารย์คณิตเสนออะไรมาผมก็โบ้ย ใช้คําว่า โบ้ย ก็ได้ ไปบอกว่าเป็นเรื่องของศาลให้ไม่ให้ ผมก็อยู่เฉยครับ แต่ผมไม่ได้ทําอย่างนั้นครับ ผมเคารพในงานที่กรรมการอิสระเขาทําขึ้นมา ผมก็จึงไปดูเบื้องต้นก็คือว่าจะช่วยคนเหล่านี้ได้อย่างไร โดยการใช้กรมคุ้มครองสิทธิ แล้วกระทั่งใช้กองทุนด้วยครับ ก็ดําเนินการกันออกมาได้ จํานวนก็หลายสิบคนที่ออกมา แต่ว่ามันไม่ใช่แกนนําครับ ก็เลยอาจจะไม่ได้อยู่ในความสนใจ ไม่ได้เป็นข่าว หรือไม่ได้อยู่ ในความสนใจของท่านก็ได้ แต่เราทํา แล้วเราก็ทําอย่างต่อเนื่อง ส่วนที่อาจารย์คณิตเสนอมา เราก็เสนอเป็นหลักการเข้าไปสู่คณะรัฐมนตรี แล้วก็มอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้ดุลยพินิจ ตามอํานาจหน้าที่ตามกฎหมายของแต่ละส่วนไป ไม่ว่าจะเป็นพนักงานสอบสวน แล้วก็กรณี ของอัยการเราก็ส่งไปให้ท่าน และตรงไหนครับที่บอกว่าผมตั้งคณะกรรมการขึ้นมาและผม ไม่เอาใจใส่ ไม่สนใจว่าท่านจะว่าอะไร อย่างไร ทําไมสิ่งเหล่านี้ท่านไม่เล่าให้พี่น้องประชาชน ฟังบ้าง ทําไมสิ่งเหล่านี้ท่านไม่พูดกับพรรคพวกของท่านกันเองบ้างว่านี่คือสิ่งที่รัฐบาลได้ทํา ผมจึงอยากจะกราบเรียนว่าสิ่งที่ท่านพูดมาทั้งหมดว่าตั้งกรรมการขึ้นมาแล้วไม่ได้สนใจ ไม่ได้ใส่ใจ ไม่ได้ทําตาม ไม่ได้อะไร ทุกเรื่องเสนอมาผมไม่มีละเลยเลยครับ แล้วอันไหน ไม่ทําก็แจ้ง แจ้งเขากลับตรงไปตรงมา อาจารย์สมบัติผมแจ้งกรรมการเขากลับไปเลยว่า ๕ ประเด็นนี่ผมรับได้แค่ ๒ อีก ๓ ไม่รับเพราะอะไร แล้วก็บอกว่าที่เหลือไปว่ากัน หลังการเลือกตั้ง เป็นเรื่องของพรรคการเมือง เป็นเรื่องของการหาเสียง เป็นเรื่องของสภา ชุดใหม่ เป็นเรื่องของรัฐบาลชุดใหม่ ท่านประธานครับ ตรงนี้ผมอยากจะย้ําเพื่อให้ความมั่นใจ ว่าที่เราทําสิ่งเหล่านี้ เวลาที่เราต้องการเพื่อที่จะให้สังคมยอมรับการทํางานในบางส่วน มีคนที่ไม่มีส่วนได้เสียทางการเมืองเข้ามา มันเป็นกระบวนการสําคัญที่เราอยากจะทํา เพราะมันจําเป็น ท่านจําเหตุการณ์ ๗ ตุลาได้ไหมครับ สมัยพวกท่านเป็นรัฐบาล กรรมการ ที่ตั้งราชการล้วน ๆ แล้วสุดท้ายก็รายงานมาว่าไม่ได้รับความร่วมมือจากใครเลย แต่กรณีของ กรรมการอิสระผมขอให้เขารายงานปัญหามาแล้วจะแก้ไขให้ครับ ผมก็รับทราบว่าขณะนี้ กรรมการสอบข้อเท็จจริงยังมีปัญหาอุปสรรคว่าบางหน่วยงานยังไม่ให้ความร่วมมือ ผมก็สั่งการไปว่าต้องให้ความร่วมมือ นี่คือความต่าง บังเอิญท่านไปกล่าวถึงท่านคุณหมอบรรลุ ด้วยนะครับ ผมก็ตั้งท่านมาท่านก็สอบ สอบเสร็จปรากฏว่าก็มีการดําเนินการทางการเมือง กันไป ทีนี้แต่ละคนเขาไปใช้สิทธิทางศาลมันก็เป็นสิทธิของเขา แต่เมื่อเขาใช้สิทธิทางศาล คุณหมอบรรลุและคณะกรรมการก็ขอรัฐบาลมาในเรื่องของการช่วยเหลือทางกฎหมาย ก็ดําเนินไปครับ ผมว่านี่คือการทําตามอํานาจหน้าที่ นี่คือทําตามหลักการตามแนวทาง ที่มันควรจะเป็นกับการที่เราให้คนเหล่านี้เข้ามาดําเนินการในการช่วยเหลือ อันนี้ก็เป็น อีกประเด็นที่อยากจะขอชี้แจง
ถัดมาก็คือ เรื่องของปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการปกป้องหรือพิทักษ์รักษา สถาบันพระมหากษัตริย์ นี่ก็เช่นเดียวกันนะครับ ท่านบอกพรรคพวกท่านมายื่นหนังสือถึงผม พาดพิงถึงผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ๓ ท่าน ที่วิกิลีกส์ ซึ่งเป็นเอกสารที่เว็บไซต์หนึ่ง อ้างว่า เป็นเอกสารของทางสหรัฐอเมริกาเอาออกมา มีการสนทนา มีการพาดพิงถึงสถาบัน แล้วก็ บอกต่อว่าผมไม่ทําอะไรก็ไม่จริงครับ ส่งมาผมจําไม่ได้วันไหน แต่จําได้ว่าไม่เกิน ๑ วัน ผมก็ส่งเรื่องให้ทางสํานักงานตํารวจแห่งชาติไปดําเนินการตามอํานาจหน้าที่ตามกฎหมายครับ แต่ผมไม่มีหน้าที่ไปบอกว่าคนนี้ผิด คนนั้นถูก ไปบอกว่าต้องสั่งฟ้องคนนี้ ไม่สั่งฟ้องคนนั้น ไม่ใช่หน้าที่ผมและไม่ควรจะเป็นหน้าที่ผม แต่เมื่อมีการร้องขึ้นมาผมก็ส่งข้อมูลให้ ให้หน่วยงานไปดําเนินการ แล้วที่ท่านบอกว่าสอบสวนคดีพิเศษ ศอฉ. เคยพูดถึงเรื่องปัญหา ของกลุ่มคนซึ่งเคลื่อนไหวแล้วมีปัญหากับเรื่องของการไปละเมิดสถาบัน ไม่ทําอะไรต่อเอามาอ้าง อย่างนั้นเป็นเรื่องเท็จ ไม่จริงอีกละครับ เขาก็สอบของเขาต่อไป มีการออกหมายเรียก มีการออกหมายจับ แล้วเว็บไซต์ต่าง ๆ ผมก็ระมัดระวัง เพราะรู้ว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ก็ให้แนวนโยบายว่าถ้าเป็นเว็บไซต์มีการพิพากษ์วิจารณ์ในเชิงวิชาการก็ให้พิจารณาตามความ เหมาะสม แต่ว่าคิดว่าเป็นเสรีภาพที่สามารถทําได้ แต่ถ้าเป็นลักษณะของการละเมิดกฎหมาย ก็ให้ดําเนินการ ผมถามเพียงแค่ว่าเวลาเราดําเนินการพวกท่านมีท่าทีอย่างไร พอมีหมายจับไปจับ พวกใครละครับ ไปล้อมโรงพักจะไม่ให้ดําเนินการ เวลามีการปิดเว็บไซต์ใครละครับ ไปปลุกระดมว่ารัฐบาลนี้ละเมิดสิทธิเสรีภาพในเรื่องของการแสดงออกการสื่อสาร ผมว่าตรงนี้ ต้องพูดกันอย่างตรงไปตรงมา เอาความจริงมาพูดกันครับ แต่ผมยอมรับว่าเว็บไซต์ ในบางส่วนมันยากมันละเอียดอ่อน สมัยรัฐบาล พลเอก สุรยุทธ์ ท่านคงจําได้เคยมีปัญหากับ ยูทูบ (Youtube) เพราะว่าถ้าใช้วิธีบล็อก (Block) ไปปิดอะไรต่าง ๆ แทนที่จะเป็นผลดี ในเรื่องของการที่จะดูแล ปกป้อง รักษา พิทักษ์ ในเรื่องของชื่อเสียงของประเทศ ในเรื่องของ ความมั่นคง ความไม่เข้าใจของต่างประเทศก็ไปเรื่องอื่น เพราะฉะนั้นเว็บไซต์ที่เป็นเว็บไซต์ สื่อมวลชนหรือเว็บไซต์เครือข่ายทางสังคมจะดําเนินการค่อนข้างยากครับ แต่ในเรื่อง ตัวบุคคลที่ถูกระบุที่ร้องเรียนมา ผมก็ส่งให้ทางสํานักงานตํารวจแห่งชาติเขาไปดําเนินการ ส่วนที่ท่านบอกว่าผมยังเข้าไปเยี่ยมคารวะท่านประธานองคมนตรี ท่านก็ยังดํารงตําแหน่งนี้ และการดํารงตําแหน่งนี้หรือไม่ดํารงตําแหน่งนี้ก็เป็นพระราชอํานาจ ตราบเท่าที่ท่านอยู่ ในตําแหน่งนี้ ผมก็เห็นว่าผมก็สมควรที่จะเข้าไปเยี่ยมคารวะท่านในโอกาสที่เหมาะสม ไม่ได้มีเรื่องอื่นเลยครับ แต่ถ้าท่านบอกว่าใครก็ตามถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับ การหมิ่นสถาบันห้ามพูดด้วย ห้ามคบ ห้ามอะไรทั้งสิ้น ท่านจะคบใครครับ ก็รอบ ๆ ท่าน หลายคนมีอยู่ในข่ายนี้ แต่ตราบเท่าที่เขายังเป็นผู้บริสุทธิ์ตามกฎหมายเราก็ต้องตัดสินใจ ใช้ดุลพินิจของเรากันไป นี่คือข้อเท็จจริงครับ เพราะฉะนั้นผมอยากจะกราบเรียนว่าเรื่องของ บุคคล ๓ ท่านนี้ ท่านร้องมาหรือพวกท่านร้องมาผมก็ได้มีการดําเนินการส่งไปให้ทาง สํานักงานตํารวจแห่งชาติทําตามหน้าที่ ส่วนกระทรวงการต่างประเทศกับทางสหรัฐอเมริกา ก็มีการพูดกันครับ เพราะว่าการแจ้งสหรัฐอเมริกากับการที่จะดําเนินการต่อ ประเด็นมันอยู่ ตรงนี้ว่า ๑. เอกสารที่เว็บไซต์วิกิลีกส์เอาออกไปไม่ใช่เอกสารของไทย สหรัฐอเมริกาเอง ก็ไม่ยืนยันว่าเป็นเอกสารของสหรัฐอเมริกา แต่เราเตือนแจ้งไปว่าเรามีความห่วงใย เพราะมันกระทบกระเทือนมาถึงประเทศไทย การจะไปอ้างในสื่อสารมวลชนต่าง ๆ ก็เป็น เรื่องที่เอาจากวิกิลีกส์ไปอีกทีหนึ่ง แต่เวลาที่มีตัวตนของคนแสดงความคิดเห็นที่เป็นการละเมิด จะเป็นในสื่อ จะเป็นในต่างประเทศ จะเป็นประเทศที่ไหน ที่ชัดเจนว่าเจ้าตัวเขาแสดงออกว่า เขาเป็นคนได้แสดงความคิดเห็น หรือได้พูด หรือได้ทําสิ่งเหล่านั้น เราดําเนินการครับ มันต่างกันตรงนี้ ท่านก็ต้องพูดให้หมด ไม่อย่างนั้นมีอีกหลายเรื่องที่วิกิลีกส์ระบุออกมา นี่เสียหายกันอีกหลายฝ่ายนะครับ ก็จะเป็นปัญหาตามมา เพราะฉะนั้นก็อยากจะกราบเรียน ว่าไม่ได้ละเลยเรื่องนี้นะครับ ถ้าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงไอซีที (ICT) จะชี้แจงต่อก็สามารถทําได้ในรายละเอียดเรื่องนี้
ทีนี้ก็มาเรื่องของสัญชาติ ผมไม่เคยปิดบังอะไร ผมเกิดที่ประเทศอังกฤษ เกิดที่เมืองนิวคาสเซิล เชียร์ทีมฟุตบอลก็เปิดตัวว่าเชียร์ครับ ผมเกิดที่ประเทศอังกฤษ คุณพ่อ คุณแม่ของผมเป็นไทย การไปแจ้งอะไรผม ท่านก็จะมาอภิปรายผมนะครับ ผมก็อยากจะถาม เหมือนกันว่าท่านไปแจ้งเกิดเองหรือเปล่า คือผมเกิดในโรงพยาบาลในประเทศอังกฤษ เมื่อผมเกิดที่นั่น โรงพยาบาลต่าง ๆ ทางการของอังกฤษเขาก็ทําเหมือนกับทุกคนที่เกิดที่ ประเทศอังกฤษ คุณพ่อคุณแม่ผมไม่ได้อยู่ลอนดอน ต่อมาเข้าไปลอนดอนก็ไปแจ้งที่สถานทูต ว่าผมเกิด แล้วก็ระบุชัดเจนว่าผมสัญชาติไทย ท่านก็ไม่ได้สงสัยว่าผมถือสัญชาติไทยหรือไม่ เพียงแต่ท่านสงสัยว่าผมถือสัญชาติอังกฤษหรือไม่ ผมก็ตอบท่านตามตรงว่าถ้าถามว่า ผมเคยไปทําเรื่องสละสัญชาติอังกฤษไหม ผมยอมรับว่าผมไม่เคยไปทําเรื่องสละสัญชาติ อังกฤษ ด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นความเข้าใจทางกฎหมายกันว่าการถือสัญชาตินี่ครับ โดยเฉพาะ การถือสัญชาติไทย และมีกฎหมายว่าด้วยการขัดกันของกฎหมายกับต่างประเทศว่า ถ้ากฎหมายขัดกันแล้วเป็นกฎหมายสัญชาติให้ถือกฎหมายของไทย ผมเรียนหนังสือ ที่ประเทศอังกฤษ เข้ามหาวิทยาลัยครับ ถ้าผมอยากได้ประโยชน์จากการเป็นคนอังกฤษ ผมไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน แต่ผมก็แสดงตนตั้งแต่ตอนนั้นว่าผมเป็นนักเรียนต่างชาติ คุณพ่อคุณแม่ผมก็ออกค่าใช้จ่าย ทุกวันนี้ผมเดินทางไปประเทศอังกฤษผมก็ต้องไปขอวีซ่า (Visa) เจตนาก็ชัดว่าผมตั้งใจที่จะถือสัญชาติไทย แต่ถามว่าจะนับว่ามี ๒ สัญชาติหรือไม่ อย่างไรก็เป็นข้อกฎหมาย อยากให้ผมไปสละผมก็สละได้ครับ แต่ที่ท่านทําทั้งหมดวันนี้ เรื่องสัญชาติอังกฤษ ไม่ใช่ว่าท่านห่วงผลประโยชน์ประเทศไทยหรอกครับ ท่านต้องการ อย่างเดียวว่าทําอย่างไร นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ลากเรื่องปัญหาในประเทศไทยไปขึ้นศาล โลกเท่านั้นเองละครับ ไม่ใช่ฝ่ายผมหรอกที่มีปัญหาในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติไทย วันนี้ถ้าผมไปทําเรื่องสละสัญชาติท่านก็จะโวยวายอีกว่าไม่ยอมขึ้นศาลโลกหรืออย่างไร ไม่ใช่หรอกครับ เจตนาผมชัด ผมเกิดที่อังกฤษแต่ผมถือตัวเองเป็นคนไทยไปเรียนที่อังกฤษ ก็ตัดสินใจว่าจะกลับมาทํางานมาอยู่ประเทศไทย ทํางานเพื่อประโยชน์ของประเทศไทย ไม่เคยคิดเป็นอื่น และไม่เคยมีพฤติกรรมหรืออะไรที่จะไปยึดถือประโยชน์ของประเทศอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องนอกจากผลประโยชน์ของประเทศไทย ไม่คิดจะไปทําธุรกิจแล้วไปขอสัญชาติ อื่นเพื่อทําธุรกิจ ไม่คิดจะไปใช้ประโยชน์จากการลี้ภัยที่ไหนแล้วไปขอสัญชาติเขา ต้องเอากัน ตรง ๆ อย่างนี้ละครับ แล้วถามว่าตกลงถือ ๒ สัญชาติ ได้หรือไม่ได้ ผมก็พยายามถามนัก กฎหมายอยู่เหมือนกันครับ แต่ผมก็ได้ชี้แจง กกต. ไป กกต. เขาก็ตอบว่าเขาไปดูข้อกฎหมาย นี้ เ ขำ ก็ ถื อ ว่ำ มั น ไ ม่ ไ ด้ มี ปั ญ หำ ผ ม เ ป็ น ค น สั ญ ชำ ติ ไ ท ย ถ้ำ จ ะ ไ ล่ กั น บอกว่าให้ถือสัญชาติเดียวยินดีครับ แต่ขอให้ปฏิบัติเสมอกันนะครับ ผมจะดูว่าคนที่ไปถือ สัญชาติอื่น ถือพาสปอร์ต (Passport) หลายเล่มนี่จะเลิกไหม จะสละไหม เพราะผมไม่มี ปัญหาอยู่ในใจ อยู่ในหัว อยู่ในตัว ว่าผมจะทําเพื่อประโยชน์ของประเทศใด ผมก็ว่าตาม ข้อเท็จจริงอย่างนี้ละครับ ส่วนท่านจะไปอภิปรายต่อหรือไม่ก็ไปคิดเอาเองในการอภิปราย ไม่ไว้วางใจ