สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๐ · ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงเรื่องการรายงานตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ โดยอธิบายว่า แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐเป็นกรอบของการดําเนินการตามรัฐธรรมนูญ และไม่ว่ารัฐบาลใด ก็จะต้องดําเนินการตามที่รัฐธรรมนูญได้มีการกําหนดเอาไว้ นอกจากนี้ยังอธิบายว่า รายงานฉบับนี้ครอบคลุมแนวนโยบายแห่งรัฐทั้ง ๙ เรื่อง และได้ระบุไว้อย่างชัดเจนในเรื่องที่รัฐบาลทําไปและปัญหาอุปสรรค นอกจากนี้ยังหารือเรื่องนโยบายของรัฐบาลเกี่ยวกับการจัดหาที่ดินทํากินให้แก่เกษตรกรยากจน และเร่งรัดการออกเอกสารสิทธิให้แก่เกษตรกรที่ยากจนและชุมชนที่ทํากินในที่ดินของรัฐ โดยเน้นย้ำว่านโยบายโฉนดชุมชนเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาคนซึ่งอยู่ในที่ดินของรัฐประเภทต่าง ๆ และจะช่วยลดความเหลื่อมล้ําทางสังคม

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ขอกราบเรียนท่านประธานในเรื่องของการรายงานตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐฉบับที่สภา กําลังพิจารณาอยู่นี้ครับ ความจริงแล้วก็ได้มีการอภิปรายกันมาตั้งแต่เช้า แต่เนื่องจากว่าวันนี้ มีการถ่ายทอดสดผ่านทั้งทางสถานีโทรทัศน์และทางสถานีวิทยุกระจายเสียงไปถึง พี่น้องประชาชน การอภิปรายในบางครั้งก็อาจจะมีการหยิบยกในบางแง่มุมของตัวรายงาน การดําเนินการของรัฐบาล ก็เลยทําให้ประชาชนอาจจะมีความสงสัยว่า ในการรายงานนั้น มีเฉพาะในแง่มุมที่มีการหยิบยกขึ้นมาเช่นนั้นหรือ ผมจึงถือโอกาสนี้กราบเรียนชี้แจง ท่านประธานสั้น ๆ ครับว่า ความจริงแล้วแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนั้นเป็นแนวนโยบาย ซึ่งรัฐธรรมนูญได้กําหนดเป็นกรอบของการดําเนินการตามแนวนโยบาย ซึ่งไม่ว่ารัฐบาลใด เข้ามาก็จะต้องดําเนินการตามที่รัฐธรรมนูญได้มีการกําหนดเอาไว้ เพียงแต่รัฐบาลในชุดใด ก็แล้วแต่ที่เข้ามาอาจจะหยิบยกเอาเรื่องซึ่งอยู่ในแนวนโยบายพื้นฐานนั้นไปปรับใช้กับ นโยบายของรัฐบาล ซึ่งก็จะทําให้การดําเนินการในเรื่องนโยบายต่าง ๆ นั้นตอบสนอง ต่อพี่น้องประชาชนมากยิ่งขึ้น ในรายงานฉบับนี้นั้นมีทั้งหมด ๒๓๘ หน้า ใน ๒๓๘ หน้านั้น ครอบคลุมแนวนโยบายแห่งรัฐทั้ง ๙ เรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องสําคัญทั้งสิ้น รายงานฉบับนี้ถือเป็น งานปีแรกที่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินตั้งแต่ปลายปี ๒๕๕๑ ถึงปลายปี ๒๕๕๒ ในตัวรายงานที่ทําขึ้นนั้นได้ระบุไว้ทั้งหมดครับว่า งานที่ทําไปสถานการณ์เป็นอย่างไร เมื่อทําไปแล้วครบ ๑ ปี คนได้รับประโยชน์เป็นใครบ้าง ใช้เงินงบประมาณจํานวนเท่าไร และในแต่ละเรื่องนั้นได้มีการระบุไว้อย่างชัดเจนครับว่า เรื่องที่รัฐบาลทําไปนั้นมีเรื่องอะไร และมีปัญหาอุปสรรคอย่างไรบ้าง ผมเรียนท่านประธาน ตรงนี้เบื้องต้นเพื่อทําความเข้าใจว่ารายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการทํางานของรัฐบาล นอกเหนือจากนโยบายอีกจํานวนมากที่ได้ทําให้กับประชาชน การอภิปรายนั้นคาบเกี่ยวกันครับ เพราะเป็นการมาอภิปรายเมื่อปี ๒๕๕๔ แทนที่จะอภิปรายในปี ๒๕๕๓ งานบางอย่าง ก็คาบเกี่ยวกัน แต่ที่ผมต้องเรียนท่านประธานก็คือในส่วนที่ผมคิดว่าจําเป็นจะต้องชี้แจง เพราะเป็นความเข้าใจผิดในสาระสําคัญของตัวรายงานฉบับที่ได้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร ในวันนี้ มีท่านสมาชิกได้อภิปรายถึงนโยบายในเรื่องของการแก้ไขปัญหาที่ดินทํากิน ในช่วงบ่ายนี้ครับ โดยท่านอภิปรายในทํานองว่ารัฐบาลได้พูดถึงการแก้ไขปัญหาที่ดินทํากิน ให้กับประชาชน แล้วยกตัวอย่างเรื่องการนําที่ดินราชพัสดุมาให้ราษฎรใช้ แต่จริง ๆ แล้ว ท่านบอกว่าประชาชนต้องการสิทธิทํากินบนที่ดินอย่างถูกต้องมากกว่า แต่รัฐบาลกลับออก แต่เฉพาะระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน ท่านใช้คําว่า ซึ่งไม่ได้ เป็นหลักประกันอะไรเลย และความเหลื่อมล้ําทางสังคมก็ยังมีอยู่มาก อันนี้ผมถือว่า เป็นความเข้าใจผิดในสาระสําคัญ ความจริงแล้วเรื่องโฉนดชุมชนที่มีการเขียนเอาไว้ใน รายงานฉบับนี้อยู่ในหน้า ๑๙๐ ในหน้า ๑๙๐ นั้นได้เขียนเอาไว้ในแนวนโยบายพื้นฐาน แห่งรัฐ ในเรื่องของนโยบายด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งได้เขียนเอาไว้ใน ๒ ข้อ สําคัญครับว่า รัฐบาลจะต้องดําเนินการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกําหนดนโยบาย และวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น นั่นข้อหนึ่ง อีกข้อหนึ่งเขียนว่า ส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจ ทางการเมือง การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งการจัดทําบริการสาธารณะ หลักการในข้อนี้คาบเกี่ยวกันครับ

ประการที่ ๑ ก็คือนโยบายของรัฐบาลที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา ในเรื่องการจัดหา ที่ดินทํากินนั้น ใจความตอนหนึ่งมีเขียนว่า จัดหาที่ดินทํากินให้แก่เกษตรกรยากจนในรูปแบบ ของธนาคารที่ดิน และเร่งรัดการออกเอกสารสิทธิให้แก่เกษตรกรที่ยากจนและชุมชนที่ทํากิน ในที่ดินของรัฐ ที่ไม่มีสภาพป่าแล้วในรูปโฉนดชุมชน หลักการ ๒ เรื่องนี้โยงกันก็คือว่า รัฐบาลต้องการเดินหน้าเรื่องโฉนดชุมชนให้เป็นนโยบายหนึ่งที่ไปแก้ไขปัญหาเรื่องของ ที่ดินทํากิน ต้องยอมรับครับว่าประเทศไทยมีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ํา ซึ่งเป็นปัญหา ของความยากจนและช่องว่างของความจน ความรวยในประเทศ เรื่องใหญ่สุดคือเรื่องที่ดิน เราพูดถึงความเหลื่อมล้ํากันมายาวนานมากครับ ตัวเลขหนึ่งในงานวิจัยบอกว่า ในตัวเลข ของคนที่ถือครองที่ดินในประเทศไทยนี้ มีคนถือครองที่ดินโดยเฉลี่ย ๑๐๐ ไร่ขึ้นไป เพียงแค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากรเท่านั้น แต่ประชากรอีก ๙๐ เปอร์เซ็นต์มีจํานวนเฉลี่ยของการ ถือครองที่ดินอยู่ที่ประมาณ ๒๕ ไร่ ในขณะที่ตัวเลขของคนลงทะเบียนยากจนเมื่อปี ๒๕๔๗ โดยประมาณ มีคนต้องการให้รัฐแก้ไขปัญหาที่ดินทํากินประมาณ ๔,๐๐๐,๐๐๐ คน โดยประมาณ จากนั้นเป็นต้นมาหลายรัฐบาลพยายามทําครับ แต่ปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้น ตลอดมาก็คือว่าคนที่ยากจนไร้ที่ทํากินส่วนหนึ่งนั้นมาจากหลายสาเหตุ สาเหตุหนึ่ง เขาอาจจะมีที่ทํากินในรูปแบบต่าง ๆ เช่น สิทธิทํากิน หรือ ส.ป.ก. หรือที่อื่นบ้าง แต่เมื่อ ทํากินไม่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนอย่างคุ้มค่า เพียงพอ เขาก็ขายสิทธิหรือละทิ้ง ที่ดินทํากินแล้วไปอยู่ในที่ดินของรัฐประเภทต่าง ๆ มีข้อมูลซึ่งค่อนข้างจะเชื่อถือได้ว่าทุกวันนี้ มีประชาชนซึ่งเข้าไปทํากินอยู่ในที่ดินของรัฐ ทั้งประเภทบุกเข้าไปอยู่บ้าง อยู่ในที่ รกร้างว่างเปล่าบ้าง อยู่ในที่สาธารณะบ้าง อยู่ในที่ต่าง ๆ แล้วมีการประกาศเขตป่า เขตอุทยานไปทับบ้าง ทั่วประเทศถึงประมาณเกือบ ๆ ๑๐ ล้านไร่ ครอบคลุมประชาชนกลุ่มนี้ เกือบ ๆ จะถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน ถ้าคิดเป็นจํานวนคน ๔ คนต่อครัวเรือน ก็น่าจะถึง ๔,๐๐๐,๐๐๐ คนด้วยซ้ําไป หลายรัฐบาลที่ผ่านมาแนวทางในการแก้ไขปัญหาคนซึ่งอยู่ใน ที่ดินของรัฐเหล่านี้ แทบไม่เคยคืบหน้าไปไหนเลยครับ มีราษฎรกลุ่มหนึ่งพยายามเรียกร้อง เรื่องโฉนดชุมชนตลอดระยะเวลาก่อนที่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน เมื่อรัฐบาล ชุดนี้เข้ามาทํางาน ประกาศนโยบายไปแล้ว เราได้เชิญกลุ่มเหล่านั้นมาทํางานอย่างมีส่วนร่วมกับรัฐบาล ซึ่งถือเป็นการทํางานร่วมกัน ระหว่างรัฐบาลกับประชาชนในการกําหนดนโยบายที่สําคัญของประเทศ นโยบายโฉนดชุมชน จึงมาตอบโจทย์ของคนซึ่งอยู่ในที่ดินของรัฐประเภทต่าง ๆ ซึ่งแต่เดิมเขาอยู่โดยผิดกฎหมาย บางวันก็ถูกจับ บางทีทํากินอยู่ก็ถูกเจ้าหน้าที่ไปจับบ้าง ถ้าพบเจ้าหน้าที่ที่ทุจริตก็ถูกรีดไถ ถูกข่มเหง นี่คือความเหลื่อมล้ําที่สุดในสังคมนี้ รัฐบาลชุดนี้เมื่อทํางานร่วมกับพี่น้องประชาชน เช่น เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย สมัชชาคนจน หรือเครือข่ายปฏิรูปสังคมและการเมือง แนวคิดโฉนดชุมชนจึงตอบโจทย์ว่า โฉนดชุมชนคือการแก้ไขปัญหาของคนซึ่งอยู่ในที่ดิน ของรัฐประเภทต่าง ๆ ที่ดินยังคงเป็นของรัฐครับ แต่ให้กรรมสิทธิ์ร่วมของชุมชนไปบริหาร จัดการ โดยที่เขาจะต้องรับเงื่อนไขดูแลรักษาสภาพแวดล้อม ทุกวันนี้ท่านประธาน ที่เคารพครับ มีผู้ที่ยื่นขอโฉนดชุมชนมาที่รัฐบาล ซึ่งรัฐบาลประกาศเป็นระเบียบ สํานักนายกรัฐมนตรี และกําลังจะออกเป็นกฎหมายในเร็ว ๆ นี้ถึงประมาณ ๑๙๐ ชุมชน ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศแล้วประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ ไร่ และมีคนได้รับผลประโยชน์มากกว่า ๑๔๐,๐๐๐ คน โดยเบื้องต้นที่ยื่นในขณะนี้ เรามีการอนุมัติไปแล้วถึง ๓๕ แห่ง และกําลัง ติดตามต่อเนื่องอีกประมาณ ๑๐๐ กว่าแห่งที่มีการดําเนินการอยู่ โฉนดชุมชนใบแรก ของประเทศไทยที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปมอบแล้วเมื่อวันเสาร์ที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ คือที่สหกรณ์บ้านคลองโยง จังหวัดนครปฐม และใบที่ ๒ ที่กําลังจะเดินทางไปในอีก ๒ สัปดาห์นี้ก็คือที่สหกรณ์ป่าซาง ที่บ้านแม่อาว อําเภอป่าซาง จังหวัดลําพูน ผมกราบเรียน ท่านประธานครับว่าที่ท่านบอกว่านโยบายโฉนดชุมชนนี่ไม่ใช่ความต้องการของประชาชน และไม่ได้เป็นหลักประกันอะไร ตลอดจนลดความเหลื่อมล้ําทางสังคมไม่ได้นั้น ผมเรียนว่า คงไม่ใช่ครับ นโยบายนี้เป็นนโยบายที่จะไปลดความเหลื่อมล้ํา เป้าหมายที่จะต้องทําต่อ