อิสสระ สมชัย เสนอการอธิบายเรื่องเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ โดยอ้างว่านโยบายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุนั้นเป็นนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้ดำเนินมาตั้งแต่ พ.ศ. 2536-2537 และได้เพิ่มจ่ายเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงอายุอย่างทั่วถึงทุกคน
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายอิสสระ สมชัย รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระผมจะขอใช้เวลาชี้แจงกับ เพื่อนสมาชิก ซึ่งได้อภิปรายในส่วนงานของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงของผม คือ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งบางท่านได้กล่าวถึงว่าว่านโยบายโครงการสร้างหลักประกันรายได้ให้กับผู้สูงอายุ ที่เรียกว่า เบี้ยยังชีพเดือนละ ๕๐๐ บาทนั้น ว่าเป็นนโยบายซึ่งล้มเหลว ก็ขอเรียนทําความเข้าใจ กับท่านผู้ที่มีข้อสงสัยหรือที่ท่านได้นําประเด็นนี้มาอภิปราย ท่านประธานที่เคารพครับ อยากจะกราบเรียนให้ที่ประชุมได้ทราบว่า เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุนั้น จริง ๆ แล้วเป็นนโยบาย ของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งดําเนินมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๖-๒๕๓๗ ซึ่งขณะนั้น นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านได้มีโครงการที่จะดูแลผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีฐานะ ยากจน แล้วก็ไม่มีคนอุปการะเลี้ยงดู ซึ่งในขณะนั้นท่านได้ให้นโยบายไปว่าจะต้องมีเงิน เบี้ยยังชีพสําหรับให้คนสูงอายุเหล่านี้ได้จับจ่ายใช้สอย โดยในปีนั้นได้ตั้งเบี้ยยังชีพให้กับ ผู้สูงอายุเดือนละ ๒๐๐ บาท แต่เนื่องจากว่ามีข้อจํากัดเรื่องงบประมาณ ไม่สามารถให้ได้ อย่างทั่วถึง จึงให้เบี้ยยังชีพกับผู้สูงอายุในขณะนั้นครั้งแรกจริง ๆ จํานวน ๕๐๐,๐๐๐ คน ทั่วประเทศ โดยเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุนั้นจ่ายผ่านกรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงมหาดไทยสมัยนั้น ต่อมาปี ๒๕๔๐ นายชวน หลีกภัย ได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง ท่านก็เห็นว่า เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุให้เดือนละ ๒๐๐ บาทนั้น ไม่เพียงพอ จึงได้เพิ่มให้อีก ๑๐๐ บาท รวมกับของเดิม ๒๐๐ บาท ก็กลายเป็นว่าผู้สูงอายุจะได้เบี้ยยังชีพทั้งหมดเดือนละ ๓๐๐ บาท แต่จํานวนผู้สูงอายุก็ยังไม่ได้จ่ายให้อย่างครบทุกคน เป็นแต่เพียงว่าได้เพิ่มจาก ๕๐๐,๐๐๐ คน ขึ้นมาอีก ๓๐๐,๐๐๐ คน รวมเป็นทั้งหมด ๘๐๐,๐๐๐ คนทั่วประเทศ ก็ยังจ่ายผ่านกรมประชาสงเคราะห์อยู่เช่นเดิม ท่านประธานที่เคารพครับ จนกระทั่งมาถึง รัฐบาล พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ซึ่งเราก็จะทราบดีว่าท่านเป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งมาจาก การปฏิวัติครั้งนั้น ท่านก็ยังเล็งเห็นความสําคัญของผู้สูงอายุ โดยได้เพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ จาก ๓๐๐ บาท เป็น ๕๐๐ บาท และเพิ่มจํานวนผู้สูงอายุขึ้นมาอีก ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน แล้วก็ รักษาตัวเลขนี้มาโดยตลอด กราบเรียนให้ที่ประชุมได้ทราบว่าเมื่อเราได้มาเป็นรัฐบาล โดยท่านอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อปี ๒๕๕๒ เริ่มทํางาน แถลงนโยบาย และก็ได้ยืนยัน ต่อที่ประชุมว่าจะจ่ายเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงอายุอย่างทั่วถึงทุกคน ในวันที่เราเข้ามาบริหาร ราชการแผ่นดิน มีจํานวนผู้สูงอายุได้รับเบี้ยยังชีพอยู่แล้วเป็นจํานวนทั้งสิ้น ๑,๘๗๒,๑๘๒ คน ทั้ง ๆ ที่ตัวเลขผู้สูงอายุในขณะนั้นมีจํานวนมากทีเดียว มีจํานวนประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ กว่าคน ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อได้แถลงนโยบายต่อสภาแล้ว ทางนายกรัฐมนตรีก็ได้มอบให้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ดําเนินการรับจดทะเบียนให้กับผู้สูงอายุ ซึ่งยังไม่ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ท่านประธานที่เคารพครับ ต้องใช้เวลาอยู่ ๒ เดือน ซึ่งผมดําเนินการรณรงค์ให้ทําการให้ผู้สูงอายุมารับเบี้ยยังชีพ อยากจะกราบเรียนให้ทราบว่า ผู้สูงอายุที่จะได้รับเบี้ยยังชีพนั้น ๑. จะต้องอายุ ๖๐ ปีขึ้นไป ๒. จะต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย ๓. จะต้องมาจดทะเบียนนะครับท่านประธาน ถ้าไม่มาจดทะเบียนแม้จะอายุ ๖๐ ปีขึ้นไป ก็ไม่สามารถจะได้รับเบี้ยยังชีพได้ ผมขอเรียนให้ทราบว่าแล้วทีนี้คนสูงอายุทุกคนมีสิทธิจะ ได้รับเบี้ยยังชีพไหม ก็ยังมีข้อยกเว้นอยู่ เช่น ข้าราชการบํานาญ คือหมายความว่าผู้ที่ได้รับ สวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์อื่นใดจากหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ได้แก่ ข้าราชการบํานาญ ผู้รับเบี้ยหวัดบํานาญพิเศษ หรือเงินอื่นใดในลักษณะ เดียวกัน หรือเป็นผู้สูงอายุซึ่งอยู่ใน สถานสงเคราะห์ของรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ได้รับเงินเดือนค่าตอบแทนรายได้ประจําหรือผลประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่รัฐหรือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดให้เป็นประจํา บุคคลเหล่านี้ไม่ได้ครับ และนอกจากนั้นแล้วนะครับ พระสงฆ์กับแม่ชี ซึ่งอยู่ในวัดก็มีสิทธิได้รับ เว้นแต่พระสงฆ์ ซึ่งได้รับเงินนิตยภัต อันนี้จะไม่ได้รับเบี้ยยังชีพ จึงได้ดําเนินการจดทะเบียนประกาศ และรณรงค์ให้คนสูงอายุที่อยู่ในหลักเกณฑ์นั้นได้มาลงทะเบียนนะครับ ไม่ใช่ว่าครบ ๖๐ ปี แล้วไม่ได้เข้าข้อยกเว้นนี่จะได้เลย ไม่ใช่นะครับ ถ้าไม่จดทะเบียนจะไม่ได้รับ ในเดือนเมษายน ๒๕๕๒ มีผู้สูงอายุมาจดทะเบียนขอรับเบี้ยยังชีพเพิ่มขึ้น จํานวนทั้งหมด ๓,๕๗๖,๖๖๑ คน รวมกับที่มีอยู่แล้วนะครับ จึงรวมเป็นผู้สูงอายุทั้งสิ้น ในปีงบประมาณ ๒๕๕๒ เป็นจํานวน ทั้งหมด ๕,๔๔๘,๘๔๓ คน นี่ในปี ๒๕๕๒ ต่อ ๒๕๕๓ ท่านประธานที่เคารพครับ ในครั้ง สุดท้ายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ คือปี ๒๕๕๔ จากการสํารวจคนสูงอายุในประเทศไทยมีจํานวน ทั้งหมด ๗,๘๓๐,๖๘๙ คน นี่เป็นข้อมูลของกรมการปกครองนะครับ นับถึงวันสิ้นปี ๒๕๕๓ ท่านประธานที่เคารพครับ