สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๐ · ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

สุนทรี ชัยวิรัตนะ หารือเรื่องรายงานผลการแสดงงานของรัฐบาล โดยเน้นย้ำถึงความสามารถในการบริหารราชการแผ่นดินและนโยบายด้านต่างๆ ของรัฐบาล เธอวิพากษ์วิจารณ์การแก้ไขปัญหาการทุจริตในนโยบายของรัฐบาล และเรียกร้องการสอบสวนเกี่ยวกับการทุจริตในการจัดซื้อครุภัณฑ์ของกระทรวงศึกษาธิการ นอกจากนี้ เธอยังพูดถึงเรื่องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการที่ไปพบในจังหวัดชัยภูมิ และเรียกร้องให้ท่านนายกรัฐมนตรีหารือเรื่องนี้

นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ ชัยภูมิ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย ต้องขอบคุณท่านประธานค่ะที่ให้เวลาดิฉันได้คุย ได้พูดในเรื่องเกี่ยวกับรายงานผลการแสดง การทํางานของรัฐบาลในวันนี้นะคะ ก่อนอื่นเลยท่านประธานคะ ดิฉันคงต้องพูดความรู้สึก เกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ก่อนค่ะ ต้องชมท่านนายกรัฐมนตรีนะคะว่าท่านทําหนังสือได้สวยมาก ตอนแรกดิฉันได้รับจากที่ส่งไปให้ดิฉันที่บ้าน ดิฉันคิดว่านิตยสารแพรวค่ะ เนื่องจาก ตัวหนังสือที่บอกว่าเป็นหนังสืออะไรนี่มันเล็กมาก ตอนแรกดิฉันมองผ่าน ๆ คิดว่าใครส่ง หนังสือแพรวมาให้ ก็ต้องชมเชยท่านนะคะ เมื่อหน้าดูสวยงามดิฉันก็เลยเปิดอ่าน ตั้งแต่ หน้าแรกจนหน้าสุดท้าย ก็ต้องบอกค่ะท่านว่าในนี้มีทั้งหมด ๙ นโยบายที่ท่านนํามาแถลง แล้วก็ให้เราได้ทราบว่าท่านมีผลงานในด้านอะไรบ้าง วันนี้จริง ๆ ดิฉันอยากจะพูด ทั้ง ๙ นโยบายนะคะ แต่ท่านให้เวลาดิฉันแค่ ๑๐ นาที ดิฉันคงขอพูดแค่ ๒ นโยบาย นโยบายที่อยากจะพูดก็คือ อันแรกคือนโยบายการบริหารราชการแผ่นดิน อีกนโยบายหนึ่ง ที่จะพูดในวันนี้ก็คงจะเป็นนโยบายด้านศาสนา สังคม สาธารณสุข การศึกษา และวัฒนธรรม ดิฉันต้องบอกเลยค่ะว่าอ่านมาแล้วตอนแรกเข้าใจได้เลยค่ะ เพราะว่าดูแล้ว อุปสรรคทุกนโยบายของท่านน้อยมากจนเรียกว่าแทบจะไม่มีนโยบาย แค่เห็นตรงนั้น ดิฉันก็เข้าใจเลยค่ะว่า อ๋อ สงสัยท่านนี่เก่งกาจกันทุกคน รัฐมนตรีท่านนี่ตอนแรกดิฉัน ก็เข้าใจว่ามีแค่ ๓๖ คนค่ะ แต่วันนี้มาดิฉันเพิ่งทราบว่าจริง ๆ แล้วไม่ใช่แล้วค่ะ ท่านน่าจะมี เยอะกว่านั้นนะคะ ก็ต้องบอกเลยค่ะว่าเมื่อเป็นเช่นนั้น

ก็มาดูนโยบายแรกที่ดิฉันจะพูดถึงก็คือนโยบายทางด้านการบริหารราชการ แผ่นดิน ตามมาตรา ๗๘ ดิฉันเข้าใจนะคะว่าท่านต้องมีนโยบายด้านนี้ก็เพื่อจะให้การพัฒนา ทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศ ทําอย่างไรก็ได้ให้ประเทศเราเกิด ผลประโยชน์อย่างสูงสุดของประเทศชาติในภาพรวมนะคะ เมื่อดิฉันอ่านไป ดิฉันอยู่ คณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบของสภาผู้แทนราษฎร ของเรานี่ละค่ะ ดิฉันก็ต้องสนใจในเรื่องของการทุจริตใช่ไหมคะ ดิฉันก็อ่านไปพบว่ามีการพูด ถึงเรื่องการแก้ไขปัญหาการทุจริตอยู่ค่ะ แต่อยู่ในหน้า ๔๕ ท่านประธานลองเปิดตามดิฉันไปดู หน้า ๔๕ ดิฉันอ่านไปแล้วดิฉันสะดุดใจอยู่นิดหนึ่งค่ะท่านประธาน รัฐบาลนะคะ บอกว่าจะ เน้นโดยเน้นย้ําถึงความจําเป็นที่รัฐบาลต้องตระหนักว่าต้องเข้ามาบริหารบ้านเมืองในภาวะที่ เป็นวิกฤติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ตรงนี้ดิฉันเข้าใจค่ะว่ามันก็อาจจะมีเรื่องการ ขัดแย้งกันในสังคมของเราเกิดขึ้น แต่ดิฉันไม่เข้าใจอยู่ข้อความหนึ่งค่ะ ข้อความต่อไปก็คือ และไม่ได้เข้ามาในภาวะเลือกตั้งทั่วไป ดิฉันตกใจค่ะ ทําไมถึงตกใจ ก็เราทุกคนในสภาแห่งนี้ มาจากประชาชนที่เลือกเราเข้ามาเป็นผู้แทนราษฎร มาเป็น ส.ส. เป็นตัวแทนของเขา มาเป็น ปากเสียงให้กับประชาชน ท่านนายกรัฐมนตรีก็มาจากการเลือกตั้งเหมือนกับดิฉัน เหมือนกับ ท่านประธาน ทําไมถึงบอกว่า ไม่ได้มาในภาวะเลือกตั้งทั่วไป ทําให้ดิฉันคิดว่าเป็นการยอมรับ หรือเปล่าคะที่เขา บอกว่ามีคนอุ้มท่านอภิสิทธิ์มาเป็นนายกรัฐมนตรีจะเป็นเรื่องจริง ดิฉัน อ่านตรงนี้ดิฉันเข้าใจไปทางนั้นเลยนะคะ เมื่อตรงนี้เอาละค่ะเราก็ไม่ว่ากัน ท่านอาจจะมีการ ผิดพลาดหรือว่าคนทําหนังสือนี้ผิดพลาด เขียนผิดพลาดมานะคะ ก็ต้องบอกเลยค่ะว่า เมื่อพูดถึงการทุจริต ดิฉันก็ข้องใจค่ะ ในนี้ไม่พบว่ามีปัญหาการทุจริตอะไร พูดแค่ว่ามีการ ตรวจสอบเท่านั้น ยกตัวอย่างง่าย ๆ โครงการเศรษฐกิจพอเพียง หรือชุมชนพอเพียงของรัฐบาลค่ะ มีข่าวคราวออกมามากมาย มีการพบการทุจริต เครื่องกรองน้ําแสงอาทิตย์บ้างละ อะไร ต่ออะไรเยอะแยะ ถามนิดหนึ่งค่ะ ได้ตัวการหรือยังค่ะ เห็นออกข่าวมามีแต่พวกปลาซิว ปลาสร้อยค่ะ หรือไม่อย่างนั้นก็ไปเอาผิดกับทางผู้นําที่เป็นคนทําโครงการส่งมาค่ะ ไม่เห็น มีข่าวเลยค่ะว่าได้ตัวการใหญ่มาจัดการลงโทษหรือยัง

อีกโครงการหนึ่งที่ดิฉันบอกต้องให้ความสนใจ โครงการการจัดหาครุภัณฑ์ ของกระทรวงศึกษาธิการโดยเฉพาะกรมอาชีวะหรือสํานักงานการอาชีวะศึกษาค่ะ ตรงนี้ ท่านประธานคะ ดิฉันเคยทักท้วงในที่ประชุมแห่งนี้แล้วว่ามีวิทยาลัยหนึ่งวันนี้ได้รับโทรศัพท์ ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. ของดิฉันนี่แหละ ท่านวิลาศ ท่านอยู่พรรคเดียว กับท่านนายกรัฐมนตรีค่ะ ดิฉันนั่งอยู่กับท่านพอดี มีอาจารย์ของวิทยาลัยอาชีวะโทรศัพท์มา เขามาบอกว่า มีเรื่องหนักอกหนักใจอยากจะมาร้องเรียน เนื่องจากว่าวิทยาลัยเขามีเด็กเรียน ทางด้านคหกรรมอยู่ไม่ถึง ๑๐ คน แต่งบประมาณโครงการไทยเข้มแข็งหรือไข่เข้มแข็ง นี่ละค่ะท่านประธานจัดให้เขาได้รับงบประมาณ ๒๐ ล้านบาท จัดซื้อสิ่งทอ ปีนี้งบประมาณ ส่งไปแล้วค่ะก็ดําเนินการจัดซื้อจัดจ้างเรียบร้อยแล้วมีการลงนามในสัญญาแล้ว เดือนมีนาคม นี้ค่ะท่านประธาน เด็กคหกรรม ๙ คนนี้จะเรียนจบการศึกษาซึ่งดิฉันก็ไปสอบถามมาแล้วว่า จะเรียนต่อกันหรือเปล่า เขาบอกไม่เรียนจะไปหางานทําแล้วไม่มีสตางค์ ใครจะใช้คะ ท่านประธานผ่านมาจนถึงปัจจุบันดิฉันโทรศัพท์ไปสอบถาม ครุภัณฑ์ชุดนี้ยังไม่ไปถึงมือ โรงเรียนหรือว่าวิทยาลัยแห่งนั้นเลย ที่น่าเสียใจไปยิ่งกว่านั้นท่านประธานคะ ไม่รู้ จริงหรือเปล่า เขาบอกว่าตอนลงนามในสัญญามีการลดงบประมาณ ประมูลเสร็จแล้วนะคะ ท่านประธาน มีการลดประมาณลง ๓๐ ถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ต้องถามสํานักงบประมาณนะคะ ท่านประธานว่าจริงหรือเปล่า แต่เท่าที่ดิฉันทราบเป็นเรื่องจริง นอกจากนั้นท่านประธานคะ ปี ๒๕๕๔ วิทยาลัยที่ไม่มีเด็กเรียนกลับได้รับงบประมาณในเรื่องเครื่องถัก ไม่มีคนเรียนค่ะ ท่านประธาน ได้ไปอีก ๑๗ ล้านบาท เอาไปให้ใครเรียนคะ เอาไปให้ใครใช้ละคะ อย่างนี้ค่ะ เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศชาติหรือเปล่า ถ้าเป็นดิฉันนะคะไม่รู้เรื่องกับใครหรอกค่ะ เครื่องถักเครื่องทอไม่รู้เรื่อง ใช้ไม่เป็น แต่ว่าดิฉันคิดว่ามีการวางแผนที่จะทุจริต ถ้าสํานัก งบประมาณลดงบประมาณลง ๓๐ ถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ จริงอย่างว่า ก็แปลว่ามีการวางแผน มาแล้วค่ะตั้งแต่งบไทยเข้มแข็งต้องไปหานะคะท่านนายกรัฐมนตรีว่าใครกันแน่ที่มันเข้มแข็ง นอกจากนี้ท่านประธานดิฉันได้ยินข่าวลือมาเยอะมาเลย มีการเรียกรับเปอร์เซ็นต์ ในการจัดซื้อจัดจ้าง เรียกผู้รับเหมามาตกลง จริงหรือไม่จริงไม่ทราบอยากให้ท่าน นายกรัฐมนตรีลองไปสอบถามท่านวิลาศ ประธานคณะกรรมาธิการของดิฉันดูว่าจริงหรือเปล่า นอกจากนี้ครูอาชีวะบอกดิฉันมาว่า งบไทยเข้มแข็งประมูลได้เงินเหลือ เงินพูดง่าย ๆ ค่ะ ใช้จ่ายไม่หมด ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าต้องนําไปใช้ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยน้ําท่วม วิทยาลัยไหนอยู่ในพื้นที่แถวนั้น ต้องนําไปช่วย วิทยาลัยก็พาซื่อค่ะ เขามีคําสั่งลงไปบอกให้ วิทยาลัยนําเงินที่จะต้องใช้ในการทํางานของวิทยาลัยไปใช้จ่ายในการช่วยเหลือก่อน แล้วจะ จัดส่งเงินมาให้ภายหลัง ผ่านมา ๔ เดือน ท่านประธานคะ เงียบค่ะ ที่สําคัญทราบว่ามีการนํา เงินเหลือจ่าย นี้ละค่ะไปจัดซื้อครุภัณฑ์ส่งไปให้วิทยาลัยโดยไม่มีการสอบถามเลยท่านประธาน ๒๐๐ กว่าล้านบาทแล้วค่ะ ท่านนายกรัฐมนตรีทราบบ้างไหมคะ อย่างนี้ไม่ทราบเหมือนกันว่า ทุจริตหรือเปล่า อันนี้เป็นเรื่องของกรมอาชีวะศึกษา

มาดูต่อไปท่านประธานคะ คงจะต้องพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับ อันต่อไปก็เป็นเรื่อง เกี่ยวกับท่านชินวรณ์ ท่านชินวรณ์เจอดิฉันเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาบอกดิฉันว่าเดี๋ยวจะไปที่ จังหวัดชัยภูมิ ดิฉันก็ดีใจค่ะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาไปจังหวัดชัยภูมิ ปรากฏว่า ท่านบอกว่าให้เลขานุการโทรศัพท์ไปประสานกับดิฉันที่สํานักงานว่าจะไปเดี๋ยวจะโทรศัพท์มา แจ้งเวลา ท่านชินวรณ์จะบอกดิฉันเองดิฉันก็รอ มีโอกาสเจอท่านที่ห้องรับประทานอาหาร ของเรานี่ละค่ะท่านประธาน ท่านก็บอกดิฉันว่าเดี๋ยวพี่จะไปนะ ดิฉันก็รอ รอแล้วรอเก้อค่ะ ผ่านมาจนถึงวันนี้ยังไม่ทราบเลยค่ะท่านจะไปเวลาไหน แต่ท่านก็ไปมาแล้วนะคะ ที่สําคัญต้องเรียนท่านนายกรัฐมนตรี่ว่าต้องช่วยคุยกับท่านชินวรณ์ นิดหนึ่งค่ะ ดิฉันไม่แปลกใจค่ะที่เด็กนักเรียนในปัจจุบันรู้จักวันวาเลนไทน์ (Valentine) มากกว่าวันมาฆบูชา ก็ท่านรัฐมนตรีไปพูดในห้องประชุมของผู้บริหารโรงเรียนว่า ผมไม่รู้ มาก่อนเลยนะว่าวันนี้วันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ เป็นวันมาฆบูชา แล้วเด็กมันจะไปรู้ได้อย่างไร รัฐมนตรียังไม่รู้เลยค่ะ ที่สําคัญผู้ปกครองที่เป็นครูบาอาจารย์ โดยเฉพาะผู้บริหารที่ต้องไปรอ พบท่านตั้งแต่บ่ายโมง ท่านไปบ่าย ๓ โมงกว่าค่ะ เขาบอกว่าเสียเวลาค่ะ เดินทางมาจาก ทั่วจังหวัด เดินทางแต่เช้าเสียเวลาที่จะเอาเวลาไปทําบุญวันพระใหญ่ เด็กนักเรียนก็บอกมา อีกค่ะว่าเสียเวลาวันหยุดน่าจะได้พักอยู่กับบ้านไปทําบุญกับครอบครัว ต้องมารอรับรัฐมนตรี วันหลังท่านประธานคะ ท่านชินวรณ์จะไปบอกกล่าวเลยค่ะเวลาไหน ไปลงพื้นที่ดิฉันดิฉัน ไม่ว่าหรอกค่ะ ไม่ต้องกลัวค่ะท่านประธาน ท่านจะไปเชียร์ (Cheer) พรรคท่านดิฉันก็ไม่ว่า เป็นการดีที่ท่านจะไป นี่ต้องฝากท่านนายกรัฐมนตรีด้วยว่าเป็นอย่างไร ดิฉันก็ไม่แน่ใจ สุภาษิตที่ว่า ประชาชนต้องมาก่อน น่าจะเปลี่ยนเป็น ประชาชนต้องรอก่อน หรือเปล่า ในการที่รัฐมนตรีจะลงไปพบ อันนี้ก็คือเรื่องแรก

เรื่องต่อไปดิฉันจะพูดเรื่องเกี่ยวกับแนวนโยบายด้านศาสนาตามมาตรา ๗๙ ต้องเรียนเลยค่ะท่านประธาน