สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๐ · ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

อลงกรณ์ พลบุตร หารือเรื่องผลการดำเนินงานของคณะรัฐมนตรี โดยเน้นการส่งออก การค้าชายแดน และการส่งเสริมการค้าชายแดนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และการส่งออกข้าวไทยที่มีผลสำเร็จ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ใคร่ขอถือโอกาสตอบข้อซักถามและประเด็นที่ท่านสมาชิกได้สอบถามในรายงานแสดง ผลการดําเนินงานของคณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ใน ๓ ประเด็น คือประเด็นเรื่องของการส่งออก ประเด็นเรื่องการค้าชายแดน ประเด็นในเรื่องของ การระบายข้าว

สําหรับประเด็นแรก ในเรื่องของการส่งออกนั้นเนื่องจากว่าในช่วงที่รัฐบาล ได้เข้ามาบริหารประเทศต้องเผชิญกับภาวะวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ซึ่งถือว่าเป็นวิกฤตการณ์ ทางเศรษฐกิจที่ร้ายแรงที่สุดนับแต่ที่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ ๒ มีผลกระทบต่อตลาดหลัก ๆ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น แม้แต่ประเทศจีนและอื่น ๆ จึงมีผลทําให้ในปี ๒๕๕๒ เรามีการส่งออก ๑๕๒,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ เหรียญโดยประมาณ ลดลงจากปี ๒๕๕๑ ๑๔ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งลดน้อยกว่าที่มีการคาดการณ์ แต่อย่างไรก็ตามหลังจากที่ได้ดําเนินการ ในการขับเคลื่อนด้วยมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศและการดําเนินนโยบาย การค้าระหว่างประเทศในรูปแบบใหม่ จึงสามารถทําให้ปี ๒๕๕๓ นั้นมีการส่งออกสูงสุด เป็นประวัติการณ์ ด้วยมูลค่าการส่งออก ๑๙๕,๐๐๐ ล้านเหรียญเทียบกับการส่งออกในปีที่ ผ่านมามีอัตราเพิ่มสูงถึง ๒๘ เปอร์เซ็นต์ ถือว่าเป็นอัตราเพิ่มที่สูงมากเป็นประวัติการณ์ เช่นกัน โดยเฉพาะในเดือนมิถุนายนนั้นมีอัตราการเพิ่มถึง ๔๖ เปอร์เซ็นต์ สูงที่สุดเป็น ประวัติการณ์ของการส่งออกในประวัติศาสตร์ของเรา ทั้งนี้ทั้งนั้นเนื่องจากว่าการใช้นโยบาย ของการขยายตลาดใหม่นะครับ รวมทั้งการรักษาตลาดเดิมและก็การใช้มาตรการในเชิงลึก ของการทําตลาดทั้งส่งเสริมการขายและการตลาด อย่างไรก็ดี การส่งออกสําหรับในปี ที่ผ่านมานั้นถือได้ว่ามีส่วนสําคัญต่อการทําให้มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจนะครับซึ่งมีการ เติบโตถึง ๗.๘ เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้เนื่องจากว่าสัดส่วนในจีดีพีที่เป็นรายได้นั้นคิดเป็นสัดส่วน จากการส่งออกสินค้าและบริการสูงถึงกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ สําหรับประเด็นในเรื่องของการค้าชายแดนที่ท่านสมาชิกได้สอบถามมาเนื่องจากว่าเรา มีพรมแดนติดกับทาง สปป. ประเทศลาว ประเทศกัมพูชา ประเทศเมียนมาร์ และประเทศ มาเลเซีย ก็ต้องเรียนอย่างนี้ว่าในปี ๒๕๕๒ เรามีการส่งออก ๓๖๖,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ มีการนําเข้า ๒๗๓,๐๐๐ ล้านบาท เราได้เปรียบดุลการค้า ๙๓,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ในปี ๒๕๕๓ ครับปรากฏว่าเราสามารถสร้างสถิติในการขยายการค้าชายแดนเป็นมูลค่าถึง เกือบ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วมีการขยายตัวถึง ๒๘ เปอร์เซ็นต์ โดยที่เราสามารถได้เปรียบ ดุลการค้าสูงเป็นประวัติศาสตร์ กล่าวคือการส่งออกการค้าชายแดน ๔๘๖,๐๐๐ ล้านบาท ขณะที่เรานําเข้า ๒๙๑,๐๐๐ ล้านบาท เราได้เปรียบดุลการค้าถึง ๑๙๔,๐๐๐ ล้านบาท โดยที่ตั้งเป้าหมายว่าในปีหน้าปี ๒๕๕๕ นั้น เราจะสามารถทะลุหลัก ๑ ล้านล้านบาท ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ด้วยการที่เรามีการเสริมสร้างกลไกในเรื่องของการค้าชายแดนในรูปแบบใหม่ เช่น ในเรื่องของการใช้ยุทธศาสตร์ ๓ วงแหวน ๕ ประตู ในการเชื่อมโยงโดยการพัฒนา โลจิสติกส์ การค้าควบคู่ไปกับมาตรการการส่งเสริม การส่งออก ตลอดจนการที่เราได้มีการ สร้างรูปแบบของการค้าระหว่างประเทศชายแดน เพิ่มเติมจากในอดีตนะครับดังที่ท่านได้เห็น ว่าท่านรองนายกรัฐมนตรีไตรรงค์ สุวรรณคีรี และผมนั้นเพิ่งเดินทางกลับจากประเทศกัมพูชา ซึ่งความจริงแล้วเป็นความตกลงตั้งแต่เดือนตุลาคมในการประชุมอาเซียน ซัมมิท ปีที่แล้ว โดยที่เราจะมีการปรับรูปแบบเพื่อให้การค้าระหว่างประเทศที่มีพรมแดนติดกันนั้นเกิดโอกาส ของการค้าการขายมากขึ้นในรูปของการจัดบิสซิเนส ซัมมิท (Business Summit) แล้วก็มี การจัดการแสดงสินค้าควบคู่ไปกับการจับคู่ทางธุรกิจ และการที่รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ แล้วก็รัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจได้มีการประชุมร่วมกับภาคเอกชน และที่สําคัญ คือจะจัดเป็นประจําทุกปีสลับกันเป็นภาค ๆ อันนี้เป็นรูปแบบซึ่งได้มีการทดลองนําร่องเมื่อปี ที่แล้วในเดือนกันยายนที่เราได้จัดทําลิมอร์ ดาซาร์ ซัมมิท (Limor Dasar Summit) ระหว่าง ประเทศไทยกับประเทศมาเลเซีย ตรงนั้นก็ได้ใช้รูปแบบดังกล่าวนั้นมาสู่การขับเคลื่อน เมื่อ เดือนมกราคมก็จัดที่นครหลวงเวียงจันทน์ ในรูปแบบเดียวกัน แล้วก็เดือนกุมภาพันธ์ที่ ประเทศกัมพูชา ตรงนี้ก็เป็นส่วนที่ ๑

ส่วนที่ ๒. ก็คือในส่วนของการส่งเสริมให้มีศูนย์ส่งเสริมการค้าชายแดน เพื่อที่จะทําให้เป็นฐานสนับสนุนของการค้าชายแดนที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น รวมไปถึงในเรื่องของ การจัดมหกรรมสินค้าชายแดน เพื่อกระตุ้นให้มีการขยายการขายสินค้าของเราในบริเวณ รอยตะเข็บชายแดนในทุกประเทศ ที่สําคัญก็คือว่าเราได้ใช้กลไกเครื่องมือของเขตการค้าเสรี อาเซียนหรือว่าอาฟตา (AFTA) แล้วก็เป็นอย่างที่ท่านสมาชิกได้พูดถึงเรื่องของเออีซี (AEC) หรือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งอีก ๓ ปี ๑๑ เดือนก็จะเข้าสู่การเป็นตลาดเดียวกัน ฐานการผลิตเดียวกัน หรือว่าประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เพราะฉะนั้นการปรับรูปแบบ กลไกต่าง ๆ จึงเป็นความสําคัญอย่างยิ่ง และได้ส่งผลให้เห็นถึงการเติบโตและการขยายตัว ของการส่งออกชายแดน โดยเฉพาะเป็นการยืนยันอีกประการว่าเราไม่ได้มีความสัมพันธ์ ในเรื่องของเศรษฐกิจและการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านนะครับ อาจจะมีบางประเทศ ที่มีปัญหาชายแดนบ้าง เพราะว่ามีพรมแดนติดกันถึง ๘๐๓ กิโลเมตร หรือว่าในทางตะวันตก ก็มีการต่อสู้ของชนกลุ่มน้อย ภายในประเทศอาจจะกระทบบ้างกับเรื่องของด่านการค้า แต่ว่าเราก็ได้ขับเคลื่อนเพื่อสร้างโอกาส ไม่ใช่เฉพาะในปีที่ผ่านมาหรือว่าปีนี้ แต่ว่า เพื่ออนาคตและไม่ใช่สําหรับรัฐบาลนี้เท่านั้น แต่ว่าทุกรัฐบาล เพราะนั่นคือประโยชน์สูงสุด ของประชาชน โดยเฉพาะในเรื่องของโครงการประตูตะวันตก ซึ่งได้เริ่มก่อสร้างแล้วนะครับ ในการเปิดภาคตะวันตกของเรา ซึ่งเคยเป็นประตูปิด มีเทือกเขาตะนาวศรีหรือเรียกว่า ตะนิ้นตายี ในภาษาของพม่า ขณะนี้เส้นทางการสร้างไฮเวย์ (Highway) ระหว่าง จังหวัดกาญจนบุรีไปทวาย จะแล้วเสร็จไม่เกิน ๓ ปีนี้ แต่ขณะนี้ทางลําลองเชื่อมถึงกันแล้ว แล้วก็จะสร้างท่าเรือน้ําลึก รวมไปถึงการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ พร้อมกันนั้นก็ได้มีการ จัดเตรียมความพร้อมอย่างน้อยในเบื้องต้น ๘ จังหวัดภาคตะวันตก ซึ่งได้จัดเตรียม ความพร้อมทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนในการรองรับต่อประตูการค้าใหม่ เส้นทางการค้าใหม่ ซึ่งจะทําให้ประเทศไทยนั้นก้าวสู่การเป็นจุดยุทธศาสตร์สําคัญของการค้าระหว่างประเทศ เชื่อมระหว่างโลกตะวันตก ตะวันออก

สุดท้ายคือประเด็นในเรื่องของการระบายข้าว ซึ่งท่านสมาชิกได้กรุณา ให้ความสนใจแล้วก็สอบถาม ผมใคร่ขอถือโอกาสนี้ชี้แจงดังนี้ว่า ในปี ๒๕๕๒ เราระบายข้าว ได้ ๘,๕๙๐,๐๐๐ ตัน ข้าวสารนะครับ ลดลง ๑๔.๒ เปอร์เซ็นต์ในเชิงปริมาณ แล้วก็ลดลง ในเชิงมูลค่า ๑๗ เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นผลที่ส่งมาถึงจากกรณีของวิกฤตการณ์เศรษฐกิจโลก ที่ทําให้ตลาดของเรานั้นหดตัวลง แต่ว่าหลังจากที่ได้มีการปรับกลยุทธ์และมีการนําแนวทาง ใหม่ ๆ ในการส่งออก ปรากฏว่าในปี ๒๕๕๓ ที่ผ่านมานี้ เราสามารถส่งออกข้าวสารได้สูงถึง ๙.๐๓ ล้านตัน คิดเป็น มูลค่า ๑๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนะครับ โดยเพิ่มในเชิงปริมาณและมูลค่ากว่า ๕ เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดที่เรามีการขยายตัวในประเทศแอฟริกา ไม่ว่าจะเป็นประเทศไนจีเรีย ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศบังคลาเทศ ประเทศอิรักและประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น ทั้งนี้เพราะว่า ลูกค้ายังมีความเชื่อมั่นในเรื่องของคุณภาพและมาตรฐานของข้าวไทย รวมไปถึงความเชื่อมั่น ในเรื่องโลจิสติกส์ การส่งมอบที่ตรงเวลา แล้วก็มีการบริหารต้นทุนโลจิสติกส์ที่ทําให้เรา สามารถครองขีดความสามารถในการแข่งขันในด้านนี้ได้ โดยเฉพาะในไตรมาสสุดท้ายที่ เพิ่งผ่านพ้นมานั้นมีปริมาณการส่งออกข้าวสารสูงถึง ๒.๙ ล้านตัน หรือว่าเพิ่มขึ้นจากปีก่อน หน้านั้นถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ใคร่ขอถือโอกาสนี้กราบเรียนผ่าน ท่านประธานไปถึงสมาชิก ขอบคุณมากครับ