อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ อภิปรายถึงผลงานของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในช่วงหนึ่งปีที่รัฐบาลเข้ามา และผลงานที่รัฐบาลได้ผลิตออกมา รวมถึงการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ชายแดนภาคใต้
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ส.ส. จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ รายงานแสดงผลการดําเนินการของคณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ผมขอทําความเข้าใจกับท่านประธานผ่านไปถึงเพื่อนสมาชิกจากพรรคฝ่ายค้านที่ระบุว่า จะไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากว่าในรัฐธรรมนูญระบุชัดว่าแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เป็นเจตจํานงที่จะให้รัฐดําเนินการตรากฎหมายและกําหนดเป็นนโยบายในการบริหาร ราชการแผ่นดิน แล้วบอกให้นําเสนอปัญหาต่อรัฐสภาปีละครั้งถามว่ารัฐสภาคืออะไรครับ ในมาตรา ๘๘ ก็ระบุชัดว่ารัฐสภาประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา รัฐสภา จะประชุมร่วมกันหรือแยกกันย่อมเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ เพราะฉะนั้นวันนี้ เมื่อสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็น ๑ ในรัฐสภาได้ประชุมแยกกันก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ทุกประการ แล้วก็ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา มาตรา ๑๓๖ ก็เขียนไว้ชัดเจนว่ามี ๑๖ เรื่องเท่านั้น ไม่มีเรื่องแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ผมว่าเรื่องนี้ท่านประธานจะต้องทํา ความเข้าใจกับเพื่อนสมาชิกให้ชัดเจนด้วยนะครับ ท่านประธานครับในการอภิปรายของสภา ในวันนี้เป็นเรื่องราวของการทํางานของรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในช่วงระหว่าง วันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๓๑ ถึง ๓๐ ธันวาคม ๒๕๓๒ เพราะฉะนั้นการอภิปรายจําเป็นที่ จะต้องอยู่ในประเด็นแล้วก็ต้องเคร่งครัดต่อกรอบเวลาในการทําหน้าที่อันนี้ด้วย เพื่อให้ ชัดเจนแล้วก็ต้องยอมรับว่าในช่วง ๑ ปีเต็มที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทําหน้าที่ ในช่วงเวลานั้นต้องถือว่าเป็นช่วงเวลาที่มีความยากลําบากที่สุดของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แน่นอนว่าอาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทําให้การทํางานภายในช่วงเวลา ๑ ปีแล้วจะสามารถ สนองตอบในทุกเรื่องที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญตั้งแต่มาตรา ๗๗ เป็นต้นไปนี่ได้สําเร็จทั้งหมด ต้องยอมรับว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์เข้ามาในช่วงนั้นเกิดภาวะที่จะต้องให้ความเห็นใจ ในเรื่องภาวะ เศรษฐกิจเวลานั้นภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกครับ รัฐบาลก็ต้องเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ แล้วก็ทําจนกระทั่งเป็นผลสําเร็จ แต่ว่าในช่วงปลายปี ๒๕๕๒ ก็ยังเกิดภาวะเศรษฐกิจ ที่กระเพื่อมขึ้นมาอีกจากความผันผวนทางการเงินที่ก่อตัวที่ประเทศกรีซ แล้วก็ปัญหาการ ลงทุนในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งแต่ในระยะต่อมาผลของการทํางานหนักของรัฐบาลก็ทําให้ การแก้ไขปัญหาในส่วนนั้นดีขึ้น สิ่งที่ต้องพูดถึงในวันนี้ก็คือเรื่องของความผันผวน ทางการเมืองครับ ต้องยอมรับว่าปฏิบัติการของคนบางกลุ่มที่กดดันต่อรัฐบาลในช่วงเวลานั้น นับตั้งแต่วันแรกที่นายกรัฐมนตรีได้รับเสียงโหวตจากสภาแห่งนี้ให้ทําหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรี ก็มีการชุมนุมกันทันทีครับ ชุมนุมกดดันตั้งแต่เรื่องต้องยุบสภา ต้องใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ สภาพอย่างนี้แหละครับเป็นความยากลําบากในการทํางาน ของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้วก็มาจากความชอบธรรมอย่างแท้จริง ท่านประธาน ที่เคารพครับ วันที่ ๗ เมษายนวันที่นายกรัฐมนตรีไปประชุมนอกสถานที่เพื่อเตรียม การประชุมสุดยอดผู้นําอาเซียนและประเทศคู่เจรจาที่พัทยา นายกรัฐมนตรีถูกทุบรถ ถูกทําร้ายที่พัทยา วันที่ ๘ เมษายนเหตุการณ์ยังไม่จบสิ้นมีการยกขบวนกันไปล้อมบ้าน พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ มีการกดดันไล่องคมนตรีออกจากตําแหน่ง วันที่ ๙ เมษายน มีดาวกระจายมีวิดีโอ ลิงค์ (Video link) จากต่างประเทศออกมาสั่งการว่าเราแพ้ไม่ได้ วันที่ ๑๐ เมษายนมีการประชุมผู้นําอาเซียนและประเทศคู่เจรจา วันที่ ๑๑ มีการล้ม การประชุม วันที่ ๑๒ วันที่ ๑๓ วันที่ ๑๔ นี่ไม่ต้องพูดถึงว่าเกิดอะไรขึ้นในกรุงเทพมหานคร ภาวะเช่นนี้ครับเป็นความยากลําบากโดยแท้ แต่ว่ารัฐบาลก็สามารถที่จะฟันฝ่ามาได้ ไม่มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น เหตุการณ์ก็จบลงแล้วก็สามารถที่จะเดินหน้าไปได้ วันนี้ครับจําเป็นที่จะต้องพูดถึงว่าความยากลําบากเหล่านั้นรัฐบาลก็ยังสามารถเดินฝ่ามาได้ แล้วก็สามารถผลิตผลงานที่ออกมาตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐได้อย่างน่าชื่นชม เพียง ๒ สัปดาห์แรกที่รัฐบาลเข้ามา รัฐบาลก็สามารถผลิตนโยบายเรื่องการศึกษาฟรี ๑๕ ปี ออกมา พร้อม ๆ กับการจัดตั้งคณะกรรมการรัฐมนตรีพัฒนาพื้นที่พิเศษ ๕ จังหวัดชายแดน ภาคใต้ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แล้วก็คลอดแผนพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปี ๒๕๕๒ ถึงปี ๒๕๕๕ ใช้งบประมาณ ๕๑,๙๕๑ ล้านบาท โดยใช้แนวทางที่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานก็คือเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา รวมทั้งการพัฒนาในพื้นที่ที่ยากจนให้ เป็นรูปธรรม แล้วก็บัดนี้การแก้ปัญหาเหล่านั้นก็ดีขึ้นมาเป็นลําดับ นี่สะท้อนให้เห็นว่าเป็นตัวอย่างเล็ก ๆ อันหนึ่งว่าการเริ่มต้นจากความยากลําบากนั้นรัฐบาลก็สามารถที่จะผลิตผลงานที่เป็น นโยบาย และก็สามารถแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนได้ ท่านประธานครับ มีการพูดถึง แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในมาตรา ๗๗ เรื่องของการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ และเผยแพร่ขยายผลแนวพระราชดําริ ซึ่งเรื่องนี้ผมเห็นชัดว่าเป็นความพยายาม เป็นความตั้งใจของรัฐบาลที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ ต้องยอมรับว่าในช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลา ที่มีการล่วงละเมิดจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์รุนแรง และไม่มีเจ้าภาพในการดําเนินการ เรามีกองทัพเข้ามา เรามีกระทรวงไอซีทีเข้ามา และเข้าไปดําเนินการเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง วันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ มีเว็บไซต์หนึ่ง คือเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์เดอะไทม์ ออฟ ลอนดอน (The Time of London) ได้ตีพิมพ์คําสัมภาษณ์ของอดีตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง ซึ่งมีเนื้อหา จาบจ้วงล่วงละเมิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และองค์รัชทายาท บางส่วนยังพูดละเลยไปถึง การปฏิรูปสถาบัน สิ่งที่รัฐบาลทําทันทีก็คือกระทรวงการต่างประเทศได้ออกแถลงการณ์ ตอบโต้ชี้แจง และกองทัพก็ได้แสดงความเห็นว่าการกระทําเช่นนั้นเป็นการกระทําที่ไม่บังควร ต่อมาวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ที่ประชุมของคณะกรรมการคดีพิเศษของดีเอสไอก็มีมติ รับเรื่องนี้เป็นคดีพิเศษไว้ดําเนินคดี นี่สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้ละเลยกับสิ่งที่ปรากฏ ในเว็บไซต์ที่มีการล่วงละเมิดสถาบัน และคนที่อยู่ในข่ายที่ต้องเกี่ยวข้องต้องถูกดําเนินคดี ก็จะต้องถูกรับโทษในอนาคต กราบขอบคุณครับท่านประธาน