ชินวรณ์ บุณยเกียรติ อภิปรายเรื่องนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการศึกษา โดยมองว่าการอภิปรายในสภาเป็นเรื่องที่จำเป็นในการตรวจสอบและเสนอแนะต่อรัฐบาล เขาเสนอโครงการเรียนฟรี เรียนดี 15 ปี ซึ่งครอบคลุมค่าเล่าเรียน ชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียน และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการดำเนินโครงการนี้ นอกจากนี้เขายังหารือเรื่องโอกาสในการศึกษาของเด็กที่มีความต้องการพิเศษและเด็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล โดยเสนอโครงการเรียนร่วมระหว่างเด็กพิการและเด็กปกติ และการปรับปรุงการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้หนังสือฟรีแก่เด็กๆ และการดูแลกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน รวมถึงการให้โอกาสเด็กด้อยโอกาสในการศึกษา
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะรัฐมนตรีว่ากากระทรวงศึกษาธิการ ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่ได้อภิปรายในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการศึกษา อย่างน้อย ๒ ท่านนะครับ คือท่านเฉิม อยู่บํารุง และท่าน นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ซึ่งได้อธิบาย มีส่วนที่เกี่ยวข้องพาดพิงถึงนโยบายของรัฐบาล และนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ซึ่งผมคิดว่าเป็นการอภิปรายที่สมควรจะได้รับการชี้แจง ไม่เหมือนกับบางคนที่อภิปรายแล้วก็เหมือนกับเป็นการมองในแง่ลบแต่เพียงด้านเดียว ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าการสร้างสรรค์ในเชิงการอภิปรายในสภาเป็นเรื่องที่มีความจําเป็นที่ พี่น้องประชาชนจะได้พิจารณาว่ารัฐบาลนี้ได้ให้ความสําคัญกับนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ซึ่งเป็นนโยบายสําคัญ ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลก็จะต้องดําเนินการในนโยบายเหล่านี้ อันนี้ ก็เป็นเรื่องที่ผมถือว่าสภามีบทบาทที่จะต้องตรวจสอบ ที่จะต้องเสนอแนะต่อรัฐบาลด้วย
ท่านประธานครับ ในกรณีของประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการศึกษานั้นมีอยู่ ๒ ประเด็นหลักครับ ประเด็นแรกที่ผมคิดว่าพูดถึงทั้ง ๒ ท่าน คือประเด็นในเรื่องของ โครงการเรียนฟรี เรียนดี ๑๕ ปี ผมอยากถือโอกาสนี้กราบเรียนกับท่านประธานว่า โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ นั้นได้มีบทบัญญัติไว้ว่า การจัดการ ศึกษาต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า ๑๒ ปี ที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย แต่ว่าเนื่องจาก รัฐบาลนี้ ท่านประธานครับ นายกรัฐมนตรีได้ให้ความสําคัญเกี่ยวกับคน เพราะคนนั้นเป็นพื้นฐานสําคัญในการที่จะ พัฒนาประเทศชาติบ้านเมือง ถ้าหากว่าเราได้พัฒนาคนให้อยู่เย็นเป็นสุข ไม่อยู่ภายใต้ของ ความขัดแย้ง ไม่อยู่ภายใต้ของเผด็จการ ไม่อยู่ภายใต้ของนักธุรกิจที่ครอบงําเห็นประโยชน์ อยู่ภายใต้ความเข้าใจ เรียนรู้และเท่าทันก็จะทําให้ประชาชนในสังคมนั้น ๆ มีคุณภาพ สามารถที่จะแยกแยะผิดถูก แล้วก็เข้าใจในเหตุผลที่จะอยู่ร่วมกันในสังคมประชาธิปไตย มีความเคารพในสิทธิมนุษยชน เพราะฉะนั้นหลักสําคัญของรัฐบาลนี้จึงให้ความสําคัญ เกี่ยวกับคน ท่านจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าไม่ว่าจะเป็นคนที่เป็นผู้มีอุปการคุณต่อประเทศชาติ บ้านเมือง คือผู้สูงอายุ รัฐบาลนี้ก็ดูแลผู้สูงอายุอย่างทั่วถึง ๘ ล้านคน ได้รับเงินค่าตอบแทน คนละ ๕๐๐ บาททุกคนทุกเดือน ขณะนี้ก็ยังทํา พ.ร.บ. เงินออมแห่งชาติเพื่อที่จะดูแล กลุ่มคนเหล่านี้อีก ๓๕ ล้านคนให้ได้มีโอกาสรับการดูแลจากรัฐ นอกจากนั้นก็ดูแลเพื่อน อสม. ที่ทําหน้าที่ในการที่จะดูแลสุขภาพของพี่น้องประชาชนให้ได้รับเงินค่าตอบแทน เป็นครั้งแรกที่ครบทุกคน คนละ ๖๐๐ บาท ทุกคนทุกเดือน และแน่นอนที่สุดครับ กลุ่มบุคคลที่ผมอยากจะพูดถึงก็คือกลุ่มบุคคลที่มีความสําคัญที่สุด นั่นคือลูกหลานของพี่น้อง ประชาชน ก็คือเด็ก เยาวชน ที่จะต้องได้รับการดูแลให้เข้าถึงการศึกษาอย่างเสมอภาคกัน ให้ได้เข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างมีคุณภาพ เพราะฉะนั้นรัฐบาลนี้จึงทํานอกเหนือไปกว่า ที่แนวนโยบายแห่งรัฐที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญให้จัดการศึกษาโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ๑๒ ปี แต่รัฐบาลนี้ได้เขียนไว้ในนโยบายชัดเจนในข้อ ๓.๑.๔ ว่าจะจัดให้ทุกคนมีโอกาสได้รับ การศึกษาฟรี ๑๕ ปี ตั้งแต่อนุบาลไปจนถึงมัธยมตอนปลาย หรือระดับประกาศนียบัตร วิชาชีพ พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการให้เกิดความเสมอภาคและความเป็นธรรม ในโอกาสทางการศึกษาแก่ประชาชนในกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ผู้ยากไร้ ผู้พิการ หรือทุพพลภาพ ผู้อยู่ในสภาวะยากลําบาก ผู้บกพร่องทางร่างกาย สติปัญญา และชนต่างวัฒนธรรม รวมทั้ง ต้องยกระดับพัฒนาศูนย์เด็กเล็กในชุมชน และสร้างโอกาสในการที่จะเข้าถึงการศึกษา อย่างมีคุณภาพตลอดชีวิต ท่านประธานจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่านโยบายของรัฐบาลนี้ นอกจากจะสอดรับกับนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐซึ่งถือว่ารัฐจะต้องรับผิดชอบโดยตรงแล้ว รัฐบาลนี้ยังให้ความสําคัญเป็นพิเศษเกี่ยวกับการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานถึง ๑๕ ปี โครงการ ๑๕ ปีเรียนฟรีจึงเป็นโครงการที่รัฐบาลได้ให้ความสําคัญเป็นพิเศษและดําเนินการทันที ที่เข้ามาเป็นรัฐบาลภายใน ๙๙ วัน ผมอยากจะกราบเรียนว่ารัฐบาลต้องใช้งบประมาณเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อให้ลูกหลานของเรานั้นได้บรรลุเป้าหมาย ๓ เรื่องครับ เรื่องแรกคือเรื่องของโอกาสแน่นอนที่สุด โครงการเรียนฟรี ๑๕ ปีในปีที่ผ่านมาเราใช้งบประมาณไป ๗๓,๐๐๐ ล้านบาท ก็เพื่อต้องการ ที่จะให้เด็กและเยาวชนทุกกลุ่มได้เข้าถึงโอกาสและมีความเสมอภาคที่จะได้รับการศึกษา และในปีงบประมาณ ๒๕๕๔ นี้รัฐบาลก็ได้จัดสรรงบประมาณเพิ่มให้อีกเป็น ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท เดี๋ยวผมจะกราบเรียนท่านประธานว่า ในฐานะที่ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผมได้ไปขับเคลื่อนให้นโยบายโครงการเรียนฟรี เรียนดี ๑๕ ปีนั้นเกิดประโยชน์กับ พี่น้องประชาชนสูงสุดได้อย่างไร ผมขออนุญาตกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า แนวทางในการ ดําเนินงานของโครงการเรียนฟรี ๑๕ ปีนั้นได้วางหลักไว้เป็นเป้าหมายอยู่ ๔ เรื่องครับ
เรื่องแรกก็คือเพื่อที่จะบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครองครับ ท่านประธาน ท่านประธานคงจําได้นะครับ ก่อนหน้ารัฐบาลนี้พี่น้องประชาชนจะต้องจ่าย ค่าเล่าเรียนนะครับ จะต้องจ่ายค่าชุดเครื่องแบบนักเรียน จะต้องจ่ายค่าหนังสือเรียน จะต้อง จ่ายค่าอุปกรณ์การเรียน ไม่ต้องพูดถึงเรื่องกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการเรียน คอมพิวเตอร์เลยครับ แต่ว่ารัฐบาลนี้ได้มีการจัดตั้งงบประมาณโครงการเรียนฟรี ๑๕ ปี ซึ่งเข้ามาดูแลทั้งหมด ๕ ฟรี ฟรีแรกที่พี่น้องประชาชนจะได้รับก็คือค่าเล่าเรียนฟรี ต่อไปนี้พี่น้องประชาชนไม่ต้องจ่าย ค่าเล่าเรียนเลยครับ นอกจากค่าเล่าเรียนฟรีแล้วก็จะได้ชุดนักเรียนใหม่ ๆ ๒ ชุดฟรีครับ ยุคก่อนหน้านี้ก็อาจจะมีการแจกชุดนักเรียนบ้างครับ แต่เราก็เห็นสภาพอยู่ วันนี้ชุดนักเรียน ผู้ปกครองสามารถรับเงินจากโรงเรียนไปเลือกซื้อชุดที่ดีที่สุดให้กับลูกของตัวเองครับ ๒ ชุดครับ และถ้าหากบางคนเห็นว่ามีชุดที่ใส่อยู่เดิมแล้วพอใช้ได้ เปลี่ยนไปเป็นชุดลูกเสือ เปลี่ยนไปเป็นชุดพละก็ได้ครับ ท่านประธานครับ ได้อุปกรณ์การเรียนฟรี อุปกรณ์การเรียน เช่น ปากกา สมุด เครื่องใช้ต่าง ๆ เกี่ยวกับการเรียนฟรี ให้ซื้อปีหนึ่ง ๒ ครั้งครับ เพื่อให้พอดี กับการที่นักเรียนจะต้องใช้ในการเรียนครับ และแน่นอนที่สุดที่เพิ่มขึ้นมาและเป็นที่พึงพอใจ ของประชาชน คือกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนฟรี กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนหมายความว่าอย่างไรครับ ท่านประธาน หมายความว่าเด็กนักเรียนสามารถที่จะเลือกเรียนคอมพิวเตอร์ได้อย่างน้อย ๔๐ ชั่วโมง ถ้าไม่เลือกเรียนคอมพิวเตอร์ ครูก็จะนําเงินก้อนนี้ครับ ที่จะนํานักเรียนไปศึกษา ในแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ที่เรียกว่าทัศนศึกษา ท่านประธานคงจะเห็นเป็นครั้งแรกใช่ไหมครับ ที่เห็นนักเรียนมาเยี่ยมชมรัฐสภามากที่สุดในรอบ ๓ ปีที่ผ่านมา เพราะนักเรียนได้มีโอกาสใช้ เงินก้อนนี้ครับ เป็นเงินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน มาดูรัฐสภา มาดูสวนสัตว์ มาเยี่ยมชม พระราชวัง เดี๋ยวนี้มาถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วย ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานว่า สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมาที่ได้ดําเนินการครับ ในช่วงปีที่ผ่านมานั้น เราได้ดําเนินการในการที่จะขับเคลื่อนการใช้โครงการเรียนฟรี เรียนดี ๑๕ ปี
ประการแรกก็คือว่า ลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครอง
ประการที่สอง เมื่อเราเชื่อว่าเด็กมีหนังสือเรียนพร้อม เครื่องแบบนักเรียน พร้อม อุปกรณ์การเรียนพร้อม ก็จะสะท้อนคุณภาพการเรียนของนักเรียนครับ ในขณะนี้เป็น ที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าคุณภาพของนักเรียนแตกต่างไปจากคุณภาพของนักเรียนเมื่อ ๓ ปี ที่ผ่านมา
ประการที่สามครับ สะท้อนถึงโอกาสครับ โอกาสในขณะนี้ท่านประธานครับ เด็กชาวเขา เด็กอยู่ชายแดน เด็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลกันดาร เด็กที่พิการครับ พิการ ถ้าอยู่ ในวัยเรียน ทาง สพฐ. จะต้องเข้าไปดูแลเปลี่ยนบ้านเป็นโรงเรียน เปลี่ยนพ่อแม่เป็นครู เด็กมีโอกาสได้รับเงินโครงการเรียนฟรี ๑๕ ปี เพราะเด็กเหล่านี้เราก็ถือว่าเยาวชน เขาต้อง มีโอกาสในการเรียนรู้ จะพาเขามาโรงเรียนเลย ไม่ได้ครับ ต้องไปเตรียมความพร้อมให้เขามี สมรรถนะพอที่จะมาเรียนร่วม พอมีสมรรถนะพอ เราก็จัดโครงการเรียนร่วมครับ จัดโครงการเรียนร่วมกับนักเรียนปกติ ในขณะนี้มีโรงเรียนที่เป็นแกนนําในโครงการเรียนร่วม ๕,๐๐๐ โรงเรียน ในปีต่อไปนี้ผมจะให้โรงเรียนดีประจําตําบลเปิดโครงการเรียนร่วมทุกตําบล เพื่อให้เด็กพิการ เด็กที่ด้อยโอกาสเหล่านี้ได้เข้าถึงการศึกษาภายใต้โครงการเรียนฟรี ๑๕ ปี เท่านั้นยังไม่พอครับ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าปีนี้จะเป็นยุคที่สําคัญที่เราจะทําให้ พี่น้องประชาชนนั้นได้มีส่วนร่วมเพิ่มมากขึ้น เพราะฉะนั้นโครงการเรียนฟรี เรียนดี ๑๕ ปี ผมรู้ครับว่าอาจจะสะเทือนต่อเพื่อนสมาชิกที่เป็นฝ่ายค้านบ้าง เพราะปีนี้จะให้มีส่วนร่วม ให้กรรมการสถานศึกษามารับรู้ ให้ผู้ปกครองมารับรู้ด้วยว่าจะนําเงินโครงการเรียนฟรี ๑๕ ปี ที่รัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้ไป ให้เกิดคุณภาพทางการศึกษาที่ดีที่สุดกับนักเรียนอย่างไร พี่น้องประชาชนจะได้สัมผัสด้วยตัวเองครับ จะได้สัมผัสด้วยตัวเอง ผมเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้ก็จะ ทําให้พี่น้องประชาชนนั้นมีความพึงพอใจ และถ้ามาดูผลการสํารวจของสํานักงานสถิติ แห่งชาติได้สํารวจความพึงพอใจของประชาชนในทุกจังหวัดที่มีต่อโครงการเรียนฟรี ๑๕ ปี พบว่าประชาชนร้อยละ ๙๘.๒๐ เปอร์เซ็นต์ พอใจนโยบายเรียนฟรี ๑๕ ปี ร้อยละ ๙๗.๙๐ เปอร์เซ็นต์ อยากให้โครงการดําเนินการต่อไป เพราะสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่รัฐบาลไม่ได้ หวังผลเฉพาะหน้า แต่หวังผลในการที่จะพัฒนาคนของเราอย่างยั่งยืนต่อไป ผมอยากจะ กราบเรียนกับท่านประธานครับว่า ในปีนี้ครับเราเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างครับ ในปีนี้ เปลี่ยนแปลง ประการแรกครับ ที่อยากจะเรียนกับเพื่อนสมาชิกเพื่อจะได้ไปกราบเรียนไปกับ ผู้ปกครองก็คือว่า
ประการแรกคือหนังสือไม่ต้องยืมเรียนแล้วครับปีนี้ ลูกหลานของเราทุกคน จะได้หนังสือฟรี และสามารถพาไปทําเป็นการบ้าน พาไปใช้ในการเรียนต่อได้ครับ นี่ประการแรกครับ
ประการที่สอง เราจะมาดูแลในเรื่องของกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ที่จะให้ ลูกหลานของเรานั้นได้มีโอกาสในการที่จะศึกษาเรียนรู้ ในการที่จะจ้างวิทยากรต่าง ๆ มาพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน ไม่ใช่เรียนหนังสือแต่เพียงอย่างเดียวครับ เขาต้องมีโอกาส เรียน ที่จะให้เป็นคนที่สมบูรณ์ เรียนเพื่อให้เกิดการเรียนรู้กับภูมิปัญญาในท้องถิ่น วิถีชีวิตจริงที่เป็นอยู่จริงครับ ผมจึงกราบเรียนว่าการศึกษาจึงเป็นเครื่องมือที่สําคัญในการ ที่เราจะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้รับการเรียนรู้
ประการที่สาม ที่เปลี่ยนแปลงก็คือว่า ในปีนี้ผมได้สั่งการให้ทุกหน่วยงาน ที่รับผิดชอบในโครงการนี้ได้ขยายผลไปยังเด็กด้อยโอกาสที่ดูแลเป็นพิเศษ เช่น การศึกษา นอกโรงเรียน ต้องดูแลเด็กที่เป็นชาวเขาทั้งหมด แล้วก็ให้โอกาสได้เข้าถึงโครงการเรียนฟรี ๑๕ ปีทุกคน สพฐ. ต้องดูแลเด็กพิการทั้งหมดครับท่านประธาน ที่จะต้องดูแลโครงการ เรียนฟรี ๑๕ ปีทุกคน
และประการสุดท้ายครับ ผมจะเพิ่มประสิทธิภาพในการที่จะให้ภาคี ๔ ฝ่าย และพี่น้องประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการที่จะได้คิดถึงการพัฒนาคุณภาพของโรงเรียน อย่างแท้จริง ในขณะที่เราปรับปรุงโครงการเรียนฟรี เรียนดี ๑๕ ปี สิ่งที่ต้องทําควบคู่กันไป ก็คือเราได้ดําเนินการในการพัฒนาสถานศึกษาที่มีโรงเรียนดีประจําตําบลครับท่านประธาน ทั่วถึงทั่วประเทศไม่ได้แบ่งภูมิภาคไม่ได้แบ่งจังหวัดครับ เรามีโรงเรียนดีประจําอําเภอ เรามี โรงเรียนไปสู่มาตรฐานสากลทุกจังหวัด และในขณะนี้ ครม. ได้เห็นชอบมีการจัดตั้งโรงเรียน วิทยาศาสตร์ภูมิภาคเพื่อต่อยอดความเป็นเลิศให้กับนักเรียน นักเรียนในภูมิภาค ไม่จําเป็นต้องเข้ามาเรียนที่มหิดลวิทยานุสรณ์หรือโรงเรียนในกรุงเทพมหานคร เรียนที จังหวัดบุรีรัมย์ของท่านประธานก็สามารถที่จะได้เรียนโรงเรียนวิทยาศาสตร์ภูมิภาคได้เลย ครับถ้าเด็กมีความเป็นเลิศ เขาได้รับเงินรายหัว ๙๔,๐๐๐ บาทต่อคนต่อปี ท่านประธานที่ เคารพครับ หน่วยงานที่ได้รับเงินไปทั้งหมดผมจะแยกให้ท่านประธานได้เห็นชัดเจนนะครับ ว่าเขารับผิดชอบอย่างไร สํานักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐานรับผิดชอบนักเรียน ๘ ล้านกว่าคน งบประมาณทั้งหมด ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทครับ สํานักงานคณะกรรมการ ส่งเสริมการศึกษาเอกชน ๒,๒๐๐,๐๐๐ คน ได้รับงบประมาณไป ๒๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท สํานักงานคณะกรรมการ การอุดมศึกษา ๕๙,๐๐๐ คน ๘๑๖ ล้านบาทครับ สํานักงาน คณะกรรมการการอาชีวะ ๕๔๑,๐๐๐ คน ๑,๔๐๙ ล้านบาท สํานักงานการศึกษานอกระบบ ๑,๐๕๐,๐๐๐ คน ได้รับงบประมาณไป ๕๓๓ ล้านบาท สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหาร ๙,๑๑๕ คน ได้รับงบประมาณไป ๒๒ ล้านบาท สํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ๕๔,๓๐๙ คน อันนี้ หมายถึงว่า พระที่เรียนอยู่ในโรงเรียนปริยัติธรรมก็ได้รับด้วยนะครับท่านประธาน ได้รับ งบประมาณไป ๑๑๗ ล้านบาท กรมการส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นที่จัดโดยกรมการ ส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ๔๘๒,๐๐๐ คน ๘๔๗ ล้านบาท เมืองพัทยา ๑๔,๔๑๑ คน ได้รับไป ๔,๓๐๐,๐๐๐ บาท กองบัญชาการตํารวจตระเวนชายแดน เด็กที่อยู่ห่างไกลครับ ๒๙,๗๑๐ คน ได้รับไป ๔๖ ล้านบาท ทั้งหมดนี้เป็นตัวเลขที่ผมกราบเรียนกับท่านประธาน เพื่อชี้ให้ที่ประชุมนี้ได้เห็นว่าโครงการเรียนฟรี เรียนดี ๑๕ ปีนั้นทั่วถึงอย่างแท้จริง ทีนี้ยังมี ประเด็นปัญหาที่เพื่อนสมาชิกได้พูดถึงครับ อยากจะชี้แจงนิดหนึ่ง ท่านประธานได้กรุณาส่ง รายละเอียดที่เพื่อนสมาชิกส่งถึงว่ายังมีโรงเรียนบางโรงเรียนไม่ฟรีจริง ผมอยากจะ กราบเรียนกับท่านประธานว่าเมื่อกี้ผมเริ่มต้นว่าเรา ๕ ฟรีครับ ๕ ฟรีโดยภาพใหญ่ก็คือว่า ค่าเล่าเรียนฟรี ดื่มนมฟรี วันละ ๖ บาท เป็น ๗ บาท อาหารกลางวันฟรี วันละ ๑๑ บาท เป็น ๑๓ บาท สติวเด้นท์ ชาแนล (Student Channel) เติมเต็มความรู้ฟรีให้กับนักเรียน ทุกวันเสาร์ เวลา ๑๑.๐๐ ถึง ๑๒.๐๐ นาฬิกา เด็กพิการเรียนฟรีตั้งแต่ประถมศึกษาจนถึงจบ ปริญญาตรี แต่ว่ามีบางกรณีครับท่านประธาน ที่มีกรณีเหมือนคุณหมอสุรวิทย์ได้พูดถึงนี้ นะครับ ผมเห็นใจโรงเรียนที่ท่านพูดถึงนะครับ โรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล – แต่ว่ามีบางกรณีครับท่านประธาน ที่มีกรณีเหมือนคุณหมอสุรวิทย์ได้พูดถึง ผมเห็นใจ โรงเรียนที่ท่านพูดถึงนะครับ โรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล ผมเพิ่งไปเยี่ยมมาครับท่านประธาน โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนที่มีมาตรฐานไปสู่มาตรฐานสากล เป็นโรงเรียนที่สอนหลักสูตรอาเซียน ซึ่งดูแลทั้งหมด ๕ ภาษา เป็นโรงเรียนที่มีครูภาษาต่างประเทศ ๑๘ คน ผมเสียดายว่า ท่าน ส.ส. ไม่ได้เข้าไปถามที่โรงเรียน เอาเพียงแต่ใบเสร็จที่โรงเรียนเรียกเก็บจากผู้ปกครอง ที่นอกเหนือจากหลักสูตรแกนตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการเก็บได้ครับ เช่นต้องจ้าง ครูต่างประเทศสอน ผมเชื่อว่าพี่น้องในจังหวัดชัยภูมิเห็นด้วยครับกับเงิน ๑,๖๐๐ บาท แต่เขาได้เรียนคอมพิวเตอร์นั่งห้องแอร์ (Air) เรียนกับครูต่างประเทศ แต่เพียงคุณหมอ เอาประเด็นเหล่านี้มาพูดเพียงชี้ให้เห็นว่าไม่ฟรีจริง ผมโทรศัพท์ไปถามพี่น้องจังหวัดชัยภูมิ ไปถามผู้อํานวยการโรงเรียน ซึ่งได้รับรางวัลดีเด่นปีนี้ด้วยครับ ผมเป็นคนมอบรางวัลเอง โรงเรียนนี้ ผู้ปกครองก็บอกเขายินดีที่จะจ่ายมากกว่านี้ด้วยซ้ําไปครับ ถ้าจะสอนเพื่อที่จะ เพิ่มเติมความรู้ เช่น ไปจ้างครูดนตรีมาสอน เขาก็ยินดีครับ เขาบอกผมอย่างนี้ ไปจ้างครู ว่ายน้ํามาสอน เขาก็ยินดีที่จะจ่ายครับ ผมเชื่อว่าพี่น้องจังหวัดชัยภูมิต้องการที่จะให้ลูกได้รับ สิ่งที่ดีที่สุดครับแต่แน่นอนครับ ถ้า ๕ ฟรี ผมยืนยันว่าไม่ต้องจ่ายอะไรเลยครับ แต่ว่าถ้าท่านต้องการอยากได้สิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกของท่านนะครับ โรงเรียนอนุบาล จังหวัดชัยภูมิก็เช่นเดียวกัน ๘๕๐ บาทครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าบังเอิญว่าผมได้มี โอกาสไปเยี่ยมเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาครับ เขาพึงพอใจในเรื่องโครงการเรียนฟรี แล้ว ผอ. ยังบอกกับผมว่าเขายินดีนะครับ ถ้าหากเราจะมีการแลกเปลี่ยนเด็กจากประเทศ ในกลุ่มประชาคมอาเซียนมาที่จังหวัดชัยภูมิ ผมคิดว่าถ้าเป็นอย่างนี้เด็กจังหวัดชัยภูมิก็จะได้ มีโอกาสที่ดีขึ้น ผมจึงยืนยันกับท่านประธานผ่านไปยังคุณหมอที่ได้สนใจในเรื่องนี้ครับ ผมไม่ได้ตําหนิท่านหรอกครับ ท่านมีสิทธิที่จะชี้แจงในเรื่องนี้ได้ แต่ว่าผมเห็นใจโรงเรียนครับว่า โรงเรียนเขานําเงินก้อนนี้ไปใช้นอกเหนือจากหลักสูตรแกนและจากโครงการเรียนฟรี ๑๕ ปี ไม่ได้มีเจตนาที่จะปิดบัง ไม่ได้มีเจตนาที่จะไปดําเนินการเพื่อให้เห็นว่าไม่ใช่ฟรีจริง เพราะเดี๋ยวนี้เวลาจัดโครงการเรียนฟรี เขาก็จะประชุมชาวบ้านหมดนะครับ มีภาคี ๔ ฝ่ายมาร่วม และสําหรับลูกคนยากคนจนก็จะไม่เก็บนะครับ โรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพลเป็นโรงเรียนที่เป็น ต้นแบบ และผมคิดว่าจะเป็นโรงเรียนที่ต้องขยายผลไปสู่โรงเรียนมาตรฐานสากลต่อไป และแน่นอนที่สุดครับ ผมเชื่อมั่นเหลือเกินว่าโครงการเรียนฟรี ๑๕ ปีภายใต้นโยบายของ รัฐบาลนี้เราจะเดินหน้าทํางาน ท่านประธานครับ ปีนี้เรียนฟรีครับ ปี ๒๕๕๔ นี้จะเรียนดี จะมีครูที่ดี จะมีคอมพิวเตอร์ที่ดี จะมีไอซีทีที่ดี และในปีต่อไป ท่านนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศแล้วครับว่าเราจะมีเงินกองทุนกู้ยืมที่เพียงพอ เพราะฉะนั้นเด็กจะมีโอกาสเรียนต่อ ในระดับ ปวส. ในระดับปริญญาตรี และลูกหลานของท่านก็จะมีงานทําภายใต้นโยบาย รัฐบาลนี้ ขอขอบคุณครับ