สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๐ · ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

กรณี จาติกวณิช อภิปรายเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤติ และการดำเนินการของรัฐบาลในการออกงบประมาณกลางปี และการลงทุนในโครงการระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อตอบโจทย์ความต้องการทางเศรษฐกิจ และยืนยันว่าประเทศไทยมีความเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ แต่ยังยอมรับว่าภาระหน้าที่ของรัฐบาลในการดูแลค่าครองชีพยังคงมีอยู่ และเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลที่มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือประชาชนในการเสริมรายได้ ลดค่าใช้จ่าย และดูแลความปลอดภัย

นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการการกระทรวงการคลัง ท่านประธานครับ วันนี้เรามาพิจารณารายงานแสดงผลการดําเนินการของคณะรัฐมนตรี ร่วมกัน ซึ่งก็มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายพาดพิงไปถึงนโยบายการแก้ปัญหา เศรษฐกิจของทางรัฐบาลตลอดช่วง ความจริงก็คือ ๒ ปีที่ผ่านมา ต้องขออนุญาตเรียน ท่านประธานที่เคารพครับว่าผมก็ฟังมาทั้งวันในขณะที่ปฏิบัติภารกิจในสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณรายจ่ายกลางปีไปด้วย ก็คิดว่าวันนี้มีการถ่ายทอดให้กับพี่น้องประชาชนได้มีโอกาสรับฟังการอภิปราย เรียนตามตรง ก็หวังว่าจะมีการอภิปรายในลักษณะที่อาจจะมีข้อสังเกตหรือแม้แต่ข้อเสนอแนะ คําแนะนํา ให้กับทางรัฐบาลเพื่อนําไปใช้ในการที่จะไปปรับนโยบาย เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาให้กับ พี่น้องประชาชน แต่ก็ต้องขออนุญาตเรียนตามตรงนะครับ ผมคิดว่าพวกเราที่ฟังกันมาตลอด ๘ ชั่วโมงที่ผ่านมาก็คงเห็นตรงกับผมว่าโดยส่วนใหญ่คําอภิปรายนั้นออกมาในทิศทาง การพยายามทําคะแนนทางการเมือง ต้องขอบอกว่าประโยชน์ที่ได้รับจากคําอภิปรายนั้น น้อยเกินว่าที่ผมได้คาดหวังไว้ แต่อย่างไรก็แล้วแต่ ก็มีการพูดถึงการประเมิน แนววิธีการ แก้ปัญหาวิกฤติในช่วงที่ผ่านมาการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา หลาย ๆ รูปแบบ ที่สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจที่อาจจะยังคลาดเคลื่อนในส่วนของเพื่อนสมาชิกหลายท่าน ผมจึงขออนุญาตใช้เวลาของสภาแห่งนี้ไม่นานนักในการที่จะชี้แจงตรรกะ การกําหนด นโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมา เริ่มแรกเลยตอนที่เราเข้ามารับ ภาระหน้าที่ ท่านคงพอที่จะจําได้ ในไตรมาสนั้นเศรษฐกิจของเราถดถอย ติดลบประมาณ ๔ เปอร์เซ็นต์กว่า หลังจากนั้นในไตรมาสที่ ๒ ยังติดลบต่อเนื่อง ๗ เปอร์เซ็นต์กว่า จึงมีความจําเป็นที่รัฐบาลต้องนําเสนอนโยบายทางเศรษฐกิจที่จะตอบโจทย์ปัญหาเหล่านี้ ปัญหาไม่ใช่ตัวเลขเรื่องจีดีพีครับ มีหลายท่านได้อภิปรายถึงความไม่สําคัญของตัวเลขจีดีพี อย่างน้อยตัวจีดีพีเป็นตัวชี้วัดก็จริง แต่ปัญหาตอนนั้นที่รัฐบาลตระหนักว่ามีความจําเป็นต้อง เข้ามาดูแลอย่างเร่งด่วน ก็คือผลกระทบต่อการถดถอยทางด้านเศรษฐกิจ กําลังซื้อ ของประเทศคู่ค้าของเราที่หดหายไปที่จะมีต่อพี่น้องประชาชนคนไทยในแง่ของรายได้ สิ่งแรกที่เกิดขึ้น เมื่อกําลังซื้อของประเทศคู่ค้าของเราหายไป ก็คือการว่างงาน ในช่วงนั้น ผู้ประกอบการปรับลดอัตราการว่าจ้างลงอย่างน่าตกใจครับ เดือนละ ๓๐,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ ตําแหน่ง ทําให้ ณ เวลานั้นมีการคาดการณ์ว่าอาจจะมีคนไทยตกงานจํานวนกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน และได้ปรับเพิ่มขึ้นจากประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าคนซึ่งถือว่าเป็นระดับปกติ ขึ้นไปอยู่ที่จุด ที่สูงที่สุดประมาณเกือบ ๆ ๘๐๐,๐๐๐ คน เพราะฉะนั้นในช่วงเวลาแรก ๆ ในการเข้ามาบริหารนั้น ภารกิจสําคัญของรัฐบาล ก็คืออุดช่องโหว่ในส่วนของกําลังซื้อที่หายไปจากประเทศคู่ค้า นั่นคือสาเหตุที่เราได้ขับเคลื่อน เศรษฐกิจด้วยการออกงบประมาณกลางปีในปี ๒๕๕๒ เพื่อมาชดเชยกําลังซื้อให้กับ พี่น้องประชาชน นั่นก็คือส่วนที่มีงบเร่งด่วนในการที่จะเสริมกําลังซื้อด้วยการจัดให้มีเบี้ยยังชีพ ผู้สูงอายุ การจัดให้มีการเรียนฟรีตามที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้นําเรียน เมื่อสักครู่นี้ รวมไปถึงการจัดเช็คช่วยชาติเพื่อช่วยให้กับผู้มีรายได้น้อยสามารถที่จะจับจ่าย ใช้สอยและเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไปในตัว นั่นก็คือบทบาทในการแก้ไขปัญหาในระยะสั้น หลังจากนั้นเราก็ได้ออกนโยบายที่เราเรียกว่า นโยบายไทยเข้มแข็ง ซึ่งเป็นการเสริม งบประมาณจากงบประมาณปกติเพื่อนํามาใช้ในการลงทุนในโครงการระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อตอบโจทย์ในแง่ของความต้องการทางเศรษฐกิจ การยกระดับ ขีดความสามารถในการแข่งขันในหมวดอุตสาหกรรมต่าง ๆ แต่เพื่อการหวังผลด้วยว่าการ ลงทุนโดยรัฐบาลนั้นจะมาทดแทนการลงทุนในส่วนของภาคเอกชนที่หายไปสืบเนื่องมาจาก วิกฤติทางเศรษฐกิจและความไม่สามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินโดยภาคเอกชน มาตรการเหล่านี้ โดยสรุปก็ส่งผลให้เศรษฐกิจของไทยมีอัตราการฟื้นตัวที่รวดเร็ว แล้วก็มีอัตราการฟื้นตัวที่ รวดเร็วที่สุดประเทศหนึ่งในโลก ซึ่งไม่ใช่ผลที่จะมาอวดอ้างกันในที่นี้เพียงแต่ประเด็นที่จับ ต้องได้ในแง่ของผลต่อพี่น้องประชาชนคนไทย ก็คือการว่าจ้างที่ผมเรียนเมื่อสักครู่นะครับ ในช่วงวิกฤติ หลาย ๆ นักวิชาการวิพากษ์ไว้ว่าอาจจะมีการตกงานกันเกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ คนและ สูงที่สุดประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ คน ปรากฏว่าหลังจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น การใช้เม็ดเงินงบประมาณรวมไปถึงการส่งเสริมให้สถาบันการเงินของรัฐบาลมีบทบาทมากขึ้น ในการหล่อเลี้ยงสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาด กลางทั้งหมด ทําให้การว่าจ้างนั้นกลับคืนมา และการว่างงานก็ลดลงเรื่อย ๆ อย่างรวดเร็ว จนกระทั่ง ณ ปัจจุบันอัตราการว่างงานอยู่ที่ระดับประมาณเพียงแค่ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าอัตรา หรือถ้าคิดเป็นสัดส่วนของกําลังคนที่อยู่ในวัยทํางานของประเทศของเราอยู่ระดับเพียงแค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่ต่ํามากที่สุดอัตราหนึ่งในโลก ทั้งหมดนี้ก็เป็นตรรกะ ที่มาแล้วก็ผลของการแก้ปัญหาของรัฐบาลในช่วงระยะแรก หลังจากนั้นครับ ประเด็นที่สําคัญ ก็คือเราหันมาให้ความสําคัญกับการแก้ไขปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ําที่ กระทรวงการคลังเองเราได้มีการกําหนดไว้ว่าคนไทยทุกคนต้องมีโอกาสเท่ากัน และเราก็ ดําเนินนโยบายเพื่อที่จะทําให้ความตั้งใจนั้นเป็นจริงในส่วนของกระทรวงการคลัง โอกาสที่เท่ากันที่สําคัญ หมายถึงโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินที่เป็นธรรม ก็จะสังเกตนะครับ ว่าในช่วงนั้นรัฐบาลก็ออกนโยบายเพื่อที่จะแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในช่วงหลาย ๆ สิบปีที่ผ่านมาไม่เคยมีโอกาสที่จะกู้ยืมเงินจากระบบสถาบันการเงินโดยเงื่อนไขการชําระหนี้ และดอกเบี้ยที่เป็นธรรม ต้องพึ่งพานายทุนนอกระบบเสียอัตราดอกเบี้ยที่ต้องถือว่าโหดร้าย เดือนละ ๕ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ หรือแม้แต่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ก็มี ดั้งนั้นสิ่งแรกที่รัฐบาล ได้ดําเนินการนะครับ ก็คือการแก้ไขปัญหาที่เราเรียกว่า นโยบายการแก้หนี้นอกระบบ วิธีการของเราก็ไม่ใช่เป็นการยกหนี้ให้กับใคร เราจะช่วยคนที่มีความพร้อมที่จะช่วยตนเอง เท่านั้น ดังนั้นวิธีการของเราจึงเป็นนวัตกรรมทางการเงินแบบใหม่ ก็คือการโอนหนี้ที่อยู่นอก ระบบเข้าสู่ระบบธนาคาร เปิดโอกาสให้กับพี่น้องประชาชนกลุ่มนี้ได้สามารถที่จะมีศักดิ์ศรี ของการเป็นมนุษย์ในการเข้ามาเป็นลูกค้าที่ดีของสถาบันการเงินที่เป็นสถาบันการเงินของ รัฐบาล ตรงนี้สามารถที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้เกือบครึ่งล้านคน ๔๐๐,๐๐๐ กว่าคน ที่เคยเสียอัตราดอกเบี้ยเดือนละ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ณ ปัจจุบันจ่ายอัตราดอกเบี้ยเพียงแค่เดือนละ ๑ เปอร์เซ็นต์ให้กับธนาคารของรัฐบาล แต่ตรงนั้นผมก็ยอมรับว่าเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ แต่สาเหตุที่เราต้องแก้ที่ปลายเหตุเพราะประชาชน ณ ปลายเหตุนั้นกําลังเดือดร้อน ทุกวันเป็นทุกข์ของเขา ดังนั้นรัฐบาลเมื่อแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุสําเร็จผลแล้ว เราก็หันมาให้ความสําคัญกับการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ต้นเหตุก็คือเรื่องของระดับความรู้ความเข้าใจในเรื่องวินัยทางการเงินระดับรากหญ้า ของพี่น้องประชาชน ดังนั้นรัฐบาลจึงได้นําเสนอโครงการที่เราเรียกว่าโครงการหมอหนี้ เป็นโครงการอาสาสมัครที่เราได้ให้ทางธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส. ฝึกอบรมอาสาสมัคร จากทุกหมู่บ้านในประเทศ ให้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่ปรึกษาการเงินให้กับลูกบ้านของตนเอง ในฐานะหมอหนี้ เป้าหมายวัตถุประสงค์ ก็คือต้องการให้พี่น้องประชาชนทุกครัวเรือน มีการจัดทําบัญชีครัวเรือนเพื่อเป็นตัวบ่งบอกถึงฐานะทางการเงินของแต่ละครอบครัว และเป็นเหตุที่ทําให้สามารถที่จะเข้าไปกู้ยืมจากในระบบของสถาบันการเงินได้ นอกจากนั้น เราก็ได้จัดวงเงินในโครงการที่เราเรียกว่าคลังในบ้าน โครงการนี้ก็คือการต่อยอดการดําเนินการ ในส่วนของกองทุนหมู่บ้านเพื่อที่จะเปิดโอกาสให้กับพี่น้องประชาชนสามารถที่จะกู้ยืมเงิน จากในระบบได้ แล้วเราก็ได้ช่วยอบรมให้กับกองทุนหมู่บ้านเหล่านี้สามารถที่จะพัฒนาตนเอง ขึ้นมาเป็นสถาบันการเงินชุมชนหรือธนาคารชุมชนได้ แล้วก็ส่งเสริมสถาบันการเงินชุมชน ในทุก ๆ หมู่บ้าน หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ รวมไปถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อสามารถที่จะ ให้บริการทางการเงินในรูปของธนาคารชุมชนให้กับพี่น้องประชาชนได้ เราจัดวงเงินในส่วนนี้ ไว้ถึง ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท นอกจากนั้นเราก็ได้กลับมาทบทวนบทบาทของสถาบันการเงิน ของรัฐทั้งหมด ว่าตอบโจทย์ความต้องการของพี่น้องประชาชนเองหรือไม่ เราก็ต้องยอมรับ ความเป็นจริงครับ ท่านประธานครับ ว่าในช่วงที่ผ่านมาบทบาทของธนาคารพาณิชย์ก็มี เพิ่มขึ้น ธนาคาร อย่างเช่นธนาคารอาคารสงเคราะห์ของทางรัฐบาล เดิมทีเป็นแหล่งเดียวที่ พี่น้องประชาชนสามารถพึ่งพาได้ในการกู้ยืมเงินเพื่อเข้าถึงที่อยู่อาศัยของตนเอง แต่ตอนนี้ก็มี การแข่งขันที่สูงขึ้น เราก็ปรับนโยบายให้สถาบันการเงิน อย่างเช่นธนาคารอาคารสงเคราะห์ หันมามีนโยบายที่จะช่วยเหลือคนยากคนจนมากยิ่งขึ้น เพิ่มโอกาสให้สามารถที่จะเข้าถึง ที่อยู่อาศัยที่เป็นของตนเอง เช่นเดียวกันเรามองถึงหน่วยงานอื่น ๆ ของรัฐที่คิดว่านํามา ประยุกต์ใช้เป็นแหล่งบริการทางการเงินให้กับพี่น้องประชาชนที่สามารถที่จะมีโอกาส ที่จะเข้าสู่การกู้ยืมในระบบธนาคารที่มีเงื่อนไขที่เป็นธรรมมากยิ่งขึ้น เราจึงได้มีมติในการที่จะ จัดตั้งธนาคารไปรษณีย์ขึ้นมาเพื่อบริการประชาชนระดับรากหญ้าต่อไปในอนาคต ท่านประธานครับ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเสริมสร้างให้เศรษฐกิจของไทยมีความเข้มแข็ง โดยความเชื่อของรัฐบาลนี้ว่าเศรษฐกิจของไทยนั้นไม่สามารถที่จะเข้มแข็งได้เพียงแค่ด้วยการ อาศัยอุตสาหกรรมส่งออกหรืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ถ้าพี่น้องประชาชนระดับรากหญ้า ไม่มีความแข็งแรง เศรษฐกิจก็จะอ่อนแอในระยะยาวและการเติบโตของเศรษฐกิจ ก็จะไม่มีความยั่งยืน ดังนั้นเรื่องของความเข้มแข็งของเศรษฐกิจระดับรากหญ้าจึงเป็น เป้าหมายสําคัญของรัฐบาล และการสร้างเสถียรภาพทางการเงินการคลังของประเทศโดยรวมก็เป็น เป้าหมายที่สําคัญเช่นเดียวกัน รัฐบาลมีแผนที่จะเดินไปสู่การมีงบประมาณสมดุลภายใน ๕ ปี แล้วความจริงผมก็ต้องขอเรียนนะครับว่า แม้แต่ในปีแรกของการเข้ามาบริหารราชการของ รัฐบาลชุดปัจจุบัน เป็นปีที่รัฐบาลก่อนหน้านี้ก็คือรัฐบาลในส่วนของฝ่ายค้านได้กําหนดนโยบาย ประทานโทษครับ โดยเม็ดเงินงบประมาณที่คาดว่าจะต้องขาดดุลสูงถึง ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ปรากฏว่าด้วยนโยบายทางการบริหารของรัฐบาลทําให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ ปีนั้นงบประมาณ กลายเป็นงบประมาณเกินดุลครับท่านประธาน ดังนั้นความจริงกําหนดแผนไว้ ๕ ปี แต่ปีแรก ที่เข้ามาก็สามารถทําให้งบเกินดุลแล้ว แต่อย่างไรก็แล้วแต่ในช่วง ๕ ปีเราก็มีแผนที่จะปรับลด ความจําเป็นที่จะต้องมีงบขาดดุลลงไปเรื่อย ๆ ในปี ๒๕๕๕ ที่เรากําหนดกรอบงบประมาณไว้ ก็เป็นกรอบที่มีการขาดดุลงบประมาณลดน้อยลงเมื่อเทียบกับปี ๒๕๕๔ ถึง ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่คือเส้นทางเดินของทางรัฐบาลที่จะนําไปสู่เศรษฐกิจที่มีความเข้มแข็งทั้งระบบในระดับ มหภาคและระดับประชาชน

ในส่วนของปัญหาหนี้สาธารณะ หลายท่านนะครับลุกขึ้นอภิปรายเรื่อง เศรษฐกิจก็จะพูดเรื่องของหนี้สาธารณะ ผมก็อยากจะขอเรียนอย่างนี้นะครับว่าในส่วนของ หนี้สาธารณะนั้น ณ วันที่เราเข้ามาบริหารจัดการและมีการประมาณการนะครับว่าจะต้อง มีการกู้ยืมมากมายในการที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจ เดิมทีเราเองก็คาดว่าในส่วนของไทยเข้มแข็งเอง อาจจะต้องกู้ยืมถึง ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ปรากฏว่าใช้เม็ดเงินไปยังไม่ถึงครึ่งทาง เราก็พบแล้วครับว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัว ความจําเป็นในการกู้ยืมเต็มจํานวน ที่เคยกําหนดไว้ในสภานั้นไม่มี เราก็จึงปรับแผน แต่ปรากฏว่าใช้เม็ดเงินยังไม่ถึงครึ่งทาง เราก็พบแล้วครับว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัว ความจําเป็นในการกู้ยืมเต็มจํานวนที่เคยกําหนดไว้ในสภานั้นไม่มี เราก็จึงปรับแผนลดการกู้ยืมลง ผลโดยรวมของการบริหารเงินกู้ที่เราได้กู้ยืมมา ส่งผลให้อัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจดีขึ้น และทําให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อรายได้ของประเทศชาตินั้นปรับลดลง ไม่ใช่เพียงแค่ปรับ ลดลงเมื่อเทียบกับประมาณการเดิม แต่ปรับลดลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนวิกฤติ ซึ่งตรงนี้ ผมจะขอเรียนนะครับว่าในระดับปัจจุบันที่หนี้สาธารณะอยู่ที่ระดับประมาณ ๔๒ เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับรายได้โดยรวมของประเทศ อยู่ในระดับที่สะท้อนถึงเสถียรภาพของประเทศ และตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้เคยชี้แจงไปในช่วงของการอภิปรายงบประมาณกลางปี หน่วยงานต่างประเทศหรือหน่วยงานระหว่างประเทศที่มีหน้าที่ในการกําหนดระดับ ความน่าเชื่อถือของประเทศก็ได้ปรับระดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยขึ้น อยู่ในระดับที่ สูงที่สุดในช่วง ๓-๔ ปีที่ผ่านมา ตรงนี้ก็สะท้อนให้เห็นในแง่ของความเชื่อมั่นในส่วน ของเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศของเรา แต่อย่างไรก็แล้วแต่ครับ ผมก็ต้อง ขออนุญาตเรียนว่าภาระหน้าที่ของทางรัฐบาลในการที่จะดูแลเศรษฐกิจของพี่น้องประชาชน ในแง่ของค่าครองชีพยังมีอีกมากมาย เรื่องของของแพง ถือว่าเป็นประเด็นที่ท้าทาย ทุกรัฐบาลทั่วโลก ผมขอเรียนนะครับท่านประธาน เผื่อพี่น้องประชาชนและเพื่อนสมาชิก จะได้รับทราบ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาเป็นตัวอย่าง ทางรัฐบาลได้มีมติที่จะมีนโยบายให้ พี่น้องประชาชนที่ใช้ไฟฟ้าน้อย น้อยกว่า ๙๐ หน่วยต่อเดือน มีโอกาสที่จะใช้ไฟฟ้าฟรี ได้อย่างถาวร ณ วันเดียวกัน ที่เราได้ประกาศนโยบายนี้ ประเทศเพื่อนบ้านเราประเทศหนึ่ง คือประเทศเวียดนามได้ประกาศปรับเพิ่มอัตราค่าไฟให้กับประชาชนชาวเวียดนามถึง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ นี่คือความแตกต่างของผลลัพธ์ แนวทางการบริหารเศรษฐกิจของทาง ๒ ประเทศ แล้วก็สะท้อนให้เห็นว่าประเด็นปัญหาเรื่องของแพง ณ ปัจจุบันเป็นปัญหา ที่ท้าทายทุกรัฐบาล เพียงแต่ว่าสําหรับประเทศของเรานั้นอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับที่ บริหารจัดการได้ ณ ปัจจุบันเราคาดว่าในปี ๒๕๕๔ อัตราเงินเฟ้อก็ควรที่จะอยู่ในระดับ ประมาณ ๓ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเทียบกับประเทศเดียวกันเมื่อสักครู่ คือประเทศเวียดนาม อัตราเงินเฟ้อ ณ ปัจจุบันของเขาสูงกว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์ สร้างความเดือดร้อนมากมายให้กับ ประชาชนของประเทศของเขา

ในส่วนของนโยบายที่เราจะต้องทําในการเสริมรายได้ก็เป็นเรื่องที่เราต้องทํา ต่อไป แต่ผมก็ขออนุญาตเรียนนะครับว่า ผมคงไม่ใช้เวลาของสภาในการที่จะพูดย้อนกลับ ไปสู่นโยบายสําคัญ ๆ ของรัฐบาล อย่างเช่น การประกันรายได้เกษตรกร หรือนโยบายอื่น ๆ ที่มีผลต่อรายได้ของพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศ แต่ผมขออนุญาตนําเสนอข้อเท็จจริง ให้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกได้รับทราบ ผมได้วกกลับไปดูในส่วนของความมั่งคั่ง ของพี่น้องเกษตรกรในประเทศของเรา พบว่าในส่วนของจํานวนบัญชีเงินฝากซึ่งเป็นตัวสะท้อน ที่ชัดเจน ว่าพี่น้องประชาชนนอกจากมีค่าใช้จ่ายทั่วไปแล้ว ยังเหลือเงินออมในบัญชีเงินฝาก ของตนหรือไม่ ผมย้อนกลับไปดูถึงปี ๒๕๔๙ จนถึงปีปัจจุบัน พบว่าปี ๒๕๔๙ ซึ่งก็เป็น ปีสุดท้ายของรัฐบาลพรรคไทยรักไทย มีบัญชีเงินฝากโดยรวมทั้งสิ้นที่ ธ.ก.ส. อยู่ทั้งหมด ๑๓.๕ ล้านบัญชี ณ วันนี้นะครับ ที่ ธ.ก.ส. มีบัญชีเงินฝากของพี่น้องเกษตรกรคนไทยมากถึง ๒๑.๒๔ ล้านบัญชี ถ้าดูในแง่ของปริมาณเงินฝากปี ๒๕๔๙ มีอยู่ที่ ๔๓๐,๐๐๐ ล้านบัญชี ณ ปัจจุบันมีมากถึง ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือเพียงดูในส่วนของเม็ดเงินเฉลี่ยต่อบัญชีของ เกษตรกร มองย้อนไปไม่ต้องถึงปี ๒๕๔๙ ครับท่านประธาน มองย้อนกลับไปเพียงแค่ ๒ ปี ณ วันแรกที่ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อ ๒ ปีที่แล้วเงินฝาก ของพี่น้องเกษตรกรคนไทยโดยเฉลี่ยต่อบัญชีมีเพียง ๒๗,๐๐๐ บาท ณ ปัจจุบันโดยเฉลี่ย พี่น้องเกษตรกรคนไทยทุกคนมีเงินฝากที่ ธ.ก.ส. สูงถึง ๓๓,๐๐๐ บาท ตรงนี้เป็นตัวสะท้อน ที่ชัดเจนที่สุดในส่วนของความมั่งมีของพี่น้องเกษตรกร สะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างเศรษฐกิจ ในเชิงการเกษตรที่ดีขึ้น แต่ไม่ได้ปฏิเสธครับว่าทั้งหมดนี้หมายความว่าพี่น้องเกษตรกร หรือพี่น้องคนไทยส่วนอื่นไม่เดือดร้อน ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนก็คือภารกิจ ของรัฐบาลที่ต้องเดินหน้าต่อไป

สุดท้ายครับท่านประธาน ความตระหนักถึงปัญหาของพี่น้องประชาชนคนไทย ก็คือที่มาของนโยบายต่าง ๆ รวมถึง ๙ มาตรการ ๙ ของขวัญที่ท่านนายกรัฐมนตรี ได้มอบกับพี่น้องประชาชนไว้เมื่อช่วงต้นปี ทั้งหมดนี้ก็มีไว้เพื่อที่จะตอบโจทย์ในเรื่องของ ความต้องการของพี่น้องประชาชนในแง่ของการเสริมรายได้ ในแง่ของการลดค่าใช้จ่าย ในแง่ของการดูแลความปลอดภัยทางชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน ซึ่งในเวลา ที่ยังเหลืออยู่พวกเราทุกคนในรัฐบาลชุดนี้ก็ขอให้คํามั่น ขอถือโอกาสการอภิปรายในครั้งนี้ ที่จะให้คํามั่นกับพี่น้องประชาชนที่ฟังการอภิปรายอยู่ว่าเราจะเดินหน้าต่อไปในการที่จะดูแล พี่น้องประชาชนในเรื่องค่าครองชีพ ในเรื่องของรายได้ และในเรื่องของความปลอดภัย ของครอบครัวของท่าน ขอบคุณครับ