อรรถพร พลบุตร พูดถึงผลการดำเนินงานของคณะรัฐมนตรี และหารือเรื่องนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์และบูรณภาพแห่งเขตอํานาจรัฐ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องนโยบายของรัฐบาลและเน้นย้ำถึงผลลัพธ์ที่ดีของนโยบายต่าง ๆ เช่น การพัฒนาสังคม เศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ รวมทั้งการแก้ไขปัญหาทุจริตภาครัฐ และยังหารือเรื่องนโยบายด้านศาสนา สังคม การสาธารณสุข การศึกษาและวัฒนธรรม นโยบายด้านเศรษฐกิจ และการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน จากจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ขอบคุณท่านประธานที่ได้กรุณาให้โอกาสได้อภิปราย รับทราบผลการดําเนินงานของคณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ซึ่งเป็น บทบัญญัติที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ผมเองไม่ว่าจะเป็น ส.ส. สมัยแรก แต่ก็จะบริหารเวลา อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด จะพูดถึงสิ่งซึ่งเป็นแก่นสารสาระและด้วยวุฒิภาวะ เพื่อให้ สภาแห่งนี้เป็นแสงสว่างของประชาชนอย่างแท้จริง ท่านประธานที่เคารพครับ แนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐเป็นสิ่งซึ่งมีความสําคัญอย่างยิ่งต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เป็นบทบัญญัติที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ถ้าจะว่าไปแล้วได้กําหนดไว้ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปกครองราชอาณาจักรปีพุทธศักราช ๒๔๙๒ เป็นเจตนารมณ์แห่งรัฐที่เป็นพันธสัญญา ที่กําหนดว่าไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลปกครองประเทศ บริหารประเทศ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลนี้ รัฐบาลก่อนหน้านี้หรือรัฐบาลชุดต่อไป จะมีวิถีการบริหารอย่างไรก็ต้องรักษาแนวทาง ซึ่งจะกําหนด แนวทางที่รัฐจะก้าวไปสู่ความเป็นรัฐอุดมคติ เป็นความสมบูรณ์แบบของพี่น้องประชาชน ทุกคนในประเทศนี้ แต่ความแตกต่างอยู่ตรงที่ว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นได้เพิ่มสภาพ บังคับเข้าไปด้วย นั่นคือการกําหนดให้คณะรัฐมนตรีได้มีหน้าที่ที่ต้องชี้แจงนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ตามรัฐธรรมนูญในแต่ละปีว่ามีเรื่องใดที่รัฐบาลดําเนินการไปถึงขั้นตอนไหน อย่างไร จึงเป็นพันธะสัญญาผูกมัดระหว่างรัฐกับรัฐบาล โดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นประจักษ์พยาน เป็นคนตรวจสอบ ซึ่งถ้ามองในประเด็นตรงนี้ก็ต้องพูดให้ถึงที่สุดว่าวันนี้ไม่มีฝ่ายค้าน ไม่มีรัฐบาล เป็นเพียงการทําหน้าที่ที่จะตรวจสอบว่าวันนี้รัฐบาลนี้ได้เดินผ่านหลักกิโลเมตร ที่เท่าไรสู่เป้าหมายปลายทาง นั่นคือประโยชน์สูงสุดของประเทศ ท่านประธานที่เคารพครับ แนวนโยบายของรัฐตามรัฐธรรมนูญ ที่จริงจะต้องเสนอให้สภาได้พิจารณาตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นบทบัญญัติในหมวด ๕ ของรัฐธรรมนูญ แต่วันที่เลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้เสนอ เรื่องนี้ต่อสภาผู้แทนราษฎร ๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓ วันเดียวกันพี่น้องประชาชนหลายหมื่นคน ชุมนุมอยู่ที่ใจกลางของกรุงเทพฯ เรียกร้องประชาธิปไตยในวิถีทางที่เขาเชื่อ หลังจากนั้น ไม่กี่วัน เกิดเหตุปะทะมีการบาดเจ็บสูญเสียเลือดเนื้อทุกฝ่าย สถานการณ์ ณ ขณะนั้น ไม่เอื้ออํานวยที่จะนําเรื่องนี้มาสู่การพิจารณา เพราะเวลาของสภาในสมัยการประชุมสามัญทั่วไป ตอนนั้นมีถึงวันที่ ๒๑ พฤษภาคม สภาได้ใช้เวลาสําหรับการคลี่คลายปัญหา สําหรับการสรรหา แนวทางที่จะสมานฉันท์ลบรอยแผลของแผ่นดิน ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ประจักษ์ แล้วสภา สมัยสามัญก็ปิดสมัยประชุมเมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม เปิดสภาอีกครั้งหนึ่งวันที่ ๑ สิงหาคม ปีเดียวกันก็เป็นการประชุมสภาสมัยสามัญนิติบัญญัติ ซึ่งกําหนดว่าจะต้องพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเท่านั้น จึงไม่สามารถ นํารายงานตรงนี้มาพิจารณาได้อีกครั้งหนึ่ง ก็มาถึงคราวนี้ครับ โดยสมัยประชุมสามัญทั่วไป พ.ศ. ๒๕๕๔ วันที่ ๒๑ มกราคม ผ่านกฎหมายที่สําคัญและจําเป็นต่อพี่น้องประชาชน เดือนเศษ ๆ วาระนี้ก็ถูกบรรจุการเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเร็วที่สุดเท่าที่จะทําได้ และวันนี้ก็สู่การพิจารณาของพวกเราทุกคน ท่านประธานที่เคารพครับ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ถูกบัญญัติไว้ในหมวด ๕ มาตรา ๗๕ ถึงมาตรา ๘๗ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้กําหนด แนวนโยบายทั้งหมด ๙ ด้านด้วยกัน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อพี่น้องประชาชน ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นแนวนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐ แนวนโยบายด้านการบริหารราชการ แผ่นดิน แนวนโยบายด้านศาสนา สังคม การสาธารณสุข การศึกษา และวัฒนธรรม แนวนโยบายด้านกฎหมายและการยุติธรรม ด้านการต่างประเทศ ด้านเศรษฐกิจ ด้านที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านวิทยาศาสตร์ ทรัพย์สินทางปัญญาและพลังงาน และสุดท้าย ด้านที่ ๙ แนวนโยบายด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน เหล่านี้คือเป้าหมาย ในเชิงอุดมคติ เหล่านี้ไม่ง่ายที่จะบรรลุสู่เป้าหมายในช่วงเวลา ๑ ปีตามที่รัฐธรรมนูญกําหนด เอาไว้ ยากครับ แล้วถ้าจะพูดให้ครบด้าน ถ้าจะพูดให้เกิดความเป็นธรรมสําหรับคนทํางาน และเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาของสภาแห่งนี้เราก็ต้องดูครับว่าวันที่นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รับตําแหน่งหลังจากการแถลงนโยบาย เมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๑ ประเทศไทยวันนั้นยืนอยู่ ณ จุดใด ท่านประธานครับ ประเทศไทยในวันนั้นเราเผชิญภาวะ เศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุด และลุกลามจากวิกฤติสถาบันการเงินในต่างประเทศเข้ามาสู่ประเทศไทย ต่างประเทศบอกว่ารุนแรงที่สุดในศตวรรษนี้ครับ ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างรุนแรง ร้อยละ ๕.๒ เปอร์เซ็นต์ในปี ๒๕๕๐ ชะลอลงมาเป็นร้อยละ ๒.๘ เปอร์เซ็นต์ในปี ๒๕๕๑ และร้อยละ ๑.๑ เปอร์เซ็นต์ในปี ๒๕๕๒ มันวิกฤติจริง ๆ ครับ ภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทย ในไตรมาสที่ ๔ ของปี ๒๕๕๑ วันที่รัฐบาลเข้ารับตําแหน่งหดตัวลงร้อยละ ๔.๒ เปอร์เซ็นต์ มีคนว่างงานที่ไม่มีงานทํา ๘๗๘,๐๐๐ คนครับ ร้อยละ ๒.๔ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ที่กําหนดเอาไว้ร้อยละ ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ มูลค่าการส่งออกไปต่างประเทศลดลงร้อยละ ๑๗.๗ เปอร์เซ็นต์ และร้อยละ ๑๕.๗ เปอร์เซ็นต์ในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๑ ๑ เดือน ก่อนที่รัฐบาลนี้เข้าบริหารประเทศ ที่สําคัญเกิดความขัดแย้งในทางการเมือง เกิดความ ขัดแย้งในวิธีคิดและความเชื่อในเรื่องของประชาธิปไตย แต่ด้วยความขัดแย้งที่บริสุทธิ์ หรือเป็นความขัดแย้งที่เชื่อมโยงจากต่างประเทศอย่างไร แต่วันนั้นต้องยอมรับคนไทย จะใส่เสื้อสีอะไรเดินออกจากบ้าน ยังต้องคิดนานนับเป็นชั่วโมง ถ้าจะพูดภาพไปช้าที่สุด ก็ต้องบอกว่าวันที่นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก้าวเข้ามาขับเคลื่อนเรือหรือเราเรียกว่า รัฐนาวาของประเทศไทยในปลายปี ๒๕๕๑ เรือลํานี้เสบียงมันหมดแล้วครับ น้ํามันหมดแล้วครับ มันจะถูกเบียดบัง มันจะถูกยักยอกไปก่อนหน้านั้นหรือไม่ ผมไม่ยืนยัน เรือลํานี้มีรอยปะผุ มีรอยรั่ว รอยโหว่ทั่วลําเรือไปหมดครับ ลูกเรือพายไปคนละทิศคนละทาง บางครั้งจุดไฟเผา เรือครับ นายกรัฐมนตรีวันนั้น แค่ดับไฟในเรือก็แทบไม่มีเวลาบริหารประเทศ สิ่งเดียวซึ่งเป็น เข็มทิศของกัปตันเรือหรือต้นหนเรือ ณ วันนั้นก็คือแนวนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐ ที่เป็นเข็มทิศนําทางว่าเราต้องมุ่งสู่จุดนี้โดยมีกระแสการสนับสนุนของพี่น้องประชาชน เป็นกระแสน้ําให้เรือลํานี้ไปสู่จุดหมายปลายทาง ท่านประธานที่เคารพครับ แนวนโยบาย พื้นฐานของรัฐมีมากมายหลายด้านด้วยกัน ผมจะใช้เวลาสั้นที่สุดเพื่อพูดถึงภาพรวม เพื่อที่ว่าเวลาหลังจากนี้ ๑๐ กว่าชั่วโมงเป็นภาระหน้าที่ของเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่จะได้วิเคราะห์เจาะลึกในทุกมุมมอง ใน ๙ นโยบายของรัฐธรรมนูญฉบับนี้
ด้านที่ ๑ ครับ แนวนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐ ซึ่งบัญญัติไว้อย่างชัดเจน และต้องตรงใจของพี่น้องประชาชน บอกว่า รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราชอธิปไตยและบูรณภาพแห่งเขตอํานาจรัฐ จัดให้มีกําลังทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ ที่ทันสมัยและเพียงพอเพื่อพิทักษ์รักษาเอกราชอธิปไตยความมั่นคงของรัฐ สถาบัน พระมหากษัตริย์ ผลประโยชน์ของชาติและการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งแนวนโยบายตรงนี้นะครับ ช่วงเวลาที่ผ่านมา ๑ ปีของรัฐบาลนี้ เลื่อนต่อมาถึงปีที่ ๒ เราจึงได้เห็นนโยบายโครงการมากมาย หลายโครงการที่มาสนับสนุนสู่เป้าหมายตรงนี้ ไม่ว่าจะเรื่องการเสริมสร้างศักยภาพ การป้องกันประเทศให้พร้อมในการรักษาเอกราชอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน เราจะเห็นความร่วมมือของไทยและประชาชาติหลายโครงการ ไม่ว่าจะเป็นความร่วมมือ เศรษฐกิจ อิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง ความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ําโขง ความร่วมมือ ระดับอาเซียน (ASEAN) ในฐานะที่เราเป็นประธานอาเซียน การพัฒนาแก้ไขปัญหาของ ๓ จังหวัด ภาคใต้ แม้กระทั่งปัญหากับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเราใช้วิธีแก้ปัญหาด้วยความสุขุม คัมภีรภาพ ด้วยนิติภาวะ ด้วยความเป็นผู้ใหญ่ในประชาคมโลก แต่เราอาจจะโชคไม่ดี ที่เราอาจจะมีเพื่อนบ้านที่ไม่ค่อยมีมิตรภาพ แต่ด้วยนิติภาวะของประเทศไทยและของ ท่านนายกรัฐมนตรี ผมเชื่อว่าเราจะทําให้เพื่อนบ้านของเราได้ตระหนักถึงคําว่า มิตรภาพ ได้รู้ถึงคุณค่าของมิตรภาพ และรู้ว่าการเป็นสุภาพบุรุษในกติกาของประชาคมโลกนั้น ความหมายแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับคําว่า อันธพาล และที่สําคัญที่สุดครับ ด้วยแนวนโยบาย ด้านความมั่นคงของรัฐ จึงได้เกิดมาตรการมากมายหลายมาตรการในการปกปักษ์รักษา สถาบัน ไม่ว่าการใช้กฎหมายเข้าไปควบคุมดูแล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการชี้แจง ทําความเข้าใจหรือการจัดงานที่เทิดพระเกียรติ เพื่อตอกย้ําถึงคุณค่าของเทพยดา ซึ่งมีพระองค์จริง ให้ลงไปลึกถึงรากฐานของสังคมไทย และทั้งหลายทั้งปวงนั้นก็ด้วย วัตถุประสงค์อย่างเดียวครับ ก็เพียงเพื่อจะบอกไปยังพี่น้องประชาชนบางกลุ่มบางพวก ซึ่งอาจจะมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน อาจจะมีเจตนารมณ์บางอย่างที่ยากต่อการอธิบาย อาจจะถูกชักใยจากใครบางคน อยากจะบอกนิดเดียวว่าประเทศไทยเป็นแผ่นดินแห่งเสรีภาพ ทุกคนมีสิทธิที่จะเขียน ที่จะพูด ที่จะคิด ที่จะกระทําการ แต่เราขอนิดเดียวครับ ขอจํากัด เสรีภาพนิดเดียวครับ อย่ามีเสรีภาพที่จะทําลายล้างสถาบันกษัตริย์ได้ไหมครับ ขอจํากัด เสรีภาพที่จะบิดเบือนข้อมูลกระทําย่ํายีต่อสถาบันซึ่งเป็นเสาหลักของแผ่นดินได้ไหมครับ เพราะการกระทําเช่นนั้นเป็นการเหยียบย่ําหัวใจของคนไทย ขอจํากัดเสรีภาพในการที่จะนํา สถาบันพระมหากษัตริย์มาเพื่อประโยชน์ทางการเมือง หรือประโยชน์ส่วนบุคคล ขอแค่นี้ครับ ท่านประธานที่เคารพ
นโยบายด้านที่ ๒ แนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งเน้นหนัก การพัฒนาสังคม เศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน เน้นหนักการกระจาย อํานาจสู่ท้องถิ่น การจัดความสมดุลของภาระหน้าที่และงบประมาณ มีโครงการนับร้อย นับพันโครงการที่เกิดต่อเนื่องจากนโยบายตรงนี้ สิ่งที่เห็นชัดเจนครับ เรื่องของการจัดตั้ง กองทุนเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเสริมสร้างศักยภาพหมู่บ้านและชุมชน ๘๐,๐๐๐ กว่าหมู่บ้าน เรื่องของการให้ความสําคัญกับการจัดทําแผนพัฒนาจังหวัด เพื่อให้อํานาจท้องถิ่น ส่วนภูมิภาคได้กําหนดอนาคตของตนเองมากกว่าการชี้นิ้วสั่งการของอธิบดีหรือ ปลัดกระทรวงหรือรัฐมนตรี การปรับปรุงกฎหมายหรือระเบียบท้องถิ่นที่สําคัญครับ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. การกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรท้องถิ่น พระราชบัญญัติระเบียบการบริหารราชการท้องถิ่น การเพิ่มอัตราตอบแทนกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจําตําบล สารวัตรกํานัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน การสร้างแผนพัฒนา การเมือง รวมทั้งการแก้ไขปัญหาทุจริตภาครัฐ นโยบายด้านศาสนา สังคม การสาธารณสุข การศึกษาและวัฒนธรรม ต้องยอมรับครับว่าภายใต้รัฐบาลนี้งบประมาณที่ลงไปเพื่อ การส่งเสริมกิจการพระศาสนา ไม่ว่าจะศาสนาพุทธหรือศาสนาอื่นนั้นมากมายเมื่อเทียบ ตัวเลขกับรัฐบาลชุดก่อน ๆ เราได้เห็นเบี้ยยังชีพสําหรับผู้สูงอายุ ได้เห็นการสร้างหลักประกัน รายได้ให้แก่ผู้พิการ เราได้เห็นกองทุนสวัสดิการสังคมมากกว่า ๕,๑๐๐๐ กองทุนทั่วประเทศ เราเห็นหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ประชาชนเข้าไปรักษาพยาบาลฟรีทุกโรคไม่ต้องเสียสักบาท ครอบคลุมประชากร ๖๒ ล้านคนค่อนประเทศ เราเห็นอนามัยตําบลมากกว่า ๑,๐๐๐ แห่ง ในปี ๒๕๕๒ ยกฐานะเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล เราได้เห็นการจัดตั้งอนามัย ตําบลใหม่ ๆ ในตําบลซึ่งขาดแคลนและห่างไกล เราได้เห็นลูกหลานของเรา ๑๒ ล้านคน เรียนฟรีอย่างมีคุณภาพ เราได้เห็นการจัดการแผนการศึกษาแห่งชาติ กฎหมายเพื่อการ พัฒนาการศึกษา การกระจายอํานาจให้ท้องถิ่นและชุมชนมีส่วนร่วมในการกําหนดทิศทาง การพัฒนาการศึกษาของชาติ เราได้เห็นการเร่งสร้างความเชื่อมั่นและฟื้นฟูประเทศไทย นโยบาย ด้านกฎหมายและยุติธรรม ยาวเหยียดครับ แต่สิ่งที่มองเห็นลงไปเราเห็นการปฏิบัติ และการบังคับใช้กฎหมายอย่างถูกต้องรวดเร็วและเป็นธรรม เราเห็นการจัดระบบงาน ยุติธรรมของรัฐอย่างมีประสิทธิภาพ เราเห็นการจัดตั้งสํานักงานบังคับคดีอาญาและการ บังคับใช้กฎหมาย เราเห็นการพัฒนากฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเกิดขึ้นมากมาย อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเน้นการปรับปรุงกระบวนกฎหมายอาญา เราเห็นการริเริ่ม จัดทําแผนแม่บทการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ แผนยุทธศาสตร์พัฒนาความยุติธรรม ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งไม่เคยมีรัฐบาลใดทํามาก่อน เราเห็นกฎหมายสําคัญอันหนึ่ง เกิดขึ้น คือพระราชบัญญัติองค์กรปฏิรูปกฎหมาย เพื่อที่จะปรับปรุงและพัฒนากฎหมาย ของไทยให้มีความเป็นธรรมมากขึ้นและเป็นมาตรฐานเดียว แล้วเราก็เห็นตัวเลขสถิติ อาชญากรรมลดลงโดยลําดับ นโยบายด้านต่างประเทศ เราเห็นบทบาทของประเทศไทย ในอาเซียนที่ได้เสริมสร้างความเข้มแข็ง แข็งแกร่งของภูมิภาคนี้ซึ่งเป็นภูมิภาคซึ่งมีภาวะ ทางเศรษฐกิจสําคัญอย่างยิ่งในโลกแห่งนี้ เราเห็นการบรรลุถึงการจัดตั้งประชาอาเซียน ตามกฎบัตรของอาเซียน เราเห็นการพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านมากมาย หลายกรอบ มากมายหลายสัญญา เราเห็นการส่งเสริมบทบาทร่วมกันในประชาคมโลก เราเห็นนายกรัฐมนตรีไปยืนอย่างน่าภาคภูมิใจใน ณ ตัวแทนของประเทศไทยในเวทีระดับโลก เราเห็นการเจรจาการค้าและการสร้างโอกาสทางการค้าให้กับประเทศไทยในมิติใหม่ ๆ และการริเริ่มที่สําคัญในการดําเนินนโยบายต่างประเทศ เราก้าวไปไกลมากครับ นโยบาย ด้านเศรษฐกิจครับ เป็นครั้งแรกที่พี่น้องเกษตรกรเขาได้รับเงินซึ่งประกันความหวังของเขา จากรัฐบาลถึงกระเป๋าของเขา ในโครงการที่เรียกว่าการรักษาเสถียรภาพด้านราคาสินค้าเกษตร กฎหมายสภาการเกษตรแห่งชาติที่ต่อสู้มา ๒๐ ปี สําเร็จเป็นรูปร่าง กําลังจัดตั้งในรัฐบาลนี้ ผมเห็นการสนับสนุนสหกรณ์การเกษตรสหกรณ์ทุกประเภท รัฐวิสาหกิจชุมชน ผมเห็น การช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งเป็นผู้ประกอบการซึ่งมีอัตราส่วน มากกว่าร้อยละ ๙๙.๗ เปอร์เซ็นต์ของการประกอบการทั้งประเทศ เราเห็นนโยบายการปรับ โครงสร้างทางเศรษฐกิจ ซึ่งเรียกว่าเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ หรือครีเอทีฟ อีโคโนมี่ (Creative Economy) เราเห็นการควบคุมอาชีพของเกษตรกรรายย่อยมากมายอย่างที่ ไม่เคยเห็นมาก่อน รวมทั้งการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม เราเห็นแผนการลงทุนขนาดใหญ่ ซึ่งเรียกว่า ไทยเข้มแข็ง ซึ่งใช้เม็ดเงินมากกว่า ๑,๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ลงไปให้โอกาสและ ความข้องเกี่ยวกับพี่น้องประชาชนในชนบท ไม่ว่าจะเรื่องชลประทาน เรื่องถนน เรื่องแหล่งน้ํา เรื่องการท่องเที่ยว เรื่องการศึกษา เรื่องการสาธารณสุข และแผนการลงทุนเพื่อยกระดับ รายได้ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เราเห็นการลดรายจ่ายของพี่น้องประชาชนในเรื่องไฟฟ้า เรื่องประปา เรื่องแก๊ส (Gas) หุงต้ม ถนนหลายสายในประเทศนี้ ซึ่งเป็นลูกรังมาชั่วนาตาปี มากกว่า ๗,๒๐๐ กิโลเมตร กลายเป็นถนนลาดยางหมดแล้วครับ ที่เรียกว่าโครงการถนนไร้ฝุ่น นโยบายด้านที่ดินทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เราเห็นการออกกฎหมายที่สําคัญ หลายฉบับ ซึ่งรอคอยมานานและออกมาในรัฐบาลนี้ ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติเพื่อแก้ไข ปัญญาด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เห็นการนําที่ดินราชพัสดุมากกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ มาให้เกษตรกรได้เช่าและสร้างประโยชน์ ได้เห็นการออกกฎหมายที่จะ จัดการกรรมสิทธิ์ที่ดินเพื่อให้เป็นปัจจัยการผลิตของพี่น้องเกษตรกร เห็นการจัดนําแนวเขต ที่ดินของรัฐกับราษฎรที่มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น เห็นการพัฒนาแหล่งน้ํา เราเห็นการบริหาร จัดการที่จะใช้ประโยชน์กับทรัพยากรด้านการประมงและการผลักดันให้เกิดการแก้ไข พระราชบัญญัติการประมง และสุดท้ายครับ เราได้เห็นการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน กับแนวนโยบายของรัฐที่เปิดกว้างอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้งหมดนั้นคือสิ่งที่เกิดขึ้นด้วย การบริหารงานของรัฐบาลภายใต้แนวนโยบายพื้นฐานของรัฐ ๙ ข้อ แต่สิ่งที่มันเหนือกว่า หนังสือ ๒๓๐ กว่าหน้าตรงนี้ มันก็คือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินตรงนี้ บนความหวัง บนใบหน้าของพี่น้องประชาชน จากวันที่เรือลํานี้มองไปข้างหน้าไม่เห็นอะไรเลย วันนี้ ท่านประธานครับ ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ ซึ่งเราเรียกว่าจีดีพี (GDP) ปี ๒๕๕๓ ๘.๑ เปอร์เซ็นต์ครับ สูงกว่าปี ๒๕๕๑