จตุพร พรหมพันธุ์ วิจารณ์การตัดพระบรมฉายาลักษณ์ออกจากการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีว่าเป็นการละเมิดสถาบันและขัดต่อเหตุผล พร้อมวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่รายงานผลการดำเนินงานต่อสภาผู้แทนราษฎรเพียงฝ่ายเดียวโดยไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๗๕ ที่กำหนดให้ต้องรายงานต่อรัฐสภาซึ่งเป็นการประชุมร่วมของทั้งสองสภา และชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมดังกล่าวซ้ำรอยการใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักรที่ไม่เคยมีการรายงานผลต่อสภามาโดยตลอด
ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านประธานลองเปิดหน้า ๑๙ แนวนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐ มาตรา ๗๗ รัฐต้อง พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราชอธิปไตย ขอเรียนกับท่านประธานนะครับ ว่าการประชุมซึ่งมีการถ่ายทอดไปทั่วนั้น คําว่า ดุลพินิจ ของตัวนายกรัฐมนตรีเอง ถ้าอ้างว่า การตัดพระบรมฉายาลักษณ์ออกเพราะไม่ต้องการเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้อง กับทางการเมือง เหมือนท่านกราบพระ ท่านเอารูปพระพุทธรูปออก เหลือแต่ภาพท่าน ตามลําพัง ฉันใดฉันนั้นครับ ท่านประธานที่เคารพ การอธิบายว่าตัดรูปพระบรมฉายาลักษณ์ ออกนั้นเพราะไม่ต้องการเอาสถาบันมาเกี่ยวข้องกับทางการเมืองนั้น ถ้าคนที่เขามีสมองนั้น เขาจะไม่เอารูปนี้มาลง ท่านมีรูปเป็นหมื่นเป็นแสนรูป ทําไมเอารูปขณะรับพระบรมราชโองการ แต่งตั้งเล่า ถ้ารูปท่านตามลําพังใครจะไปว่าอะไร ถ้าเอารูปสวมหมวกแบบถุงยางมาแทนที่ นี่ผมยกตัวอย่าง มันก็ไม่เป็นปัญหาครับ ท่านประธานที่เคารพ แต่นี่รับพระบรมราชโองการ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ตัดพระบรมฉายาลักษณ์ออกได้อย่างไร ไม่มีเหตุผลที่สุด เป็นการตอบ ที่โง่ที่สุด แถที่สุด ผมไม่อยากให้ได้ยินอย่างนี้ในรัฐสภา ผมเรียนกับท่านประธานที่เคารพ เพราะมิฉะนั้นนายกรัฐมนตรีคนไหนจะไม่เอาลงก็ไม่เป็นไร แต่เขาไม่เอาตัวคนเดียว ตัดพระเจ้าแผ่นดินออก เพราะมันเป็นภาพระหว่างพระบรมฉายาลักษณ์ ท่านรับ พระบรมราชโองการจากใครครับ ให้เขาเดามาจากใครครับ มันไม่มีเหตุผล ถ้าผิดแล้ว ยอมรับผิดในสภา บอกว่าเป็นเรื่องของคนที่ทําหนังสือฉบับนี้มีความเลินเล่อ ผมจะติดตาม ไปตรวจสอบ ตอบอย่างนี้มันน่าฟังมากกว่า แต่นี่ใช้แสดงความโง่และแถชนิดที่หางโผล่เห็นชัด ผมเรียนกับท่านประธานว่าการอภิปรายของผมต่อไปนี้นั้น การรายงานแสดงผลการดําเนินการ ของรัฐบาลซึ่งท่านได้ทํารายงานเสร็จตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ปี ๒๕๕๓ แล้วก็มารายงาน ในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ท่านประธานลองเปิดดูรัฐธรรมนูญสิครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่แจกไว้ทุกลิ้นชักในสภา หน้าที่ ๒๕ หมวด ๕ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐมาตรา ๗๕ ส่วนที่ ๑ บททั่วไป บอกว่าบทบัญญัติในหมวดนี้เป็นเจตจํานงให้รัฐดําเนินการตรากฎหมาย และกําหนดนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ใช้คําว่า ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องชี้แจง ต่อรัฐสภาให้ชัดแจ้งว่าจะดําเนินการใดในระยะเวลาใด เพื่อบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไป ตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ และต้องจัดทํารายงานแสดงผลการดําเนินการรวมทั้งปัญหา และอุปสรรคเสนอต่อรัฐสภาปีละ ๑ ครั้ง ท่านประธานคงจะแลเห็นตอนที่รัฐบาลแถลงนโยบาย หลายคนได้อภิปรายไปแล้วเรื่องการไปแถลงที่กระทรวงการต่างประเทศ ท่านก็ชี้แจง มาหลายรอบ แต่กรณีการรายงานแสดงผลการดําเนินการรวมทั้งปัญหาและอุปสรรคนั้น เขาให้เสนอต่อรัฐสภา แต่วันนี้รัฐบาลกลับมานําเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร เวลาเสนอนโยบาย แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ความหมายก็เป็นการประชุมร่วมของสองสภารวมกัน คือ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ในการรายงานผลงานก็ระบุว่าต้องรายงานต่อรัฐสภาปีละ ๑ ครั้ง แต่วันนี้รัฐบาลกลับมารายงานเฉพาะสภาผู้แทนราษฎร ผมเรียนกับท่านประธานว่า รัฐธรรมนูญมาตรานี้ได้ระบุไว้อย่างชัดเจน แต่เมื่อทางท่านประธาน ทางรัฐบาลยืนยันว่า ทําตามมาตรา ๗๕ ถูกนี่ก็ต้องไปว่ากัน และที่สําคัญที่สุดก็คือว่าให้เสนอปีละ ๑ ครั้ง ท่านพยายามให้สมาชิกมาอธิบายว่ามันเกิดเหตุการณ์อะไร แต่เวลานั้นถามท่านประธานว่า สภายังมีการประชุมได้ตามปกติหรือเปล่า ตอบว่ามันยังประชุมได้ตามปกติแล้วท่านลองดูสิครับ นโยบายยาวเหยียด ๒๐๐ กว่าหน้า ความจริงแล้วหนังสือพิมพ์เขาไปย่อมา ๑ หน้าก็ได้ความ อย่างครบถ้วนแล้ว มันไม่ทันต่อสถานการณ์ ความจริงแล้วเขาบังคับว่าให้รายงานปีต่อปี อ้างว่าเกิดเหตุการณ์ แต่ถามว่าสภายังทํางานได้ตามปกติหรือเปล่า ตอบว่าสภาก็ยังทําหน้าที่ ได้ตามปกติและพฤติกรรมแบบนี้เหมือนกับการประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษา ความมั่นคงในราชอาณาจักร รัฐบาลโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศใช้มาหลายครั้ง จนกระทั่งวันนี้ได้ประกาศใช้ ๗ เขตในกรุงเทพมหานคร ประกาศใช้ตั้งแต่ภูเก็ต หัวหิน กรุงเทพมหานคร นับครั้งไม่ถ้วน ผมเคยบอกต่อนายอภิสิทธิ์ในฐานะนายกรัฐมนตรี ในการตั้งกระทู้ถามว่า มาตรา ๑๕ ในกรณีที่เหตุการณ์สิ้นสุดแล้วให้นายกรัฐมนตรีรายงานผล ต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาโดยเร็ว นี่เป็นอยู่ในมาตรา ๑๕ วรรคสองของพระราชบัญญัติ การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร เมื่อปีกลายตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ ผมเคยถามนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่าทําไมไม่มารายงานต่อสภาผู้แทนราษฎร ประกาศใช้ ๑ ครั้ง ต้องมารายงาน ๑ ครั้ง ประกาศใช้ ๒ ครั้ง ต้องรายงาน ๒ ครั้ง แต่ตลอดระยะเวลาของการใช้พระราชบัญญัติ ความมั่นคงนั้น นายกรัฐมนตรีไม่เคยรายงานต่อสภาผู้แทนราษฎรแม้แต่เพียงครั้งเดียว ตามมาตรา ๑๕ ของพระราชบัญญัติความมั่นคงในราชอาณาจักร นายอภิสิทธิ์ตอบผมในสภา เวลานั้นเกือบครบ ๒ ปีแล้วท่านประธาน บอกว่าให้เลขาธิการนายกรัฐมนตรีคนที่แล้วนะครับ นี่เปลี่ยนมาถึง ๒ คนแล้ว ตั้งแต่นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ บอกว่ากําลังทํารายงานอยู่ กําลังเสร็จแล้ว กําลังส่งอยู่ นี่เกือบ ๓ ปีแล้วครับ ท่านประธานที่เคารพ ไม่เคยรายงานตามมาตรา ๑๕ ของพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร พุทธศักราช ๒๕๕๑ มาแม้แต่ เพียงครั้งเดียว แล้ววันนี้ก็ยังประกาศกันอยู่ แล้วสภาแห่งนี้ก็ไม่เคยไปทวงถาม ผมเรียน กับท่านประธานว่านายกรัฐมนตรีทําผิดตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ แม้ว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้จะไม่ระบุว่า จะรายงานเมื่อไร แต่สิ้นสุดของการใช้นี่ท่านสิ้นสุดของการใช้มาหลายรอบแล้วครับ จังหวัดภูเก็ต ก็สิ้นสุดมาเป็นเกือบ ๒ ปีแล้ว อําเภอหัวหินก็สิ้นสุดไปแล้ว กรุงเทพมหานครก็สิ้นสุด ต่างกรรมต่างวาระ มันจึงเหมือนพฤติกรรมการไม่รายงานประจําปีต่อรายงานผลการ ดําเนินการฉบับนี้ และมารายงานก็รายงานผิดที่ เขาให้รายงานต่อรัฐสภา ดันมารายงานที่ สภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานที่เคารพ เอาละเมื่อท่านประธานให้สามารถรายงานต่อ สภาผู้แทนราษฎรได้ ผมเรียนกับท่านประธานว่า สิ่งที่ผมจะอภิปรายต่อไปนี้นั้นมาจากเล่มนี้ ทั้งหมดเลยครับ ไม่มีนอกเหนือเนื้อหาเป็นอย่างอื่น แต่ผมเรียนกับท่านประธานว่าในตลอด ระยะเวลาที่ผ่านมานั้นมันได้ปรากฏการณ์ต่าง ๆ มากมาย ผมเรียนกับท่านประธาน ว่าเหตุการณ์ที่ท่านรายงานนั้นเป็นการรายงานตั้งแต่วันที่ ๓๐ ธันวาคม ปี ๒๕๕๑ ถึง ๓๐ ธันวาคม ปี ๒๕๕๒ แล้วดันมาให้ถามในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ผมยกตัวอย่างหลายอย่าง เช่น นโยบายเร่งด่วน ข้อ ๒ นี่ครับ การสร้างความเชื่อมั่นและฟื้นฟูภาพลักษณ์ของประเทศ การสร้างความสมานฉันท์ในสังคมไทย โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป การเมืองและการศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อันนี้ตั้งแต่ชุดของนายดิเรก ถึงฝั่ง นะครับ ท่านประธาน แล้วท้ายที่สุดแนวของนายดิเรกก็ไม่ถึงฝั่ง เห็นไหมครับ อยู่ในรายงานฉบับนี้ ในวันนี้ ท้ายที่สุดก็ไปเอาแนวนายสมบัติ ธํารงธัญวงศ์ นี่ผมยกตัวอย่าง หรือคณะกรรมการ ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง ซึ่งนี่เป็นเหตุการณ์สงกรานต์เลือด ตั้งคณะกรรมการสอบสวนสอบจนเสร็จ แต่ไม่กล้ามารายงานต่อที่ประชุมของรัฐสภา เห็นไหมครับท่านประธานที่เคารพ ๒ เหตุการณ์นี้ นี่ผมยกตัวอย่างว่ามันยังเป็นแผลตราตรึง กันอยู่จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์เดือนเมษายน เดือนพฤษภาคมในปี ๒๕๕๓ ผมเรียนกับ ท่านประธานว่าดูสิครับ โครงการไทยสามัคคีที่ประชาชนร่วมกิจกรรมร้องเพลงชาติ กว่าล้านคน ภาคภูมิใจมากใช่ไหมครับ ล้านคนแสดงว่าหัวละ ๑๓ บาทใช่ไหม เพราะใช้เงิน ๑๓ ล้านบาทในการร้องเพลงชาติ แต่ผมเรียนท่านประธานว่า การแถลงผลงาน ในปี ๒๕๕๑ ต่อปี ๒๕๕๒ มันจึงมาตอบโจทย์ปี ๒๕๕๓ ต่อปี ๒๕๕๔ เพราะท้ายที่สุด ท่านตั้งคณะกรรมการหลังจากเหตุการณ์เมษาเลือด ปี ๒๕๕๒ ท่านตั้งนิยามตามความต้องการ ทางการเมืองที่ต้องการเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนให้ไปสนใจในเรื่องอื่น แต่ท้ายที่สุด ท่านก็ไม่ปฏิบัติ ยกเว้นว่าท่านต้องการ ผมถามว่าชุดของนายดิเรก ถึงฝั่ง กับชุดของ นายสมบัติ ธํารงธัญวงศ์ แตกต่างกันอย่างไร ชุดของนายสมบัติ ธํารงธัญวงศ์ ใช้โทรศัพท์ ๕๐ คู่สาย มีคนโทร.เข้าไป ๒,๓๘๐ คน ใน ๒,๓๘๐ คน เห็นด้วย ๖๘ เปอร์เซ็นต์ คือ เห็นด้วย ๑,๐๐๐ กว่าคนเท่านั้น ท่านก็บอกว่านี่เป็นมติของคนทั้งประเทศ ที่จะเอา ๓๗๕ บวก ๑๒๕ คน ๑,๐๐๐ กว่าคนโทรศัพท์เข้าไป ๕๐ คู่สาย ปรากฏว่าท่านบอกว่านี่เป็นมติของ ประชาชนแล้ว แล้วปรากฏว่าเป็นอย่างไรครับ ท่านประธานที่เคารพ ปรากฏว่านี่พวกท่าน คิดว่าได้ประโยชน์ ท่านจึงเอาชุดของนายดิเรก ถึงฝั่ง เราก็รู้ทันนี่ครับ ผมบอกสมาชิกว่า ดูใจเย็น ๆ ซุ่มดูพรรคประชาธิปัตย์ก่อนว่าเขาจะอย่างไร ท้ายที่สุดก็โอละพ่อไปจนได้ แต่ชุดของนายสมบัติ ธํารงธัญวงศ์ ไปคิดอย่างมีมิติ ยังมีมิติ โดยเอากรณีผลการเลือกตั้ง ๒๓ ธันวาคม ปี ๒๕๕๐ พรรคประชาธิปัตย์แพ้พรรคพลังประชาชนในระบบเขตเกือบ ๗๐ ที่นั่ง แต่ใน ระบบสัดส่วนได้คะแนนที่ใกล้กัน ห่างกัน ๒๐๐,๐๐๐ คะแนน ไอเดีย (Idea) บรรเจิดเลยครับ ท่านประธานที่เคารพ คิดว่าจะไปหาเสียงเอาพื้นที่พรรคเพื่อไทยไป เราขอปาร์ตี้ ลิสต์ (Party list) สักพักเลย อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรีของท่าน วันนี้ไปเป็นประธานยุทธศาสตร์ แถลงด้วยไอเดียบรรเจิดเลยว่า ต่อไปนี้พรรคประชาธิปัตย์จะชนะคะแนนปาร์ตี้ ลิสต์ สักพักนายสมบัติ ธํารงธัญวงศ์ แถลงข่าวเลยว่า ต่อไปนี้จะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้พรรคการเมือง ที่ได้คะแนนเสียงปาร์ตี้ ลิสต์ เป็นลําดับที่ ๑ ได้จัดตั้งรัฐบาล เห็นไหมครับ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ บอกว่าปาร์ตี้ ลิสต์ พรรคประชาธิปัตย์จะได้ที่ ๑ เพราะคิดว่าเมื่อครั้งที่แล้วห่างกัน ๒๐๐,๐๐๐ คะแนน แต่ผู้แทนเขตสู้ไม่ได้ แต่คิดว่าจะเอาปาร์ตี้ ลิสต์ ได้ที่ ๑ บอกว่าใครได้ ปาร์ตี้ ลิสต์ ได้จัดตั้งรัฐบาล พอข้อที่ ๒ ล็อก (Lock) เขาอีกว่าในระยะเวลา ๔ ปี จะอภิปราย ไม่ไว้วางใจไม่ได้ นั่นแปลว่าจะตั้งเสียงรัฐบาลเป็นเสียงข้างน้อยก็ได้ คิดได้อย่างไรครับ ก็รู้ว่าผู้แทนเขตสู้ไม่ได้ แพ้มา ๗๐ เสียง ปาร์ตี้ ลิสต์ ห่างกัน ๒๐๐,๐๐๐ คะแนน ท้ายที่สุด ไปเสนอไอเดียอันนี้ แล้วก็เป็นคณะกรรมการที่ลงนามแต่งตั้งโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งไม่รู้ว่าจะหมดอายุขัยกันเมื่อไร ความจริงเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญมันก็น่าจะจบแล้ว แต่ปรากฏว่าดันมาอธิบายว่าที่เสนอ ๓๗๕ บวก ๑๒๕ ก็เพื่อพรรคประชาธิปัตย์โดยเฉพาะ หางจึงโผล่กันเวลานี้ครับ ท่านประธานที่เคารพ ผมเรียนกับท่านประธานว่าเวลานี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะนายกรัฐมนตรีที่ตั้งคณะกรรมการนี้พิจารณาการแก้ไข รัฐธรรมนูญตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ ที่มีนายสมบัติ ธํารงธัญวงศ์ อธิการบดีนิด้า ซึ่งความจริงแล้วอย่างที่ผมเรียนว่าถ้าเสนอรัฐธรรมนูญแก้ไขเมื่อครั้งที่แล้ว ๒ มาตรานี้ มันก็น่าจะจบแล้ว แต่เขารู้ว่าภารกิจไม่จบ เพราะฉะนั้นจึงมาเติมเรื่องปาร์ตี้ ลิสต์ ต้องการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย แล้วก็ใช้วิธีห้ามไม่ให้อภิปรายไม่ไว้วางใจ นี่คนที่ท่าน แต่งตั้งไปแท้ ๆ และท่านก็เชื่อในสิ่งที่เขาเสนอ จนกระทั่งฟังความบอกว่าชุดของนายสมบัติ สามารถดลบันดาลความชัยชนะให้กับท่านได้ ท่านประธานที่เคารพ คณะคณะกรรมการ ชุดอื่น ๆ เช่น คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง