สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๐ · ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

วิทยา บุรณศิริ หารือเรื่องการให้เวลาแสดงความคิดเห็นของสมาชิกสภา และขอโทษเจ้าหน้าที่ที่ทำให้สมาชิกแสดงความคิดเห็นไม่ครบ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องนโยบายที่นายกรัฐมนตรีไม่ปฏิบัติตามนโยบายที่ตนเองได้แถลง และมีการใช้นโยบายของพรรคไทยรักไทยมากกว่า นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดน โดยมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการอนุญาตให้คนต่างด้าวเข้ามาในประเทศไทยเพื่อทำงาน และการสร้างโรงงานอุตสาหกรรมที่ไม่ได้สร้างประโยชน์ให้กับคนในพื้นที่ และเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจัง

นายวิทยา บุรณศิริ พระนครศรีอยุธยา

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม วิทยา บุรณศิริ สมาชิกพรรคเพื่อไทย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก่อนอื่น ก็ต้องขอประทานโทษทางเจ้าหน้าที่นะครับ เนื่องจากว่าผมเองก็ร่นเวลาให้สมาชิกได้แสดง ความคิดเห็นจนครบนะครับ ก็หวังว่าผมคงต้องอภิปรายให้แม่ค้าและผู้ขับแท็กซี่และคนที่ ยังเป็นแฟนพันธุ์แท้ของเพื่อไทย

ท่านประธานครับ ผมได้ติดตามตั้งแต่นโยบายที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้แถลงไว้ตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี ๒๕๕๑ เรื่องการเสริมสร้างสมานฉันท์และความสามัคคี คนในชาติให้เกิดโดยเร็ว โดยใช้แนวทางสันติรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย และหลีกเลี่ยง การใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในชาติในทุกกรณี ผมอ่านมา ๓ ครั้งแล้ว ท่านประธาน จนกระทั่งรายงานผลการดําเนินการของคณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐได้เข้ามาให้พวกเราได้พิจารณา ท่านประธานครับ เราไม่พบเลยครับว่า นายกรัฐมนตรีได้ปฏิบัติตามนโยบายที่ได้แถลง ซึ่งหลายท่านก็ได้อภิปรายนะครับตั้งแต่เช้า แต่บังเอิญผมก็ต้องทํา ๒ หน้าที่ แต่สิ่งที่ผมต้องบอกและย้ําเตือนกับนายกรัฐมนตรี อีกครั้งหนึ่ง ผมพูดเสมอนะครับแม้ผมไม่ได้เลือกท่านเป็น แต่ผมก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าท่าน เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย สิ่งที่ท่านได้เปรียบต่อเนื่องจากรัฐบาลที่ผ่านมา โดยเฉพาะอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ได้ใช้นโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์และคณะเองนั้น ผมยืนยันนะครับว่านโยบายที่ท่านได้ใช้อยู่นั้น มากกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์เป็นอดีตของพรรคการเมืองที่ชื่อว่าพรรคไทยรักไทย สิ่งนี้ครับ ซึ่งข้อเท็จจริงแล้วดูแล้วท่านน่าจะได้เปรียบ เพราะพี่น้องประชาชนเขาเข้าถึงนโยบายที่ผม ได้กล่าวนะครับว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นนโยบาย ๗๐ เปอร์เซ็นต์ มากกว่าที่ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นํามาใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค เอสเอ็มแอล เอสเอ็มอี โอทอป (OTOP) กองทุนหมู่บ้าน และหลาย ๆ สิ่งที่ได้นํามาปฏิบัติ แต่ท่านประธานเห็นแล้วใช่ไหมครับ ท่านสมาชิกหลายท่านได้อภิปราย ว่าสิ่งเหล่านั้นมันไม่ได้ทําให้การดําเนินการของรัฐบาลนั้นประสบความสําเร็จ เราก็หวัง และคาดหวังว่าสิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่เป็นการนําพาไปสู่ความกินดีอยู่ดีของพี่น้องประชาชน ผมก็ได้ ติดตามนะครับ ดูในรายละเอียดในการบริหารราชการแผ่นดินของท่านในรายงานในครั้งนี้ ประจําปี พุทธศักราช ๒๕๕๒ ซึ่งหลายท่านก็วิพากษ์วิจารณ์ว่าถูกต้องหรือไม่ และสภา จะพิจารณาในสิ่งที่น่าจะเป็น ๒ ปีแล้ว แต่ก็ไม่เป็นไรนะครับ เมื่อจะต้องพิจารณาและจะต้อง ดูให้ละเอียด

ในสิ่งที่ผมได้กล่าวนั้นผมได้ติดตามมา โดยเฉพาะในเรื่องของมาตรา ๘๔ ส่วนอื่น ๆ นั้นสมาชิกได้พูดไปหมดแล้วนะครับ ในมาตรา ๘๔ นี้รัฐต้องดําเนินการ ตามแนวนโยบายด้านเศรษฐกิจ ซึ่งจริง ๆ แล้วผมไม่น่าที่จะต้องมานั่งอภิปราย แต่สิ่งที่ผม ได้พบและได้ติดตามงานของรัฐบาลในเรื่องของการส่งเสริมการลงทุนนะครับ ในรายงานนั้น เขียนไว้ว่าในปี ๒๕๕๒ นั้นรัฐได้ส่งเสริมการลงทุนนั้นมากกว่า ก็คือมีผู้มาลงทุนนั้นมากกว่า ๗๒๓.๓๗๖ พันล้านบาท เพิ่มขึ้น ๘๐ เปอร์เซ็นต์ จากเดิม ที่ตั้งไว้ ๔๐๐ พันล้านบาท ในรายงานเขียนไว้อย่างนั้นครับท่านประธาน แต่เราก็พบอีกครับ ว่าเราได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องมากมาย โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ด้านการลงทุน บี.โอ.ไอ. (B.O.I.) นั้นอนุญาตส่งเสริมให้มีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง แต่ท่านประธานเชื่อหรือไม่ ว่าสิ่งที่ผมได้พบในจังหวัดของรัฐมนตรีผู้บริหารราชการแผ่นดินในกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นที่น่าวิตกมากครับ มันมีข้อมูลที่ออกมาว่าจํานวนผู้ประกอบการไม่ต่ํากว่า ๗๐–๘๐ ผู้ประกอบการ ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ สิ่งที่ผมได้รับครับท่านประธาน แรงงานของคนต่างด้าวซึ่งเป็นประโยชน์ในการชักชวนให้ไปลงทุนบริเวณจังหวัดชายแดน การย้ายฐานการผลิตตอนนั้นการสร้างแรงจูงให้มีผู้ไปลงทุนไม่ว่าจะเป็น ๓๐ กว่ากิจการ ที่นักลงทุนจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมด้านเสื้อผ้ายันอุตสาหกรรมด้านเกษตร ท่านนายกรัฐมนตรีนั่งอยู่ตรงนี้ท่านเชื่อหรือไม่ครับ ๒ กระทรวงที่กําลังจะทําให้เกิดปัญหา วุ่นวายไปทั้งจังหวัดและหลายจังหวัดชายแดนที่มีพรมแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน ไม่น่าเชื่อครับ ท่านประธานครับ แรงงานที่เขาได้ฝึกปรือมา แรงงานที่เขาได้ใช้โรงงาน อุตสาหกรรม มันทะลักไหลออกตามแนวนโยบายของรัฐบาลท่านนะครับ ผู้ประกอบการ ที่เขาไปลงทุนที่นั่นปัจจุบันจากคนงานที่เคยมีอยู่ ๑,๖๐๐ คน ปัจจุบันเหลือ ๖๐๐ คนครับ เราชักชวนให้เขาไปลงทุน ไม่ว่าจะเป็นต่างชาติหรือผู้ประกอบการที่อยู่ในกรุงเทพมหานคร ไปเถอะ ไปทําเถอะนะครับ เพื่ออะไร ๑. ผมเข้าใจว่าเป็นวัตถุประสงค์สมัยก่อนก็คือ ไม่ต้องการให้คนต่างด้าวนั้นทะลักเข้ามาในกรุงเทพมหานคร แต่สิ่งที่เราได้รับปัจจุบันนั้น นโยบายเรื่องแรงงานของคนต่างด้าว เกิดอะไรขึ้นครับท่านประธาน มีตัวเลขที่ด่านชายแดน ที่ทหารเขาจดไว้ จากเดิม ๒๐,๐๐๐ คน เดี๋ยวนี้ลดเหลือ ๑๐,๐๐๐ คนครับ ประเทศ เพื่อนบ้านเขาก็ขยายตัวในเรื่องของเศรษฐกิจ ประเทศจีนมาลงทุนในแนวตะเข็บของประเทศ เพื่อนบ้าน โรงงานอุตสาหกรรมที่เราชักชวนเขาไปลงทุนโดยหวังว่าคนในพื้นที่ได้มีโอกาส สร้างรายได้ แต่สิ่งที่เราได้พบกลับไม่ใช่อย่างนั้นครับ แรงงานขาดแคลนครับ ทะลักเข้า กรุงเทพมหานครโดยอนุญาต เดี๋ยวนี้ทํากันวันเสาร์ วันอาทิตย์ เซ็นอนุญาตปลอมกัน เต็มไปหมดครับ และนี่คือสิ่งหนึ่งที่เราพบ ผมก็จะไม่พูด จะเก็บไว้อภิปรายไม่ไว้วางใจนะครับ แต่ก็เกรงว่าหลักฐานคงจะไม่ถึง แต่สิ่งที่ต้องพูดเพราะผู้ประกอบการร้องไห้ครับ เจ๊งครับ นี่หรือนโยบายที่ส่งเสริมการลงทุน นี่หรือส่งเสริมให้เกิดเอสเอ็มอี นี่หรือคือสร้างแรงจูงใจ เพื่อให้เขาไปทําให้เกิดประโยชน์กับในเรื่องของคนต่างด้าวไม่ทะลักเข้ามาในเมืองหลวง สิ่งเหล่านี้ละครับต้องบอกนะครับว่าด้านเศรษฐกิจถ้าผมมองอย่างนี้ ไม่รวมถึงมาบตาพุดครับ ปวดหัวครับ มันสะท้อนให้เห็นนะครับว่าถึงแนวนโยบายในมาตรา ๘๔ ว่ารัฐไม่ได้ดําเนินการ ตามแนวนโยบายด้านเศรษฐกิจ ไม่ได้ให้ความสนใจครับ แล้วเขาจะอยู่ได้อย่างไรครับ เจ๊งครับ จาก ๑,๐๐๐ กว่าคนนะครับ จากทักษะที่คนงานเคยมีเหลือ ๖๐๐ คนครับ และฝั่งโน้นเดี๋ยวนี้เขาก็ไม่ได้ข้ามมา ผมต้องอภิปรายนะครับว่าขอให้คิดเสียใหม่นะครับ ค่าหัวที่ได้กัน ๑๐,๐๐๐ กว่าบาท ผมไม่ลงตัวเลข มันมีขบวนการจากบริษัทเข้าไปกระทํามิดีมิชอบ ผมก็บอกเขาว่าเดี๋ยวรวบรวมเอกสารมา แต่ว่าวันนี้ถือโอกาสบอกให้ชัดว่านโยบายด้านนี้รัฐไม่ได้เข้าไปดูให้ทั่วถึง สิ่งต่อไปนะครับ ที่ผมเรียนตามตรงว่าผมต้องพูดเพราะว่านายกรัฐมนตรีอยู่ตรงนี้ แล้วครั้งที่แล้วท่านก็ ไม่ได้ตอบ เรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะตามมาตรา ๗๘ ทําไมผมต้องพูดเรื่องนี้ เพราะว่านายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธาน โดยเฉพาะประธานด้านการกระจายอํานาจ มาตรา ๗๘ นั้นเป็นมาตราที่รัฐจะต้องส่งเสริมเรื่องการกระจายอํานาจใน (๓) ท้องถิ่น มีมวลรวมหรือตัวเลขรวมในการใช้จ่ายเม็ดเงินร่วม ๑ ใน ๓ ของรายได้ประเทศ คือประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผมได้ดูและได้ติดตามและได้อภิปรายในสภาแห่งนี้ แต่ดูเสมือนว่า ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้ให้ความสนใจ ระหว่างที่ท่านมาบริหารราชการและได้มีรายงาน ในปี ๒๕๕๒ ผมไม่พบครับว่าท่านจะใช้เฟืองสําคัญ คือเฟืองจากของท้องถิ่นนั้นเป็นกลไก ในการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อให้เกิดรายได้ สิ่งที่เราพบนะครับเรากับสับสนว่า การถ่ายโอนภารกิจ เช่น อุดหนุนทั่วไปกับอุดหนุนเฉพาะกิจ มันยังไม่รู้ว่าถูกต้องหรือไม่ อย่างไร ทําไมผมต้องพูดอย่างนั้นครับ เพราะว่านโยบายในเชิงสังคมที่รัฐบาลใส่เข้าไปมันเป็น อุดหนุนทั่วไปบ้าง เฉพาะกิจบ้าง คําว่า ทั่วไป นี้ ผมก็อยากจะบอกท่านนายกรัฐมนตรี นะครับว่าผ่านมานั้นเขาสามารถนําเงินที่เหลือไปใช้จ่ายในส่วนที่เขาจําเป็น ถ้าเราจะต้องการ ให้ท้องถิ่นนั้นมีรายได้หรือพัฒนาสู่ศักยภาพเรื่องโครงสร้างพื้นฐานสาธารณูปโภคเราก็ อุดหนุนทั่วไป แต่ปัจจุบันเรายัดเยียดในเชิงสังคมให้เขาจนกระทั่งเขาไม่มีค่าพัฒนา นายกรัฐมนตรีคิดอย่างไรครับ อันนี้เป็นสิ่งสําคัญที่ผมบอกมันเป็น ๑ ใน ๓ ของรายได้ ที่จะต้องขับเคลื่อน คือเป็นเม็ดเงิน ๑ ใน ๓ ของงบประมาณรายจ่ายของประเทศ ประมาณ นะครับ ผมใช้คําว่า ประมาณ สิ่งเหล่านี้นะครับผมไม่พบเลยครับว่านายกรัฐมนตรีได้ใช้ ในฐานะที่นั่งเป็นประธานคณะกรรมการกระจายอํานาจ ไม่พบเลยครับว่าสอนให้ท้องถิ่น มีรายได้ในการจัดเก็บอะไรเพิ่ม แทนที่จะช่วยกันกับพบว่าเดี๋ยวนี้ท้องถิ่นขาดงบประมาณ ส่วนกลางแย่งกันทําหมด เอางบประมาณในเชิงสังคมเข้าไปยัดไว้ จนกระทั่งทุกวันนี้ เขาไม่มีปัญญานะครับรายได้ก็ถดถอย จะเอาอย่างไรกับท้องถิ่นที่พื้นที่ทับซ้อน จะเอาอย่างไรกับท้องถิ่นที่โตมโหฬาร หรือจะเอาอย่างไรกับท้องถิ่นที่เล็กจนกระทั่ง มี อบต. หนึ่งมี ๔ คนก็ยังไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไร พ่อแม่ลูก สามีภรรยามันยังมีขนาดนี้อยู่ แล้วท่านจะเอาอย่างไร จะยุบรวมหรือไม่ ไม่พบครับ แต่เราพบว่าเขาใช้จ่ายเม็ดเงิน งบประมาณทุกวัน เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ละครับต้องพูดให้ชัดนะครับว่าหลาย ๆ ส่วนนั้น ท่านสมาชิกได้อภิปรายไว้ ผมก็ค่อนข้างจะดูแล้วว่ามันค่อนข้างจะครอบคลุม แต่สิ่งที่ผม อดไม่ได้ก็คือนายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธาน แล้วเดี๋ยวตอนที่งบประมาณวาระที่สองเข้ามา งบเพิ่มเติมจะมีเรื่องเล่าให้ฟังอีกเยอะครับ แล้วเป็นประเด็นปัญหาข้อกฎหมายที่ผมก็ไม่รู้ จะทําอย่างไรก็หาทางออกให้ แต่มันคงจะหาทางออกให้ท่านอย่างนี้ตลอดไปไม่ได้ในฐานะ ท่านนายกรัฐมนตรีจะต้องแก้ปัญหาเรื่องนี้บ้าง เราหวังครับ เวลาที่ท่านมีเหลือจะอยู่นาน แค่ไหนเราก็ให้กําลังใจ แต่สิ่งเหล่านี้ถ้าท่านไม่ทําผมให้กําลังใจท่านไม่ได้ ท่านเป็น นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย รับที่จะแก้ไขในสิ่งเหล่านี้ได้ จะเหลือเวลาอีกนิดถ้าได้ทํา มันไม่เสียหาย เพราะมันเป็นประโยชน์ในฐานะที่ท่านเป็นผู้บริหาร ก็คงฝากไว้นะครับ ผมพูดอยู่ผมรู้อยู่ว่าได้เวลาแค่นี้ แต่เป็นเวลาที่ผมคาดว่ามันคงมีค่าสําหรับนายกรัฐมนตรีที่จะ เอาไปคิดเป็นการบ้าน ขอบคุณครับท่านประธาน