สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๐ · ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

แวมาฮาดี แวดาโอะ อภิปรายเรื่องการปฏิบัติตามหลักนิติธรรมและหลักการด้านกฎหมายยุติธรรมของประเทศไทย และเรียกร้องให้รัฐบาลปฏิบัติตามสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะกรณีแรงงานไทยที่ไปทำงานในประเทศมาเลเซียที่ไม่ได้รับสินเชื่อหรือสวัสดิการที่ถูกต้อง นอกจากนี้ยังหารือเรื่องโรงพยาบาลตําบลและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบลที่ไม่พร้อมและไม่สอดคล้องกับบริบทของคนในจังหวัดชายแดนภาคใต้

นายแวมาฮาดี แวดาโอะ นราธิวาส

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นายแพทย์แวมาฮาดี แวดาโอะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคเพื่อแผ่นดิน ผมมีความสนใจที่จะอภิปรายผลดําเนินงานตามแนวนโยบายพื้นฐาน ของรัฐในส่วนที่ ๕ กับส่วนที่ ๖ คือแนวนโยบายด้านกฎหมายยุติธรรมและแนวนโยบาย ด้านการต่างประเทศครับ เหตุผลที่ผมสนใจเรื่องนี้เนื่องมาจากว่ารัฐบาลนี้ไม่ได้ดําเนินการ ตามแนวนโยบายในส่วนนี้ คือส่วนที่ ๕ กับส่วนที่ ๖ ในมาตรา ๘๑ ของรัฐธรรมนูญนั้น ได้กําหนดว่ารัฐต้องดําเนินการตามแนวนโยบายด้านกฎหมายและการยุติธรรมดังต่อไปนี้ คือ ๑. ดูแลให้มีการปฏิบัติและบังคับใช้ให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างถูกต้อง รวดเร็วและ เป็นธรรม และต้องจัดระบบงานราชการและงานของรัฐอย่างอื่นในกระบวนการยุติธรรม ให้มีประสิทธิภาพ และ ๒. คือคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลให้พ้นจากการล่วงละเมิด ทั้งโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐและโดยบุคคลอื่น และต้องอํานวยความยุติธรรมแก่ประชาชน อย่างเท่าเทียมกัน ในส่วนที่ ๖ นั้น แนวนโยบายด้านการต่างประเทศนั้น มาตรา ๘๒ ระบุว่า รัฐต้องให้ความร่วมมือกับนานาประเทศ และพึงถือหลักในการปฏิบัติต่อกันอย่างเสมอภาค ตลอดจนต้องปฏิบัติตามสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเป็นภาคี รวมทั้ง ตามพันธกรณีที่ได้กระทําไว้กับนานาประเทศและองค์การระหว่างประเทศ อันนี้คือต้นตอ ที่ผมต้องมาอภิปรายครับ ท่านประธานครับ ผมได้ดูในเอกสารคําแถลงนโยบายของ คณะรัฐมนตรีที่นําโดยนายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันจันทร์ที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๑ นั้น ได้พูดถึงหลักการในการทํางานเพื่อแก้วิกฤติเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง โดยใช้หลัก ๔ ประการด้วยกัน หลักข้อที่ ๔ ได้ระบุชัดเจนว่า จะบังคับใช้ กฎหมายอย่างเสมอภาค เป็นธรรม และเป็นที่ยอมรับของสากลครับ ผมเน้นคําว่า เป็นที่ยอมรับของสากล นะครับ แล้วก็แนวนโยบายเร่งด่วนที่ต้องดําเนินการในปีแรกนั้น ในข้อ ๑.๑.๔ บอกว่า เร่งสร้างความเชื่อมั่นของประเทศไทยในสายตาของชาวโลกครับ ประเด็นมันมีอยู่ตรงนี้ ก็คือว่าเรื่องที่นานาชาติและชาวโลกกําลังสนใจกับประเทศไทยนั้น ก็คือเรื่องเกี่ยวกับการที่ประเทศไทยได้บังคับใช้กฎหมายพิเศษ คือกฎอัยการศึกที่ประกาศ ใช้มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ พ.ร.ก. ฉุกเฉินที่ประกาศใช้มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ และกฎหมายความมั่นคง ภายในประเทศ ที่ประกาศไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ตลอดจนมีอีกระเบียบหนึ่งครับ ก็คือระเบียบ กองอํานวยการความมั่นคงภายในประเทศภาค ๔ ว่าด้วยวิธีปฏิบัติงานของพนักงาน เจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๑๑ แห่งกฎหมาย พ.ร.ก. ฉุกเฉินครับ ที่ผมต้องอ้างสิ่งเหล่านี้ เนื่องจากว่ารัฐบาลนี้เคยท้วงติง เคยคัดค้านกฎหมายสมัยที่รัฐบาลก่อนหน้านี้ประกาศใช้ครับ และพยายามที่จะอธิบายว่ากฎหมาย โดยเฉพาะ พ.ร.ก. ฉุกเฉินนั้นมันเป็นกฎหมาย ที่ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม และดูเสมือนในตอนนั้นได้มีความตั้งใจว่าถ้ามีโอกาสบริหาร ประเทศแล้ว รัฐบาลภายใต้การนําของพรรคประชาธิปัตย์จะยกเลิกการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน และกฎหมายพิเศษที่ผมได้กล่าวมาแล้ว ประการที่ ๒ ก็คือ ทางคณะกรรมการนิติศาสตร์สากล หรืออินเตอร์เนชั่นแนล คอมมิชชั่น ออฟ จูริสซ์ (International Commission of Jurists) ได้ท้วงติง ได้ต่อว่าว่ากฎหมายนี้มันไม่ได้รองรับสิทธิของผู้ถูกควบคุมตามสิทธิขั้นพื้นฐาน ที่ควรได้รับ ประกอบกับประเทศไทยได้เข้าผูกพันเป็นภาคีอนุสัญญาด้านสิทธิมนุษยชน ๒ ฉบับ ประการที่ ๑ ปฏิญญาสากลว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชน ยูนิเวอร์แซล เดคคราเรชั่น ออฟ ฮิวแมน ไรท์ (The Universal Declartion of Human Right) หรือยูดีเอชอาร์ (UDHR) แล้วประการที่ ๒ ก็คือกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางพลเมืองและสิทธิ ทางการเมือง ก็คือ อินเตอร์เนชั่นแนล โควิเนนท์ ออฟ ซีวิล แอนด์ โพลิติคอล ไรท์ (International Covenant of Civil and Political Rights) หรือไอซีซีพีอาร์ (ICCPR) การที่ประเทศไทยเข้าไปผูกพันเป็นภาคีของอนุสัญญาด้านสิทธิมนุษยชน ๒ ฉบับนี้ ทําให้เกิด พันธกรณีที่ต้องดําเนินการ ทีนี้ในรายละเอียดของไอซีซีพีอาร์นั้น สิ่งที่ผมสนใจก็คือ ข้อที่ ๔ (๒) ครับ เข้าพูดอย่างนี้ครับ แม้ว่ารัฐบาลใดประเทศใดอยู่ภาวะฉุกเฉินการเลี่ยงพันธะกรณีตามข้อ ๖ ๗ ๘ ๑๑ ๑๔ ๑๕ ๑๖ ๑๘ ไม่อาจทําได้ภายใต้บทบัญญัติของข้อนี้ครับ ซึ่งก็คือสิทธิ ในชีวิตของประชาชนในประเทศนั้น ๒. สิทธิที่จะไม่ถูกระทําทรมานหรือได้รับการปฏิบัติ หรือการลงโทษที่โหดเหี้ยม ไร้มนุษยธรรม หรือต่ําช้า ๓. สิทธิในการที่ต้องได้รับการลงโทษ เพียงที่มีกฎหมายรองรับ ถัดไปก็คือสิทธิเสรีภาพทางความคิด และที่สําคัญยิ่งก็คือสิทธิ ในเสรีภาพและความปลอดภัยของร่างกายที่จะไม่สามารถถูกจับกุมหรือควบคุมตัว ตามอําเภอใจ สิทธิที่จะได้รับการแจ้งเหตุผลของการจับกุมโดยฉับพลัน บุคคลที่ถูกจับกุม ต้องรีบให้ได้รับทราบข้อหาสาเหตุที่ต้องจับกุมโดยเร็ว และจะต้องนําคดีนี้เข้าสู่การพิจารณา โดยศาลไม่ชักช้า สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาโดยศาลอย่างเปิดเผย สิทธิที่จะได้รับสันนิษฐาน ว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะได้รับการพิสูจน์ทางกฎหมายว่าเป็นผู้กระทําความผิด สิทธิที่จะ ได้รับพบทนาย สิทธิที่จะได้รับพบกับบุคคลที่ไว้วางใจ และสิทธิที่จะได้รับทราบข้อกล่าวหา สิทธิเหล่านี้ปรากฏว่าในกฎหมายทั้งกฎอัยการศึก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน และกฎหมายความมั่นคง ภายในประเทศนั้นที่รัฐบาลนี้ได้ใช้ในการดําเนินการสําหรับบางพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะใน ๔-๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นไม่ได้ปฏิบัติตามกฎไอซีซีพีอาร์ ที่ผมได้กล่าว มาแล้ว สิ่งนี้แสดงว่าประเทศไทยไม่ได้ให้ความร่วมมือกับนานาชาติในการดําเนินการตาม สนธิสัญญาว่าด้วยมนุษยชนที่ได้ให้เป็นภาคีร่วมกับนานาชาติ ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กฎหมาย พ.ร.ก. ฉุกเฉินได้ทําลายสิทธิต่าง ๆ ที่ผมได้กล่าวมาแล้ว กฎหมาย กฎอัยการศึกได้ ทําลายสิทธิต่าง ๆ ที่ผมได้กล่าวมาแล้วนะครับ ที่สําคัญยิ่งก็คือรัฐภาคีใดแห่งกติกานี้ที่เลี่ยง ในสิ่งดังกล่าวแล้ว ต้องแจ้งให้รัฐภาคีอื่นแห่งกติกานี้โดยทันที เพื่อให้ทราบถึงบทบัญญัติ ซึ่งตนได้เลี่ยง และเหตุผลของการเลี่ยงดังกล่าว โดยให้เลขาธิการสหประชาชาติเป็นสื่อกลางครับ ให้มีการแจ้งผ่านสื่อเดิมในวันที่รัฐนั้นยุติการเลี่ยงกฎดังกล่าว รัฐบาลนี้ไม่ได้ให้ความร่วมมือ กับข้อ ๔ (๓) ที่ผมได้กล่าวมาแล้วตามระเบียบของไอซีซีพีอาร์นะครับ เพราะฉะนั้นตลอด ระยะเวลาที่รัฐบาลนี้ได้ดําเนินการใน ๑ ปีแรกของการบริหารประเทศตามกฎ ตามรายงาน แสดงผลการดําเนินการของคณะมนตรีตามแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐนั้น ปรากฏว่ารัฐบาล นี้ไม่ได้ดําเนินการใด ๆ ตามที่ผมได้กล่าวมาแล้วครับ ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผู้ที่ถูกควบคุมตัวโดย พ.ร.ก. ฉุกเฉินนั้นเจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถที่จะควบคุมตัว ๓ วันแรก โดยไม่อนุญาตให้พบกับทนาย โดยไม่อนุญาตให้พบกับญาติ แต่จะให้พบหลังจากที่ครบ ๓ วันแล้ว ซึ่งตามไอซีซีพีอาร์นั้นเขาไม่อนุญาตครับ รัฐบาลนี้โดยพรรคประชาธิปัตย์เคย หาเสียง เคยติติงและเคยให้เหตุผลเหมือนกับที่ผมได้กล่าวในวันนี้ละครับ แต่เหตุไฉน ๑ ปี แรกที่ท่านเข้ามาบริหารประเทศนี้ท่านไม่ยกเลิกกฎหมายที่ว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่มันละเมิด ไปแล้วครับ ท่านจะไปอ้างความจําเป็นก็ไม่ได้ครับ เพราะตามกฎไอซีซีพีอาร์ ข้อ ๔ (๒) บอกว่าแม้ในภาวะฉุกเฉินท่านไม่มีสิทธิที่จะเลี่ยงไม่ดําเนินการสิทธิ ๙ ข้อที่ผมได้กล่าวมาแล้ว ภายใต้กฎหมายนี้ ปรากฏว่าประชาชนถูกควบคุมตัวตามอําเภอใจ ซึ่งก็ผิดอีกละครับ ซึ่งผิดกติกาของ ไอซีซีพีอาร์ ข้อ ๙ เหตุผลที่ต้องควบคุมตัวตามอําเภอใจนั้น โดยในแนวทางปฏิบัติตาม พรก. ฉุกเฉินนั้น ปรากฏว่าไม่มีการจัดทําสารบบหมายจับตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทําให้ญาติ ทนายและผู้ที่ควบคุมตัวนั้นไม่สามารถจะตรวจสอบว่าหมาย ฉฉ. นั้นเป็นอย่างไร แล้วในที่สุด เจ้าหน้าที่ของรัฐก็มีการจับกุมซ้ําแล้วซ้ําเล่า จนบางครั้งถูกจับกุมถึง ๑๐ ครั้งครับ เหตุเนื่องมาจากไม่มีสารบบของหมายจับตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ซึ่งอันนี้แสดงว่า ผิดตามกฎระเบียบของไอซีซีพีอาร์ที่ว่าด้วยประชาชนต้องไม่ถูกควบคุมตามอําเภอใจ โดยเจ้าหน้าที่รัฐครับ อันนี้คือเหตุผลทั้งหมดที่ผมอยากจะกล่าวให้ท่านประธานว่ารัฐบาลนี้ ควรนะครับ อันนี้คือข้อแนะนํา ท่านไม่มีสิทธิที่จะไปคิดบอกว่าพื้นที่ใน ๓ จังหวัดนั้นมันยัง คงอยู่ในภาวะฉุกเฉิน อยู่ภาวะที่จําเป็น จึงต้องประกาศกฎหมายฉบับนี้ เพราะกฎหมาย ฉบับนี้มันเป็นกฎหมายที่ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม และการขอร้องของอนุสัญญาต่าง ๆ นั้น ได้ชัดเจนในรายละเอียดว่า แม้อยู่ในภาวะฉุกเฉินท่านก็ไม่สามารถที่จะเลี่ยงไม่ใช้กติกาที่เรา ให้ไว้กับนานาประเทศครับ อันนี้คือประเด็นที่ ๑ ที่ผมอยากจะพูดถึง

ประเด็นที่ ๒ ก็คือเกี่ยวกับแรงงานต่างประเทศ รัฐบาลนี้ได้บอกว่าจะให้ แรงงานไทยไปทํางานต่างประเทศอย่างมีศักดิ์ศรีและมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยการสนับสนุน ด้านสินเชื่อการไปทํางานในต่างประเทศ ตลอดจนรัฐบาลนี้บอกว่าจะติดตามดูแลมิให้ ถูกละเมิดเอาเปรียบระหว่างในการทํางานในต่างประเทศ ประเด็นนี้นะครับ ขอเรียนว่า สําหรับแรงงานไทยที่อยู่ในประเทศมาเลเซียที่มีอยู่จํานวนประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ว่าคนนั้น ยังไม่ถูกดําเนินการเหมือนกับรัฐบาลได้แถลงในวันแรก และไม่เป็นไปตามรายงานที่รัฐบาล ได้รายงานผลการดําเนินงานในปีแรกที่เราพูดถึงในวันนี้นะครับ แรงงานไทยในประเทศมาเลเซีย ยังไม่ได้รับสินเชื่อจากรัฐบาลครับ ผมเองเคยเสนอหลายครั้ง รัฐบาลไม่ตอบรับ แรงงาน ในประเทศมาเลเซีย ๙๐ เปอร์เซ็นต์เป็นแรงงานเถื่อน ทํางานตามสวนยาง อยู่ตาม ร้านอาหาร ไม่มีสวัสดิการที่ถูกต้อง ถูกเอารัดเอาเปรียบ และไม่มีสิทธิในการรักษาพยาบาล ที่สําคัญยิ่งก็คือลูกหลานที่ตามไปกับพ่อแม่นั้น ปรากฏว่า กศน. การศึกษานอกโรงเรียนไม่ได้ ไปเปิดให้บริการกับลูกหลานคนเหล่านี้ ในขณะที่ประเทศสิงคโปร์เราเปิด ประเทศออสเตเรีย เราเปิด ประเทศอียิปต์เราเปิด ประเทศสหรัฐอเมริกาเราก็เปิดนะครับ อันนั้นก็คือสิ่งที่ อยากจะฝากไว้

ประเด็นสุดท้ายนะครับ เนื่องจากท่านประธานตัดเวลาผมไป ๕ นาที ก็คือ เกี่ยวกับโรงพยาบาลตําบล ผมเห็นด้วยกับหมอประสิทธิ์ ผมเห็นด้วยกับหมอชลน่านที่บอกว่า โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบลนั้น จริง ๆ มันไม่ใช่โรงพยาบาลหรอกครับ ที่มาที่ไป ของโรงพยาบาลตําบลนั้นมันเกิดขึ้นสมัย พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ในตอนนั้นเราอภิปรายในสภาบอกว่าประเทศนี้มีทั้งหมด ๘,๐๐๐ ตําบล เพราะฉะนั้นรัฐบาล ควรที่จะผลิตแพทย์ ๘,๐๐๐ คน เพื่อไปประจําสถานีอนามัย ประเทศนี้มีหมู่บ้านทั้งหมด ๘๐,๐๐๐ หมู่บ้าน เพราะฉะนั้นรัฐบาลต้องผลิตพยาบาลที่มาจากท้องถิ่นนั้น ๘๐,๐๐๐ คน เพื่อไปประจําแต่ละหมู่บ้าน นายกรัฐมนตรีท่าน พลเอก สุรยุทธ์ จึงเริ่มนําร่องใน ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ครับ ซึ่งเรากําลังดําเนินการในขณะนี้ โดยการเตรียมการสร้างโรงพยาบาล ตําบล เริ่มต้นจากการที่ให้ผลิตพยาบาล ๓,๐๐๐ คน เพราะใน ๓ จังหวัดมีพยาบาล ๓,๐๐๐ คน และกําลังจะกลับไปในเดือนมีนาคมนี้ เพราะฉะนั้นแนวนโยบายโรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตําบลนั้นเป็นการไปทําในขณะที่ยังไม่พร้อม จริง ๆ รัฐบาลนี้ควรส่งเสริม ให้มีการส่งแพทย์แต่ละ ๑ ตําบลไปเรียน และส่งพยาบาลแต่ละหมู่บ้านไปเรียน เมื่อจบออกมาแล้วจึงจะเริ่มดําเนินการโรงพยาบาลตําบล ไม่ใช่โรงพยาบาลตําบลเฉพาะชื่อ ที่ในนั้นไม่มีพยาบาลและไม่มีแพทย์ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นรวมทั้งในเรื่องสุดท้ายก็คือเกี่ยวกับเรียนฟรี ๑๕ ปีครับ ผมยืนยันอีกครั้งหนึ่ง ครับว่าพี่น้องใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่พอใจกับโครงการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ๑๕ ปี ฟรีครับ เพราะการศึกษาขั้นพื้นฐานที่รัฐบาลนี้ได้กําหนดนั้นมันไม่ครอบคลุมการศึกษา ขั้นพื้นฐานในบริบทของคน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะฉะนั้นจึงขอติติงและเสนอให้ รัฐบาลแก้ไขในประเด็นต่าง ๆ ที่ผมได้กล่าวมาแล้วครับ ขอบคุณมากครับ