ฮอชาลี ม่าเหร็ม หารือเรื่องนโยบายกระทรวงการต่างประเทศ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของความสันติภาพและความเข้มแข็งในภูมิภาค โดยอาศัยกรอบของอาเซียนและกฎบัตรของสหประชาชาติ และเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดน
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายฮอชาลี ม่าเหร็ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสตูล พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ในรายงานผลการดําเนินงานของคณะรัฐมนตรีในเรื่องของแนวนโยบาย พื้นฐานของรัฐในวันนี้นั้น กระผมขออภิปรายในเรื่องของนโยบายกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเท่าที่ดูในเนื้อหาที่เป็นหนังสือรายงานในเล่มนี้นั้น เขียนไว้อย่างชัดเจนว่ารัฐบาลมุ่งที่จะ สร้างให้เกิดความสันติภาพแล้วก็ความเข้มแข็งในภูมิภาคตรงนี้ โดยอาศัยกรอบของอาเซียน แล้วก็อาศัยกฎบัตรของสหประชาชาติ ตลอดจนปฏิบัติตามแนวทางที่เป็นประเพณีนิยม ระหว่างประเทศ ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นที่อยากจะขอพูดก็คือว่าอยากจะขอชื่น ชมท่านรัฐมนตรี กษิต ภิรมย์ ซึ่งท่านนั่งอยู่ตรงนี้ จากการที่ท่านได้นําเสนอข้อมูลทั้งหมด ที่เป็นภาพรวมในปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งคนไทยที่ยังไม่เข้าใจก็วิพากษ์วิจารณ์ไปต่าง ๆ นานา แล้วก็คิดนโยบายรายวันไปต่าง ๆ นานาว่า สาเหตุปัญหาที่มันเกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดน ซึ่งทางฮุนเซนพยายามบอกว่านี่คือสงคราม แต่เราบอกว่านี่คือการขัดกันด้วยอาวุธเท่านั้น ซึ่งสงครามนั้นไม่มีแล้วในสารบบของโลกนี้ แต่มีเพียงแต่ว่าการขัดกันด้วยอาวุธเท่านั้น ดังนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ชายแดนนั้น ทางรัฐบาลได้ส่งตัวแทนเข้าไปอธิบายให้กับสังคมโลก ว่าที่มาที่ไปของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นอย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาต สรุปว่าประเด็นที่สําคัญที่สุดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เกิดเนื่องจากการที่ในช่วงที่ผ่านมา หลาย ๆ ปีนั้น รัฐบาลได้พยายามที่จะสงวนสิทธิ์ในการที่จะไม่ให้ทางประเทศกัมพูชาขึ้น ทะเบียนมรดกโลก และสงวนสิทธิ์ในคําตัดสินของศาลโลกอยู่ทุก ๆ รัฐบาล แต่สาเหตุที่มัน จุดประกายขึ้นมานั้นเนื่องจากว่าในรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา ในสมัยท่านสมัคร สุนทรเวช แล้วก็มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ไปลงนามระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาล กัมพูชาในการที่จะให้ปราสาทเขาพระวิหารขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ตรงนี้คือจุดที่ทางกัมพูชาพยายามที่จะรุกเข้ามาในพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร และพยายาม ที่จะให้องค์กรยูเนสโก (UNESCO) ส่งประเทศภาคีเข้ามาร่วมในการที่จะบริหารในพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร แต่ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ทําให้อุปสรรคที่ประเทศกัมพูชา และยูเนสโกไม่สามารถที่จะขึ้นทะเบียนตรงนี้ได้ เนื่องจากผลงานของรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ ใน พ.ศ. ๒๕๔๓ ซึ่งรัฐบาลยุคนั้นได้มองการณ์ไกลและได้ร่วมกันตกลงกับ ทางประเทศกัมพูชา เขาเรียกว่าเอ็มโอยู (MOU) หรือ บันทึกความเข้าใจร่วมกันในการ สํารวจหลักเขตทางบกระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งมีตัวแทนของฝ่ายไทยและมีตัวแทนของฝ่าย ประเทศกัมพูชาได้เซ็นลงนามร่วมกัน ตรงนี้คือประเด็นที่สําคัญที่สุด เป็นจุดที่ช่วยไม่ให้ ประเทศกัมพูชาสามารถที่จะขี้นทะเบียนมรดกโลกได้ และไม่สามารถทําให้ยูเนสโกเข้ามาทํา ตรงนี้ได้ นี่คือสิ่งที่ทางรัฐมนตรีได้ไปอธิบายให้กับยูเอ็นเอสซี (UNSC) ในคราวนั้น ท่านประธานที่เคารพครับ นอกเหนือจากนั้นก็ยังมีกลไกที่สําคัญที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ในยุคนั้นได้กําหนดออกมา ไม่ว่าจะเป็นกลไกของเจบีซี (JBC) หรือองค์กรที่ร่วมกันระหว่าง ชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา และจีบีซี (GBC) เป็นคณะกรรมการทั่วไประหว่างชายแดน ไทย-กัมพูชา และมีอาร์บีซี (RBC) ในระดับพื้นที่ ซึ่งเป็นการเจรจาระหว่างพื้นที่ซึ่งมีแม่ทัพ ภาคที่ ๒ แล้วก็แม่ทัพภาคที่ ๔ ของกัมพูชา เป็นกลไกสําคัญ และทุกฝ่ายดําเนินการ นั่นคือ จุดปัญหาที่ทําให้กัมพูชาไม่สามารถที่จะดําเนินตรงนี้ได้ แต่เกมการเมืองระหว่างประเทศเขา ก็พยายามที่จะดึงเรื่องนี้ให้ไปสู่สหประชาชาติ โดยการลั่นกระสุนนัดแรกเข้ามาในพื้นที่ของ ฝ่ายไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ทางรัฐบาลก็ได้ไปอธิบายให้กับชาวโลกได้เห็นว่า นี่คือ สิ่งที่ทางกัมพูชาได้ละเมิดสนธิสัญญาเจนีวาซึ่งเขียนเอาไว้ ตกลงเอาไว้ในปี ๑๙๔๙ ในหลักการที่แยกแยะพลรบก็คือทหารออกจากพลเรือนก็คือชาวบ้าน ภาพเหตุการณ์ที่ ภูมะเดื่อ ที่อําเภอกันทรลักษ์ที่ชาวบ้านตาย พลเรือนตายไป ๑ บาดเจ็บ ๔ บ้านเสียหายไป ๑๗ หลัง ตรงนี้เป็นเหตุผลที่อธิบายให้กับชาวโลกได้ว่าทางฝ่ายกัมพูชานั้นเขาละเมิด กฎเกณฑ์ของอนุสัญญาเจนีวา (Geneva) ท่านประธานที่เคารพครับ นอกเหนือจากนั้น ทางรัฐบาลยังได้ไปอธิบายให้กับชาวโลกได้เห็น ให้กับยูเอ็นเอสซีได้เห็นว่า สาเหตุปัญหานั้น เราไม่ได้เป็นผู้ที่เริ่มก่อน เราเป็นประเทศที่รักสงบ เราไม่เคยรุกรานใคร แต่เราปกป้อง ในหลักการของเรา เพราะฉะนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น บางส่วนอาจจะไปมีประเด็นว่า เป็นเพราะว่าท่านรัฐมนตรีกษิตไปว่าเขาบ้าง อะไรบ้าง ไปให้ใจ ไปให้กําลังใจ แล้วก็ไปเอา ความรู้สึกของคนต่างชาติมา เป็นความรู้สึกของเรา ตรงนี้เป็นเรื่องที่ไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง ท่านประธานครับ ท่านรัฐมนตรียังได้อธิบายในประเด็นที่สําคัญที่สุดที่ผมเชื่อว่าในวันนั้น ที่ทางยูเอ็นเอสซีให้เรากับประเทศกัมพูชาดําเนินการในระบบทวิภาคีก็คือคุยกันเอง โดยที่ เขาไม่ส่งเข้ามา ไม่ส่งกองกําลังทหารเข้ามาในพื้นที่ที่มีการขัดกันด้วยอาวุธ นั่นก็คือ เราอธิบายให้เขาเห็นได้ว่า ประเทศกัมพูชานั้นละเมิดอนุสัญญากรุงเฮก (Hague) ว่าด้วย การคุ้มครองทรัพย์สินทางวัฒนธรรมในยามขัดกันด้วยอาวุธ ซึ่งลงนามไว้ในปี ๑๙๕๔ ซึ่งมี กองกําลังทหารของประเทศกัมพูชาอยู่เต็มไปหมดบนปราสาทเขาพระวิหาร แล้วก็หัน กระบอกปืนมาทางฝั่งไทย แสดงว่าเรานั้นเป็นผู้ที่ไม่ได้เริ่มเหตุการณ์ตรงนี้ และทุกอย่างนั้น ถ้าหากว่ามันมีการนําเรื่องเหล่านี้ขึ้นไปสู่ศาลโลก ผมเชื่อเหลือเกินว่ารัฐบาลอธิบายในสิ่งที่เรา เป็นอยู่ได้ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ในนโยบายของกระทรวงการต่างประเทศนั้น ผมขออนุญาตชื่นชมท่านนายกรัฐมนตรี ชื่นชมท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ว่าขอให้ท่านได้เดินแนวนี้ละครับ เป็นแนว สายกลาง มันมีอยู่ ๓ แนวครับ แนวที่ ๑ ก็คือลุย ไปเลย รบไปเลย มีกองกําลังทหาร มีแสนยานุภาพรบไปเลยเหมือนกับพรรคพวกผม พรรคพวกท่าน พรรคพวกทุกคนที่อยู่ข้างทําเนียบ แล้วก็อีกแนวหนึ่งก็คือยอมตาม ให้เขาขึ้น ทะเบียนเป็นมรดกโลก แล้วก็มีการเจรจาแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ในการที่จะทําให้เกาะกง เป็นพื้นที่คอมเพล็กซ์ ซิตี้ (Complex City) หรือว่าเป็นพื้นที่ที่มีการพัฒนาขึ้นมาโดยมี การแลกเปลี่ยนในยุคในสมัยรัฐบาลยุคนั้น และอีกแนวก็คือแนวมัชฌิมาปฏิปทา คือแนวสายกลางที่เราดําเนินนโยบายอยู่ในขณะนี้ เพราะฉะนั้นผมขอชื่นชมการดําเนินงาน ที่ผ่านมาของรัฐบาลครับ ขอบคุณครับ