สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๐ · ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

ไชยา พรหมา หารือเรื่องผลการดำเนินงานของรัฐบาล โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาความยากจน และผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อประชาชน โดยวิพากษ์วิจารณ์โครงการของรัฐบาลที่ไม่ได้ให้ประโยชน์แก่คนจน และมีการใช้เงินไม่เหมาะสม ไชยา พรหมา ยังวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลที่ไม่ได้แก้ไขปัญหาน้ำท่วมในภาคอีสานอย่างจริงจัง และไม่ได้สนใจพื้นที่นอกเขตชลประทานที่มีความต้องการน้ำสูง และยังวิพากษ์วิจารณ์การแก้ไขปัญหาที่รัฐบาลพยายามจะโฆษณาว่าประสบความสำเร็จ แต่ไม่ได้แก้ไขปัญหาสำคัญของชุมชนเกษตรกร

นายไชยา พรหมา หนองบัวลําภู

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไชยา พรหมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองบัวลําภู พรรคเพื่อไทย รายงานแสดงผล การดําเนินงานของรัฐบาลภายใต้แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ผมจะใช้เวลาที่มีอยู่จํากัดนั้น ที่จะพูดปัญหา โดยเฉพาะนโยบายที่รัฐบาลพูดถึงนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล โดยเฉพาะ การแก้ไขปัญหาความยากจนนะครับ นั่นก็คือการแก้ไขปัญหาและผลกระทบ ทางด้านเศรษฐกิจที่มีต่อประชาชน ก็คงจะสรุปว่าหลายท่านได้พูดไปแล้วว่าการแสดงผลงาน ของคณะรัฐมนตรี ซึ่งถือว่าการรายงานช่วงนี้มันอาจจะไม่ทันสมัย เนื่องจากว่า เป็นผลการดําเนินงานตั้งแต่รอบระยะเวลาปี ๒๕๕๑ ปี ๒๕๕๒ ขณะนี้มันเลยมาแล้ว แต่ว่าก็ยังถือว่าสิ่งที่รัฐบาลทําไว้นั้นเป็นสิ่งที่อาจจะไม่ตรงในการแก้ไขปัญหา หลายท่าน พูดถึงเรื่องเช็คช่วยชาติ ๒,๐๐๐ บาท จริง ๆ แล้วเรื่องนี้มันเป็นการที่รัฐบาลพยายามที่จะ กระตุ้นเศรษฐกิจและอยากจะให้เม็ดเงินนั้นเข้าไปสู่พี่น้องประชาชน แต่ว่าปัญหานั้นคนจน แทบไม่ได้รับเลย เพราะเนื่องจากว่าเงื่อนไขของเงินเช็คช่วยชาตินั้นไปคํานึงถึง ในเรื่องของผู้ที่มีรายได้มีเงินเดือนประจํา แล้วก็อยู่ในระบบการประกันสังคม แต่คนที่เป็นชาวนา คนที่เป็นเกษตรกร คนที่เป็นแรงงาน นอกระบบนั้นไม่ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้เลย เพราะฉะนั้นมันก็เลยตกไปสู่ ของชนชั้นกลางมากกว่าที่จะไปตกอยู่ในมือของประชาชน โครงการชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง เช่นกันครับ แนวทางนี้เป็นแนวความคิดที่พยายามลอกเลียนแบบในสมัยที่พวกกระผมนั้น เป็นรัฐบาล เรามีพื้นฐานความคิดที่อยากจะให้ประชาชนคนจนนั้นเข้าถึงแหล่งทุนให้มีโอกาส ได้สร้างโอกาสในการสร้างงาน ได้มีโอกาสในการยกระดับรายได้ของตนเองนั้นขึ้นมา นั่นก็คือ โครงการเอสเอ็มแอลในสมัยที่เราเป็นรัฐบาล ในสมัยรัฐบาลทักษิณนั้นเป็นคนเริ่มคิดในการที่ จะให้ประชาชนยืนบนขาของตนเองให้ได้ แต่ระยะเวลาที่รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศนั้น ใช้เวลาในการที่จะประดิดประดอยคําพูด พยายามที่จะเปลี่ยนแนวคิดหรือชื่อของโครงการ ต่าง ๆ ที่ประชาชนคุ้นเคยนั้นออกไป โครงการนี้เกิดขึ้นก็คือโครงการชุมชนเศรษฐกิจ พอเพียง สิ่งเหล่านี้เคยมีเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายในสภาถึงความไม่ชอบธรรมถึงความ ไม่ชอบมาพากลในเรื่องของการทุจริตมากมาย ผมจะไม่กล่าวซ้ําว่าปัญหาดังกล่าวนี้วันนี้ รัฐบาลได้ดําเนินการแก้ไขอย่างไร เพียงแต่จะให้คนที่รับผิดชอบนั้นย้ายภาระหน้าที่ไปอยู่ใน หน้าที่การงานอื่นนั้นคงไม่เพียงพอครับ เพราะเรื่องการทุจริตนั้นเป็นเรื่องของเงินภาษีอากร ที่ประชาชนนั้นจะต้องรับผิดชอบร่วมกัน ในสมัยที่เราเป็นรัฐบาลนั้นเราให้โอกาสกับ ประชาชนในการที่จะเข้าไปถึงแหล่งทุน ในการที่เขาคิดเอง วางแผนเอง แล้วก็พัฒนา ศักยภาพของเขาเองนั้นให้เกิดประโยชน์มากที่สุด เพราะฉะนั้นจึงเห็นได้ว่าสิ่งที่รัฐบาล พยายามที่จะทํานั้นไม่ได้แก้ไขปัญหาที่ตรงจุดเท่าไรนัก นโยบายเรื่องนโยบายไทยเข้มแข็ง ก็เช่นกันครับ รัฐบาลตั้งเป้าใช้เงินในโครงการนี้ถึง ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยมีภารกิจอยู่ ๓ ภารกิจด้วยกัน นั่นก็คือการเข้าไปแก้ไขในเรื่องของโครงสร้างทางด้านคมนาคม พูดถึงเรื่องการก่อสร้างอาคารสถานที่ งบการลงทุนอะไรต่าง ๆ มากมาย ตลอดจนการ ก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานระยะเวลาที่รัฐบาลใช้เงินในขณะนี้มันเหมือนว่ารัฐบาลจะใช้เงิน เพื่อไปกระตุ้นให้ภาวะเศรษฐกิจนั้นมันมีการเติบโต มีการจ้างงาน มีการสร้างงานเกิดขึ้น แต่ จริง ๆ แล้วครับท่านประธานที่เคารพ ว่าเม็ดเงินส่วนใหญ่นั้นมันไปตกอยู่ในมือของนายทุนไป อยู่ในมือของคนของระดับกลาง ระดับสูงมากกว่า แต่แรงงานที่เป็นประชาชนทั่วไปนั้นกลับ ไม่ได้ประโยชน์อะไรกับโครงการนี้เลย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกิดมีคําครหาในเรื่องของการ ทุจริตในโครงการไทยเข้มแข็งมากมาย ท่านประธานก็คงจะรู้ครับว่าในต่างจังหวัดนั้น แทนที่ว่าโครงการถนนไร้ฝุ่นจะเอาเงินไปสร้างถนนที่มันยังเป็นลูกรัง มันยังเป็นทางที่ ไม่มีการพัฒนาเราจะเห็นว่าวันนี้มีการก่อสร้างถนนซึ่งมีถนนสภาพดี ๆ อยู่นี่วันดีคืนดีก็มีการ รื้อถนนใหม่แล้วก็ทําใหม่ สิ่งเหล่านี้มันไปตกอยู่ในมือของผู้รับเหมาอยู่กับนายทุนมากกว่า ที่จะตกถึงมือประชาชน

นโยบายต่อไปในรายงานเล่มนี้ได้พูดถึงความเป็นอยู่ในเรื่องของการวางแผน เขาเรียกว่านโยบายเพื่อการวางรากฐานทางการผลิตในอนาคต ดูคําพูดเหมือนสวยหรูครับ ท่านประธาน แต่ว่านโยบายนี้ไปอยู่ท้าย ๆ ของแนวนโยบายแห่งรัฐที่รัฐบาลพยายามที่จะ เสนอต่อสภา ซึ่งถือว่ารัฐบาลจัดลําดับความสําคัญในระดับท้าย ๆ ด้วยกัน เรื่องนี้ผมพูดถึง เรื่องปัญหาน้ําครับท่านประธาน ทําไมผมต้องพูดปัญหาน้ํา เพราะว่ารายงานฉบับนี้ ทํารายงาน ๑ ปี ในช่วงปี ๒๕๕๑ และปี ๒๕๕๒ วันนี้ปี ๒๕๕๔ แต่ถ้าเกิดว่านโยบาย ที่รัฐบาลได้ทําใช้เม็ดเงินในการทํางบประมาณมา ๓-๔ ครั้ง ผมคิดว่าปัญหานี้ก็น่าที่จะแก้ไข ได้แล้ว แต่ว่าวันนี้ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหายังดํารงอยู่ นั่นก็คือเราเข้าสู่ภาวะ ความแห้งแล้ง ผมย้อนไปว่าวันนี้รัฐบาลดําเนินการตรงจุดหรือเปล่า ท่านประธาน ที่เคารพครับ ในรายงานเอกสารชิ้นนี้รัฐบาลพูดถึงโครงการในการใช้เงินในระบบชลประทาน แต่ไม่ได้เข้าใจปัญหาว่าวันนี้ได้แก้ไขปัญหาตรงจุดหรือเปล่า รัฐบาลอาจจะไม่รู้ครับว่ารัฐบาล มุ่งเน้นเฉพาะพื้นที่ที่เป็นเขตชลประธาน แต่พื้นที่ที่เป็นนอกเขตชลประทานซึ่งส่วนใหญ่ อยู่ภาคอีสานนั้น ๑. เม็ดเงินยังไม่ลงไป ๒. การแก้ไขปัญหาไม่สอดคล้องไม่มีการบูรณาการ มีการทํา ต่างคนต่างทําแต่ละหน่วยงาน สิ่งเหล่านี้มาถึงปีนี้แล้วสภาพปัญหาอย่างนี้ ก็ยังเกิดขึ้นอยู่ เพราะฉะนั้นเม็ดเงินที่ลงไปสู่ระบบนั้นมันถึงสูญเปล่า ท่านประธานทราบหรือเปล่าครับว่า พื้นที่การเกษตรทั่วประเทศมีทั้งหมด ๑๓๐ ล้านไร่ ในจํานวน ๑๓๐ ล้านไร่นี้แยกเป็น ๓ อย่างครับ เป็น ๓ ส่วน ในส่วนที่เป็นระบบชลประทานแล้วมีระบบการกระจายน้ําออกไป ประมาณ ๒๘ ล้านไร่ ในระบบที่มีเฉพาะระบบชลประทานอย่างเดียว ไม่มีระบบการกระจาย น้ํามีตัวเลขอยู่ ๑๓ ล้านไร่ และเป็นพื้นที่การเกษตรที่เรียกว่า เกษตรน้ําฝน นั่นก็คือพื้นที่ นอกเขตชลประทานมีถึง ๘๙ ล้านไร่ มีสัดส่วนถึง ๗๖ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ที่ต้องการใช้น้ํา และส่วนใหญ่นั้นอยู่ภาคอีสาน ถามว่ารัฐบาลที่ใช้เงินเม็ดเงินถึง ๓ แสนกว่าล้านบาท ในโครงการไทยเข้มแข็ง ผมพยายามที่จะเปิดดูและติดตามงบประมาณในแต่ละปีที่รัฐบาลทํา ไม่ได้พูดถึงแต่สิ่งเหล่านี้เลย ท่านประธานที่เคารพครับ ภาวะการขาดแคลนน้ําอยู่ในขณะนี้ ทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคใต้ รวมแล้วผมใช้เวลารวมตัวเลขให้ท่านประธานได้รู้ ว่าขาดอยู่ประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ในขณะที่ความต้องการไม่ว่าจะเป็นภาค การเกษตร น้ําอุปโภคบริโภค หรือว่าภาคการอุตสาหกรรมนั้นมีความต้องการและส่วนใหญ่ นั้นมีความต้องการทางด้านภาคการเกษตรซึ่งเป็นอาชีพหลักของพี่น้องเกษตรกรในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นภาคอีสานหรือพี่น้องทั่วไปทั้งประเทศนี้ ความต้องการปริมาณการใช้น้ํา ท่านประธานที่เคารพครับ ทั้งระบบนั้นรวมถึงการรักษาระบบนิเวศน์อยู่ที่ประมาณ ๗๓,๐๐๐ กว่าล้านลูกบาศก์เมตร ภาคการเกษตรนี่ต้องการอยู่ ๗๖ เปอร์เซ็นต์ ๕๐,๐๐๐ กว่าล้านแล้ว แต่ในเนื้อหาสาระที่รัฐบาลได้แถลงผลงานมาจนถึงปีนี้ตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ ปี ๒๕๕๔ ผมได้ดูแผนงานงบประมาณยังไม่ได้พูดถึงเรื่องของการแก้ไขปัญหาทั้งระบบนี้เลย เพราะฉะนั้นผมถึงบอกว่าสิ่งที่รัฐบาลรายงานมานั้นยังไม่ตรงจุดเท่าไร แล้วก็แก้ไขปัญหา ไม่ได้

นโยบายสุดท้ายคงพูดถึงเรื่องนโยบายทางด้านการนโยบายที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะรัฐบาลพยายามที่จะโฆษณาว่าวันนี้รัฐบาล ประสบความสําเร็จในเรื่องของโฉนดชุมชน ผมขอเรียนท่านประธานครับว่า การแก้ไขปัญหา ที่ทํากินของราษฎรนั้นมีปัญหาอย่างนี้ทุกปี แต่ว่าการแก้ไขปัญหาที่รัฐบาลพยายามจะ โฆษณาว่ารัฐบาลได้ดําเนินการในเรื่องของการเอาที่ราชพัสดุมาให้ราษฎร เกษตรกรในการ เช่าในการทําการเกษตรนี้ วันนี้คนจนคนด้อยโอกาสเขาไม่ได้เรียกร้องให้รัฐบาลนี้จัดหาที่ ให้เขาครับท่านประธาน แต่เขาเรียกร้องสิทธิของความเป็นอยู่ที่เป็นรากฐานของชีวิต เขาต้องการสิทธิที่ทํากิน สิทธิที่ทํากินที่เขาเคยเรียกร้องมาแล้วนี่เกิดจากที่รัฐบาลประกาศ หรือมีกฎหมายประกาศทับที่ทํากินเขาที่มีอยู่ก่อนแล้ว สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นปัญหาที่สะสม มานานแล้วเขาเรียกร้องมาโดยตลอด แต่ว่ารัฐบาลพยายามที่จะพูดถึงโฉนดชุมชนถือว่า แก้ไขปัญหาทั้ง ๆ ที่กฎหมายว่าด้วยโฉนดชุมชนนี้ยังไม่มี รัฐบาลเพียงเป็นประกาศของ สํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยโฉนดชุมชน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เท่านั้นเอง ซึ่งการประกาศ สํานักนายกรัฐมนตรีนั้นมันเสี่ยงต่อการที่จะเปลี่ยนแปลงระเบียบนี้ได้ทุกสถานการณ์ เพราะฉะนั้นนี่คือการไม่มีหลักประกันอะไรเลยกับราษฎรผู้ทําหน้าที่มีที่ทํากิน ในภาคการเกษตร ผมคงสรุปอีกนิดเดียวครับท่านประธาน ๑ นาทีครับท่านประธาน สรุปว่า แนวทางการแก้ไขปัญหานั้นถึงรัฐบาลจะมีความภาคภูมิใจในการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ช่องว่างระหว่างรายได้ ความเหลื่อมล้ําในเรื่องรายได้ระหว่างคนจนกับคนรวยยังมีอยู่ ความเหลื่อมล้ําทางสังคม ความเหลื่อมล้ําในเรื่องของโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมนั้น ยังดํารงอยู่อย่างที่เพื่อนได้อภิปรายไปแล้วหลายท่าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความที่ไม่ยุติธรรม ในสังคม นี่คือต้นตอของปัญหาและความเหลื่อมล้ําทางสังคมเช่นกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาล ได้รายงานมาทั้งหมด ผมคิดว่ายังเป็นเรื่องที่ไม่ตรงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและทันสมัยเท่าไรนัก และถือว่าเป็นความล้มเหลวของการรายงาน ซึ่งผมคิดว่าเป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องไปทบทวน และดําเนินการแก้ไขต่อไปครับ