สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๐ · ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

อนุชา บุรพชัยศรี อภิปรายเรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาโลจิสติกส์และการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย

นายอนุชา บุรพชัยศรี กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอนุชา บุรพชัยศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ผมขออนุญาตอภิปรายเกี่ยวกับรายงานแสดงผลการดําเนินของคณะรัฐมนตรี ตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐของรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับทางด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จุดหนึ่งที่ปกติ แล้วเวลาพูดถึงเรื่องการแข่งขันของประเทศนะครับ ประเด็นชี้วัดก็คือเรื่องของการขับเคลื่อน ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย เวลาเราพูดถึงระบบโลจิสติกส์ แน่นอนครับตัวชี้สมรรถนะของโลจิสติกส์ที่ใช้กันอย่างกว้างขวางเป็นมาตรฐาน ก็คือในเรื่อง ของต้นทุนโลจิสติกส์ต่อจีดี ถ้าเกิดวัดจากปี ๒๕๕๑ แล้ว ต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศไทย ต่อจีดีพีอยู่ที่ ๑๘.๖ เปอร์เซ็นต์ ต้องบอกว่ารัฐบาลชุดท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ดําเนินการตามยุทธศาสตร์ในการพัฒนาโลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิภาพครับ เพราะ ในปี ๒๕๕๒ ต้นทุนโลจิสติกส์ต่อจีดีพีลดลงเหลือ ๑๖.๘ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งบางส่วน อาจจะเป็นเพราะอิทธิพลที่ได้จากการหดตัวของเศรษฐกิจโลก แล้วก็ในส่วนของการที่ธุรกิจ ได้มีการประเมินว่าจะต้องมีการพัฒนาในเรื่องของโลจิสติกส์ในองค์กร แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ถือว่า เป็นการที่รัฐบาลได้ประสบความสําเร็จในการลดต้นทุนโลจิสติกส์อย่างมาก ซึ่งก็คาดเดากัน ว่าในปี ๒๕๕๓ อาจจะมีการปรับขึ้นเล็กน้อยนะครับ อยู่ที่ประมาณ ๑๗.๙ เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขนี้ก็ได้มาจากทางด้านสํานักงานคณะกรรมการ พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทีนี้ในเรื่องของการบริหารจัดการโลจิสติกส์นี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเฉพาะกระทรวงคมนาคมเท่านั้น จริง ๆ แล้วมีความเกี่ยวข้องกับบุคคล ในหลายระดับ ตั้งแต่ผู้ผลิตวัตถุดิบ โรงงานแปรรูป ผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก จนกระทั่งถึงผู้บริโภค ในส่วนของกิจกรรมหลัก ๆ ก็จะมีในเรื่องของการขนส่ง การบริหารสินค้าคงคลัง การสั่งซื้อ การบริหารข้อมูล รวมไปจนถึงกิจการการเงินที่เกี่ยวข้องด้วย ส่วนกิจกรรมเสริมอื่น ๆ ก็มีการบริหารคลังสินค้า การดูแลสินค้า การจัดซื้อ การบรรจุหีบห่อ รวมไปถึงการบริหาร ความต้องการของลูกค้า ต้องเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่ารัฐบาลชุดท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง เรียกว่าคณะกรรมการ พัฒนาระบบบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการของประเทศ หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า กบส. ซึ่งผมอาจจะเรียกง่าย ๆ นะครับว่าเป็นคณะกรรมการโลจิสติกส์แห่งชาติก็ว่าได้ ต้องบอกว่า คณะกรรมการชุดนี้มีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีคณะกรรมการประกอบด้วยรัฐมนตรี ทางด้านเศรษฐกิจ ปลัดกระทรวงเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง นอกจากนั้นก็ยังมีองค์กรเอกชน ไม่ว่าจะเป็นสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย หรือสมาคม ธนาคารแห่งประเทศไทย คณะกรรมการโลจิสติกส์แห่งชาติที่ว่านี้นะครับมียุทธศาสตร์ไว้ถึง ๕ ประเด็น ซึ่งก็บอกว่าในแต่ละกระทรวงดําเนินการอะไรบ้างนะครับ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดูแลรับผิดชอบเรื่องของการปรับปรุงประสิทธิภาพระบบ โลจิสติกส์ในภาคการผลิต พูดง่าย ๆ ว่าลดต้นทุนในส่วนของโลจิสติกส์ในองค์กร ในส่วนของ กระทรวงคมนาคมก็จะเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในประเด็นที่การเพิ่มประสิทธิภาพ ระบบขนส่งและระบบโลจิสติกส์ ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ ในประเด็นการพัฒนาธุรกิจโลจิสติกส์ของประเทศไทยเพื่อให้เทียบทันกับประเทศเพื่อนบ้าน แล้วก็เตรียมในเรื่องของอาฟตาในเรื่องของการค้าเสรีต่าง ๆ นอกจากนั้นนะครับ กระทรวงการคลังก็ยังเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในประเด็นที่ปรับปรุงสิ่งอํานวยการในเรื่อง ของความสะดวกต่าง ๆ ทางการค้าให้กับทางด้านธุรกิจ สุดท้ายกระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ แล้วก็คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นหน่วยงาน รับผิดชอบในประเด็นการพัฒนาระบบข้อมูลและระบบกําลังคนด้านโลจิสติกส์ เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่าหลาย ๆ สิ่ง หลาย ๆ อย่างที่รัฐบาลชุดนี้ได้ดําเนินการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศโดยการลดโลจิสติกส์ถือว่าเป็นสิ่งที่ดําเนินการได้อย่าง มีประสิทธิภาพเป็นอย่างยิ่ง ในเรื่องของการที่จะมีการพัฒนาระบบขนส่งและโลจิสติกส์ ก็ต้องบอกว่าคณะกรรมการโดยรัฐบาลชุดนี้ได้มีการอนุมัติแผนลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ของการรถไฟแห่งประเทศไทยในระยะเร่งด่วน วงเงินลงทุนรวม ๑๗๖,๘๐๐ ล้านบาท ซึ่งก็จะมีการบูรณะทางเดิม มีการเพิ่มหัวรถจักร มีการพัฒนาทางรถไฟสายใหม่ ๆ มีการ พัฒนาโครงข่ายรถไฟทางคู่ มีการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูง มีการพัฒนารถไฟฟ้า ขนส่งมวลชน ซึ่งถ้าถามว่าจากนี้ไปแล้วประชาชนจะได้รับประโยชน์อะไรบ้าง แน่นอนครับ ในเรื่องของการเข้าถึงระบบรางจะมีกว้างขวางมากขึ้นจากเดิมที่มีอยู่ในตอนนี้ประมาณ ๔๐ กว่าจังหวัด เพิ่มขึ้นเป็น ๖๐ กว่าจังหวัด นอกจากนี้เรื่องของการขนส่งสินค้า ก็จะมีปริมาณมากขึ้นอย่างแน่นอน คาดด้วยว่าจะเพิ่มขึ้นจาก ๒๖ ล้านตัน/ปี ไปถึง ๑๒๔ ล้านตัน/ปี ในเรื่องของการเดินทางก็จะมีการเพิ่มระยะเวลาในเรื่องของความเร็ว เพิ่มขึ้น เพราะว่ามีการรถไฟรางคู่ มีการแก้ไขปัญหาจุดตัดต่าง ๆ ที่รัฐบาลได้ดําเนินการ เพราะฉะนั้นความเร็วเฉลี่ยของรถไฟก็จะเพิ่มขึ้น ในเรื่องของการลดค่าใช้จ่ายขนส่ง เรื่องของ การลดการบริโภคน้ํามัน เรื่องของลดการสูญเสีย การอุบัติเหตุ เรื่องของการสร้างงาน เรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจ นี่คือผลพลอยได้ที่จะได้เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นในเรื่องของ การดําเนินการในสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้รัฐบาลได้ดําเนินการมาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตกําลังมีการศึกษาอยู่ ก็คือโครงการรถไฟความเร็วสูง ซึ่งก็จะมี ด้วยกันทั้งหมด ๕ สาย กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ กรุงเทพฯ-หนองคาย กรุงเทพฯ-อุบลราชธานี กรุงเทพฯ-ระยอง แล้วก็กรุงเทพฯ-ปาดังเบซาห์ ในส่วนของรถไฟฟ้า รถใต้ดินก็จะมีสายสีม่วง สายบางใหญ่บางซื่อ จะเสร็จในปี ๒๕๕๗ สายสีน้ําเงิน บางซื่อ-ท่าพระ หัวลําโพง-บางแค จะเสร็จในปี ๒๕๕๙ รถไฟสายสีเขียว หมอชิต-สะพานใหม่ แบริ่ง-สมุทรปราการ รถไฟสายสีแดง บางซื่อ-ตลิ่งขัน ซึ่งจะเสร็จในปี ๒๕๕๘ ซี่งจะเชื่อมต่อกับช่วงบางซื่อ และรังสิต เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ที่ผมได้อภิปรายมา ก็เป็นสิ่งที่ชี้วัดได้ชัดเจนนะครับ ว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ภายใต้การนําของท่านนายกรัฐมนตรีได้ดําเนินการ ตามยุทธศาสตร์การพัฒนาขีดความสามารถของประเทศให้มีการแข่งขันที่ดีขึ้นในเวทีโลก แล้วก็เพิ่มรายได้ แล้วก็ลดค่าใช้จ่ายของประชาชนได้เป็นอย่างดีเลย กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธาน