สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๐ · ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

สงกรานต์ จิตสุทธิภากร พูดถึงนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเน้นย้ำถึงความสำเร็จของโครงการประกันรายได้เกษตรกร และการช่วยเหลือผู้ว่างงาน พร้อมสนับสนุนโครงการกองทุนเศรษฐกิจพอเพียง และย้ำว่ารัฐบาลรู้ร้อนรู้หนาวกับความรู้สึกของประชาชน

นายสงกรานต์ จิตสุทธิภากร นครสวรรค์

กราบสวัสดีท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎร ผม สงกรานต์ จิตสุทธิภากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดนครสวรรค์ เนื่องจากวันนี้ผมมีเวลาเพียง ๗ นาทีนะครับ แล้วก็จะมีท่านอื่น ๆ อภิปรายอีกหลายท่าน ผมจะขอพูดถึงในแง่ของนโยบายด้านเศรษฐกิจนะครับ ซึ่งรัฐบาลนี้ ได้ทําเอกสารแจกมานะครับ ตั้งแต่ในหน้า ๑๐๗ ขึ้นไปจนถึงหน้า ๑๒๗ ซึ่งจากการที่ได้อ่าน เอกสารของรัฐบาลแล้ว ก่อนอื่นต้องขอชื่นชมรัฐบาลที่ได้มีความจริงใจแล้วก็พร้อมที่จะรับ ความรู้สึกของประชาชน ผมขอเรียนอย่างนี้ครับในแง่ของเศรษฐกิจนั้นไม่ยากอะไรนะครับ หลักการดูง่าย ๆ ก็คือว่ารัฐบาลนั้นสร้างรายได้อะไรให้กับประชาชนบ้าง แล้วก็ลดรายจ่าย อะไรให้กับประชาชนบ้าง ผมจะพูดเพียง ๒ ประเด็นนี้นะครับ

ประเด็นที่ ๑ เรื่องสร้างรายได้อย่างที่หลาย ๆ ท่านได้พูดนะครับ รัฐบาลนั้น มีความกล้าหาญที่จะประกาศนโยบายประกันรายได้เกษตรกรซึ่งเป็นนโยบายใหม่ แล้วก็ ไม่เคยมีมาก่อนซึ่งต่างจากการรับจํานําข้าวในอดีต ในปีแรกที่รัฐบาลได้นําโครงการนี้มา ปรากฏว่ามีเสียงต่อต้านอยู่หลายส่วน เพราะว่าเกิดจากความไม่เข้าใจบ้าง เกิดจากความสงสัย ในรายละเอียดบางเรื่องบ้าง แต่เมื่อรัฐบาลมีความมุ่งมั่นแล้วก็มองเห็นประโยชน์ว่า สุดท้ายนั้นจะตกกับพี่น้องชาวนาชาวไร่ เกษตรกรมากที่สุดก็มุ่งมั่นจะดําเนินโครงการนี้ต่อ ดังจะเห็นได้นะครับว่าในปี ๒๕๕๑ รัฐบาลรับประกันรายได้คือข้าวนาปี มันสําปะหลัง ข้าวโพด สัตว์เลี้ยง มีประชาชนได้รับผลประโยชน์จากโครงการนี้ ๓.๙๕ ล้านราย หรือ ๓,๙๕๐,๐๐๐ ราย โดยใช้งบประมาณในปีแรกประมาณ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นนะครับ ในขณะที่โครงการรับจํานําซึ่งทํามาในอดีตนั้นจะใช้เงินไม่ต่ํากว่า ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ในขณะเดียวกันทําให้ผู้ได้รับผลประโยชน์เพียง ๓๑๐,๐๐๐ รายเท่านั้น ซึ่งถ้ามอง โดยละเอียดจะเห็นนะครับว่าพี่น้องเกษตรกรไม่ต่ํากว่าเกือบ ๔,๐๐๐,๐๐๐ รายนั้นได้รับ ประโยชน์โดยตรงจากโครงการนี้นะครับ

ประเด็นที่ ๒ เรื่องการช่วยเหลือผู้ว่างงาน ท่านจะเห็นได้นะครับว่าปี ๒๕๕๑ ตอนที่รัฐบาลเข้ามาครั้งแรกนั้นประเทศชาติบอบช้ํามาก แล้วก็หลายคนประสบปัญหา ทางด้านการเมือง วิกฤติการเมือง แล้วก็วิกฤติทางด้านเศรษฐกิจ อัตราการว่างงานนั้นสูง ประมาณ ๘๗๐,๐๐๐ คน เป็นอัตราว่างงานเมื่อเดือนมกราคม ๒๕๕๑ แต่เมื่อรัฐบาลนี้ ได้เข้ามาและนําโครงการหลาย ๆ โครงการมาช่วย ไม่ว่าจะเป็นโครงการต้นกล้าอาชีพ หรือโครงการอื่น ๆ ของกระทรวงแรงงาน เช่น ๓ ลด ๓ เพิ่ม ของท่านอดีตรัฐมนตรีไพฑูรย์ แก้วทอง นะครับ ก็ปรากฏว่าเมื่อสิ้นปีประมาณเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๒ มีผู้ว่างงานลดลง เหลือเพียง ๓๙๐,๐๐๐ ราย ถ้าทําตัวเลขแล้วก็จะมีผู้ที่ว่างงานนั้นลดลงไปเกือบ ๕๐๐,๐๐๐ รายนะครับ คือ ๔๘๐,๐๐๐ ราย อันนี้ก็เป็นผลงานหนึ่งซึ่งทางรัฐบาลนั้น ได้ช่วยเหลือผู้ว่างงาน จนในปัจจุบันนี้แรงงานในหลาย ๆ ภาคนั้นนอกจากจะไม่มีผู้ว่างงาน แล้วยังขาดด้วยนะครับ

นโยบายด้านการสร้างรายได้อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของกองทุนเศรษฐกิจ พอเพียง หลายท่านได้พูดไปนะครับ แต่ผมจะขอสรุปสั้น ๆ ก็คือว่ากองทุนเศรษฐกิจพอเพียง นี้เป็นกองทุนซึ่งเปิดโอกาสให้พี่น้องในชุมชนได้มีโอกาสคิด ได้หาทางช่วยเหลือตัวเอง แล้วก็รัฐบาลนั้นสนับสนุนเงินก้อนหนึ่งไปให้นะครับ ในปี ๒๕๕๒ นะครับ มีผู้ได้รับ ผลประโยชน์ทั้งหมด ๒๑,๐๐๐ หมู่บ้านนะครับซึ่งประชาชนเหล่านี้สามารถนําเงินก้อนหนึ่ง ไปใช้ตามที่ตัวเองต้องการได้ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีนะครับแล้วก็ส่วนหนึ่งก็จะช่วยทําให้ พวกเขาเหล่านั้นมีรายได้เพิ่มขึ้น อันนี้เป็นส่วนของการสร้างรายได้นะครับ สําหรับลด รายจ่ายมีหลายเรื่องครับ ผมขอสรุปง่าย ๆ นะครับ

เรื่องแรก ก็คือเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ อย่างที่ท่านเห็นนะครับว่านโยบายนี้ เป็นนโยบายที่ผู้สูงอายุทุกท่านพอใจ ใครจะบอกว่ารัฐบาลนี้ดีไม่ดีอย่างไร ลองไปถาม ท่านผู้สูงอายุเหล่านั้น ประมาณ ๕.๔๔ ล้านคน หรือ ๕,๔๔๐,๐๐๐ ราย ที่ได้รับเบี้ยผู้สูงอายุ ทุกเดือนจากรัฐบาลว่าเขามีความคิดเห็นอย่างไรกับรัฐบาล

เรื่องที่ ๒ เรียนฟรี ๑๕ ปี อันนี้มีผู้ปกครอง แล้วก็นักเรียนไม่ต่ํากว่า ๑๓ ล้านราย ได้รับผลประโยชน์ในแง่ดีจากโครงการนี้ อย่างที่ท่านเห็นนะครับว่าเรียนฟรี ๑๕ ปีนั้น หลายคนวิจารณ์ว่าฟรีไม่จริง แต่ถ้าท่านเป็นผู้ปกครองเหมือนกับที่ผมเป็นอยู่ ผมมีลูก ๒ คน ผมก็จะรู้เลยว่าโครงการนี้มีประโยชน์จริง ๆ

เรื่องต่อมาที่ผมอยากจะพูดถึงก็คือเรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า อันนี้ ก็เป็นเรื่องที่ประชาชนกว่า ๖๒ ล้านคนได้รับประโยชน์ แล้วอย่างที่ท่านเห็นนะครับว่าในอดีต แม้ว่าโครงการจะดีขนาดไหนก็ตามถ้าเราไปโรงพยาบาลเรายังต้องเสียค่าใช้จ่าย เรายังต้อง พกบัตรไป แต่ในปัจจุบันนี้รัฐบาลได้ปรับปรุงจนถึงขนาดที่ว่าพกบัตรประชาชนไปใบเดียว แล้วไม่มีค่าใช้จ่ายแม้แต่บาทเดียว อันนี้ก็เป็นผลงานหนึ่งของรัฐบาลที่น่าสนใจ

แล้วอีกโครงการหนึ่งซึ่งเป็นต่อเนื่องก็คือโครงการ ๕ มาตรการ ๖ เดือน ซึ่งมีการใช้ไฟฟ้าฟรี มีน้ําฟรี มีรถเมล์ แล้วก็มีคุมราคาแก๊สหุงต้ม ท่านจะเห็นนะครับว่า มาตรการที่ออกมายังมีผลต่อเนื่องมาถึงวันนี้ ก็คือมาตรการค่าไฟฟ้าฟรี ๙๐ หน่วย ผมได้ คํานวณแล้วก็จะประหยัดรายจ่ายให้ชาวบ้านได้อย่างน้อยก็เดือนละ ๓๐๐ บาท สําหรับ พี่น้องเกือบ ๙,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน ที่จะได้ประโยชน์จากโครงการนี้ ซึ่งส่วนใหญ่นั้น ๘๐ เปอร์เซ็นต์นั้นเป็นพี่น้องในต่างจังหวัด ผมได้ไปสอบถามครับ พวกเขาพอใจในเรื่องนี้ นะครับ

โดยสรุปผมคิดว่ารัฐบาลนี้รู้ร้อนรู้หนาวกับความรู้สึกของประชาชน และตลอด ๑ ปีที่ผ่านมา แม้จะบริหารราชการได้ยากลําบากขนาดไหน แต่ท่านหัวหน้าคือ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านก็ไม่ทิ้งประชาชน และท่านก็หาทางที่จะทําให้ประชาชนของท่าน ประชาชนที่เลือกท่านมาก็คือมีรายจ่ายที่ลดลง แล้วก็มีรายได้ที่เพิ่มขึ้น อันนั้นก็เป็นสิ่งหนึ่ง ที่ผมคิดว่าการแถลงนโยบายผลการดําเนินงานตามนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในวันนี้ ก็ถือโอกาสได้กราบเรียนกับพี่น้องประชาชนครับว่า ทางการเมืองอาจจะเป็นอย่างไร อีกเรื่องหนึ่งนะครับ แต่สิ่งที่ท่านได้รับนั้นท่านได้รับสิ่งดี ๆ จากรัฐบาลนี้ครับ ขอบคุณครับ