รายงานการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ
ครั้งที่ ๒๖/๒๕๕๘ เป็นพิเศษ
วันอังคารที่ ๒๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๘
ณ ตึกรัฐสภา
สวัสดีค่ะ ท่านสมาชิกคะ ขณะนี้มีสมาชิกลงชื่อมาประชุมจำนวน ๑๔๐ ท่าน ครบเป็นองค์ประชุมแล้ว ดิฉันขอดำเนินการการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติสำหรับวันนี้ค่ะ
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี
ต่อไปจะเป็นการพิจารณาเรื่องด่วน คือร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช .... ซึ่งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาเสร็จแล้ว โดยเป็นการพิจารณา ต่อจากการประชุมเมื่อวานนี้ ดิฉันขอเชิญคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเข้าประจำที่ค่ะ ขอขอบพระคุณค่ะ
(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)
จากการที่ประชุมเมื่อวานนี้เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๐ เมษายนที่ผ่านมานี้ ที่ประชุมได้อภิปราย และเสนอแนะให้ความเห็นจนจบภาค ๑ แล้ว ดังนั้นในวันนี้ดิฉันจะขอดำเนินการต่อนะคะ
ต่อไปจะเป็นการพิจารณาภาค ๒ ผู้นำการเมืองที่ดีและสาาบันการเมือง แล้วก็ก่อนจะเข้าสู่การอภิปรายของประธานกรรมาธิการทั้ง ๑๓ ท่าน ที่ได้นำเสนอไว้นี่นะคะ ดิฉันจะขอให้ท่านประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้นำเสนอภาพรวม ของภาค ๒ คือผู้นำการเมืองที่ดีและสาาบันการเมืองที่ดีก่อนนะคะ ก็ขอเชิญท่าน ท่านได้มอบหมายให้ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ขอเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ใคร่ขอทำหน้าที่แทนคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในการชี้แจงภาค ๒ ผู้นำการเมืองที่ดี และระบบผู้แทนที่ดีให้กับท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติได้กรุณารับทราบาึงที่ไปที่มา ของการบัญญัติหมวดต่าง ๆ ในภาคนี้ไว้ ก่อนที่ทางท่านสมาชิกจะได้ดำเนินการอภิปราย เพื่อให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมกับคณะกรรมาธิการ ในภาค ๒ จะมีอยู่ทั้งหมด ๗ หมวด ผมจะเรียน ให้ทราบาึงเนื้อหาในแต่ละหมวดคร่าว ๆ และจากนั้นผมจะได้ใช้เวลาเรียนให้ทราบ ในรายละเอียดาึงสาาบันทางการเมืองที่สำคัญคือ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา
ในหมวด ๑ ผู้นำการเมืองที่ดีและระบบผู้แทนที่ดีนั้น จะพูดาึงมาตรฐาน ทางจริยธรรมและคุณธรรมของผู้นำการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐแต่ละประเภทซึ่งจะได้มี การกำหนดขึ้นโดยสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติที่สภาปฏิรูปแห่งชาติได้พิจารณาร่างกฎหมาย เพื่อเตรียมเสนอให้กับทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นผู้ตราไปเรียบร้อยแล้ว อันนี้ก็จะ สอดคล้องว่าจะมีการบัญญัติในส่วนของสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติไว้ในรัฐธรรมนูญและได้กำหนด ขอบเขตอำนาจหน้าที่ที่จะดำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวกับมาตรฐานจริยธรรมของนักการเมือง
ในหมวด ๒ นั้นจะเป็นเรื่องแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ก็มีบัญญัติ ในรัฐธรรมนูญที่ผ่าน ๆ มาทุกฉบับ ในเรื่องนี้ก็จะบัญญัติาึงเจตจำนงที่จะให้รัฐดำเนินการ ในการบริหารราชการแผ่นดิน รวมาึงการดำเนินการตราพระราชบัญญัติ ตรากฎหมาย ออกมาด้วย มีอยู่ ๑๘ มาตรา ที่ครอบคลุมด้านสำคัญ ๆ ต่าง ๆ
หมวด ๓ คือรัฐสภา ซึ่งกระผมจะได้ให้รายละเอียดในช่วงต่อไป ที่สำคัญก็คือ ที่ไปที่มาของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา และมีที่แตกต่างจากเดิมอีกประเด็นหนึ่งคือ การกำหนดให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งในสภาผู้แทนราษฎร และการกำหนด ให้รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง มาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคที่ไม่มี รัฐมนตรีอยู่ในคณะรัฐบาลก็คือมาจากฝ่ายค้านนะครับ เพราะฉะนั้นก็จะเป็นเรื่องใหม่ ให้รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง มาจากกลุ่มพรรคฝ่ายค้าน
ในส่วนที่ ๖ ของหมวด ๓ นี้ ได้กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่า ๔๐ คน สามาราเสนอร่างพระราชบัญญัติได้ โดยให้เริ่มพิจารณาในวุฒิสภาก่อน แต่การพิจารณา ครั้งสุดท้ายนั้นสภาผู้แทนราษฎรจะเป็นใหญ่ในการชี้ขาดว่าจะผ่านร่างพระราชบัญญัติไปสู่ การนำขึ้นทูลเกล้าฯ หรือไม่ อันนี้ก็เป็นเรื่องใหม่
ในส่วนที่ ๘ ของหมวด ๓ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน ๑ ใน ๓ สามารา เสนอชื่อเพื่อเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีได้ และหากนายกรัฐมนตรีมีคะแนน ในการไม่ไว้วางใจเกินกว่ากึ่งหนึ่งก็จะพ้นจากตำแหน่ง โดยผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อไว้ตั้งแต่ ช่วงการขอเปิดอภิปรายก็จะได้รับการเสนอชื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ให้เป็นนายกรัฐมนตรีแทน อันนี้ เราก็ได้ปรับเปลี่ยนจากแนวคิดเดิมที่จะา่วงดุลเนื่องจากเป็นการศึกษามาจากในอดีตว่า การอภิปรายนายกรัฐมนตรีนั้นมักจะกระทำไม่ค่อยได้ เราก็จึงได้า่วงดุลไว้ว่าา้าอภิปราย นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีแพ้การอภิปรายก็ให้สภายุบไปด้วย อันนี้ก็ได้ปรับเปลี่ยนไป ตามแนวคิดและข้อเสนอที่ได้รับฟังมานะครับ
ในหมวด ๔ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคณะรัฐมนตรี ได้บัญญัติวิธีการเสนอชื่อ ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไว้โดยให้การเลือกนายกรัฐมนตรีนั้นมาจากสภาผู้แทนราษฎร ทั้ง ๔๕๐ คน แล้วก็เป็นการลงมติอย่างเปิดเผยในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรภายหลังจาก ที่ได้มีการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว และผู้ที่จะได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องได้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของเสียงในสภาผู้แทนราษฎร ยกเว้นา้าผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ เป็นบุคคลที่ไม่ได้จากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็จะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า ๒ ใน ๓ ของสภาผู้แทนราษฎร อันนี้ก็เป็นเรื่องที่บัญญัติไว้ในหมวดคณะรัฐมนตรี
หมวด ๕ เป็นเรื่องของการคลังและงบประมาณ ได้มีแนวนโยบายใหม่ ๆ ที่บัญญัติไว้โดยคำนึงาึงหลักธรรมาภิบาล คำนึงาึงหลักประสิทธิภาพและความคุ้มค่า หลักการรักษาวินัยทางการคลัง หลักความเป็นธรรมทางสังคม มีการกำหนดนิยามคำว่า เงินแผ่นดิน เป็นครั้งแรกไว้ในรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นก็จะมีความชัดเจนว่าเงินส่วนไหน เป็นเงินแผ่นดินหรือเงินส่วนไหนเป็นเงินที่สามารานำไปบริหารได้โดยไม่ต้องจัดทำเป็น พ.ร.บ. งบประมาณ แล้วก็ยังได้ก้าวหน้าไปาึงขั้นกำหนดให้เป็นงบประมาณ ๒ ขา คือการจัดทำงบประมาณรายจ่ายแล้วจะต้องมีงบประมาณรายรับให้เห็นชัดเจนด้วย แล้วก็ ก้าวไปาึงขั้นระดับสหประชาชาติคือทำเป็นเจนเดอร์ เรพพรีเซนเตชัน บัดเจทติง (Gender Representation Budgeting) ก็หมายความว่าการจัดสรรงบประมาณหรือการจัดทำ พระราชบัญญัติงบประมาณนั้นต้องคำนึงาึงความเท่าเทียมทางเพศในการจะต้องนำเป็น ข้อคำนึงว่าเมื่อใช้งบประมาณสำหรับเพศใดเพศหนึ่งแล้วก็ต้องคำนึงาึงอีกเพศหนึ่งด้วย
ในหมวด ๖ พูดาึงความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการ นักการเมือง และประชาชน ในหมวดนี้จะมีสิ่งใหม่ที่ได้บัญญัติไว้คือการแต่งตั้งปลัดกระทรวงและผู้บริหารที่เทียบเท่า ซึ่งจะต้องมีคณะกรรมการขึ้นมาแต่งตั้งโดยใช้ระบบคุณธรรม
ในหมวด ๗ ซึ่งเป็นหมวดสุดท้ายของภาค ๒ คือการกระจายอำนาจและ การบริหารท้องาิ่นได้กำหนดมาตรการให้การกระจายอำนาจเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และมีประสิทธิภาพ รวมาึงได้เปลี่ยนชื่อท่านอาจจะสงสัย ได้เปลี่ยนชื่อจากองค์กรบริหาร องค์กรปกครองส่วนท้องาิ่น เป็นองค์กรบริหารท้องาิ่น อันนี้ก็โดยเจตนาที่จะให้คำนึงาึง ภารกิจหน้าที่ที่แท้จริงว่ามีหน้าที่ในการบริหาร เป็นการสะท้อนาึงความรับผิดชอบนะครับ แล้วก็ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของการกระจายอำนาจ สู่องค์การบริหารส่วนท้องาิ่น
ต่อไปผมจะขออนุญาตกลับไปที่หมวดรัฐสภา เรียนชี้แจงเรื่องการได้มา ซึ่ง ส.ส. และ ส.ว. ซึ่งผมเคยชี้แจงกับท่านสมาชิก สปช. ครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนั้นยังมีหลายท่าน ที่ไม่ได้เข้ามาร่วมประชุมแล้วก็มีเรื่องที่เราได้ปรับเปลี่ยนไปพอสมควร จึงอยากจะนำเรียน ในรายละเอียดให้ได้มีความเข้าใจาึงแนวคิดของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ได้ออกแบบสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาดังที่ปรากฏอยู่ในเอกสารร่างรัฐธรรมนูญ ที่ท่านได้รับแจกไปแล้ว ประเทศของเราได้ใช้ระบบการเลือกตั้งการได้มาซึ่ง ส.ส. มาหลายวิธี ทั้งแบบเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขต ในแบบแบ่งเขตก็จะมีทั้งเขตเล็ก เขตใหญ่ เขตเดียวเบอร์เดียว เขตเดียวหลายเบอร์ ต่อมาในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ ก็ได้พัฒนาตามแบบสากล ที่เขาเลือกผู้แทนเป็นแบบ ๒ รูปแบบ คือ ๑. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง คือลงไปสมัครได้ที่ ๑ ก็ได้เป็น ส.ส. ภาษาอังกฤษใช้คำว่า เฟิร์สต พาสต์ เดอะ โพสต์ (First Past the post) ก็ไม่ต้องาึงกับได้ร้อยละ ๕๐ ได้ร้อยละ ๓๐ ก็อาจจะได้รับเลือกได้ เพราะว่ามีผู้สมัครหลายคน อันนั้นก็เป็นแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง อีกแบบหนึ่งก็คือแบบปาร์ตี ลิสต์ (Party list) ซึ่งก็ได้มี ความพยายามที่จะปรับเปลี่ยนเพราะเห็นจุดอ่อน จุดแข็งในฉบับแรกเมื่อปี ๒๕๔๐ และเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๔๔ ก็เป็น ส.ส. แบบปาร์ตี ลิสต์ บัญชีเดียว แล้วต่อมาก็พอ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้ปรับเปลี่ยนเป็นแบบสัดส่วนคือ ให้ประเทศไทยแบ่งออกเป็น ๘ โซน (Zone) ๘ พื้นที่ แล้วก็มี ส.ส. ๘๐ คน พื้นที่ละ ๑๐ คน มี ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งอีก ๔๐๐ คน เป็น ๔๘๐ คน ก็ใช้เพียงครั้งเดียว ก็โดนบ่นว่าแบ่ง ๘ โซน เอาโคราชบวกกับ จังหวัดจันทบุรีบางอำเภอ เพราะไปกำหนดว่าต้องให้มีจำนวนประชาชนที่ใกล้เคียงกัน ก็จึงทำให้คนแบ่งมีปัญหามาก แล้วก็เกิดการไม่เป็นธรรมในแง่ของการที่จะให้ประชาชน หรือให้ผู้ที่อยู่ในบัญชีสัดส่วนนั้นไปหาเสียง พอปี ๒๕๕๔ จึงได้มีการแก้รัฐธรรมนูญ อีกครั้งหนึ่งนะครับ ซึ่งก็เป็นการแก้รัฐธรรมนูญครั้งแรกที่สำเร็จของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ โดยเปลี่ยนให้การเลือกตั้ง ส.ส. นั้นกลับไปเป็นแบบบัญชีรายชื่อแล้วก็ต่อสู้กันในที่สภาแห่งนี้ล่ะ จนที่สุดบัญชีรายชื่อก็เป็น ๑๒๕ คน เป็นครั้งแรกที่มีบัญชีรายชื่อมากขึ้น จากเคยมี ๑๐๐ คน จากาอยไปเป็น ๘๐ คน กลับมามี ๑๒๕ คน ในนาทีสุดท้ายเลยนะครับ ก่อนจะลงมติกัน ผมเป็นรองประธาน คนที่หนึ่ง ในการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนั้น ก็ได้รับการล็อบบี (Lobby) บอกขอให้เป็น ๑๒๕ คนนะ ผมบอกไม่ได้ เพราะว่ามันตกลงกันมา ๑๐๐ คน ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการแล้ว ก็ไม่รู้ว่า๑๒๕ คน ใครได้เปรียบเสียเปรียบแต่เป็นการเพิ่มขึ้น ก็ที่สุดออกมาเป็น ๑๒๕ คนนะครับ แล้วก็เหลือ ส.ส. แบบแบ่งเขต เหลือเลือกตั้งเป็น ๓๗๕ คน มี ส.ส. ๕๐๐ คน ใช้ในการเลือกตั้งเมื่อปี ๒๕๕๔ ก็ที่ไปที่มาของการเลือกตั้งเราก็มองไป ข้างนอกครับ มองไปนอกเขตประเทศไทยว่าทั่วโลกเขาใช้การเลือกตั้งระบบไหน เดิมเขาใช้กัน แบบแบ่งเขตเลือกตั้งเราก็แบ่งเขตเลือกตั้งบ้าง พอมีประเทศต่าง ๆ เริ่มออกแบบที่จะให้มี ๒ ทาง คือบัญชีรายชื่อบนพื้นฐานบนทฤษฎีที่ว่าการมีบัญชีนั้นทำให้พรรคการเมืองสามารา กำหนดผู้สมัครที่มีคุณภาพ มีคุณสมบัติ ที่มีขีดความสามาราในการที่จะช่วยพรรค ในการบริหารด้านนิติบัญญัติและยังอาจจะเข้าดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีได้ด้วย หรือนายกรัฐมนตรีได้ด้วย นั่นก็เป็นพื้นฐานเป็นที่ไปที่มาของบัญชีรายชื่อ ฉะนั้น ส.ส. บัญชีรายชื่อ จึงได้าูกนำมาใช้ในประเทศไทยตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ แต่ใช้ในระบบที่เราเรียกว่า หรือฝรั่งเรียกว่าระบบคู่ขนาน คู่ขนานอย่างไรครับ ก็ในเมื่อ เรากำหนดให้มี ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ๓๗๕ คน พรรค ก ไปลงเลือกตั้งได้จำนวน ส.ส. กี่คน ก็จะได้ ส.ส. เท่านั้นคนในส่วนของแบ่งเขต ส่วนปาร์ตี ลิสต์นั้นประชาชนมาลงเลือก บัญชีรายชื่อของพรรค ก็คำนวณจาก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็คำนวณว่าได้กี่เปอร์เซ็นต์ำ้าได้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ก็จะได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของจำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อ ที่กำหนดำ้ากำหนดไว้ ๑๒๕ คน ก็จะได้ ๑๒.๕ คน จะปัดเศษขึ้นหรือลงก็แล้วแต่ เมื่อเปรียบเทียบกับพรรคอื่น ๆ แล้วก็ไปบวกกัน อันนี้ก็เป็นระบบที่เราเรียกว่าแามให้ แาม ส.ส. บัญชีรายชื่อให้เลย อันนี้ก็อยู่ที่ความสามาราในการเลือกตั้งแล้ว บางพรรค เลือกตั้งเขตเก่งได้เขตเยอะมาก อาจจะได้แามเท่าไรก็ยังไม่ได้แามอีก บางพรรคเลือกตั้งเขตไม่เก่ง แต่ประชาชนนิยมเยอะในปาร์ตี ลิสต์ ก็ได้ปาร์ตี ลิสต์มาเป็นกอบเป็นกำหน่อย นี่ก็เป็นสิ่งที่ เกิดขึ้นในการเลือกตั้งที่ผ่านมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ เราแามปาร์ตี ลิสต์ให้กับจำนวน ส.ส. เขต ในการจัดการเลือกตั้งในการให้ได้มาซึ่ง ส.ส. มันก็มีอีกระบบหนึ่งที่ได้าูกพัฒนาขึ้นมา เรียกว่า ระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม เอ็มเอ็มพี (MMP) มิกซ์ เมมเบอร์ โพรพอร์ชันนอล (Mixed-Member Proportional) เอ็มเอ็มพี ระบบนี้ได้าูกออกแบบให้การเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อมีความสัมพันธ์ต่อกัน เขาเรียกการลงคะแนน ของประชาชน ก็ลงคะแนนเหมือนเดิมละครับ ก็ไปลงคะแนนเลือก ส.ส. เขต ๑ คน แล้วก็ ลงคะแนนเลือกพรรคที่ตัวเองชอบ ๑ คน เลือกคนที่รัก เลือกพรรคที่ชอบ เหมือนกับ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ลงคะแนน ๒ บัตร แต่วิธีคิดซึ่งเป็นวิธีของ กกต. ก็จะนำคะแนนใบที่ ๒ เขาจึงเรียกว่าคะแนนที่ ๒ มีความสำคัญกว่าคะแนนที่ ๑ คะแนนที่ ๒ คือคะแนนที่เรา เรียกว่าปาร์ตี ลิสต์ บัญชีรายชื่อจะเป็นตัวกำหนดความนิยมของประชาชนที่มีต่อพรรคนั้น เพราะฉะนั้นความนิยมของพรรคำ้าประชาชนนิยม ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เขาก็จะได้ ส.ส. ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด เดิม ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของบัญชีรายชื่อ แต่อันนี้จะเป็น ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของจำนวน ส.ส. ที่เรากำหนดทั้ง ๒ ขา ในวันนี้รัฐธรรมนูญได้กำหนด ได้บัญญัติว่าให้แบ่งเขตประเทศไทยออกเป็น ๒๕๐ เขต เป็น ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เหตุผลที่เราแบ่งเป็น ๒๕๐ เขต เพราะว่าด้วยระบบสัดส่วนผสมา้าเขตมากและบัญชีรายชื่อน้อย มันจะไม่ได้การปรับที่แท้จริงของความนิยมของประชาชน เพราะฉะนั้นจึงทำให้ ในหลายประเทศที่ใช้ จะใช้ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันหรือเท่ากัน ซึ่งมีอยู่ ๙ ประเทศ ที่ใช้อยู่ในทั่วโลก เขาใช้อยู่ประมาณ ๓ : ๒ หรือว่า ๔ : ๕ อะไรอย่างนี้ ประเทศไทย เมื่อเราเลือกจะนำระบบนี้มาใช้เราจึงใช้ ๒๕๐ เขต โดยลดจาก ๓๗๕ ลงมาประมาณ ๑ ใน ๓ และบัญชีรายชื่อเราก็เพิ่มจาก ๑๒๕ เป็น ๒๐๐ บัญชีรายชื่อ ในจำนวนของ ๒๐๐ บัญชีรายชื่อนี้ก็จะมีการมาลงคะแนนเลือกตั้งในบัญชีรายชื่อ เราได้แบ่งประเทศไทยออกเป็น ๖ ภาค สำหรับบัญชีรายชื่อ เหตุผลในการแบ่งออกเป็น ๖ ภาค ผมยังไม่ได้ขออนุญาต ท่านประธานใช้เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) เลย ขออนุญาตย้อนหลังนะครับ
เชิญค่ะ
ดูที่แผนที่ประเทศไทยนะครับ ในภาพนี้จะเห็นการแบ่งเขตของบัญชีรายชื่อเป็น ๖ ภาค คือ ภาคเหนือ ภาคกลางตอนบน ภาคกลางตอนล่างรวมกับกรุงเทพมหานคร ภาคใต้รวมมาาึงเพชรบุรีของท่านอลงกรณ์ และภาคอีสาน มีอีสานตอนเหนือกับอีสานตอนล่างำ้าแบ่งประเทศไทยคร่าว ๆ ตามนี้ โดยใช้สาิติประชากร เมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๗ แต่การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปี ๒๕๕๙ นั้น ก็จะใช้จำนวนประชากรที่ปี ๒๕๕๘ จะเป็นตามนี้หรือไม่ก็ต้องไปดูอีกทีหนึ่ง แต่ก็จะใกล้เคียง ประมาณนี้ เหตุผลที่เราแบ่ง ส.ส. บัญชีรายชื่อ ๒๐๐ คน ออกเป็น ๖ ภาค อันนี้เป็นความสะดวก ของประชาชน เป็นความคุ้นเคยของประชาชนที่จะมีต่อรายชื่อผู้สมัครำ้าเขาเป็นผู้ใช้สิทธิ เลือกตั้งในเขตจังหวัดแม่ฮ่องสอนแล้วเราเอาชื่อ ๒๐๐ ชื่อไปให้เขาอ่าน เขาดู เขาจะยากมาก ที่เขาจะดูว่าพรรคไหนที่เขาชอบ ยกเว้นว่าหัวคะแนนกำหนด อันนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง า้าเรากำหนดเหลือภาคละ ๓๐ กว่าคน คือภาคละ ๓๑-๓๕ คน จะทำให้เขามองดูรายชื่อ แล้วก็มีรายชื่อที่คุ้นเคย คนในกลุ่มจังหวัดนั้นประมาณสัก ๑๕ จังหวัดบวกลบก็จะทำให้ การตัดสินใจเลือกพรรคมันมีเหตุมีผลมากขึ้นกว่าเลือกบัญชีรายชื่อที่ ๒๐๐ รายชื่อ ตรงนี้ ก็เป็นเหตุผลที่เราแบ่งออกเป็น ๖ ภาค แต่วิธีการคิดต่าง ๆ ก็ไม่ได้แตกต่าง เพราะฉะนั้น การคิดคำนวณให้ได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อนั้นก็ดูจากคะแนนที่ประชาชนนิยมออกมาเท่าไร แล้วก็นำมาคิด ผมจะให้ท่านได้ไปดูสักนิดหนึ่งำึงแม้ว่าเวลาท่านไปลงคะแนนท่านไม่จำเป็น จะต้องเข้าใจ แต่ในฐานะที่ท่านเป็นสมาชิก สปช. ท่านจะได้ตอบกับพี่น้องประชาชนได้ว่า ระบบสัดส่วนผสมนั้นมีวิธีการคิดคะแนนอย่างไรนะครับ
ใน (๑) นั้น ให้นำคะแนนเสียงจากบัญชีรายชื่อทั้งหมดที่ทุกพรรคการเมือง หรือทุกกลุ่มการเมืองได้รับจากทุกภาคมารวมกันเพื่อคำนวณหาจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามสัดส่วนที่แต่ละพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองนั้นจะพึงมีได้ทั้งประเทศ จะพึงมีได้ อย่างที่ผมเรียนา้าร้อยละ ๑๐ ก็คือท่านจะมี ส.ส. ๔๔๕ คน เพราะเรากำหนด ส.ส. ไว้ที่ ๔๕๐ คน เพราะฉะนั้นตัวนี้จะเป็นตัวที่มีความสำคัญำ้าได้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ที่ปาร์ตี ลิสต์ ก็คือ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของ ๔๕๐ คน ก็คือ ๔๕ คน
ใน (๒) ให้นำจำนวนสมาชิก ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่พรรคหรือกลุ่ม ได้มาเทียบกับจำนวน ส.ส. ที่พรรคหรือกลุ่มพึงจะมีตาม (๑) เพื่อคำนวณให้ได้จำนวนสมาชิก ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อทั้งหมดตาม (๓) หรือ (๔) แล้วแต่กรณี
กรณีของ (๓) ก็คือว่า ส.ส. ที่พรรคหรือกลุ่มการเมืองควรจะมีนั้น มีมากกว่า ส.ส. ที่พรรคการเมืองหรือกลุ่มได้จากเขตเลือกตั้งก็ให้เพิ่มสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากบัญชีรายชื่อให้เพิ่มขึ้นเท่ากับที่ได้ตาม (๑)
ใน (๔) นั้น ในกรณีที่ ส.ส. ที่พรรคหรือกลุ่มจะพึงมีได้ตาม (๑) มีจำนวนเท่ากับ หรือน้อยกว่า ส.ส. ที่พรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองได้รับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งทุกเขต รวมกัน ให้พรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองนั้นมี ส.ส. เฉพาะที่ได้รับเลือกตั้งจากเขตเลือกตั้ง
ส่วนกรณี (๕) นั้น ก็เป็นกรณีที่มีจำนวนโอเวอร์แฮง (Overhang) นะครับ จะขอเปิดไปดูที่ตัวอย่างตาราง ท่านดูตัวอย่างตารางนี้จะเห็นชัดเจนขึ้นในสิ่งที่ผมได้อธิบาย ไปแล้ว ท่านดูตัวอย่างของพรรค ก พรรค ก มีคนมาเลือก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ในบัญชีรายชื่อ เขาจึงควรมี ส.ส. ที่พึงได้ครึ่งหนึ่งของ ๔๕๐ คน คือ ๒๒๕ คน เขาได้ ส.ส. แบบแบ่งเขตมา ๑๑๗ คน ใน (๓) ผมให้เอา ๑๑๗ ลบจาก ๒๒๕ ก็จะได้ ส.ส. แบบสัดส่วน ๑๐๘ คน ๑๐๘ คนนี้เราเรียกว่าท็อปอัพ (Top up) คือให้เพิ่ม ๑๐๘ คน บวกกันก็เป็น ๒๒๕ คนอยู่ดี ทางขวาไปดู ค ข้อ ค นั้นมีคนนิยมพรรคนี้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ คน ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน มาเลือก พรรคนี้ ๑๐๐,๐๐๐ คน คน ๓๐ ล้านคน มาเลือกพรรคนี้ ๓,๐๐๐,๐๐๐ คน ก็คือมีคน นิยมพรรคนี้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ในบัญชีรายชื่อ กติกาจึงบอกว่าให้ได้มี ส.ส. ได้ ๔๕ คน ก็คือร้อยละ ๑๐ ของ ๒๐๐ บวก ๒๕๐ เมื่อท่านมี ส.ส. ได้ไม่เกิน ๔๕ คน แต่ท่านได้เขตมา ๒๓ คน เอา ๒๓ ลบจาก ๔๕ ท่านก็จะมี ส.ส. สัดส่วน แบบสัดส่วนหรือแบบบัญชีรายชื่อนี้อีก ๒๒ คน มาดูใน จ พรรคนี้มีคนนิยม ๒ เปอร์เซ็นต์ หรือร้อยละ ๒ ร้อยละ ๒ ของ ๔๕๐ เท่ากับ ๙ คน แต่พรรคนี้เก่งมากไปชนะเขตมาาึง ๑๖ คน เพราะเขตนี้ใช้คะแนน ๓๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ๓๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ได้เขตมา ๑๖ คน แต่ท่านควรจะมี ส.ส. แค่ ๙ คนเอง เมื่อ ๑๖ ลบ ๙ เป็นลบ เราจึงไม่เพิ่มให้ท่าน ก็จึงได้แค่ ๑๖ คนำ้ารวมช่องทางขวาลงมา ช่องรองสุดท้าย จะได้ ส.ส. แบบสัดส่วนหรือบัญชีรายชื่อ ๒๐๗ คน มารวมกับ ๒๕๐ ซึ่งจะต้องเป็น ๒๕๐ เสมอ จะได้ ส.ส. ๔๕๗ คน ๗ คนที่เราเรียกว่าโอเวอร์แฮงหรือส่วนเกินก็าือเป็นอานิสงส์ไป ท่านเก่งเขต ท่านได้เขตมาเยอะ เราก็ไม่ได้ไปตัดท่านออก แต่เมื่อไรที่ ๒๐๗ นี้เกินกว่า ๒๒๐ เราก็จะลดสัดส่วนลงมาตามสัดส่วนให้เหลือ ๒๒๐ ก็จะมีพรรคที่ได้ปาร์ตี ลิสต์าูกลดลง ให้บวกกันเป็นไม่เกิน ๒๒๐ เพื่อให้บวกกับ ๒๕๐ เป็นไม่เกิน ๔๗๐ เพราะฉะนั้นที่นั่งในสภา ก็จะมีไม่เกิน ๔๗๐ ที่นั่ง อันนี้ก็เป็นตัวอย่างของการคิดคำนวณ
ไปดูว่าข้อบัญญัติอื่น ๆ สำหรับการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรนะครับ เนื่องจากระบบนี้เป็นระบบใหม่ และเป็นระบบที่เมื่อาูกนำไปใช้แล้วสามาราเล่นแร่แปรธาตุได้ นักการเมืองบอกผมบอกว่าา้าท่านนำมาใช้ให้ระวังศรีธนญชัย พอพูดศรีธนญชัย ทุกคนรู้จักดี เมื่อวานอาจารย์บวรศักดิ์ก็ได้พูดาึงศรีธนญชัยไปแล้ว จริง ๆ ท่านเป็นคนดี แต่ว่าพวกเรา นำมาใช้ในทางที่ไม่ดีเอง เพราะฉะนั้นจึงได้ต้องมีกฎกติกาที่กำหนดไว้หลายประเด็น เพื่อให้การเลือกตั้งในระบบสัดส่วนผสมนี้ออกมา แล้วก็เกิดประโยชน์จริง ๆ
ประเด็นแรกคือผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมือง หรือกลุ่มการเมือง คือสมัครอิสระไม่ได้ครับ
ประเด็นที่สอง กรณีพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง แบบบัญชีรายชื่อในภาคใดก็จะต้องส่งแบบแบ่งเขตไม่น้อยกว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ในภาคนั้นด้วย
ข้อ ๓ สมาชิกภาพของ ส.ส. สิ้นสุดลงเมื่อออกจากพรรคหรือกลุ่มที่ตนเป็นสมาชิก คือเมื่อเข้าไปเป็น ส.ส. แล้วจะเปลี่ยนพรรคไม่ได้
ข้อ ๔ ในระหว่างอายุของสภาผู้แทนราษฎร จะมีการควบรวมพรรคการเมือง หรือกลุ่มการเมืองที่มีสมาชิกเป็น ส.ส. มิได้ อันนี้ก็อยู่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ห้ามควบรวมพรรค
ข้อ ๕ กลุ่มการเมืองจัดตั้งโดยคณะบุคคล ซึ่งมีวัตาุประสงค์ทางการเมือง มีฐานะเป็นนิติบุคคลแล้วได้แจ้งไว้กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง กลุ่มการเมืองอาจจะเป็น คำพูดที่ใหม่สำหรับท่าน เราได้ออกแบบกลุ่มการเมืองขึ้นมาเพื่อให้ผู้ที่ต้องการสมัคร ส.ส. สามาราสมัครได้โดยไม่ต้องไปอยู่ในพรรคการเมืองใหญ่ ๆ วัตาุประสงค์ของการมีกลุ่มการเมือง ก็จะต้องมีคุณลักษณะ มีคณะกรรมการ มีกลุ่มบุคคลที่ไปแจ้งกับ กกต. ว่าต้องการจะจดเป็น กลุ่มการเมือง ต้องมีอุดมการณ์ที่ไม่ขัดต่อระบบการปกครองประชาธิปไตย เพียงแต่ว่า ความเป็นกลุ่มการเมืองนั้น เมื่อเริ่มต้นอาจจะไม่ต้องมีข้อกำหนดที่มากมายเช่นเดียวกับพรรค อย่างพรรคการเมืองนั้นเมื่อไปจดแล้วต้องมีคนอย่างน้อย ๑๕ คนแล้วภายใน ๑ ปีจะต้องมี สมาชิกไม่ต่ำกว่า ๕,๐๐๐ คน ต้องมีสาขาพรรคในทุกภาคต่าง ๆ แล้วกลุ่มการเมืองนี้อาจจะ สนใจที่จะเล่นการเมืองอยู่ในเฉพาะภาคใต้ สมมุติอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเขาก็ไม่จำเป็นจะต้อง มีสาขาพรรคในภาคอื่น ๆ เป็นต้น เพราะฉะนั้นก็ยังจะต้องมีการดำเนินการที่เป็นไปตาม ระเบียบที่ กกต. ออก ซึ่งจะอยู่ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง และกลุ่มการเมือง การมีกลุ่มการเมืองก็มีข้อดีอยู่อีกหลายประการ หลายคนไม่อยากไปเข้า พรรคการเมืองนี้ เพราะพรรคการเมืองนี้เข้าไปก็ต้องไปต่อคิว มีซีเนียริตี (Seniority) แต่เขาเป็นคนที่มีสาานะที่ดีเขาเชื่อว่าเขาน่าจะเป็นหัวหน้าพรรคได้ เป็นเลขาพรรคได้ เขาก็ไปตั้ง กลุ่มการเมืองเขาเองเพราะก็ดีกว่าไปนั่งต่อคิวหรือระบบพรรคการเมือง ซึ่งเราก็รู้ว่ามีระบบ การตัดสินใจที่ไม่ได้ยึดครรลองประชาธิปไตย ส.ส. กลุ่มหนึ่ง หรืออดีตนักการเมือง ก็อาจจะบอกว่ามาอยู่กลุ่มการเมืองของเราดีกว่ามาทำพรรคของเราเอง อันนี้ก็เป็นช่องที่เปิดไว้สำหรับา้าพรรคการเมืองที่ดีแล้วเป็นสาาบันการเมืองที่ดี ผมเชื่อว่า ก็คงมีคนอยากเข้าไปสมัครเป็นสมาชิก อันนี้ก็ไม่ใช่หมายความว่าจะทำให้พรรคการเมืองนั้น จะมีมากขึ้น เพราะว่าก็ไม่ใช่ง่าย ๆ ที่จะไปลงสมัครแล้วจะได้ ส.ส. นะครับ เพราะฉะนั้น า้าท่านคิดจะตั้งกลุ่มการเมืองนั้นท่านต้องดูซ้ายดูขวาให้ดีว่าจะมีคนเลือกท่านหรือไม่ เป็นแสน ๆ คนนะครับ
ระบบการเลือกตั้งแบบใหม่ช่วยสร้างสมดุลให้การเมืองไทย เราก็เชื่อว่าระบบ แบบสัดส่วนผสมจะทำให้คะแนนทุกคะแนนเกิดประโยชน์ สะท้อนความนิยมที่แท้จริง ต่อพรรคการเมืองของประชาชน ให้มี ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ก็เปิดโอกาสให้ผู้มีความรู้ ความสามาราเข้าไปทำหน้าที่ให้พรรคเล็กมีโอกาสได้ที่นั่งใน ส.ส.ำ้าเขาได้มาสัก ๑ เปอร์เซ็นต์ เขาก็มีโอกาสได้ ส.ส. ๔-๕ คน แนวโน้มการจัดตั้งรัฐบาล เป็นรัฐบาลที่มีเสาียรภาพน่าจะเป็น รัฐบาลหลายพรรค รัฐบาลจะต้องรับฟังความเห็นของพรรคร่วมรัฐบาลในการบริหารประเทศ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่เกิดสภาวะที่เรียกว่าเผด็จการทางรัฐสภา ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่สำคัญ ของการเมืองไทย เมื่อวานนี้สมาชิกของพวกเราท่านหนึ่ง ผมขออนุญาตเอ่ยนาม คือ ท่านประสาร มฤคพิทักษ์ ได้อภิปรายไว้อย่างชัดเจนาึงจุดอ่อนของการมีรัฐบาลที่มีพรรคแกนนำ มีคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภา เมื่อเรามีคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งแล้วเราก็คงไม่ต้องไปฟังใครมาก พรรคร่วมก็เป็นแค่ไม้ประดับ แม้การตัดสินใจต่าง ๆ ก็มีอยู่ในพรรคการเมืองที่มีเสียงเกินกึ่งหนึ่ง อันนี้ก็ได้นำมาสู่มาวิกฤตการณ์ทางการเมืองาึง ๒ ครั้ง เมื่อปี ๒๕๔๘ พรรคการเมืองที่มี คะแนนเสียง อันดับที่ ๑ นั้นได้จัดตั้งรัฐบาล มีคะแนนเสียงาึง ๓๗๗ คะแนน ก็นำไปสู่การยึดอำนาจ ในปี ๒๕๔๙ เมื่อปี ๒๕๕๔ เราได้มีพรรคการเมืองที่มีคะแนนเสียงาึง ๒๖๕ คะแนน จาก ๕๐๐ คะแนน แล้วจุดจบก็คือการยึดอำนาจเมื่อปี ๒๕๕๗ ก็แสดงให้เห็นว่าการออกแบบ ให้พรรคการเมืองหนึ่งพรรคการเมืองใดมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งนั้นมิใช่เป็นการสร้างเสาียรภาพ กลับนำไปสู่ความขัดแย้งในทางรัฐสภา ใครจะผิดใครจะาูกอีกเรื่องหนึ่ง แต่เป็นบทเรียนที่เพิ่งเกิดขึ้น ใน ๒ ครั้ง แม้การเลือกออกแบบ ส.ส. สภาผู้แทนราษฎรที่เราเลือกดำเนินการในครั้งนี้มิได้มุ่งหมาย ที่จะทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ ผมไปงานพระราชทานเพลิงศพเมื่อวันเสาร์นี้ พบท่านเสนาะ เทียนทอง ท่านก็เดินมาหาผม บอกผมไม่เอานะ ออกแบบให้มีพรรคการเมืองอ่อนแอหลายพรรค เดี๋ยวก็มาซื้อต่อรองเอาเงินเอาทอง ขอเรียนว่าระบบพรรคการเมืองอันนี้ไม่อ่อนแอ ตัวเลขของเรา เมื่อการเลือกตั้งปี ๒๕๕๔ พรรคที่ได้คะแนนสูงสุดจากปาร์ตี ลิสต์ได้คะแนนาึง ๔๙ เปอร์เซ็นต์ แปลว่าา้าร้อยละ ๔๙ คูณ ๔๕๐ เขาก็จะมี ส.ส.ำึงประมาณ ๒๒๒ คน เกือบาึงกึ่งหนึ่ง คือกึ่งหนึ่ง ๒๒๕ คน มันไม่ได้ทำให้พรรคการเมืองนำคะแนนหายไปไหนเยอะแยะ แต่นั่นบนความเป็นจริง แต่บทเรียนของการเลือกตั้งระบบนี้ที่นำไปใช้ในประเทศนิวซีแลนด์ใน ๑๙ ปีที่ผ่านมายังไม่มี พรรคการเมืองไหนได้คะแนนเสียงเกินครึ่ง เพราะไม่มีประชาชนนิยมพรรคการเมืองไหนเกินครึ่ง แต่ ๖๐ ปีก่อนหน้านั้นเขาเจอปัญหาพรรคการเมือง ๒ ขั้ว คือ พรรคเนชันแนลกับพรรคเลเบอร์ ผลัดกันได้เสียงข้างมาก แล้วเมื่อเป็นเสียงข้างมากก็เป็นรัฐบาลเผด็จการที่ไม่ต้องฟังใคร เช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเยอรมัน หลังจากสงครามโลก ครั้งที่ ๒ เขาจึงเลือกใช้ สัดส่วนผสมมา ๖๖ ปี ๖๖ ปีในเยอรมันมีการเลือกตั้ง ๑๙ ครั้ง มีครั้งเดียวที่พรรคซีดียู ได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ที่เหลืออีก ๑๘ ครั้ง ก็ได้คะแนนเสียงเกือบ ๆ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ แต่เยอรมันทุกท่านคงตระหนักดีกว่าจากการแพ้สงครามโลกเมื่อ ๗๐ ปีที่แล้ว วันนี้เยอรมันซึ่งใช้รัฐบาลผสมมา ๑๙ รัฐบาล สามารานำเศรษฐกิจของประเทศให้เป็นใหญ่ อันดับ ๔ ของโลกรองจากสหรัฐ จีน และญี่ปุ่นเท่านั้น เพราะฉะนั้นใครว่ารัฐบาลผสม มันอ่อนแอ รัฐบาลผสมบริหารประเทศไม่ได้ ผมคิดว่ามันอยู่ที่คุณภาพของคนที่อยู่ในรัฐบาล อยู่ที่คุณภาพของพรรคการเมืองที่จะประกอบกันเป็นรัฐบาล ไม่ใช่อยู่ที่ว่ามีพรรคเล็กพรรคน้อย แล้วในรูปแบบของการออกแบบใหม่นี้พรรคการเมืองที่เกิดขึ้นจะเป็นรัฐบาลผสมก็จริง แต่ก็ไม่ได้มีสัดส่วนที่ต่างจากเดิมมาก แทนที่จะมีคะแนน ๕๕ เปอร์เซ็นต์ ก็เหลือ ๔๘ เปอร์เซ็นต์ มันอ่อนแอเสียที่ไหนละครับ แต่า้ามี ๔๘ เปอร์เซ็นต์ ท่านต้องฟังเพื่อนฝูงด้วย ฟังพรรคร่วมเขาด้วย เพราะา้าเขาาอนตัวหมด ท่านก็ล้ม ท่านก็จะโดนอภิปรายไม่ไว้วางใจ นั่นคือจุดประสงค์ของการออกแบบ การออกแบบ สภาผู้แทนราษฎรให้พรรคการเมืองนั้นมีบันยะบันยังในการตัดสินใจในการบริหารประเทศ ผมจะขออนุญาตไปที่วุฒิสภานะครับ วุฒิสภาเราได้ออกแบบบนหลักการสำคัญ ๓ ประการ
ประการแรก วุฒิสภาเป็นสภาที่ ๒ มีลักษณะเป็นสภาของผู้ทรงคุณวุฒิ มีหน้าที่หลักในการกลั่นกรองตรวจสอบให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งจึงได้ออกแบบให้ มาจาก ๓ ทาง เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่สมาชิกวุฒิสภาจะมาจาก ๓ ทาง จาก ๒๐๐ คน โดยมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของ ๗๗ จังหวัด มาจากการสรรหาโดยคณะกรรมการ และมาจากการเลือกกันเองของผู้ทรงคุณวุฒิในกลุ่มต่าง ๆ
ประการที่สอง ใช้หลักที่ว่าการได้มาซึ่งผู้แทนปวงชนไม่จำเป็นต้องมาจาก การเลือกตั้งเสมอไป แต่เดิมเราออกแบบเป็นเหมือนของประเทศอังกฤษและประเทศแคนนาดาเลย คือออกแบบให้มาจากการสรรหาและจากการเลือกกันเองทั้งหมด แต่เมื่อท่าน สปช. แล้วก็จากการรับฟังมาในพื้นที่ซึ่งเราเดินทางไปมาครบทุกภาค แล้วก็อยากจะให้มีตัวแทน ของจังหวัด ตัวแทนของพื้นที่เข้ามาทำหน้าที่ในวุฒิสภาด้วย คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อ ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ก็ได้ให้ความเห็นชอบ ได้ปรับให้มีการเลือกตั้ง ส.ส. ใน ๗๗ จังหวัดด้วย
และประการที่สาม ใช้หลักอินคลูซีฟ (Inclusive) หลักอินคลูซีฟก็ใช้ ในเกือบทุกประเทศ เป็นหลักทางการจัดสาาบันการเมืองที่ใช้กันมาหลายศตวรรษำ้าทุกคน ทุกฝ่ายได้มาอยู่ในสภาก็ไม่ต้องไปทะเลาะกันข้างนอก การเมืองบนานนก็น่าจะลดลงได้ เพราะฉะนั้นก็จึงใช้หลักนี้ในการจัดวุฒิสภา วุฒิสภาที่จะเกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาจาก ๓ วิธีมี ๕ กลุ่ม ผมแยกออกให้เพื่อความชัดเจน ในกลุ่มที่ ๑ นั้น กลุ่มที่ ๒ และกลุ่มที่ ๓ มาจากการเลือกกันเอง แต่แบ่งออกเป็นพวก ๆ
กลุ่มที่ ๑ คือผู้ซึ่งเคยเป็นข้าราชการพลเรือนดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง หรือเทียบเท่าซึ่งเป็นตำแหน่งบริหาร เช่น เลขาฯ สมช.เป็นต้น ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีพวกนี้ และข้าราชการฝ่ายทหารซึ่งดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด หรือผู้บัญชาการเหล่าทัพ นี่แบ่งเป็น ๒ กลุ่ม แต่ละกลุ่มเลือกกันเอง มาสมัครก่อน สมัครเสร็จก็มาเลือกกันเองให้ได้ประเภทละไม่เกิน ๑๐ คน ผมคิดว่าบุคคลเหล่านี้า้าเอามา กรรมการสรรหาไปสรรหาท่านคงจะลำบากมาก เพราะว่าคุณวุฒิ คุณสมบัติก็มากันสุดยอดแล้ว ก็ให้มานั่งอยู่ในสภา ๒๐ คน
กลุ่มที่ ๒ คือผู้แทนสภาวิชาชีพ องค์กรวิชาชีพ หรือองค์กรอาชีพที่มีกฎหมายจัดตั้ง ส่วนใหญ่สมาคมไปจดกันโดยอาศัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มีเป็นหมื่น ๆ สมาคม แต่สมาคมเหล่านี้ เช่น แพทยสภา สภาการพยาบาลของท่านประธาน แล้วก็สภาอุตสาหกรรม จะมีกฎหมายโดยเฉพาะในการจัดตั้ง มีประมาณ ๒๑ องค์กร แต่ละองค์กรมีฐานของบุคลากร ที่อยู่ในวิชาชีพนั้นเป็นหมื่นคน เป็นแสนคน เป็นล้านคน เราก็ให้เลือกกันเองมา ๑๕ คน เขาก็เลือกกันมาเองแล้ว เขาจะส่งใครมาก็เป็นสิทธิของเขา จะต้องมีคณะกรรมการประชุม เมื่อส่งมาแล้ว ๑๕ คน
กลุ่มที่ ๓ คือผู้แทนองค์กรด้านเกษตรกรรม ด้านแรงงาน ด้านวิชาการ ด้านชุมชนและด้านท้องาิ่น เลือกกันเองไม่เกิน ๓๐ คน อันนี้ก็ประมาณกลุ่มละ ๖ คน
และกลุ่มที่ ๔ คือผู้ทรงคุณวุฒิและคุณธรรมด้านการเมือง ความมั่นคงต่าง ๆ มีอยู่ประมาณ ๒๕-๒๖ ช่อง จะมีกรรมการสรรหามาให้ได้ ๕๘ คน กลุ่มที่ ๕ เลือกกันเอง จากจังหวัด จากผู้ทรงคุณธรรมและคุณวุฒิตามช่องต่าง ๆ ที่เราได้เรียนให้เห็นแล้ว เมื่อมาสมัครแล้วก็แจ้งว่าสมัครในด้านไหน แล้วก็จะมีกรรมการกลั่นกรองให้เหลือ ๑๐ คน ต่อจังหวัด แล้วก็ให้ประชาชนเลือกตั้งโดยตรงพร้อมกับการเลือกตั้ง ส.ส. ก็จะได้ ๗๗ คน
ในกลุ่มที่ ๔ นั้นจะมีกรรมการสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเข้าใจในบุคลากร ประเภทต่าง ๆ สรรหาจากผู้สมัคร ซึ่งอาจจะสมัครโดยตรงหรือสมัครโดยผ่านองค์กรก็ได้ เดิมเราคิดจะให้สมัครผ่านองค์กรปรากฏว่าศาลได้พิจารณาแล้วว่าส่วนกลางของคอนโดมิเนียม (Condominium) ของหมู่บ้านก็สามาราส่งผู้สมัครได้ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีประโยชน์อะไร ที่จะไปกำหนดว่าต้องมาจากองค์กร แต่า้าองค์กรส่งท่านมาท่านก็จะมีภาษี มีราคาเพิ่มมากขึ้น ในกรณีของที่ ๕ อันนั้นก็จะมีกรรมการสรรหาซึ่งจะกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. เนื่องจากว่าจะไปเกี่ยวข้องกับผู้แทนที่มาจาก ภาคประชาสังคม ที่กำลังจะออกกฎหมายอีกหลายฉบับ เราจึงมีความจำเป็นที่จะต้องรอดู หน้าตาของกฎหมายที่เกี่ยวกับภาคประชาสังคม ที่จะให้คนเหล่านั้นมาเป็นส่วนหนึ่ง ของกรรมการสรรหาด้วย แล้วก็จะเป็นความอ่อนตัวว่ากรรมการสรรหานั้นก็จะมาจาก หลายภาคส่วน
ส่วนในกลุ่มที่ ๕ ซึ่งเดิมมาจากการสรรหา แล้วก็นำไปสู่การเลือกตั้งทางอ้อม โดยให้ผู้บริหารและสภาท้องาิ่นเป็นผู้เลือก แล้วได้ปรับเปลี่ยนมาเป็นการเลือกตั้งโดยตรง ๗๗ จังหวัด แต่เนื่องจากว่าเรายังมองว่าผู้ที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกวุฒิสภานั้นควรจะมี คุณสมบัติ ควรจะมีลักษณะที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิในด้านใดด้านหนึ่ง หรือเป็นตัวแทนของ ด้านใดด้านหนึ่ง เราจึงได้เขียนกรอบไว้ว่าา้าท่านมาสมัครในแต่ละจังหวัดนั้นท่านจะต้อง เลือกสมัครในด้านใดด้านหนึ่ง เราก็จะดูว่าา้าเกิน ๑๐ คน ก็จะมีกรรมการคัดในด้านที่สมัคร มากกว่านั้นออกไปบ้างให้เหลือ ๑๐ คน แต่า้าสมัครรวมกันแล้วไม่เกิน ๑๐ คน ก็จะให้ ทั้ง ๑๐ คนนั้นได้เป็นผู้สมัคร ส.ว. ประจำจังหวัดนั้น จากสาิติการเลือกตั้ง ส.ว. ปี ๒๕๕๗ ที่ผ่านมาเมื่อปีที่แล้ว แต่ไม่ได้ทำงานนะครับ เพราะว่าหลังจากนั้นก็ได้มีการเข้ายึดอำนาจ ปรากฏว่ามีผู้สมัคร ส.ว. ประมาณ ๔๘๐ คน เมื่อได้ตัดผู้ที่มีคุณสมบัติไม่ครบา้วนออกแล้ว มีผู้สมัคร ส.ว. เมื่อปี ๒๕๕๗ คือปีที่แล้ว ในจังหวัดต่าง ๆ ที่เกินกว่า ๑๐ คน อยู่แค่ ๒ จังหวัด คือที่กรุงเทพมหานคร ๑๘ คน และที่เชียงใหม่ ๑๓ คน นอกนั้นใน อีก ๗๕ จังหวัดนั้น มีผู้สมัครตั้งแต่ ๑ คน คือจังหวัดสุโขทัย จนาึง ๑๐ คน ในอีกหลาย ๆ จังหวัด เช่น นนทบุรี ต่าง ๆ เพราะฉะนั้นการมีคณะกรรมการกลั่นกรองตรงจุดนี้ผมคิดว่าไม่ใช่เป็นการไปตัดสิทธิ ผู้ใดผู้หนึ่ง แต่เป็นการที่จะทำให้ประชาชนที่ไปเลือก ส.ว. ได้มีโอกาสเลือก ส.ว. จากจำนวน ๑๐ คน จากคนที่เขาคิดว่ามีคุณสมบัติที่จะมาทำหน้าที่สมาชิกวุฒิสภา เพราะเราได้พูด ตั้งแต่ต้นและเราได้พูดกันมาตลอดในที่ประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และจากการรับฟังว่าเราก็ไม่อยากจะเห็นวุฒิสภาที่มีฐานที่มาเช่นเดียวกับสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงทำให้การออกแบบ ส.ว. ได้พัฒนามา และสุดท้ายก็มาสู่การเลือกตั้ง จาก ๗๗ จังหวัด โดยมีข้อกำหนดอยู่บางประการ ผมก็จึงขออนุญาตกราบเรียนให้ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติได้รับทราบาึงที่ไปที่มาของการออกแบบสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็วุฒิสภาตามแนวคิดของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ดีเราก็คงพร้อมที่จะ ปรับเปลี่ยน ปรับปรุง ตบแต่ง เมื่อได้รับฟังข้อคิดเห็นจาก สปช. คสช. ครม. หรือจาก พี่น้องประชาชนเพิ่มมากขึ้นนะครับ และคิดว่าหนทางใดที่จะนำไปให้การออกแบบโครงสร้าง ทั้งสองสภานี้นำไปสู่การบริหารประเทศเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนและประเทศชาติ โดยแท้จริง ขอขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปจะขอเชิญท่านดอกเตอร์เจษฎ์ โทณะวณิก ได้ช่วยให้ความเห็นนะคะ
ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ ผม นายเจษฎ์ โทณะวณิก กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผมจะขออนุญาตสรุปพอเป็นสังเขป ให้กับท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพทุกท่านำึงเรื่องของผู้นำที่ดีและระบบการเมืองที่ดี ในเรื่องของผู้นำที่ดีและระบบการเมืองที่ดีเป็นเรื่องที่ทางกรรมาธิการได้พิจารณาร่วมกับสิ่งที่ ได้มีการนำเสนอมาอยู่เสมอในประเทศเรา แล้วก็ในหลาย ๆ ประเทศว่าสิ่งที่จะทำให้ บ้านเมืองมีความสงบสุข สิ่งที่จะทำให้เกิดพัฒนาการไม่ว่าจะในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การศึกษา แม้กระทั่งรวมไปาึงเรื่องของการสาธารณสุข เรื่องของสิ่งอันเป็นพื้นฐาน ของบ้านเมืองทั้งหลายก็จะเกิดขึ้นได้า้าหากว่าเรามีระบบการเมืองที่ดี แต่ในระบบการเมืองที่ดี เราก็ย่อมต้องมีผู้นำที่ดี ท่านคงได้รับฟังจากที่ท่านอาจารย์ปกรณ์ ปรียากร ได้สรุปเมื่อวานนี้ าึงเรื่องของสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เรื่องที่ท่านอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ท่านได้สรุป ให้ฟังาึงเรื่องการเน้นไปที่พลเมือง เมื่อเราบอกว่าเราต้องการให้ประชาชน ผู้คนทั้งหลาย ในประเทศไทยเราเป็นพลเมือง นั่นก็คือเป็นกำลังของแผ่นดิน ผู้ที่เป็นผู้นำก็ย่อมต้องมี ความเป็นพลเมืองและไม่ใช่เป็นพลเมืองธรรมดาทั่วไปแต่ต้องเป็นพลเมืองที่ดีและทำหน้าที่ ของพลเมืองได้ครบา้วนบริบูรณ์และยิ่งต้องทำให้มากไปกว่าบรรดาพลเมืองทั้งหลายที่เป็น ผู้เลือกผู้แทนให้มาปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่จะเป็นผู้นำของพวกเขา เพราะฉะนั้นโจทย์ประการหนึ่ง ง่าย ๆ ครับ ที่ทางกรรมาธิการได้หยิบยกขึ้นมาก็คือว่าจะทำอย่างไรที่ผู้นำที่ดีจะเป็นผู้มี หิริโอตตัปปะ ก็คือเป็นผู้มีความละอายใจในการที่จะทำสิ่งไม่ดี แล้วก็เกรงกลัวต่อผลของ การกระทำสิ่งไม่ดีเหล่านั้น ก็จะยังผลให้ท่านเหล่านั้นละเว้นหรืองดเว้นการทำในสิ่งที่ไม่ดี ทั้งหลาย ตั้งหน้าตั้งตาทำสิ่งที่เป็นความเสียสละในเมื่อท่านอาสาที่จะมาทำหน้าที่ำ้าหากว่า เราไปลองพิจารณาดูในบรรดาผู้นำที่ดีหรือว่าผู้นำทางการเมืองทั้งหลายในนานาอารยประเทศ เขาก็จะใช้คำที่ขออนุญาตพูดเป็นภาษาฝรั่งง่าย ๆ ก็คือว่าเป็นคำว่า อินเทกกริตี (Integrity) ก็คือความมีเกียรติศักดิ์ ความมีศักดิ์ศรี เขาใช้คำคำเดียวก็สามาราที่จะเพาะบ่มสร้างให้เป็น ผู้นำที่ดี ในรัฐธรรมนูญเราก็เลยได้มีการกำหนดาึงเรื่องของผู้นำที่ดีเอาไว้ครับ นอกเหนือจาก การที่ให้บุคคลที่จะมาเป็นผู้แทน ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของระดับประเทศหรือในระดับท้องาิ่น ต้องมีความเป็นผู้นำที่ดีบนพื้นฐานของความเป็นพลเมืองที่ดีแล้ว เรายังมีในเรื่องของสมัชชา คุณธรรมแห่งชาติ ซึ่งจะเป็นที่รวมของบรรดาผู้ที่มีคุณสมบัติอันเหมาะสมที่จะเข้ามาช่วยกัน ตรวจสอบดูแลเรื่องของคุณธรรม จริยธรรมของบรรดาผู้นำทั้งหลาย ซึ่งผู้นำในที่นี้เราก็จะ แยกเป็น ๒ ลักษณะ คือลักษณะของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกับบรรดาท่านข้าราชการ ทั้งหลายำ้าหากว่าท่านทั้งหลายเหล่านี้ปฏิบัติตามสิ่งที่เราเรียกว่า ประมวลจริยธรรม ซึ่งประมวลจริยธรรม ทางสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติจะดำเนินการใน ๒ ลักษณะำ้าหากว่า ในองคาพยพใดยังไม่มีประมวลจริยธรรม ท่านก็จะพิจารณาจัดให้มีประมวลจริยธรรมสำหรับ องคาพยพนั้น แต่า้าหากว่ามีประมวลจริยธรรมแล้วท่านก็พิจารณาตามประมวลจริยธรรมนั้น หากว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือว่าข้าราชการปฏิบัติผิดประมวลจริยธรรม ทางสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติก็จะดำเนินการในการพิจารณารวบรวมข้อมูลเอกสารหลักฐาน ทั้งหลายและจะส่งไปยังต้นสังกัดของท่าน ในส่วนของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็จะส่งไปยังต้นสังกัดไม่ว่าจะเป็นรัฐสภาหรือจะเป็นรัฐบาล ในส่วนของข้าราชการก็จะส่งไปยัง ต้นสังกัดของท่าน ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงหรือกรม กองต่าง ๆ เพื่อให้มีการดำเนินการ ใน ๒ ลักษณะ หากเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ให้ท่านทั้งหลายไปพิจารณาเอาว่าจะดำเนินการ าอดาอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่กระทำผิดประมวลจริยธรรมนั้นหรือไม่ ในส่วนของ ข้าราชการก็สามาราดำเนินการในทางวินัยได้ ในทางวินัยก็จะมีลำดับขั้นที่ข้าราชการ ก็มีกำหนดไว้อยู่แล้วำ้าหากว่ามิได้ดำเนินการในลักษณะของการาอดาอนก็ยังมีวิธีการอีก ก็คือว่าทางสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติจะนำชื่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองส่งไปให้กับ คณะกรรมการการเลือกตั้ง และในคราวที่มีการเลือกตั้งคราวาัดไปคณะกรรมการ การเลือกตั้งก็จะจัดให้มีการดำเนินการาอดาอนหรือตัดสิทธิทางการเมืองผู้ที่ปฏิบัติ ผิดประมวลจริยธรรมำ้าหากว่า ณ ขณะนั้นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยังดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองอยู่ ยกตัวอย่างเช่นว่า เป็นสมาชิกวุฒิสภา ในการมีการเลือกตั้งทั่วไป คือการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็จะมีการดำเนินการเพื่อให้มีการาอดาอน สมาชิกวุฒิสภาท่านนั้นำ้าหากว่าประชาชนลงมติด้วยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งก็จะาือเป็น การาอดาอนท่านนั้น ในส่วนของผู้ที่พ้นจากตำแหน่งแล้ว ยกตัวอย่างว่าเมื่อมีการเลือกตั้งทั่วไป ผู้ที่เป็นหรือเคยเป็นรัฐมนตรีก็ย่อมจะพ้นจากตำแหน่งแล้ว การพิจารณาของประชาชนก็จะ ไม่ได้เป็นการพิจารณาาอดาอน แต่เป็นพิจารณาตัดสิทธิทางการเมือง ซึ่งทั้งในกรณีาอดาอน และกรณีตัดสิทธิทางการเมืองก็จะส่งผลให้ท่านเหล่านั้นาูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา ๕ ปี ซึ่งกลไกเหล่านี้า้าหากว่าเป็นในส่วนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากเขต ก็จะดำเนินการในเขตนั้น ๆำ้าเป็นสมาชิกวุฒิสภาก็จะดำเนินการตามภูมิลำเนาของท่าน า้าเป็นในส่วนของนายกรัฐมนตรีหรือว่ารัฐมนตรีก็จะดำเนินการโดยลงมติเป็นการทั่วประเทศ นี่คือการที่ประชาชนสามาราที่จะดำเนินการตัดสิทธิทางการเมืองหรือาอดาอนบรรดา ผู้ที่เป็นตัวแทนของพวกเขาได้โดยตรงำ้าหากว่าบรรดาผู้แทนเหล่านั้นไม่ได้เป็นผู้นำที่ดี สอดคล้องต้องตรงกันกับสิ่งที่ประชาชนพึงหวังได้
ในส่วนที่ ๓ ในเรื่องของสิ่งที่เราพูดกันเสมอคือเรื่องของพรรคการเมือง เรามองว่าพรรคการเมืองควรจะได้รับการพัฒนาเป็นสาาบัน แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา า้าหากว่าเราไปย้อนดูรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้ว ๆ มา รัฐธรรมนูญทุกฉบับให้การจัดตั้ง พรรคการเมืองเป็นเสรีภาพของบุคคล แต่ไม่ได้มีรายละเอียดว่าแล้วการใช้เสรีภาพนั้น จะควรเป็นเช่นไรำึงแม้ว่าในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง จะได้มีรายละเอียดเอาไว้ แต่ว่าในรัฐธรรมนูญไม่ได้มีการเชื่อมโยงว่าระบบการเมืองที่ดี ย่อมเริ่มจากรากฐานของการมีพรรคการเมืองที่ดี พรรคการเมืองที่ดีจะเกิดขึ้นได้ก็เมื่อมี พลเมืองที่ดีและมีผู้นำที่ดีมาร่วมรวมกันตั้งเป็นพรรคการเมือง เพราะฉะนั้นในสิ่งที่เป็น ผลสะท้อนจากการมีระบบการเมืองที่ดี ก็คือการต้องมีพรรคการเมืองที่ดี เพราะ ๒ สิ่งนี้ เป็นสิ่งที่สะท้อนซึ่งกันและกัน หากเรามุ่งหวังที่จะให้มีระบบการเมืองที่ดี แต่เราไม่ได้ มีรากฐานของความเป็นพรรคการเมืองที่ดี ก็คงเป็นไปได้ยาก ยิ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบ การเลือกตั้งที่ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ ได้กรุณานำเรียนท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผู้มีเกียรติทุกท่านแล้วว่าสิ่งนี้จะยึดโยงกับความเป็นพรรคการเมือง รัฐธรรมนูญที่พวกเรา กำลังยกร่างร่วมกันอยู่ ณ ขณะนี้ มิได้มุ่งหวังที่จะทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอเลย หากแต่มุ่งหวัง ที่จะทำให้พรรคการเมืองมี ๓ สิ่งที่ชัดเจน คือ ๑. มีความเป็นสาาบัน ๒. มีการดำเนินการ ตามอุดมการณ์ของบรรดาสมาชิกทั้งหลายและสมาชิกเป็นเจ้าของร่วมรวมกันกับประชาชน ทั้งประเทศ ท้ายที่สุดคือเป็นรากฐานของการพัฒนาการเมืองไปสู่ระบบที่ใหญ่ไปกว่า พรรคการเมือง เพราะฉะนั้นในส่วนของพรรคการเมืองความเป็นประชาธิปไตยต้องมีความชัดเจน ๑ ในความเป็นประชาธิปไตยในพรรคการเมืองที่ได้มีการนำบัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็คือเรื่องของการหยั่งเสียง ซึ่งเรื่องของการหยั่งเสียงที่ได้มีการบัญญัติไว้นี้ไม่เพียงแต่เป็น การมุ่งเน้นไปที่ความเป็นประชาธิปไตยภายในพรรคการเมือง หากแต่ยังคงมีเรื่องของ อิสรเสรี มีเรื่องของเสรีภาพของบรรดาพรรคการเมืองทั้งหลายที่จะจัดทำอย่างไรให้มีความ เป็นประชาธิปไตย ยกตัวอย่างเช่น ในลักษณะของการหยั่งเสียง การหยั่งเสียงก็สามารา ดำเนินการแยกแยะไปตามรายละเอียดของแต่ละพรรคการเมือง หากแต่ว่าสิ่งที่เราได้เขียน เอาไว้เพิ่มเติมอย่างที่หลาย ๆ ท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ท่านอาจารย์ปกรณ์ ปรียากร ได้พูดเอาไว้ในเรื่องของการคำนึงาึงสัดส่วน ระหว่างเพศในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองจะนำเสนอเพื่อให้บรรดาประชาชนทั้งหลาย สามาราที่จะเลือกผู้แทนในส่วนของพรรคการเมืองในแบบบัญชีรายชื่อได้ มีการกำหนดเอาไว้ ในรัฐธรรมนูญชัดเจนว่าจะต้องมีการคำนึงาึงสัดส่วนระหว่างเพศ หากว่าได้มีการจัดวาง รายชื่อของเพศหนึ่งเพศใดไปมากกว่าอีกเพศหนึ่งย่อมไม่สามารามากเกินไปกว่า ๒ ใน ๓ ได้ นั่นก็คือว่าจะต้องมีรายชื่อของเพศตรงข้ามไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ำ้าเป็นเพศชายไปแล้ว ๑ ใน ๓ ก็เป็นเพศหญิง ๒ ใน ๓ ได้ เป็นเพศหญิง ๑ ใน ๓ ก็เป็นเพศชาย ๒ ใน ๓ ได้นะครับ แต่ว่าจะล่วงล้ำก้ำเกินกันเกินไปกว่า ๑ ใน ๓ ไม่ได้ นี่คือนอกจากพัฒนาการของความเป็น ประชาธิปไตยแล้วยังมีพัฒนาการของการยอมรับว่าการส่งเสริมให้มีความสัมพันธ์ในลักษณะ ของการมีสัดส่วนระหว่างเพศเป็นเรื่องที่จำเป็นและเป็นเรื่องที่เป็นรากฐานที่จะเสริมทำให้ ประชาธิปไตยมีความมั่นคงเข้มแข็งและแข็งแรงต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของสิทธิ และเสรีภาพของประชาชนที่ได้มีการระบุไม่ให้เลือกปฏิบัติไม่ว่าจะระหว่างเพศหรือเพศสภาพ ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ทำให้พรรคการเมืองมีความเข้มแข็งสืบต่อไป
ในท้ายที่สุดที่กระผมได้นำเรียนไปแล้วเรื่องของสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติไม่เพียงแต่จะพิจารณาในเรื่องของคุณธรรมและจริยธรรม ท้ายที่สุดยังจะต้องมีการประเมินการทำหน้าที่ของบรรดาท่านผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทั้งหลายแล้วนำเสนอต่อสาธารณะ ซึ่งตรงนี้ก็จะเชื่อมโยงกับการพิจารณาเรื่องคุณธรรม และจริยธรรม ในเรื่องคุณธรรม จริยธรรมา้าหากว่ามีข้อมูลหรือว่ามีรายละเอียดมากพอ ทางสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติสามาราที่จะนำเสนอต่อสาธารณะในลักษณะที่นานาอารยประเทศใช้ ที่เราเรียกว่าเป็นพับลิก เซนชัวร์ (Public censure) ก็คือเป็นการอธิบายหรือว่าตำหนิ ให้สาธารณะได้ทราบว่ามีผู้ใดกระทำการอันไม่เหมาะสม ซึ่งอาจจะยังไม่าึงขั้นที่ว่าละเมิด ประมวลจริยธรรมแต่เป็นสิ่งที่เป็นความประพฤติอันไม่เหมาะ สามาราควบคู่ทำไปกับ เมื่อประเมินผลของการปฏิบัติหน้าที่ ก็นำเรียนรายงานโดยที่ไม่ได้เป็นการตำหนิหรือไม่ได้มี การบอกว่าเป็นการละเมิดจริยธรรม แต่เป็นการทำให้พี่น้องประชาชนทั้งหลายได้รับทราบว่า ผลการปฏิบัติหน้าที่ของบรรดาท่านทั้งหลายที่ไปทำหน้าที่เป็นผู้นำหรือว่าจะไปพัฒนา ระบบการเมืองให้กับบรรดาพวกเราทั้งหลายทำหน้าที่เป็นอย่างไร เพื่อท่านจะได้ใช้ในการพิจารณา ในการเลือกบรรดาท่านเหล่านั้นเข้าไปดำรงตำแหน่งหรือเข้าไปปฏิบัติหน้าที่สืบต่อไป เพราะเหตุว่าบ่อยครั้งข้อมูลเหล่านี้ไม่เป็นที่ประจักษ์ การทำงานของบรรดาผู้ที่ไปเป็นผู้แทน ไม่เป็นที่ปรากฏ เมื่อเรามีกลไกที่จะทำให้พลเมืองเป็นพลเมืองที่ดีมีความเข้มแข็ง ผู้นำ เป็นผู้นำที่ดีและมีระบบการเมืองที่ดี เราย่อมต้องมีข้อมูลที่ทำให้ประชาชนสามาราตัดสินใจได้ และในท้ายที่สุดวงจรนี้ก็จะกลายเป็นวงจรที่ดีไม่เป็นวงจรอุบาทอย่างที่พวกเราได้พูดคุยกัน และพวกเราก็มีความรู้สึกว่าจะต้องแก้ไขปัญหานี้ ณ วันนี้เป็นวันที่เหมาะสมที่พวกเรา จะได้มาช่วยกันมาร่วมกัน ทำให้สิ่งที่กรรมาธิการเป็นมือเป็นไม้ให้กับบรรดาพวกท่านทั้งหลาย และเป็นมือเป็นไม้ให้กับประชาชนทุกคนในการที่จะทำให้การเมืองใสสะอาดเกิดขึ้นได้จริง ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากค่ะ ท่านสมาชิกก่อนที่จะเข้าสู่การอภิปรายของท่านประธานกรรมาธิการ ทั้ง ๑๓ ท่านที่ได้แจ้งความจำนงไว้นี่นะคะ ดิฉันใคร่ขอเรียนว่าตามที่เราได้จัดเวลาให้กับ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ๑๕ ชั่วโมงเพื่อใช้ในการชี้แจงตอบคำาามของสมาชิก ในตลอดระยะเวลาการอภิปราย ๗ วัน ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ เมื่อวานนี้คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญท่านได้ใช้เวลาการอภิปรายชี้แจงต่าง ๆ ๗ ท่านด้วยกันใช้เวลาไปเพียง ๒ ชั่วโมงกับ ๓ นาทีเท่านั้น ดังนั้นท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ไป พิจารณาใหม่ว่าท่านจะใช้เวลาอย่างไราึงจะให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ดังนั้นท่านก็ได้จัดเวลาว่าก่อนที่จะาึงหมวดต่าง ๆ ของการอภิปรายในวันนี้ท่านจะจัดให้ผู้แทนของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ชี้แจง ก่อนเข้าสู่การอภิปรายเป็นระยะ ๆ ไปนะคะ
๑๔/๑ ดังนั้นเมื่อครู่นี้ คือท่าน พลเอก เลิศรัตน์ ได้ชี้แจงในภาพรวม แล้วก็ท่านดอกเตอร์เจษฎ์ โทณะวณิก ก็ได้ชี้แจงในหมวด ๑ ของร่างรัฐธรรมนูญในภาค ๒ นี้แล้ว ต่อไปก็จะเป็น การอภิปรายให้ความเห็นของท่านประธานกรรมาธิการค่ะ ซึ่งดิฉันจะขอเรียนรายนามท่านว่า ท่านที่ ๑. ท่านประธาน สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ท่านสมชัย ฤชุพันธุ์ ท่านเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ท่านปราโมทย์ ไม้กลัด ท่านอำพล จินดาวัฒนะ ท่านเกริกไกร จีระแพทย์ ท่านคุรุจิต นาครรพ แทนท่านประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงาน ท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ท่านวิวัฒน์ ศัลยกำธร ท่านศักรินทร์ ภูมิรัตน ท่านพงศ์ โพยม วาศภูติ แล้วก็ท่านเดชา ปุญญบาล ซึ่งท่านเหล่านี้ได้จับฉลากเรียงลำดับแล้ว ต่อไป ดิฉันขอเชิญท่านศาสตราจารย์ ดอกเตอร์สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ท่านจะใช้เวลา ๓๐ นาที เท่าที่ท่านมีอยู่ ขอเชิญท่านค่ะ
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก สปช. ผู้มีเกียรติทุกท่าน ผม ศาสตราจารย์สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง ซึ่งจะขอให้ความเห็นเกี่ยวกับภาค ๒ ผู้นำทางการเมืองที่ดี และสาาบันทางการเมือง ก่อนอื่นขอเรียนปรึกษาท่านประธานนิดหนึ่ง ผมได้รับการประสานงานจากท่านอลงกรณ์ พลบุตร ขออภัยที่เอ่ยนาม ว่าประธานกรรมาธิการา้ามีเนื้อหาสามาราพูดได้เวลา ๓๐ บวก ๑๐ นาที า้าหากว่าอนุญาตก็จะขอใช้เวลาตามนั้นทั้งหมดครั้งเดียวนะครับ
ในเรื่องของการร่างรัฐธรรมนูญา้าดูโดยภาพรวมก็าือว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีความโดดเด่นหลายประการ
ประการแรก ก็คือเรื่องการกำหนดให้ประชาชนเป็นใหญ่หรือพลเมืองเป็นใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทของสภาตรวจสอบภาคประชาชนและสมัชชาพลเมืองาือว่า มีความโดดเด่นมากอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับเดียวในโลกที่ให้บทบาท ประชาชนมากแบบนี้
ประการที่ ๒ ก็คือประเด็นของการปฏิรูปที่อยู่ในภาค ๔ อันนี้ก็มีประเด็น ปฏิรูปที่ครอบคลุมมิติต่าง ๆ อย่างครบา้วน อันนี้ก็าือว่าเป็นความโดดเด่น อย่างไรก็ตาม ผมและกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองบางส่วนก็มีความเห็นแตกต่างที่จะขอตั้งเป็นข้อสังเกต บางประการซึ่งจะกล่าวดังต่อไปนี้
ประการแรก การออกแบบระบบการเมืองให้เหมาะสมกับสภาพสังคมไทย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ มาตรา ๒๗ วรรคท้าย บัญญัติวัตาุประสงค์ของการปฏิรูปเอาไว้ชัดเจนว่าเพื่อให้การปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมีความเหมาะสมกับสภาพสังคมไทย ดังนั้น การออกแบบรัฐธรรมนูญก็ควรจะต้องสอดคล้องกับสภาพสังคมไทย การนำหลักการสากลมาใช้ ก็ต้องคำนึงาึงความเหมาะสมกับสภาพสังคมไทยเป็นสำคัญด้วย คุณลักษณะสำคัญ ของสภาพสังคมการเมืองไทยในปัจจุบันบางประการ
๑. สังคมไทยเป็นสังคมกำลังพัฒนาที่มีความเหลื่อมล้ำสูง มีคนรวยน้อย และมีคนจนจำนวนมาก
๒. คนจนต้องพึ่งพาการช่วยเหลือจากรัฐจึงกลายเป็นเหยื่อของนักการเมือง โดยง่ายในการใช้นโยบายประชานิยม นโยบายประชานิยมไม่สามาราแก้ไขปัญหาความยากจน อย่างยั่งยืนได้ ตรงกันข้ามกลับสร้างความสูญเสียให้แก่ชาติในระยะยาวอย่างร้ายแรง แต่คนจนจำนวนมากก็ชื่นชอบ
๓. นักการเมืองจำนวนมากเข้าสู่อำนาจด้วยการซื้อเสียงจากประชาชน ที่ยากจน สภาพเช่นนี้จะดำรงอยู่ต่อไปในสังคมไทยจนกว่าประเทศไทยจะพัฒนาให้คนส่วนใหญ่ เป็นคนชั้นกลางและคนจนเป็นคนส่วนน้อยของสังคม เมื่อนั้นอิทธิพลของการซื้อเสียงจะไม่มี ความสำคัญต่อการเลือกตั้ง
๔. คนยากจนจำนวนมากเป็นเกษตรกรที่จะต้องขายผลิตผลราคาต่ำตลอดมา ทำให้ขาดทุนและต้องเป็นหนี้ ปัจจุบันหนี้ครัวเรือนของเกษตรกรสูงาึง ๒๐๐,๐๐๐ บาท ต่อครัวเรือนำ้ารัฐบาลแก้ไขปัญหาราคาผลิตผลการเกษตรตกต่ำไม่ได้ ก็แก้ไขปัญหา ความยากจนไม่ได้และจะไม่สามาราแก้ไขปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียงได้ คนยากจน จะยังคงเป็นเหยื่อของนักซื้อเสียงต่อไป
๕. การที่นักการเมืองเข้าสู่อำนาจด้วยการซื้อเสียง ทำให้การทุจริตคอร์รัปชัน (Corruption) ยิ่งแพร่หลาย เพราะการทุจริตคอร์รัปชันคือช่องทางในการหาผลประโยชน์ ของนักการเมืองที่เข้าสู่อำนาจด้วยการซื้อเสียง
๖. การที่นักการเมืองนำตำแหน่งที่ให้คุณให้โทษของทางราชการมาซื้อขาย ทำให้ข้าราชการประจำที่ได้ตำแหน่งมาด้วยการซื้อร่วมสมคบกับนักการเมืองในการทุจริต คอร์รัปชัน การทุจริตคอร์รัปชันในสังคมไทยจึงยิ่งรุนแรง การบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิด จึงเป็นอัมพาต เพราะผู้กระทำความผิดได้จ่ายส่วยให้กับเจ้าหน้าที่เรียบร้อยแล้ว
๗. ระบบคุณธรรม ระบบอุปาัมภ์ในสังคมไทยยิ่งส่งเสริมการทุจริตคอร์รัปชัน ทั้งของนักการเมืองและข้าราชการที่มีอำนาจให้ยิ่งระบาดรุนแรงยิ่งขึ้น ประกอบกับมาตรการ ปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้กระทำความผิดไม่เกรงกลัว
๘. สังคมไทยปลูกฝังให้คนรู้จักรักษาตัวรอดเป็นยอดดี คนส่วนใหญ่จึงมุ่ง ประโยชน์ส่วนตนและเอาตัวรอดไว้ก่อน ทำให้การหาหลักฐานเพื่อนำคนผิดมาลงโทษ ยิ่งกระทำได้ยาก เพราะไม่มีใครอยากเอาตัวไปเสี่ยงกับความเดือดร้อน คนจำนวนมาก จึงคำนึงาึงประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม และ
๙. สภาพสังคมการเมืองไทยจึงเท่ากับส่งเสริมให้คนที่กล้าทำความชั่วได้ดี ส่วนคนที่ยึดมั่นในการทำความดีก็แทบไม่มีที่ยืนในวงการเมืองหรือวงข้าราชการประจำ และกลายเป็นคนท้อแท้และสิ้นหวังในที่สุด ดังนั้นการปฏิรูปการเมืองจึงต้องสอดคล้องกับ การแก้ไขปัญหาสภาพสังคมที่เป็นอยู่ของสังคมไทย การนำหลักสากลที่ดีมาประยุกต์ใช้ ก็ต้องให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาที่เป็นจริง เพื่อให้การปฏิรูปมีโอกาสประสบความสำเร็จ ไม่ใช่คาดหวังกับสิ่งที่ควรจะเป็นแต่ไม่สอดคล้องกับสภาพที่เป็นจริงของสังคมไทย
ประการที่ ๒ การออกแบบการเมืองให้เหมาะสมกับสภาพสังคมการเมืองไทย การปฏิรูปจึงต้องสอดคล้องกับการแก้ไขสภาพปัญหาที่เป็นอยู่ของสังคมไทย การนำหลักการ สากลที่ดีมาประยุกต์ใช้ ต้องให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาที่เป็นจริง การปฏิรูปต้องไม่คำนึงาึง ผลประโยชน์ของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด แต่ต้องยึดมั่นในประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง เพื่อให้การปฏิรูปมีโอกาสประสบความสำเร็จครับ
ต่อไปขออนุญาตพูดาึงเรื่องโครงสร้างและความสัมพันธ์ระหว่างสาาบัน ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ผมจะขออนุญาต อธิบายหลักการตรงนี้เพื่อให้พี่น้องประชาชนที่รับฟังอยู่ทางบ้านได้เข้าใจชัดเจนมากขึ้น าึงความสัมพันธ์ระหว่างสาาบันที่เป็นอำนาจอธิปไตยกับประชาชนนะครับ
โครงสร้างและความสัมพันธ์ระหว่างสาาบันการเมืองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจทางนิติบัญญัติผ่าน สภาผู้แทนราษฎร ใช้อำนาจบริหารผ่านคณะรัฐมนตรี ใช้อำนาจตุลาการผ่านศาล และปัจจุบันเรายังมีการใช้อำนาจตรวจสอบผ่านองค์การตรวจสอบภาครัฐด้วยนะครับ ในส่วนของประชาชนนั้นท่านจะเห็นว่าอำนาจอธิปไตย ๓ อำนาจ คืออำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการนั้น ในส่วนของอำนาจตุลาการไม่มีส่วนใดเชื่อมโยง กับประชาชนโดยตรงในสังคมไทย ทั้งนี้เพราะสภาพสังคมไทยยังไม่เอื้อที่จะให้มีฝ่ายการเมือง เข้ามาเกี่ยวข้องกับอำนาจตุลาการ
ในส่วนของอำนาจนิติบัญญัตินั้น ตลอดมาที่เราใช้การปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยมีการเลือกตั้งก็าือว่าประชาชนมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับผู้แทนราษฎร เพราะว่าประชาชนเป็นผู้เลือกผู้แทนราษฎรมาโดยตรง
ส่วนอำนาจบริหารนั้นำ้าหากว่าเป็นระบบแบ่งแยกอำนาจ เขาจะให้ ฝ่ายนิติบัญญัติมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง ฝ่ายบริหารมาจากการเลือกตั้ง ของประชาชนโดยตรงเช่นกัน
สำหรับระบบรัฐสภา เรากำหนดให้ฝ่ายนิติบัญญัติที่มีเสียงข้างมากในสภา เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล แต่อย่างไรก็ตามตามระบบรัฐสภาดั้งเดิมหรือระบบรัฐสภาแท้ของอังกฤษนั้น เพื่อที่จะให้ฝ่ายบริหารมีความเชื่อมโยงกับประชาชน ผู้ที่จะมาทำหน้าที่บริหาร คือ นายกรัฐมนตรี ต้องเป็น ส.ส. รัฐมนตรีเป็น ส.ส. เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ใช้อำนาจบริหารนั้น มีความเชื่อมโยงกับประชาชน แม้ว่านายกรัฐมนตรีจะมาจากการเลือกตั้งของ ส.ส. ในสภาก็ตาม ดังนั้นหลักการนี้ที่จะอธิบายมันจะมีความสำคัญอยู่หน่อย สำคัญอยู่ตรงที่ว่าา้าเมื่อใดก็ตาม ที่ฝ่ายบริหารคือนายกรัฐมนตรีไม่มาจากการเลือกตั้ง หมายความว่าไม่ได้เป็น ส.ส. ความเชื่อมโยงของอำนาจบริหารกับประชาชนจะไม่มีเลย ก็หมายความว่าอำนาจอธิปไตย ในระบอบประชาธิปไตยของเราที่บอกว่ามี ๓ อำนาจ มันจะสัมพันธ์กับประชาชน เพียงอำนาจเดียว คืออำนาจนิติบัญญัติ ส่วนอำนาจตุลาการนั้นไม่สัมพันธ์อยู่แล้ว และา้าหากว่า นายกรัฐมนตรีไม่ได้เป็น ส.ส. ด้วยตามระบบรัฐสภาก็จะทำให้อำนาจบริหารนั้นไม่เกี่ยวข้อง หรือเชื่อมโยงกับประชาชนด้วยอีกเช่นกัน ตรงนี้ล่ะครับที่อยากจะชี้ให้เห็นความสำคัญว่า เดี๋ยวเราจะพูดกันต่อไปเรื่องที่มาของนายกรัฐมนตรีว่ามันมีความสำคัญอย่างไร ระหว่าง นายกรัฐมนตรีที่เป็น ส.ส. มาจากการเลือกตั้ง กับนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้เป็น ส.ส. ไม่ได้ มาจากการเลือกตั้ง มันเกี่ยวข้องกับปรัชญาและหลักการของอำนาจอธิปไตยของปวงชน อย่างชัดเจนนะครับ
ประการที่ ๓ การออกแบบโครงสร้างรัฐธรรมนูญที่สอดคล้องกับสภาพ สังคมไทย
สังคมไทยนั้นอย่างไรก็ตามก็เป็นสังคมที่มีพลวัต ปัจจุบันสังคมไทยเป็นสังคม กำลังพัฒนาที่มีความเหลื่อมล้ำสูง มีคนยากจนมาก แต่ในอนาคตา้าเราบริหารประเทศดี มีประสิทธิภาพ มีรัฐบาลที่เข้มแข็ง ขับเคลื่อนประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกสัก ๓๐ ปี หรือก่อนหน้านั้น ประเทศไทยก็อาจจะเปลี่ยนจากสังคมกำลังพัฒนาไปเป็นสังคมพัฒนาแล้ว ที่ประชาชนส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลาง ซึ่งจะทำให้สภาพสังคมการเมืองของไทยเปลี่ยนแปลงไปมาก นั่นหมายความว่าา้ารัฐธรรมนูญออกแบบให้มีรัฐบาลที่มีเอกภาพที่มีความเข้มแข็ง และบริหารประเทศมีประสิทธิภาพ อีก ๒๕ ปี ๓๐ ปี ประเทศเราก็อาจจะเปลี่ยนแปลง จากประเทศกำลังพัฒนาไปเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วได้เหมือนกัน
ประการที่ ๒ เพื่อให้รัฐธรรมนูญสามารารองรับพลวัตทางสังคมได้อย่างเหมาะสม จึงควรบรรจุเฉพาะหลักการสำคัญไว้ในรัฐธรรมนูญเท่านั้น ส่วนอื่นให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ า้าดูจากกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เดิมเท่าที่ผมสดับตรับฟังมานี้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็มีดำริว่าจะเขียนรัฐธรรมนูญให้สั้น แต่พอสำเร็จออกมายาวมาก และยาวกว่าฉบับปี ๒๕๕๐ ด้วย และา้าอ่านก็จะเห็นว่ามีมาตราหลายมาตราที่ระบุว่าเป็นไปตามกฎหมายที่บัญญัติ า้าหากว่าจะเขียนเฉพาะหลักการสำคัญที่รองรับการเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต แล้วในส่วน ที่เกี่ยวข้องกับหลักการ วิธีการ หรือว่าเงื่อนไขคุณสมบัติต่าง ๆ ไปกำหนดไว้ในกฎหมาย ที่บัญญัติก็จะทำให้รัฐธรรมนูญนี้สั้นลงได้มากและเมื่อมีความจำเป็นสาานการณ์ของบ้านเมือง สภาพบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปก็จะสามาราแก้ไขกฎหมายเหล่านั้นได้ง่ายกว่าการแก้ไข รัฐธรรมนูญำ้าไปดูรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริการ่างมา ๒๐๐ กว่าปีแล้ว มีมาตราหลักอยู่ ๗ มาตรา เท่านั้น อันนี้ก็ทำให้มีการปรับเปลี่ยนตามสภาพแวดล้อมของสังคมได้มาก
ประการที่ ๓ การคำนึงาึงความสมดุลของอำนาจอธิปไตย การกำหนด โครงสร้างของรัฐธรรมนูญควรคำนึงาึงหลักความสมดุลของอำนาจอธิปไตยทั้ง ๓ อำนาจ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤติทางการเมือง ซึ่งผมจะได้กล่าวต่อไปว่ามันมีจุดเสี่ยงบางประการ ที่อำนาจเหล่านี้ไม่สมดุลกันนะครับ
จุดเสี่ยงของร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๘
จุดเสี่ยงที่ ๑ ขาดความสมดุลระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ โดยปกติระบบรัฐสภาก็จะมีรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากในสภา เพราะฉะนั้นผู้นำพรรคการเมือง ที่มาทำหน้าที่บริหารก็จะมีอำนาจควบคุมเสียงข้างมากในสภา ทำให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจ เหนือสภาผู้แทนราษฎรอยู่แล้วและโดยปกติ แต่ว่าการกำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ยิ่งทำให้เห็นชัดว่าฝ่ายบริหารนั้นมีอำนาจเหนือฝ่ายนิติบัญญัติ มาตรา ๑๔๗ วรรคสอง ระบุไว้ว่า ในกรณีที่ร่างพระราชบัญญัติที่มีผู้เสนอเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน จะเสนอได้ก็ต่อเมื่อมีคำรับรองของนายกรัฐมนตรี หมายความว่าผู้ที่มีอำนาจสูงสุด ในการริเริ่มกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายการเงิน คือฝ่ายบริหาร ไม่ใช่ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายนิติบัญญัติก็จะมีหน้าที่เพียงให้ความเห็นชอบและา้าหากว่าฝ่ายบริหาร นายกรัฐมนตรีซึ่งคุมเสียงข้างมากในสภาสั่งการให้สมาชิกในสภาว่าต้องยกมือ ให้ความเห็นชอบนะ สมาชิกในสภาก็ต้องให้ความเห็นชอบ บทบาทในการบัญญัติกฎหมายของฝ่ายสภานิติบัญญัติซึ่งาือว่าเป็นอำนาจสูงสุดคือเป็น สุพรีม เพาเวอร์ (Supreme power) แท้จริงมีอำนาจในการบัญญัติกฎหมายน้อยมาก มีอำนาจบัญญัติกฎหมายแต่เพียงกฎหมายที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเงิน ซึ่งมีน้อยมากและเป็น กฎหมายที่ไม่ค่อยสำคัญ ส่วนกฎหมายการเงินที่สำคัญต้องเสนอโดยนายกรัฐมนตรี หรือรับรองโดยนายกรัฐมนตรี ประเด็นนี้ขออนุญาตท่านประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขอประทานโทษที่เอ่ยาึง ท่านเคยให้ความเห็น เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคมว่าการกำหนด ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับรองมีอำนาจรับรองกฎหมายการเงินาือว่านายกรัฐมนตรีมีอำนาจ มากกว่าประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และขณะนี้ท่านก็ได้นำหลักการนี้มาใช้ในรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ ซึ่งในขณะนั้นคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองไม่ได้กำหนดหลักการนี้ไว้ กำหนดว่า ให้ ส.ส. มีอำนาจในการเสนอกฎหมายได้ทุกประเภทรวมทั้งกฎหมายการเงิน แต่ลักษณะอย่างนี้ ก็เป็นการยืนยันว่าฝ่ายบริหารจะมีอำนาจในทางนิติบัญญัติด้วย ที่เหนือฝ่ายนิติบัญญัติ ก็คือเป็นผู้ริเริ่มเสนอกฎหมายสำคัญ
ประการที่ ๒ รัฐธรรมนูญกำหนดให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจเหนือฝ่ายนิติบัญญัติ ไปดูที่มาตรา ๑๘๒ เมื่อวานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญบางท่านได้กล่าวว่านี้เป็นกลไกสำคัญ ที่จะปกป้องรัฐบาลผสม ท่านลองดูเนื้อหาสาระสักนิดหนึ่ง รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๒ ผมคิดว่า เป็นประเด็นที่น่าวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่ง สาระสำคัญผมจะขอพูดสาระสำคัญของมาตรานี้ กำหนดให้นายกรัฐมนตรีสามาราแาลงต่อสภาว่าพระราชบัญญัติที่เสนอมีความสำคัญ เป็นนโยบายของรัฐบาล และา้าหากว่าสภาไม่เสนอญัตติขออภิปรายไม่ไว้วางใจภายใน ๔๘ ชั่วโมง จะาือว่าสภาให้ความเห็นชอบ แต่า้าหากว่าสภายื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วและรัฐบาลชนะ หมายความว่าฝ่ายค้านที่ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจแพ้ก็ให้าือว่าสภาให้ความเห็นชอบ กฎหมายฉบับนี้ ท่านประธานและท่านสมาชิกผู้มีเกียรติลองพิจารณาไตร่ตรองดูำึงแม้จะ กำหนดว่าการกระทำอย่างนี้ทำได้สมัยประชุมละ ๑ ครั้ง แต่า้าลงลึกดูว่าเป็นร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมจะเป็นอย่างไรำ้าเป็นร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมนายกรัฐมนตรี บอกว่าเสนอเลย ร่าง พ.ร.บ. นี้เป็นกฎหมายสำคัญของรัฐบาลเลย แล้วก็ฝ่ายค้านเสนออภิปรายไม่ไว้วางใจ แล้วก็ แพ้ด้วย ก็หมายความว่าสภาผู้แทนราษฎรนั้นให้ความเห็นชอบกฎหมายนี้ แล้วมันจะเกิด อะไรขึ้นครับำ้าประชาชนเขาไม่เห็นด้วยแล้วฝ่ายค้านก็ทำอะไรไม่ได้ มันจะเป็นจุดชนวน ที่ทำให้ประชาชนออกมาบนท้องานนอีกหรือไม่ แม้ว่าครั้งหมายาึงว่าสมัยประชุมละ ๑ ครั้ง ๑ พระราชบัญญัติ ผมก็คิดว่ามากพอที่จะก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองได้แล้ว ประเด็นนี้ ผมอยากจะฝากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ช่วยไตร่ตรองให้ดูอีกสักนิดหนึ่ง เหตุผล ที่ดีก็อาจจะมีแต่ว่าท่านต้องตระหนักาึงอันตรายที่จะเกิดจากการใช้มาตรานี้ด้วยเหมือนกัน และในสังคมไทยเรียนท่านไว้เลยว่าจากประสบการณ์ที่เห็นมามีโอกาสเกิดขึ้นได้มากทีเดียว
ประการที่ ๓ รัฐธรรมนูญกำหนดให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจเหนือฝ่ายนิติบัญญัติ
จุดเสี่ยง เรื่องของการขาดความสมดุลระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติต่อ รัฐธรรมนูญกำหนดให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจเหนือฝ่ายนิติบัญญัติ หมายความว่านายกรัฐมนตรี มีอำนาจยุบสภา แล้วก็การยุบสภาของนายกรัฐมนตรีสำเร็จทุกครั้ง ในขณะที่ให้ฝ่ายค้าน มีอำนาจอภิปรายไม่ไว้วางใจ อำนาจในการอภิปรายไม่ไว้วางใจา้าหากว่ารัฐบาลเขามีเสียงข้างมาก ก็จะไม่มีโอกาสสำเร็จเลย มันอาจจะมีโอกาสสำเร็จบ้างา้าเป็นรัฐบาลผสมที่พรรคแกนนำ รัฐบาลไม่มีเสียงข้างมากแล้วก็ตกลงกับพรรคร่วมรัฐบาลไม่ได้ เพราะฉะนั้นที่ผ่านมา การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบที่อ่อนแอมาก แต่ตรงกันข้ามกับ การยุบสภาฝ่ายบริหารยุบสภาสำเร็จทุกครั้ง
จุดเสี่ยงที่ ๒ การออกแบบเลือกตั้งเพื่อให้มีรัฐบาลผสมที่ไม่เข้มแข็ง อันนี้ ก็คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเมื่อวานก็พูดกันยืนยันชัดเจนเลยว่า มีประสบการณ์ จากรัฐบาลที่มีความเข้มแข็งจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มานี่ครับ แล้วก็บอกจะเป็นอันตราย จึงคิดว่าทางออกในการแก้ไขปัญหาควรจะต้องมีรัฐบาลที่ไม่เข้มแข็งเกินไป ควรจะมีรัฐบาล ที่เป็นรัฐบาลผสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อจะส่งเสริมการปรองดอง จึงไปเลือกใช้วิธีการ เลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม ผมจะไม่พูดาึงสาระสำคัญของกระบวนการการเลือกตั้ง แบบสัดส่วนผสมนะครับ จริง ๆ แล้วในระบอบประชาธิปไตยมีการเลือกตั้งหลายประเภทซึ่งใช้ได้ การเลือกตั้งแบบอังกฤษคนได้อันดับ ๑ ที่เรียกว่า เฟิสต์ พาสท์ เดอะ โพสต์ ก็ใช้กันแล้ว ประเทศหลาย ๆ ประเทศก็ใช้ การเลือกตั้งแบบฝรั่งเศสที่คนจะชนะต้องได้เสียงเกินครึ่ง ของผู้มาใช้สิทธิก็ใช้ ในอเมริกาเองใช้คณะผู้เลือกตั้งก็ใช้ อันนี้จะใช้ระบบการเลือกตั้งใดนั้น ก็มีเหตุผลที่จะอธิบายว่าดีได้ทั้งสิ้น อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละสังคม แต่ในส่วนของผม ที่เห็นว่ามีปัญหาก็คือเรื่องของรัฐบาลผสม รัฐบาลผสมนั้นอันนี้ไม่ใช่เรื่องที่เราจะไปมโนเอาเองว่า มันจะเป็นอันตราย มันจะมีจุดเสี่ยง แต่รัฐบาลผสมที่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนปี ๒๕๔๐ ผมคิดว่า เป็นภาพความทรงจำที่เลวร้ายของสังคมไทย เป็นรัฐบาลผสมที่ทำให้การเมืองไทยเหมือนตกอยู่ ในหลุมดำ ไม่สามาราจะขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศให้มีการพัฒนาทัดเทียมกับเพื่อนบ้าน แล้วท่านมาดูปัญหาของรัฐบาลผสมมันอาจจะเกิดได้ ๒ ทาง รัฐบาลผสม ทางที่ ๑ ก็คือ เป็นรัฐบาลผสมที่มีพรรคแกนนำมีเสียงเกินครึ่งเล็กน้อยซึ่งการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม ก็อาจจะเกิดกรณีขึ้นได้แบบเยอรมนีก็เคยเกิดขึ้นครั้งหนึ่งำ้าเกิดกรณีอย่างนี้ขึ้นและมี พรรคขนาดกลาง ขนาดเล็กมาร่วมผสมเพื่อทำให้รัฐบาลมีเสาียรภาพมากขึ้น เราก็จะเห็นว่า พรรคแกนนำรัฐบาลจะมีอำนาจต่อรองสูง ส่วนพรรคร่วมรัฐบาลก็อำนาจต่อรองน้อยำ้าท่านนึกไม่ออก ว่าจะรัฐบาลเป็นอย่างไรก็ให้นึกาึงรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ที่เพิ่งผ่านมา ขออภัยที่เอ่ยนาม เพราะว่ามันจะทำให้เห็นชัดที่สุด นั่นก็หมายความว่าตัวแกนนำรัฐบาลมีอำนาจที่จะบงการสภา ได้เต็มที่เหมือนกัน แต่อีกด้านหนึ่งา้าหากว่าผลของการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสมทำให้ไม่มี พรรคใดได้เสียงเกินครึ่ง อาจจะมีพรรคใหญ่๒ พรรคแบบการเมืองไทยแต่ไม่ได้เสียงเกินครึ่ง พรรคขนาดกลางและขนาดเล็กยิ่งา้าเปิดโอกาสให้พรรคขนาดเล็กจำนวนมาก พรรคขนาดกลาง ขนาดเล็กก็จะมีอำนาจในการต่อรองมาก การจัดตั้งรัฐบาลมันจะกลับไปแบบที่เราเคยเห็นกันมา ก็คือต้องแบ่งโควตาพรรคไหนได้ ๕-๖ คนก็ ส.ส. ๑ คน แล้วต่อไปเวลาท่านไปพูดาึง การขับเคลื่อนประเทศ นโยบายประเทศ พรรคแกนนำก็ไม่สามาราจะประกาศนโยบายที่เป็น เอกภาพได้ เพราะว่าพรรคที่มาร่วมรัฐบาลทุกพรรคต่างก็ต้องการใช้นโยบายของตัวเอง เพื่อประโยชน์ในการหาเสียงต่อไป อันนั้นก็จะเห็นได้ชัด ๆ จากสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในบ้านเรา เมื่อการขับเคลื่อนไม่มีประสิทธิภาพท่านก็ดูว่าจะเป็นอย่างไร รัฐบาลผสมแบบนี้ มันก็จะเป็น อุปสรรคสำคัญในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านเขียนไว้เรื่องการปฏิรูปประเทศดีมากเลย ในภาค ๔ แต่า้าท่านมีรัฐบาลผสมที่วัน ๆ ก็จะต้องมาดูเรื่องการประนีประนอมผลประโยชน์ ซึ่งกันและกัน วัน ๆ ก็ต้องมาดูป้องกันไม่ให้มีความขัดแย้งระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล มันจะ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศให้สำเร็จได้อย่างไร
ประการที่ ๒ เป็นอุปสรรคในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของประเทศ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็กำหนดเรื่องของยุทธศาสตร์ของประเทศให้มีคณะกรรมการขับเคลื่อน ยุทธศาสตร์ด้วยำ้ารัฐบาลไม่มีความเข้มแข็ง ไม่มีเสาียรภาพมันจะขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ได้อย่างไร เป็นอุปสรรคในการสร้างความมีเสาียรภาพของรัฐบาล เพราะพรรคร่วมรัฐบาล ทุกพรรคต่างมีนโยบายของตัวเอง อันนี้ก็ได้กล่าวมาแล้ว มีโอกาสที่จะเกิดความขัดแย้ง ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลได้า้าไม่สามาราตกลงประโยชน์ร่วมกันได้ำ้าตกลงไม่ได้ก็อาจจะไป เข้าร่วมกับฝ่ายค้านเพื่อจะอภิปรายไม่ไว้วางใจทำให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล หรืออาจจะพรรคร่วมรัฐบาลอาจจะขู่ว่าจะาอนตัวจากรัฐบาลา้าไม่ได้ประโยชน์ตามที่ ตนเองต้องการ นายกรัฐมนตรีที่มาจากพรรคแกนนำที่มีเสียงไม่เกินครึ่งำามว่าจะควบคุม บรรดาพรรคร่วมรัฐบาลเหล่านี้ได้อย่างไร อันนี้เราเห็นประสบการณ์ของจริงมามากแล้ว ไม่ใช่เรื่องมโน ไม่ใช่เป็นเรื่องวิตกกังวล ไม่ใช่เป็นเรื่องที่หวาดกลัว แต่เป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ในสังคมไทย แล้วก็จะเป็นช่องทางให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันได้อย่างแพร่หลาย เพราะว่า ต่างพรรคเข้ามาก็จ้องหาผลประโยชน์จะได้เป็นปัจจัยสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป เหมือนกับที่เคยเป็นมาแล้วในสังคมไทย เพราะฉะนั้นโจทย์ที่บอกว่าเราเคยมีรัฐบาลเข้มแข็งและมันมีวิกฤติแต่จะมาแก้ไขโดยการให้มี รัฐบาลที่มันไม่เข้มแข็งหรืออ่อนแอมันอาจจะเป็นการวิเคราะห์โจทย์ที่ไม่าูกต้อง ไม่มีประเทศไหน ที่ผมศึกษามานี่ที่เป็นประเทศกำลังพัฒนาและสามาราขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ ให้ประชาชนอยู่ดีกินดี ลดความเหลื่อมล้ำและทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลางสำเร็จ ไม่เห็นสักประเทศที่ทำได้เพราะมีรัฐบาลผสม ลองไปตรวจสอบดูนะว่ามีประเทศไหนที่เป็น ประเทศกำลังพัฒนาแล้วประสบความสำเร็จในการขับเคลื่อนโดยใช้รัฐบาลผสม ที่ผมเห็นมานี่เป็นตัวอย่างชัด ๆ มีแต่มีรัฐบาลที่มีความเข้มแข็งทั้งสิ้น แต่ว่าปัญหาของเรา เมื่อมีรัฐบาลที่เข้มแข็งแล้วจะทำอย่างไร ทางออกนะครับก็คือต้องให้มีกลไกการตรวจสอบ การประพฤติมิชอบของรัฐบาลหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ กลไกตัวนี้สำคัญ เท่าที่เราคิดกลไกไว้ไม่ว่าจะเป็นการาอดาอนหรือการอภิปรายไม่ไว้วางใจ มันไม่พอ ตัวอย่างนะครับ อันนี้ผมขอเสนอแค่เป็นตัวอย่างา้าจะทำให้กลไกการตรวจสอบ มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น ให้ ส.ส. ๑ ใน ๑๐ ของสภาผู้แทนราษฎรก็ประมาณ ๔๕ คน เข้าชื่อกันเสนอต่อประธานวุฒิสภาให้จัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญไต่สวนผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองหรือรัฐบาลที่ประพฤติมิชอบ แล้วก็ให้ไปเชิญอดีตอัยการสูงสุดมาเป็นประธาน การไต่สวนและให้ดำเนินการโดยรวดเร็ว และา้าไต่สวนว่ามีมูลของคดีอาญาให้ประธานวุฒิสภา ส่งให้ศาลฎีกาทำการพิจารณาเลย อย่างนี้ก็จะมีความรวดเร็วขึ้นมากกว่ากลไกที่เราเคยใช้ว่า ส่งไปให้ ป.ป.ช. แล้ว ป.ป.ช. บางทีก็ใช้เวลาปี ๒ ปี ก็ยังไม่ได้ส่งฟ้องอย่างนี้เป็นต้น กลไกแบบนี้ ก็อาจจะทำให้มีความเข้มข้นมากขึ้น เป็นตัวอย่างนะครับ อันนี้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ า้าจะคิดแก้ไขเรื่องรัฐบาลที่เข้มแข็งมีประสิทธิภาพก็อาจจะต้องไปคิดเพิ่มมากขึ้น แต่มันควรจะมี ทางออกมากกว่าการไปเลือกการใช้รัฐบาลผสมที่ไม่เข้มแข็งที่อ่อนแอ
จุดเสี่ยงที่ ๓ ความสับสนจากการนำหลักแบ่งแยกอำนาจในระบบประธานาธิบดี มาใช้กับระบบรัฐสภามีข้อกำหนดไว้ชัดเจนว่ารัฐมนตรี รวมทั้งนายกรัฐมนตรีด้วย ต้องไม่เป็น ส.ส. โดยหลักการของระบบรัฐสภาดั้งเดิมเลยมีหลักการและปรัชญาว่า เพื่อที่จะให้ฝ่ายบริหารสัมพันธ์เชื่อมโยงกับประชาชนก็ให้ฝ่ายบริหารคือนายกรัฐมนตรี เป็น ส.ส. ด้วย รัฐมนตรีก็เป็น ส.ส. เพราะฉะนั้นเรียกหลักการนี้ว่าระบบควบอำนาจ หรือฟิวชัน ออฟ เพาเวอร์ (Fusion of power) หมายความว่า ทั้งนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีเป็นทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติทำหน้าที่ ส.ส. ในเวลาเดียวกัน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ใช้หลักการนี้นะ ก็คือว่าเป็นนายกรัฐมนตรีและเป็น ส.ส. ก็ยังต้อง ทำหน้าที่ ส.ส. ระบบรัฐสภาดั้งเดิมหรือระบบรัฐสภาแท้ของประเทศอังกฤษก็เป็นแบบนี้ แต่เมื่อมาตรา ๑๗๕ เรากำหนดเลยว่านายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีต้องไม่เป็น ส.ส. ตรงนี้ มันเหมือนกับเอาหลักแบ่งแยกอำนาจมาใช้ ทีนี้หลักแบ่งแยกอำนาจปรัชญาและหลักการ มันต่างกันที่มันต่างกันเพราะเขาาือว่าฝ่ายบริหารมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ฝ่ายนิติบัญญัติ มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ไม่มีการยุบสภา ไม่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ต่างฝ่าย ต่างมีอำนาจหน้าที่ของตนเอง แล้วก็ฝ่ายนิติบัญญัติก็ทำหน้าที่นิติบัญญัติครบา้วนสมบูรณ์ พิจารณากฎหมายได้ทุกประเภทอย่างนี้เป็นต้นนะครับ ซึ่งเมื่อเรานำหลักเราบอกว่าเป็น ระบบรัฐสภาแต่เอาหลักแบ่งแยกอำนาจมาใช้ แต่ว่ามันก็เหมือนไม่สนิท หลักการ ๒ อย่างนี้ มันขัดกันอยู่ และเดี๋ยวต่อไปจะพูดเรื่องนายกรัฐมนตรีที่อาจจะไม่ใช่ ส.ส. ประเด็นนี้ก็เป็น อีกประเด็นหนึ่ง คือเราจะเขียนรัฐธรรมนูญเขียนอย่างไรก็เขียนได้แต่เขียนแล้วมันจะทำงาน ได้ดีไหมในเมื่อหลักการ ๒ หลักการนี้มันเป็นหลักการและปรัชญาที่มีที่มาแตกต่างกัน การที่ ระบบรัฐสภาให้ใช้ควบอำนาจก็เพราะต้องการที่จะให้ฝ่ายบริหารนั้นมีความเชื่อมโยง กับประชาชน ส่วนหลักแบ่งแยกอำนาจชัดเจนเขาาือว่าฝ่ายบริหารมาจากการเลือกตั้ง ของประชาชนโดยตรง และฝ่ายนิติบัญญัติมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง อันนั้น ก็เป็นจุดเสี่ยงที่ ๓ นะครับ
นอกจากนี้รัฐธรรมนูญกำหนดกลไกของฝ่ายนิติบัญญัติในการตรวจสอบ ฝ่ายบริหาร ๒ ประการ อันนี้เป็นจุดเสี่ยงที่ ๔ กลไกการตรวจสอบอ่อนแอ อันนี้จะเอื้อ ให้การทุจริตคอร์รัปชันระบาดรุนแรง เพราะเท่าที่กำหนดไว้ก็คือการอภิปรายไม่ไว้วางใจ อย่างที่กล่าวแล้วำ้าหากว่าพรรครัฐบาลเขาฮั้วกันได้าึงจะเป็นรัฐบาลผสม อภิปราย ไม่ไว้วางใจทุกครั้งก็แพ้หมด มันจะเกิดได้อย่างเดียวกรณีที่ว่ารัฐบาลผสมนั้นพรรคแกนนำ ไม่าึงครึ่ง แล้วก็เขาฮั้วแตกว่าอย่างนั้นเาอะ ฮั้วกันไม่ได้ พรรคร่วมรัฐบาล พรรคเล็ก ๆ ก็อาจจะไปร่วมกับฝ่ายค้านในการอภิปรายไม่ไว้วางใจอย่างนี้เป็นต้นนะครับ
ส่วนเรื่องการาอดาอนเราก็ไปเอาหลักการมาจากระบบประธานาธิบดี ที่เอามาาอดาอนทั้งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ำึงปี ๒๕๕๐ ที่เรามาใช้ ก็ปรากฏไม่เคยใช้ได้ผลนะ ให้วุฒิสภาาอดาอนนี่ ตอนนั้นก็บอกใช้เสียง ๓ ใน ๕ แล้วตอนนี้ก็จะเปลี่ยนแปลงให้วุฒิสภา ๒๐๐ คนรวมกับ ส.ส. ๔๕๐ คน เป็น ๖๕๐ คนประมาณ แล้วก็ใช้เสียงเกินครึ่งนะครับ ผมทราบในหนังสือที่ส่งมามันเสียง ๓ ใน ๕ แต่ทราบจากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ บอกว่าพิมพ์ผิด จริง ๆ แล้วต้องการให้เสียงเกินครึ่ง แต่าึงแม้ว่าจะใช้เสียงเกินครึ่งา้าท่านดู นิสัยของนักการเมืองไทยา้ารู้ว่าจะาูกาอดาอนำ้ามี ๖๕๐ คนำ้าเสียงเกินครึ่งก็หมายความว่า เสียงเกิน ๓๒๕ จะาูกาอดาอน เขาคงตั้งรัฐบาลผสมให้มีเสียงมากกว่า ๓๒๕ เขาก็คง จะทำอย่างนั้น เหมือนสมัยคุณทักษิณ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ บอกจะ อภิปรายนายกรัฐมนตรีได้ต้องมีเสียงฝ่ายค้าน ๒๐๐ คุณทักษิณก็ตั้งรัฐบาลให้มีเสียงมากกว่า ๓๐๐ จาก ๕๐๐ ก็เลยไม่มีโอกาสที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นหลักการที่เรามาใช้มันเป็นหลักการที่เอามาใช้แล้วเรียกว่ามันไม่มีประสิทธิภาพ ในสภาพสังคมการเมืองไทยนะครับ
จุดเสี่ยงที่ ๕ ที่จะพูดเป็นจุดเสี่ยงสุดท้าย แต่อยากจะเรียนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่อง ที่มีความสัมพันธ์กับหลักการและปรัชญาของหลักอำนาจอธิปไตยของปวงชนว่าปวงชนนั้น เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยนะครับ ในรัฐธรรมนูญกำหนดไว้มาตรา ๑๗๒ ให้สภาเป็นผู้เลือก นายกรัฐมนตรีตามหลักการของระบบรัฐสภาแต่ไม่ได้กำหนดว่าคนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องเป็น ส.ส. หรือไม่เป็น ส.ส. แต่ระบุว่าา้าคนเป็น ส.ส. ให้ใช้เสียงเกินครึ่งำ้าหากว่า ไม่ได้เป็น ส.ส. ให้ใช้เสียง ๒ ใน ๓ แต่มาตรา ๑๗๓ ก็บอกไว้อีกำ้าตามมาตรา ๑๗๒ แล้วไม่เรียบร้อย ก็ให้คนที่ได้คะแนนเสียงอันดับ ๑ แล้ว อาจจะไม่ต้องเกินครึ่ง ไม่าึง ๒ ใน ๓ ก็ได้ า้าเป็นบุคคลภายนอกให้ประธานสภานำไปกราบบังคมทูลแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็จะทำให้คนนอกอาจจะไม่ต้องใช้เสียง ๒ ใน ๓ำ้าไปดูตามมาตรา ๑๗๓ แต่ทีนี้มันสำคัญอย่างไร ตรงนี้ครับที่อยากจะเรียนท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน กรณีที่เลือกคนนอก มาเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วท่านก็เลือกคนนอกมาเป็นรัฐมนตรี เพราะว่าห้ามไม่ให้คนที่เป็น ส.ส. เป็นรัฐมนตรี นั่นก็หมายความว่าผู้มาใช้อำนาจบริหารไม่มีส่วนใดเชื่อมโยงกับประชาชน โดยตรงเลย อ้างได้นิดเดียวว่า ส.ส. ที่มาจากประชาชนเป็นคนเลือก แต่ว่าตัวตนจริง ๆ แล้ว ทั้งนายกรัฐมนตรีไม่มีส่วนใดเชื่อมโยงกับประชาชนเลย เพราะฉะนั้นหลักอำนาจอธิปไตย ของปวงชนของเราซึ่งเดิมหลักตุลาการเราก็ไม่เชื่อมโยงอยู่แล้ว มันก็จะเหลือเชื่อมโยง อยู่หลักเดียวล่ะครับ คือหลักนิติบัญญัติเท่านั้นเอง แล้วก็ยิ่งหนักไปกว่านั้นระบบของเรา บอกว่าคนที่จะเสนอกฎหมายการเงินต้องนายกรัฐมนตรีรับรอง มันก็เลยกลายเป็นว่า ฝ่ายที่ไม่ได้มาจากประชาชนนี้เป็นฝ่ายที่มีอำนาจสูงสุดเลย ตรงนี้ต้องพิจารณาให้รอบคอบว่า เราพูดาึงหลักการของอำนาจอธิปไตยของปวงชน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ร่างจะให้พลเมือง เป็นใหญ่ ประชาชนเป็นใหญ่ แต่ว่าอนุญาตให้คนมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้โดยไม่ต้องมาจาก การเลือกตั้งของประชาชน มันจะขัดแย้งกันอยู่พอสมควรนะครับ แต่า้าเห็นว่ามีความจำเป็น ผมก็ยังมีทางออกว่าในตัวเนื้อ ตัวหลักของรัฐธรรมนูญมันก็ควรต้องพูดให้ชัด ๆ ว่าต้องเลือก ส.ส. เป็นนายกรัฐมนตรี ไปเขียนไว้ในบทเฉพาะกาลำ้าหากมีความจำเป็นอะไรก็เขียนไว้ ตรงนั้น มันก็จะทำให้เรายึดหลักว่าหลักจริง ๆ เราอยู่ตรงนี้นะ แต่า้ามันจะมีเงื่อนไข อะไรต่าง ๆ ที่มันอาจจะจำเป็นจะเกิดขึ้นก็ให้มันอยู่ในบทเฉพาะกาล อย่างนี้เป็นต้น
ไปดูต่อไปเรื่องการกำหนดกลไกให้มีประสิทธิภาพในทางปฏิบัติ มาตรา ๑๓๐ กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภาตรวจสอบประวัติความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรม ของบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ระบุให้เปิดเผย ให้ประชาชนทราบ ผลเป็นอย่างไรครับำ้าไปาามท่านอดีต ส.ว. ที่เคยเป็น ส.ว. มา ตรวจสอบประวัติเขาบอกว่าตรวจสอบในดาร์ค คอร์เนอร์ (Dark corner) มุมมืด เสร็จแล้ว ก็ให้ไปเลือกกันและมีใบสั่งจากรัฐบาลมาเลย คนที่มีประวัติไม่ค่อยดีได้รับเลือกตั้ง เป็นกรรมการองค์กรอิสระ อันนั้นก็ปรากฏว่าองค์กรอิสระาูกแทรกแซงกันแล้วจนมีปัญหา อย่างที่ได้รับทราบกันมาแล้ว หลักการนี้จริง ๆำ้าเราจะไปเอาหลักการจากประเทศที่เขาใช้ หลักการนี้มาก่อนนะครับ การเสนอให้ตรวจสอบประเทศเขาขนาดว่ามีมาตรฐานจริยธรรม คุณธรรมสูงนะครับ เขาบอกตรวจสอบแล้วยังต้องลงมติ ไม่ใช่แค่เปิดเผยนะครับ ไม่ใช่แค่ เปิดเผยให้ประชาชนทราบ ยังต้องลงมติด้วยว่าจะให้เป็นหรือไม่ให้เป็น รวมทั้งวรรคท้าย ก็บอกว่าให้นายกรัฐมนตรีต้องส่งรายชื่อผู้ที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีให้ ส.ว. ตรวจสอบ หมายาึงตรวจสอบประวัติ ตรวจสอบความประพฤติ แต่ไม่ให้มีมติว่าจะให้เป็นรัฐมนตรี ได้หรือไม่ อันนี้ก็เหมือนกับกล้า ๆ กลัว ๆ เอาไปให้เขาตรวจสอบหน่อย แต่ตรวจสอบแล้ว ก็แล้วแต่นายกรัฐมนตรีจะตัดสินใจก็แล้วกัน แจ้งให้ประชาชนทราบก็แล้วกัน ภายใต้สภาพสังคม ที่มีคุณธรรมเสื่อมโทรมแบบสังคมไทย มาตรการนี้ท่านลองคิดดูก็แล้วกันว่ามันจะได้ผลแค่ไหน ในประเทศที่เขาเป็นต้นกำเนิดของการใช้หลักการนี้ตรวจสอบแล้วเขาลงมติเลยครับว่า จะให้เป็นหรือไม่ให้เป็น เป็นได้หรือไม่เป็นได้ ก็ไม่ต้องให้เป็นภาระกับใครอีก
ประการที่ ๒ คณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้กำหนดให้มีคณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติปรากฏอยู่ในหลายมาตรา ให้ทำหน้าที่ ประเมินผลการทำงานของคณะกรรมการองค์กรตรวจสอบภาครัฐหรือเป็นองค์กรใช้อำนาจภาครัฐ ให้ทำหน้าที่ในการประเมินผลว่าแต่ละปีทำงานเป็นอย่างไร หรือประเมินผลคณะกรรมการองค์กรอิสระ ทำนองอย่างนี้ เสร็จแล้วก็บอกว่าให้แจ้งให้ผู้าูกประเมินและประชาชนทราบ ไม่ได้ทำอะไร มากกว่านั้น นอกจากนี้ก็ให้ประเมินการทำงานของพรรคการเมืองและกลุ่มการเมือง ประเมินเสร็จแล้วก็แจ้งให้ทราบ ทีนี้การประเมินมันมีต้นทุนนะครับ มีคณะกรรมการขึ้นมา มีบุคลากร ต้องมีค่าใช้จ่ายในการประเมิน ประเมินเสร็จแล้วแค่แจ้งให้ทราบ ไม่มีผลอะไรเลย มันจะได้ประโยชน์อะไรสักแค่ไหน มันมีความคุ้มค่าแค่ไหนในการประเมิน ประเมินมันน่าจะ มีผลว่าประเมินแล้วผลมันเป็นอย่างไร ผ่าน ไม่ผ่าน และจะเกิดอะไรขึ้น อย่างนี้ครับ มันควรจะต้องมีความคุ้มค่าชัดเจน ไม่อย่างนั้นหลักการประเมินผลที่ใช้กันอยู่ในเรื่องของ การบริหารจัดการสมัยใหม่ที่มีประสิทธิภาพ มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร ประเมินแล้วก็แค่ทราบรู้ ๆ กัน ก็จบ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ควรจะให้ความสำคัญ จริง ๆ แล้วคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองได้เสนอ ให้มีคณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติ แต่จะให้ทำหน้าที่สำคัญ ๒ ประการ ก็คือ การประเมินบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งระดับบริหาร ระดับสูงของรัฐตั้งแต่ระดับอธิบดีขึ้นไป แต่ว่า คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้นำไปกำหนดเรื่องของการคัดสรร การแต่งตั้ง ปลัดกระทรวงในมาตรา ๒๐๗ แต่วันนี้มันมีระเบียบบริหารราชการแผ่นดินที่เขาบอก เป็นคลัสเตอร์ (Cluster) ก็มีรองปลัดทำหน้าที่ควบคุมอธิบดี เป็นคลัสเตอร์ได้ ไม่ใช่มีปลัด คนเดียวที่จะมีอำนาจอย่างนั้น เพราะฉะนั้นการที่จะไม่ให้ฝ่ายการเมืองแทรกแซงประชาชน จริง ๆ แล้วฝ่ายการเมืองเขาก็จะโต้แย้งว่าไม่ให้อำนาจนักการเมืองในการแต่งตั้งหรือ ประเทศที่เขาพัฒนาแล้วนักการเมืองมีคุณสมบัติดี เป็นคนดี มีความน่าเชื่อาือ มีเกียรติ ไม่มีปัญหา ผมขออนุญาตยกตัวอย่างให้ท่านสักนิดเาอะครับ เยอรมนีนี่เขาให้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรมของสหพันธรัฐ ๑ คน รัฐมนตรียุติธรรมของมลรัฐอีก ๑๖ คน รวมเป็น ๑๗ คน และตัวแทนของสภาผู้แทนราษฎรอีก ๑๖ คน เป็นผู้เลือกประธานศาลฎีกานะครับ เพราะฉะนั้นแค่จะมาแต่งตั้งปลัดกระทรวงหรืออธิบดีมันจะอะไรกัน ไม่น่าจะมีปัญหา ประเทศที่นักการเมืองเขามีความน่าเชื่อาืออย่างนั้น แต่ประเทศเราวันนี้มันมีการแทรกแซง และจนกระทั่งมีการเอาตำแหน่งไปซื้อขายกันำ้าคำนึงาึงสภาพสังคมเราคงจะต้องเอาสภาพ สังคมเป็นหลักแล้วล่ะ ทำอย่างไราึงจะได้คนดีไปทำหน้าที่ ทำให้คนดีมีกำลังใจและได้ทำงาน ที่มีประสิทธิภาพ ไม่อย่างนั้นคนที่วิ่งเต้นก็จะได้ตำแหน่งสำคัญแล้วไม่มีความสามารา ชาติบ้านเมืองก็เสียหายำ้าคุณเป็นรัฐมนตรีแล้วแล้วมีคนดีที่เขาคัดสรรมาให้คุณบริหาร แล้วบอกว่าเขาไม่รับสนองนโยบายคุณ เป็นไปได้อย่างไร คนดี คนมีความรู้ความสามารา า้าสั่งการาูกต้องเขาก็ทำกันทั้งนั้นละ อันนี้ก็ต้องคำนึงาึงหลักการที่มันควรจะเป็น กับสภาพสังคมไทยว่ามันจะเป็นอย่างไร
แล้วก็สุดท้ายมีเรื่องของรัฐธรรมนูญกำหนดให้องค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ มีอำนาจค่อนข้างมากที่ทำอยู่แล้ว แต่จากผลการปฏิบัติในอดีตพบว่าการปฏิบัติไม่ค่อยมี ประสิทธิภาพ ผมได้เชิญหน่วยงานต่าง ๆ เหล่านี้มาพูดคุยแล้วก็พบว่าจริง ๆ ปัญหามันอยู่ที่ กลไกและระบบการปฏิบัติงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ แล้วมันควรจะต้องกำหนดเรื่องกลไก และระบบการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพและมีกรอบเวลาที่ชัดเจน อย่างนี้ก็อาจจะช่วยทำให้ การทำงานขององค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐมีประสิทธิภาพมากขึ้น
อีกประเด็นหนึ่งเป็นประเด็นสุดท้าย ก็คืออำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ การเลือกตั้ง ซึ่งมาตรา ๖๗ (๙) บอกว่าา้าจะไปแจกใบแดง ผมพูดให้เข้าใจง่ายนะ ต้องส่งศาล ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค แต่หลักการนี้า้าบอกว่าการตัดสินควรจะต้องศาลตัดสิน แล้ว กกต. ก็ดูเฉพาะเรื่องของการควบคุมการเลือกตั้ง การจัดการเลือกตั้งไป กจต. หลักการอย่างนี้บางประเทศก็ใช้ บางประเทศก็ไม่ใช้ ไม่ได้ใช้กันหมดทั้งโลก แต่จากการที่ให้ กกต. มีอำนาจแจกใบแดงมันเหมือนยักษ์มีกระบองตั้งแต่ปีแรกที่ทำงานเขาาือว่าได้ผลมาก า้าจะกำหนดว่า (๙) ให้ กกต. มีอำนาจแจกใบแดงคือสั่งเพิกาอนสิทธิการเลือกตั้งของ ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ผู้ที่กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง และให้ผู้สมัครที่าูกเพิกาอนสิทธิ มีสิทธิ ยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคภายใน ๗ วัน แล้วก็ให้ทำการไต่สวน โดยที่ผู้สมัครนั้นจะต้องมาพิสูจน์ตนเอง อย่างนี้ก็จะทำให้การดูแลเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน มีโอกาสที่จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะในยุคต้น ๆ ที่ กกต. แจกใบแดงทำให้นักซื้อเสียง หวาดผวากันไปทีเดียว แล้วก็ให้าือว่าคำวินิจฉัยของศาลเป็นที่สุด ก็หมายความว่า กกต. เหมือนกับว่าตัดสินเบื้องต้นเท่านั้นเอง แต่สุดท้ายแล้วต้องไปที่ศาล แต่จะทำให้การทำงาน ของ กกต. ดูมีประสิทธิภาพมากขึ้น ท่านประธาน กระผมขอขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้ให้เวลาและโอกาสในการนำเสนอในครั้งนี้ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ท่านอาจารย์เสรี สุวรรณภานนท์ ขอเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ต้องกราบเรียนว่าในช่วงเวลาจัดเวลานั้น ก็ได้รับการประสานจากท่านอลงกรณ์ ขออนุญาตเอ่ยนามเช่นเดียวกัน ว่าระยะเวลาที่จัดไว้นั้น ก็คือ ๓๐ นาที แล้วก็สามาราที่จะยืดหยุ่นได้อีก ๑๐ นาที ซึ่งผมก็จะแบ่งอีกส่วนหนึ่ง ไปอยู่ที่กระบวนการยุติธรรม ท่านประธานครับ ในส่วนที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเพื่อให้สมาชิกในสภาปฏิรูปแห่งชาติได้เสนอแนะข้อคิดเห็น และแนะนำเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว ผมต้องกราบเรียนว่าหลายเรื่องในร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจัดไว้มีาึง ๓๑๕ มาตรา มีเนื้อหาสาระที่เป็นเรื่องเก่าบ้าง เรื่องใหม่ ๆ ก็เยอะ ซึ่งในเรื่องของ บทบัญญัติที่ได้ร่างขึ้นมาดังกล่าวนี้ต้องกราบเรียนเลยว่า ในส่วนตัวเองนั้นก็เคยมีส่วนร่วม ในการยกร่างรัฐธรรมนูญหรือจัดทำรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ซึ่งก็ได้ทำร่วมกับ ท่านประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ต่อมาก็ได้มีการไปลงสมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกวุฒิสภา แล้วก็มาจัดทำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ อีก ต้องเรียนว่าในการ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ กับปี ๒๕๕๐ นั้น แตกต่างไปจากรัฐธรรมนูญที่เราจัดทำอยู่ในขณะนี้ เนื่องจาก สสร. ในปี ๒๕๔๐ กับปี ๒๕๕๐ นั้น มีอำนาจหน้าที่ที่ให้ความสำคัญในเรื่องของ การยกร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญก็มีส่วนอยู่บ้าง แต่ในส่วนของกฎหมายลูกนั้นไม่มีส่วนเลย ทำให้แนวทางของการจัดทำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กับปี ๒๕๕๐ ดังกล่าวจึงต้องเอาเนื้อหาสาระที่ต้องการจะแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ไปบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ทำให้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กับปี ๒๕๕๐ นั้น มีเนื้อหาสาระที่มาก ซึ่งไม่มีทางเลือกครับ แต่เราจัดทำรัฐธรรมนูญในปี ๒๕๕๘ นี้ เรามีทางเลือก รัฐธรรมนูญ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้เป็นฉบับชั่วคราว บัญญัติไว้ในมาตรา ๓๙ ไว้ชัดเจนครับว่า การจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญในคราวนี้ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็สภาปฏิรูปแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่ในการที่จะไปจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกดังกล่าว ดังนั้นเนื้อหาสาระที่จะบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ จึงไม่มีความจำเป็นมากที่จะต้องนำไปใส่ ในรัฐธรรมนูญทั้งหมด หรือเสียส่วนใหญ่ดังที่ปรากฏอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญที่จัดทำมา เราสามาราที่จะเอารายละเอียดต่าง ๆ นั้นไปใส่ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะทำให้ รัฐธรรมนูญที่จะจัดทำขึ้นใหม่นี้ สั้น กระชับ แล้วก็มีเนื้อหาสาระ มีโครงสร้างการบริหารบ้านเมือง มีการกำหนดอำนาจหน้าที่เป็นแนวทาง กำหนดสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นหลักการ ไม่จำเป็นา้าหากว่าเราใส่รายละเอียดมากขนาดนี้ ผมกราบเรียนท่านเลย องค์กรใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นมาเราไม่สามาราที่จะมีหลักประกันอะไรได้เลยว่าจะทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดีหรือไม่ เราเคยผิดพลาดมาแล้วจากการที่ร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ว่าเราต้องการให้การเมือง เข้มแข็ง แต่พอเราใช้รัฐธรรมนูญเราก็มาบอกว่าเข้มแข็งเกินไป และจะมีหลักประกันอะไรครับ า้าเราจะเอารายละเอียดเหล่านี้มาใส่อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพื่อไม่ให้สาระเสีย หลายประเทศส่วนใหญ่เขาก็ไปใส่ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญทั้งนั้น ไม่มีการที่จะเอามา ใส่รายละเอียดมากมายอย่างที่เราทำอยู่ขณะนี้ำ้าเรามีโอกาสจะทำผมก็ไม่ได้หมายความว่า เมื่อร่างรัฐธรรมนูญแล้วมีเนื้อหาสาระมากจะเป็นเรื่องไม่ดี ไม่ใช่ครับ แต่เราเห็นว่าในภาวะ บ้านเมืองขณะนี้ควรจะเขียนให้สั้น กระชับ และเรามีโอกาสบัญญัติในกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายลูกได้ เราก็ควรนำไปบัญญัติ ในสหรัฐอเมริกามีรัฐธรรมนูญ ๗ หมวด มีมาตราประมาณ ๒๐ มาตรา เยอรมนีมี ๑๑๕ มาตรา มีบทเฉพาะกาล ๓๐ มาตรา รัฐธรรมนูญ ญี่ปุ่น มี ๑๐๑ มาตรา รัฐธรรมนูญฝรั่งเศส มี ๘๙ มาตรา ยังมีอีกเยอะแยะที่เขาไม่ได้นำไป บัญญัติไว้มากมายอย่างที่เราพยายามจะทำกันอยู่ ในส่วนของรัฐธรรมนูญเยอรมันเอง ท่านไปดูรายละเอียดสิครับ เขาก็ไม่ได้เอาระบบเลือกตั้งไปใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ เขาบัญญัติไว้ ในกฎหมายประกอบหรือกฎหมายลูก แต่เราก็เอามาใส่เพื่อที่จะให้เห็นว่าเราต้องการบัญญัติ แบบเลือกตั้งแบบเยอรมัน ต้องกราบเรียนท่านประธานที่เคารพในส่วนของรัฐธรรมนูญ ที่จัดทำมานี้ ผมขอเสนอความเห็นว่าเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้นำไปใช้แล้วจะเกิดปัญหามากมาย เกิดปัญหาหลาย ๆ ส่วนเพราะเราต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่าเราจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้นมาแล้ว เราต้องตอบโจทย์เพื่อแก้ปัญหาบ้านเมือง ปัญหาสำคัญของบ้านเมืองเราคืออะไรครับ คือปัญหาการเลือกตั้ง ปัญหาทางการเมืองเป็นหัวใจสำคัญ บ้านเมืองเราแตกแยก บ้านเมืองเรา มีความขัดแย้ง บ้านเมืองเรามีนักการเมืองที่ทุจริตคอร์รัปชัน รวมาึงราชการด้วย ระบบต่าง ๆ เหล่านี้ เราควรที่จะต้องมาหาทางแก้ไขครับมันต้องตอบโจทย์สิ่งเหล่านี้ให้ได้ แต่สิ่งที่คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญมานั้นตอบโจทย์เหล่านี้ยังไม่ได้ครับ ต้องแก้ไขครับ สิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ อย่างเช่น เรื่องของการเลือกตั้ง เราก็พยายามจะจัดระบบการเลือกตั้งให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มา ๒ ทาง ทางหนึ่งมาจากเขตครับ ส.ส. เขต อีกทางหนึ่งมาจากบัญชีรายชื่อ แล้วก็เรียกว่าสัดส่วนผสม อะไรก็ตาม ผมเรียนเลยครับว่าสิ่งที่ควรจะเป็นในบ้านเมืองไทยในขณะนี้ควรมีแค่ ส.ส. เขต อย่างเดียว เพราะ ส.ส. เขต เป็น ส.ส. ประเภทที่เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน เป็นคนที่รู้สุข รู้ทุกข์ รู้ปัญหา ฝนแล้ง น้ำท่วม ประชาชนเดือดร้อนยากแค้น ต้องนำปัญหาเหล่านี้ ให้เขาเป็นตัวแทนแล้วมาแก้ไขในสภา เพราะฉะนั้นการกำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องให้มี ส.ส. ประเภทบัญชีรายชื่ออีกต่อไป สิ่งที่เราคิดกันตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ บอกว่าเราต้องการที่จะให้มี ส.ส. บัญชีรายชื่อก็เพื่อที่จะให้มี คนอยู่กลุ่มหนึ่งที่ลงสมัครแล้วไม่ต้องใช้เงินซื้อเสียง เราคิดในขณะนั้นครับ โดยลำดับรายชื่อ เป็นบัญชีมาแล้วให้คนแรก ๆ เป็นคนที่ได้รับการเลือกตั้ง แต่สิ่งที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้ยกร่างรัฐธรรมนูญมาในขณะนี้เป็น ส.ส. ประเภทบัญชีรายชื่อแล้วก็แบ่งกลุ่ม แบ่งเป็นภาค แล้วก็ในบัญชีนั้นยังให้ประชาชนสามาราเลือกคนในบัญชีได้อีก แล้วมันต่างอะไรกับการเลือกตั้ง ในประเภท ส.ส. เขต ซึ่งไป ๆ มา ๆ แล้ว คนที่มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อต้องการให้ตัวเองได้คะแนน ก็ต้องไปซื้อเสียง มันไม่ยากหรอกครับกับการที่จะหาคะแนนจัดตั้งมีผู้สมัครในบัญชีรายชื่อ ไปซื้อเสียงหรือไปติดต่อขอให้เจ้าของโรงงานสัก ๕-๖ แห่งที่มีลูกจ้างสัก ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ คน มีเยอะครับ แล้วช่วยสนับสนุน แค่นี้ก็ได้คะแนนจัดตั้งแล้ว เพราะฉะนั้น ส.ส. ประเภทบัญชีรายชื่อที่กำหนดไว้ ๒๐๐-๒๒๐ คน จึงไม่มีประโยชน์อะไรเลยกับการที่จะ นำมาใช้เพื่อให้ประชาชนลงคะแนนเลือกตั้ง แล้วไป ๆ มา ๆ ส.ส. เขตเหล่านี้ก็เหลือเพียง ๒๕๐ คน แต่า้าหากว่าแบ่ง ส.ส. ทั้งหมดให้ประชาชนเลือกตั้ง ส.ส. เขตทั้งหมด แล้วแต่ละเขต มี ส.ส. อย่างน้อย ๒ คนำามว่าทำไม ส.ส. เขตอย่างน้อย ๒ คน แบ่งเขตเป็น ๒ คน ๓ คนก็ได้ เหมือนกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในชั้นต้นแล้วก็มาาูกแก้ไขในภายหลังำ้าเป็น ส.ส. เขต มี ส.ส. อย่างน้อย ๒ คน มันตอบโจทย์ได้ว่าคนที่ได้รับการเลือกตั้งนั้นเป็นตัวแทนของประชาชน ส่วนใหญ่ของในเขตนั้น ที่ผ่านมาา้าหากว่าใช้อย่างที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กำหนดไว้ เลือกตั้งเขตเป็น ส.ส. แบบเขตเดียวคนเดียว ที่ผ่านมาท่านจะเห็นว่าแต่ละเขตนั้น มีการแข่งขันกัน เมื่อแข่งขันกันแล้วคนที่แพ้ชนะบางทีแพ้กันครึ่งต่อครึ่ง ใกล้เคียงกันคะแนน แต่ปรากฏว่าได้ ส.ส. คนเดียวคนที่แพ้การเลือกตั้งไม่มีตัวแทนเลยแต่า้าหากว่าท่านออกแบบ ให้เขตการเลือกตั้งนั้นมี ส.ส. อย่างน้อย ๒ คน คนที่แพ้ชนะ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ อีกกลุ่มหนึ่ง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งปกติา้าเขตเดียวคนเดียวเขาไม่ได้รับเลือกตั้งแล้ว แต่า้าหากว่าใช้วิธีการกำหนด เขตหนึ่งมี ส.ส. อย่างน้อย ๒ คน ไม่ว่าจะเขตเล็กขนาดไหนให้มีอย่างน้อย ๒ คน คนที่ได้คะแนนส่วนที่แพ้เขายังมีตัวแทน ท่านเห็นไหมครับท่านอย่าเพิ่งไปเลียนแบบประเทศไหน ท่านดูปัญหาของประเทศไทยเป็นหลักำ้าหากว่าเราไม่กำหนดอย่างนี้คนที่แพ้การเลือกตั้ง คือไม่มีตัวแทน นี่คือจะแสดงให้เห็นว่าระบบการเลือกตั้งนั้นมีความจำเป็นที่จะกำหนดให้มี ตัวแทนของประชาชน ผมาึงบอกว่ารู้ทุกข์ รู้สุข รู้ปัญหาแล้วนำมาแก้
อีกประการหนึ่งที่เป็นเรื่องสำคัญยิ่งครับ ในร่างรัฐธรรมนูญที่ท่านได้จัดทำมา ผมเข้าใจว่าสิ่งที่ท่านพยายามอธิบายว่าการเลือกตั้งนั้นจะต้องเป็นการเลือกตั้งแบบ ส.ส. ที่มีหลายพรรคการเมือง ส.ส. หลายพรรคการเมืองมันจะเป็นรัฐบาลผสม แต่รัฐบาลผสมนั้น ท่านพยายามจะบอกว่าการเมืองก็ยังเข้มแข็ง มันขัดกับเหตุผลเลยครับ มันเป็นไปได้อย่างไรที่การเมืองมีหลายพรรคการเมืองแล้วรัฐบาลเข้มแข็ง มันขัดกันในตัวเองครับ ท่านไปอธิบายที่ไหนก็ตอบไม่ได้ำ้าหากว่ามีหลายพรรคการเมืองรัฐบาลจะต้องเป็นรัฐบาลผสม จะต้องเอาคนจากพรรคกลุ่มนั้น กลุ่มนี้มารวมตัวกันเพื่อที่จะไปจัดตั้งรัฐบาลครับ แล้วก็ยังมี ระบบโควตาอย่างที่ท่านอาจารย์สมบัติได้พูดาึง แล้วอย่างนี้มาจากพรรคการเมืองหลายพรรค รัฐบาลจะเข้มแข็งได้อย่างไร มันเป็นไปไม่ได้เลยครับ มันขัดกับเหตุผลโดยสิ้นเชิง ดังนั้นาึงได้ บอกว่าทำอย่างไรให้รัฐบาลเข้มแข็ง ท่านต้องต่อยอดครับ ท่านต้องต่อว่าา้ารัฐบาลเข้มแข็งนั้น เป็นเรื่องดี รัฐบาลจะเข้มแข็งได้นายกรัฐมนตรีต้องอิสระจากสภาครับ ไม่ว่าจะเลือกโดยตรง หรืออะไรก็ตาม หรือจะได้มาโดยวิธีไหน แต่ท่านต้องแยกอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี กับสภาออกให้ขาดให้ได้ำ้ายังไม่กล้านะครับไปวิจัย ไปฟังประเทศนั้นเอาตัวอย่างประเทศนี้ มาเราไม่สามาราจะแก้ปัญหาประเทศเราได้ เพราะรัฐบาลนั้นไม่สามาราจะมีเสาียรภาพได้ แล้วก็จะระบบโควตาครับ ซื้อขายตำแหน่งกันครับ แล้วก็มาหาผลประโยชน์กัน นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้น ในประเทศไทย หัวใจสำคัญที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำร่างมานี่ ผมไม่แน่ใจว่า ท่านดูรายละเอียดดีหรือยัง หรือว่าดูรอบคอบหรือยัง ท่านบอกว่าให้มีพรรคการเมือง หลายพรรคการเมืองมาจัดตั้งรัฐบาลเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทางการเมืองว่าจะมีใครที่มีคะแนนเสียง มากเกินไป และท่านก็ทำรูปแบบว่าให้ ส.ส. นั้นสมัครอิสระได้ แต่ปรากฏว่ามีคนทักท้วงมาก ว่าเมื่อสมัครอิสระแล้วคนที่รับเลือกตั้งมาเขาจะขายตัว ท่านก็เลยเปลี่ยนวิธีให้เป็น กลุ่มการเมือง และท่านก็เข้าใจว่ากลุ่มการเมืองนั้นคนจะเลือกตั้งกลุ่มนั้น กลุ่มนี้ กลุ่มออกกำลังกาย กลุ่มกีฬา กลุ่มรักสัตว์ แต่ท่านเห็นปัญหาสภาพบ้านเมืองที่ผ่านมาไหมว่ากลุ่มการเมืองของเรา มีกลุ่มการเมืองที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือความแตกแยกของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ที่ผ่านมาไม่นาน ฝ่ายทหารเองพยายามจะสลายกลุ่มการเมืองไม่ให้เกิดขึ้นครับ ไม่ให้ ประชาชนแบ่งแยกเป็นสี ไม่ให้ประชาชนมีหมู่บ้านเสื้อแดง ไม่ต้องการให้มีกลุ่ม นปช. ไม่ต้องการให้มีกลุ่ม กปปส.แต่ปรากฏว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ท่านบัญญัติมาท่านลืม สิ่งเหล่านี้ไปหรือเปล่าท่านไปเปลี่ยนว่าคนที่สมัคร ส.ส. ได้นั้นต้องมาจากพรรคการเมือง แล้วก็มาจากกลุ่มการเมือง ต่อไปผลจะเป็นอย่างไรครับท่านประธาน คนกลุ่มการเมืองเหล่านี้ ที่เขาต่อสู้กันมาเขาก็จะมีตัวแทนของเขาที่จะตั้งกลุ่มขึ้นมา และกลุ่มเหล่านี้มันเหมือน กลุ่มออกกำลังกายไหม มันเหมือนกลุ่มรักสัตว์ไหม มันเหมือนกลุ่มนั้น กลุ่มนี้ไหม ไม่ใช่เลยครับ กลุ่มการเมืองเหล่านี้คือกลุ่ม นปช. กปปส. ครับ ที่แบ่งกลุ่มออกชัดเจนครับ และกลุ่มเหล่านี้ า้าเกิดออกกฎหมายมารองรับให้กลุ่มเหล่านี้มาเล่นการเมือง หรือจัดตั้งส่งคนสมัคร รับเลือกตั้งได้ คนกลุ่มเหล่านี้มีกลุ่มคนแบ่งส่วนแล้วเป็นสิบ ๆ ล้านคนครับ ต่อไปข้างหน้า เลือกตั้งพรรคการเมืองจะหมดความหมาย ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ ที่บอกว่าเป็นพรรคใหญ่ มันจะกลายเป็นกลุ่มการเมือง มี นปช. มี กปปส. แล้วคนเหล่านี้ จะสร้างความแตกแยกให้กับคนในชาติ นี่คือร่างรัฐธรรมนูญที่ท่านจัดทำมา ท่านคิดไหมครับ มันจะเกิดสิ่งเหล่านี้นี่คือปัญหาใหญ่ครับำ้าหากว่าท่านยังคิดว่าการที่จัดกลุ่มการเมือง และจะทำให้รัฐบาลมีหลายพรรคการเมือง ไม่ใช่เลยครับ ต่อไปนี้นะครับ คนที่จะจัดตั้ง รัฐบาล ไม่ นปช.ก็ กปปส. ครับ คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีอาจจะเป็นคุณจตุพรก็ได้ ท่านอย่า หัวเราะเลยเป็นเรื่องจริงครับำ้าหากว่าพระสุเทพไม่สึกมาก็จะมีตัวแทนของ กปปส. มาเป็น นายกรัฐมนตรีครับ แล้วช่วงนั้นล่ะครับ คนในชาติก็จะแบ่งแยกออกเป็นกลุ่ม เป็นฝักเป็นฝ่าย แล้วก็มาต่อสู้กันในทางการเมืองอีก นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้นครับำ้าหากว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ท่านยังเห็นดีกับการที่จะจัดทำ ให้พรรคการเมืองเขามีหลายพรรคเป็นรัฐบาลผสมำ้าเป็นอย่างที่ท่านว่าา้าเป็นรัฐบาลผสมจริง อย่างที่ท่านตั้งใจท่านก็จะเจอะรัฐบาลที่อ่อนแอ รัฐบาลที่ไม่มีเสาียรภาพ มีโควตา มีระบบหลาย ๆ กลุ่มมารวมตัวกันแลกผลประโยชน์กัน มาทุจริตคอร์รัปชันกัน คือแบบเดิม คือาอยหลังเข้าคลอง แต่า้าหากว่าท่านใช้รัฐธรรมนูญนี้แล้วเกิดกลุ่มการเมืองที่เป็นอยู่ ในปัจจุบันเขาแบ่งกลุ่มออกไปแล้วตอนนี้ กลุ่มไหนเข้ามาก็ไม่มีทางสู้ได้ ก็จะเป็นกลุ่ม นปช. กลุ่ม กปปส. นี่ล่ะครับ ที่จะเข้ามาจัดตั้งรัฐบาล แล้วก็มาสู้กันอีกครับ สู้ในสภาไม่ได้ เขามีประสบการณ์แล้วครับ เขาก็ต้องสู้กันอย่างที่ผ่านมา ท่านประธานครับ ผมพยายาม ให้เห็นว่านี่คือปัญหาของร่างรัฐธรรมนูญที่เราพยายามให้เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดครับ นั่นหมายความว่าผมไม่ได้ติติงท่านหรอกครับ ผมเชื่อว่าท่านหวังดีครับ ท่านมีเจตนาดี ท่านเอาความรู้ของท่าน เอาประสบการณ์ดี ๆ ของท่าน เอาวิชาการของท่านเขียนไว้ ในรัฐธรรมนูญก็เพื่อที่จะสร้างความปรารานาดีให้กับบ้านเมือง ผมเข้าใจครับ แต่สิ่งที่เกิดขึ้น ท่านมองไหม มองอีกด้านหนึ่งไหมครับ แล้วมีอีกหลายเรื่องในนี้ที่เขียนออกมาแล้ว มันสร้างปัญหาให้กับประเทศชาติ ไม่ว่าองค์กรต่าง ๆ ที่าูกสร้างขึ้นมา หรือว่าท่านจะใช้ า้อยคำอะไรก็ตามที่อาจจะฟังแล้วก็ดูดี ในรัฐธรรมนูญเขียน ประชาชนชาวไทยย่อมมีฐานะ เป็นพลเมือง เขียนแค่นี้ครับ คนทั้งประเทศก็งงหมดแล้ว กว่าท่าน สปช. จะเข้าใจ ยังอธิบายกันแล้วอธิบายกันอีก ท่านก็พิจารณาดูเองแล้วกันว่ามันจะทำให้สับสนอลหม่าน แค่ไหน ในส่วนของปัญหาที่เกิดขึ้น จริง ๆ ผมมีเนื้อหาสาระในรัฐธรรมนูญจำนวนไม่น้อย แต่ด้วยระยะเวลาที่จำกัด มันก็จะทำให้เสียโอกาสของการจะนำเรื่องที่เป็นประโยชน์ มานำเสนอท่าน แต่ก็ต้องบอกว่าองค์กรที่ท่านจัดตั้งขึ้นมาทั้งหลายเป็นที่ชื่นชมยินดี ไม่ว่าจะเป็น องค์กรเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งมีอยู่แล้วอันนี้ สภาตรวจสอบภาคพลเมือง มาตรา ๗๑ สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ มาตรา ๗๔ คณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติ มาตรา ๗๗ คณะกรรมการดำเนินการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนโดยระบบคุณธรรม มาตรา ๒๐๗ สมัชชาพลเมือง มาตรา ๒๑๕ แล้วก็อีกหลายองค์กร ผมแนะนำให้ท่าน ท่านนำสิ่งเหล่านี้ ไปเขียนในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเาอะครับ เพราะา้าหากว่าท่านนำไปใส่ ในร่างรัฐธรรมนูญหรือในรัฐธรรมนูญแล้ว มันยังไม่มีหลักประกันอะไรที่จะเป็นคำตอบได้ว่า เรื่องเหล่านี้ที่ท่านพยายามทำให้ดีที่สุด มันจะดีอย่างที่ท่านต้องการหรือไม่นะครับ แต่ท่านวางโครงสร้างรัฐธรรมนูญให้เอาไว้เป็นหลักการสำคัญแล้วไปช่วยกันครับ ช่วยกัน ทั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ช่วยกันทั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญทั้งสภา ช่วยกัน จัดทำกฎหมายเหล่านี้ให้มันสมบูรณ์ให้มันสอดคล้องต้องกัน มันจะเป็นไปตามเจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมาตรา ๓๙ แต่ปรากฏว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ไปยกร่างรัฐธรรมนูญ บอกว่ากฎหมายเหล่านี้ให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่านตัดสภาปฏิรูปแห่งชาติไปไว้ที่ไหนครับ แล้วท่านก็ไปสร้างสภาขับเคลื่อน แล้วก็เอา สมาชิกไปดำรงตำแหน่งในนั้นต่อ เอา สปช. มาอีก อย่าทำเลยครับสิ่งเหล่านี้ มันาูกครหาเปล่า ๆ ว่าจัดทำองค์กรทั้งหลายเหล่านี้มาเพื่อตัวเอง ขอร้องเาอะครับ เราทำแล้วขอให้เป็นที่ยอมรับ า้าใครจะออกไปแล้วจะกลับเข้ามาทำหน้าที่ในองค์กรใด ผมว่าทำได้ครับ แต่ในขณะที่เราอยู่ ในตำแหน่ง อย่าเขียนอะไรเพื่อประโยชน์ตัวเองเลยมันเสียหายำ้าคิด ๔๐ นาที ผมก็เหลือ อีก ๓ นาทีเท่านั้นนะครับ ผมขอไปใช้เวลา ๓ นาที ของผมนี่ในส่วนของกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมแล้วกันนะครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณมากค่ะ ท่านสมาชิกคะ กรุณาอย่าเอ่ยนามบุคคลภายนอกเวลาอภิปรายนะคะ ต่อไป ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการปฏิรูปการเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง ท่านสมชัย ฤชุพันธ์ ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ เพื่อนสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพรักทุกท่านครับ ผม นายสมชัย ฤชุพันธุ์ สมาชิก เลขที่ ๒๐๔ ในฐานะประธานกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง ผมมี ๖ ประเด็นนะครับ
ประเด็นแรกนี่ ผมเห็นว่าในภาพรวมนี่ผมขอบคุณและขอชมเชย คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ทำการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาให้เป็นอย่างดีครับ าือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มีความก้าวหน้า มีความทันสมัยสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศไทยและของโลก และผมเห็นว่าสามาราแก้ปัญหาหลัก ๆ ของประเทศ ได้หลายอย่าง รวมทั้งสามารามีการปฏิรูปที่เป็นจริงด้วย ผมาือว่าเป็นผลงานที่มีคุณภาพ ซึ่งนอกจากจะสะท้อนให้เห็นาึงความสามาราและความชาญฉลาดของคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญแล้วนี่ ยังสะท้อนให้เห็นาึงความขยันขันแข็ง ความตั้งใจในการทำงาน เพื่อประเทศชาติอย่างรอบคอบของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญด้วย ผมจึงขอขอบคุณ และขอชมเชยกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทุกท่านครับ
ประเด็นที่ ๒ เรากำลังพูดาึงภาคนี้เป็นภาค ๒ ของรัฐธรรมนูญ ภาคนี้ชื่อว่า ผู้นำทางการเมืองที่ดี และระบบผู้แทนที่ดี ชื่อนี้ก็เท่ดี แล้วก็ดูน่าจะมีความหมายดีนะครับ แต่ผมเห็นว่าชื่อนี้มันไม่ได้ครอบคลุมเนื้อหาในภาคนี้ทั้งหมด ในภาคนี้มี ๗ หมวด หมวด ๑ เป็นหมวดผู้นำการเมืองที่ดีและระบบผู้แทนที่ดี ซึ่งเป็นชื่อเดียวกันกับภาค หมวด ๒ เป็นแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ หมวด ๓ เป็นรัฐสภา หมวด ๔ เป็นคณะรัฐมนตรี หมวด ๕ เป็นการคลังและงบประมาณ หมวด ๖ เป็นความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการ นักการเมือง และประชาชน ส่วนหมวด ๗ เป็นการกระจายอำนาจและการบริหารท้องาิ่น จะเห็นว่า มีหมวด ๑ หมวดเดียวที่มีเนื้อหาตรงกับชื่อภาค แล้วก็ปรากฏว่าหมวด ๑ นี่มีชื่อหมวด เหมือนกันกับชื่อภาคทุกคำทุกตัวอักษร เพราะฉะนั้นการที่หมวด ๑ มีชื่อเหมือนกันกับภาค มันเหมือนกับเรื่องในภาคนี่เขียนไว้ในหมวด ๑ หมดแล้ว หมวดอื่น ๆ มันไม่ควรจะมาอยู่ในภาคนี้ เพราะมันไม่ใช่เรื่องนี้ เพราะฉะนั้นผมเสนอว่าคำที่ใช้เป็นชื่อภาค ควรจะเป็นคำใหญ่ ซึ่งครอบคลุมเรื่องต่าง ๆ ในหมวด และสะท้อนให้เห็นว่าเราอ่านไปในภาคนี้จะเจออะไรนะครับ นั่นเป็นประเด็นที่ ๒ นะครับ
ประเด็นที่ ๓ นี้ ผมขอชมเชยคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่มีส่วน เกี่ยวข้องกับการร่างมาตรา ๘๘ำึงมาตรา ๙๑ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง ท่านได้เขียนไว้ในมาตรา ๘๙ ซึ่งกำหนดไว้ดีมากในเรื่องหลาย ๆ เรื่องที่เกี่ยวกับการคลัง และงบประมาณ แต่ผมเห็นว่าน่าจะได้มีการระบุเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวกับการงบประมาณว่า ในการทำงบประมาณนี่ควรจะต้องคำนึงาึงการลดความเหลื่อมล้ำ ท่านได้บอกว่าการจัดสรร งบประมาณนี่ต้องคำนึงาึงความเสมอภาคระหว่างเพศและความเสมอภาคด้านอื่น ๆ นะครับ อันนั้นผมก็ไม่คัดค้าน แต่เผอิญว่าในยุคที่เรากำลังจะปฏิรูป แล้วมีเป้าหมายประการหนึ่งคือการลดความเหลื่อมล้ำ ผมเห็นว่าการจัดสรรงบประมาณคงจะต้องมีหน้าที่ที่จะลดความเหลื่อมล้ำด้วย ความจริง เรื่องการลดความเหลื่อมล้ำได้ระบุไว้แล้วในมาตรา ๘๘ ซึ่งบอกว่า รัฐต้องส่งเสริม ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีอย่างเป็นธรรม แล้วก็ลดความเหลื่อมล้ำ แต่อย่างไรก็ตามเวลา ที่พูดาึงนโยบายการคลังำ้าจะใช้นโยบายการคลังเพื่อลดความเหลื่อมล้ำก็ทำได้ ๒ อย่าง อย่างหนึ่งคือเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า เก็บจากคนรวยเยอะ ๆ และเก็บจากคนจนน้อย ๆ แต่แค่นั้นไม่พอ ต้องไปดูแลว่าภาษีที่เก็บไปนั้นเวลาใช้จ่ายออกมาเป็นงบประมาณ ผลของการจ่ายงบประมาณประโยชน์มันได้กับคนรวยมากกว่าหรือคนจนมากกว่า า้าดูเฉพาะด้านภาษีว่าเก็บจากคนรวยเยอะ แล้วไม่ได้ดูด้านรายจ่าย พอเก็บจากคนรวยเยอะแล้ว เวลาจ่ายออกไปก็จ่ายให้คนรวยเยอะ แล้วก็คนจนได้น้อย ผลในการลดความเหลื่อมล้ำ ก็จะไม่เกิด เพราะฉะนั้นเวลาเขียนกำกับเกี่ยวกับเรื่องการจัดสรรงบประมาณ ผมว่าควรจะต้องมาเป้าหมายอันหนึ่งคือเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้สอคล้องกับ เป้าหมายใหญ่ของการดำเนินการปฏิรูปคราวนี้
ทีนี้มาาึงมาตรา ๒๐๐ ซึ่งท่านได้ทำเป็นนวัตกรรมใหม่ คือมีการนิยามคำ ในรัฐธรรมนูญซึ่งาือเป็นครั้งแรก และผมเห็นมีที่เดียวในนี้ที่มีการนิยาม ท่านให้คำนิยาม ของเงินแผ่นดิน ท่านได้แยกเงินแผ่นดินออกเป็น ๒ ข้อ ข้อ ๑ กับข้อ ๒
ข้อ ๑ เงินแผ่นดินให้หมายรวมาึงรายได้แผ่นดิน เงินกู้ เงินคงคลัง และเงินรายได้ จากทรัพย์สินและสิทธิประโยชน์อื่นที่รัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐาือกรรมสิทธิ์ หรือครอบครองเพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดินโดยรวม
ข้อ ๒ เงินแผ่นดินหมายาึงรายได้จากการดำเนินงานหรือจากทรัพย์สิน และสิทธิประโยชน์อื่นที่หน่วยงานของรัฐาือกรรมสิทธิ์หรือครอบครอง และใช้จ่ายตามที่ กฎหมายบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ โดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน ก็มีความแยกกัน อย่างชัดเจน แล้วก็ในวรรคสองของมาตราเดียวกันนี้ก็จะบอกว่า การจ่ายเงินแผ่นดินตาม (๑) โดยไม่ได้ตราเป็นพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี หรือพระราชบัญญัติงบประมาณ เพิ่มเติมจะกระทำมิได้ อันนี้ก็เป็นหลักการทางการคลัง ซึ่งเป็นการป้องกันการใช้จ่ายเงิน โดยไม่ได้ผ่านกระบวนการงบประมาณ ซึ่งจะต้องผ่านรัฐสภา ผมเข้าใจว่าที่มีการกำหนด เรื่องนี้ก็เพราะว่ามีปรากฏการณ์ซึ่งมีคนใช้ในทางที่ผิด คือไปออกกฎหมายกู้เงินเป็นจำนวนมาก แล้วก็ระบุไว้ในกฎหมายว่าเงินที่กู้มานั้นไม่ต้องเอาไปผ่านกระบวนการงบประมาณ และเอาไปใช้จ่ายตามที่วัตาุประสงค์ของการกู้นั้น ทีนี้ความผิดพลาดอันเกิดจากการกระทำ ของรัฐบาลบางชุด หรือว่าในบางกรณี และเพื่อไม่ให้เป็นการผิดพลาดเราสมควรจะต้องแก้ไข แต่ว่าการแก้ไขจะทำโดยการแก้ระบบเปลี่ยนไปเลย ปิดประตูเลย ผมคิดว่ามันอาจจะมี ปัญหา ประตูที่เขาเปิดไว้มันเป็นประตูหนีไฟ เป็นเซฟตี วาล์ว (Safety valve) ความจริง ข้อความทำนองนี้กับมาตรา ๒๐๐ วรรคสอง มันมีอยู่ในกฎหมายระบบการคลังปัจจุบัน คือใน พ.ร.บ. เงินคงคลัง ซึ่งอยู่ในมาตรา ๔ จะบอกว่า บรรดาเงินทั้งปวงที่พึงชำระให้แก่รัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นเงินภาษี ค่าปรับ หรือเงินกู้ ให้นำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดินนะครับ
และมาตรา ๖ ของ พ.ร.บ. เงินคงคลังที่จะบอกว่าการจ่ายเงินจากคลัง ให้กระทำได้แต่เฉพาะตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ. งบประมาณประจำปี พ.ร.บ. งบประมาณ เพิ่มเติม พ.ร.บ. โอนเงินงบประมาณ มติให้จ่ายเงินไปก่อนหรือพระราชกำหนดที่ออก ตามความในรัฐธรรมนูญ
ต่อไปมาตรา ๗ ของ พ.ร.บ. เงินคงคลัง จะเป็นมาตราที่เป็นการยกเว้น หลักใหญ่ซึ่งกำหนดไว้ในมาตรา ๖ ซึ่งบอกว่าการจ่ายเงินต้องทำผ่านงบประมาณ ส่วนข้อยกเว้นในมาตรา ๗ ก็จะระบุว่า กรณีต่อไปนี้ให้จ่ายเงินจากคลังได้โดยไม่ต้องตรา เป็นพระราชบัญญัติงบประมาณ ก็มีหลายข้อ แล้วมีอยู่ข้อหนึ่งคือข้อ ๒ ที่บอกว่ากรณีที่มี กฎหมายใด ๆ ที่กำหนดให้ต้องจ่ายเงินเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายนั้น ๆ และมีความจำเป็น ต้องจ่ายโดยเร็ว ก็จะเห็นว่าพระราชบัญญัติเงินคงคลังซึ่งใช้กันมาหลายสิบปีนี้นะครับ มันเป็นพระราชบัญญัติคลาสสิก (Classic) ซึ่งเราาือใช้มาโดยตลอด แล้วมันก็มีหลักเกณฑ์ที่ดี คือว่าเงินทุกอย่างจะจ่ายออกไปต้องทำเป็นงบประมาณ แต่เขาก็ตระหนักว่าการเขียน หลักเกณฑ์ไว้รัดกุมเข้มงวดอย่างนั้นมันทำให้เกิดความกระด้างตัวแล้วก็ไม่สามารายืดหยุ่นได้ เขาจึงเขียนบทยกเว้นไว้ในมาตรา ๗ บทยกเว้นในมาตรา ๗ ตามที่ผมอ่านไปแล้ว มันเป็น เซฟตี วาล์ว คราวนี้เราเอามาตรา ๖ ของ พ.ร.บ. เงินคงคลัง เนื้อหาในนั้นมาใส่เป็น มาตรา ๒๐๐ ของรัฐธรรมนูญ อันนี้แม้จะมีข้อความเหมือนกันก็ตาม แต่ผลมันจะ แตกต่างกันมาก เพราะการที่เป็นบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ มันแปลว่าเป็นบทบัญญัติ ในรัฐธรรมนูญซึ่งมีศักดิ์ศรีเหนือกฎหมายอื่น กฎหมายอื่นจะขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญไม่ได้ ขณะที่มันเป็นเนื้อหาของมาตรา ๖ ของ พ.ร.บ. เงินคงคลัง มาตรา ๗ มันเป็นบทยกเว้น มันอยู่ในกฎหมายเดียวกันมันยกเว้นได้ แต่พอมาเนื้อหาในมาตรา ๖ นั้น มันมาอยู่ในรัฐธรรมนูญ มันก็เลยเป็นกฎหมายใหญ่ของประเทศซึ่งกฎหมายอื่นจะขัดแย้งไม่ได้ เพราะฉะนั้นบทยกเว้น ของมาตรา ๗ ใน พ.ร.บ. เงินคงคลัง มันก็จะกลายเป็นบทบัญญัติที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ ย่อมไม่มีผลใช้บังคับ ก็แปลว่าเราปิดประตูตายสำหรับเซฟตี วาล์วที่เคยเปิดอยู่นะครับ เพราะฉะนั้นระบบมันก็จะขาดความคล่องตัวและขาดทางออกเวลาที่เกิดภัยพิบัติขึ้น การปิดตายเซฟตี วาล์วนี้มีผลโดยเฉพาะในกรณีที่มีความจำเป็นต้องกู้เงินนะครับ ปกติกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวิเคราะห์ ทั้งนี้แบ่งแยกการกู้เงินออกเป็น ๔ ประเภท
ประเภทแรก คือการกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล แปลว่าเก็บภาษีได้ไม่พอ และตั้งงบประมาณมากกว่าภาษีที่เก็บได้ก็ต้องกู้มานะครับ เงินกู้ตัวนี้จะเข้าคลัง แล้วก็ ออกตามงบประมาณ ไม่มีปัญหานะครับ
ส่วนการกู้ประเภทที่ ๒ เขาเรียกว่าเป็นการกู้แบบโปรเจกต์ โลน (Project Loan) คือการกู้เพื่อเอามาทำโครงการใดโครงการหนึ่งนะครับ
ส่วนการกู้ประเภทที่ ๓ เป็นการกู้ที่เป็นโปรแกรม โลน (Loan) คือกู้มาใช้ ในหลาย ๆ โปรเจกต์ (Project) พร้อม ๆ กันนะครับ
ส่วนการกู้ประเภทที่ ๔ เป็นการกู้เพื่อเสริมทุนสำรองระหว่างประเทศ ซึ่งมีใช้อยู่ ในกรณีที่มีภาวะฉุกเฉินอันอาจเกิดภัยพิบัติต่อระบบการเงินของประเทศ กระทรวงการคลัง กับธนาคารแห่งประเทศไทยจะทำงานร่วมกันและประสานงานกัน แล้วก็จะให้ กระทรวงการคลังไปกู้เงินตราต่างประเทศเข้ามาแล้วก็เอามาแลกเป็นเงินบาท โดยขาย เงินตราต่างประเทศให้กับแบงก์ชาติไป แบงก์ชาติก็จะมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ เพิ่มมากขึ้น กระทรวงการคลังก็เอาเงินนี้เข้าคลังไปและจะจ่ายออกมาได้ก็ต้องจ่าย โดยกระบวนการงบประมาณเหมือนกัน
เพราะฉะนั้นการกู้ทั้ง ๔ ประเภทนี้ ประเภท ๑ ประเภท ๓ และประเภท ๔ มันผ่านกระบวนการงบประมาณหมด ไม่มีปัญหา แต่ว่ากรณีที่มีปัญหาคือการกู้มาทำโปรเจกต์ ซึ่งเราก็ทำอยู่บ่อย ๆ เพราะว่าเราจำเป็นต้องมีโครงการที่จะตั้งใจทำเป็นพิเศษ แล้วก็ได้ผ่านกระบวนการสภาแล้วว่าจำเป็นต้องทำโครงการนั้นแล้วต้องไปกู้เงินมาเพื่อทำ เพราะฉะนั้นเงินที่ได้มาจะเอาไปทำอะไรมันรู้อยู่แล้ว เพราะความจำเป็นต้องไปจัดไพรออริตี (Priority) ในกระบวนการงบประมาณมันไม่มี แล้วก็า้าเอาไปจัดว่าจะจัดลำดับความสำคัญ ไปเทียบกับโครงการอื่น เงินกู้นั้นก็อาจจะไม่ได้มาทำโครงการที่กำหนดไว้ แล้วก็อาจจะ ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของการกู้ก็อาจจะมีปัญหา เพราะฉะนั้นผมเข้าใจดีาึงความจำเป็น ที่ต้องการแก้ปัญหาของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่ผมคิดว่าการแก้ปัญหา โดยการปิดประตูปิดวาล์ว (Valve) หมด มันเป็นการที่น่าจะเป็นปัญหาในอนาคตต่อไป นอกจากนั้นแล้ว ในรัฐธรรมนูญนี้ดูเหมือนว่าจะไม่ได้กล่าวาึงว่าพระราชบัญญัติเงินคงคลังกับพระราชบัญญัติ บริหารหนี้จะยังมีอยู่หรือไม่ หรือว่าจะยุบเลิกไป แล้วเอาไปรวมกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการคลังและการงบประมาณภาครัฐ ซึ่งมีเขียนเอาไว้ในรัฐธรรมนูญอยู่ ผมคิดว่า า้าจะไปยุบหมดอย่างนั้นก็มีความห่วงใยอย่างมากนะครับ เพราะว่าทำอย่างนั้นก็ต้องทำ ด้วยความรอบคอบ แล้วต้องเก็บให้ครบา้วนทั้งหมด ตกหล่นไม่ได้เลย แล้วเชื่อได้ว่าจะใช้ เวลานานมาก ที่ห่วงก็คือว่าา้ารัฐธรรมนูญออกใช้แล้ว แต่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการคลังและการงบประมาณภาครัฐยังไม่ได้ออกจะทำอย่างไร บทบัญญัติ ในพระราชบัญญัติเงินคงคลังเรื่องการบริหารหนี้ซึ่งกลายเป็นบทบัญญัติที่ขัดกับรัฐธรรมนูญใหม่ ที่ออกมาแล้วนี้จะยังใช้ได้อยู่หรือไม่ ตรงนี้คงต้องระมัดระวังและเขียนบทเฉพาะกาลให้ดี ปัญหาที่อาจจะเป็นปัญหาอีกอย่างหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นบ่อย ๆ ในขณะนี้ก็คือการจ่ายเงินเดือนและ เงินบำนาญ ขณะนี้เรามีกรณีเกิดขึ้นบ่อยครั้งที่งบประมาณประเภทเงินเดือนและเงินบำนาญ มีไม่พอ ตั้งไว้ไม่พอ จ่ายหมดก่อนสิ้นปีงบประมาณ ปัจจุบันนี้ก็ได้อาศัยพระราชบัญญัติเงินคลัง มาตรา ๗ (๑) ให้จ่ายไปก่อนได้ แต่า้าหากว่าบทบัญญัติในมาตรา ๒๐๐ ของรัฐธรรมนูญ ปิดประตูตรงนี้เสียก็จะมีปัญหาว่าจ่ายเงินเดือนและจ่ายบำนาญไม่ได้
ผมมีอีกประเด็นหนึ่งครับ ความจริงมีอยู่ ๒ ประเด็น แต่จะพูดให้เร็วนะครับ เพราะได้ทราบว่าเวลาหมดแล้ว มันมีเรื่องของงบประมาณ ๒ ขา ความจริงงบประมาณ ๒ ขานี่เป็นเรื่องดีแล้วผมเห็นด้วย แต่ว่าอยากให้ทำความเข้าใจชัด ๆ ว่างบประมาณ ๒ ขา คืออะไรและมีผลอย่างไร งบประมาณ ๒ ขาก็คือ เดิมนี่งบประมาณของไทยเป็นงบประมาณ ขาเดียว คือมีเฉพาะรายจ่ายเราเรียกว่าพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี แต่ทีนี้ จะเปลี่ยนใหม่เป็นพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี ไม่มีคำว่า รายจ่าย เพราะฉะนั้น แปลว่าในงบประมาณก็จะมีเรื่องทั้งรายรับและรายจ่าย ก็เป็นเรื่องดีที่จะทำให้ครบา้วน แต่ผลเป็นอย่างไร ผลก็คือว่าตัวเลขรายรับที่จะกำหนดไว้เป็นมาตราหนึ่งใน พ.ร.บ. งบประมาณ มันจะมีความหมายว่าอะไร มีผลบังคับหรือไม่ ในกรณีของตัวเลขทางด้านรายจ่าย มันมีผลบังคับในลักษณะที่บอกว่าจะจ่ายเกินนั้นไม่ได้ เช่นา้าตั้งงบไว้จ่ายรายการนี้ ๑,๐๐๐ ล้านบาท ก็ต้องจ่ายไม่เกิน ๑,๐๐๐ ล้านบาทำ้าจ่ายเกิน ๑,๐๐๐ ล้านบาท ก็ผิดกฎหมาย แต่า้าเป็น กรณีรายได้ สมมุติว่าเราตั้งงบว่าจะเก็บรายได้ ๒.๕ ล้านล้านบาท แปลว่าอะไร แปลว่า เราเก็บเกิน ๒.๕ ล้านล้านบาทไม่ได้ใช่ไหม หรือว่าแปลว่าเราเก็บต่ำกว่า ๒.๕ ล้านล้านบาท ไม่ได้ ไม่ว่ากรณีจะเป็นแบบไหนก็ตาม มันจะไม่มีผลทั้งนั้น เพราะอะไร เพราะว่าการจัดเก็บภาษี ต้องเก็บตามกฎหมาย กฎหมายภาษีดำรงอยู่ก่อนที่พระราชบัญญัติงบประมาณประจำปีแต่ละปี จะออกมา กฎหมายภาษีดำรงอยู่ตลอดเวลา แล้วการจัดเก็บภาษีก็ต้องเก็บตามกฎหมาย า้าเก็บไปแล้วได้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่งบประมาณบอกว่าต้องเก็บให้ได้ ๒.๕ ล้านล้านบาท จะไปเก็บเพิ่มอีกเพื่อให้ครบ ๒.๕ ล้านล้านบาท มันทำไม่ได้ มันก็ทำไปตามกฎหมายนี่ล่ะ หรือว่าเมื่อไรที่เราบอกว่า ต้องเก็บให้ได้ ๒.๕ ล้านล้านบาท แล้วเขาก็เก็บมาแล้วปีนั้นได้ดี ได้ ๒.๖ ล้านล้านบาท เขาจะหยุดเก็บได้ไหม เพราะมันเกินแล้ว ก็หยุดไม่ได้ เพราะต้องเก็บตามกฎหมายอยู่ดี เพราะฉะนั้นตัวเลขรายรับ ผลจริง ๆ มันคือเป็นตัวประมาณการ ไม่ใช่เป็นตัวเลขที่มีผลบังคับ เพราะฉะนั้นตัวเลขประมาณการขณะนี้มีอยู่แล้วในระบบงบประมาณของไทย คือเราได้เขียนไว้ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ว่าเวลาเสนองบประมาณรายจ่ายประจำปีต้องเขียนประมาณการรายได้ แาลงไว้ในเอกสารประกอบงบประมาณ แล้วาือว่าเป็นประมาณการ ไม่ใช่เป็นตัวเลขที่จะ ใช้บังคับ แต่ว่าบัดนี้จะไปเขียนไว้ในมาตราหนึ่งของพระราชบัญญัติงบประมาณ แต่ว่า ผมก็เรียนว่าผลบังคับมันก็จะเหมือนเดิมนั่นล่ะ เพราะฉะนั้นที่สื่อไปลงกันครึกโครมว่า การเปลี่ยนแปลงระบบงบประมาณขาเดียวเป็น ๒ ขาเป็นเรื่องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ มีผลทางปฏิรูปเยอะแยะ ผมก็เรียนว่าจริง ๆ แล้วมันไม่ได้แตกต่างอะไรกันมากนะครับ
ตรงนี้ก็อยากให้เข้าใจตรงกันเพื่อว่าจะได้ไปเขียนบันทึกไว้ในเจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญได้าูกต้องและตรงตามความเป็นจริง เพราะได้เขียนคุยไว้ว่ามันเป็น การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ มีผลประโยชน์อะไรเยอะแยะ มันก็เป็นปัญหาตีความในภายหลัง
ผมมีเรื่องสั้น ๆ อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือเรื่องเกี่ยวกับการกระจายอำนาจ ซึ่งใน มาตราหนึ่ง มาตรา ๒๑๓ ได้เขียนไว้ว่า เขาเขียนหลาย ๆ อย่างนะครับ แล้วบอกว่าต้องมี การจัดสรรภาษีและรายได้ระหว่างรัฐกับองค์กรบริหารท้องาิ่นที่เหมาะสมกับอำนาจหน้าที่ ขององค์กรบริหารท้องาิ่นแต่ละประเภท ทีนี้ผมเห็นว่าคำว่า มีการจัดสรรภาษีและรายได้ ไม่เพียงพอ แล้วการจัดสรรภาษีหมายความว่ารัฐบาลเก็บภาษีมาแล้วก็เอาภาษีมาจัดสรร มาแบ่งให้ อปท. แต่ผมคิดว่าขณะนี้เรากำลังต้องการเห็นว่ามีการแบ่งอำนาจในการจัดเก็บภาษี ไปให้ อปท. รับผิดชอบ อปท. ต้องรับทั้งผิดและชอบครับ จะทำเฉพาะงานด้านบวก ไม่ทำงานด้านลบไม่ได้ แล้วก็อำนาจในการจัดเก็บภาษีต้องมอบให้ อปท. และรู้ว่า มอบอำนาจในการจัดเก็บภาษีอะไรไป แล้วก็ประชาชนจะได้รู้ว่าภาษีตัวไหนเป็นภาษี ของท้องาิ่นระดับใด ภาษีใดเป็นภาษีของรัฐบาลส่วนกลาง อันนี้ก็แปลว่าท้องาิ่นจะมีอำนาจ ในการจัดเก็บภาษีและจะรู้ว่าเขาจะมีรายได้จากภาษีอะไร แต่ไม่ได้แปลว่าท้องาิ่นต้องจัดเก็บ ภาษีที่เป็นภาษีท้องาิ่นทั้งหมด เพราะว่าการบริหารจัดเก็บเป็นอีกเรื่องหนึ่งจะเหมาะสมที่จะ จัดเก็บที่ระดับใด ระดับจังหวัดหรือระดับตำบล หรือว่าระดับชาติ ก็อยู่ที่ลักษณะของภาษีนั้น โดยต้องคำนึงาึงความสะดวกของประชาชนและผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจ ส่วนความเป็นเจ้าของภาษีนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งนะครับ เพราะฉะนั้นก็อยากจะเสนอตรงนี้ เพื่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญรับไปพิจารณาปรับปรุงแก้ไขต่อไป ผมจะทำเป็น ลายลักษณ์อักษรเพื่อเสนอเป็นคำแก้ไขไปด้วยครับ ขอบคุณครับ
ตกลง ของอาจารย์ ๒๓ นาที เรียนเชิญท่านประธานกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนา อาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ครับ
ท่านประธาน ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และท่านสมาชิกที่เคารพรัก กระผม เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ สมาชิก สปช. หมายเลข ๑๑๗ ประธานกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนา ท่านประธานครับ เรื่องของศิลปวัฒนธรรมที่คลุมไปาึงเรื่องค่านิยม จริยธรรมและการศาสนานั้น ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเบา ๆ แต่ก็หนักอยู่พอสมควรนะครับ อาจจะไม่ร้อนเท่าประเด็นอื่น ๆ ผมขออภิปรายใน ๒ ภาคครับ ภาค ๒ กับภาค ๔ ภาค ๒ หมวดที่ว่าด้วยแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐ ภาค ๔ ส่วนที่ว่าด้วยการปฏิรูปด้านต่าง ๆ รวมทั้ง ๒ ภาคนั้นขอแบ่งเป็น ๔ ประเด็น ๔ เรื่อง
ประเด็นแรก ก็เกี่ยวกับมาตราที่ว่าด้วยงานวัฒนธรรมในรัฐธรรมนูญ
ประเด็นต่อมา ก็เรื่องความสำคัญและความสัมพันธ์ของงานวัฒนธรรม ที่เกี่ยวข้องกับบริบทสำคัญในสังคม
ประเด็นที่ ๓ ประเด็นาัดไป ความจำเป็นต้องปฏิรูปงานด้านวัฒนธรรม
ประเด็นสุดท้ายคือการแก้ไขและขยายความใน ๕ มาตราสำคัญ
ประเด็นแรก มาตราที่ว่าด้วยงานวัฒนธรรมในรัฐธรรมนูญนั้น ได้ดูแล้ว มีไม่ต่ำกว่า ๒๐ มาตราที่พูดาึงงานวัฒนธรรมเรื่องคุณธรรม เรื่องจริยธรรมและการศาสนา ไม่ต่ำกว่า ๒๐ มาตรา แต่มี ๕ มาตราเท่านั้นที่เกี่ยวโดยเฉพาะกับเรื่องจริยธรรม คุณธรรม ศาสนาและศิลปวัฒนธรรม ๕ มาตรานั้นก็คือมาตรา ๗๔ มาตรา ๘๐ มาตรา ๘๓ แล้วก็ มาตรา ๙๔ กับมาตรา ๒๙๐ ซึ่งเป็นเรื่องของส่วนที่ว่าด้วยการปฏิรูปโดยเฉพาะ ๕ มาตรา เกี่ยวกับงานด้านศิลปวัฒนธรรม ค่านิยม จริยธรรมและการศาสนาโดยเฉพาะ โดยเฉพาะ มาตรา ๗๔ ว่าด้วยจริยธรรม ซึ่งสมัชชาคุณธรรมจะเป็นผู้ประมวลจริยธรรมขึ้นมา มาตรา ๘๐ เกี่ยวกับศาสนาโดยเฉพาะ และมาตรา ๘๓ ก็เกี่ยวด้วยชุมชนเข้มแข็ง ด้วยความเข้มแข็ง ของชุมชนที่จะเกี่ยวข้องกับเรื่องของศิลปวัฒนธรรมในบางวงเล็บ มาตรา ๙๔ำือว่า เป็นแม่บททางวัฒนธรรม ซึ่งเกี่ยวข้องเกี่ยวโยงกับมาตรา ๒๙๐ ในการปฏิรูป ต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการ ซึ่งทุกคณะก็ต้องขอบคุณ โดยเฉพาะเรื่องของ ศิลปวัฒนธรรม ขอขอบคุณเป็นพิเศษ เพราะว่านี่เป็นรัฐธรรมนูญไทยฉบับแรกที่บรรจุ เรื่องของงานศิลปวัฒนธรรมไว้มากที่สุด แล้วก็เป็นรูปธรรมเป็นรูปเป็นร่างสามารา จะดำเนินการได้ด้วยเป็นครั้งแรกซึ่งผมคิดว่าเป็นนิมิตหมายอันดีของงานด้านศิลปวัฒนธรรมครับ อันนี้ก็ขอขอบคุณไว้นี่คือประเด็นแรกที่ผมขอนำเสนอ รายละเอียดจะพูดในตอนท้าย
ประเด็นต่อมาก็คือ เรื่องความสำคัญและความสัมพันธ์ของงานวัฒนธรรม ที่เกี่ยวข้องกับบริบทสำคัญในสังคม ก็ดังที่เคยเสนอไว้เมื่อตอนเริ่มที่จะเสนอแนวทาง เพื่อให้ท่านช่วยกันร่างรัฐธรรมนูญนั้น คณะกรรมาธิการของเราได้เสนอแนวทางไว้แล้ว ท่านก็ได้สกัดเอาใจความสำคัญนี้มาบรรจุไว้ในมาตราต่าง ๆำึงไม่ต่ำกว่า ๒๐ มาตรา ดังที่กล่าวไว้แล้ว ท่านประธานครับ คงจะต้องย้ำกันอีกทีหนึ่งว่าความสำคัญของวัฒนธรรมนั้น เป็นอย่างไร ผมขอประมวลรวมว่าไม่ว่าเรื่องของจริยธรรม คุณธรรม ค่านิยม และศาสนา ล้วนเป็นเรื่องวัฒนธรรมทั้งสิ้นครับ ศาสนาก็เป็นวัฒนธรรมครับ ขณะที่วัฒนธรรมอาจจะไม่ใช่ศาสนาเสมอไป แต่ทั้งหมดอยู่ในร่มใหญ่ของคำว่า วัฒนธรรม ดังที่ผมเคยนิยามว่า วัฒนะ อันแปลว่างอกเงยขึ้น ธรรมะ แปลว่าสิ่ง วัฒนธรรมคือสิ่งที่งอกเงย คือสิ่งที่คนทำ คนสร้างขึ้น เพื่ออะไร ก็เพื่อประโยชน์ในการเป็นอยู่อย่างเป็นปกติสุขของคนนั่นเอง ฉะนั้นวัฒนธรรมในที่นี้โดยรวมจึงหมายาึงวิาีชีวิต และวัฒนธรรมนั้นสามาราที่จะนำมา จำแนกแจกแจงได้อีกหลายมิติ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องศิลปวัฒนธรรมดังที่เราทราบกันเท่านั้น ประชาธิปไตยก็เป็นวัฒนธรรมครับ วัฒนธรรมประชาธิปไตย วัฒนธรรมเศรษฐกิจ วัฒนธรรม ความคิด ทั้งหลายเป็นวัฒนธรรมหมด แต่จะในเฉพาะคณะกรรมาธิการของเรานั้นก็มี เรื่องศาสนา เรื่องของจริยธรรมและค่านิยม ซึ่งผมขอประมวลไว้ว่าเรื่องของศาสนาเป็นเรื่องของ หลักคิดครับ ส่วนเรื่องของค่านิยมและจริยธรรมเป็นเรื่องของหลักการประพฤติและปฏิบัติ ค่านิยมเป็นพฤติกรรมหรือการประพฤติ ส่วนจริยธรรมนั้นเป็นหลักปฏิบัติ ศาสนาเป็นหลักคิด จริยธรรมเป็นหลักปฏิบัติ ส่วนศิลปะและวัฒนธรรมนั้นรวมแล้วศิลปะเป็นความจัดเจนในการ ทำงานในทุกมิติ ในหลายมิติ ส่วนวัฒนธรรมนั้นเป็นวิาีชีวิต ทั้งศิลปะและวัฒนธรรมจึงเป็น หลักสร้างสรรค์ซึ่งสามาราจะพัฒนาขึ้นไปได้ เพราะฉะนั้นหลักคิด หลักปฏิบัติ หลักสร้างสรรค์นี้ เป็นหลักสำคัญในการพัฒนาคุณภาพของคนก็เป็นประวัติศาสตร์และปรากฏการณ์ที่สังคมไทย หรือคนไทยนี้มีพัฒนาการตามลำดับโดยชื่อหรือโดยวาทกรรมตั้งแต่ไพร่ฟ้า ไพร่ราษฎร์ มาเป็นราษฎร มาเป็นประชาชน จนกระทั่งมาเป็นพลเมือง อันนี้ก็เป็นวัฒนธรรมที่พัฒนาขึ้นมา จากรูปธรรมโดยสังคมเป็นผู้ผลักดันขึ้นมา นี่สำคัญครับ นี่คือความสำคัญ ทีนี้ความสัมพันธ์ ของเรื่องเหล่านี้ก็คือผมเคยเปรียบเทียบไปแล้วว่าวัฒนธรรมนั้นเป็นผลผลิตของสังคมครับ วัฒนธรรมไม่ได้ตกมาจากฟ้าโดยไม่มีเหตุไม่มีผล วัฒนธรรมเป็นผลผลิตของสังคม เพราะมนุษย์เป็นผู้ทำเป็นผู้สร้างสังคม เป็นผู้ผลิตวัฒนธรรมขึ้นมา สังคมเองก็ไม่ได้ตั้งขึ้นลอย ๆ สังคมก็ตั้งอยู่บนฐานของเศรษฐกิจ แล้วก็อยู่ใต้อำนาจการบริหารจัดการทางการเมือง า้าจะเปรียบเป็นต้นไม้ สังคมก็คือลำต้น เศรษฐกิจนั้นเป็นราก ส่วนการเมืองก็คือเรือนยอดคือ กิ่ง ก้าน สาขา ใบ ทั้งหมดนี้รวมกันเป็นเอกภาพ เราาึงมักจะพูดว่า สังคม เศรษฐกิจ การเมือง า้าเปรียบเป็นต้นไม้ทั้ง ๓ ส่วน ต่างก็มีองค์ประกอบแตกต่างกันไป สังคมนั้นองค์ประกอบ ของสังคมก็คือศาสนา จริยธรรมและค่านิยมำ้าเปรียบเป็นต้นไม้ศาสนาหรือหลักคิดมันก็เป็น แก่นของไม้ต้นนี้ครับ จริยธรรมที่เป็นหลักปฏิบัติก็เหมือนกับเนื้อไม้นี้ครับ ส่วนค่านิยมที่เป็น พฤติกรรมต่าง ๆ นั้นก็คือเปลือกไม้ เพราะฉะนั้นองค์ประกอบของสังคมก็ประกอบไปด้วย ๓ สิ่งนี้ครับ นี่เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ และมันเป็นนามธรรม แต่องค์ประกอบเหล่านี้ มันมีขั้วบวก ขั้วลบ สังคมนั้นนอกจากองค์ประกอบที่ว่า หลักคิด หลักปฏิบัติและหลักประพฤติ องค์ประกอบเหล่านี้ มีขั้วบวก ขั้วลบ ขั้วบวกของวัฒนธรรมก็คือา้ามันงอก ผมพูดไว้แล้วว่า วัฒนธรรมหมายาึงสิ่งที่งอกเงยขึ้นำ้ามันงอกเงยไปในทางดีมันก็เป็นอารยธรรมครับ า้ามันงอกเงยไปในทางไม่ดีเป็นงอกง่อยนะครับ มันก็เป็นหายนะธรรม นี่คือขั้วบวกขั้วลบ ของสิ่งที่หลอมรวมกันขึ้นเป็นสังคม ส่วนเศรษฐกิจขอขยายความนะครับ เศรษฐกิจ ก็มีองค์ประกอบของมันคือทุนครับ ทุนก็มีขั้วบวกขั้วลบำ้าเป็นทุนสัมมาก็เป็นขั้วบวก า้าเป็นทุนสามานย์ก็เป็นขั้วลบ สัมมาก็คือเอาทุนมารับใช้สังคม สามานย์คือเอาสังคมมารับใช้ทุน นี่ก็เป็นขั้วบวกขั้วลบของเศรษฐกิจ ส่วนการเมือง องค์ประกอบของการเมืองก็คืออำนาจ ในการบริหารและจัดการ ขั้วบวกขั้วลบก็คือา้าใช้อำนาจไปในทางที่ผิดมันก็เป็นเผด็จการ อันนี้เป็นขั้วลบ ขั้วบวกก็คือา้าใช้อำนาจบริหารจัดการในทางที่าูกมันก็คือระบอบประชาธิปไตย ที่เราใฝ่ฝันและพยายามที่จะทำให้เป็นจริงนั่นเอง ต้นไม้ต้นนี้ต้องมองอย่างนี้มันจึงจะเห็นว่า มันเป็นเอกภาพกัน เอกภาพกันของความขัดแย้งด้วยครับ เพราะจะมีขั้วลบมาต่อต้าน อยู่เสมอ ๆ นั่นก็คือความสัมพันธ์ของงานด้านศิลปวัฒนธรรมที่มีต่อบริบทสำคัญของสังคม
ประเด็นาัดไปก็คือ ความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปงานด้านวัฒนธรรมครับ ผมขอใช้คำว่า วัฒนธรรม ในความหมายที่รวมหมด จะได้ไม่ต้องพูดย้อนไปย้อนมาว่า มันคือศาสนา มันคือจริยธรรม ค่านิยมอะไรเหล่านั้น วัฒนธรรมนี่รวมหมดแล้ว ความจำเป็น ที่จะต้องการปฏิรูปงานด้านวัฒนธรรมของยุคปัจจุบันนี้ผมคิดว่ามันเกิดขึ้นจากวิกฤติ ๓ ประการครับ
วิกฤติประการแรก ก็คือการขาดดุลยภาพของการจัดการงานด้านศิลปวัฒนธรรม หรืองานด้านวัฒนธรรม เพราะวัฒนธรรมเป็นเรื่องของคนทำ คนสร้าง สังคมเป็นผู้ก่อให้เกิด วัฒนธรรม แต่การจัดการหรือการกำหนดงานวัฒนธรรมนั้นที่แล้วมาเกิดขึ้นจาก ๒ ส่วนเท่านั้นเอง คือรัฐกับเอกชน รัฐก็คือราชการ เอกชนก็คือธุรกิจ ๒ ภาคส่วนนี้เป็นตัวกำหนดวัฒนธรรมอยู่ มันขาดไปอีกภาคส่วนที่สำคัญอย่างยิ่งคือภาคประชาชนหรือประชาสังคม แล้วรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ได้ให้อำนาจกับประชาชน ได้ให้อำนาจกับภาคประชาสังคม ได้ให้อำนาจในการจัดการ บริหารงานด้านศิลปวัฒนธรรมร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ กับอีก ๒ ภาคส่วนคือภาครัฐ กับภาคเอกชน ภาคประชาชนมีส่วนร่วมที่จะเข้ามามีสิทธิและมีส่วนร่วมที่จะเข้ามากำหนด งานวัฒนธรรมด้วยกัน นี่เป็นนิมิตใหม่ เป็นมิติใหม่ซึ่งอยากจะให้ตราไว้ว่านี่เป็นปรากฏการณ์ ที่เราจะต้องขับเคลื่อนให้เป็นจริง ดุลยภาพอันนี้ ๓ ส่วนสำคัญคือภาครัฐ ภาคเอกชน แล้วก็ ภาคประชาชนต้องมีดุลยภาพกันครับ งานศิลปวัฒนธรรมมันจึงจะมีพลัง แล้วก็สร้างสรรค์สังคม แล้วก็จะทำให้สังคมมีคุณภาพคนมีคุณภาพตามที่เราต้องการ ต้องการให้คนเป็นพลเมืองนี่ละครับ ต้องรักษาดุลยภาพนี้ไว้ ที่แล้วมามันไม่เป็นอย่างนั้นครับ ผมจะยกตัวอย่าง โทรทัศน์เราจำกันได้ ไหมครับ เมื่อเริ่มแรกเป็นโทรทัศน์ของราชการ มีไม่กี่ช่อง แล้วต่อไปก็ให้กับเอกชนเข้ามาทำ ประกอบกันไปด้วยกลายเป็นช่อง ๓ ช่อง ๕ ช่อง ๗ เวลานี้โทรทัศน์มีเป็นร้อย ๆ ช่อง วิทยุเป็นร้อย ๆ สาานี ท่านเชื่อไหมครับว่าโทรทัศน์ วิทยุเป็นร้อยสาานีเปิด ๒๔ ชั่วโมง มันสามาราที่จะทำลายรสนิยมคนภายในไม่าึงชั่วอายุคนครับำ้ามันดีมันก็สร้างสรรค์ด้วยครับ แต่ขณะเดียวกันมันก็ทำลายด้วย เราจะเห็นว่ารสนิยมของคนได้กลายเป็นค่านิยมของสังคมนี้ มันกลายเป็นว่าเราไม่รู้จักตัวเอง นอกจากไม่รู้จักแล้วก็ดูาูกตัวเองด้วย มันกลายเป็นว่าอยากจะเป็นอื่นตามเขาแล้วเก่ง คิดเอง แล้วโง่ นี่คือค่านิยมที่ผิด ซึ่งสิ่งแวดล้อมหรือสื่อที่มันมากำหนดรสนิยมของเรานี้ทำให้ คนเป็นอย่างนั้น ทำให้ค่านิยมของสังคมเป็นอย่างนั้น อันนี้เป็นความจำเป็นต้องปฏิรูปครับ มิเช่นนั้นแล้วเราจะหาตัวเองไม่เจอ ผู้รู้บอกว่าก่อนที่เราจะเป็นอะไรในโลกนี้เราต้อง าามตัวเองให้ได้ก่อนว่าอะไรที่ทำให้เราเป็นเรา ก่อนที่จะเป็นอะไรต้องาามตัวเองให้ได้ว่า อะไรที่ทำให้เราเป็นเรา นั่นคืองานวัฒนธรรมครับ เราต้องกลับคืนมาสู่ตัวเองด้วยรากฐาน ทางวัฒนธรรมนี่ละครับ และนี่คือวิกฤติที่อาจจะมองไม่เห็นมันเป็นม่านมายาที่บังตา แต่เป็นความจริง นี่คือวิกฤติประการหนึ่ง รัฐธรรมนูญนี้ได้พูดาึงดุลยภาพนี้ไว้แล้ว ในงานวัฒนธรรม
วิกฤติประการที่ ๒ ก็คือ การปะทะกันทางวัฒนธรรม วัฒนธรรมอะไรที่ปะทะกัน ๑. ก็คือวัฒนธรรมความเชื่อ ๒. วัฒนธรรมความคิด ๒ วัฒนธรรมนี้กำลังปะทะกัน ในสังคมบ้านเราก่อให้เกิดความไม่เข้าใจ ก่อให้เกิดความแตกแยก ความเชื่อนั้นคู่กับคำว่า ฟัง เชื่อฟังอย่างไรครับ ส่วนความคิดนี้คู่กับคำว่า อ่าน คิดอ่านอย่างไรครับ สังคมไทย เราเป็นสังคมที่เชื่อฟังเป็นรากฐานวัฒนธรรมของความเชื่อมานานเป็นพันปีด้วยซ้ำไป เพราะว่าเราเชื่อฟัง ฟังใครครับ ฟังผู้มีบุญ ฟังพระเทศน์ ฟังผู้มีอำนาจ ฟังผู้ปกครอง ฟังผู้ใหญ่ การเชื่อฟังนี้ไม่ใช่ไม่ดีนะครับ เพราะสังคมเก่าหรือสังคมไทยแต่เดิมมานั้น เรามีกรอบของจารีตประเพณีที่ดี เรามีกรอบของศีลธรรมที่แข็งแรง เพราะฉะนั้นสังคมไทย เป็นสังคมที่เชื่อฟัง เชื่อฟังก็เป็นสิ่งที่ดี เป็นความเชื่อที่ดี แต่ว่าปัจจุบันนี้มันเปลี่ยนไปสังคม มันก้าวกระโดดมากครับท่าน ใน ๑๐-๒๐ ปีนี้สังคมเปลี่ยนพลิกอย่างตามแทบจะไม่ทัน มันกลายเป็นว่าทันสมัยแต่ไม่พัฒนา เพราะมันเกิดสังคมความคิด คิดนี่คิดอ่านนะครับ อ่านก็คือการศึกษา สังคมที่เปิดโอกาสให้คนมีการศึกษาอย่างทั่วาึงเป็นทางการนั้น เกิดเมื่อสมัยรัชกาลที่ ๕ นี้เองครับ เพราะฉะนั้นความคิดอ่านหรือการศึกษามันเกิดมาแค่ ประมาณ ๑๐๐ ปี หรือ ๑๐๐ กว่าปี ฉะนั้นรากฐานของสังคมความคิดมันมีน้อยกว่ารากฐาน ของสังคมความเชื่อครับ ตอนนี้เรากำลังจะปะทะกันอยู่และสังคมความคิดที่เป็น เรื่องการศึกษาซึ่งเราจะต้องปฏิรูปกันอยู่นี้มันก็ยังไม่แข็งแรงครับ พื้นฐานความคิด ของสังคมไทยยังไม่แน่นหนา ไม่มั่นคงเหมือนกับสังคมความเชื่อ นี่ก็เป็นวิกฤติอันหนึ่งที่เรา า้าไม่คิดก็จะไม่มองไม่เห็น แต่า้าคิดก็จะได้เห็นปัญหากันเยอะแยะ และปัจจุบันนี้ไม่ใช่ เท่านั้นครับ เรื่องสื่ออย่างเมื่อวานมีการอภิปรายกัน อิทธิพลของสื่อมันเป็นภูมิที่มาเขย่า เรื่องของช่องว่างระหว่างความเชื่อกับความคิดให้มากขึ้นไปอีกครับ อันนี้คือวิกฤติใหม่ ของสังคมไทยเรา คือเรื่องการปะทะกันทางวัฒนธรรมความเชื่อกับความคิดครับ
วิกฤติอีกประการหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าเป็นวิกฤติ ท่านอาจจะไม่เห็นว่าเป็นวิกฤติ นั่นคือวิกฤติทางวาทกรรม วิกฤติทางวาทกรรมครับ ผมยกตัวอย่างคำว่า ศรีธนญชัย ที่เราพูดกัน า้าเราไม่เข้าใจ ไม่เคยอ่านเรื่อง ไม่เคยรู้เรื่องศรีธนญชัยเราก็จะไม่รู้ว่าหมายาึงอะไร ผู้รู้ท่านบอกว่าา้าเราจะรู้าึงภาวะของความจริงว่ามันทำให้กลายเป็นความจริงขึ้นมาได้ อย่างไร เราก็จะเข้าใจความจริงได้ดียิ่งขึ้น คือา้าเราจะเข้าใจภาวะของความจริงว่ามันเป็นสิ่ง ที่าูกทำให้กลายเป็นความจริงขึ้นมาอย่างไร เราก็จะเข้าใจความจริงได้ดียิ่งขึ้น วาทกรรมต่าง ๆ ที่เราใช้กันนั้นมันมีภาวะการเกิดขึ้นของมัน ซึ่งบางทีเราฉวยใช้ เช่น คำว่า ประชาธิปไตย เช่นคำ รัฐประหาร เช่นคำอีกหลายคำ แม้กระทั่งการปฏิรูปนี่เอง มันเป็นชุดความคิด เมื่อวานคุณประสารได้อธิบายด้วยภาพและคำได้ดีมาก ผมก็อยากจะมาขยายความอีกนิดหนึ่ง เช่น คำว่า รัฐประหาร ที่จริงแล้วคำว่า รัฐประหาร กลายเป็นความคิดรวบยอด เพราะหมายาึงการโค่นล้มอำนาจซึ่งกันและกัน เราผูกติดกับวาทกรรมนี้มาตลอด ผมไม่ได้หมายความว่ารัฐประหารดีนะครับ แต่ผมหมายาึงว่าา้าเราดูภาวะความจริงคำว่า การรัฐประหาร แต่ละครั้ง แต่ละครั้ง แต่ละครั้งนั้นมันมีมิติและภาวะที่ต่างกัน เช่น รัฐประหารเที่ยวที่แล้ว ผมาือว่า รัฐ ประหาร รัฐ ด้วยการเป็นรัฐที่ล้มเหลว ดังที่คุณประสาร อภิปรายเมื่อวานนี้ ชี้ให้เห็น นั่นเป็นการรัฐประหารอย่างหนึ่งเหมือนกันนะครับ คือรัฐประหารรัฐด้วยการเป็นรัฐที่ล้มเหลว นี่ก็เป็นภาวะความจริงอีกอันหนึ่ง แล้วา้าเราดู ความจริงต่อไป สภาปฏิรูปแห่งชาติของเราเกิดขึ้นก็เพราะความขัดแย้งในเรื่องของความคิด ที่ว่าจะปฏิรูปก่อนเลือกตั้งหรือจะเลือกตั้งก่อนปฏิรูป ซึ่งเราเคยวิจารณ์ ผมเองเคยวิจารณ์ว่า การเลือกตั้งนั้นมันเหมือนกับเราได้ใบขับขี่มาจะาูกต้องหรือไม่าูกต้องไม่รู้ แล้วก็เอาใบขับขี่นี้ มาทำผิดกฎจราจร แล้วเราก็อ้างว่าเรามีใบขับขี่เราสามาราจะขับขี่อย่างไรก็ได้ อันนี้ไม่าูกครับ เพราะว่าการได้มาซึ่งอำนาจ กับการใช้อำนาจมันคนละขั้นตอนกันครับ เพราะฉะนั้น การเลือกตั้งมันจึงเหมือนเครื่องกรองน้ำครับ ที่บ้านท่านมีไหมครับ ที่บ้านผมมีครับ มันมีอายุ ของมันนะครับ หมดอายุแล้วไส้กรองมันเน่า เครื่องกรองต้องเปลี่ยน เพราะไม่ค่อยได้า่าย หรือล้างมันสักเท่าไร เพราะฉะนั้นเครื่องกรองน้ำา้ามันหมดอายุจะเอาน้ำดีใส่ลงไปมันก็เป็น น้ำเน่าครับ ระบบการเลือกตั้งของเราก็เหมือนกันำ้ายังปล่อยให้เป็นไปอย่างนั้นเราก็จะมี น้ำเน่ามาเข้าสภาไม่รู้จบ รู้สิ้น ฉะนั้นเราจึงต้องการการปฏิรูปก่อนเลือกตั้งอย่างไรครับ ที่เป็นปัญหาอยู่ตอนนี้ก็คือเราต้องการปฏิรูปเรื่องระบบทั้งหลายแหล่ เหมือนกับ เครื่องกรองน้ำ เพื่อจะได้ได้น้ำดีมาเข้าสภาครับ เราากเาียงกันอยู่เรื่องนี้ละครับ ผมว่านี่ก็เป็น วิกฤติทางวาทกรรม เป็นวัฒนธรรมทางความคิดที่ผูกติดกับวาทกรรม แล้วก็วาทกรรมเหล่านี้ มันกลายเป็นกับดัก กับดักของสังคมเราที่เราก้าวไม่พ้นสักที ผมเชื่อว่าา้ามีการเลือกตั้งใหม่ ก็จะเกิดชุดความคิดเหล่านี้มาปะทะกันอีกำ้าเรายังไม่ทำความเข้าใจให้มันชัดเจนนะครับ เราไม่อยากให้วาทกรรมนี้เป็นกับดัก อันนี้ก็เป็นวิกฤติอีกอันหนึ่งที่าือเป็นวิกฤติ ทางวัฒนธรรม คือวัฒนธรรมทางความคิดที่ผูกติดกับวาทกรรมนั้น แล้วบ้านเราเราใช้ภาษาต่างประเทศ ที่สร้างความเข้าใจไม่ตรงกันมากเหลือเกิน ภาษาไทยเราครึ่งค่อนเป็นภาษาบาลี สันสกฤต ชื่อผมเอง นามสกุลผมเองก็เช่นกัน แปลกันไม่าูก ไปาามชื่อคนรุ่นใหม่สิครับ ชื่อกันแปลก ๆ ทั้งนั้นนะครับ ไม่รู้แปลว่าอะไร บางทีผมก็แปลไม่ออก ก็นี่อย่างไรครับ เพราะว่าเอาบาลี สันสกฤตมาใส่ ฉะนั้นเวลาจะพูดทำความเข้าใจในภาษากฎหมายต้องมีการจำกัดความว่า นี่หมายาึงอะไร นี่หมายเฉพาะอะไร นี่เป็นปัญหายุ่งยากอย่างหนึ่ง ฉะนั้นเมื่อเราเอา ดีมอคเครซี (Democracy) เอาคัลเจอร์ (Culture) เอาอะไรมา เราต้องมาแปลใหม่ และมาแปลเป็นบาลี สันสกฤตอีก เมื่อครู่ผมจะต้องยุ่งยากกับการแปลเรื่องวัฒนธรรม ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะว่าวัฒนธรรมเวลาเราไปเอ่ยไปพูดกับใครำามเขาหมายาึงอะไร ต่างคน ต่างตีความหมายกันไปคนละอย่างหมด นั่นก็เพราะว่าเรามีปัญหาอุปสรรคทางวาทกรรม โดยเฉพาะทางด้านภาษาด้วยครับ นี่ก็เป็นปัญหาทางวัฒนธรรมอีกเหมือนกัน จนกระทั่ง ก่อให้เกิดวิกฤติในวันนี้ด้วยครับ ผมอาจจะพูดไม่าึงครึ่งชั่วโมงหรืออาจจะาึงก็ได้นะครับ เพราะว่าตอนนี้มาาึงประเด็นสุดท้ายแล้วครับ ประเด็นที่ขอแก้ไขและขยายความ ใน ๕ มาตราสำคัญครับ ๕ มาตราสำคัญที่ผมยกไว้คือมาตรา ๗๔ มาตรา ๘๐ มาตรา ๘๓ มาตรา ๙๔ และมาตรา ๒๙๐
มาตรา ๗๔ นั้น เรื่องมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้นำการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่ละประเภทให้เป็นไปตามประมวลจริยธรรมที่สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติกำหนดขึ้นเพื่อให้ ความเห็นชอบ ตรงนี้ไม่มีอะไร เพราะว่าเป็นเรื่องที่จะต้องประมวลจริยธรรมขึ้นมา แต่ขอฝากข้อสังเกตไว้นิดหนึ่งว่าจริยธรรมที่ผมาือว่าเป็นหลักปฏิบัตินั้น มันขึ้นอยู่กับ ทั้งค่านิยมและขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายอย่างของสังคม เพราะฉะนั้นสังคมใหม่ก็มี จริยธรรมใหม่ครับ และต้องคำนึงว่าประมวลจริยธรรม จริยธรรมใหม่ในสังคมใหม่ เป็นอย่างไร อันนี้ก็เป็นปัญหาที่ฝากไว้นะครับ ยิ่งมีสื่อ อิทธิพลของสื่อเข้ามาอีกด้วย สื่อนี่สร้างอุณหภูมิของการปะทะทางวัฒนธรรมมาก เพราะฉะนั้นจริยธรรมใหม่ ก็ต้องตามให้ทันด้วยนี่คือมาตรา ๗๔ ไม่มีอะไรมาก
มาตรา ๘๐ สำคัญมากครับ เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับศาสนา มาตรา ๘๐ รัฐต้องให้ ความอุปาัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่ นับาือมาช้านานและศาสนาอื่น ส่งเสริมให้ศาสนิกชนเข้าใจและเข้าาึงหัวใจของศาสนาของตน ส่งเสริมความเข้าใจอันดีและความสมานฉันท์ระหว่างศาสนิกชนของทุกศาสนา รวมทั้ง สนับสนุนการนำหลักธรรมของศาสนามาใช้เพื่อเสริมสร้างศีลธรรม พัฒนาจิตใจและปัญญา ข้อความประโยคต้น ๆ นี้ ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตครับ คือคำว่า รัฐต้องให้ความอุปาัมภ์ และคุ้มครองพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับาือมาช้านาน และศาสนาอื่น ตรงนี้ผมอยากจะขอให้ทบทวนำ้าเป็นไปได้อยากให้ตัดออกเลยครับ เพราะอะไรครับ เพราะว่านี่เป็นสาระสำคัญซึ่งมีบัญญัติไว้แล้วในหลักการพื้นฐาน มาตรา ๙ พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพุทธมามกะและเป็นองค์ศาสนูปาัมภก องค์ศาสนูปาัมภกแสดงว่าเป็นผู้อุปาัมภ์ ศาสนาอยู่แล้วครับ ฉะนั้นไม่ควรจะมาบัญญัติในนี้อีกใช่ไหมครับ แล้วก็การที่บัญญัติพระองค์ เป็นพุทธมามกะนั้น ก็คือเน้นเรื่องความสำคัญของพุทธศาสนาครับ ก็ขอฝากไว้ตรงนี้ครับ ผมมีเวลาอีก ๑๐ นาทีใช่ไหมครับ นี่คือมาตรา ๘๐ ที่ขอฝากไว้นะครับ
ส่วนเรื่องส่งเสริมคือรัฐนี่ควรจะมาทำหน้าที่ส่งเสริมให้ศาสนิกชนเข้าใจ และเข้าาึงหัวใจของศาสนาตรงนี้เป็นสำคัญกว่าครับำ้าเข้าใจตรงนี้แล้วทำให้ได้ทุกศาสนา จะคงอยู่และเป็นหลักที่สำคัญในการพัฒนา
ส่วนมาตรา ๘๓ เรื่องของชุมชนเข้มแข็งและความเข้มแข็งของชุมชนที่พูดาึง เรื่องรัฐต้องส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนท้องาิ่นดังต่อไปนี้
๑. มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย แผนและงบประมาณ เพราะฉะนั้น ผมอยากจะตัดคำว่า มีส่วนร่วม คำว่า ส่วนร่วม เป็น สิทธิ ได้ไหม มันจะได้ชัดเจนขึ้นครับ มีสิทธิในการกำหนดนโยบายเลยครับ เพราะมีส่วนร่วมบางทีมันกำกวม เพราะว่าที่แล้ว ๆ มา อะไรที่มีส่วนร่วมคนมามุงดูก็เป็นส่วนร่วมนะครับ หรือรวบรวมรายชื่อมาแสดงก็าือว่า มีส่วนร่วม ควรจะบัญญัติให้ตรงไปเลย มีสิทธินะครับ อันนี้ก็ฝากไว้นะครับ มาตรา ๘๓
ส่วนมาตรา ๙๔ ที่ผมาือว่าเป็นแม่บทของงานวัฒนธรรมนั้นสำคัญมากครับ ที่บอกว่าเป็นครั้งแรกที่รัฐธรรมนูญของเราบัญญัติในเรื่องนี้ไว้
มาตรา ๙๔ รัฐต้องส่งเสริมวัฒนธรรมและศิลปะ โดยคำนึงาึงวัฒนธรรม ในทุกมิติเพื่อให้เป็นรากฐานเอกลักษณ์ของชาติและท้องาิ่น บริหารจัดการวัฒนธรรม เพื่อพัฒนาคุณค่าและมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคม และเปิดพื้นที่สาธารณะสำหรับ กิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรม ทั้งนี้โดยต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชน ชุมชน และองค์กรบริหารท้องาิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการตามมาตรานี้ครับ อันนี้เป็นบทบัญญัติที่สำคัญมาก ๆ โดยเฉพาะเรื่องการส่งเสริมวัฒนธรรมทุกมิติ ทุกมิตินี้ หมายความว่าเราต้องคำนึงาึงวิาีชีวิตในทุกมิติของสังคมนั้น ๆ ด้วย ไม่ใช่เฉพาะในเรื่องของ จารีตประเพณีเท่านั้น แล้วก็เอกลักษณ์ของชาติและท้องาิ่นนี้ก็สำคัญ เพราะว่าความเป็นท้องาิ่น แสดงโดยอัตลักษณ์ของเขา และเวลานี้ประเทศไทยเราเป็นลักษณะพหุวัฒนธรรม พหุวัฒนธรรมคือมีหลากหลายและอันนี้เป็นความงามของวัฒนธรรมด้วย เสียงที่แตกต่างกัน มารวมกันอย่างลงตัวนั่นละคือความไพเราะของดนตรีครับ ทีนี้ความหลากหลาย ทางวัฒนธรรม หลากหลายแต่คล้ายคลึงเป็นความงดงามของวิาีที่จะพัฒนาไปสู่ความเป็นอารยะได้ อันนี้สำคัญมาก ๆ แล้วก็เรื่องการบริหารพัฒนาคุณค่านี้ผมคิดว่าต่อไปงานของการจัดการ แม้กระทั่งยกตัวอย่างเรื่องการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมา้าทำให้เป็นเรื่องเป็นราว มันก็จะเป็นรายได้เข้าประเทศมหาศาลเลยนะครับ
แล้วก็อีกประการหนึ่งก็คือเดี๋ยวนี้เขาไม่ได้ใช้งานวัฒนธรรมมาเยียวยาจิตใจเท่านั้น แต่งานวัฒนธรรมมันกลายเป็นอาวุธทางวัฒนธรรมที่ต่างชาติมีอิทธิพล เข้ามากลืนชาติกันได้ เป็นอาวุธทางวัฒนธรรม ฉะนั้นงานวัฒนธรรมนี้บางทีมันเป็นเหมือนลูกศรที่จุ่มน้ำผึ้ง ภาษิตอาหรับ เขาบอกว่าการจะพูดสัจจะหรือการใช้สัจจะบางอย่างนั้นเหมือนกับยิงศร ต้องเอาศรจุ่มน้ำผึ้ง เสียก่อน ผมเคยเขียนเป็นกลอนนะครับว่าำ้าจะยิงธนูให้ดูจังหวะ ใช้ศรแห่งสัจจะสักดอกหนึ่ง ต้องการให้ศรศักดิ์นั้นปักตรึง จงศรจุ่มน้ำผึ้งแล้วจึงยิง งานวัฒนธรรมก็เป็นเช่นนั้น มันเป็น ทั้งอาวุธและเป็นทั้งการเยียวยาจิตใจของคนได้ด้วย ที่สำคัญที่สุดก็คือการเปิดพื้นที่ให้งาน วัฒนธรรม ผมสรุปสั้น ๆ ว่าเวลานี้บ้านเมืองเรา ประชาชนเรา กลางวันก็เดินห้าง กลางคืน ก็นั่งเฝ้าจอ แล้วก็นอนรอาูกหวย ฉะนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีพื้นที่ทางศิลปวัฒนธรรม และทางวัฒนธรรมนี่ผมได้ข่าวว่า หลายจังหวัด ท่านประชา เตรัตน์ ยืนยันได้ว่าเวลาไปเปิดพื้นที่แล้วเอางานศิลปวัฒนธรรมเข้ามา คนจะเข้าใจได้ดีกว่าแค่ไปพูด ๆ เท่านั้น ผมคิดว่าจำเป็นจะต้องเปิดพื้นที่แล้วครับ มีทางเลือกครับ ไม่ต้องไปเดินห้าง นั่งเฝ้าจอ รอาูกหวยเท่านั้น และอีกอย่างหนึ่งเป็นประโยชน์กับศิลปิน า้าหากว่าจะมีพื้นที่ให้เขามาแสดงนะครับ เพราะว่าเวลานี้า้าจะปล่อยให้เป็นอย่างนี้ ของเก่าก็หาย ของใหม่ก็หด เพราะศิลปินไม่มีพื้นที่ ของเก่าก็มีจะตายไป ของใหม่ก็ไม่กล้าสร้างสรรค์ ไม่มีพื้นที่ให้เขาอย่างไรครับ มันาูกกำหนดด้วยราชการกับเอกชนเท่านั้น แล้วภาคประชาชน ในมิติใหม่จะต้องมีบทบาทมากขึ้นครับ
ผมคิดว่ามาาึงอันสุดท้าย ก็ขอเสนอว่าการปฏิรูปงานด้านวัฒนธรรมครั้งนี้ เท่ากับเป็นการปรับสมดุลของประเทศ การปฏิรูปงานด้านวัฒนธรรมครั้งนี้เท่ากับเป็นการ ปรับสมดุลของประเทศครั้งสำคัญ โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างอำนาจ ขอยกข้อความ จากข้อเสนอการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจของคณะกรรมการการปฏิรูปที่เสนอต่อรัฐบาล เมื่อปี ๒๕๕๔ ตอนหนึ่งดังนี้ โครงสร้างอำนาจที่าือเอารัฐเป็นตัวตั้งและสังคมเป็นตัวตาม ยังเป็นอุปสรรคสำคัญของการพัฒนาประชาธิปไตย เพราะมันทำให้การเติบโตของประชาสังคม ที่จะทำหน้าที่ควบคุมกำกับรัฐเป็นไปได้ยาก ประชาชนพลเมืองจำนวนมากาูกทำให้เคยชิน กับความเฉื่อยเหนื่อยเรื่องส่วนรวม ความเฉื่อยเหนื่อยเรื่องส่วนรวม บ่มเพาะความคิดหวังพึ่ง และขยาดขาดกลัวที่จะแสดงพลังของตนและอีกด้านหนึ่งการควบคุมบ้านเมืองโดยศูนย์อำนาจ ที่เมืองหลวงได้ทำให้ท้องาิ่นอ่อนแอ ประชาชนอ่อนแอ กระทั่งดูแลตัวเองไม่ได้ในหลายกรณี โครงสร้างการปกครองแบบสั่งการจากเบื้องบนได้มีส่วนทำลายอัตลักษณ์ของท้องาิ่น ในที่หลายแห่ง ผู้คนในท้องาิ่นต้องสูญเสียทั้งอำนาจในการจัดการชีวิตตัวเอง สูญเสีย ทั้งศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจในวิาีวัฒนธรรมของตน นี่ละคือความจำเป็นรีบด่วนที่จะต้อง ปฏิรูปงานวัฒนธรรมในทุกด้าน ขอบคุณครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญท่านประธานกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คุณปราโมทย์ ไม้กลัด ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม ปราโมทย์ ไม้กลัด ประธานกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระผมได้แสดงความจำนงขออภิปรายภาค ๒ ผู้นำการเมืองที่ดีและระบบผู้แทนที่ดี ในหมวด ๒ ครับ ในหมวด ๒ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผมได้ศึกษาเปรียบเทียบาึงเนื้อหาของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่มีอยู่ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหลายฉบับในอดีต ซึ่งหลายฉบับก็ได้มีการเขียน แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐไว้หมด ไม่ว่าจะเป็นฉบับ พ.ศ. ๒๕๔๐ ฉบับ พ.ศ. ๒๕๕๐ นี้ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับ พ.ศ. ๒๕๕๘ ที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญกำลังจัดทำอยู่นี้ครับ กระผมก็ได้บทสรุปว่าที่เรากำลังทำนี่มีความครบา้วนสมบูรณ์ในหมวดนี้ครับ แนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐ มีความครบา้วนสมบูรณ์ในเนื้อหา ในทุกสิ่งทุกอย่างในทุกเรื่องที่ควรจะ ดำเนินการแก้ไขพัฒนาประเทศชาติต่อไปในอนาคตอย่างไร มีความเข้มข้นไม่น้อยทีเดียว มาก ๆ ด้วยครับ อันนี้ก็เป็นความเห็นของผมว่าสภาปฏิรูปแห่งชาติร่วมกับหลาย ๆ ฝ่าย ที่กำลังทำอยู่โดยคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ได้บรรจุเนื้อหาในหมวดนี้ไว้ ค่อนข้างจะชัดเจนว่าอะไรเป็นอะไร สำหรับความเห็นของผมเรื่องราวของแนวนโยบาย ที่เรากำลังบรรจุอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญ มันคงจะไม่ใช่แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ผมพิจารณาแล้ว มันน่าจะเรียกว่าแนวนโยบายสำคัญแห่งรัฐ พูดกันง่าย ๆ ว่านโยบายสำคัญ ๆ ที่รัฐควรจะต้อง ขับเคลื่อนต่อไปในอนาคตก็อยู่ในหมวดนี้ อยู่ในหมวดที่เรากำลังจะบรรจุอันนี้ ผมคิดว่า มันเป็นแนวนโยบายสำคัญแห่งรัฐมากกว่าที่จะเรียกว่า แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ บรรจุไว้ในรูปแบบของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ใช่ครับ ในนั้นมันมีความที่เรียกว่าอะไรละครับ ไม่ค่อยชัดเจน ไม่ค่อยหนักแน่น ก็ขอกราบเรียน ท่านประธานผ่านยังคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้พิจารณาในความเห็นส่วนตัวของผม ชื่อของหมวดว่าแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐมันน่าจะเขียนให้ชัดเลย ฟันธงเลย ชื่อว่า แนวนโยบายสำคัญแห่งรัฐ นี่คือเหตุผลที่ผมได้พิจารณา ก็มีความเห็นว่ามันน่าจะเป็นอย่างนี้ ก็มีความเชื่อำ้ารัฐบาลทุกรัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน บริหารประเทศ แล้วก็ นำเรื่องราวของหลักการต่าง ๆ ในแนวนโยบายหลาย ๆ เรื่องหลาย ๆ ราวที่บรรจุอยู่ใน ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของเราที่เรากำลังทำ แล้วก็กำหนดยุทธศาสตร์นำไปศึกษาวิเคราะห์ เพื่อจะกำหนดยุทธศาสตร์ ยุทธศาสตร์ทั้งระดับชาติระดับจังหวัด ระดับพื้นที่อะไรต่าง ๆ ก็แล้วแต่ แล้วก็ดำเนินการขับเคลื่อนต่อไปให้บรรลุเป้าหมายอย่างชัดเจน ผมมีความเชื่อว่า บ้านเมืองไทยของเราต่อไปในอนาคตก็จะต้องเจริญรุ่งเรืองแน่นอน ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพครับ เรียกได้ว่านโยบายงานสำคัญ ๆ ของชาติ ระดับชาติและทุกระดับก็ได้บรรจุ อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปของเราแล้ว ไม่ต้องไปเรียกหาแนวนโยบายสำคัญระดับชาติ ที่ไหนอีก ในอดีตที่ผ่านมารัฐบาลที่มีการแข่งขันโดยพรรคการเมือง กลุ่มพรรคการเมืองที่จะเข้ามา บริหารประเทศ เราจะได้เห็นเขากำหนดนโยบาย แสดงนโยบาย นโยบายของพรรคการเมืองนั้น พรรคการเมืองนี้ที่จะเข้ามาทำงานให้กับประเทศ เป็นนโยบายที่เรียกว่าผมก็เกาะติดอยู่ กับเรื่องแบบนี้มาตลอด พิจารณาดูแล้วเป็นนโยบายแบบประหลาด ๆ พูดกันง่าย ๆ ขอประทานโทษครับ จำเป็นที่จะต้องพูดลักษณะนี้ เป็นนโยบายแบบระดับประหลาด ๆ ที่จะเข้ามาบอกว่าำ้าเป็นรัฐบาลแล้วจะขับเคลื่อนแบบนั้น ๆ เท่าที่ผ่านมาก็พิจารณาได้เลยว่า เขาไม่เคยแยแส ไม่เคยมองแนวนโยบายที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับต่าง ๆ เพื่อจะนำมา ขับเคลื่อนประเทศชาติบ้านเมืองเลย เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นว่าบ้านเมืองของเราก็ประสบแต่เรื่องราวที่ว่าไม่สามาราจะขับเคลื่อน งานที่เป็นงานหลัก งานของชาติ ไม่ว่าจะด้านอะไรก็ตามให้บรรลุวัตาุประสงค์ เป้าหมาย นำพาเมืองไทยไปให้สำเร็จลุล่วง มีความเจริญได้เท่าที่ควร นี่เป็นที่ประจักษ์มา เป็นแบบนี้ มาโดยตลอดนะครับ เพราะฉะนั้นบ้านเมืองของเราก็จึงประสบแต่ความ ไม่อยากจะเรียกว่า ความเสื่อมโทรม มันเสื่อมโทรมจริง ๆ ในขณะนี้ เรื่องราวของการขับเคลื่อนในด้านต่าง ๆ
ท่านประธานที่เคารพ ลำดับต่อไปกระผมก็อยากจะขอพูดาึงสาระสำคัญของ หมวด ๒ ในบทบัญญัติบางมาตราที่กระผมอยากจะนำเสนอความเห็นให้คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้กรุณาพิจารณานะครับ
ในหมวด ๒ มีตั้งแต่มาตรา ๗๘ำึงมาตรา ๙๕ รวม ๑๘ มาตราด้วยกัน ทุกมาตรากระผมก็ได้นำเรียนไปแล้วนะครับว่ามีเนื้อหาสาระสำคัญทั้งที่คงอยู่ในหลักการเดิม เพิ่มเติมบางส่วน แล้วก็บัญญัติขึ้นมาใหม่ ทั้งหมดพวกนี้า้าจะพูดกันแล้วที่ผ่านมา ผู้ทรงคุณวุฒิจากคณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านต่าง ๆ ก็ได้ช่วยกันนำเสนอในสาระสำคัญ ๆ นะครับ เพราะรายละเอียดให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้นำไปพิจารณา อันนี้เราจึงได้ รวบรวม เราจึงมีบทบัญญัติมาตราต่าง ๆ ในหมวดนี้ที่ผมนำเรียนตอนต้นไว้แล้วครับว่า มีความครบา้วนสมบูรณ์แล้วก็มีความเข้มข้น มีความเข้มข้นในที่นี้ก็มีความชัดเจน า้าทุกรัฐบาลเข้ามาขับเคลื่อนบริหารราชการแผ่นดินก็จะสามาราขับเคลื่อนเมืองไทย ให้มีความรุ่งเรืองสมประสงค์ได้นะครับ
แต่ท่านประธานครับ กระผมก็ขออภิปรายมาตรา ๗๘ สักนิดหนึ่ง มาตรา ๗๘ ซึ่งระบุไว้ว่าบทบัญญัติในหมวดนี้มีไว้เพื่อเป็นเจตจำนงให้รัฐดำเนินการตรากฎหมาย และกำหนดนโยบายบริหารราชการแผ่นดิน ขออภิปรายว่ามันเป็นมาตราหนึ่งเหมือนกับ ที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ คือยังคงเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลง พูดกันง่าย ๆ มาตรานี้า้าจะดูกันให้ดีมันเบาเหลือเกิน มันเบามาก ๆ เลย มันเป็นมาตรานำของหมวด ๒ ที่จะระบุบอกว่าที่มันระบุไว้ทั้งหมด บัญญัติไว้ทั้งหมด ในหมวด ๒ นี้ควรจะคิดพิจารณาทำอย่างไร บทบัญญัติในมาตรา ๗๘ ก็บอกว่าบทบัญญัติ ในหมวดนี้มีไว้เพื่อเป็นเจตจำนง เป็นแนวทางให้รัฐดำเนินการตรากฎหมายและกำหนด นโยบายบริหารราชการแผ่นดิน อันนี้ผมคิดว่ามันเบา มันเบาอย่างไรครับ เมื่อมันเบาเสร็จแล้ว กระผมก็ขอเสนอความเห็นว่ามาตรา ๗๘ ก็ฝากให้ทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้พิจารณานะครับว่า มาตรา ๗๘ กระผมเองมีความเห็นว่าควรจะระบุในทำนองนี้ละครับ มาตรา ๗๘ บทบัญญัติในหมวดนี้มีไว้เพื่อให้รัฐตระหนักาึงแนวนโยบายสำคัญของงานสำคัญ ด้านต่าง ๆ ของชาติและประชาชน เพื่อดำเนินการกำหนดแผนยุทธศาสตร์การบริหารราชการแผ่นดิน ที่เกี่ยวข้อง และดำเนินการตามแผนอย่างเป็นระบบให้สัมฤทธิผลและเกิดประโยชน์ ต่อส่วนรวมอย่างยั่งยืน เพื่อให้ผู้ที่เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินได้นำเอาบทบัญญัติทั้งหมดที่เรา บรรจุไว้ในมาตราต่าง ๆ ในหมวด ๒ ทั้งหมดไปกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์ต่าง ๆ อะไร ก็แล้วแต่ บริหารให้เกิดสัมฤทธิผลกับบ้านกับเมืองต่อไป
ท่านประธานที่เคารพครับ แล้วก็มาตราต่อไปที่กระผมอยากจะอภิปรายก็คือ มาตรา ๙๒ ที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ได้มี ส่วนเสนอเนื้อหาและรายละเอียดที่ควรบรรจุอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญอันนี้ว่ามันมีสาระครบา้วน หรือไม่ อย่างไร ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้นำไปพิจารณาครับ ขอกราบเรียนครับว่า เนื้อหาที่บรรจุอยู่ในมาตรานี้โดยสรุปแล้วมีรายละเอียดครบา้วนน่าพอใจครับ ได้พิจารณาแล้ว แต่ก็ยังมีบางอย่างบางเรื่องที่กระผมในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ก็อยากจะกราบเรียนผ่านไปยังคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้กรุณา พิจารณาเพิ่มเติมสักเล็กน้อย คือว่าในมาตรานี้ควรต้องมีเนื้อหาสำคัญรวมให้ครบ ๓ ชุด ๓ เรื่องด้วยกัน แล้วก็ให้บูรณาการกันด้วย
เรื่องที่ ๑ ก็คือเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติซึ่งก็มีหลากหลายเวลานี้เสื่อมโทรม ทุกเรื่อง ทุกทรัพยากรในบ้านเมืองของเรา เพราะฉะนั้นชี้ให้ชัด ๆ เาอะครับ ซึ่งเราจะต้อง มีหลักคิดหลักทำในการบริหารจัดการแก้ปัญหาในทุกระดับของทรัพยากรธรรมชาตินี้อย่างไรกัน ในนี้ก็มีครบา้วนแต่ก็ยังมีที่ยังควรจะปรับปรุงให้ดีขึ้นซึ่งก็จะนำเสนอในเรื่องราวต่อไปนะครับ
เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เรื่องของสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องโตสำหรับเมืองไทยในขณะนี้ พูดง่าย ๆ ยังแก้ไม่ตก เพราะฉะนั้นอันนี้รัฐควรจะต้อง บริหารจัดการเพื่ออนาคตกันอย่างไรให้เหมาะสม แล้วก็ตอบโจทย์ได้ เวลานี้มันยังตอบโจทย์ไม่ได้ พูดกันตรง ๆ
เรื่องที่ ๓ ในมาตรานี้ก็คือเรื่องของการจัดการให้มีการผังเมือง แล้วก็การพัฒนาเมือง และชนบทให้น่าอยู่ ในลักษณะที่บูรณาการกันครับ แล้วรวมไปาึงการใช้ผังเมืองเป็นแนวทาง เป็นฐานในการพัฒนาด้านต่าง ๆ พัฒนาด้านสาธารณูปโภค สาธารณูปการ เวลานี้การพัฒนา เรื่องราวต่าง ๆ ทุกเรื่องทุกราวมันมีความสับสนอลหม่าน เพราะไม่มีการยึดาือระบบระเบียบ เกี่ยวกับผังเมืองอะไรเลย อันนี้เป็นข้อบกพร่องซึ่งจะต้องบริหารจัดการกันต่อไป รัฐครับ รัฐต้องเป็นแกนในการบริหารจัดการต่อไป รัฐควรต้องกำหนดนโยบายสำคัญ แล้วก็ ขับเคลื่อนให้สัมฤทธิผลต่อไปด้วย แล้วนอกจากนั้นในนี้ก็มีบทบัญญัติขึ้นมาใหม่เกี่ยวกับ การมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการตามมาตรานี้ด้วยครับ ท่านประธานเราไม่ควรจะพูดเฉพาะประชาชน ชุมชนอย่างเดียว ในที่นี้มันต้องมีส่วนร่วมกันทุกฝ่าย ภาครัฐ ภาคนักวิชาการ ภาคประชาชน แล้วก็ชุมชน ต้องเข้ามามีส่วนร่วมทุกเรื่องทุกราว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของการบริหารจัดการแก้ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติ บริหารจัดการ แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาการบริหารจัดการในเรื่องราวของการผังเมือง ทุกเรื่องทุกราวหมด เอาล่ะครับ ท่านประธานที่เคารพ นี่ก็เป็นเรื่องสาระใหญ่ ๆ ที่กระผมอยากจะกราบเรียนว่า อะไรมันเป็นอะไร ส่วนเรื่องราวของความละเอียดในหลักใหญ่ หลักสำคัญของมาตรา ๙๒ โดยรวมก็เป็นที่น่าพอใจ แต่อาจจะมีการปรับปรุงโยกย้ายอะไรในรายละเอียดบางอย่าง บางประการเพิ่มเติมในโอกาสต่อไป ก็ขอกราบเรียนท่านประธานในสาระสำคัญในช่วงเวลานี้ เพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณนะครับ เรียนเชิญท่านประธานกรรมาธิการปฏิรูปการเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชย์ การท่องเที่ยว และบริการ ท่านเกริกไกร จีระแพทย์ ครับ ๑๕ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผมนึกว่าผมต้องพูดเป็นคนต่อไปจากหมออำพลครับ ก็ไม่เป็นไรครับ ผมพร้อมที่จะกราบเรียน ท่านประธานาึงสิ่งซึ่งได้เตรียมมาเพื่อชี้แจงแล้วก็เสนอแนะต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ กระผมขออภิปรายในภาค ๒ หมวด ๒ ในประเด็นของแนวนโยบาย พื้นฐานของรัฐ โดยเฉพาะมาตราที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเศรษฐกิจ และขออนุญาตยึดโยง หรือแตะไปาึงภาค ๔ หมวด ๒ ซึ่งเกี่ยวพันกับเรื่องของการปฏิรูป เศรษฐกิจรายสาขาต่าง ๆ อยู่ด้วย า้าท่านประธานจะตัดเวลาผมยินดีให้ตัดเมื่อาึง ๓๐ นาทีนะครับ และผมจะตัดเวลาการพูด ในครั้งที่ ๒ ผมออก ท่านประธานครับ ในขณะที่รอคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเสนอร่างมาให้ เมื่อวันที่ ๑๗ นั้นนี่กระผมก็พยายามที่จะเข้าไปฟังความคิดเห็นของสื่อมวลชนต่าง ๆ แล้วก็ ในช่วงที่เข้าไปในเว็บไซต์ (Website) ต่าง ๆ อินเทอร์เน็ต (Internet) ต่าง ๆ นั้นก็มีความรู้สึกว่า ได้รับความรู้มากมาย โดยเฉพาะบางท่านซึ่งได้พูดาึงประเด็นของการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่น่าสนใจหลายเรื่องด้วยกัน มีคำคมเกิดขึ้นมากมาย อันหนึ่งที่ติดใจก็คือเขาพูดว่า รัฐยิ่งเสื่อมกฎหมายยิ่งมาก ปัญหายิ่งยาก รัฐธรรมนูญยิ่งยาว เพราะฉะนั้นผมคิดว่าอันนี้ เป็นการสะท้อนาึงบทที่เราจะต้องทำและความยากลำบากของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ มีบทความในหนังสือพิมพ์ของคนไทยในต่างประเทศได้พูดาึงคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมคิดว่าท่านอาจจะสนใจทราบนะครับ ก็บอกว่าเรามีคนที่มีคุณวุฒิสูงาึง ๓๖ ท่านด้วยกัน ที่มีความสามารา มีความทุ่มเท แล้วก็มีความสุจริตใจ มีภูมิปัญญาที่จะสร้างเนื้อหา เชิงยุทธศาสตร์เชิงนโยบาย และเชิงวิสัยทัศน์ให้เกิดขึ้นกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ปัญหา อยู่ที่ประเด็นสำคัญอย่างมากนะครับ แล้วก็คงจะไม่มีใครสามาราจะบันดาลให้เกิดขึ้นได้ง่าย ๆ ก็คือความสามาราในการสร้างความภูมิใจให้กับทุกคนคงจะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่ผมคิดว่า เราน่าจะได้พยายามที่สุด และเราจะเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามอันนั้น ผมก็ขอแสดง ความชื่นชมแล้วก็ให้กำลังใจด้วย
ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานและคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญต่อไปนั้นนี่ผมจะยึดแนวคิด ยึดหลักการอยู่ ๔-๕ ประการด้วยกันนะครับ
อันที่ ๑ กระผมอภิปรายในนามของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจรายสาขา คือ นอกจากการเงิน การคลัง ซึ่งได้มีการประชุมย่อย ๆ แล้วก็มีความเห็นพ้องในประเด็นที่ท่านทั้งหลาย ให้ผมมากราบเรียนที่ประชุมนี้
ประการที่ ๒ ผมคิดว่าเราเน้นในเรื่องแนวนโยบายของรัฐนะครับ เพราะว่า มองดูประเด็นเรื่องเศรษฐกิจแล้วไม่ปรากฏที่อื่นเด่นชัด นอกจากในมาตรา ๘๗ มาตรา ๘๘ และมาตรา ๘๙ แล้วก็ในภาค ๔ อีก ๔ ๕ ๖ มาตราด้วยกันนะครับ ทีนี้เพื่อความเป็นธรรม ต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กระผมเองขอมองจากข้อเสนอของกรรมาธิการ คณะผมที่เสนอให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไว้เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคมเป็นหลักวัดว่า มันยึดโยงหรือว่ามันตกหล่น หรือว่ามันควรจะทำอย่างไรกับมันนะครับ เพราะฉะนั้นจึงไม่ได้ ออกนอกกรอบใด ๆ ทิ้งสิ้น ไม่ได้เพิ่มความต้องการ ไม่ได้เพิ่มข้อเรียกร้องนะครับ
ประเด็นที่ ๓ คณะกรรมาธิการของผมไม่ได้ดูในประเด็นของอักขระหรือพยัญชนะ แต่เราดูในเรื่องของสาระ เนื้อหา และจิตวิญญาณของคำพูดที่ออกมาเป็นมาตราต่าง ๆ ที่เกี่ยวพันกับเรานะครับ
ประเด็นที่ ๔ เราได้คำนึงาึงเรื่องของลักษณะที่ดีของรัฐธรรมนูญว่าจะต้องกระชับ ชัดเจน ครบา้วน และปฏิบัติได้ ผมคิดว่าเราไม่ได้มุ่งหวังจะให้ใส่อะไรไปเยอะ ๆ เพื่อให้สะท้อน สิ่งที่เราอยากจะมีอยู่ในใจ มันไม่จำเป็น แต่ว่ามันจะต้องมีเนื้อหาจิตวิญญาณบางเรื่องอยู่ใน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ดังที่ผมจะกราบเรียนต่อไป เราตระหนักครับว่ารัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดไม่มี แต่จะมีรัฐธรรมนูญที่เราพยายามที่สุดที่จะตอบสนองต่อปัญหาของชาติ และวางพื้นฐานที่จะ พัฒนาต่อไป เพราะรัฐธรรมนูญไม่ใช่สิ่งที่เขียนไว้ในศิลาจารึก จะต้องแก้ได้
และประเด็นสุดท้ายของแนวคิดเรา เราไม่ได้เรียกร้องเอาฟ้า เอาดิน เอาดวงดาวทั้งหลายมาไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ขอสะท้อนบางสิ่งบางอย่างที่เราคิดว่าสำคัญ ท่านประธานครับ ผมจะต้องขอเท้าความาึงข้อเสนอเราเมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม เพื่อจะให้เห็น ยึดโยงมาาึงสิ่งที่เราจะเสนอว่าทำไมจึงต้องมีข้อเสนอ ๓-๔ ประการที่ผมจะกราบเรียน เป้าหมายหลักของเราอยู่ที่ ๓ อย่างครับ ผมเชื่อว่าเป็นเป้าหมายร่วมของสภาแห่งนี้ คือความมีเสาียรภาพทางเศรษฐกิจ การลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม แล้วก็ สิ่งที่สำคัญมากอันหนึ่งก็คือ ความสามาราในการแข่งขันของประเทศ ผมคิดว่าทั้ง ๓ ประเด็นนี้ มันเป็นหัวใจของสิ่งที่เราจะทำตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว แต่ว่าในการที่จะบรรลุาึงเป้าหมาย หลัก ๆ ทั้ง ๓ ประการนี้ ทางคณะกรรมาธิการเราก็ได้มองจากปัญหาของประเทศไทย ปัญหาประเทศไทยในประเทศ ปัญหาประเทศไทยระหว่างประเทศ โครงสร้างของเศรษฐกิจไทย แล้วก็สิ่งที่เป็นพลังของเรา มีตัวหนึ่งที่เป็นปัจจัยร่วมของ ๓-๔ ประเด็นที่ผมว่า ปัญหาภายในของเรา คือ
ประเด็นที่ ๑ ความสามาราในการแข่งขัน และการอาศัยตลาดต่างประเทศ มีอีกมากมาย ผมจะไม่ขอเสียเวลาท่าน
ประเด็นที่ ๒ ระหว่างประเทศก็ชี้ไปาึงความสำคัญของการแข่งขัน เพราะเราไม่ได้ ดำรงเศรษฐกิจแต่เพียงคนเดียว เราแข่งกับอาเซียน (ASEAN) เราแข่งกับเอเชีย เราแข่งกับโลก โครงสร้างเศรษฐกิจไทย มันก็มีประเด็นปัญหาเรื่องของความมีเศรษฐกิจ มีนโยบายเศรษฐกิจ มีทิศทางทางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนและแน่นอน เราขาดสิ่งเหล่านี้มาโดยตลอด เราใช้แรง ที่ไม่คุ้มค่าของมัน ขณะเดียวกันเราก็มีความดีงามหลายประการด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเป็นศูนย์กลางของอาเซียน แล้วก็ความเป็นผู้ผลิตสินค้าอาหารได้เป็นอันดับแรก ๆ ของโลก นี่คือหัวใจของปัญหาที่เรามองแล้วเราจะต้องแก้ไขอย่างไรที่จะทำให้นำไปสู่
ประเด็น ๓ ประเด็นหลักที่ผมกราบเรียนมาแล้ว หัวใจของข้อเสนอแนะ เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ก็คือว่า
๑. แนวคิดและปรัชญาเศรษฐกิจเราต้องเผชิญกับการแข่งขันและความท้าทาย แล้วเราต้องพร้อมที่จะแข่งขันอย่างทัดเทียม อย่างมีความเป็นธรรมบนกติกาที่เป็นธรรม ต่อทุกฝ่าย ที่สำคัญจะต้องมีวิสัยทัศน์ระยะยาวที่ผูกพันคนทุกคนบนแผ่นดินนี้ และผูกพัน ทุกรัฐบาลที่จะมาในอนาคต ที่จะต้องตาม ทำ และทำให้มันบรรลุผลให้ได้จะต้องมี ยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนต่อเนื่อง ผูกพันองคาพยพต่าง ๆ แล้วก็มีกลไกที่จะมาดูแลการทำตามนี้ โดยให้ความยืดหยุ่นให้ปรับตามสาานการณ์ได้พอสมควร เพราะฉะนั้นโดยแนวคิดอย่างนี้ มันจึงออกมาเป็นข้อเสนออยู่ ๑๗ ข้อเสนอแนะ กับในเรื่องของแนวนโยบายของรัฐพื้นฐานของรัฐ และ ๗ ข้อเสนอแนะเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ กระผมจะไม่พูดาึงเรื่องความเหลื่อมล้ำ จะขอเน้น แต่เรื่อง ๑๗ ข้อที่เสนอเพื่อแนวนโยบายของรัฐ ทั้งนี้ผมขอกราบเรียนว่าในจำนวน ๑๗ ข้อนี้ ไม่ได้เกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยตรงทุกข้อ เพราะความสำเร็จของการปฏิรูปเศรษฐกิจ หรือการดำเนิน กิจกรรมทางเศรษฐกิจนั้นอยู่นอกกิจกรรมทางเศรษฐกิจเสียเป็นส่วนใหญ่ เราเริ่มจากอย่างนี้ ปรัชญา เราจะต้องมีนโยบายเศรษฐกิจที่เป็นเสรีนิยมและาือเศรษฐกิจพอเพียง บนพื้นฐานของความสมเหตุสมผล ความมีภูมิคุ้มกันต่าง ๆ อย่างที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้กล่าวไว้เมื่อวานนี้ตอนเริ่มต้นนะครับ เราเห็นว่าควรจะมีวิสัยทัศน์ ของประเทศไทยที่ทำให้สังคมนี้เป็นสังคมที่อุดมปัญญา มีคนเก่ง มีคนที่เอื้ออาทรแบ่งปัน เสมอภาค และอุดมธรรม ขณะเดียวกันเราเน้นว่าวิสัยทัศน์ของชาตินั้นจะต้องมีให้เห็นชัดเจน เราควรจะคิดว่าตัวเราเองเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วภายในเวลาหนึ่งในอนาคตหรือไม่ เช่น ๑๐๐ ปีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งจะมาาึงในปี ๒๕๗๕ และเป็น ๒๕๐ ปี กรุงเทพมหานคร ๒๕๐ ปีของจักรีวงศ์ สิ่งที่สำคัญ ๆ ที่เราเสนอไว้ภายใต้ปรัชญา วิสัยทัศน์ และทิศทางยุทธศาสตร์นี้ ก็คือ เช่นระบบที่มีนิติธรรม มีคุณธรรม มีธรรมาภิบาล เรามีวินัย การเงินการคลังที่ไม่ไปอิงเรื่องของประชานิยมจนกระทั่งทำความสั่นคลอนให้เกิดขึ้นกับ ความมีเสาียรภาพ เราต้องมีเศรษฐกิจที่ยืนบนพื้นฐานของการวิจัย พัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี จะต้องมีเศรษฐกิจที่อาศัยระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ ประชากรที่มีคุณภาพ เราจะต้องมีภาคการผลิตทุกสาขาไม่ว่าจะเป็นเกษตร อุตสาหกรรม ท่องเที่ยว เอสเอ็มอี (SME) บริการสารพัดที่มีสมรรานะและมีความสามาราในการแข่งขัน เราจะต้องมีระบบโลจิสติกส์ (Logistics) การเชื่อมโยงที่ดีเพื่อจะได้คงความเป็นศูนย์กลางของอาเซียนได้ และที่สำคัญ เราจะต้องมีนโยบายเศรษฐกิจที่เปิดเสรีในเวทีการค้าโลก และมีการจัดองค์กรในทุกส่วน ของภาคเศรษฐกิจนั้นที่ดี ท่านประธานครับทั้งหมดที่ผมกราบเรียนมานั้นเป็นหัวใจ ของข้อเสนอของเราและผมดีใจอย่างยิ่งเลยที่รัฐธรรมนูญฉบับกำลังพิจารณาอยู่นี้ กรรมาธิการได้กรุณาสะท้อนความต้องการหรือข้อเสนอเกือบทุกประการนะครับ ซึ่งผมขอบคุณอย่างยิ่ง
ในมาตรา ๘๑ เราได้พูดาึงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมีส่วน และการเคารพในสนธิสัญญา ผมคิดว่าอันนี้เป็นสิ่งที่ดีมากที่มีการยอมรับาึงบทบาทของโลกาภิวัตน์ และความพร้อมสู่สากลของประเทศไทยโดยนัย
ในมาตรา ๘๒ (๑) ได้พูดาึงราชการ ธรรมาภิบาล อันนี้มันมีนัยสำคัญมาก ต่อสิ่งแวดล้อมทางธุรกิจนะครับ
ในมาตรา ๘๒ (๒) พูดาึงเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม อย่างยั่งยืน อันนี้ก็สะท้อนาึงข้อเสนอของเรา
มาตรา ๘๒ (๔) เป็นเรื่องของการต่อต้านคอร์รัปชัน ซึ่งา้าหากยังปล่อยให้ เป็นเช่นที่ผ่านมา ผมไม่คิดว่าการลงทุนจากต่างประเทศจะไหลเข้ามามากเหมือนเดิม
มาตรา ๘๔ (๑) พูดาึงเรื่องการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ และการเปลี่ยนแปลงระหว่างประเทศ ซึ่งอันนี้ผมคิดว่าเป็นการยอมรับาึงการที่เราจะต้อง เข้าไปแข่งขัน มีนัยของความสามาราในการแข่งขันมากในมาตรานี้ และ
มาตรา ๘๔ (๖) สนับสนุนด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อให้ใช้เป็นเครื่องมือ ในการพัฒนาเศรษฐกิจ
มาตรา ๘๗ การลดขั้นตอนของกฎหมายต่าง ๆ ตรงนี้ชัดเจนมากเพื่อให้ การทำธุรกิจนั้นมีความคล่องตัวและทำให้เอกชนมีความสามาราในการแข่งขันและมีความโปร่งใส ในระบบการตัดสินใจของรัฐ
และที่สำคัญมาตรา ๘๗ เหมือนกัน การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม รวดเร็ว และเคร่งครัด
แต่ว่าทั้งหมดของหัวใจข้อเสนอนั้นมันไปอยู่ที่มาตรา ๘๘ เช่น การสนับสนุน ส่งเสริมแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ระบบเศรษฐกิจเสรีเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมและการธรรมาภิบาลที่ดี ให้เอกชนมีบทบาทในทางเศรษฐกิจ ป้องกัน การผูกขาด ส่งเสริมเอสเอ็มอี วิสาหกิจชุมชนและระบบสหกรณ์
มาตรา ๘๙ ระบบการเงินการคลังที่มีวินัย คุ้มค่า ป้องกันการบริหารราชการแผ่นดิน ที่มุ่งสร้างความนิยมทางการเมืองที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายในอนาคต เหล่านี้คือความสวยงาม และความน่าดีใจที่ได้เห็นประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คำาามก็คือว่า แล้วมันมีอะไรที่มันขาดหายไปบ้างแล้วเราอยากจะเห็นให้เกิดขึ้น กระผมขอเสนอ ๓ ประเด็นเท่านั้นครับท่านประธานที่เคารพ
ประเด็นที่ ๑ ดูเหมือนว่าเราจะเน้นเศรษฐกิจมากกว่ารัฐธรรมนูญฉบับอื่น แต่ผมก็ยังเห็นความไม่สมดุลของการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ในบทที่เรียกว่า เป็นโครงสร้างของรัฐธรรมนูญนั้นไม่มีส่วนใดเลยที่มีคำว่า เศรษฐกิจ อยู่ แต่ไม่เป็นอะไร ขอให้มันปรากฏอยู่ในเนื้อหาเป็นใช้ได้ผมเพียงแต่ชี้ให้เห็นเท่านั้น เพราะว่าเรื่องเศรษฐกิจนั้น ไม่เหมือนเรื่องการเมืองที่สามาราจะเขียนได้เป็นมาตราย่อย ๆ ไป เรื่องเศรษฐกิจ เป็นการดำเนินการที่ละเอียดอ่อนและมีความหลากหลายมากมาย ไม่อาจจะเขียนเป็น กฎเกณฑ์ตายตัวได้ เข้าใจครับ แต่มันมีจิตวิญญาณบางอย่างที่ควรจะใส่ไว้ในแนวนโยบาย ของรัฐหรือไม่ ผมขอเรียนอย่างนี้นะครับ เรื่องความสามาราในการแข่งขัน เราได้มีการแตะไว้ หลายมาตราด้วยกัน
ในมาตรา ๒๘๖ (๕) ปรับปรุงระบบอุดมศึกษาโดยกล่าวาึงความสามารา ในการแข่งขันกับต่างประเทศ
มาตรา ๒๕๑ (๒) การปฏิรูปด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม พูดาึงการให้ทันต่อโลกาภิวัตน์
มาตรา ๒๙๓ (๕) ปฏิรูปเศรษฐกิจรายภาค พูดาึงเรื่องของเกษตรกรรม และการเพิ่มความสามาราในการแข่งขันของภาคเกษตรกรรมของประเทศ และ
มาตรา ๒๙๓ (๗) ด้านโลจิสติกส์ ก็พูดาึงความสามาราในการแข่งขัน
แต่ผมคิดว่าการปรากฏเช่นนี้อาจจะไม่พอ เพราะที่ผมกราบเรียนมาทั้งหมดนั้น ปรากฏอยู่ในภาค ๔ มาตรา ๒๗๗ำึงมาตรา ๒๙๐ กว่า มันจะมีอายุแค่ ๕ ปีเท่านั้น จริง ๆ แล้ว ความสามาราในการแข่งขันเป็นหัวใจของเศรษฐกิจประเทศไทย และคำ ๆ มันมีนัยกว้างขวาง เขียนคำเดียวมันครอบคลุมเยอะมาก มันเป็นคำนิยาม มันมีนิยาม มันมีหลักเกณฑ์ของการวัด ระหว่างประเทศในการกำหนดมาตรฐาน ประสิทธิภาพ คุณภาพของรัฐบาล เอกชน และของประเทศ เช่น สาธารณูปโภค ธรรมาภิบาล เสาียรภาพเศรษฐกิจ บริการของรัฐ ประสิทธิภาพของราชการ ความสามาราเอกชน อาร์แอนด์ดี (R&D) การศึกษา สุขภาพต่าง ๆ นานาเป็นต้น เพราะฉะนั้น คำ ๆ นี้า้าปรากฏอยู่ในจิตวิญญาณของรัฐธรรมนูญอย่างเด่นชัด มันจะดึงไปสู่ภาระ สู่หน้าที่ สู่กิจการที่ต้องดำเนินของรัฐบาลในอนาคต ในมากประเด็นเดียวกันไม่ต่ำกว่า ๕๐ ประเด็น ที่เกี่ยวพันกับความเป็นอยู่ของประชาชน
ประเด็นที่ ๒ ท่านประธานที่เคารพ วิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ของชาติ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผมยังไม่เห็นมีส่วนที่เกี่ยวกับวิสัยทัศน์ เราได้พูดาึงคำว่า ยุทธศาสตร์ ในหลายแห่งด้วยกัน กระผมจะไม่เข้าไปในมาตราต่าง ๆ มันมีมาตรา ๖๒ เรื่องของการมีส่วน ของพลเมืองในการที่จะตัดสินนโยบายสำคัญ มาตรา ๒๗๙ ตั้งสภาขับเคลื่อน มาตรา ๒๘๔ (๑) การบริหารราชการแผ่นดิน เราได้พูดาึงเรื่องยุทธศาสตร์และยุทธศาสตร์ชาติ แต่มันไม่ได้ มีสาระว่าในยุทธศาสตร์ชาตินั้นมันหมายาึงอะไร ผมคิดว่าา้าจะให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้วางทิศทางในอนาคตของชาติเราน่าจะได้มีการพูดาึง ยุทธศาสตร์ชาติในเชิงกว้างไว้ให้เป็นที่ประจักษ์หรือไม่ เช่น ประเทศไทยต้องเป็นประเทศ ที่พัฒนาแล้ว ประเทศไทยจะต้องมีความสามาราในการแข่งขัน ประเทศไทยจะต้องเป็น ประเทศที่เรียกว่าเทรดดิง เนชัน (Trading Nation) หรือประเทศที่อุดมปัญญาอะไรก็แล้วแต่ ผมไม่อาจที่จะเสนอแนะา้อยคำในขณะนี้ ทั้ง ๆ ที่ก็าืออยู่ในมือนะครับ เพราะคิดว่า จะใช้เวลาของสภานี้มากไป แต่จะขอแสดงข้อเสนอแนะไปยังกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในอนาคต
ท่านประธานครับ ๓ ประเด็น ๑. ความสามาราในการแข่งขัน ๒. วิสัยทัศน์ ๓. ยุทธศาสตร์ชาติ คือประเด็นที่กรรมาธิการคณะที่กระผมเป็นประธานอยู่ได้มอบหมายผม ให้มากราบเรียนที่ประชุมนี้และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผมหวังว่าท่านจะได้กรุณา นำประเด็นเหล่านี้ไปช่วยพิจารณาเพื่อดูความเหมาะสมในการปรับปรุงและรวมอยู่ ในรัฐธรรมนูญต่อไป ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณนะครับ ท่านใช้ไป ๒๑ นาที เหลืออีก ๙ นาที เรียนเชิญท่านประธานกรรมาธิการปฏิรูปพลังงาน ผู้แทน คือคุณคุรุจิต นาครทรรพ ท่านมีเวลาเหลืออยู่ ๑๔ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง ซึ่งได้รับ มอบหมายจากท่านประธานซึ่งอยู่ต่างประเทศ ทำหน้าที่อภิปรายแทนท่านและในนาม ของตัวผมเอง ผมจะใช้เวลาในช่วงสุดท้าย ช่วงที่ ๒ ที่ได้รับมาก็อาจจะเกินเวลาไปสัก ๒ นาที ก็ขอความเมตตาจากท่านประธานด้วยนะครับ
สำหรับเรื่องของพลังงาน ร่างรัฐธรรมนูญนี้ได้กล่าวาึงไว้ใน ๒ ที่ ก็คือในส่วนของ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในภาค ๒ หมวด ๓ มาตรา ๙๓ และอีกส่วนหนึ่งก็อยู่ในเรื่องของ การปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมในสังคม ในภาค ๔ หมวด ๒ มาตรา ๒๘๘ ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ จริง ๆ ส่วนที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงาน เราได้เสนอไปให้กับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมีเนื้อหามากกว่าที่เขียนไว้ ใน ๒ มาตราข้างต้น แต่ก็พอเข้าใจได้ว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอาจจะพยายามทำให้ กระชับ โดยนำเอาส่วนที่คล้ายกันของการปฏิรูปในสาขาอื่น ๆ มารวมไว้ด้วยกันในมาตราอื่น ๆ เช่นเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมซึ่งหลายท่านได้อภิปรายไปแล้วในมาตรา ๖๔ เรื่องของเศรษฐกิจ ทั้งมหภาคและรายภาค รวมทั้งเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดิน ในเวลาที่จำกัดอยู่นี้นะครับ ผมอยากจะขอพูดในเรื่องของพลังงานเรื่องหนึ่งแล้วก็มีอีกเรื่องหนึ่ง ที่อยากจะขอพูดนะครับ
ในประเด็นแรกเรื่องของความมั่นคงด้านพลังงานที่กล่าวาึงในมาตรา ๙๓ นะครับ การที่เราเสนอให้ระบุว่ารัฐต้องสร้างความมั่นคงด้านพลังงานนั้นก็เพื่อต้องการให้ประเทศไทย มีการจัดหาพลังงานให้เพียงพอต่อความต้องการ ทั้งในด้านปริมาณ คุณภาพ ความทั่วาึง และเท่าเทียมกัน ในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรมทั้งในปัจจุบันและอนาคต พลังงานที่ว่านี้ หมายาึงการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนให้เต็มศักยภาพด้วย สำหรับราคาพลังงานที่เหมาะสม และเป็นธรรมนั้นก็หมายความาึงราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่ายนั้น ต้องไม่สูงในระดับที่ทำให้ ผู้ประกอบการค้ากำไรเกินควร แต่ก็ไม่าึงกับต่ำจนทำให้ผู้ประกอบการขาดทุนจนอาจ เลิกประกอบกิจการ อันอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อการจัดหาอย่างเพียงพอได้ ในขณะเดียวกันราคาพลังงานก็ควรสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง อิงกลไกตลาดเสรี และไม่ควรมี การอุดหนุนราคาพลังงานให้ต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งอาจนำไปสู่นโยบายประชานิยม ที่นำผลเสียมาสู่เศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวได้ อย่างไรก็ตามการอุดหนุนผู้มีรายได้น้อย หรือผู้ด้อยโอกาสเป็นนโยบายด้านสังคมที่รัฐพึงกระทำได้ แต่ควรใช้จากเงินงบประมาณแผ่นดิน มิใช่นำเงินของผู้บริโภคกลุ่มหนึ่งไปอุดหนุนผู้บริโภคอีกกลุ่มหนึ่งอย่างที่เคยปฏิบัติมาในอดีต ตรงนี้ล่ะครับท่านประธานที่ผมเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญในภาค ๒ หมวด ๒ แนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐอาจจะเขียนไว้ไม่ชัดเจน โดยขอนำท่านไปดูในมาตรา ๘๘ วรรคสอง ที่ว่าด้วย รัฐต้องส่งเสริมเศรษฐกิจแบบเสรีอย่างเป็นธรรมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม ทางเศรษฐกิจและสังคมในตารางเปรียบเทียบ เล่มที่ ๒ หน้า ๓๒ ท่านคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้กรุณาบอกไว้ว่า ท่านยังคงหลักการเดิมที่เคยเขียนไว้ในมาตรา ๘๔ (๑) (๒) และ (๕) ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่จริง ๆ แล้วท่านเขียนไม่เหมือนเดิมเสียเลยทีเดียว และตกคำที่สำคัญไปคำหนึ่ง คือคำว่า รัฐต้องส่งเสริมระบบเศรษฐกิจแบบเสรีและเป็นธรรม โดยอาศัยกลไกตลาด โดยอาศัยกลไกตลาด ผมคิดว่าคำนี้เป็นคำที่สำคัญ และภาคเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศต่างก็มีความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลของประเทศไทยในอนาคตจะยึด แนวทางเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม และอิงกลไกตลาด เราจึงควรระบุไปให้ชัดเจนในเรื่องของ การอิงกลไกตลาดในระบบเศรษฐกิจเสรีนิยม ซึ่งจะเป็นสิ่งที่สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน ไม่ว่าทั้งในภาคพลังงาน ภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม พาณิชยกรรม และการบริการต่าง ๆ อย่างไรก็ดีการแข่งขันอย่างเสรีโดยกลไกตลาดก็จำเป็นที่รัฐจะต้องเข้าไปกำกับดูแลมิให้เกิด การผูกขาดตัดตอนหรือใช้อำนาจเหนือตลาดในทางมิชอบ ซึ่งในอันหลังนี้ท่านได้เขียนไว้แล้ว ในมาตรา ๘๗ และมาตรา ๘๘ วรรคสอง ในตอนท้าย ซึ่งผมก็ขอขอบคุณนะครับ
ในเรื่องของพลังงานนั้นก็มีเรื่องที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงานได้นำเสนอไว้ ต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมากกว่าที่บรรจุอยู่ในมาตรา ๙๓ และมาตรา ๒๘๘ ซึ่งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอาจจะเห็นว่าเพื่อความกระชับ บางเรื่องอาจระบุไว้แล้วนะครับ แต่ผมก็อยากจะกล่าวาึงประเด็นด้านพลังงานเหล่านั้นพร้อมทั้งระบุเหตุผลและตรรกะ ของประเด็นแต่ละประเด็นดังกล่าวสัก ๒ ประเด็นเพื่อบันทึกไว้ในที่นี้คือ
ข้อ ๑ กิจการพลังงานาือเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐาน ซึ่งรัฐต้องกำกับดูแล ให้มีการประกอบการอย่างมีประสิทธิภาพ มีความเป็นธรรม และคำนึงาึงผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน อย่างไรก็ตามการที่เราาือว่าพลังงาน เป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานก็ไม่ได้หมายความว่าภาครัฐจะต้องลงทุนและดำเนินการผลิต สินค้าพลังงานแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น สินค้าพลังงานหลายชนิดเป็นกิจการที่มีตลาด ซึ่งมีผู้ประกอบการที่แข่งขันได้ เช่น การกลั่นและการขายน้ำมัน รวมทั้งการผลิตไฟฟ้า ในกรณีเหล่านี้รัฐควรปล่อยให้เอกชนแข่งขันกันในตลาดเสรีให้มากที่สุด โดยรัฐเพียงกำกับดูแล มิให้มีการผูกขาด ตัดตอน หรือใช้อำนาจเหนือตลาดในทางมิชอบ แต่ในกิจการพลังงานบางประเภท ที่มีลักษณะเป็นการผูกขาดโดยธรรมชาติหรือเนเชอรัล โมโนโพลี (Natural Monopoly) เช่น กิจการสายส่งไฟฟ้า รัฐก็จำเป็นต้องกำหนดให้มีการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น โดยแยก การดำเนินงานของหน่วยงานของรัฐออกจากบทบาทของการกำกับดูแลโดยหน่วยอิสระของรัฐ อีกหน่วยหนึ่ง การกำกับดูแลของรัฐควรมุ่งเน้นให้เกิดประสิทธิภาพในการผลิตใช้ต้นทุนการผลิต ที่ต่ำที่สุด มีคุณภาพและบริการที่ได้มาตรฐาน มีราคาที่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค อีกทั้ง ใช้เทคโนโลยีและกระบวนการผลิตก็ควรให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ให้น้อยที่สุดด้วย
อีกประเด็นหนึ่งในด้านพลังงานนะครับ ที่ผมอยากจะกล่าวาึงในเรื่องที่ ๒ ก็คือรัฐควรมีการส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงาน และส่งเสริมสังคม และประชาชนให้มีความรู้ ความตระหนักและพฤติกรรมเพื่อให้มีการผลิตและใช้พลังงาน อย่างมีประสิทธิภาพ ประหยัด และคุ้มค่า การพัฒนาพลังงานทดแทนจำเป็นต้องอาศัย งานวิจัยและพัฒนาเพื่อค้นหาความรู้และเทคโนโลยีใหม่ ๆ สำหรับประยุกต์ใช้ในการพัฒนา พลังงานหมุนเวียนที่มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น และต้นทุนที่ต่ำลง สามารานำไปใช้ทดแทน พลังงานฟอสซิล (Fossil) ได้มากขึ้น การส่งเสริม การอนุรักษ์พลังงานก็เช่นเดียวกัน ก็ต้องมีการวิจัยและพัฒนาเพื่อให้ได้มาซึ่งอุปกรณ์และวัสดุที่ใช้พลังงานอย่างประหยัดยิ่งขึ้น เช่น หลอดไฟแอลอีดี (LED) หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าติดฉลากเบอร์ ๕ เป็นต้นครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมีอีกประเด็นในภาค ๒ นี้ ก็คือเรื่องของการทำ สนธิสัญญากับต่างประเทศตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๓ ท่านประธานที่เคารพครับ และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ประเทศไทยของเรานับแต่มีการเปลี่ยนแปลง การปกครองตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ เป็นต้นมา เรามีรัฐธรรมนูญฉบับาาวรมาแล้วาึง ๑๒ ฉบับ และธรรมนูญการปกครองชั่วคราวอีก ๗ ฉบับ ในส่วนของบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการทำ หนังสือสัญญากับต่างประเทศนั้น รัฐธรรมนูญฉบับาาวรทุกฉบับตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ำึงปี ๒๕๕๐ จะมีบทบัญญัติว่าด้วยการทำหนังสือสัญญากับต่างประเทศกำหนดไว้ในหมวดการบริหาร หรือคณะรัฐมนตรี ซึ่งระบุประเภทหนังสือสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่ต้องนำขอความเห็นชอบ จากรัฐสภาก่อนที่จะมีการให้สัตยาบันให้ความตกลงระหว่างประเทศนั้นมีผลผูกพันได้เพียง ๒-๓ เรื่องเท่านั้นคือ
๑. หนังสือสัญญาที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตอำนาจรัฐ และ
๒. หนังสือสัญญาที่ต้องตรากฎหมายภายในออกมารองรับเพื่ออนุวัติการ ให้เป็นไปตามความตกลง ซึ่งในทางปฏิบัติเท่าที่ผ่านมาในอดีตก็ไม่เคยปรากฏว่าเกิดปัญหา ต่อการบริหารราชการแผ่นดินแต่อย่างใดเลย อย่างไรก็ดีพอมาาึงการยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ กระแสการตื่นตัวสู่ยุคโลกาภิวัตน์มีการพัฒนาไปไกลมากในเรื่องของการสื่อสาร คมนาคม การค้าการลงทุน เศรษฐกิจและสังคม จึงเกิดมีการที่รัฐโดยฝ่ายบริหารต้องทำความตกลง ระหว่างประเทศในรูปแบบต่าง ๆ ระหว่างหน่วยงานของรัฐหรือแม้แต่กับองค์การระหว่างประเทศ หรือองค์กรต่างประเทศที่เป็นนิติบุคคลในหลาย ๆ เรื่องที่อาจจะเกี่ยวกับการค้า การลงทุน ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี แรงงานหรือสังคม ซึ่งไม่อยู่ในขอบเขต ที่รัฐสภาจะไปตรวจสอบหนังสือสัญญาหรือความตกลงนี้ เว้นแต่เป็นกรณีที่ต้องออกกฎหมาย รองรับหรือเกี่ยวกับเขตแดนระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตามในช่วงปี ๒๕๔๗ำึงปี ๒๕๕๐ เป็นช่วงที่คนไทยมีความแตกแยกทางความคิดสูง ขาดความเชื่อมั่นในองค์กรฝ่ายบริหารของภาครัฐ จึงมีแรงผลักดันจากบุคคลบางกลุ่มที่เห็นว่าข้อตกลงระหว่างประเทศเหล่านี้ในบางเรื่อง บางกรณีอาจนำความเสียหายมาสู่ประเทศและประชาชนได้ อาทิเช่น เรื่องของการทำ ความตกลงว่าด้วยเขตการค้าเสรีหรือเอฟทีเอ (FTA) เป็นต้น ดังนั้นรัฐธรรมนูญในปี ๒๕๕๐ จึงเป็นครั้งแรกที่มีการเปลี่ยนแปลงหลักการในเรื่องการทำหนังสือสัญญากับต่างประเทศ ในรัฐธรรมนูญ เพิ่มหลักการขึ้นมาใหม่จากเดิมเข้าไปอีก ๒ กรณี คือ
๑. หนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคม ของประเทศอย่างกว้างขวาง และ
๒. หนังสือสัญญาที่มีผลด้านการค้าการลงทุนหรืองบประมาณของประเทศ อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนั้นก่อนจะไปทำหนังสือสัญญาดังกล่าวซึ่งไม่ใช่ในขั้นตอนของ การขอสัตยาบันนั้นก็ยังจะต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน นำกรอบการเจรจา ขอรับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน รวมทั้งกำหนดให้มีการเยียวยาประชาชน หรือผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อมที่อาจได้รับผลกระทบจากการไปทำสัญญา กับต่างประเทศนั้นด้วย รวมาึงกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดกรณี เกิดปัญหาว่าหนังสือสัญญาใดต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนหรือไม่
ท่านประธานที่เคารพครับ ในร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้นำเสนอในวันนี้ หลักการเดิมของมาตรา ๑๙๐ แห่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ยังนำกลับมา เขียนระบุไว้อีกในมาตรา ๑๙๓ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อาจจะมีการปรับปรุงให้ดูเหมือนเบาลงบ้าง โดยกำหนดให้มีคำจำกัดความที่ชัดเจนขึ้นนิดหนึ่งว่าหนังสือสัญญาหมายาึงอะไรและกำหนด กรอบเวลาเจรจาที่ชัดเจนให้มีคณะกรรมาธิการชุดพิเศษของรัฐสภาด้านการต่างประเทศ ต้องให้ความเห็นชอบกรอบการเจรจาใน ๑๕ วันเป็นต้น ท่านประธานและคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญผู้ทรงเกียรติ กระผมเห็นว่ามาตรา ๑๙๓ ของร่างรัฐธรรมนูญนี้จะมีปัญหาต่อไป และเป็นอุปสรรคต่อการทำให้ประเทศไทยแลไปข้างหน้าด้วยความมีเกียรติภูมิ เข้มแข็ง และแข่งขันได้ในเวทีโลก มาตรา ๑๙๓ ในร่างรัฐธรรมนูญนี้ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ จากเดิมในรัฐธรรมนูญ ๑๐ ฉบับ จาก ๑๑ ฉบับ ที่ไทยเรา ได้ใช้มาจนาึงปี ๒๕๕๐ ที่กำหนดเพียงให้ฝ่ายบริหารโดยคณะรัฐมนตรีต้องนำหนังสือสัญญา และข้อตกลงระหว่างประเทศเฉพาะที่เกี่ยวกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงเขตแดน หรือเป็นข้อตกลง ที่จะต้องออกเป็นพระราชบัญญัติมารองรับให้มีผลในทางปฏิบัติ ต้องนำเสนอขอความเห็นชอบ จากรัฐสภาในขั้นของการให้สัตยาบัน ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในด้านการต่างประเทศปกติว่า เวลารัฐบาลไปลงนามในสนธิสัญญาหรือความตกลงอะไรก็จะระบุไว้ในความตกลงว่า ความตกลงจะมีผลบังคับเมื่อมีการแลกเปลี่ยนหรือให้สัตยาบันแรททิฟิเคชัน (Ratification) ระหว่างกันแล้ว ซึ่งเป็นกระบวนการภายในของแต่ละประเทศ แต่มาตรา ๑๙๓ ได้เปลี่ยน หลักการมาเป็นให้ฝ่ายบริหารต้องนำหนังสือสัญญาหรือความตกลงกับต่างประเทศแทบทุกประเภท ที่อาจตีความได้ว่ามีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของชาติ หรืองบประมาณแผ่นดินให้ต้องเสนอ ขอความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนไปลงนาม ไม่ใช่ขอในขั้นของการให้สัตยาบัน ส่งผลให้ ปริมาณหนังสือสัญญาทั้งที่จำเป็นและไม่จำเป็นเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาเป็นจำนวนมาก ก่อให้เกิดความล่าช้าในการเจรจาทำข้อตกลงที่เป็นประโยชน์แก่ประเทศไทยเอง ส่งผลกระทบต่อความสามาราในการแสดงบทบาทนำ หรือสร้างขีดความสามาราในการ แข่งขันของประเทศ ทำให้ประเทศไทยมีบทบาทลดลงในเวทีอาเซียนและประชาคมโลกจากการที่ ไม่สามาราตกลงให้ความร่วมมือกับต่างประเทศได้ทันเวลา ทันเหตุการณ์ และในกรณี ที่เกี่ยวกับการเจรจาด้านเขตแดนก็เป็นการสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ความลับเกี่ยวกับความมั่นคง หรือยุทธศาสตร์การเจรจาของไทยจะต้องเปิดเผยสู่การล่วงรู้ของคู่เจรจาอันทำให้ไม่อาจ ประสบความสำเร็จหรือหาข้อยุติได้ ผลกระทบที่ตามมาผมอยากจะขอยกตัวอย่างในเวลา ที่สั้น ๆ นะครับว่าเช่น ในกรณีของความตกลงพหุภาคีที่หลาย ๆ ประเทศเขาต้องลงนามกัน ไทยเราเนื่องจากลงนามไม่ได้หรือไม่ทันก็ต้องไปขอลงนามทีหลังในแบบที่เรียกว่า ภาคยานุวัติ หรือแอคเซสชัน ทู เดอะ ทริตี (Accession to the Treaty) ยิ่งทำให้เราไม่มี โอกาสเข้าไปร่วมเจรจาต่อรองอะไรเลยตั้งแต่ต้น เพียงแต่นำความตกลงที่นานาชาติเขาตกลงกัน แล้วมาขอความเห็นชอบในรัฐสภาทีหลังว่าขอเข้าเป็นสมาชิก เป็นต้น หรือบางท่านที่อาจ กังวลเกี่ยวกับเขตการค้าเสรีกับอเมริกาผมว่ามันเลยความกังวลนั้นไปแล้วนะครับ เพราะปัจจุบันไทยมีความตกลงการค้าเสรีกับญี่ปุ่น ออสเตรเลีย อินเดีย และที่สำคัญ คือกับอาเซียน อาฟตา (AFTA) หรือเออีซี (AEC) ต่อไปความตกลงกับคู่ค้าใหญ่ ๆ เขาจะไม่ทำ ระหว่างประเทศไทยกับคู่ค้านั้นแล้ว เขาจะทำกับอาเซียนครับ เพราะฉะนั้นความกังวลแทบจะ ไม่มีผลอะไรกับประเทศไทยเลย ดังนั้นกระผมจึงเห็นว่ามาตรา ๑๙๓ ของร่างรัฐธรรมนูญนี้ ควรได้รับการแก้ไข โดยเฉพาะในส่วนคำที่มีปัญหาจริง ๆ คือมีผลกระทบต่อความมั่นคง ทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างกว้างขวาง และอีกวลีก็คือมีผลกระทบด้านการค้าการลงทุน หรืองบประมาณอย่างมีนัยสำคัญ คำว่า กว้างขวาง หรือ มีนัยสำคัญ เป็นคำที่เป็นนามธรรม หรือแอ็บสแทร็คท์ (Abstract) อย่างยิ่ง ในขณะที่รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐ เป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่ต้องมีความชัดเจน ทำให้มาตรานี้และ ๒ คำนี้ได้าูก วิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอดว่าไม่เหมาะสม และเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินวิเทโศบายของไทย เป็นอย่างมาก กระผมจึงใคร่ขอเสนอให้แก้ไขให้กลับไปใช้หลักการตามมาตรา ๒๒๔ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ หรือหากท่านเห็นว่ายังไม่อยากใช้ของ ปี ๒๕๔๐ อย่างน้อย ก็กลับไปใช้มาตรา ๒๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ที่เราใช้ปัจจุบันอยู่ก็ยังดี จึงกราบเรียนเสนอมาด้วยความเคารพครับ
และท้ายที่สุดนี้ กระผมอยากจะขอกล่าวชื่นชมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในความตั้งใจและมุ่งมั่นของท่านที่จะจัดทำกฎหมายสูงสุดของประเทศด้วยความมีเจตนาดี ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ผมขอเรียนว่าผมเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้มีความสมบูรณ์ราว ๗๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว แต่ก็ยังมีบางบท บางหมวด บางมาตราที่ควรแก้ไขปรับปรุงให้เรา มีสังคมไทยที่มีสันติสุข สามัคคีปรองดองและมีเศรษฐกิจที่ดี ประชาชนอยู่ดีมีสุข ทำอย่างไร เราาึงจะมีรัฐบาลที่ดี ซื่อสัตย์สุจริต นึกาึงผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง เป็นรัฐบาล ของประชาชนโดยประชาชน และเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ผมฝากท่านดูแลในเรื่อง บทบาทหน้าที่และความจำเป็นขององค์กรอิสระต่าง ๆ ว่ามีมากเกินไปหรือไม่และจำเป็น และคุ้มค่าเพียงใด ผมอยากเห็นคนดีและคนเก่ง ๆ ที่ซื่อสัตย์สุจริต อาสามาบริหารประเทศ ไม่อยากให้รัฐบาลเข้ามาในอนาคต แล้วมีกฎกติกาที่ตั้งแง่ว่าเขาเป็นคนไม่ดีไว้ก่อน จนกว่า จะพิสูจน์ว่าเป็นคนดี กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณนะครับ เรียนเชิญท่านประธานกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬา พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ครับ ของท่านมี ๓๐ นาทีเต็มนะครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพครับ ผม พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ในฐานะ ประธานกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬาใคร่ขอนำเสนอข้อพิจารณาและเสนอแนะและให้ความคิดเห็น กับข้อความในร่างรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการกีฬาเท่านั้นตามบทบัญญัติ มาตรา ๓๖ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ต่อสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่านที่มีหัวใจเป็นนักกีฬา และได้เห็นความสำคัญของการกีฬา โดยกรุณาพิจารณาบรรจุให้การกีฬาเป็นหนึ่งในกรอบ การปฏิรูปประเทศในข้อ ๑๑ ด้านอื่น ๆ จนนำมาสู่การขอบรรจุา้อยคำในร่างรัฐธรรมนูญ อันปรากฏในมาตรา ๙๕ และบรรจุเพิ่มเติมในมาตรา ๒๙๕ (๓) นับว่าเป็นสิ่งที่าูกต้อง และมีคุณค่า มีคุณูปการต่อประเทศชาติและประชาชนเป็นอย่างยิ่ง กระผมใคร่ขอกราบเรียน ต่อท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติและต่อสมาชิกสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ว่า การกีฬาคือหนทาง สร้างคุณภาพคนและสร้างอนาคตชาติดังพระราชดำรัสที่พระราชทานไว้ว่า กีฬาสร้างคน คนสร้างชาติ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าการกีฬาคือรากฐานของการพัฒนาสุขภาพของประชาชน ในประเทศให้มีความสมบูรณ์แข็งแรงทั้งทางด้านร่างกายแล้วก็จิตใจ เป็นรากฐานของการพัฒนา คุณภาพชีวิตและการดำเนินชีวิตของแต่ละคนให้รู้จักคำว่า รู้แพ้ รู้ชนะ และรู้อภัย ซึ่งจะทำให้ ประชาชนเป็นผู้ที่มีสุขภาพจิตที่ดี มีทัศนคติที่ดีต่อการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ก่อให้เกิดความรัก และความสามัคคีของคนในชาติ นอกจากนี้กีฬายังเป็นเครื่องหมายที่บ่งบอกาึงการดำรงเกียรติศักดิ์ ของประเทศ โดยการดำรงความเป็นเลิศในมหกรรมกีฬาระดับนานาชาติ อันนำมาสู่ชื่อเสียง และเกียรติภูมิของประเทศ กระผมขอเรียนว่าตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๓๔ เป็นต้นมา เมื่อโลก ปราศจากภัยสงครามกิจกรรมที่มนุษยชาติต่างแข่งขันกันเพื่อแสดงศักยภาพของชาติ ก็คือ การร่วมชิงชัยหรือแข่งขันกันในทางกีฬา ซึ่งเปลี่ยนทัศนคติจากการสะสมอาวุธให้กลายเป็น การเสริมสร้างสุขภาพและสมรราภาพทางร่างกายและทักษะทางการกีฬาดังจะเห็นได้จาก การขับเคี่ยวกันในเชิงการกีฬาของประเทศมหาอำนาจเพื่อจะครองความเป็นเจ้าเหรียญทอง ในส่วนการกีฬาของทวีปเอเชียนั้น ประเทศที่พัฒนาแล้วได้มีการวางโครงการการพัฒนากีฬา ควบคู่กันไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียนนั้น ประเทศไทยยังเป็นหนึ่งในผู้นำทางการกีฬาอยู่หากแต่มีผลงานไม่สม่ำเสมอ เท่าใดนัก ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าประเทศของเรายังขาดความชัดเจนและความต่อเนื่อง ของนโยบายภาครัฐที่มีต่อการกีฬา กล่าวคือตลอดระยะเวลา ๘๒ ปี ภายหลัง การเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมาแล้ว ๑๙ ฉบับ แต่ไม่เคยมีการบรรจุเรื่องการกีฬาไว้ในรัฐธรรมนูญเลยแม้แต่ฉบับเดียว จึงทำให้บางรัฐบาล ที่ไม่เห็นความสำคัญของการกีฬาเพิกเฉยต่อการพัฒนาและการส่งเสริม ส่งผลให้การกีฬาของไทย ขาดทิศทางการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นหากมีการบรรจุา้อยคำว่า กีฬา ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ก็จะมีสภาพบังคับให้รัฐบาลทุกคณะจะต้องาือปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬาคำนึงาึงความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อการปฏิรูปด้านการกีฬา จึงได้รวบรวมข้อมูลทั้งปัญหา อุปสรรค และความต้องการข้อเสนอแนะจากประชาชนทั่วประเทศ ผลปรากฏว่าควรมีการบัญญัติเรื่องการกีฬาไว้ในรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ในการพัฒนา คุณภาพประชาชนและสามาราที่จะแก้ปัญหาสังคม ได้แก่ปัญหายาเสพติด และปัญหาความ ขัดแย้งทางความคิดของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรมแต่เหตุที่ยังไม่ประสบความสำเร็จในการ ใช้การกีฬาเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวนั้น ก็เนื่องจากกลไกของรัฐที่มีอยู่ไม่สามาราจะดำเนินการ ให้การบริการด้านการกีฬาแก่ประชาชนได้อย่างทั่วาึง และมีประสิทธิภาพ รวมทั้งยังขาดกลไก ความเชื่อมโยงกับหน่วยงานที่จะแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติในท้องาิ่นได้อย่างทั่วาึง กระผม ขอเรียนว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเจตนารมณ์หลักที่จะมุ่งแก้ไขปัญหาในอดีตและสร้างหนทาง เดินไปสู่อนาคตบน ๔ หลักการสำคัญ กล่าวคือ สร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ การเมืองใสสะอาด และสมดุล หนุนสังคมที่เป็นธรรม และนำชาติสู่สันติสุข จึงกล่าวได้ว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้ เล็งเห็นาึงความสำคัญของประชาชนและพร้อมที่จะทุ่มเททรัพยากรที่มีอยู่เพื่อพัฒนาคุณภาพ ชีวิตของประชาชนด้วยความเป็นธรรม ปราศจากการเลือกปฏิบัติและมุ่งปฏิบัติสู่การปฏิรูปสังคม ด้วยการบริการสาธารณะและเสริมสร้างชุมชนให้มีความเข้มแข็งำือได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือความหวังของพี่น้องประชาชนชาวไทยและได้รับการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้เป็นระบบอย่างแท้จริง ในส่วนของา้อยคำที่เกี่ยวกับการกีฬาที่บรรจุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญนั้น มีการบรรจุในภาค ๒ ผู้นำการเมืองที่ดีและสาาบันการเมือง หมวด ๒ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในมาตรา ๙๕ โดยมีสาระสำคัญดังนี้ รัฐต้องส่งเสริมให้มีการพัฒนาการกีฬาเพื่อพัฒนาสุขภาพและคุณภาพ ชีวิตของประชาชน แล้วต้องส่งเสริมให้มีการพัฒนาการกีฬาเพื่อความเป็นเลิศในทุกระดับ รวมทั้งจัดให้มีการบริหารจัดการด้านการกีฬาที่เป็นระบบ ทันสมัย และมีมาตรฐานอย่างทั่วาึง และเป็นธรรม และยังได้บรรจุเพิ่มเติมไว้ในภาค ๔ การปฏิรูปการสร้างความปรองดอง หมวด ๒ การปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมในมาตรา ๒๙๕ โดยมีสาระสำคัญ คือ มาตรา ๒๙๕ ให้มีการปฏิรูปทางด้านสังคมตามแนวทางดังต่อไปนี้ (๓) รัฐ หน่วยงานของรัฐ องค์การบริหารท้องาิ่นและศาสนสาานต้องจัดให้มีพื้นที่สาธารณะเพื่อให้คนในชุมชน ใช้ประโยชน์ร่วมกันในการทำกิจกรรมเพื่อสร้างสัมพันธ์ทางสังคม กิจกรรมนันทนาการ และกีฬา ทั้งนี้เมื่อพิจารณาจากสาระสำคัญตามบทบัญญัติมาตรา ๙๕ ก็จะเห็นว่าา้อยคำร่าง รัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับการกีฬามีองค์ประกอบสำคัญรวม ๕ ประการดังนี้
ประการแรก คำว่า การกีฬา หมายาึงการกระทำหรือการดำเนินการ ที่เกี่ยวข้องกับกีฬาและการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพกาย สุขภาพจิต และการสร้างความมีวินัย จิตสำนึก ค่านิยมและความมีน้ำใจเป็นนักกีฬา เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตทุกมิติของประชาชน ทุกระดับทั่วประเทศ รวมาึงการดำเนินการทางอุตสาหกรรมกีฬา การประกอบการ การสนับสนุนทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับกีฬา
ประการที่ ๒ เป็นหน้าที่ของทุกรัฐบาลที่จะต้องส่งเสริมให้มีการพัฒนาการกีฬา เพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยการสนับสนุนให้ประชาชนมีโอกาสที่จะ เข้าาึงกิจกรรมการกีฬาที่มีประโยชน์ในการพัฒนาร่างกาย อารมณ์ สติปัญญาและนำไปสู่ การสร้างคุณธรรม ระเบียบวินัยและน้ำใจนักกีฬา ซึ่งกระผมใคร่ขออันเชิญพระราชดำรัส ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานต่อประชาชนว่า การกีฬานี้มีประโยชน์ หลายด้าน และสมควรที่จะส่งเสริมในทางที่าูกต้องในหลักการการกีฬาเพื่อความสามัคคี และเพื่อคุณภาพของมนุษย์ดีขึ้นมา เวลานี้การกีฬาก็นับว่ามีความสำคัญในทางอื่นด้วย คือในทางสังคม ทำให้คนในประเทศชาติได้หันมาปฏิบัติสิ่งที่เป็นประโยชน์ในทางสุขภาพ ของร่างกายและจิตใจ ทำให้สามาราที่จะอยู่ในสังคมอย่างอยู่เย็นเป็นสุข ทั้งเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิด ความเจริญต่อบ้านเมืองจะเห็นได้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชปณิธาน ที่จะใช้ประโยชน์จากการกีฬาเพื่อพัฒนาคุณภาพของประชาชนให้มีความแข็งแรงทั้งทางด้าน ร่างกายและจิตใจ มีคุณภาพชีวิตที่ดี นำไปสู่การเสริมสร้างความรักสามัคคีของคนในชาติ สร้างสังคมที่ดี ประชาชนอยู่ในสภาวะอยู่เย็นเป็นสุข นำมาสู่ความเจริญรุ่งเรือง ของประเทศชาติบ้านเมือง ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องดำเนินการให้เป็นไป ตามบทบัญญัติในประโยคแรกของมาตรา ๙๕ แห่งรัฐธรรมนูญ
ประการที่ ๓ เป็นหน้าที่ของทุกรัฐบาลที่จะต้องทำหน้าที่ส่งเสริมให้มีการพัฒนา การกีฬาเพื่อความเป็นเลิศในทุกระดับ ท่านประธานที่เคารพคงเคยเห็นพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่เสด็จทรงร่วมการแข่งขันกีฬาในกีฬาแหลมทอง ครั้งที่ ๔ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๑๐ ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน โดยมหกรรมกีฬาในครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงร่วมการแข่งขันและทรงชนะเลิศการแข่งขันเรือใบประเภท โอเคำือเป็นเกียรติภูมิของประเทศ ซึ่งทั่วโลกต่างยอมรับ ยกย่อง และให้ความสนใจ ว่าแม้แต่พระมหากษัตริย์ไทยก็ยังทรงตระหนักในการรักษาพลานามัยให้แข็งแรง และทรงพระปรีชา สามาราในการแข่งขันกีฬาระดับสากลด้วยำือเป็นตัวอย่างความสำเร็จของการกีฬาเพื่อความเป็นเลิศ ให้แก่พสกนิกร
สิ่งสำคัญที่ได้จากการกีฬาอีกประการหนึ่งก็คือ การกีฬายังสร้างมูลค่า ทางเศรษฐกิจของชาติ ผมขอยกตัวอย่างลอนดอนเกมส์ ๒๐๑๒ โดยฝ่ายจัดการแข่งขันระบุว่า รายได้รวมมีมูลค่าประมาณ ๖๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และปักกิ่งเกมส์ ๒๐๐๘ นอกจากกำไรสุทธิ ประมาณ ๑๖๑,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว สิ่งที่จีนได้รับจากมหกรรมกีฬาโอลิมปิกก็คือ การสร้างจิตสำนึกในเรื่องของระเบียบวินัยของคนในชาติ ซึ่งเป็นผลประโยชน์ที่เป็นนามธรรม ที่ไม่สามาราวัดค่าได้อีกด้วย นอกจากนี้อุตสาหกรรมทางการกีฬายังสร้างรายได้ให้แก่ประเทศเป็นอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น มูลค่ารวมของอุตสาหกรรมการกีฬาของสหรัฐอเมริกาในปีคริสต์ศักราช ๒๐๑๓ มีมูลค่ารวม ประมาณ ๑๓.๕ ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น ๕ เท่าของงบประมาณรายจ่ายประจำปี พุทธศักราช ๒๕๕๘ ของประเทศไทย ดังนั้นการกีฬาเพื่อความเป็นเลิศจึงมุ่งเน้นที่จะแข่งขัน การประกอบอาชีพ การประกอบธุรกิจ และการใช้บริการทางการกีฬา ซึ่งจะเป็น การยกระดับเกียรติภูมิของประเทศเพื่อสร้างความภาคภูมิใจร่วมกันของคนในชาติ อันเป็น ผลดีต่อการพัฒนาความมั่นคงด้านทรัพยากรมนุษย์ของชาติและเป็นพื้นฐานสำคัญต่อ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องส่งเสริมให้เป็นไป ตามพระราชบัญญัติของมาตรา ๙๕ แห่งร่างรัฐธรรมนูญ
ประการที่ ๔ เป็นหน้าที่ของรัฐ โดยรัฐบาลทุกคณะจะต้องมีหน้าที่จัดให้มี การบริหารจัดการด้านการกีฬาที่เป็นระบบ โดยบูรณาการการดำเนินงานขององค์กรภาครัฐ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการกีฬาอย่างมีหลักการ มีเอกภาพ มีประสิทธิภาพ ด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น ทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และในระดับท้องาิ่นประกอบด้วยการวางแผนและยุทธศาสตร์ การจัดโครงสร้าง หน่วยงานทางการกีฬา การจัดกิจกรรมกีฬาและการแข่งขัน การจัดให้มีโครงสร้างพื้นฐาน ทางการกีฬา การส่งเสริมธุรกิจและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการกีฬา และการส่งเสริม การกีฬาเพื่อพัฒนาสัมพันธภาพและมิตรภาพทั้งในภูมิภาคและทั่วโลก ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ ของรัฐที่จะต้องจัดให้มีการบริหารจัดการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติของมาตรา ๙๕ แห่งรัฐธรรมนูญ
ประการสุดท้าย การดำเนินการด้านการกีฬาของประเทศจะต้องอยู่บนพื้นฐาน ของหลักคิด ๔ ประการ กล่าวคือ
๑. มีความทันสมัย
๒. มีมาตรฐาน
๓. อย่างทั่วาึง และ
๔. อย่างมีความเป็นธรรม อย่างมีความเป็นธรรมก็คือประชาชนทุกระดับ และทุกประเภท อาทิ เด็ก เยาวชน คนวัยทำงาน ผู้สูงอายุ ผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ ผู้บกพร่อง ทางร่างกายสามาราที่จะได้รับโอกาสร่วมกิจกรรมการออกกำลังกาย กิจกรรมกีฬา ทุกประเภทอย่างเสมอภาค เท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ และลดความเหลื่อมล้ำให้หมดสิ้นไป สำหรับสาระสำคัญตามบทบัญญัติ มาตรา ๒๕๙ (๓) นั้น มุ่งเน้นให้ภาครัฐ หน่วยงานที่กำกับ ดูแลและให้บริการในท้องาิ่น ศาสนสาาน พิจารณาจัดสรรพื้นที่สาธารณะในชุมชน หรือท้องาิ่นเพื่อให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งกิจกรรมหนึ่งที่ใช้พื้นที่สาธารณะ เพื่อการกีฬานั้นท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติและพี่น้องประชาชนคงจะรู้จักกันดีก็คือ ลานกีฬาของชุมชนนั่นเองครับ ทั้งนี้ลานกีฬาดังกล่าวก็าือว่าเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้าง พื้นฐานทางการกีฬา กระผมต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ตระหนักว่า การกีฬามีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหาของสังคม โดยเฉพาะการใช้การกีฬาเป็นกิจกรรม เพื่อสร้างสัมพันธ์ทางสังคมและเป็นกลไกเสริมในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ตลอดจนเป็นเครื่องมือในการพัฒนาสัมพันธ์อันดีของคนในชุมชนและของสังคมในชุมชนอีกด้วย สำหรับแนวทางการให้บริการทางด้านการกีฬาบนพื้นที่ ๕๑๓,๑๑๕ ตารางกิโลเมตร แก่ประชาชน ๖๕.๑๒ ล้านคน และในหมู่บ้านทั่วประเทศ ๗๖ จังหวัด จำนวน ๗๔,๙๖๕ หมู่บ้าน โดยให้หน่วยงานรัฐในพื้นที่บูรณาการพร้อมกับองค์กรบริหารส่วนท้องาิ่นที่มีจำนวน รวมาึง ๗,๘๕๓ แห่ง และศาสนสาานของทุกศาสนาที่มีจำนวนรวมาึง ๔๐,๒๒๔ แห่ง ทั่วประเทศ เป็นผู้ขับเคลื่อนโดยการจัดสรรพื้นที่สาธารณประโยชน์เพื่อแก้ปัญหาสังคมนั้น าือว่าเป็นกุศโลบาย และการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างชาญฉลาด กระผมจึงขอแสดงความชื่นชม ต่อผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ณ โอกาสนี้ด้วย นอกจากนี้ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ซึ่งการกีฬาเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้สูงอายุดำเนินชีวิตได้อย่างมีคุณภาพและลดภาระ ของสังคม จึงควรมีการบรรจุไว้ในเรื่องของการนำกีฬาเพื่อการเสริมสร้างสุขภาพและสร้างสุขภาวะ ของประชาชนด้วย ในปีพุทธศักราช ๒๕๔๘ รัฐบาลไทยได้ลงนามในปฏิญญากรุงเทพฯ ว่าด้วย การกีฬาและการพลศึกษา ซึ่งมุ่งเน้นการกำหนดวิชาพลศึกษาในหลักสูตรการเรียนการสอน ของโรงเรียนทั้งในระบบการศึกษาระดับขั้นพื้นฐาน และระบบการศึกษานอกโรงเรียน เพื่อพัฒนาคนให้มีคุณภาพ โดยกำหนดให้ทุกโรงเรียนจัดหลักสูตรการกีฬาและพลศึกษา ให้แก่นักเรียน อย่างน้อย ๒ คาบต่อ ๑ สัปดาห์ แต่ในปัจจุบันยังมิได้มีการดำเนินการ อย่างเป็นรูปธรรม เพียงแต่เป็นการแทรกเวลาของการออกกำลังกายของนักเรียนในช่วงเวลาอื่น อาทิเช่น หลังเวลาเคารพธงชาติเป็นต้น ดังนั้นเมื่อเด็กขาดโอกาสในการออกกำลังกาย จึงทำให้หันไปสนใจหรือหมกมุ่นกับกิจกรรมที่ไม่สร้างสรรค์ จึงทำให้ไม่สามาราพัฒนาคนได้ อย่างครบา้วนจากระบบการศึกษาตามเจตนารมณ์ในบทบัญญัติมาตรา ๒๘๖ ของร่างรัฐธรรมนูญนี้ จึงควรระบุไว้ในเรื่องการนำการกีฬาร่วมในการปฏิรูปการศึกษาเพื่อพัฒนาคนด้วยครับ นอกจากนี้การกีฬายังมีบทบาทในการแก้ปัญหาความขัดแย้งด้านเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม ขจัดความรู้สึกเหลื่อมล้ำของพี่น้องประชาชน จนเกิดโครงการการใช้การกีฬา เพื่อสร้างสันติสุขอย่างยั่งยืนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ อัตลักษณ์ ทัศนคติ ความเชื่อและพฤติกรรมของท้องาิ่น อันจะนำมาสู่การสร้างความรัก ความสามัคคีและความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ ซึ่งจากการจัดกิจกรรมกีฬา บางประเภท เช่น ฟุตบอลและมวยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในระยะเวลาที่ผ่านมา ปรากฏว่าได้รับความสนใจจากพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก และได้เห็นแววตาของการรอคอย ด้วยความปรารานาอย่างยิ่งของประชาชนที่จะได้รับการเอาใจใส่ดูแลเรื่องการกีฬา จากรัฐบาลมาสู่พื้นที่ของเขา จึงเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นว่าการกีฬาคือกุญแจสำคัญที่จะนำพา ซึ่งสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างเป็นรูปธรรม ขณะนี้คณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬา ได้เข้าไปประสานการสนับสนุนกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว กระผม ใคร่ขอกราบเรียนว่าการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้มีเจตนารมณ์หลักเพื่อการปฏิรูป ประเทศให้ก้าวไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน ทั้งนี้การบรรจุา้อยคำการกีฬาเอาไว้ในบทบัญญัติมาตรา ๙๕ และบรรจุเพิ่มเติมในมาตรา ๒๙๕ (๓) แห่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หมายาึงการปฏิรูปการกีฬาของประเทศอย่างแท้จริง เพื่อประโยชน์สาธารณะในการสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชนชาวไทยทุกวัยให้มีสุขภาพ พลานามัยและคุณภาพชีวิตที่ดี พร้อมที่จะเป็นกำลังในการขับเคลื่อนทิศทางของประเทศไทย ให้ก้าวไปสู่ความมั่นคงทางสุขภาวะของประชาชน สร้างความมั่งคั่งของชาติและมุ่งไปสู่ ความสัมฤทธิผลอย่างยั่งยืน การบรรจุา้อยคำการกีฬาในร่างรัฐธรรมนูญนี้จึงเปรียบเสมือน การจัดเตรียมทรัพยากรน้ำให้แก่แม่น้ำทั้ง ๕ สาย ซึ่งทรัพยากรน้ำนั้นเปรียบได้กับการกีฬา ที่กำลังจะไหลหลั่งแผ่ไปสู่ทุกตารางนิ้วของแผ่นดินไทยอย่างเป็นระบบ พร้อมที่จะสร้าง ความชุ่มชื่นและยังความสมบูรณ์ที่พรั่งพร้อมให้แก่ผืนแผ่นดินไทยเพื่อให้บรรลุความคาดหวัง ของประชาชนทั้งแผ่นดินที่ต้องการที่จะเห็นประเทศไทยอันเป็นที่รักของเราทุกคนก้าวเดินไปข้างหน้า ด้วยความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน
ท้ายที่สุดนี้กระผมขอเรียนว่าเมื่อท่านเดินขึ้นสู่รัฐสภา อาคารรัฐสภา ๒ ท่าน จะเห็นพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ความว่า กีฬามีความสำคัญอย่างยิ่ง สำหรับชีวิตของแต่ละคน และชีวิตของบ้านเมือง ซึ่งประดิษฐาน ณ บริเวณด้านหน้าอาคาร แทนที่จะเป็นพระราชดำรัสที่เกี่ยวกับการเมืองหรือการบริหารราชการแผ่นดิน ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะอดีตประธานรัฐสภาต้องการที่จะให้ผู้บริหารทั้งนิติบัญญัติของชาติทุกคนตระหนักาึง หลักพื้นฐานของการกีฬาที่มีผลต่อการสร้างความสามัคคีของชาติ สร้างคุณค่าชีวิตให้แก่ ประชาชน และสร้างคุณภาพของประชาชนให้เกิดขึ้นแก่สังคมและประเทศชาติ ซึ่งทุกท่าน ต้องตระหนักที่จะสนองพระราชปณิธานแห่งพระราชดำรัสขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้สัมฤทธิผลอย่างแท้จริง ขอขอบคุณครับ
ขอบคุณนะครับ เรียนเชิญท่านประธานกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ อาจารย์วิวัฒน์ ศัลยกำธร เป็นผู้แทน มีเวลา ๑๕ นาทีครับ
ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ เพื่อนสมาชิก ที่เคารพครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้าือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่สำคัญที่สุดฉบับหนึ่งของสังคมไทย เป็นรัฐธรรมนูญที่กล้าระบุชัดเจนว่าพลเมืองเป็นใหญ่ หลายคนวิตกกังวลว่าเมื่อพลเมืองเป็นใหญ่ แล้วจะนำพาบ้านเมืองนี้รอดพ้นจากภาวะวิกฤติทุกวิกฤติ จะปฏิรูปบ้านเมืองได้จริงหรือ ผมเองก็วิตกกังวล คณะกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทุกท่าน ก็วิตกกังวลเช่นกัน ท่านประธานกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ วันนี้หมอไม่อนุญาตให้ทำงาน ก็ได้มอบหมายให้กระผม วิวัฒน์ ศัลยกำธร ทำหน้าที่แทน ที่จะเล่าเรื่องราวการทำงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ ผมเคยได้กราบเรียนที่ประชุมนี้ไปครั้งหนึ่งแล้วว่าระบบกับคนนั้น เป็นเรื่องคู่กัน รัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยเฉพาะหมวดนี้พูดาึงผู้นำการเมืองที่ดีและระบบ การเลือกตั้งที่ดี ผมขออนุญาตใช้สไลด์ (Slide) เลยครับ ผมเคยยกบทกลอนของคนรุ่นเก่าเปรียบเทียบให้ฟัง ไปครั้งหนึ่งแล้วตอนที่นำเสนอข้อเสนอในการยกร่างรัฐธรรมนูญว่าระบบดีคนดี ต้องดีแน่ ระบบดีคนแย่ ต้องแก้ไข ระบบแย่คนดี ดีเรื่อยไป ระบบเลวคนจัญไร บรรลัยเอย อันนี้ เป็นครั้งที่ ๒ ครับขอเรียนย้ำ การที่เราจะสร้างผู้นำการเมืองที่ดีให้อยู่ภายใต้ระบบซึ่งเรา กำลังเพียรร่างกันให้ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ บทบาทสำคัญตกอยู่ที่กรรมาธิการชุดเรา ซึ่งาูกคาดหวังจากทุกชุด เราเองทั้ง ๒๗ ท่านซึ่งลาออกไปแล้วท่านหนึ่งเหลือ ๒๖ ท่าน ก็มุ่งหวังที่จะต้องทำงานร่วมกับทุกคณะ ทุกชุด รวมทั้งทุกกลุ่มคนของประเทศ เราจะพัฒนา พลเมืองของเราให้เป็นคนดีได้อย่างไร
ขอสไลด์ต่อไปครับ รัฐธรรมนูญฉบับพลเมืองเป็นใหญ่พลเมืองต้องดี พลเมือง จะดีได้การศึกษาต้องดี สมัชชาคุณธรรมซึ่งเขียนไว้แล้วในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และอีกหลาย ๆส่วน ในประเทศนี้ต้องระดมสรรพกำลังกันมาช่วยกระทรวงศึกษาธิการ ลำพังกระทรวงศึกษาธิการ ที่ทำงานอยู่ขณะนี้เราใช้เงินมาก เราใช้คนมากาึง ๖๐๐,๐๐๐ คน ใช้เงินาึงเศษ ๑ ส่วน ๔ ของรายได้ของรัฐบาล แต่ผลอย่างที่เห็นครับ ผมขออนุญาตไม่วิจารณ์ ผมเชื่อมั่นว่าเท่าที่เรา ไปรับฟังความเห็นมาหลายพื้นที่ สังคมไทยอยากเห็นคนเป็นคนดีมีวินัยพึ่งตนเองได้ และเชี่ยวชาญจนเป็นที่พึ่งคนอื่น รวมทั้งเป็นที่พึ่งของทั้งโลกได้ และที่สำคัญที่สุดคนของเรา ต้องกตัญญูกตเวทีต่อโลกใบนี้ที่เราอาศัยอยู่ ท่านประธานคณะกรรมาธิการท่านพารณ ย้ำนักหนาว่าขอให้ใช้คำนี้ลงในรัฐธรรมนูญ แต่ว่าท่านกรรมาธิการท่านกรุณาตัดออกก็จะ ขอเรียนเชิญให้ท่านได้พิจารณาใหม่ว่า คำว่า มนุษย์ที่สมบูรณ์ มีความพอเพียงตามปรัชญา ของพระองค์ท่านน่าจะไปปรากฏอยู่ในนี้ไหม ในหมวดไหน ในมาตราไหนก็ฝากเรียนไป ๑ ประเด็นครับ
ขอสไลด์ต่อไปครับ ในรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ หมวดมีทั้งหมด ๕ มาตรานะครับ ตั้งแต่หมวดสิทธิมนุษยชน หมวดสิทธิพลเมืองตอนที่ ๓ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ รวมทั้งเรื่องการปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม ทั้ง ๕ มาตรานั้นเขียนไว้ ๕๐ กว่าบรรทัด เนื้อหาครอบคลุมดีมาก หลายท่านไม่อยากให้ชมแต่ผมขออนุญาต ไม่ชมก็ได้ครับ แต่ว่าตรงกับใจพวกเราประมาณ ๙๕ เปอร์เซ็นต์ครับ มีอีกประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นซึ่งท่านกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ อีกหลายท่านจะได้กรุณาลงในรายละเอียดแจ้ง แล้วเราก็จะประมวลทั้งหมดทำเป็นเอกสารแจ้งท่าน เพื่อพิจารณาปรับปรุงให้เหมาะสมอีกครั้งหนึ่งครับ เนื้อหาสาระโดยหลักครับ ผมอยากจะให้ท่านดู โครงสร้างของประชากรของไทย ซึ่งเราจะต้องพัฒนาคนเหล่านี้ให้เป็นพลเมืองดี มีวินัย พึ่งตนเองให้ได้ ไม่เป็นภาระแก่รัฐ และเก่งเชี่ยวชาญจนให้คนอื่นพึ่งได้ด้วย ที่สำคัญพลเมืองไทย ต้องมีหน้าที่รับผิดชอบต่อแผ่นดิน ต่อโลกใบนี้ที่เราอาศัยอยู่ ท่านดูโครงสร้างประชากรตั้งแต่ สมัยปี ๒๕๐๓ เป็นต้นมาจนาึงปัจจุบัน และภาพที่เห็น ๖ ภาพนั้นเลยไปาึงปี ๒๕๗๓ ประชากรวัยเด็กเราเคยมีมาก วัยทำงานมีมาก แต่สาานการณ์วันนี้เห็นครับ ป่องกลาง แปลว่าอะไรครับ แปลว่าเด็กกำลังน้อยลงเรื่อย ๆ วัยทำงานก็กำลังจะน้อยลงเรื่อย ๆ และที่สำคัญที่สุดคนอายุมากขึ้น คนแก่จะมากขึ้นเรื่อย ๆำามว่าระบบการศึกษาที่ตอบสนอง ให้กับคนประมาณ ๑๐ ล้านคน ซึ่งดูแลโดยคน ๖๐๐,๐๐๐ คน โดยกระทรวงเดียวที่จริงมีอีก ๑๑ กระทรวงร่วมรับผิดชอบด้วยแต่ไม่มากนัก ตัวเลขคร่าว ๆ อย่างที่เห็นอีกประมาณ ๑๐ ปี เราจะมีผู้สูงวัยประมาณ ๒๐ ล้านคน การจัดการการพัฒนาคนสูงวัยให้ไม่เป็นภาระ อย่างหลาย ๆ ท่านในห้องนี้สูงวัยแต่ยังมีความสามาราในการที่จะดูแลบ้านเมือง บุคคลเหล่านี้ต้องการ การพัฒนาไหมครับ จำเป็น เด็กเช่นกันครับ มีหนังสือฉบับหนึ่งบอกว่ากว่าจะาึงอนุบาลก็สายแล้ว ในคณะกรรมาธิการเราบอกว่าขณะนี้มีแม่วัยใสเต็มไปหมดตั้งท้องโดยไม่พร้อมเลย เราอาจจะต้อง เขียนหนังสืออีกสักเล่มหนึ่งครับว่า กว่าจะคลอดก็สายแล้ว ท่านใดสนใจจะเขียนผมมีข้อมูลนะครับ แปลว่าอะไรครับ แปลว่าการจัดการศึกษาตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปในระยะ ๑๐ ปีโดยประมาณ เราจะต้องเอาจริงกับการให้การศึกษาตั้งแต่แม่ตั้งแต่เด็กอยู่ในท้องคลอดออกมาก่อนวัยเรียน ขณะเรียนอยู่ หลังเรียนแล้วจะไปทำงานไปทำที่ไหน อย่างไร ต้องดูแลกัน จนเกษียณแล้ว ก็ต้องมีการดูแลครับ ระบบใหม่จะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เปลี่ยนแปลงอะไรบ้างครับ ๓ ประการหลัก ๆ ใน ๓ มิติ ๓ ประการ
๑.ระบบบริหารแบบเดิม เป็นบูโรแครท (Bureaucrat) ผมไม่ต้องพูดมากครับว่า มันไร้ประสิทธิภาพและสิ้นเปลืองขนาดไหน ไม่กล้าใช้คำว่า ฉ้อฉล แต่ว่าก็พูดไปแล้ว เพราะฉะนั้นระบบที่โปร่งใสต้องกระจายอำนาจลงาึงโรงเรียน ลงาึงสาาบันการศึกษา หน่วยที่จัดการศึกษาทุกระดับต้องมีอิสระ แต่ต้องอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบไม่ใช่ให้อิสระกัน จนเกินเลย ต้องมีความรับผิดชอบอยู่ในระบบนี้ เรื่องนี้อยู่ในระหว่างการยกร่างพระราชบัญญัติที่จะ ประกอบรัฐธรรมนูญ แล้วเราจะออกไปฟังความคิดเห็นคนให้รอบด้าน กรรมาธิการเรา ที่เหลืออยู่ ๒๖ ท่าน จะไม่ดื้อ ดึงดัน เขียนและทำกันออกไปโดยไม่ฟังใคร เพราะเรื่องนี้ จะกระทบต่อโครงสร้าง ท่านนายกฯ บอกว่าไม่ให้รื้อ ไม่ให้ปรับ ไม่ให้เปลี่ยนโครงสร้าง แต่เราจำนนครับ ต้องทำำ้าจะเปลี่ยนแปลงำ้าจะปฏิรูป ไม่ทำไม่ได้ ยืนยัน นี่คือเรื่องที่ ๑ เราต้องกระจายอำนาจครับ
เรื่องที่ ๒ ที่จริงเรื่องนี้มีเขียนไว้ในรายละเอียดในแต่ละมาตรา ผมไม่มีเวลาลงลึก เหลืออีกแค่ ๕ นาที
ไปอันที่ ๒ ระบบการเงิน เดิมโรงเรียนไหนมีเส้น มหาวิทยาลัยไหนมีเส้น ก็วิ่งเต้นเอา ก็กระจายลงไปสู่โรงเรียนนั้น มหาวิทยาลัยนั้นมากกว่าคนอื่น แต่ต่อไปนี้จะต้อง เพิ่มน้ำหนักการกระจายระบบการเงินลงสู่ผู้เรียนโดยตรงให้มากขึ้น อาจจะไม่ใช่ทั้งหมด หลายท่านกำลังกังวล บอกว่าไม่ต้องกังวลครับเรามาช่วยกันคิดครับ นี่คือระบบใหม่ ผมคิดไปาึงให้ทำเหมือนการ์ด (Card) เลยครับ อยากเรียนที่ไหนก็ไปจิ้มรูดเอาเลย อันนั้น ก็ต้องช่วยกันคิดครับเรายังไม่จบภารกิจ
ระบบที่ ๓ ระบบนี้พูดมาก ได้รับคำแนะนำมาก เราไปฟังความเห็นมา มีข้อเสนอแนะที่หลากหลายมากที่สุดครับระบบนี้ คือระบบการเรียนรู้ซึ่งแจกแจงไป ที่สำคัญที่สุดระบบการเรียนรู้ที่มีอยู่ทุกวันนี้ค่อนข้างจำกัด คับแคบ และผูกขาดอยู่ที่ กระทรวงเป็นหลัก ต่อไปนี้จะต้องกระจายความหลากหลายของการจัดการศึกษา ทั้งผู้จัดการศึกษาก็ต้องมีมากขึ้น ไม่ใช่เฉพาะกระทรวงศึกษาธิการอีกแล้ว จะต้องระดม ทุกสรรพกำลังเข้ามาช่วยจัดการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชน ภาคชุมชน ภาควิชาการอื่น ๆ ทุกภาคส่วนจะต้องเข้ามาช่วยกันจัดการศึกษา เพื่อให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมที่หลากหลายมาก ในสังคมไทย เราใช้คำว่า พหุวัฒนธรรม แต่ที่สำคัญที่สุดในหลายพื้นที่ มีหลายท่านกังวลว่าา้าเราเปิดเสรีทางการศึกษา กระจายอำนาจมากไป จะทำให้เขาแยกประเทศไหม มีหลายทฤษฎีครับ เราจะต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข โดยไม่ต้องบังคับกันนะครับ ทีนี้มีวิธีการ มีตัวอย่าง เราก็จะเรียนรู้และพัฒนาเรื่องนี้ โดยให้ ความสำคัญกับความหลากหลายของพหุวัฒนธรรม ความหลากหลายของภูมิประเทศ ความหลากหลายของทุกภาคส่วน อันนี้เป็นเรื่องสำคัญครับ
คณะกรรมาธิการเราได้ตั้งทีมงานขึ้นใหม่อีก ๔ ชุด จะลงลึกดูแลในเรื่องของ ขั้นพื้นฐานำัดไปครับ ขั้นพื้นฐานมีอะไรบ้างจะต้องกระจายระดมทุกภาคส่วน บางท่านคิดกันแล้ว ได้รับคำแนะนำว่าโรงเรียนขนาดเล็กเราไปรับฟังความคิดเห็นมา มี ๑ ตำบลนะครับ มีโรงเรียนขนาดเล็กไม่าึง ๑๐๐ คน ๕ โรงเรียน อยู่รัศมีที่ห่างกันไม่เกิน ๓ กิโลเมตร มีเด็กอยู่ ทั้ง ๕ โรงเรียน รวมกัน ๓๑๖ คน มีครูอยู่ ๔๔ คน ค่าใช้จ่ายแต่ละโรงเรียนก็ไม่ได้ต่างกันกับ โรงเรียนใหญ่มากนัก เป็นไปได้ไหมมาตกลงกันแล้วควบกิจกรรมร่วมกันแล้วแบ่งหน้าที่กันทำงาน ปรับเปลี่ยนบทบาททั้ง ๕ โรงเรียนนี้ไปทำงานตั้งแต่แม่ ตั้งแต่ให้การศึกษาเด็กในท้องไปจนาึงตาย ก่อนตายเลยก็ว่าอย่างนั้นเาอะนะครับ ที่จริงในหลายประเทศมีระบบการศึกษาที่เรียกว่า เดด สตัดดี (Dead study) ก่อนตายเราต้องเตรียมอะไรบ้าง หลังเกษียณแล้วต้องเตรียม อะไรบ้างนั่นเอง ตัวผมเองก็เคยาูกเชิญไปพูดให้หลายหน่วยงานที่เขาจัดให้กับผู้ที่กำลัง จะเกษียณอายุว่าจะใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างไรให้มีความสุขอย่างผม เขาว่าอย่างนั้นนะครับ เขาเชิญไปพูด อาชีวศึกษา เรื่องนี้หลายท่านย้ำเหลือเกินท่านนายกรัฐมนตรีท่านนี้ก็ย้ำนะครับว่า เด็กแม้เรียนจบระดับมัธยมศึกษาำ้าไม่ไปเรียนต่อควรจะมีอาชีพ ทำอาชีพได้ เราจะประยุกต์ อาชีวศึกษาเข้าไปในระบบและนอกระบบตั้งแต่ยังไม่จบระดับมัธยมศึกษาได้ไหม อันนี้ก็เป็น รายละเอียดที่กำลังศึกษาจะลงลึกต่อไปครับ และระดับอุดมศึกษา แต่ที่สำคัญที่สุดครับ ท่านประธานเราย้ำแล้วย้ำอีก เตือนเสมอว่าระบบใหม่จะต้องดูแลคนทั้ง ๗๐ ล้านคน ให้เรียนรู้อยู่ร่วมกันของพหุวัฒนธรรมให้ทั่วาึงให้ได้ครับ และทำอย่างไร พระราชดำรัสหนึ่ง ที่พระองค์ท่านพระราชทานเป็น ส.ค.ส. มาให้ว่า สามัคคีเป็นพลังค้ำจุนแผ่นดินไทย จะเกิดได้จริง อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เป็นภารกิจที่ต้องร่วมมือกับทุกภาคส่วนครับ
ขอดูภาพ เหลือเวลาอีกนิดหนึ่งครับ ขอให้ดูภาพคร่าว ๆ ระบบโครงสร้างใหม่ เราต้องดูแลคนบนดอยจนาึงทะเล แล้วก็มีวิธีการต่าง ๆ ที่มากมาย ไม่มีเวลาแล้วนะครับ และหน้าสุดท้ายครับ ไล่ไปดูคร่าว ๆ เราจะต้องดูแลคนตั้งแต่คนที่อยู่กับดิน หาอาหารให้เรากิน ไปจนาึงพัฒนาองค์ความรู้ ให้บินาึงฟ้าให้ได้ครับ แต่ทั้งหมดนี้ต้องพอเหมาะพอดีกับฐานะ และกำลังของเราครับ หมดเวลาพอดีครับ ขอบพระคุณมากครับ ผมยังมีอีก ๑๕ นาทีครับ เราจะไปหารือในคณะกรรมาธิการทั้ง ๒๖ ท่าน แล้วจะมานำเสนออีกครั้งหนึ่ง โดยรวมแล้ว ให้คะแนนท่านคณะกรรมาธิการที่กรุณานำข้อเสนอของเราไปไว้ในร่างรัฐธรรมนูญได้ ประมาณ ๙๕ เปอร์เซ็นต์ครับ กราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ
ขอบคุณนะครับ เรียนเชิญท่านประธานกรรมาธิการปฏิรูปวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย นวัตกรรม และทรัพย์สินทางปัญญา ดอกเตอร์ศักรินทร์ ภูมิรัตน ท่านมีเวลา ๑๕ นาที
เรียนท่านประธาน ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่านสมาชิก สปช. ที่เคารพทุกท่าน ผม ศักรินทร์ ภูมิรัตน ในนามของคณะกรรมาธิการปฏิรูป วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย นวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญา พวกเราก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ขอแสดงความชื่นชมและขอขอบคุณผลงานของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ร่างรัฐธรรมนูญแม่บทเชื่อว่าจะเป็นที่น่าภาคภูมิใจของเราต่อไปข้างหน้า เราชื่นชม ในเป้าหมายที่สำคัญและมีความหมายอย่างยิ่งทั้ง ๔ เป้า และในขณะเดียวกันก็ขอแสดงความยินดีกับกลไกการเหลียวหลังเพื่อจะแก้ปัญหาในอดีต และการแลหน้าที่จะสร้างอนาคตให้ก้าวหน้าทันสมัย เจริญก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศ เป็นคำของท่านประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพูดไว้เมื่อวันเปิดนะครับ อย่างไรก็ดี ขอเรียนเสนอความเห็นเพื่อที่จะได้นำไปใช้ในการปรับปรุงปรับแต่งเพิ่มเติมสาระที่สำคัญ และที่เราเห็นว่าจำเป็นเพื่อปิดช่องโหว่ และเสริมเติมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ซึ่งได้มาจากมิติ ที่คณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย นวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาของพวกเรา ได้มีการปรึกษาหารือกันในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แล้วก็ได้รับข้อมูลอย่างกว้างขวาง จากภาคชุมชน ภาคเอกชน ภาครัฐ รวมทั้งการหารือร่วมระหว่างคณะกรรมาธิการชุดต่าง ๆ ซึ่งพวกเราก็ขอขอบพระคุณไว้ในโอกาสนี้ ท่านประธานครับ ผมได้มีโอกาสได้ยืนขึ้นพูด ใน สปช. แห่งนี้มา ๒-๓ ครั้ง และได้แสดงให้เห็นอย่างเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนว่าประเทศไทย มีความล้าหลังและอ่อนแออย่างยิ่งในโครงสร้างพื้นฐาน ๓ ด้าน คือด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทางปัญญา หมายาึงระบบวิจัย ระบบโครงสร้างพื้นฐานทางวิจัย และการสร้างความรู้ ของประเทศ ด้านโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม และด้านโครงสร้าง พื้นฐานข้อมูลของประเทศ ความอ่อนแอเหล่านี้ทำให้ประเทศไทยติดกับประเทศรายได้ ปานกลางมายาวนาน และทำให้ประเทศมีความเหลื่อมล้ำสูงอย่างที่เราเห็นกันอยู่ และพยายามจะแก้หาทางออก อุปสรรคที่สำคัญทำให้ประเทศไม่สามาราที่จะมี ความก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศได้ ทั้งนี้เป็นที่สังเกตว่าไม่มีประเทศพัฒนาแล้วในโลก ที่มีโครงสร้างทั้ง ๓ ด้านอ่อนแออย่างที่เป็นอยู่ในประเทศไทย ซึ่งก็คงจะเป็นสาเหตุที่เรา ยังไม่เป็นประเทศที่พัฒนา รัฐธรรมนูญที่เรากำลังร่างอยู่นี้ต้องช่วยให้เราแก้จุดอ่อนเหล่านี้ และสร้างฐานให้เรามุ่งก้าวหน้าไปได้ตามที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้กล่าวไว้ในวันแรก รวมทั้งเหลียวหลังแก้ปัญหาในอดีตแล้วก็แลหน้าสร้างอนาคต ให้ก้าวหน้าทันสมัย เจริญก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศ ผมขออภิปรายในแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐ ซึ่งพวกเราเห็นว่ามีความสำคัญยิ่ง เพราะเป็นการแสดงเจตจำนงให้รัฐ ตรากฎหมายและกำหนดนโยบายการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งสำหรับกรณีที่จะกล่าวาึง ในวันนี้คือโครงสร้างพื้นฐานทั้ง ๓ ด้านให้เกิดการพัฒนาอย่างจริงจัง ซึ่งทั้งนี้เราได้เสนอให้มี การตรามาตราเฉพาะ แต่ว่าคณะกรรมาธิการอาจจะมองว่าไม่สามารากำหนดเป็นมาตราเฉพาะไว้ได้ เพราะว่ายังไม่มีความเหมาะสม อาจจะไม่มีความสำคัญเทียบเท่าสารัตาะในมาตราอื่น ๆ เช่น เรื่องการสิ่งแวดล้อม เรื่องพลังงาน เรื่องการกีฬาเรื่องเศรษฐกิจและเรื่องอื่น ๆ ทั้งนี้เหตุผลหลัก อาจจะเป็นข้อจำกัดของตัวกระผมเองที่ไม่สามาราจะสร้างความตระหนักให้เกิดขึ้นได้ ต่อท่านทั้งหลาย อย่างไรก็ดีทางคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย นวัตกรรม และทรัพย์สินทางปัญญาก็ยังพร้อมที่จะขอความพยายามต่อไปที่จะให้คณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญได้เห็นความสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานทั้งสามนี้ ซึ่งมองจากมุมพวกเราสำคัญ อย่างยิ่ง ก่อนที่จะไปต่อไปผมต้องขอย้ำสิ่งที่เราคิดว่าสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้เกิดขึ้น ในสังคมไทย ได้แก่ การมีองค์ประกอบทางวัฒนธรรมที่เป็นวิทยาศาสตร์อย่างเข้มแข็งเพียงพอ การที่พลเมืองมีกรอบแนวคิดบนทางของเหตุและผล มีความคิดวิเคราะห์บนฐาน วิทยาศาสตร์ มีการตัดสินใจและการบริหารจัดการบนข้อมูลข้อเท็จจริง มีความสามารา และสมรรานะ รวมาึงความสามาราของประชาชน สมรรานะความสามาราของพลเมือง ชุมชน สังคม ภาคเอกชน ภาครัฐ ก็คือความสามาราในการแข่งขันของประเทศ การที่ ผู้บริหารประเทศได้มีข้อมูล มีข้อเท็จจริงที่จะตัดสินใจบนฐานการสร้างความสามารา ของประเทศให้ทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงที่มาอย่างรวดเร็วมากขึ้นเรื่อย ๆ การที่ประเทศไทยทุกภาคส่วนจะต้องยึดหลักการพัฒนาบนฐานความรู้ คำว่า เศรษฐกิจ ฐานความรู้ ฐานนวัตกรรม น่าจะสามาราที่จะรู้สึกได้จากการที่เราอ่านรัฐธรรมนูญเล่มนี้ อันที่จริง ๔-๕ ประโยคที่ผมพูดมาทีหลังนี่จะเป็นการดีมากา้าหลังจากที่เราอ่านรัฐธรรมนูญ แล้วเรารู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่เราอยากให้เกิดขึ้นกับประเทศไทยของเรา ท่านประธาน และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และเพื่อน สปช. ครับ ลักษณะการเป็นโครงสร้าง พื้นฐานของระบบวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และระบบวิจัยมักจะมองเป็นยาดำ อยู่ในภาคส่วนต่าง ๆ และดูเหมือนกับว่าทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ได้เลือก ที่จะใช้วิธีที่จะให้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมเป็นส่วนหนึ่งของส่วนต่าง ๆ ของภาค การทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมวดนี้ อย่างไรก็ดีการเลือกใช้นี้ทำให้เราเห็นว่าท่านได้ วางไว้ชัดเจนในบางมาตรา เช่น
ในมาตรา ๘๔ ด้านการศึกษา ซึ่งแสดงาึงความจำเป็นในการเตรียมความพร้อม อย่างทั่วไป แต่เมื่อวางไว้ในมาตราการศึกษาย่อมไม่สามาราสะท้อนาึงความจำเป็น ในการเชื่อมโยงกับภาคส่วนที่มีความต้องการ เช่น ภาคชุมชน สังคม ภาคการผลิต และภาคบริการได้ ในขณะเดียวกันก็เป็นที่สังเกตจากการอ่านรัฐธรรมนูญว่าคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญก็แสดงให้เห็นว่าเข้าใจาึงความจำเป็นในการบริการนี้โดยกำหนดไว้อย่างชัดเจน ในมาตรา ๙๓ เรื่องพลังงาน เขียนไว้ชัดเจนว่า ให้ส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยพัฒนา และการใช้ประโยชน์จากพลังงานทุกประเภทอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ แต่ทั้งนี้อาจจะ เนื่องจากเวลาที่จำกัดและความหลากหลายทางมิติที่จะต้องครอบคลุมคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญจึงได้เสนอไว้เพียงด้านพลังงานด้านเดียว ไม่ได้พูดาึงสิ่งเหล่านี้ในด้าน การเกษตร ด้านอุตสาหกรรม ด้านสาธารณสุข ด้านชุมชน ด้านบริหารท้องาิ่นหรือด้านอื่น ๆ ซึ่ง วทน. น่าจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการสร้างความก้าวหน้า กระจายโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ
ผมจึงขอเสนอให้ปรับมาตราต่าง ๆ เพื่อรัฐธรรมนูญนี้จะได้ช่วยประเทศสร้างฐาน สำหรับให้ประเทศมีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ คล้าย ๆ กับที่วางไว้ในมาตราที่เกี่ยวข้องกับ พลังงาน เช่น ในมาตรา ๘๖ ซึ่งได้กล่าวาึงการส่งเสริมการนำแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้าน และด้านอื่น ๆ ไว้เป็นอย่างดี แต่ไม่มีการสร้างสมรรานะและความสามาราซึ่งมีความจำเป็น เป็นอย่างยิ่ง จึงขอเสนอให้เติมการส่งเสริมสนับสนุนการวิจัยพัฒนาและนวัตกรรม ด้านการแพทย์และสาธารณสุขเพื่อความก้าวหน้า ทันสมัยและต่อยอดภูมิความรู้ร่วมไปกับ การส่งเสริมแพทย์แผนไทยและด้านอื่น ๆ ที่ได้เขียนไว้แล้ว
ในทำนองเดียวกัน ในมาตรา ๙๒ ซึ่งเมื่อวานนี้ก็มีเพื่อน สปช. ได้พูดาึงไว้ ด้านทรัพยากรธรรมชาติ การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมด้วยหลักธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม และหลักการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมี แต่ในขณะเดียวกันก็จะต้องส่งเสริม สนับสนุน การแสวงหาความรู้และข้อเท็จจริงบนฐานวิทยาศาสตร์ เราจำเป็นที่จะต้องเน้น การใช้ความรู้และการบริหารจัดการบนข้อเท็จจริงและความเป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งการบริหาร จัดการบนฐานข้อเท็จจริงพึงเป็นมาตรฐานในทุกเกือบ ๆ ทุกกรณีของการทำงาน
ในมาตรา ๘๓ การส่งเสริมการเข้มแข็งชุมชน ซึ่งได้ครอบคลุมไว้เป็นอย่างดี และเกือบครบา้วน แต่จำเป็นต้องเพิ่มมาตรการที่สำคัญยิ่ง คือเติม อาจจะเป็นข้อ ๖ ส่งเสริม และสนับสนุนให้ชุมชนพัฒนา สมรรานะ ความสามารา เข้าาึงความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างทั่วาึง อันนี้ไม่ได้มีอยู่นะครับ ก็เสนอให้เติม
ในระบบเศรษฐกิจมาตรา ๘๘ำ้าเราจะแลไปข้างหน้ากันอย่างจริงจัง เราต้องกำหนดให้รัฐส่งเสริมและสนับสนุนเศรษฐกิจฐานความรู้เพื่อนำไปสู่การพัฒนา ทุกระดับทุกภาคส่วนอย่างจริงจังและยั่งยืน และต้องเติม รัฐต้องดำเนินนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม โดยยึดหลักให้การวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและนวัตกรรม เป็นเครื่องมือพัฒนาที่แทรกอยู่ในทุกหน่วยงานของภาครัฐ โดยจัดให้มีระบบ วทน. และวิจัย ที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม และจัดให้มีการสนับสนุน โดยคำนึงาึงการสร้างสมรรานะความสามาราในระยะยาวและความสมดุลด้านเศรษฐกิจ และสังคมในระยะยาวพึงจะโน้ตว่าโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเสมอแล้วก็เปลี่ยนแปลง รวดเร็วยิ่งขึ้น ๆ ทุกวัน เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง และควรจะเพิ่มด้วยว่า รัฐจะต้องส่งเสริม และสนับสนุนให้องค์กรเอกชนเข้ามามีบทบาทในการวิจัยพัฒนานวัตกรรมและการใช้ ประโยชน์ผลงานจาก วทน. และการวิจัย ทั้งในระดับชาติและระดับท้องาิ่น รวมทั้งรัฐต้อง ส่งเสริมการประกอบการขนาดเล็ก ขนาดกลาง และชุมชนให้เข้าาึงข้อมูลและบริการ ด้าน วทน. ส่งเสริมและสนับสนุนสินค้าและบริการภูมิปัญญาท้องาิ่น เป็นต้น
ในมาตรา ๘๑ ได้พูดาึงสัมพันธไมตรีและความร่วมมือกับนานาประเทศ ทุกประเทศ เป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่าเกือบทุกประเทศ อันที่จริงทุกประเทศทั่วโลกต่างมุ่ง สิ่งที่เราเรียกไซเอินซ์ ดิโพลเมซี (Science Diplomacy) หรือ ดิโพลเมซี ฟอร์ ไซเอินซ์ (Science Diplomacy for Science) แต่ในร่างรัฐธรรมนูญนี้ได้ละคำว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ออกไปจากมาตรการที่เราจะสร้างสัมพันธไมตรีและความร่วมมือ กับการพัฒนาต่างประเทศ ขอความกรุณาพิจารณาแล้วก็ใส่ไว้ด้วย เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง และเป็นสิ่งที่ต้องทำในระดับสากล แล้วก็เลยอยากจะฝากเติมอีกนิดหนึ่งว่าในด้าน งานราชการและงานรัฐในมาตรา ๘๒ รัฐต้องไม่เพียงดำเนินการจัดระบบงานราชการ และงานของรัฐอย่างอื่นให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลเท่านั้นแต่ต้องทำอย่างก้าวหน้า และทันสมัยด้วย
สุดท้ายประเด็นสำคัญมากอีกประเด็นหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับระบบข้อมูล ของประเทศ ซึ่งระบบข้อมูลของประเทศไทยเราเป็นที่โด่งดังว่า ขาดความสมบูรณ์ ขาดความาูกต้อง ขาดการบูรณาการ การบริหารจัดการก็สับสน และา้าไม่มีการจัดการที่ดีระบบงานรัฐของเรา จะตกขบวนราอีกครั้งหนึ่งจากที่เราตกรามาเมื่อ ๔๐ กว่าปีก่อน เราตกเมื่อคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล มาเป็นมาตรฐานปกติในการทำงาน กว่าระบบรัฐจะซื้อคอมพิวเตอร์ก็ใช้เวลาเกือบ ๑๐ ปี หลังจากที่พีซี (PC) ได้เป็นที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย และอีกครั้งหนึ่งไม่นานหลังจากนั้นเราก็ตก กลไกอินเทอร์เน็ตไปอีก ในวันนี้า้าไม่ระวังเราก็จะตกกลไกที่จะใช้ข้อมูลมาทำบิก ดาตา (Big data) ให้เกิดการพัฒนาประเทศ เพราะฉะนั้นในมาตรา ๖๑ำ้าจะให้เหมาะสมชัดเจน เราพึง จะเขียนว่าพลเมืองย่อมมีสิทธิที่ได้รับทราบ เข้าาึง และใช้ประโยชน์ เติมคำว่า และใช้ ประโยชน์ข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในความครอบครองของรัฐ พึงจะเติมว่าที่าูกต้อง ทันเวลา และอย่างทันสมัย ผ่านช่องทางการสื่อสารที่หลากหลาย และจากนั้นก็ต่อไปด้วย ที่เขียนไว้เป็นอย่างดีแล้วว่า เว้นแต่การเปิดเผยข้อมูลและข่าวสารนั้นจะกระทบอะไรก็ว่าไป ก็เป็นเรื่องที่ผมอยากจะขอความกรุณา ทีมของเราอยากจะขอความกรุณาคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้พิจารณาเรื่องเหล่านี้เพื่อที่เราอ่านรัฐธรรมนูญแล้วเราจะมีความรู้สึกว่า เราจะนำพาประเทศไทยให้ก้าวหน้า ทันสมัย ทันนานาอารยประเทศอย่างที่เรามี ความคาดหวังกัน ในขณะที่เราเหลียวหลังกลับไปอุดช่องโหว่เหล่านี้ให้ครบา้วนสมบูรณ์ ขอบพระคุณมากครับ
ขอบพระคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องาิ่น ท่านพงศ์โพยม วาศภูติ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ กระผม นายพงศ์โพยม วาศภูติ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องาิ่น ขออนุญาตกราบเรียนว่าพวกเราคงรู้ว่าบ้านเมืองของเรานั้นปกครองในระบอบประชาธิปไตย แล้วการบริหารบ้านเมืองระบบราชการของเรา เราก็แบ่งออกเป็นราชการส่วนกลางส่วนภูมิภาค และส่วนท้องาิ่น ส่วนกลางและส่วนภูมิภาคก็ได้รับการปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดิน มาตั้งแต่ครั้งล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ แต่แท้ที่จริง ๑๒๓ ปีของระบบราชการา้ามองย้อนหลังไปดี ๆ แล้ว หลายคนอาจจะไม่ทราบว่าการปกครองท้องาิ่นนั้นก็เริ่มมาไม่ช้านาน หลังจากที่มี การรวมศูนย์ออกมาเป็นส่วนกลางและส่วนภูมิภาค กล่าวคือสุขาภิบาลท่าฉลอมก็ได้เกิดขึ้น ในปี ๒๔๔๘ำ้านับาึงบัดนี้ก็ ๑๑๐ ปี แต่วิวัฒนาการของการปกครองท้องาิ่นดูจะลุ่ม ๆ ดอน ๆ บางช่วงก็ดี บางช่วงก็ช้า บางช่วงก็แทบจะไม่ได้ขยับเลย ดังนั้นการปกครองท้องาิ่นก็ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กในสายตาของพี่น้องประชาชนโดยทั่วไป แล้วก็มองไม่เห็นความสำคัญเท่าที่ควร แต่จริง ๆ แล้วผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่าเราก็รู้ดีว่าประเทศชาติของเรานั้นปัญหา ในปัจจุบันมันมีมากมายหลากหลาย ประกอบกับโลกาภิวัตน์หรือการแข่งขันกันในโลกปัจจุบันนี้ ก็เป็นไปด้วยความเข้มงวดแล้วก็มีการแข่งขันกันสูงมาก ฉะนั้นปัญหาของประเทศชาติ ที่รัฐบาลจะต้องเอาใจใส่ในการต่อสู้กับโลกภายนอกนั้นก็มีอยู่มากมายแต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ราชการจะต้องแบ่งความสนใจ แบ่งคน แบ่งงบประมาณมาดูแลปัญหาซึ่งมีอยู่มากมาย ในพื้นที่ แทนที่จะใช้พลังของประชาชนร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องาิ่นเป็นคนที่ดูแล แก้ไขปัญหาในพื้นที่นั้น ฉะนั้นกระผมจึงมีความดีใจที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้มุ่งที่จะสร้างพลเมือง ให้เป็นใหญ่ การเมืองใสสะอาด หนุนสังคมที่เป็นธรรมและนำชาติสู่สันติสุขโดยได้ยอมรับ ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องาิ่นด้วยการไปเขียนประเด็นในรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับการปกครองท้องาิ่นเป็นจำนวนมาก แต่กระผมก็ต้องกล่าวด้วยความเคารพเลยนะครับว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้มันมีความยาวค่อนข้างมาก ใช้คำฟุ่มเฟือย ซ้ำกันก็หลายที่ หลายแห่ง อยากให้ทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ใช้เวลาหลังจากวันที่ ๒๖ นี้ไป ลองใช้เวลา สัก ๒ อาทิตย์ส่องดูให้าี่า้วน ผมเชื่อว่าจะสามารากระชับา้อยคำ ลดมาตราที่ซ้ำซ้อนรวมกันได้ อย่างยกตัวอย่างเช่นในมาตราที่เกี่ยวกับการปกครองท้องาิ่น ซึ่งทางคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้กรุณาเขียนไว้ในหมวด ๗ ๖ มาตรา แล้วก็ไปเขียนในหมวดปฏิรูปอีก ๑ มาตรา ๒ วงเล็บนั้นก็มีความสำคัญ มีนัยที่เป็นประโยชน์ต่อการกระจายอำนาจและการปกครอง ท้องาิ่น แต่ว่าา้าจะพูดกันจริง ๆ แล้วก็น่าจะรวมกันได้ไม่เกิน ๓ มาตราครับ เพราะฉะนั้น เรื่องความยาวก็ดี เรื่องความกระชับก็ดี เรื่องความซ้ำซ้อนของา้อยคำก็ดี กระผมก็ต้องขอฝาก ทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไว้ด้วยความเคารพครับ
สำหรับใน ๖ มาตราของหมวด ๗ ในภาค ๒ นั้น มาตราแรกคือมาตรา ๒๑๑ ไปพูดาึงเรื่องของหลักการการปกครองตนเองของท้องาิ่น ซึ่งก็เขียนไว้ได้ดีมากนะครับ แต่มีบางา้อยคำที่ทางกรรมาธิการบางท่านก็ไม่ค่อยสบายใจหรือยังไม่เข้าใจชัดเจน ซึ่งกระผม ก็เข้าใจว่าจะมีท่านกรรมาธิการบางท่านกล่าวต่อไปนะครับ เช่นคำแรกก็คือเรื่องของ องค์กรปกครองส่วนท้องาิ่นทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็เปลี่ยนเป็นองค์กรบริหารท้องาิ่น มีกรรมาธิการบางท่านซึ่งเป็นนักวิชาการมองว่ามันแคบไป จากกัฟเวิร์นเมนท์ (Government) มาเป็นแอดมินิสเทรชัน (Administration) ขอประทานโทษที่ใช้ภาษาอังกฤษนะครับ แล้วมันมีประเด็นสำคัญในมาตรา ๒๑๑ ที่จะต้องพูดาึงคือคำว่าตัดสินใจครับ การที่รัฐ ให้ความเป็นอิสระกับองค์กรบริหารท้องาิ่นแล้วก็ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจแก้ไข ปัญหาในพื้นที่นี้ กระผมคิดว่าพวกเราไม่ปฏิเสธการมีส่วนร่วมของประชาชน มันเป็นเรื่องดี อย่างแน่นอน แต่า้ามีส่วนร่วมาึงขนาดตัดสินใจนะครับ ตัดสินใจแก้ไขปัญหาในพื้นที่อย่างทั่วาึง และมีประสิทธิภาพ มันค่อนข้างจะทำให้น่าจะเกิดปัญหาในอนาคตำึงแม้ว่าในกฎหมาย จะเขียนว่า ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติก็ตาม เพราะว่าการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องาิ่น ในหลายมาตราที่ท่านเขียนให้เรานี้ก็เขียนว่าองค์กรบริหารท้องาิ่นมีอิสระในการที่จะดำเนิน กิจการของตน แต่บอกว่าให้ประชาชนมาร่วมตัดสินใจในการแก้ไขปัญหาด้วย มีส่วนร่วมได้ แต่ว่าา้าตัดสินใจอาจจะตัดสินใจในบางเรื่องได้ำ้าตัดสินใจในทุกเรื่องก็คงจะมีปัญหาแน่
ต่อไปมาตรา ๒๑๑ วรรคสอง ได้พูดาึงหลักการประชัน การท้าทายที่ชุมชน หรือบุคคลสามาราจะท้าทายรัฐหรือองค์กรบริหารท้องาิ่นที่จะเอาภารกิจในการจัดทำบริการ สาธารณะบางอย่างไปทำเอง ซึ่งเรื่องนี้ก็ดูจะดี เพราะว่ามันทำให้องค์กรหน่วยงานของรัฐ หรือท้องาิ่นมีความตื่นตัว แต่อย่างไรก็ตามมันก็ยังมีปัญหาซ่อนอยู่เยอะ อย่างเช่นคำว่า บุคคล า้าเป็นกลุ่มบุคคลเราก็คงไม่มีปัญหา ไม่รังเกียจ แต่า้าเป็นบุคคลธรรมดา เป็นปัจเจกบุคคล แล้วก็ยังไม่ได้พิสูจน์เลยว่าชุมชนก็ดี กลุ่มบุคคลก็ดี หรือบุคคลก็ดีจะมีความสามาราที่จะ จัดทำบริการสาธารณะนั้นได้จริงหรือไม่ ก็ฝากท่านกรรมาธิการได้ดูให้ละเอียดำ้าใช้คำว่า อาจมอบหมายภารกิจดังกล่าวให้ประชาชนนั้นหรือชุมชนนั้นจะได้ไหม แทนที่จะเป็นคำว่า ต้อง แล้วก็า้าในกรณีที่เกิดขัดกันขึ้นมาทางท้องาิ่นหรือหน่วยงานรัฐไม่ยอมให้ชุมชนหรือบุคคลไปทำ ใครจะเป็นคนตัดสิน
ต่อไปในมาตรา ๒๑๒ พูดาึงเรื่องโครงสร้างภารกิจและความเป็นอิสระของท้องาิ่น อันนี้มันมีคำหนึ่งก็คือคำว่า ในกรณีที่เป็นองค์กรบริหารท้องาิ่นรูปแบบพิเศษ คณะผู้บริหาร ผู้บริหารหรือสภาท้องาิ่นอาจมาจากความเห็นชอบของประชาชนโดยวิธีอื่นก็ได้ มาจากความเห็นชอบ ของประชาชนมันเป็นอย่างไรครับ ก็คงจะต้องขอคำอธิบายในเรื่องนี้
สำหรับมาตรา ๒๑๒ วรรคสอง นั้นได้เขียนาึงว่าองค์กรบริหารท้องาิ่น เป็นหน่วยงานหลัก แล้วก็มีงานหลักในการจัดทำบริการสาธารณะ สร้างความมั่นคง ความเข้มแข็ง ทางเศรษฐกิจ สังคมเพื่อประโยชน์ของประชาชน และอย่างน้อยก็มีอำนาจหน้าที่ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิต สาธารณูปโภค สาธารณูปการ จัดการทรัพยากรธรรมชาติ ส่งเสริมรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พัฒนาเศรษฐกิจพื้นฐาน ศึกษา ส่งเสริมวัฒนธรรมท้องาิ่น ก็เป็นเรื่องที่ดีครับ แต่ว่าผมเองก็ไม่แน่ใจ เพราะว่าสิ่งที่ท่านเขียนไว้ทั้งหมดนี้มันเป็นอำนาจหน้าที่ ของส่วนราชการที่ทำอยู่ในปัจจุบันก็ไม่แน่ว่าเขาจะยอมปล่อย ยอมคายสิ่งเหล่านี้ออกมาได้มากน้อย แค่ไหนก็คงจะต้องต่อรองทะเลาะกันพอสมควรกว่าจะได้มาซึ่งอำนาจที่คณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญได้กรุณาเขียนนี้
สำหรับวรรคสามของมาตรา ๒๑๒ นั้น พูดาึงเรื่องดุลยภาพ ความเป็นอิสระ ความมีมาตรฐานและความสอดคล้องในการพัฒนาจังหวัด ภาค และประเทศ สำหรับภาค ผมเข้าใจว่าจะมีปัญหาเยอะ ซึ่งคำว่า ภาค นี้ก็เข้าใจว่าจะไปเขียนอยู่ในภาคปฏิรูป มาตรา ๒๘๔ ดังนั้นก็ทราบว่าทางคณะบริหารราชการแผ่นดินเขาก็เตรียมที่จะอภิปรายในเรื่องนี้อยู่แล้ว ผมก็อยากจะเรียนว่า ภาค น่าจะมีปัญหา เสนอให้ตัดออกนะครับ เพื่อลดความสับสน ในอนาคต
สำหรับมาตรา ๒๑๒ วรรคสี่ ได้พูดาึงว่าองค์กรบริหารท้องาิ่นต้องมีขนาด และศักยภาพที่เหมาะสม เพื่อสนองความต้องการของประชาชนก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ดีครับ เรียนท่านประธานครับว่า ขณะนี้ท้องาิ่นมีทั้งหมด ๗,๘๕๓ แห่ง แล้วก็ประมาณ ๖,๐๐๐ แห่ง มีงบประมาณ ๕๐ ล้านบาทลงมารวมเงินอุดหนุนด้วย ก็มีประสิทธิภาพและการตอบสนอง ความต้องการของประชาชนในท้องาิ่นได้น้อย บางแห่งเหลือเงินพัฒนาปีหนึ่ง ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๑๐ ล้านบาท ทำงานได้ ๖ เดือนเงินก็หมด และเงินท้องาิ่นท่านประธานครับ ท่านก็รู้ว่า มันค่อย ๆ มา ไม่ได้มาเป็นก้อน เราตั้งงบประมาณรอไว้จากประมาณการรายรับในแต่ละปี รอแล้วรออีกก็มากะปริดกะปรอย ๆ เหมือนอย่างในเพลงนะครับ ดังนั้นการทำงานของท้องาิ่นก็ค่อนข้างจะมีปัญหา ดังนั้น การควบรวมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อให้สนองความต้องการของประชาชนได้ดีกว่าเดิม และสร้างความพึงพอใจก็เป็นเรื่องที่เราตั้งใจอยู่แล้ว แต่ว่าก็อยากให้รัฐธรรมนูญเขียนให้นำร่อง ให้ชัดเลยเพื่อความสะดวก แต่า้าเพิ่มการตัดสินใจของประชาชนเข้ามาในการขยายขอบเขต หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบขององค์กรบริหารท้องาิ่น ผมคิดว่าคงจะทำไปได้ยาก ดังนั้น มันก็ต้องมีองค์กรที่ตัดสินที่เกิดการพิจารณาร่วมกันระหว่างประชาชนกับทางองค์กรปกครอง ส่วนท้องาิ่น
สำหรับมาตรา ๒๑๓ ได้พูดาึงเรื่องกฎหมายท้องาิ่นซึ่งผมเข้าใจว่าจะมี กฎหมาย ๔ ฉบับที่มีความจำเป็นที่จะต้องรีบเขียนขึ้นมา คือกฎหมายเกี่ยวกับการจัดตั้ง หรือเรื่องโครงสร้างทั้งหลาย เรื่องการกระจายอำนาจ เรื่องการบริหารงานบุคคล แล้วเรื่อง การคลังท้องาิ่น ซึ่งก็ทราบว่าทางท่านประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ได้ เตรียมการในเรื่องนี้แล้วนะครับ
สำหรับมาตรา ๒๑๔ วรรคหนึ่ง เป็นเรื่องการกำกับดูแล การกำกับดูแล ทางท้องาิ่นมีความเจ็บปวดมาก เพราะว่าในอดีตหรือในปัจจุบันเท่าที่ผ่านมาระเบียบของ กระทรวงมหาดไทยหรือหนังสือสั่งการ หรือกฎหมายมันไม่ค่อยจะชัดก็ทำให้หน่วยงานอิสระ ที่มีหน้าที่ตรวจสอบก็สามาราตีความำ้าเป็นคุณไปก็โชคดีำ้าเป็นโทษก็เรียกเงินคืน กล่าวโทษำูกกล่าวหาอะไรสารพัด ดังนั้นก็เป็นเรื่องที่สร้างความลำบากใจมาก ก็หวังว่า เรื่องของการกำกับดูแลที่กฎหมาย ผมไปย้อนดูไม่ว่าในปี ๒๕๑๗ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ก็พูดว่ากำกับดูแลเท่าที่จำเป็น แต่เอาเข้าจริงการกำกับดูแลล้ำเส้นมาเป็นเรื่องการควบคุมทั้งสิ้น มีระเบียบ มีหนังสือสั่งการที่ชี้ชัดเลยาึงการควบคุม ไม่ได้ให้ความเป็นอิสระหรือที่ฝรั่งเรียกว่า ออโตโนมี (Autonomy) แก่ท้องาิ่นตามหลักการเท่าที่ควร
สำหรับมาตรา ๒๑๔ วรรคสอง มีพูดาึง ๒ เรื่องที่น่าสนใจคือเรื่องมาตรฐานกลาง แต่ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติก็ดี ท่านประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ดี ท่านก็รู้ว่าท่านสนับสนุนให้ท้องาิ่นมีหลายรูปแบบ มีความหลากหลายเพื่อให้เหมาะสมกับ ภูมิสังคมและพื้นที่ เพราะฉะนั้นมาตรฐานกลางท่านก็ต้องอย่าลืมว่ามันก็ต้องมี หลายมาตรฐานกลางเพื่อให้เหมาะสมกับความหลากหลายนั้นด้วย
แล้วอีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องสัญญาแผนก็เป็นา้อยคำใหม่ ซึ่งอาจจะเข้าใจยาก สักนิดหนึ่ง อาจจะต้องหาทางโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้เข้าใจาึงเรื่องนี้ให้ดี ท่านประธานสภาครับ ผมขออนุญาตอีก ๕ นาทีแล้วผมจะไปลดเวลาในภาคปฏิรูปครับ
ฉะนั้นเรื่องที่ ๓ ใน (๓) ของมาตรา ๒๑๕ วรรคสอง ก็คือส่งเรื่องให้ศาลปกครอง พิจารณาวินิจฉัย กฎ คำสั่ง มติ หรือการกระทำใด ๆ ของผู้บริหารท้องาิ่น สภาท้องาิ่น หรือสมาชิกสภาท้องาิ่นเป็นไปโดยมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย อันนี้ก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่อยากจะให้เขียนในทำนองกลับกันด้วยว่าา้าในกรณีที่รัฐหรือหน่วยงานกำกับดูแล หรือตรวจสอบออกกฎ ออกคำสั่ง ออกมติอะไรที่มันขัดกับรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ทางท้องาิ่นก็สามาราจะส่งเรื่องให้ศาลปกครองพิจารณาได้ในทำนองเดียวกันครับ
สำหรับมาตรา ๒๑๕ วรรคหนึ่ง ก็พูดาึงเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนไว้มาก ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีแล้วทางฝ่ายท้องาิ่นก็ไม่มีปัญหา แต่า้าใช้คำว่า แค่มีส่วนร่วม แต่ในวรรคสอง ไปเขียนตอนท้ายว่าต้องจัดให้ประชาชนมีส่วนร่วมตัดสินใจในการดำเนินงานที่มีผลกระทบ ต่อประชาชน ผมเข้าใจว่าเรื่องที่มีผลกระทบต่อประชาชนได้เขียนไว้เยอะแยะในหลายที่ ยกตัวอย่างเช่น มาตรา ๖๒ กระบวนการรับฟังสิ่งที่จะมีผลกระทบต่อสุขภาพ คุณภาพ สิ่งแวดล้อม แล้วก็มาตรา ๖๔ เรื่องผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพสิ่งแวดล้อม อะไรที่ได้กล่าวไปเมื่อวานนี้แล้ว ฉะนั้นา้าประชาชนมีผลกระทบ คำว่า ผลกระทบ ไม่ได้อธิบายด้วยว่าผลกระทบอะไร ฉะนั้นมันกว้างมาก ใครจะเป็นคนบอกว่า มันาึงขนาดที่ จะต้องมาร่วมตัดสินใจ ฉะนั้นอยากให้ตัดคำว่า ตัดสินใจ เสนอให้ใช้คำว่าต้องจัดให้ประชาชน มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นก็น่าจะเพียงพอ เพราะมีมาตราอื่นในเรื่องของผลกระทบ ทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติรองรับไว้แล้วครับ
สำหรับเรื่องที่น่าสนใจของมาตรา ๒๑๕ วรรคสาม ก็คือว่าเรื่องของสมัชชาพลเมือง อยากจะเรียนอย่างนี้ครับก็ไม่แน่ใจว่าทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องการให้ สมัชชาพลเมืองหน้าตาเป็นอย่างไร เพราะทราบว่ากำลังยกร่างกฎหมายลูกกันอยู่ แต่ว่า ทางเราเห็นอย่างนี้ครับว่าสมัชชาพลเมืองมันน่าจะเป็นกระบวนการครับ มันไม่น่าจะเป็น องค์กร มันเป็นโพรเซส (Process) ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ แล้วก็มันควรจะมีความเป็นราชการ น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ มันควรจะมีการรวมตัวกันหลวม ๆ มากันง่าย ๆ อาจจะมีการตั้ง ออร์แกไนเซอร์ (Organizer) คือคนที่จะนัดประชุม จัดเวที โดยอาศัยทรัพยากรของท้องาิ่น องค์กรบริหารท้องาิ่นก็ได้ แต่ว่ามันควรจะรวมกันหลวม ๆ เรามีความเชื่อว่าพลังที่ยิ่งหลวม เท่าไรและยิ่งมากเท่านั้น แต่า้าเมื่อใดที่เป็นราชการมันจะเกิดลักษณะของอินคลูซีฟ (Inclusive) และเอ็กซ์คลูซีฟ (Exclusive) ขออนุญาตครับ ก็คือว่ากีดกันคนที่ไม่ได้เป็น แล้วท่านก็ทราบว่าคนไทยเป็นคนขี้อาย เป็นคนขี้เกรงใจ ดังนั้นพอไม่ได้เป็น ไม่ได้มีตำแหน่งแห่งหน ก็ไม่อยากจะมาร่วม ฉะนั้นก็เรียนว่าสมัชชาพลเมือง โดยส่วนตัวผม ผมเห็นด้วยอยากให้มี จะได้ช่วยกันทำงานควบคู่กับสภาเลือกตั้งขององค์กรบริหารท้องาิ่น แต่อยากให้หลวมที่สุด อย่าให้เป็นเหมือนองค์กรสภาชุมชน ขออนุญาตที่กล่าวาึงนะครับ เพราะผมเองสมัย สนช. ปี ๒๕๕๐ ผมก็ลุกขึ้นคัดค้านเรื่องนี้ แล้วก็เป็นจริงอย่างที่ผมพูดก็คือว่าพอครั้งหนึ่ง เป็นราชการแล้ว มันก็เดินยากแล้ว จะประชุมก็ต้องมีหนังสือเชิญประชุม มีเบี้ยประชุม มีค่าเดินทางอะไรต่าง ๆ แทนที่พลังประชาชนจะเกิดขึ้นดีกลายเป็นาูกจำกัดไปนะครับ
สุดท้ายท่านประธานครับ ผมหวังว่าท่านประธานจะได้กรุณาได้พิจารณาสิ่งที่ กระผมได้เสนอแนะไปนะครับ โดยเฉพาะเรื่องของประชาชนมันสับสนจริง ๆ ครับ เพราะว่า ประชาชนบางที่หมายาึงประชาชนชาวไทย บางที่ก็หมายาึงประชาชนทุกสัญชาติที่มาอยู่กับเรา ทีนี้มันมีมาตราที่บอกว่าประชาชนมีสิทธิร่วมในการบริหารท้องาิ่น มีสิทธิในการาอดาอน ในการเสนอข้อบัญญัติอะไรนี้ ซึ่งเข้าใจว่าท่านคณะกรรมาธิการก็คงหมายาึงคนเฉพาะคนไทย สัญชาติไทยที่จะทำอย่างนั้นได้ แต่ว่ามันมีคำว่า ประชาชน อยู่ในหลายที่แล้วมันอาจจะทำให้ เกิดปัญหา ผมไปค้น ๆ ดูรัฐธรรมนูญเก่า ๆ ก็พูดเรื่องบุคคลทั้งนั้น บุคคลมีเสรีภาพอย่างนั้น มีหน้าที่อย่างนี้ แต่ว่าา้ารัฐธรรมนูญปฏิรูปชุดเราจะเขียนให้แปลกออกไป ผมก็ยอมรับครับ แต่เพียงแต่ว่าก็ต้องให้รอบคอบและไม่ให้เกิดการตีความที่สับสนขึ้นครับ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงาน ท่าน พลโท เดชา ปุญญบาล เชิญค่ะ
เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพยิ่ง ผม พลโท เดชา ปุญญบาล ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงาน และคณะสมาชิก คณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ ต้องาือโอกาสนี้ในการขอบคุณ คณะกรรมาธิการในการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ได้กรุณาพิจารณาข้อเสนอที่คณะกรรมาธิการปฏิรูป การแรงงานได้ทำการรวบรวมรับฟังความคิดเห็นแล้วก็สรุปจากทุกภาคส่วนในการนำเสนอ เพื่อเข้าสู่ในการยกร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ซึ่งประเด็นสำคัญหลัก ๆ มีอยู่เดียวกัน ๗ ประเด็น ซึ่งในประเด็นหลัก ๆ นั้นทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้กรุณาบรรจุไว้ ในร่างรัฐธรรมนูญเกือบครบนะครับ ซึ่งก็มีบางประเด็นที่ยังขาดอยู่บ้าง ซึ่งทางคณะกรรมาธิการ และสมาชิกก็จะได้นำเสนอเพื่อสนับสนุนให้มีการเพิ่มเติมในโอกาสต่อไป สำหรับทางด้าน แรงงานนั้น เราทราบดีอยู่ว่าประเทศไทยเรานั้นเราต้องอาศัยภาคแรงงานในการที่จะช่วย เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนทางด้านเศรษฐกิจและการขับเคลื่อนประเทศทางด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันนั้นประเทศไทยประสบปัญหาทางด้านการขาดแคลนแรงงาน ในหลายสาขา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาที่ต้องมีทักษะฝีมือสูง และในสาขาพื้นฐาน ที่จะเป็นแรงงานที่ต้องใช้กำลังหรือในแรงงานที่ค่อนข้างจะเป็นพื้นฐาน ซึ่งเราจะต้องอาศัย แรงงานจากต่างชาติเข้ามาเพื่อช่วยในการขับเคลื่อนทางด้านเศรษฐกิจของเรา ซึ่งในส่วนนี้ ก็เป็นปัญหาซึ่งาือว่าเป็นวาระของชาติ ในการที่จะจัดระบบต่าง ๆ เหล่านี้ ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงานเราได้พิจารณาและนำเสนอนอกจาก ๗ ประเด็น แล้วก็เป็นเรื่องหลัก ๆ ในเรื่องแรกก็คือเราได้จัดทำข้อเสนอในการตั้งธนาคารแรงงาน ซึ่งจะนำมาปรับสมดุลของประเทศในด้านแรงงานของชาติให้เกิดการสมดุลทั้งในการแก้ไข ปัญหาระยะสั้นในปัจจุบัน ในระยะกลาง แล้วก็ในอนาคต ๒๐ ปีข้างหน้าให้กับประเทศ ให้กับลูกหลานของเราว่าในนโยบายหรือยุทธศาสตร์ทางด้านแรงงานของเรานั้นเราควรจะ วางแนวไว้อย่างไรให้กับลูกหลานในอีก ๒๐ ปีข้างหน้าตามยุทธศาสตร์ของสภาของเรา
สำหรับประเด็น ๗ ข้อที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงานได้นำเสนอ ได้ครอบคลุมในทุกมิติ ตั้งแต่การให้เสรีขั้นพื้นฐานของผู้ใช้แรงงาน การคุ้มครองแรงงาน ไม่ให้าูกเอารัดเอาเปรียบโดยการเลือกปฏิบัติ การจัดระบบแรงงานสัมพันธ์ การประกันสังคม รวมทั้งการดูแลกลุ่มแรงงานผู้ด้อยโอกาส ที่สำคัญยิ่งก็คือการพัฒนาศักยภาพ ทักษะฝีมือ ของประชากรของประเทศในวัยทำงานนะครับ และไม่เพียงแค่นั้นในข้อเสนอของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงานยังห่วงใยาึงสวัสดิภาพและคุณภาพชีวิตของคนทำงาน โดยเฉพาะแรงงานอิสระและแรงงานที่เป็นเกษตรกร แรงงานผู้สูงอายุ แรงงานผู้เป็นโรค ที่สำคัญแรงงานผู้พิการทั้งหลายเหล่านี้ ซึ่งในปัจจุบันยังไม่อาจเข้าาึงระบบสินเชื่อในระบบ ทำให้ต้องพึ่งสินเชื่อนอกระบบ ต้องจ่ายดอกเบี้ยนอกระบบเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ด้วยเหตุนี้ทางคณะกรรมาธิการจึงได้เสนอให้มีการจัดตั้งธนาคารแรงงานเพื่อส่งเสริมการออม และใช้สินเชื่อเพื่อการพัฒนาตนเอง ซึ่งสาระสำคัญของธนาคารแรงงานนั้นจะประกอบไปด้วย เรื่องหลัก ๆ ที่สำคัญคือคน งานและเงิน ซึ่งเราจะไม่มุ่งเน้นเฉพาะในเรื่องเงินอย่างเดียวนะครับ ซึ่งในส่วนนี้ก็จะเสนอในรายละเอียดอีกครั้งหนึ่งในภาคการปฏิรูปที่จะต้องขอให้ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมในเนื้อหาในความหมายของธนาคารแรงงานของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงานให้ครอบคลุมแล้วก็เหมาะสมเพื่อเกิดประโยชน์ให้กับ ภาคแรงงานของไทยอย่างสูงสุด ซึ่งในส่วนนี้เราก็ต้องจัดทำในเรื่องระบบข้อมูลต่าง ๆ นะครับ ให้กับภาคแรงงาน
อันดับแรก ก็คือภาคแรงงานคือคน คนไทยของเรา ซึ่งสามาราที่จะใช้ประโยชน์ จากธนาคารแรงงานในภาคนี้นำข้อมูลที่ปรากฏขึ้นที่เราได้จัดทำขึ้นในธนาคารแรงงาน นำมาใช้ประโยชน์ในการที่จะตั้งแต่อันดับแรกก็คือหางานให้กับตัวเอง
อันดับที่ ๒ ก็คือต้องการที่จะเปลี่ยนงานตามสิ่งที่ตนเองานัด
อันดับที่ ๓ ก็เช่นจัดทำการพัฒนาฝีมือแรงงานที่ตัวเองานัดนั้นอย่างไร เพื่อให้เกิดทักษะแล้วเกิดการพัฒนาฝีมือทำให้ได้รับค่าจ้างสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นการเพิ่มพูน คุณภาพชีวิตให้กับตนเองและครอบครัว
อันดับต่อไป ก็คือเป็นการพบกันระหว่างผู้ใช้แรงงานของไทย แล้วก็ ผู้ประกอบการ ผู้ประกอบธุรกิจในภาคต่าง ๆ ซึ่งในส่วนนี้ก็เป็นข้อมูลพื้นฐานที่เราจะต้องทำ ระบบดาตาให้กับธนาคารแรงงาน ซึ่งในส่วนนี้ก็จะเป็นระบบข้อมูลทั้งหมดส่วนรวม ในภาคแรงงานของประเทศ ซึ่งอาจจะใช้รวมเป็นข้อมูลให้กับการปฏิรูปทางด้านอื่น ๆ ได้ด้วย ซึ่งสามาราที่จะนำมาใช้ร่วมกันได้
ในเรื่องต่อไปก็คือในเรื่องการเงิน การเงินนี้ก็อาจจะเป็นลักษณะกองทุน การเงิน ซึ่งก็คงจะเป็นลักษณะที่ไม่ต้องใช้งบประมาณอะไรมากมายนัก แต่สามาราที่จะ อำนวยความสะดวกให้กับภาคแรงงานไทยในการที่จะใช้ประโยชน์จากกองทุนนี้ในการพัฒนา อาชีพให้กับตนเอง พัฒนาความรู้ให้กับตนเอง หรือเพิ่มทักษะให้กับตนเอง เพราะคนไทยเรานั้น เราควรจะยกระดับจากลูกจ้างพื้นฐานทั่ว ๆ ไปไปสู่ระดับเป็นหัวหน้างาน เป็นผู้ควบคุม เป็นผู้จัดการ หรือเป็นผู้ประกอบการในสาานประกอบธุรกิจ ตั้งแต่ขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ขึ้นไปตามลำดับ ซึ่งจะต้องใช้ประโยชน์จากกองทุนการเงินของธนาคารแรงงาน ซึ่งในส่วนนี้ก็าือว่าเราได้ลดความเหลื่อมล้ำเพื่อต้องการให้ผู้ที่ประกอบทางด้านแรงงานนั้น มีกองทุนเป็นของตัวเอง มีโอกาสเข้ามาร่วมบริหาร ร่วมวางแผน ร่วมจัดการนะครับ และให้บริการ ให้ประกันให้กับภาคแรงงานของตัวเอง เพื่อเป็นการส่งเสริมการออม การใช้สินเชื่อ เพื่อการพัฒนาตนเองอย่างที่กล่าวมาแล้ว เพราะประเทศไทยในปัจจุบันนั้นประสบปัญหา การขาดแคลนแรงงานจึงต้องใช้มาตรการอนุญาตให้แรงงานข้ามชาติเข้ามาทำงานและการระดม หรือใช้ประโยชน์จากแรงงานของสังคมในทุกกลุ่ม ทุกภาคส่วนให้ได้เกิดประโยชน์สูงสุด จากสภาพดังกล่าวกรรมาธิการจึงมีความเห็นที่สำคัญที่เราจะต้องจัดทำข้อมูลร่วมกันเสริม ให้กับธนาคารแรงงานตามที่กล่าวมาแล้วให้เกิดความสมบูรณ์และภาคแรงงานของไทย เราใช้ประโยชน์ได้จริง นอกจากนั้นในภาคแรงงานที่เป็นแรงงานข้ามชาติหรือแรงงาน ต่างชาติที่จะเข้ามาสนับสนุนระบบเศรษฐกิจของประเทศ เราคงจะต้องมองแรงงานเหล่านี้ ให้เป็นมิตรว่าำ้าเราไม่มีเขาแล้วประเทศไทยเราก็คงจะต้องยากลำบากอีกหลายด้าน เพราะเราจะไม่มีแรงงานขั้นพื้นฐานมาช่วย เพราะแรงงานระดับพื้นฐานนั้นโดยทั่วไป เป็นจำนวนมากนั้นคนงานไทยเราไม่กระทำแล้ว มีอย่างเดียวก็คือเมื่อเรารับเขาเข้ามาแล้ว เราจะต้องวางระบบ ควบคุม กำหนดมาตรการต่าง ๆ ให้เขาสามาราเสริมประโยชน์ให้กับ ระบบเศรษฐกิจ ระบบทางธุรกิจของประเทศเราได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและมีความปลอดภัย ทางด้านมาตรการทางด้านความมั่นคงให้กับประเทศเราด้วย ในส่วนนี้เราก็จะมา วางมาตรการอยู่ในธนาคารแรงงานนะครับ
สำหรับมาตรการอื่น ๆ โดยเฉพาะข้อมูลทางด้านตลาดแรงงานเราสามาราใช้ ประโยชน์จากศักยภาพของธนาคารแรงงานให้ได้สูงสุดนะครับ อย่างไรก็ตามข้อเสนอทั้ง ๗ ข้อ ที่คณะกรรมาธิการได้เสนอไปนั้นคณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงานได้มีความเข้าใจดีว่า ภารกิจของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นไม่อาจจะนำเสนอสรุปได้ทุกประเด็น เพราะว่าคงจะต้องใช้เนื้อหาที่ยาว ฉะนั้นสิ่งที่กระผมเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปของเรา ควรจะบรรจุประเด็นทางด้านแรงงานที่สำคัญ ๆ ดังที่กล่าวมาแล้วในขั้นต้นนั้น ก็ควรจะต้อง มีหลัก ๆ ดังต่อไปนี้ ก็คือ
การบัญญัติรับรองสิทธิเสรีภาพในการสมาคม ซึ่งสอดคล้องกับสาานการณ์ ของประเทศ
ในข้อต่อไปคือการบัญญัติห้ามการบังคับใช้แรงงานหรือต้องทำงานโดยไม่มี ทางเลือก ซึ่งในส่วนนี้เราก็ต้องวงเล็บไว้นิดหนึ่ง คือต้องไม่กระทบต่อทางด้านความมั่นคง หรือในภาวะวิกฤติต่าง ๆ ของประเทศในสาานการณ์ต่าง ๆ นั้นด้วย
และการส่งเสริมการออม การเข้าาึงสินเชื่อที่สมเหตุสมผล รวมทั้งการมีข้อมูล ด้านแรงงานซึ่งเพียงพอเพื่อการใช้ประโยชน์สูงสุดจากแรงงานภายใต้สาานการณ์ขาดแคลนแรงงาน ที่นับวันจะมีปัญหาเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน
ประการที่ ๔ การเข้าาึงโอกาสการพัฒนาศักยภาพของตนเองและในการ ฝึกทักษะยกระดับของแรงงานของทุกสาขาอาชีพ ซึ่งรวมทั้งแรงงานอิสระและกลุ่มเกษตรกร กลุ่มแรงงานผู้ด้อยโอกาส กลุ่มผู้เป็นโรคร้าย รวมทั้งคนพิการ ซึ่งจะต้องได้รับโอกาส ในการฝึกเพิ่มทักษะ ซึ่งเมื่อเพิ่มทักษะมีความรู้เพิ่มเติมแล้วท่านทั้งหลายเหล่านี้ก็จะต้อง ได้รับค่าแรงที่สูงขึ้นมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทั้งตัวเองและครอบครัว
และประการต่อไปก็คือการคุ้มครองแรงงานภายใต้กรอบกฎหมาย ซึ่งคลุมาึง กลุ่มแรงงานทุกประเภท รวมทั้งด้อยโอกาส รวมาึงการขยายหลักการคุ้มครองทางสังคม ซึ่งคลุมาึงเป้าหมายขอบเขตการคุ้มครองทางด้านประกันสังคม ซึ่งในส่วนนี้ทางด้าน การประกันสังคมของประเทศ การประกันตนนั้นเรามีสาิติอยู่ว่าเราได้รับการดูแลอยู่ ประมาณ ๑๔ ล้านคน แต่ในภาคแรงงานต่าง ๆ ในภาคแรงงานอื่น ๆ ที่เป็นภาคแรงงานอิสระ และกลุ่มผู้ด้อยโอกาสต่าง ๆ กลุ่มเกษตรกรยังเหลืออีกประมาณ ๒๕ ล้านคน ซึ่งในข้อเสนอ ของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงานนั้นเราได้เสนอว่าจะต้องมีมาตรการในการให้ หลักประกันกับคนไทยอีกประมาณ ๒๕ ล้านคนเหล่านี้ด้วย ซึ่งในส่วนนี้ก็จะนำมาอภิปราย ในรายละเอียดและนำเสนอในรายละเอียดต่อไป ซึ่งท่านเหล่านี้ก็เป็นพี่น้องคนไทยร่วมชาติของเรา ซึ่งก็เป็นผู้ที่มีรายได้น้อยและเป็นรากแก้วของประเทศ ซึ่งพวกเรานั้นควรอย่างยิ่งที่จะต้อง หันกลับไปดูแลอย่างจริงจัง เพราะว่าแม้แต่แรงงานข้ามชาติเข้ามา ต่างชาติเรายังต้องดูแล ฉะนั้นเราควรจะดูแลคนไทยของเราเพื่อนร่วมชาติของเราให้ดีที่สุดนะครับ
และในประเด็นสำคัญที่ได้หยิบยกขึ้นมานี้หลายประการได้มีการบัญญัติไว้ ในร่างรัฐธรรมนูญแล้วและมีบางประการที่ยังไม่ได้บรรจุไว้ ซึ่งในส่วนที่ยังไม่ได้บรรจุไว้นั้น ทางเพื่อนคณะกรรมาธิการก็จะได้นำเสนอในโอกาสต่อไป
สำหรับประเด็นที่มีการยกร่างรัฐธรรมนูญในมาตรา ๙๐ กระผมมีข้อสังเกต ที่จะขออนุญาตนำเรียนต่อท่านประธานและสมาชิกโดยสังเขปในภาค ๒ ผู้นำการเมืองที่ดี และระบบผู้แทนที่ดี หมวด ๒ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา ๙๐ ซึ่งได้กล่าวไว้ว่า รัฐต้องส่งเสริมให้ประชาชนวัยทำงานและแรงงานสูงวัยมีงานทำที่เหมาะสม คุ้มครองแรงงาน เด็ก สตรี ผู้พิการหรือทุพพลภาพ แรงงานซึ่งเป็นผู้ป่วยด้วยโรคต่าง ๆ และแรงงานที่มีปัญหาอื่น ทำนองเดียวกัน จัดระบบแรงงานสัมพันธ์ การประกันสังคม รวมทั้งต้องให้ผู้ทำงานได้รับ ค่าตอบแทนสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ ทางคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการแรงงาน ขออนุญาตนำเสนอเพิ่มเติมข้อความที่สำคัญเพื่อให้เกิดการเพิ่มประสิทธิภาพ ในการนำแรงงานของประเทศไทยมาใช้ให้ได้เกิดประโยชน์สูงสุด
ในข้อแรกก็คือ ขอให้เพิ่ม ให้ขยายระยะเวลาการเกษียณอายุออกไป ตามความเหมาะสมกับงานนั้น ๆ นี่คือประการแรกนะครับ
และประการที่ ๒ ก็คือ ขอให้เพิ่มตลอดจนจัดให้มีการพัฒนาฝีมือแรงงาน ตามประเภทของแรงงาน การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งจะเป็นการเพิ่มพูนกับ ภาคแรงงานไทยและแรงงานผู้ด้อยโอกาส แรงงานผู้พิการ แรงงานที่เป็นโรคสำคัญต่าง ๆ เหล่านี้เราต้องเพิ่มพูนความรู้ในการฝึกฝนให้เขาเพื่อเขาจะได้มีรายได้มากขึ้น มีความชำนาญ ในงานที่ประกอบในแต่ละประเภทนั้น ๆ และต้องเป็นการเสริมสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต ให้กับภาคแรงงานของไทย โดยสรุปแล้วมาตรา ๙๐ ที่ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงาน ขอสรุปเป็นสาระสำคัญเพิ่มเติมใน ๒ ประเด็นที่ได้กล่าวมาแล้วในมาตรา ๙๐ ที่สมบูรณ์ก็คือ ขึ้นบนจอภาพ ผมขออนุญาตอ่านนะครับ
มาตรา ๙๐ รัฐต้องส่งเสริมให้ประชาชนวัยทำงานและแรงงานผู้สูงวัยมีงานทำ ที่ให้ขยายระยะเวลาการเกษียณอายุออกไปตามความเหมาะสม ตลอดจนจัดให้มีการพัฒนา ฝีมือแรงงานตามประเภทของงาน การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต คุ้มครองแรงงานเยาวชน สตรี ผู้พิการหรือทุพพลภาพ แรงงานซึ่งเป็นผู้ป่วยด้วยโรคต่าง ๆ และแรงงานที่มีปัญหาอื่น ทำนองเดียวกัน จัดระบบแรงงานสัมพันธ์ การประกันสังคม รวมทั้งต้องให้ผู้ทำงานได้รับ ค่าตอบแทน สิทธิประโยชน์ และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ
ขอเวลาอีกนิดหนึ่งก็คือข้อมูลเสริมนะครับ สำหรับแรงงานผู้สูงอายุ ในประเทศเยอรมนีเราได้ข้อมูลไว้ว่าตั้งแต่ในช่วงปี ๒๔๒๐ ก็ได้มีการกำหนดให้เกษียณอายุ ราชการของภาครัฐอยู่ที่ ๖๕ ปี แล้วในปัจจุบันก็ได้เพิ่มเป็นเกษียณเป็น ๖๗ ปี สำหรับ ในประเทศอังกฤษตั้งแต่ปี ๒๔๔๓ ได้กำหนดไว้ก็คือ ๖๐-๖๕ ปี ส่วนในปี ๒๕๕๔ำึงปัจจุบัน ก็คือให้เลิกกำหนด ให้อยู่ที่สภาวะที่เหมาะสมในการประกอบการในงานนั้น ๆ ก็คือ ไม่กำหนดอายุในการเกษียณ สำหรับประเทศสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี ๒๔๖๓ จนาึงปี ๒๕๒๐ ก็ยกเลิกการเกษียณอายุ และโดยกำหนดว่าห้ามเอกชนจัดให้มีการเกษียณอายุก่อนอายุ ๖๙ ปี สำหรับพลเมืองอเมริกัน ส่วนในปีปัจจุบันในหน่วยงานภาครัฐตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๙ เป็นต้นมา ก็ยกเลิก คือไม่มีการกำหนด คือให้ดูที่ความแข็งแรง ความเหมาะสมของผู้ประกอบการ ของแรงงานเหล่านั้น อันนี้ก็เป็นข้อมูลที่ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงานขออนุญาต นำเสนอและขอความกรุณาคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปพิจารณาที่จะบรรจุเพิ่มเติม เพื่อให้ครอบคลุม เพื่อเกิดประโยชน์สูงสุดให้กับภาคแรงงานที่เป็นคนไทยเพื่อนร่วมชาติของเรา รวมทั้งจะเสริมทางด้านเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจเพื่อช่วยในการขับเคลื่อนให้เกิดประโยชน์สูงสุด ให้กับประเทศชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนั้นเราทราบกันดีอยู่ว่าแรงงานทางด้านเยาวชน คนหนุ่มสาวของเราเริ่มลดน้อยลงเข้าสู่แรงงานผู้สูงอายุ ฉะนั้นข้อเสนอในสิ่งนี้ในการยกร่าง ในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งเพื่อนำผู้ที่มีอายุมากแต่มีประสบการณ์ มีความชำนาญ และยังมีความแข็งแรงเข้มแข็งดีนั้นนำมาช่วยเสริมสร้างงานและเศรษฐกิจให้กับประเทศชาติ ผมในฐานะตัวแทนคณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงาน ขออนุญาตนำเสนอและขอขอบคุณ ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติและคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไว้อีกครั้งหนึ่ง ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปเป็นท่านประธานกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชนสตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส ท่านอำพล จินดาวัฒนะ ขอเชิญค่ะ
ขอบคุณท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ผม นายแพทย์อำพล จินดาวัฒนะ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ต้องขออภัยเพื่อนสมาชิก ที่ท่านยังเข้าคิวอยู่จำนวนมาก เผอิญมันยังเป็นในส่วนที่จัดคิวของประธานนะครับ ก็เห็นใจ ท่านทั้งหลายที่ได้เตรียมอภิปรายในภาคสำคัญในวันนี้ เมื่อวานนี้ผมได้ทำหน้าที่นำเสนอข้อสังเกต แล้วก็การอภิปรายไปในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมาธิการที่กระผมและคณะดูแลอยู่ เป็นหลัก สำหรับวันนี้ขออนุญาตนำเสนอในส่วนเวลาที่ยังเหลืออยู่เล็กน้อยในส่วนอื่นของ ที่อาจจะไม่ได้เกี่ยวโดยตรงกับคณะกรรมาธิการนะครับ ซึ่งจริง ๆ แล้วมีความเห็นที่อยากจะได้ แลกเปลี่ยนแล้วก็เป็นข้อสังเกตอยู่หลายส่วน แต่เวลานั้นไม่อำนวยผมจะขออนุญาต ท่านประธานพูดาึงเพียง ๓ ประเด็น
ประเด็นที่ ๑ ผมอยากจะขออนุญาตเริ่มต้นจากเรื่องของทิศทางการปฏิรูป ประเทศไทยที่มีการศึกษาและเสนอโดยคณะกรรมการปฏิรูป ชุดอาจารย์อานันท์ ปันยารชุน และอาจารย์หมอประเวศ วะสี เราเห็นตรงกันกับทิศทางของสภาปฏิรูปแห่งชาติของเรา คือเรื่องลดความเหลื่อมล้ำเพิ่มความเป็นธรรม ที่สำคัญคือเราต้องปรับดุลอำนาจ ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน ซึ่งทิศทางรัฐธรรมนูญโดยรวมก็จะไปในทางนี้นะครับ แต่บังเอิญ มีบางจุดที่กระผมจำเป็นที่จะต้องมีข้อสังเกตอยู่ ๓ ส่วน ผมขอไปที่ภาค ๒ หมวด ๖ มาตรา ๒๐๗ ซึ่งมาตรานี้ในเจตนารมณ์และในคำชี้แจงพูดชัดเจนว่าเป็นการบัญญัติขึ้นมาใหม่ คือการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนต้องใช้ระบบคุณธรรม อันนี้ไม่มีใครคัดค้านเรื่องระบบ คุณธรรมแต่สิ่งสำคัญคือเป็นการตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมาที่เรียกว่า คณะกรรมการดำเนินการ แต่งตั้งข้าราชการโดยระบบคุณธรรม มีคน ๗ คน จะเป็นกรรมการ และกรรมการเหล่านี้ ไม่ได้ยึดโยงกับการเมืองที่จะมาเป็นประชาธิปไตยแบบตัวแทนหรือจะมาเป็นรัฐบาลเลย แม้แต่น้อย เป็นกลไกที่มาจากข้าราชการเก่าและข้าราชการปัจจุบันทั้งสิ้น ตรงนี้เป็นคำาาม ที่น่าสนใจ ผมได้ไปอ่านเจตนารมณ์ไม่ได้พูดว่าทำไมาึงต้องมีกลไกนี้เกิดขึ้น กลไกนี้ า้ามองในประเด็นเชิงอำนาจเรื่องนี้สำคัญมากเพราะเป็นเชิงอำนาจ รัฐบาลนั้นมาจาก อำนาจประชาชนแบบตัวแทน ข้าราชการประจำนั้นคือกลไกของรัฐที่จะต้องทำงานสนอง ต่อการบริหารบ้านเมือง แล้วก็ในเชิงอีกมุมหนึ่งที่อยากจะเรียนก็คือในเชิงของการบริหารคนครับ มันเป็นเรื่องแปลกพอสมควรสำหรับกลไกนี้ที่เกิดขึ้น ผมอยากจะพาท่านไปดูว่า ท่านประธานจะดูฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายนิติบัญญัติการแต่งตั้งผู้พิพากษาเขาจะมีระบบที่ชัดเจน ฝ่ายบริหารเข้าไปเกี่ยวไม่ได้ อันนี้ชัดเจนเพราะเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ แล้วฝ่ายบริหารล่ะครับ ขนาดข้าราชการทหารมีสภากลาโหม มีกฎหมาย แต่รัฐบาลซึ่งเป็นรัฐมนตรี เป็นนายกรัฐมนตรี จะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ตรงนี้สำคัญนะครับ จะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ แม้แต่ชี้เอง ไม่ได้ทั้งหมด แต่มีส่วนร่วมครับ ตำรวจฝ่ายรัฐบาลก็มีหน้าที่และมีส่วนร่วมเข้าไปตัดสินใจ ในการแต่งตั้ง ข้าราชการพลเรือนที่ผ่านมานั้นา้าต่ำกว่าปลัดก็จะมีปลัดเสนอผ่าน อ.ก.พ. แล้วก็เข้าสู่คณะรัฐมนตรีา้าเป็นระดับสูงำ้าระดับต่ำก็เป็นหน้าที่ของปลัด แล้วสำหรับปลัดนั้น ก็เป็นหน้าที่เสนอโดยรัฐมนตรีเข้าคณะรัฐมนตรีก็คือผ่านนายกรัฐมนตรี กลไกที่เสนอใหม่นี้ เป็นเรื่องที่แปลกมาก ก็คือไม่ยึดโยงกับรัฐบาลที่มาเป็นผู้ใช้อำนาจแทนประชาชนเลย ผมพอจะเข้าใจเจตนารมณ์ เพราะเราไม่ไว้วางใจรัฐบาลเลย เราก็เลยสร้างกลไกที่ให้ ข้าราชการเขาดูแลกันเอง แล้วไปให้วุฒิสภาตรวจสอบคุณสมบัติเท่านั้น เพราะฉะนั้นการแต่งตั้งปลัด ย้ายปลัด ปลดปลัดำ้าหลังจากมีรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้วอยู่ที่คน ๗ คน รัฐมนตรีไม่มีสัมพันธ์กับปลัดในเชิงบริหารบุคคล คณะรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี ก็ไม่มีสัมพันธ์ นายกรัฐมนตรีมีหน้าที่นำชื่อทูลเกล้าฯ เท่านั้นเอง สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ที่ผมอยากเรียนาามว่ามีเหตุผลใด รัฐบาลที่ใช้อำนาจแทนประชาชน ไม่มีอำนาจแม้แต่มีส่วนร่วม ในการเสนอที่จะแต่งตั้ง ปลด หรือย้ายปลัดกระทรวง บริษัท ห้างร้าน คณะกรรมการผู้าือหุ้น แทนประชาชน แทนผู้าือหุ้นทั้งหลายเขายังตั้งซีอีโอ (CEO) ได้ อันนี้ตัดสัมพันธ์อย่างเด็ดขาด ปลัดที่ไหนจะฟังรัฐบาลละครับ อธิบดีท่านไหนจะฟังรัฐบาล เพราะจะเป็นปลัดหรือไม่เป็นปลัด อยู่ที่กรรมการ ๗ คนนี้ ผมเทียบเคียงนะครับ ข้าราชการทหารฝ่ายรัฐบาลยังมีส่วนร่วม ในการตัดสินใจ แต่ตรงนี้ตัดขาดแบบไม่มีเยื่อใยไม่มีโยงเลยครับ เป็นการส่งเสริมให้ พรรคราชการนั้นยิ่งใหญ่ขึ้นไปหรือเปล่า มันจะตรงกันข้ามกับลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจ ประชาชนหรือเปล่า หรือเป็นการลดอำนาจรัฐไปเพิ่มอำนาจพรรคราชการ ตรงนี้อยากจะ กราบเรียนเพื่อเป็นข้อสังเกต
สุดท้ายผมมีความเห็นว่ามาตรานี้ควรตัดทิ้ง หรือา้าไม่ตัดต้องปรับอย่างมาก ต้องให้เกิดการเฉลี่ยอำนาจ ฝ่ายบริหารที่เข้ามาโดยอำนาจประชาชนเลือกเขาเข้ามาเป็นผู้แทน เพื่อมาบริหารราชการแผ่นดิน เขาต้องรับผิดชอบต่อนโยบายต่อการบริหาร เขาต้องมีส่วนร่วม ต่อการแต่งตั้ง ย้าย ปลด ดูแลความดีความชอบต่าง ๆ ของปลัดกระทรวงครับ ไม่เช่นนั้น เป็นเรื่องที่แปลก ผมขออนุญาตนำเสนอเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ ๑ ที่ฝากกราบเรียนไว้และจะทำ คำแปรญัตติต่อไปครับ
เรื่องที่ ๒ กราบเรียนเรื่องของกลไก เรื่องของเกี่ยวกับบริหารราชการแผ่นดิน เช่นเดียวกัน มันไปโยงอยู่ในภาค ๔ หมวด ๒ การปฏิรูป หมวด ๒ มาตรา ๒๘๔ (๕) เรื่องของการปฏิรูปเกี่ยวกับระบบบริหารราชการแผ่นดิน มี (๕) ให้ตั้งองค์กรสำคัญขึ้นมา องค์กรหนึ่งเป็นแนวการปฏิรูป องค์กรบริหารการพัฒนาภาค รายละเอียดผมไม่พูดาึง เวลาไม่อำนวยแล้ว องค์กรนี้เกิดขึ้นมา คำาามคือผมพยายามอ่านเจตนารมณ์ ไม่รู้ว่ามาจากไหน ด้วยเหตุใด เรามีราชการแผ่นดิน คือส่วนกลางและภูมิภาค ส่วนกลางเป็นกระทรวง กรมต่าง ๆ ภูมิภาคเป็นผู้ที่รับหน้าที่จากส่วนกลางลงไปยึดพื้นที่ทุกจังหวัดลงไปาึงข้างล่าง เรามีทิศทาง การบริหารคือกระจายอำนาจให้องค์กรบริหารส่วนท้องาิ่นเติบโต ให้ประชาชนพลเมือง ร่วมตัดสินใจตามประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม เติบโตขึ้นชัดเจน เหตุใดาึงจะต้องมีการตั้ง องค์กรระดับของรัฐบาลกลางไปสู่เป็นระดับภาค เป็นการเพิ่มคอขวดขึ้นมาในบริหารหรือเปล่า ทำไมไม่ไปเน้นการส่งเสริมการปฏิรูปรีเอ็นจิเนียร์ (Reengineer) บริหารราชการส่วนภูมิภาค และไปเน้นการออกแบบให้บริหารท้องาิ่นมีความเข้มแข็งและรับหน้าที่ไปให้มากที่สุดเท่าที่ จะทำได้ อันนี้เท่าที่ดูแล้วไม่เห็นเหตุผลในการที่จะตั้ง และสิ่งสำคัญเรื่องนี้บรรจุอยู่ ในแนวทางปฏิรูป เรื่องนี้คณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินยังไม่เคยนำเข้ามา คุยกันในสภาปฏิรูปแห่งชาติ แต่ได้เขียนเป็นแนวทางอยู่ในระดับรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าา้ายังมี ความไม่ชัดเจนนะครับ แล้วที่ท่านสรุปมาเป็นชาร์ท (Chart) อยู่ในการเมืองใสสะอาด และสมดุล ได้เอาเรื่องนี้ไปเขียนไว้ในส่วนที่เรียกว่า การกระจายอำนาจและบริหารท้องาิ่น คำาามผมมีกลับไปว่า อันนี้เป็นกระจายอำนาจหรือครับ เป็นการสร้างกลไกส่วนกลางใหม่ ออกไปอีกกี่ภาคซึ่งยังไม่ทราบนะครับ เกิดขึ้น ผมก็กราบเรียนอันนี้ด้วยความห่วงใย เป็นข้อสังเกตว่าฝากท่านพิจารณาทบทวนสักนิดหนึ่งดีไหมครับว่าา้าแนวทางนี้ยังไม่ชัดเจนว่า มันใช่หรือไม่แน่นอน ยังไม่เขียนก็ได้ครับ แล้ววันปฏิรูปข้างหน้าา้าคิดว่าใช่ แล้วเราจะทำก็ไม่ว่า แต่ขณะนี้ผมคิดว่าไม่น่าจะใช่ สิ่งที่ใช่คือไปปฏิรูปบริหารราชการส่วนภูมิภาคไปปรับปรุง ให้มันเหมาะสม แล้วก็ไปเน้นเรื่องการทำบริหารราชการท้องาิ่น คือองค์กรบริหารท้องาิ่น ให้เข้มแข็งน่าจะเป็นทิศทางที่สำคัญ
สุดท้ายประเด็นที่ ๓ ท่านประธานครับ ผมขอกลับมาที่หมวด ๗ ภาค ๒ อีกเช่นเดิม ภาค ๒ มาที่หมวด ๗ และสุดท้ายแล้วนะครับ ผมคงไม่มีโควตาแล้วในคิว ก็ขออนุญาตท่านประธานว่า เรื่องนี้ก็เป็นความห่วงใยอีกเรื่องหนึ่งครับ เรื่องกระจายอำนาจ และบริหารท้องาิ่น ท่านเอาเรื่องสมัชชาพลเมืองมาไว้ที่นี่ครับ เมื่อวานนี้ผมแตะไปนิดหนึ่ง แนวคิดเรื่องสมัชชาพลเมืองมาจากสภาพลเมืองที่มีการทดลองขับเคลื่อนแบบเป็นธรรมชาติ มาหลายปี ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นสมัชชาพลเมืองเพื่อให้หลบคำว่า สภา เพื่อให้เป็น กระบวนการทางภาคประชาชน แนวคิดคือประชาธิปไตยแบบทางตรงครับ แนวคิดเป็น ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมำกแาลง เป็นเรื่องของกระบวนการสร้างเสริมความเป็นพลเมือง ไม่ใช่กลไกที่เป็นรูปแบบตายตัวเป็นองค์กร ไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบตัวแทนครับ ทิศทางนั้น คือต้องมีการสนับสนุนหลากหลาย หลายรูปแบบ หลายระดับ อาจจะมีการต่ำกว่าจังหวัด ระดับจังหวัดหรือระดับชาติ แต่สิ่งที่เห็นที่ได้เอามาใส่ไว้ในมาตรา ๒๑๕ ขออภัยท่านประธาน ผมอีกนิดเดียวนะครับ ในมาตรา ๒๑๕ ปรากฏว่าผมได้สังเกตจากการเสนอของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ท่านเคยเสนอเรื่องการปฏิรูประบบ งบประมาณไว้แล้วต่อสภาเรา ท่านพูดาึงกลไกสมัชชาพลเมืองเป็นเชิงกระบวนการที่ว่า มีส่วนร่วมทำยุทธศาสตร์แผนและงบประมาณหลายระดับครับ ตั้งแต่ระดับพื้นที่ ระดับจังหวัดและอาจจะมีระดับชาติด้วย เป็นการมองสมัชชาพลเมืองแบบประชาธิปไตย แบบมีส่วนร่วมไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบตัวแทนครับ
เรื่องที่ ๒ คือพอมาเห็นในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มีการลดรูปสมัชชาพลเมือง ซึ่งควรจะเป็นกระบวนการพัฒนาความเป็นพลเมืองและการมีส่วนร่วม ไปอยู่ภายใต้หมวด ที่ว่าด้วยเรื่องกระจายอำนาจและท้องาิ่น และไปจับคู่ให้อยู่กับบริหารท้องาิ่นเท่านั้น และา้าท่านดูในวรรคสี่ของมาตรา ๒๑๕ มีการเขียนไว้ชัดเจนว่ากำลังจะตั้งองค์กรครับ มีองค์ประกอบ คุณสมบัติ คุณลักษณะต้องห้าม ที่มาวาระดำรงตำแหน่งของผู้คนที่กำลังจะมี การออกกฎหมาย อันนี้เป็นองค์กรใหม่แน่นอนครับ ไม่ใช่กระบวนการยกระดับการขับเคลื่อน พลังประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม อันนี้เป็นเรื่องที่มีความกังวลและน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ข้อเสนอครับท่านประธานอีกนิดเดียวจริง ๆ ขออภัยครับำ้ากระบวนการสภาพลเมือง แปลงมาเป็นสมัชชาพลเมือง แล้วสุดท้ายแล้วรัฐธรรมนูญได้ยุบไปอยู่ในแค่ส่วนของบริหาร ทำงานร่วมกับองค์กรบริหารส่วนท้องาิ่นมันกลายสภาพไปจนระดับเสียของก็ได้ และที่สำคัญคือไปจัดตั้งเป็นกลไกองค์กรที่มีเจ้าของครับ จะมีสมาชิกเข้ามา มีองค์ประกอบอยู่ วาระกี่ปี กลายเป็นเอสแทบลิชเมนท์ (Establishment) คือกลายเป็นประชาธิปไตย แบบตัวแทน ทั้ง ๆ ที่แต่เดิมเรื่องนี้เกิดขึ้นมาเป็นกระบวนการประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ผมขออนุญาตเสนอไว้ตรงนี้ว่าเรื่องนี้ควรยกระดับและย้ายที่อยู่ครับ ควรจะไปสัมพันธ์กับงาน ที่เรียกว่าการสนับสนุนความเข้มแข็งภาคพลเมือง อาจจะต้องอยู่ในหมวดอื่น ภาคอื่น แล้วก็ จะต้องออกแบบให้เหมาะสมกับการที่เป็นกระบวนการทำให้เกิดกระบวนการพัฒนา ประชาธิปไตยทางตรงและประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมที่ไม่ใช่เป็นแบบกลายเป็นองค์กร ทำงานประชาธิปไตยแบบตัวแทน ขอขอบพระคุณท่านประธาน ขออภัยที่เกินเวลาครับ
ขอบพระคุณมากค่ะ ท่านสมาชิกคะ ขณะนี้ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ๑๓ คณะที่ได้แจ้ง ความประสงค์จะอภิปรายให้ความเห็นร่างรัฐธรรมนูญในภาค ๒ คือ ผู้นำการเมืองที่ดี และระบบผู้แทนที่ดีได้อภิปรายครบแล้วค่ะ ต่อไปจะเป็นการอภิปรายของท่านสมาชิกแต่ละ บุคคลนะคะ เริ่มจากหมวด ๑ ผู้นำการเมืองที่ดีและระบบผู้แทนที่ดีค่ะ โดยสมาชิกที่ได้แจ้ง ความประสงค์ไว้แล้ว แล้วก็ได้จับฉลากแล้ว ๑๐ ท่านแรกมีรายชื่อดังต่อไปนี้ค่ะ ท่านทรงชัย วงศ์สวัสดิ์ ท่านเจริญศักดิ์ ศาลากิจ ท่านศักดา ศรีวิริยะไพบูลย์ ท่านรสนา โตสิตระกูล ท่านธรรมรักษ์ การพิศิษฎ์ ท่านทวีกิจ จตุรเจริญคุณ ท่านนิฟาริด ระเด่นอาหมัด พลเอก จิรพันธ์ เกษมศานติ์สุข ท่านดิเรกำึงฝั่ง แล้วก็ท่านอรพินท์ สพโชคชัย ๑๐ ท่านนะคะ ต่อไปดิฉัน ขอเชิญท่านทรงชัย วงศ์สวัสดิ์ ค่ะ ท่านมีเวลา ๑๐ นาทีนะคะ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายทรงชัย วงศ์สวัสดิ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผู้แทนจากจังหวัดลำพูนครับผม ท่านประธานที่เคารพ มีคำกล่าวโบราณไว้ว่า สร้างบ้านต้องตามใจผู้อยู่ สร้างอู่ต้องตามใจผู้นอน ดังนั้นการเขียน รัฐธรรมนูญก็ตาม การเขียนกฎหมายใด ๆ ก็ตามที่จะใช้บังคับกับคนไทยทั้งหลายต้องดู อิริยาบาและบริบทของสังคมไทยดังที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ในมาตรา ๒๗ วรรคท้ายว่า ต้องจัดทำการปฏิรูปเพื่อให้มี การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่มีความเหมาะสม กับสภาพสังคมไทย มีระบบการเลือกตั้งที่สุจริตและเป็นธรรม มีกลไกป้องกันและขจัด การทุจริตคอร์รัปชัน ความประพฤติมิชอบ ขจัดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม ทางเศรษฐกิจและสังคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนให้มีกลไกรัฐสามาราให้บริการประชาชน ได้ทั่วาึง สะดวก รวดเร็วได้มีการบังคับใช้กฎหมายที่เคร่งครัดและเป็นธรรม ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผมขออนุญาตใช้เวลาอันมีจำกัดนั้นได้แสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ ที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้นำเสนอต่อสภาแห่งนี้
ในประการแรก ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้กำหนดในส่วนของประชาชน ในคำหลาย ๆ คำ คำแรกคือ ประชาชน กำหนดไว้ในมาตรา ๙๑ และมาตรา ๒๑๕ คำว่า พลเมือง เขียนไว้ในมาตรา ๙๖ ราษฎร ในมาตรา ๑๐๔ บุคคล ในมาตรา ๑๐๘ำึงมาตรา ๑๑๑ และปวงชนชาวไทย ในมาตรา ๑๓๑ และมาตรา ๓ ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๓ นั้น เขียนบอกว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ในมาตรา ๙๑ คำว่า ประชาชน ประชาชนนั้นมีสิทธิ รัฐต้องจัดให้ประชาชนเข้าาึงบริการสาธารณะอย่างทั่วาึงและเท่าเทียมกัน ในมาตรา ๙๖ ผู้ที่จะสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภานั้นต้องเป็น พลเมือง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมีข้อสังเกตอยู่ว่า การที่เราใช้า้อยคำหลาย ๆ อย่าง ในกฎหมายฉบับเดียวกันนั้น สร้างความสับสนและจะเป็นเหตุให้มีการตีความของคำจำกัด ความของแต่ละด้าน ท่านประธานที่เคารพครับ เกรงว่ามีหลาย ๆ ท่านที่มองว่า คำว่า ประชาชนแปลความว่าอย่างไร พลเมืองมีความหมายว่าอย่างไร มีโอกาสได้ไปร่วมสัมมนา เมื่อวันที่ ๙ เมษายนที่ผ่านมา ท่านประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านอาจารย์บวรศักดิ์ท่านให้ความเห็นว่า พลเมือง ก็คือประชาชนที่มีสัญชาติไทย เป็นพลังในการ ที่จะขับเคลื่อนให้ประเทศไทยมีความก้าวหน้าต่อไป ส่วนคำว่า ประชาชนนั้นหมายความว่า บุคคลที่มาอยู่ในประเทศไทย แม้ว่าจะมีสัญชาติไทยก็ตามหรือไม่มีสัญชาติไทยก็ตาม ท่านประธาน ที่เคารพครับำ้ากรณีลักษณะอย่างนี้ ผมก็เห็นว่าา้าใช้คำว่า ประชาชน แล้ว บุคคลที่มีสัญชาติอื่น ที่เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยาือว่าเป็นประชาชนคนไทยเหมือนกันก็มีปัญหาในเรื่องของ คำต่าง ๆ ที่อยู่ในรัฐธรรมนูญซึ่งใช้คำที่ต่างกัน
ผมขออนุญาตเข้าไปในประการที่ ๒ การได้มาของ ส.ว. ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๑๒๑ ส.ว. นั้นคือสมาชิกวุฒิสภา มาตรา ๑๒๑ ได้กำหนดให้ที่มาของ ส.ว. นั้น มาจาก ๕ ส่วนด้วยกัน
ส่วนที่ ๑ กำหนดว่า วุฒิสภานั้นประกอบด้วยสมาชิกจำนวนไม่เกิน ๒๐๐ คน ส่วนที่ ๑ คือผู้ที่เคยเป็นราชการ เคยเป็นข้าราชการฝ่ายพลเรือน มีดำรงตำแหน่งตั้งแต่ ปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่าในตำแหน่งที่บริหารและข้าราชการฝ่ายทหารซึ่งมีตำแหน่งตั้งแต่ ระดับปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ซึ่งเลือกกันเอง แต่ละประเภท ประเภทละไม่เกิน ๑๐ คนำ้าในกรณีอย่างนี้ใน (๑) ของมาตรา ๑๒๑ ก็หมายความว่า ใน (๑) นี้ จะมี ส.ว. ได้ ๒๐ คนใช่ไหมครับท่านประธานครับ เพราะเขียนว่า เลือกกันเองในแต่ละประเภท ประเภทละไม่เกิน ๑๐ คน ในกรณี (๑) นั้น มีข้าราชการฝ่ายพลเรือน และข้าราชการฝ่ายทหาร ก็มีบุคคลเป็น ๒ ประเภทำ้าประเภทละ ๑๐ คน ก็มี ๒๐ คน ต่อไป เป็นวิชาชีพ ผู้แทนวิชาชีพด้านอื่น ๆ ขออนุญาตไม่พูดาึง ด้านการเกษตร ท่านประธาน ที่เคารพครับ เกษตรกรเราาือว่าเป็นบุคคลที่มีจำนวนมาก เป็นคนจำนวนมากของประเทศไทย ด้านแรงงาน ด้านวิชาการ แต่ท่านกำหนดให้เพียงไม่เกิน ๓๐ คน ผู้ทรงคุณวุฒิด้านอื่น ๆ ไม่เกิน ๕๘ คน และที่มาจากจังหวัดจังหวัดละ ๑ คน ท่านประธานครับ ผมอยากจะสอบาามว่า การกำหนดจำนวน ส.ว. ของแต่ละแหล่งที่มานั้นใช้อะไรมาเป็นตัวกำหนดจำนวน ประการที่ ๑ า้าจะใช้คน ใช้จำนวนทำไมเกษตรกร ผู้ใช้แรงงานด้านนักวิชาการซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ ของประเทศ ทำไมมีจำนวนได้น้อย เมื่อเทียบกับจำนวนฝ่ายข้าราชการ ฝ่ายพลเรือน ฝ่ายทหารที่มีอยู่ไม่มากนัก
และประการาัดมา รัฐธรรมนูญฉบับนี้เรากำหนดว่าพลเมืองเป็นใหญ่ ให้อำนาจให้สิทธิประชาชนเป็นจำนวนมาก แต่ทำไมเวลาจะเลือก ทำไมต้องาูกจำกัดด้วย กลุ่มคนเพียงไม่กี่คน ยกตัวอย่างเช่น การได้มาซึ่ง ส.ว. ตาม (๕) ที่จังหวัดละ ๑ คนนั้น จะต้องให้มีกรรมการกลั่นกรองให้เหลือ ๑๐ คนแล้วที่เหลือ ๑๐ คนนั้นไปให้ประชาชนเลือก ผมสอบาามว่าการเลือก การกลั่นกรองนั้น ใครเป็นผู้มีอำนาจในการกลั่นกรอง
ประการต่อมาใช้หลักเกณฑ์อะไรในการกลั่นกรอง เมื่อได้กลั่นกรองแล้วำ้าผู้ที่ ได้าูกตัดออก ไม่ผ่านการกลั่นกรอง เขามีสิทธิที่จะฟ้องร้องได้หรือไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ อันนี้เป็นประเด็นหนึ่งที่อยากจะสอบาามท่านกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต ท่านประธานว่าผมมีเวลา ๒๐ นาทีนะครับำ้าผมใช้เวลานี้ผมจะอภิปรายทั้งหมดไปก่อน เหลือเท่าไรค่อยเป็นในวาระต่อไป ขออนุญาตท่านประธานครับ
ประการต่อมาครับ ท่านประธานครับ การเลือกตั้ง ส.ส. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ ขออนุญาตนะครับ แบบเอ็มเอ็มพี ที่ท่านว่า เมื่อพรรคได้กำหนดเรียงลำดับ ผู้สมัครไว้แล้ว เหตุใดที่ทำไมต้องให้ประชาชนมาเป็นผู้เลือกอีกทีหนึ่ง ผมเข้าใจครับว่า ท่านบอกว่าประชาชนเป็นใหญ่ ประชาชนมีสิทธิในการที่จะเลือกผู้แทนของตัวเอง ผมกราบเรียนว่า การเลือกตั้งอย่างนี้เรามีการแบ่งเป็นภาค แบ่งประเทศออกเป็น ๖ ภาค ยกตัวอย่าง จังหวัดลำพูนของผมนั้น ก็อยู่ในอีก ๑ ภาค แต่มีจำนวนหลายจังหวัด แต่ละจังหวัด คนในหลายจังหวัดนั้นผู้ลงคะแนนคือประชาชน ไม่สามาราที่จะทราบได้ครับว่า นาย ก นาย ข นาย ง นี้เป็นใคร แต่ว่าพรรคการเมืองที่กำหนดนั้นเขาก็เห็นแล้วว่าคนไหนสมควรที่จะอยู่ ในลำดับที่เท่าไร ประการที่หนึ่ง
ประการต่อมา รัฐธรรมนูญในอดีตที่ผ่านมา เราเกิดความแตกแยกกันมาก า้าเรายังให้ประชาชนเป็นคนคัดเลือกอีกนอกจากพรรคคัดเลือกลำดับไว้แล้ว ก็จะทำให้ ผู้สมัครในบัญชีรายชื่อต่างคนต่างแย่งกันไปหาเสียง หาคะแนน ก็จะเกิดปัญหา เกิดการทะเลาะเบาะแว้งเกิดขึ้นในพรรคการเมือง เกิดความแตกแยก ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหา ที่ต้องมาปรองดองกันอีกต่อไป อันนี้ก็อยากฝากท่านกรรมาธิการว่าเป็นไปได้ไหมว่าเมื่อพรรค จัดลำดับมาแล้ว ให้ประชาชนเลือกพรรค และใครจะได้เป็นก็เรียงตามลำดับ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ แล้วแต่จำนวนที่พรรคนั้นมีสิทธิที่จะได้ เช่นเดียวกับบัญชีรายชื่อเหมือนในอดีต ผมยอมรับได้ครับว่า เอาคะแนนจากบัญชีรายชื่อมาเป็นตัวกำหนดจำนวน ส.ส.ในการเลือกตั้งในแต่ละคราวนั้น ๆ ของพรรคนั้น ๆ รับได้ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ลำดับต่อมา การอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรีก็ดี นายกรัฐมนตรีก็ดี รัฐมนตรีรายบุคคลก็ดีนั้น เป็นการตรวจสอบรัฐบาลของฝ่ายนิติบัญญัติ แต่เหตุไฉนที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๘๑ การที่ให้นายกรัฐมนตรียื่นขอความไว้วางใจ ในการบริหารประเทศ นายกรัฐมนตรีขอความไว้วางใจในการบริหารประเทศำ้าสภาไม่ไว้วางใจ ให้นายกรัฐมนตรียุบสภา ท่านประธานที่เคารพครับ นับต่อมาในมาตรา ๑๘๒ ผมขออนุญาต ใช้คำว่า กฎหมาย ที่ท่านบอกว่าำือว่าเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลเสนอกฎหมาย ผมขออนุญาต เรียกกฎหมายฉบับนี้ว่าเป็นกฎหมายฉบับท้าทาย กฎหมายฉบับท้าทาย ทำไมผมาึงว่าท้าทาย เพราะเป็นการท้าทายว่าา้ากฎหมายนี้ไม่ผ่านรัฐบาลยุบสภาได้เป็นไปตามมาตรา ๑๘๑ เพราะเป็นการไว้วางใจรัฐบาล ท่านประธานที่เคารพครับำ้ายื่นแล้วมีการขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ า้าผ่าน รัฐบาลผ่านได้รับความไว้วางใจ กฎหมายฉบับนี้าือว่าผ่านสภาำ้าไม่ผ่านก็าือว่า ไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรีก็ยุบสภาได้กลับไปตามมาตรา ๑๘๑ ท่านประธานที่เคารพครับ การที่จะได้มาเป็น ส.ส. แต่ละครั้งนั้น มันแสนที่จะยากนะครับ เหนื่อยในการหาเสียง ไม่มี ส.ส. ท่านใดหรอกครับที่อยากจะอยู่แล้วก็ให้เขายุบสภาก็อยากจะอยู่จนครบวาระนั่นละครับ ท่านประธานครับ เมื่อไม่เป็นอย่างนั้นก็ไม่มี ส.ส. คนไหนหรอกครับที่จะไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ดังนั้นทำให้ การตรวจสอบฝ่ายบริหารนั้นเป็นไปไม่ได้เลยครับท่านประธาน โดยฝ่ายนิติบัญญัติเป็นไปไม่ได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นมาในอดีตรัฐบาลที่ผ่านมาแล้วก็เป็นปัญหา ที่สร้างวาทกรรมเกิดขึ้นว่า ณ นาทีนี้ไม่ลาออก และมีบุรุษท่านหนึ่งกล่าวว่าา้าไม่ลาออก ณ นาทีนี้ ผมยึดอำนาจในมาตรา ๑๘๓ มาตรา ๑๘๔ และมาตรา ๑๘๕ ท่านยังไม่ได้แก้ไขปัญหานี้เลยครับ ปัญหานี้เป็นปัญหาสำคัญของการยึดอำนาจฉีกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรากฎหมาย รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๘ ท่านก็ยังเขียนไว้เหมือนเดิม ไม่ได้แก้ไขปัญหาให้กับประเทศ ทำไมครับ ท่านประธานครับ มาตรา ๑๘๓ มาตรา ๑๘๔ มาตรา ๑๘๕ การสิ้นสุดและการพ้นตำแหน่ง ของนายกรัฐมนตรีทั้งคณะและรายบุคคล ท่านไม่ได้เขียนให้ชัดเจนและท่านยังไปเขียนบอกว่า า้าพ้นตำแหน่งทั้งคณะให้รัฐมนตรีนั้นรักษาการต่อไป ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีรัฐมนตรี ชุดใหม่เข้ามา มันเป็นปัญหาแล้วใช่ไหม ท่านประธานครับ ที่ผ่านมา ณ นาทีนี้ไม่ลาออก และ ณ นาทีนั้นผมยึดอำนาจ ทำไมท่านจะให้ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับนี้อีกหรือครับำ้าท่าน ไม่แก้ปัญหานี้ ท่านประธานที่เคารพเนื่องจากเวลามีน้อย ผมขออนุญาตต่อไปครับ
มาตรา ๒๑๕ ผมเห็นด้วยในการที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับพลเมือง แต่ในมาตรา ๒๑๕ การบริหารราชการส่วนท้องาิ่น ท่านไปให้ประชาชนมีอำนาจในการที่จะ าอดาอนฝ่ายบริหาร มีอำนาจในการที่จะตรวจสอบ มีอำนาจในการที่จะเสนอข้อบัญญัติต่าง ๆ ประชาชนต่อไปคนใดแม้ว่าจะเป็นคนต่างด้าวที่เข้ามาอยู่ในเขตท้องาิ่นนั้นก็สามาราที่จะ าอดาอนผู้บริหารท้องาิ่นได้กระนั้นเชียวหรือ หรือประชาชนสัญชาติอื่นอาจจะขอเสนอญัตติ ขอสร้างอนุสาวรีย์บุคคลสำคัญของชาติเขาในท้องาิ่นนั้นได้หรือครับ ท่านประธานที่เคารพ อันนี้ก็ฝากท่าน
ท่านประธานครับ ผมเห็นเพื่อน ๆ บางท่านแต่ไม่มาก ได้ตั้งข้อรังเกียจ นักการเมืองครับ สังคมเราต้องการความปรองดองสมานฉันท์ แต่เรายิ่งไปสร้างรอยบาดลึก มากยิ่งขึ้น ทำไมเราต้องสร้างข้อรังเกียจนักการเมือง ผมยอมรับครับว่านักการเมืองมีทั้งดี และไม่ดี เช่นกันราชการก็เหมือนกันไม่เว้นแต่พระสงฆ์องค์เจ้าก็มีทั้งดีและไม่ดีผมยอมรับ แต่ทำไมว่าเราไม่ช่วยกันสร้างสรรค์สิ่งที่ดี ๆ ให้เกิดขึ้น ทำไมเราไม่ช่วยกันส่งเสริมคนดีให้มี โอกาสเข้ามาทำงาน ทำไมเราไปทับามว่านักการเมืองมันชั่วและมันไม่ดี แล้วใครคนดีที่ไหนละครับ จะมาสู่แวดวงทางการเมือง ท่านทั้งหลายครับหลายท่านได้พูดในทำนองที่อยากจะเรียนว่าสิ่งที่ มันไม่ดีเราต้องช่วยขจัดออกไป ปลาในข้องมันเน่า ๑ ตัว เราหยิบปลาเน่าออก ปลาที่เหลือก็จะไม่เหม็น ท่านทั้งหลายครับเรากำลังดำเนินการอยู่ว่าเรานั้น เราพยายามที่จะแก้ปัญหา แต่ผมคิดว่า เราแก้ปัญหาที่ไม่ค่อยาูก เหมือนเราเลี้ยงลูก เรามีลูกคนหนึ่งกำลังซนวิ่งได้ เดินได้ เรากลัวว่า ลูกเราจะออกานน ราจะชนตาย แทนที่เราจะสร้างรั้วกันไว้ไม่ให้ลูกเราออกานน แต่เราไปตัดขาลูกของเรา เพื่อไม่ให้มันเดินต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ ดังนั้นการแก้ปัญหาเราควรที่จะหาทางป้องกัน เช่นเดียวกันเราเห็นว่า รัฐบาลมีความแข็งแกร่งมากเกินไป เราต้องสร้างระบบการตรวจสอบให้เข้มแข็งตามไปด้วย เราต้องส่งเสริมฝ่ายนิติบัญญัติฝ่ายตุลาการให้มีความเข้มแข็งในการที่จะต่อสู้ ในการที่จะ ป้องกันที่จะดูแลฝ่ายบริหารไม่ให้ทุจริต ไม่ให้คอร์รัปชัน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะฝากท่านทั้งหลายขออนุญาตว่าสิ่งที่กระผมนำเสนอในวันนี้เป็นความคิดเห็น ไม่ได้มีผลประโยชน์ที่หลายท่านขออนุญาตผมได้ฟังทางกรรมาธิการหลายท่านออกให้สัมภาษณ์ ทางสื่อมวลชนว่าคนที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นผู้ที่สูญเสียประโยชน์ทางการเมือง ท่านประธานครับ ผมเสียดายจริง ๆ แทนที่เราจะได้รับข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ในการ จัดทำร่างรัฐธรรมนูญแต่เรากลับไปต่อว่าเขา ทำให้สิ่งดี ๆ ไม่ได้มา ผมเองยอมรับว่าผมเป็น นักการเมือง ตลอดระยะเวลา ๒๐ ปีที่ผ่านมา ผมเป็นมาตั้งแต่ ส.จ. ผมได้รับเลือกตั้งมาเป็น ส.ส. ผมได้รับเลือกตั้งมาเป็น ส.ว. และตำแหน่งสุดท้ายก่อนมาเป็น สปช. ผมได้รับเลือกตั้งให้เป็น นายก อบจ. ลำพูน ผมสะดุ้งทุกครั้งที่มีการกล่าวหาว่านักการเมืองชั่ว แต่ผมก็ยอมรับว่า มันมีทั้งดีทั้งชั่วเหมือนกันทุกวงการ แต่ขอให้เราช่วยกันขจัดคนชั่วออกแล้วเราจะเหลือคนดี เพื่อสร้างสรรค์สังคมและประเทศชาติของเราต่อไปในวันข้างหน้าครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณมากค่ะ ท่านใช้เวลาของท่านครบแล้วนะคะ ต่อไปขอเชิญท่านเจริญศักดิ์ ศาลากิจ ท่านเสนอไว้ ๑๐ นาที ขอเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน ตลอดจนผู้ติดตามการอภิปราย เรื่องการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ กระผม รองศาสตราจารย์เจริญศักดิ์ ศาลากิจ สมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๔๗ กระผมเชื่อว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญเป็นไปตามความในมาตรา ๓๕ แห่งรัฐธรรมนูญชั่วคราว ซึ่งตามมาตรา ๓๖ ผมก็ได้รับโอกาสจากสภาปฏิรูปแห่งชาติเพื่อจะให้คำแนะนำและให้ความเห็นท่านประธานครับ า้าเวลาการอภิปรายของผมเกิน ๑๐ นาที ก็จะขอให้ท่านหักเวลาไปในการอภิปรายครั้งหน้า ด้วยนะครับ
ท่านประธานครับ ผมก็ต้องขออนุญาตเอ่ยก่อนว่า อาชีพผมเป็นอาชีพสัตวแพทย์ ซึ่งมันเป็นอาชีพประหลาดนะครับ คือผมคุยกับคนไข้ คนไข้ไม่ตอบผม แต่ผมรักษาคนไข้ได้ เพราะฉะนั้นอาชีพแปลกประหลาดอย่างนี้ มันก็ต้องมีหลักวิชาการซ่อนเร้นอยู่ ซึ่งผมก็คง จะต้องาือหลักวิชาการเป็นหลักใหญ่ในการพิจารณาครั้งนี้นะครับ ท่านครับรัฐธรรมนูญ ที่เรากำลังจะสร้างกันอยู่ มันคือรัฐธรรมนูญแบบลายลักษณ์อักษร ก็าือกำเนิดฉบับแรก ในประเทศสหรัฐเอมริกาหลังจากการต่อสู้แยกเอกราชจากสหราชอาณาจักรและประเทศอังกฤษ ท่านอาจารย์ ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์บุญศรี ท่านได้กล่าวในบทนำทางกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยยกคำกล่าวของโปรเฟสเซอร์ (Professor) ไคเซอร์ นักกฎหมายมหาชนชาวเยอรมัน บอกว่ารัฐธรรมนูญทุกฉบับในโลกนี้ที่ประกาศใช้ภายหลังปี ค.ศ. ๑๗๘๙ หรือประมาณ พ.ศ. ๒๓๓๒ ล้วนเป็นผลิตผลจากการศึกษารัฐธรรมนูญเชิงเปรียบเทียบ ซึ่งการ ร่างรัฐธรรมนูญนั้นก็จะเป็นการร่างเพื่อเปรียบหลักกฎหมายเปรียบเทียบ ก็คือเอาความดีงาม ของรัฐธรรมนูญฉบับหนึ่งในประเทศหนึ่งมาปรับใช้กับความดีงามให้มันเหมาะสมกับ อีกประเทศหนึ่งครับ แต่มันมีหลักสำคัญอยู่อย่างหนึ่งคือมูลเหตุนั้นจะต้องมีการยอมรับ แนวความคิดทางการเมืองมาเป็นแนวปฏิบัติครับ จึงจะต้องใช้หลักการเลียนแบบต่าง ๆ ในเชิงเปรียบเทียบที่ลึกซึ้ง รวมาึงจะต้องประยุกต์ให้เข้ากับลักษณะทางสังคมวิทยาของแต่ละประเทศ ท่านประธานครับ ความคิดที่เรียกว่านิติศาสตร์เชิงสังคมวิทยานั้น มีนักนิติศาสตร์หลายท่าน ที่กล่าวาึงในเรื่องนี้ แต่ผมขออนุญาตยกคำกล่าวของนักกฎหมายผู้เป็นคณบดี ของคณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โปรเฟสเซอร์ปาวด์ ซึ่งพูดาึงคำว่า โซเชียล เอ็นจิเนียริง (Social engineering) วิศวกรสังคม ท่านบอกว่าการปรุงแต่งสังคมมนุษย์ เกิดขึ้นได้ด้วยการใช้ความรู้ในด้านกฎหมายและด้านอื่น ๆ ก็เพื่อทำให้สังคมมีความน่าอยู่ อย่างมีความสุข ซึ่งหมายาึงว่าสังคมมีความกลมกลืนกัน มีฮาร์โมนี (Harmony) เกิดขึ้น แต่เพราะว่าความไม่กลมกลืนของสังคมครับ จึงนำมาสู่ความขัดแย้ง ซึ่งความขัดแย้งมันก็คือ เรื่องผลประโยชน์ครับ ผลประโยชน์กันเองครับ ระหว่างเอกชน หรือระหว่างเอกชนกับกลุ่มเอกชนด้วยกัน ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของนักนิติศาสตร์ที่จะต้องใช้หน้าที่ตามกฎหมายที่จะปรับผลประโยชน์ที่ขัดกัน ในสังคมนั้น ก่อให้เกิดการลงรอย ให้อยู่ร่วมกันได้ดี โดยไม่ให้แต่ละฝ่ายเสียเปรียบ เสียประโยชน์ของตนจนเกินควรหรือให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้รับประโยชน์เกินประมาณของตนเอง โดยการต่อสู้ต้องเกิดให้น้อยที่สุดครับ ซึ่งทฤษฎีผลประโยชน์นั้นในสังคมเขาแบ่งเป็น ๓ ระดับครับ ก็คือประโยชน์ของเอกชน อินดิวิดวล อินเทอเรสท์ (Individual interest) ซึ่งเป็น ข้อเรียกร้องโดยตรงต่อการมีชีวิตอยู่อย่างปกติของเอกชนแต่ละท่าน ประโยชน์สาธารณะ พับลิก อินเทอเรสท์ (Public interest) เป็นข้อเรียกร้องเกี่ยวกับชีวิตที่อยู่ในสังคม ตามอัตภาพความเป็นมนุษย์ครับ ประโยชน์ทางสังคม โซเชียล อินเทอเรสท์ (Social interest) ซึ่งเป็นความหมายรวมาึงกับความมั่นคงทั่วไปการป้องกันศีลธรรมของสังคม ตลอดจนการพิทักษ์รักษาทรัพยากรทางสังคม เพื่อประโยชน์ในความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรมของประเทศ ซึ่งคงจะต้องสอดคล้องกับคำกล่าว ซึ่งเมื่อวานนี้ ท่านอลงกรณ์ยกคำกล่าวของท่านประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ บอกว่า ทุกตัวอักษรของรัฐธรรมนูญ คืออนาคตของลูกหลานเรา ท่านครับ รัฐธรรมนูญของเราคงจะต้องยืนอยู่บนหลัก ของนักปรัชญา นิติปรัชญาสมัยใหม่ซึ่งเกิดขึ้นหลังวิชาสังคมศาสตร์เพื่อทำให้กฎหมายเป็น เครื่องมือของสังคมในการอยู่ร่วมและมีจุดมุ่งหมายที่แน่นอนร่วมกันทั้งสังคม เพื่อทำให้ การใช้กฎหมายอยู่บนพื้นฐานทางสังคมและเป็นจริง ท่านครับท่านศาสตราจารย์ ดอกเตอร์อมร จันทรสมบูรณ์ ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับหลักปรัชญาเชิงสังคมศาสตร์ มีการพิมพ์แพร่หลาย โดยเฉพาะบทความในวันที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๕๑ซึ่งอยู่ในเวิลด์วายเว็บ พับ-ลอว์ ดอทเน็ต (WWW.pub-law.net) ท่านประธานครับ ในการเตรียมตัวเพื่อจะให้ข้อมูลต่อ คณะกรรมาธิการครั้งนี้ กระผมก็ใช้ข้อความคิดและผลงานทางวิชาการของศาสตราจารย์ ดอกเตอร์อมร จันทรสมบูรณ์ เป็นหลัก ท่านอาจารย์ได้เคยวิเคราะห์ว่า ปัญหาของระบบ เผด็จการโดยพรรคการเมือง ซึ่งมันปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ตั้งแต่กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ จนกระทั่งเป็นผลิตผลของรัฐธรรมนูญ ท่านบอกว่า มีปัญหา ๓ ประการ คือ
๑. การกำหนดให้ ส.ส. ต้องสังกัดพรรคการเมือง
๒. การแสดงมติของ ส.ส. ต้องอยู่ภายใต้มติของพรรคการเมือง
๓. นายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส.
ท่านครับ ดังนั้นในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมก็จะเห็นความพยายามของ ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่พยายามจะแก้ไขปัญหาดังกล่าว ตามความ ในมาตรา ๑๑๒ ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมือง หรือกลุ่มการเมือง หรือมาตรา ๗๖ วรรคห้า การมีมติของพรรคการเมืองให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลงมติใดในสภาผู้แทนราษฎรจะกระทำได้ต่อเมื่อที่ประชุมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่สังกัดพรรคเท่านั้น ตลอดจนข้อความที่ปรากฏที่มาตรา ๑๑๖ มาตรา ๑๓๑ ผมคงต้อง ขอกราบเรียนเป็นข้อสังเกตว่ามาตรการเหล่านี้รัดกุม เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาระบบเผด็จการ ในพรรคการเมืองหรือไม่ เพื่อให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้โปรดกรุณาได้ทบทวนด้วยนะครับ
ท่านประธานครับ มีอีกประเด็นหนึ่งซึ่งผมค่อนข้างที่จะสนใจเป็นพิเศษก็คือ การออกแบบรัฐธรรมนูญ หมวด ๑ มาตรา ๗๓ ผู้นำทางการเมืองทั้งระดับชาติและระดับ ท้องาิ่นต้องเป็นพลเมืองดี คำว่า พลเมืองดี ประชาชน ราษฎร หรือปวงประชาชาวไทย มันมี ความหมายในตัวของมันเอง ซึ่งในหลักของปรัชญา โพสต์ โมเดิร์น (Post modern) ข้อความที่มันเป็นวาทกรรมที่สามาราที่จะไหลเลื่อนและตีความได้อย่างหลากหลาย เป็นอันตรายครับ โดยเฉพาะา้าท่านได้พิจารณาความเป็นพลเมืองดีจากหน้าที่ตามมาตรา ๒๗ ซึ่งท่านต้องพิจารณาาึงมาตรา ๒๗ (๒) ก็คือพลเมืองต้องมีหน้าที่รับราชการทหาร นั่นหมายาึงว่าพลเมืองเป็นเฉพาะผู้ชายหรือครับ นี่ก็คือเป็นประเด็นที่คงจะต้องกลับไป พิจารณาทบทวน หรือกรณีการพิจารณาพลเมืองดีตามมาตรา ๒๘ ตามหน้าที่พลเมืองว่า ต้องมีหน้าที่ในสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ สมัชชาพลเมือง องค์กรตรวจสอบภาคประชาชน องค์กรอื่น ๆ รวมทั้งการอ้างอิงลักษณะพลเมืองตามมาตรา ๒๖ (๒) พลเมืองต้องไม่กระทำการ ที่ทำให้เกิดความเกลียดชังระหว่างคนในชาติ หรือศาสนา หรือไม่ยั่วยุให้เกิดการเลือกปฏิบัติ การเป็นปฏิปักษ์ หรือการใช้ความรุนแรงระหว่างกัน ซึ่งา้าท่านกำหนดให้สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ เป็นผู้กำหนดตามความในมาตรา ๗๗ ผมก็คงต้องกราบเรียนาึงข้อห่วงกังวลของผมเป็นอย่างยิ่ง เพราะนั่นคือการทำให้เกิดองค์กรใหม่ ซึ่งทรงอำนาจอย่างยิ่งนะครับ แล้วท่านจะมีมาตรการอย่างไร ในการควบคุมกำกับการใช้อำนาจขององค์กรนี้ละครับ ซึ่งผมก็ได้เคยพิจารณาและเคย ได้อภิปรายในที่ประชุมแห่งนี้เกี่ยวกับเรื่องของสมัชชาคุณธรรมไปแล้วนะครับ ท่านประธานครับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังได้ก่อให้เกิดหลักการใหม่หลักการหนึ่งก็คือหลักการจังหวัดหรือพื้นที่ จัดการตนเองตามความในมาตรา ๘๒ (๓) และา้าเชื่อมโยงมาตรา ๗ เพราะเมื่อเชื่อมโยงกับ หมวด ๗ เรื่องการกระจายอำนาจและการบริหารท้องาิ่น ในมาตรา ๒๑๑ มาตรา ๒๑๕ ท่านจะต้องระมัดระวังแล้วนะครับ เพราะคำว่า พลเมืองา้าเกิดความหมายเป็นบุคคล ผู้มีสัญชาติจากการเกิดในประเทศไทยมันย่อมเกิดเหตุการณ์ที่น่าเป็นห่วง เพราะเขาสามารา จะเปลี่ยนแปลงขอบเขตอำนาจต่าง ๆ มีหลายเรื่องที่ท่านพงศ์โพยม ซึ่งจะขออนุญาตกล่าวนาม ท่านได้กล่าวและตั้งข้อสังเกตที่น่าเป็นห่วงและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งนะครับ
สุดท้ายผมคงต้องขออนุญาต นำบทความทางวิชาการชิ้นหนึ่ง ซึ่งตีพิมพ์ในบทบัณฑิต เล่มที่ ๗๐ ตอนที่ ๔ เดือนธันวาคม ๒๕๕๗ เรื่องการวางโครงสร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เนื้อความ โดยสรุปดังนี้นะครับ ท่านกล่าวว่าการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อเป็นกติกาในการปฏิรูป โครงสร้างทางการเมือง เป็นส่วนหนึ่งของศาสตร์ทางสังคม จึงขอกล่าวหลักและทฤษฎี ทางสังคมวิทยาเพื่อใช้อธิบายสาานการณ์ความขัดแย้งของสังคมไทยสำคัญ ๒ ทฤษฎี และเพื่อ นำไปสู่การเสนอแนะเป็นแนวทางในการร่างรัฐธรรมนูญ
ท่านประธานครับ ทฤษฎีแรกคือทฤษฎีโครงสร้างหน้าที่นิยม สทรัคเชอรอล แอนด์ ฟังก์ชันนอล (Structural and functional) อธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมโดยให้ ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างสาาบันต่าง ๆ ที่ก่อตัวรวมกันเป็นสังคม ทฤษฎีนี้ นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศสเป็นผู้กล่าวาึง อธิบายความว่า สังคมประกอบด้วยโครงสร้างต่าง ๆ หลายส่วน เช่นเดียวกับร่างกายของมนุษย์ที่ประกอบด้วยอวัยวะต่าง ๆ ที่ทำหน้าที่แตกต่างกัน แต่การประสานกันอย่างเป็นระบบจะก่อให้เกิดดุลยภาพำ้าส่วนใดส่วนหนึ่งทำหน้าที่ บกพร่อง ส่วนอื่น ๆ ย่อมได้รับผลกระทบไปด้วย ดังนั้นา้าหากสาาบันต่าง ๆ ของสังคม ขาดการทำงานที่จะสอดประสานความไม่ประสาน การทำหน้าที่ของสาาบันย่อมก่อให้เกิด ความเสียหายแก่สาาบันอื่น ๆ รวมทั้งสาาบันนั้นเอง รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายกติกาที่วาง โครงสร้างอำนาจขององค์กรสาาบันต่าง ๆ รัฐธรรมนูญก็ต้องวางกรอบและการจัดสรรอำนาจ หน้าที่ให้องค์กรหรือสาาบันต่าง ๆ ทำหน้าที่แตกต่างกันครับ โดยมีสมดุลการประสานงาน อย่างสอดคล้อง แต่เป็นอิสระในการตรวจสอบา่วงดุลเพื่อบรรลุาึงเป้าหมายและการเป็นรัฐที่มั่นคง ท่านประธานครับ ทฤษฎีนี้ได้าูกนำมาวิเคราะห์าึงบทเรียนการยึดอำนาจการปกครอง เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๙ มีการจัดทำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ผมคงไม่ลงรายละเอียดที่ลึกซึ้งไป แต่พอ จะสรุปได้ว่ามีการวางโครงสร้างที่ผิดพลาด เปรียบเหมือนการจัดวางระบบอวัยวะของร่างกาย อย่างผิดหลักวิชาการย่อมนำไปสู่ความพิกลพิการของร่างกาย แน่นอนที่สุดครับ ปัญหา ความวุ่นวาย ไม่สุขสงบก็ก่อเกิดขึ้นให้เห็นเป็นประจักษ์แก่สังคมไทย เพราะโครงสร้าง ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีโครงสร้างหน้าที่ขององค์กรต่าง ๆ ในรัฐธรรมนูญมิได้เป็น ตามหลักทฤษฎีครับ
ทฤษฎีที่ ๒ ที่จะขออนุญาตกล่าวาึงก็คือทฤษฎีว่าด้วยความขัดแย้ง คอนฟลิกต์ เทียรี (Conflict Theory) ของราล์ฟ ดาห์เรนดอร์ฟ นักทฤษฎีชาวเยอรมัน ได้เสนอความคิดว่าสังคมมี ๒ ส่วนครับ คือส่วนที่มีความขัดแย้งและส่วนที่พยายามจะ สมานฉันท์ ทั้ง ๒ ส่วนมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ท่านประธานครับ ความขัดแย้ง ของสังคมไม่สามาราอธิบายด้วยทฤษฎีโครงสร้างอำนาจ แต่สามาราอธิบายด้วยทฤษฎี ความขัดแย้งในสังคม อธิบายว่าสังคมประกอบด้วยระบบส่วนย่อยหลายระบบ แต่ละระบบ มีบทบาทหน้าที่ของตนเองโดยขาดความเสมอภาคเท่าเทียมกัน ส่วนที่เหนือกว่าก็จะพยายาม ประคอง ควบคุม ครอบงำและกดขี่เอาเปรียบระบบที่ด้อยกว่าทุกวิาีทาง ส่วนที่มีอำนาจน้อย จะพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างความสัมพันธ์ทางอำนาจเสียใหม่เพื่อให้สาานภาพ ที่เหนือกว่า ก็ย่อมนำไปสู่การต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจเป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งในสังคม หากส่วนที่ด้อยพยายามขัดขืนไม่ยอมรับก็จะนำไปสู่การต่อสู้ระหว่างระบบย่อย แล้วเมื่อ ความขัดแย้งาึงจุดที่ไม่อาจจะประสานผลประโยชน์ได้ก็จะเกิดความเปลี่ยนแปลง ทางโครงสร้างของสังคมซึ่งเป็นสภาพที่น่าเป็นห่วงครับ ท่านประธานครับ นอกจาก ๒ ทฤษฎี ดังกล่าว มีทฤษฎีที่น่าสนใจอยู่อีกทฤษฎีหนึ่ง ก็คือทฤษฎีสุนัข ๒ ตัว ซึ่งใช้อธิบาย ปรากฏการณ์ของสังคมที่ไร้ระเบียบ ทฤษฎีนี้พัฒนามาจากความพยายามที่จะยุติ ความขัดแย้งของสุนัข ๒ ตัว กล่าวคือมีสุนัข ๒ ตัวอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน ตอนกลางวันสุนัข ทั้ง ๒ ตัวได้รับอนุญาตให้เข้าออกหลับนอนในบ้านได้ตามปกติ สุนัขทั้ง ๒ ตัว ก็จะเล่นกัน อย่างเป็นปกติ ไม่มีความขัดแย้ง แต่พอเวลากลางคืนสุนัขตัวหนึ่งได้รับอนุญาตให้นอนอยู่ในบ้าน ส่วนอีกตัวาูกไล่ให้ออกนอกประตูเพื่อไปนอนเฝ้านอกบ้าน ท่านประธานครับ ความขัดแย้ง ก็จะเกิดขึ้นทุกครั้งในขณะที่อีกตัวหนึ่งกำลังาูกให้ออกจากบ้าน จนสุนัขที่ได้รับอนุญาต ให้อยู่ในบ้านเกิดความเชื่อมั่นว่าตนเองมีอำนาจที่เหนือกว่าและได้ครอบครองพื้นที่บ้าน จึงแสดงบทบาทที่สำคัญคือบทบาทความเป็นเจ้าของพื้นที่ในบ้าน โดยจะขับไล่สุนัขอีกตัวหนึ่ง ให้ออกนอกบ้าน ซึ่งตัวที่าูกให้ออกนอกบ้านย่อมไม่พอใจ จึงเกิดการเห่าและทะเลาะกันอย่างรุนแรง เพื่อชิงความเป็นเจ้าของบ้าน เมื่อเจ้าของสุนัขตัดสินใจใช้อำนาจแห่งความเป็นเจ้านาย ที่มีอำนาจเหนือสุนัขทั้ง ๒ ตัว โดยการไม่อนุญาตให้สุนัขทั้ง ๒ ตัวอยู่ในบ้านอีกต่อไป เมื่อสุนัขาูกไล่ออกนอกบ้าน มันย่อมไม่มีการแบ่งเป็นฝ่ายในบ้าน หรือฝ่ายนอกบ้านอีกแล้ว ปรากฏว่าทุกครั้งที่ปิดประตูบ้านในเวลากลางคืนสุนัขทั้ง ๒ ตัว ก็จะเดินออกจากบ้าน ด้วยความสมานฉันท์และไม่มีการทะเลาะกันอีก ท่านประธานครับ ทฤษฎีนี้เป็นพฤติกรรมศาสตร์ที่เป็นจริงครับ ขอยืนยันในอาชีพสัตวแพทย์ ทฤษฏีสุนัข ๒ ตัวนี้ก็สามาราที่จะอธิบายปรากฏการณ์ในสังคมและสามาราใช้เป็นแบบ ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมได้ซึ่งจะเกิดประโยชน์อย่างยิ่งา้านำทฤษฎีนี้มาใช้เป็น แนวทางในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ด้วย ท่านประธานครับ การจัดทำรัฐธรรมนูญ โดยไม่สามารายุติปัญหาความขัดแย้งทางสังคมที่มีอยู่ได้ รวมทั้งหากการจัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็น เครื่องมือให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีอำนาจและใช้อำนาจเหนือกว่าอีกฝ่ายหนึ่งย่อมเป็นภาพอนาคต ที่ไม่น่าพึงปรารานานะครับ
ท่านประธานครับ กระผมก็คงจะมีข้อแนะนำดังต่อไปนี้เพื่อประกอบ การพิจารณาของท่านคณะกรรมาธิการนะครับ กระผมอยากให้การร่างรัฐธรรมนูญนี้จะต้อง คำนึงาึงหลักทฤษฎีทางวิชาสังคมวิทยาที่าูกต้อง โดยเฉพาะควรคำนึงาึงพระราชดำรัส ที่สำคัญนะครับ เรื่องบ้านเมืองไม่อาจทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ แต่การส่งเสริมให้คนดี ได้มีอำนาจและต้องทำให้คนไม่ดีได้ใช้อำนาจในการปกครองเพื่อสร้างความเสียหาย แก่บ้านเมือง นี่น่าจะเป็นหลักการสำคัญของการร่างรัฐธรรมนูญมากกว่าทฤษฎีอื่นนะครับ
๒. ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะต้องให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ต้องขจัด ความเป็นฝักเป็นฝ่ายทางการเมือง โดยยกเลิกระบบสังกัดพรรคการเมืองครับ จะต้องส่งเสริม ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่ละคนไม่ต้องพึ่งพาฐานเสียงของพรรคการเมืองใดเพื่อชนะ การเลือกตั้ง บัญญัติให้การเสนอผลประโยชน์ใด ๆ ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนใด เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนการลงมติในทิศทางใดเป็นความผิดตามกฎหมาย และมีโทษอาญา หรือต้องทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สามารายุติการที่จะทำให้การที่จะทำตามมติพรรค เพื่อประโยชน์ของพรรคอย่างไร้เหตุผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องสามาราใช้วิจารณญาณ ของตนบนพื้นฐานเพื่อประโยชน์ของสังคมประเทศชาติอย่างแท้จริง
ประการสุดท้าย ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องควบคุมการใช้เสียงข้างมาก โดยการดำเนินการใด ๆ ให้าูกต้องตามความชอบธรรม และต้องดำเนินการเพื่อประโยชน์ ของประชาชนส่วนใหญ่ครับ และต้องเปิดให้ในกรณีที่การกระทำใดที่มีลักษณะการแสวงหา ผลประโยชน์ของบุคคลหรือกลุ่มบุคคล แม้ได้รับการสนับสนุนจากเสียงส่วนใหญ่ ในสภาแล้ว ซึ่งเป็นการกระทำไม่ได้เป็นเพื่อประโยชน์ของประชาชนหรือขัดต่อความประสงค์ ที่แท้จริงของประชาชน รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องมีกลไกให้ประชาชนสามาราจะทบทวน และต้องได้รับการพิจารณาจากองค์กรยุติธรรมอย่างรวดเร็วครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ
ขอบคุณมากค่ะ ท่านใช้เวลาหมดแล้วนะคะ เพราะว่าเหลืออีกครึ่งนาทีเองค่ะ ต่อไปขอเชิญ ท่านศักดา ศรีวิริยะไพบูลย์ ค่ะ ท่าน ๑๐ นาที เช่นกันค่ะ
ขอบพระคุณครับท่านประธาน กระผม นายศักดา ศรีวิริยะไพบูลย์ สมาชิกสภาปฏิรูป จังหวัดระนอง ผมเองต้องขออนุญาต ขึ้นต้น ในการอภิปรายครั้งนี้ด้วยบทกลอนของจิตร ภูมิศักดิ์ เพื่อลบรอยคราบน้ำตาประชาราษฎร์ สักพันชาติจักสู้ม้วยด้วยหฤหรรษ์ แม้ชีพใหม่มีเหมือนหวังอีกครั้งครัน จักน้อมพลีชีพนั้นเพื่อมวลชน ด้วยความยึดมั่นในแนวคิดอุดมการณ์ที่ต้องการเห็นสังคมที่สดใสสวยงามของครอบครัว ทำให้ผมต้องระหกระเหินหนีการตามล่าจับกุมของรัฐบาลในยุคนั้น จากเมืองเข้าสู่ป่า ในปี ๒๕๑๓ ด้วยวัยเพียง ๑๑ ปี ๑๐ ปีของการเข้าร่วมขบวนการการต่อสู้ในเขตป่าเขา ผมเป็นผู้หนึ่งที่เข้าแาวร้องเพลงมาร์ช (March) ปฏิวัติชาติไทยเพื่อต้อนรับนักศึกษา ที่หลบหนีการปราบปรามจับกุมของภาครัฐในกรณี ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ และ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ๑๐ ปีที่เข้าร่วมกระบวนการต่อสู้ของประชาชนกับอำนาจรัฐในเขตป่าเขาเป็น ๑๐ ปี ที่มีความฝันาึงสังคมใหม่ที่สวยสดงดงาม สิ่งนี้เป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตในท่ามกลาง ความยากลำบากแสนเข็ญ ภายใต้การปราบปรามอย่างหนักหน่วงของภาครัฐ และในช่วงเวลา อันใกล้ที่ผ่านมา ผมก็เป็นผู้หนึ่งในจำนวนมวลมหาประชาชนที่นอนอยู่กลางานนในทุกเวที เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงและปฏิรูปประเทศไทยในทุกด้าน ท่านประธานครับ เพื่อน ๆ พี่น้อง สปช. ที่เคารพรักทุกท่านครับ ที่ผมกล่าวมาทั้งหมด ผมเพียงพยายามเรียบเรียง ให้เห็นาึงกระบวนการที่ได้มาและความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย กระบวนการที่ได้มา ซึ่งรัฐธรรมนูญในทุกฉบับที่ผ่านมาและรัฐธรรมนูญในฉบับนี้ ล้วนมีเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง กับประวัติศาสตร์ ความต้องการการเปลี่ยนแปลง ความขัดแย้ง การต่อสู้ที่แหลมคม ผ่านการ เสียสละเลือดเนื้อของผู้คนจำนวนมากในสังคมทั้งสิ้น ซึ่งไม่อาจปฏิเสธได้ว่าท่านประธาน และเพื่อน ๆ พี่ ๆ ที่เคารพรักรวมทั้งตัวกระผม ล้วนเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องราวในขณะนี้ เพราะขณะนี้พวกเราสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่านในวันนี้เป็นผู้มีบทบาทสำคัญ ที่กำหนดทิศทางที่ก้าวเดินและทิศทางในการแก้ไขปัญหาของประเทศชาติ ของประชาชน วันนี้เป็นช่วงประวัติศาสตร์ที่สำคัญของกระผมและสมาชิก สปช. ทุกท่านที่ได้รับมอบหมาย ให้กระทำหน้าที่นี้ ผมได้มีโอกาสพบปะเพื่อน ๆ พี่ ๆ ได้รับความรู้ประสบการณ์ต่าง ๆ มากมาย ในการทำหน้าที่นี้ โดยเฉพาะในคณะกรรมาธิการปฏิรูปวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย นวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญา ผมได้รับรู้าึงความมุ่งมั่นและทุ่มเทของท่านประธานศักรินทร์ ที่ตั้งใจที่จะนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจสังคมของประเทศ แต่เป็นที่ น่าเสียดายอย่างยิ่งว่าเรื่องราวต่าง ๆ เหล่านี้ได้าูกบรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญน้อยมาก ในขณะเดียวกัน ผมได้พบกับท่าน พลเอก จิรพันธ์ เกษมศานติ์สุข พี่ผู้น่ารัก ในอดีตเราเคยเป็นฝ่ายตรงข้ามกัน เคยต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธกันอย่างดุเดือดรุนแรง ในช่วงการปราบปรามเสียงระเบิดจาก เครื่องบินที่ทิ้งระเบิดลงมา เสียงปืน เสียงกระสุนจากปืนใหญ่ดังระงมกึกก้องไปทั่วทั้งขุนเขา วันนี้เรามากอดคอกัน มาสุมหัวกันำกเาียงกัน แลกเปลี่ยนกันโดยมีจุดมุ่งหมายร่วมกัน ในการแก้ไขปัญหาของประเทศชาติและประชาชน เพื่อความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน ของประเทศชาติ ผมจึงมั่นใจว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ แม้ไม่สามาราคาดหวังได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ยังคาดหวังได้ว่าดีกว่ารัฐธรรมนูญที่ผ่านมา และมีความหวังความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือการมี ภาค ๔ การปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง ส่วนนี้ เป็นส่วนที่ไม่มีในรัฐธรรมนูญในฉบับที่ผ่านมา การสร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่เรามีกำหนดในเรื่อง ของการขยาย การยกระดับสิทธิเสรีภาพ การให้อำนาจอธิปไตยของพลเมืองคงอยู่ แม้หลังจากการหย่อนบัตรเลือกตั้งแล้ว การเมืองใสสะอาดและการสมดุล ซึ่งในส่วนตรงนี้ ก็คือในเรื่องของการขจัดและป้องกันการซื้อสิทธิขายเสียง ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน การทุจริตคอร์รัปชันในทุกระดับและการใช้อำนาจโดยมิชอบ เสริมสร้างระบอบการเมือง ที่มีธรรมาภิบาล หลาย ๆ ประเด็นมีหลายท่านได้อภิปรายไปแล้ว ผมเองขอพูดกลไกใหม่ในการให้พลเมืองเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบ กลไกที่ผม สนับสนุนเต็มร้อยก็คือสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ผมหวังว่าองค์กรนี้จะเป็นส่วนสำคัญยิ่ง ในการผลักดันนักการเมืองทุกระดับให้มีจิตใจเสียสละ ซื่อสัตย์ สุจริต มีความรับผิดชอบ ต่อตำแหน่งหน้าที่ ต่อประเทศชาติ และต่อประชาชน ยึดมั่นในจริยธรรมและคุณธรรม ธรรมาภิบาล แต่ในส่วนที่ค่อนข้างไม่สบายใจ คือ ๒ องค์กรที่เกิดขึ้นใหม่คือสมัชชาพลเมือง สภาตรวจสอบภาคพลเมือง ผมตั้งคำาามว่าคนของเรามีความพร้อมแค่ไหน จากประสบการณ์ที่ผ่านมาสังคมท้องาิ่น โดยเฉพาะในระดับจังหวัดที่มีขนาดเล็กล้วนมี ความเป็นกลุ่ม มีความเป็นพรรค เป็นพวก สูงมาก ความตื่นตัว จิตสำนึก คุณธรรม จริยธรรม เป็นสิ่งที่คงต้องพิจารณาาึงความพร้อมจริง ๆ และต้องคิดคำนึงาึงผลที่ตามมา อย่างสอดคล้องกับความเป็นจริง ไม่เช่นนั้นสิ่งที่เรากำลังตั้งขึ้นจะก่อให้เกิดผลกระทบ ไปอีกด้านหนึ่ง เราเองหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมามันเป็นธรรมชาติของคน ที่บางครั้งพอเรา เห็นปัญหาหนึ่งเราก็เอียงซ้ายไปทางข้างหนึ่ง พอาึงเวลาหนึ่งก็เอียงขวาไปอีกข้างหนึ่ง ความไม่สมดุลตัวนี้จะก่อให้เกิดปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นควรต้องวิเคราะห์พิจารณา ผลที่ตามมาอย่างจริงจัง ซึ่งอาจจะปรับรูปแบบไปตามที่มีท่านสมาชิกได้เสนอไปแล้วให้เป็น องค์กรที่มีการจัดตั้งหลวม ๆ ก็จะสามาราเป็นส่วนเริ่มต้นที่เราจะได้ดูว่ามันมีปัญหาอย่างไร าึงไม่ได้ ในส่วนของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย นวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญา ผมขอเรียนคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอย่างตรงไปตรงมาว่าท่านให้ความสำคัญน้อยมาก มีปรากฏอยู่ในร่างาาวรน้อยมาก ไปอยู่ในส่วนของการปฏิรูปซึ่งมีกรอบระยะเวลา ๕ ปี ซึ่งมีปัญหาของความต่อเนื่องในการดำเนินการอย่างยิ่ง ดังที่ท่านประธานกรรมาธิการ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย นวัตกรรม และทรัพย์สินทางปัญญา ท่านศักรินทร์ได้กล่าว มาแล้ว อย่างไรก็ดีเนื่องจากข้อมูลที่ขอให้มีการปรับแก้และเพิ่มเติมมีอยู่หลายประเด็น ผมจึง ไม่ขออภิปราย แต่จะขออนุญาตส่งเป็นญัตติเพื่อแก้ไขในโอกาสต่อไป ขอกราบขอบคุณ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านรสนา โตสิตระกูล ท่านมี ๑๕ นาที ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ดิฉันเองเห็นว่าปัญหาของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มันต้องบอกว่าเกิดขึ้นจากวิกฤตการณ์ทางการเมืองตลอดเกือบ ๒ ทศวรรษที่ผ่านมา ระบบ การเมืองที่ดีนั้นที่ท่านเขียนเอาไว้ว่า ในภาค ๒ นั้นคือการสร้างสาาบันทางการเมือง หรือตัวแทนการเมืองที่ดี แต่ต้องบอกว่าที่ผ่านมานั้นประชาธิปไตยที่เราคาดหวังนั้นมีงานวิจัย ของยูเอ็น (UN) ที่ได้ระบุว่า ประชาธิปไตยที่ดี สิ่งที่จะเป็นเครื่องบ่งชี้นั้นก็คือมีการทุจริต คอร์รัปชันที่ต่ำ มีการกระจายความเป็นธรรมที่มาก แต่ปรากฏว่าสิ่งที่รัฐธรรมนูญในช่วง ๒ ทศวรรษที่ผ่านมานั้นกลับไม่ได้สามาราที่จะเป็นสิ่งที่เสริมสร้างประชาธิปไตยที่ดี ด้วยเหตุนี้เราจึงได้เห็นว่านักการเมืองในช่วงที่ผ่านมานั้นล้มละลายในทางความเชื่อาือ ของประชาชน เราเกลียดกลัวนักการเมืองเพราะเราเห็นว่านักการเมืองที่เข้ามานั้นก่อให้เกิดเผด็จการ ในสภา ก่อให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันในทางนโยบายขนาดใหญ่ ดังนั้นการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ า้าดูจากภาค ๒ นี้จะเห็นได้ชัดเจนาึงภูมิสาาปัตยกรรมทางการเมืองที่คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญพยายามจะออกแบบ ก็คือการจำกัดอำนาจของนักการเมือง ซึ่งโดยปกติแล้ว ทฤษฎีในทางประชาธิปไตยนั้นเราพยายามจะสร้างการา่วงดุลระหว่างฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ แต่ว่าในการออกแบบของท่านในภาคนี้จะเห็นได้ชัดเจนว่าท่านกำลังจะ นำเอาระบบราชการเข้ามาา่วงดุลนักการเมืองจากการเลือกตั้ง ทีนี้เวลาเรากล่าวหาว่า นักการเมืองนั้นเป็นคนที่ใช้ไม่ได้ ดิฉันคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราควรจะต้องมองลงไปอย่างชัดเจน ก็คือนักการเมืองที่เราเห็นว่าใช้ไม่ได้ก่อให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันอย่างสูงนั้น มันมีความชัดเจน ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่เรามีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่เราปล่อยให้มีกลุ่มทุนการเมืองเข้ามาในระบบการเมือง เพราะฉะนั้นการเสียดุลยภาพอย่างมากนั้นมันเกิดขึ้นจากการที่นักการเมืองที่มาจากกลุ่มทุน ซึ่งา้าหากใช้คำว่า ทุนสามานย์ ดิฉันเองไม่ได้ต้องการจะกล่าวหาว่ากลุ่มทุนนั้นเป็นสามานย์ทั้งหมด กลุ่มทุนสัมมาอย่างที่ท่านเนาวรัตน์ใช้ดิฉันก็เห็นด้วยว่า กลุ่มทุนที่ดีก็มีอยู่ แต่ทุนการเมือง ที่เข้ามาเล่นการเมืองนั้นเข้ามาแล้วก่อให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันขนาดใหญ่ และในที่สุด ก็ทำให้เกิดปัญหาจนเกิดการรัฐประหารในช่วงระยะเวลาที่ค่อนข้างาี่มาก ทีนี้ในกระบวนการ ที่ทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพยายามที่จะแก้ปัญหานักการเมืองที่เข้ามา มีอำนาจครอบงำสภา ท่านก็พยายามที่จะกลับมาใช้ระบบราชการเข้ามาา่วงดุล ดิฉันเห็นว่า ระบบราชการนั้นในอดีตก็เคยใช้กันมาแล้ว ต้องบอกว่าสมัยก่อนข้าราชการนั้นใหญ่กว่า นักการเมือง นักการเมืองหรือนักเลือกตั้งในอดีตนั้นไม่ใช่พรรคขนาดใหญ่ในสมัยก่อน ทุนขนาดใหญ่ ที่เข้ามาครอบงำนั้นต่างหากที่เป็นปัญหาสำคัญ ทีนี้า้าหากว่าการย้ายให้ส่วนของข้าราชการ เข้ามากำกับดูแลตรงส่วนนี้ ก็ต้องดูว่าข้าราชการนั้นจะาูกครอบงำด้วยกลุ่มทุนด้วยหรือเปล่า สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่ว่าเราจะสร้างดุลยภาพตรงนี้ขึ้นมาได้อย่างไร ดิฉันคิดว่าสิ่งที่สำคัญ ที่จะต้องเป็นตัวบ่งชี้ที่สำคัญก็คือว่าระบบการเมืองหรือประชาธิปไตยที่ดีนั้นจะต้องมี การทุจริตคอร์รัปชันที่น้อย อันนั้นคือตัวบ่งชี้ที่สำคัญแล้วมีการกระจายความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพยายามที่จะทำในส่วนนี้ แต่ว่าการออกแบบที่เป็นอยู่ในเวลานี้มันจะนำเราไปสู่เส้นทางที่เราพึงปรารานาหรือเปล่า อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราคงจะต้องดูกันต่อไป
ดิฉันเองอยากจะขอเข้ามาในตัวมาตราต่าง ๆ สิ่งที่ทางคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้ออกแบบ อย่างกรณีเรื่องคณะรัฐมนตรีนี่นะคะ ดิฉันอยากจะพูดาึง มาตรา ๑๗๒ และมาตรา ๑๗๓ ที่ได้ระบุให้มีคนนอกเข้ามา ทีนี้ในประเด็นเรื่องของการที่ นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งา้าจะได้รับการโหวตให้เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นใช้เสียงกึ่งหนึ่ง ของจำนวน ๔๗๐ เสียง ก็คือ ๒๓๕ เสียง ในขณะที่า้านักการเมืองเป็นคนนอกก็ต้องใช้เสียง ๒ ใน ๓ ก็คืออย่างน้อยก็ต้องได้ ๓๑๓ เสียง แต่ในมาตรา ๑๗๒ และมาตรา ๑๗๓ นั้น ไม่ได้มีการระบุไว้ว่า ควรที่จะให้นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งได้รับการโหวต เป็นนายกรัฐมนตรีก่อน ก็แสดงว่าทั้ง ๒ ฝ่ายสามาราเข้ามาโหวตร่วมกันในคราวเดียวกัน ทีนี้ในมาตรา ๑๗๓ ระบุไว้ชัดเจนำ้าหากว่าไม่มีใครได้เสียงตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๗๒ ใครที่ได้คะแนนเสียงข้างมากก็จะได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรี ดิฉันคิดว่าอันนี้ อยากจะให้ทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาตรงนี้หน่อยนะคะว่า อย่างน้อยที่สุด ควรที่จะให้นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งก่อน ซึ่งท่านอาจจะระบุเอาไว้ว่าอย่างน้อยา้าได้ คะแนนต่ำกว่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ อาจจะต้องเอาคนนอกเข้ามาแต่ไม่ควรที่จะเอาเข้ามาแข่งกัน ในเวลาเดียวกันำ้าเอามาเวลาเดียวกันก็เท่ากับว่าคนนอกนั้นจะมีโอกาสที่จะได้รับการโหวต เป็นนายกรัฐมนตรี โดยไม่จำเป็นต้องได้คะแนนาึง ๒ ใน ๓ เพราะว่าในมาตรา ๑๗๓ ระบุ คนที่ได้คะแนนสูงสุดจะได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี โดยไม่จำเป็นจะต้องได้เสียงาึง ๒ ใน ๓ ก็ได้ ตรงจุดนี้ดิฉันคิดว่าเราน่าจะลองนึกาึงอดีตว่าแม้แต่คนที่ได้รับการโหวตในสภานี้ก็ไม่ได้แปลว่า ประชาชนจะพึงพอใจ ในอดีตมีนักการเมืองที่ได้รับการโหวตในสภาอย่างท่วมท้นให้เป็น นายกรัฐมนตรี เมื่อประชาชนไม่ยอมรับคนนั้นก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นดิฉัน ก็อยากจะขอให้มีการปรับปรุงในส่วนนี้คืออย่างน้อยที่สุดก็ให้ฝ่ายที่มาจากการเลือกตั้งนั้น สามาราที่จะได้รับการโหวตเป็นนายกรัฐมนตรีก่อนเลือกจากคนนอก ส่วนมาตราที่เกี่ยวข้อง กับวุฒิสภามีการแยกแยะวิธีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาหลากหลาย แต่วิธีการที่หลากหลายเหล่านั้น ดิฉันเองเห็นว่ามันก็สามาราที่จะนำไปสู่การซื้อเสียงได้ โดยเฉพาะในกลุ่มตั้งแต่กลุ่ม ของสภาวิชาชีพ ซึ่งเลือกได้ไม่เกิน ๑๕ คน สภาวิชาชีพดิฉันคิดว่าน่าจะมีอยู่ไม่เกิน ๓๐ คน อะไรอย่างนี้ มันก็อาจจะมีการบล็อก (Block) โหวต เลือกกัน ซื้อกัน อยากให้นึกาึง ประสบการณ์ในเรื่องของสภาที่ปรึกษาฯ สภาที่ปรึกษาฯ ทั้งที่มีอำนาจน้อยแต่ก็ยังมีการแย่งชิงกัน แล้วก็มีการซื้อกัน ในขณะที่วุฒิสภาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีอำนาจมากขึ้น เสนอกฎหมายได้ด้วย ดิฉันเองไม่รังเกียจำ้าจะบอกว่าสมาชิกวุฒิสภามาจากการสรรหาทั้งหมด แต่ต้องไม่มีอำนาจมาก แต่า้าจะมีอำนาจมากาึงขนาดนี้ ดิฉันคิดว่าควรมาจากการเลือกตั้ง แต่เลือกตั้งโดยมาจาก คนละฐานกับนักการเมือง มาจากสายวิชาชีพ แต่ควรจะต้องไปคิดรูปแบบให้ดีกว่านี้ เพราะา้าหากว่าในลักษณะแบบนี้ดิฉันคิดว่าก็จะมีคำาามเยอะว่าคนที่ไม่ได้มาจาก การเลือกตั้งโดยประชาชนและมาออกกฎหมาย แล้วก็เมื่อมาผนวกกับคณะรัฐมนตรี ซึ่งมาจากคนนอกก็เท่ากับว่ากลไกหรือการออกแบบของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น คือทำให้เกิดการตัดขาดระหว่างตัวแทนของประชาชนกับประชาชน ทั้งในส่วนที่เป็น นิติบัญญัติและฝ่ายบริหารด้วยนะคะ เพราะฉะนั้นก็อยากจะให้พิจารณาในส่วนนี้ ทีนี้ ในประเด็นที่มีการพยายามเอาข้าราชการเข้ามาา่วงดุล ซึ่งก็เห็นได้ชัดเจนในมาตรา ๒๐๗ ในมาตรา ๒๐๗ นั้นก็ให้อำนาจมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อที่จะคัดสรรปลัด ปลดปลัด หรือแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงขึ้นมาโดยที่นักการเมืองไม่มีโอกาสเข้ามาเกี่ยวข้องเลย ดิฉัน คิดว่าอันนี้ก็ดูจะสุดโต่งเกินไปนะคะ อย่างน้อยที่สุดควรจะให้คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีสามารา ที่จะตัดสินใจตรงนี้ได้โดยที่อาจจะมีคณะกรรมการเข้ามาช่วยร่วมในการตรวจสอบตรงนี้ด้วย ก็พอจะเป็นไปได้ และที่สำคัญที่สุดดิฉันคิดว่าในมาตรา ๒๐๗ นั้น ควรจะเปิดให้ประชาคม ของแต่ละกระทรวงมีส่วนในการที่จะเข้ามาเลือก เพราะเราบอกว่าเราต้องการเลือกผู้บริหาร ระดับสูงของกระทรวงด้วยระบบคุณธรรม ระบบคุณธรรมอาจจะไม่ใช่เพียงแค่ว่าอาศัยแต่ ข้าราชการระดับสูงมาเป็นคนเลือก แต่ควรจะฟังเสียงของประชาคมในแต่ละกระทรวงด้วย
ดิฉันอยากจะไปเร็ว ๆ ในส่วนของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในมาตรา ๙๒ มาตรา ๙๓ นั้นเป็นเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ ดิฉันเองเห็นว่าทางคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้รวมเรื่องทรัพยากรธรรมชาติทั้งหมดมาอยู่ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ แต่ที่จริงแล้วในกลุ่มของทรัพยากรธรรมชาตินั้นา้าเราพูดาึงปิโตรเลียม ปิโตรเลียมนั้นควรจะ แยกออกมาเป็นหัวข้อต่างหากและไปอยู่ในหมวดสิทธิของประชาชนเหมือนกับคลื่นความาี่ เพราะอะไรที่ดิฉันเสนอเช่นนี้ เพราะว่าในส่วนของทรัพยากรปิโตรเลียมนั้นมูลค่าในเฉพาะส่วน ของทรัพยากร ปีละ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ขี้ริ้ว เพราะฉะนั้นมูลค่า ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ควรจะาูกบริหารอย่างดีโดยรัฐำ้าหากท่านต้องการ ที่จะดึงให้ข้าราชการเข้ามามีอำนาจมากขึ้น ข้าราชการจริง ๆ ก็าูกวิจารณ์โดยธุรกิจเอกชนว่า เป็นพวกที่ไม่มีความสามารา ซึ่งดิฉันเองก็ไม่เชื่อ ดิฉันเองก็เห็นว่าข้าราชการดี ๆ ที่มี ความสามารามีมาก ดิฉันนึกาึงคนอย่างอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ดิฉันนึกาึงคนอย่างแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว หรือแม้แต่ท่าน พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ดิฉันคิดว่าคนเหล่านี้ ก็เป็นข้าราชการที่ดีที่เคยมาเป็นรัฐมนตรีกัน แต่ว่ายกเว้นอาจารย์ป๋วยที่ท่านไม่ยอมเข้ามา เป็นรัฐมนตรี ในขณะที่ท่านเป็นข้าราชการอยู่ ดิฉันคิดว่าา้าหากเราจะดึงให้ข้าราชการนั้น เข้ามาเป็นตัวา่วงดุลการบริหารกับนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งนั้นก็ต้องพัฒนาให้มี ประสิทธิภาพที่สูง แต่เวลานี้สิ่งที่ดิฉันตั้งข้อสงสัยว่าข้าราชการที่ผ่านมานั้นเราก็ต้องยอมรับว่า นักการเมืองเข้ามาแล้วก็เข้ามาล้วงลูก หรือมาตั้งข้าราชการอาจจะเป็นคนที่ไม่ดี ข้าราชการ ที่ดีมีเยอะนะคะ แต่ว่านักการเมืองส่วนใหญ่จะไม่เลือกใช้ ก็จะเลือกใช้แต่ข้าราชการที่พร้อม จะสนองประโยชน์ของนักการเมือง คือเลือกข้าราชการที่มาสนองผลประโยชน์นักการเมือง เขาเปรียบเทียบกันเหมือนผีเน่ากับโลงผุ แทนที่จะให้ข้าราชการกับนักการเมือง เปรียบเสมือนแหวนกับหัวแหวนเป็นสิ่งที่มีคุณค่า เพราะฉะนั้นา้าหากว่าจะมีการดึงเอาส่วน ของระบบราชการเข้ามาา่วงดุลตรงนี้ ก็ต้องไม่ให้สุดโต่งกลายเป็นกลับไปหาระบบที่เรา เรียกว่า อำมาตยาธิปไตย อีก แล้วระบบอำมาตยาธิปไตยที่ผ่านมาที่ประชาชนเขาเบื่อหน่าย แล้วก็หันกลับมาพอใจในสิ่งที่นักเลือกตั้งเข้ามาแล้วก็ทำประชานิยม เพราะอะไร เพราะว่า อำมาตยาธิปไตยหรือข้าราชการบางทีก็าือตัว วางตัวเป็นเจ้าเป็นนาย ประชาชนเข้าไม่าึง ดิฉันเองอยากให้ข้าราชการเหล่านั้นนึกาึงคำของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ท่านเคยบอกว่า ข้าราชการนั้นจะต้องรับใช้เจ้าและนาย เจ้าก็หมายาึงพระมหากษัตริย์ นายก็คือประชาชน เพราะฉะนั้นา้าหากว่าข้าราชการนั้นมีประสิทธิภาพและรับใช้ประชาชน อย่างแท้จริง อันนี้ก็อาจจะเป็นไปได้ที่เราจะสามาราที่จะออกแบบภูมิสาาปัตย์ทางการเมือง อย่างที่ท่านออกแบบในเวลานี้ เพื่อให้เกิดความหมายขึ้นมา ทีนี้ดิฉันคิดว่าในส่วนเรื่องของ ทรัพยากรธรรมชาติที่ดิฉันอยากจะให้แยกทรัพยากรปิโตรเลียมออกมาให้มาอยู่ในส่วนของ สิทธิของประชาชนแล้วก็ให้มีบริษัทพลังงานแห่งชาติที่เป็นของรัฐ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เข้ามา บริหารเหมือนอย่างบริษัทปิโตรนาสของมาเลเซีย หรือบางคนก็จะบอกว่าเราทำ แบบมาเลเซียไม่ได้หรอกเพราะว่าทรัพยากรเรามีน้อยำ้าอย่างนั้นลองดูบริษัทเทมาเส็ก ของสิงคโปร์ สิงคโปร์เขาไม่ได้มีทรัพยากรอะไรเหมือนกัน แต่ในที่สุดเขาสามาราที่จะตั้ง หน่วยงานที่เป็นของรัฐ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ไปลงทุนในประเทศต่าง ๆ ทำไมเขาาึงสามารา ทำเช่นนี้ได้ และจะต้องบอกว่าบริษัทเทมาเส็กนั้นเป็นของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเขาเป็นเจ้าของหุ้น เพียงรายเดียว แล้วเขาก็สามาราที่จะลงทุนขนาดใหญ่ แล้วก็ไปลงทุนในประเทศต่าง ๆ ในขณะที่ข้าราชการไทยนั้นชอบเอาต์ซอร์ส (Outsource) หรือไม่ก็แปรรูปกิจการของรัฐ ดิฉันคิดว่าเราพูดกันาึงยุคของเรากำลังเข้าสู่ยุคที่เป็นผู้สูงอายุกัน มีแรงงานที่น้อยลง ดิฉันคิดว่าเราควรที่จะต้องเพิ่มส่วนที่เราจะหารายได้จากทรัพยากรของประเทศ แล้วา้าหากว่า เรามีข้าราชการที่มีคุณธรรม มีประสิทธิภาพ เราสามาราที่จะทำให้ทรัพยากรธรรมชาติ ของเรานั้นกลับมาเป็นทุนสำหรับบ้านเมือง ซึ่งสิ่งเหล่านี้า้าหากว่าทำได้ ดิฉันคิดว่ามันจะ เป็นสิ่งที่ดีมาก แต่องค์กรใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นต่าง ๆ เหล่านี้ ดิฉันคิดว่าก็เป็นความพยายาม ของคณะกรรมาธิการชุดนี้ ไม่ว่าจะเป็นสมัชชาคุณธรรม สมัชชาพลเมือง สภาตรวจสอบ ภาคพลเมือง แต่ต้องยอมรับว่ากลุ่มเหล่านี้เมื่อผ่านไปสักระยะหนึ่งา้ามีอำนาจมากก็จะาูกยึดครอง เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าอย่างไรก็ตามจะต้องเปิดช่องทางที่เป็นสิ่งที่เราเรียกว่า เสรีภาพ ของภาคประชาชน คือเราคงไม่อยากจะเห็นรัฐธรรมนูญผ้าพับไว้ โดยคาดหวังว่า เมื่อมีรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว ทุกคนก็จะอยู่กันอย่างปรองดอง สมานฉันท์โดยที่ไม่มี การมาเดินขบวน เหมือนเมื่อวานที่อาจารย์เจิมศักดิ์ก็ได้พูดาึงในประเด็นเรื่องเสรีภาพในการชุมนุมที่ไปกำหนดว่า จำกัดการชุมนุมในที่สาธารณะ ดิฉันคิดว่าลองดูอย่างเกาหลี เกาหลีเองก็เป็นประเทศเกิดใหม่ ทางประชาธิปไตยเหมือนกัน แต่การเดินขบวนของเขามันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เกิดพัฒนาการในทางประชาธิปไตย ดิฉันเองเคยไปเกาหลี เขาก็เดินขบวนกันเป็นปกติ ไม่ได้มีอะไรตื่นเต้น เอาเนื้อวัวเข้ามาแล้วเกิดปัญหา เขาก็ออกมาเดินขบวนกัน ดิฉันคิดว่า า้าเราทำให้สิ่งเหล่านี้เสรีภาพของประชาชนเป็นสิ่งที่สัมพันธ์กับเรื่องที่เราเรียกว่า การพัฒนาในด้านประชาธิปไตยจะทำให้คอร์รัปชันต่าง ๆ นั้นน้อยลง เพราะฉะนั้นดิฉันเอง ก็อยากจะสนับสนุนว่านอกเหนือจากการตั้งองค์กรต่าง ๆ ที่เป็นตัวแทนของภาคประชาชน แล้วอยากให้มีการเปิดโอกาสที่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเสรีภาพของประชาชน ในการเข้าาึงข้อมูลอย่างจริงจัง แล้วในเรื่องของเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบนี้ไม่ควรจะไปจำกัด ให้มากจนเกินไป เพราะฉะนั้นา้าหากว่าเราสามาราที่จะสร้างนวัตกรรมใหม่แบบนี้ขึ้นมา เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนนั้นมีโอกาสเติบโต ดิฉันก็เชื่อว่าพัฒนาการในเรื่องของ ประชาธิปไตยนั้นจะนำไปสู่การที่เราลดการทุจริตคอร์รัปชันให้น้อยลง แล้วก็สามาราที่จะ ลดความเหลื่อมล้ำอย่างเป็นจริงได้มากขึ้น ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านธรรมรักษ์ การพิศิษฎ์ ท่านมีเวลา ๑๐ นาทีค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก ผม ธรรมรักษ์ การพิศิษฎ์ สปช. ๐๙๘ ก่อนที่ผมจะอภิปรายในภาค ๒ หมวดที่ว่าด้วย ผู้นำทางการเมืองที่ดีและระบบการเมืองที่ดี และหมวด ๒ แนวนโยบายขั้นพื้นฐานแห่งรัฐ ผมขอเกริ่นนำในภาพรวมอย่างสังเขปว่าผมมีความชื่นชมกับแนวคิดการสร้างพลเมือง ให้เป็นใหญ่ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นอันมาก ซึ่งหมายความว่าเป็นการมุ่ง ที่จะสร้างการพัฒนาคนไทยให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพอย่างเต็มศักยภาพของความ เป็นมนุษย์ เป็นคนที่รู้าึงสิทธิและหน้าที่ของตนเอง มิใช่เป็นแค่ลูกค้าหรือประชาชน ที่คอยรับของแจก รับการสงเคราะห์ภายใต้ระบบอุปาัมภ์ของผู้มีอำนาจที่บริหารประเทศ แต่ฝ่ายเดียว แต่เป็นพลเมืองที่มีจิตสำนึกว่าตนเป็นเจ้าของประเทศ มีส่วนร่วมรับผิดชอบ ในการกำหนดชะตาชีวิตของตนเองและอนาคตของชาติบ้านเมือง รวมทั้งการใช้สิทธิ และหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ของชาติอย่างทัดเทียมและเสมอภาคกัน จึงจะสามาราเป็นใหญ่ คือเป็นพลเมืองที่พัฒนาตนเองให้มีคุณภาพ รู้จักหน้าที่และสิทธิของตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม สร้างระบอบประชาธิปไตยโดยประชาชน ของประชาชน เพื่อประชาชนที่สอดคล้องกับสภาพ ความเป็นจริงของสังคมไทยเราได้อย่างแท้จริง เป็นที่ยอมรับกันในทางวิชาการกันมานานแล้วว่า คนเราทุกคนนั้นล้วนแล้วแต่มีศักยภาพที่จะเรียนรู้ในการพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ เป็นคนที่รู้ดีรู้ชั่ว มีความคิดสร้างสรรค์มากมาย หากได้รับโอกาสกระตุ้นส่งเสริมให้นำสมอง ทั้ง ๒ ข้างออกมาใช้อย่างเต็มที่ ใช้อยู่ข้างเดียวก็คงจะเป็นพลเมืองที่ดีไม่ได้ ในระบบ การา่ายทอดความรู้จากบนลงล่างใช้อำนาจการควบคุม กำกับ สั่งสอน ท่องจำนั้น คนเราใช้ ศักยภาพเพียง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ คือใช้สมองเพียงข้างเดียว เราจึงมีพลเมืองที่ใช้สมองข้างเดียว ประชาชนที่ใช้สมองข้างเดียวก็ยังเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพไม่ได้และเป็นที่ยอมรับกันว่า การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อมูลด้วยกันในแนวราบอย่างเป็นชุมชนเป็นวิธีการที่สามาราพัฒนาคน ให้เต็มศักยภาพได้ คือไม่ใช่เป็นการสั่งสอนในแนวตั้ง แต่า้าเรียนรู้กันในแนวราบ แลกเปลี่ยน กันเป็นชุมชนก็จะสามาราพัฒนาพลเมืองที่มีคุณภาพได้ แต่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อได้รับ การสนับสนุนส่งเสริมจากผู้นำที่มีอำนาจควบคุมสั่งการหรือการที่จะให้คนพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ เรียนรู้ด้วยกันได้ คงจะต้องอาศัยผู้นำการเปลี่ยนแปลง ผู้มีอำนาจที่ค่อนข้างจะเอ็นไลเทน (Enlighten) ก่อให้เกิดบรรยากาศการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันจากประสบการณ์จริง เท่าที่ผมเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ความสำเร็จในการพัฒนาศักยภาพคนให้เต็มศักยภาพนั้น ต้องมาจากผู้นำการเปลี่ยนแปลงนะครับ คงเกิดขึ้นโดยการสั่งการไม่ได้ และเกิดขึ้นจากการสั่งสอน ไม่ได้ เพราะฉะนั้นการสร้างผู้นำการเมืองที่ดีทั้งในภาครัฐและภาคการเมืองจึงมีความสำคัญยิ่ง งานวิจัยทางวิชาการด้านการบริหารงานล้วนแล้วแต่ชี้ให้เห็นว่าองค์กรที่ประสบความสำเร็จ มักจะขึ้นอยู่กับการมีสภาวะผู้นำที่ดีในองค์กรแทบทั้งสิ้น ดังนั้นแม้ผมจะเห็นด้วยกับข้อความ ที่เขียนกำหนดเรื่องผู้นำการเมืองที่ดีไว้ในภาค ๒ หมวด ๑ ในร่างรัฐธรรมนูญนี้ตั้งแต่มาตรา ๗๓ าึงมาตรา ๗๗ มีการกำหนดคุณสมบัติมาตรฐานทางจริยธรรมการควบคุมตรวจสอบผู้นำการเมืองไว้ อย่างมีสาระทางเทคนิควิชาการครบา้วนสมบูรณ์อยู่ในตัว แต่ผมยังมีความเห็นว่าการกำหนด แนวทางและมาตรการทางวิชาการด้านจริยธรรม คุณธรรมเน้นหนักไปในเชิงกำกับควบคุม แต่เพียงด้านเดียว อาจจะไม่เพียงพอที่จะก่อให้เกิดการสร้างผู้นำที่ดีที่ต้องการได้ อาจจำเป็น ที่จะต้องสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง ให้เกิดผู้นำการเมือง ผู้นำทางภาครัฐที่เรียนรู้ จากการปฏิบัติจริงได้อย่างเต็มศักยภาพ ผมเชื่อว่าเขาเหล่านี้สามาราที่จะปรับเปลี่ยนเป็นผู้นำ ที่ดีได้ำ้าหากว่าได้รับการพัฒนาตนเองและเรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ สามาราเปลี่ยนทั้งวิธีคิด วิธีปฏิบัติเป็นผู้นำการเมืองและภาครัฐที่ดีได้อย่างแท้จริง สามารามีบทบาทเป็นผู้นำ การเปลี่ยนแปลงให้เกิดการพัฒนาพลเมืองที่มีคุณภาพได้อีกด้วย จากเหตุผลที่ได้เรียนมานี้ ผมจึงเห็นควรเสนอให้พิจารณากำหนดา้อยคำเพิ่มเติมในมาตรานี้ ในส่วนนี้ในมาตราใด มาตราหนึ่งของหมวดนี้ให้มีการสนับสนุนส่งเสริมให้ผู้นำทางการเมืองและผู้นำในภาครัฐ มีโอกาสที่จะได้รับการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง จากประสบการณ์จริง สามาราที่จะพัฒนาตนเอง ได้อย่างเต็มศักยภาพของการเป็นผู้นำที่ดีได้ โดยให้สาาบันศึกษาอบรมนักบริหารของรัฐทุกแห่ง ปรับปรุงหลักสูตรการศึกษา มีอยู่มากมายสาาบันการศึกษาของรัฐ ตั้งแต่ระดับ วปอ. นปส. อะไรต่ออะไรเยอะแยะ แม้กระทั่งสาาบันพระปกเกล้าเองก็ควรจะเป็นสาาบันที่อบรม จัดหลักสูตรนักบริหารของรัฐให้เน้นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันจากการปฏิบัติจริงให้มากขึ้น ลดการา่ายทอดสาระวิชาทางทฤษฎีให้น้อยลง มิฉะนั้นคุณธรรมก็กลายเป็นคุณนะทำ ผมไม่ทำนะครับ ก็เป็นการจำแค่นั้นเองนะครับ
นอกจากข้อคิดเห็นในหมวด ๑ นี้ ในภาค ๒ ในเวลาที่เหลือผมขอให้ความคิดเห็น เกี่ยวกับหมวด ๒ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในมาตรา ๘๓ ซึ่งกำหนดว่ำรัฐต้องส่งเสริม ความเข้มแข็งของชุมชนท้องาิ่น แล้วก็กำหนดไว้รวม ๕ ประการ โดยตั้งอยู่บนฐานของ การมีส่วนร่วมของประชาชน ผมเห็นด้วยทุกข้อความในมาตรานี้แต่ยังไม่จุใจอยากจะให้มี การออกกฎหมายลูกสร้างกระบวนการแนวทางการบริหารการมีส่วนร่วมให้สามาราแปลง ออกสู่ภาคปฏิบัติได้อย่างชัดเจน คงต้องอธิบายให้เข้าใจร่วมกันว่าชุมชนที่เข้มแข็งนั้นเข้มแข็ง อย่างไร เกิดขึ้นมาได้อย่างไร เราคงจะกำหนดเป็นรัฐธรรมนูญเขียนให้เกิดความเข้มแข็งไม่ได้ า้าหากว่าเราไม่สามาราระบุาึงกระบวนการสร้างความเข้มแข็งแล้วเราไม่รู้ว่าชุมชนที่เข้มแข็ง มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไรและเข้มแข็งอย่างไร ควรดำเนินการอย่างไร ชุมชนที่เข้มแข็งนั้นจะเกิดขึ้นได้ตามเจตนารมณ์ของมาตรานี้ ก็ต่อเมื่อชุมชนมีทุนทางสังคม ที่เราเรียกว่าโซเชียล แคปปิตอล (Social capital) สูงมาก จริง ๆ แล้วประเทศเรา สังคมเรา ขณะนี้า้าเรียกว่าเป็นชุมชนใหญ่ ทุนทางสังคมเราหมดแล้ว เราาึงต้องพูดาึงเรื่อง ความสมานฉันท์ เราาึงต้องพูดาึงความร่วมมือกันมากขึ้น เราาึงมีปัญหาวิกฤติทางการเมือง อะไรร้อยแปด เพราะเราขาดทุนทางสังคม ทุนทางสังคมนี้ต่างจากทุนเศรษฐกิจ ทุนเศรษฐกิจนั้น สำคัญในการสร้างชุมชนที่เข้มแข็งแน่ แต่เป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่ปัจจัยตัดสิน เพราะฉะนั้นการสร้างชุมชนที่เข้มแข็งที่สำคัญกว่าทุนเศรษฐกิจมากก็ทุนสังคม วัดไม่ได้ ไม่ใช่เป็นก้อนเหมือนทุนเศรษฐกิจ แต่มันเป็นคล้าย ๆ ว่าเป็นสิ่งที่มันเป็นรูปธรรม แต่ว่าสำคัญ ตีราคายาก จับต้องไม่ได้ แต่เป็นทุนที่เกิดจากการไว้วางใจกัน เชื่อมั่นศรัทธากัน ในสังคม เวลานี้ในสังคมเราแทบจะไม่มีใครศรัทธาใครกันแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็เป็นรัฐธรรมนูญที่ตรวจสอบกันอย่างมาก เป็นรัฐธรรมนูญที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพราะอะไร เพราะเราขาดความไว้วางใจกัน แล้วเราก็เสียเวลากับการตรวจสอบในขั้นตอน เป็นอันมาก เพราะฉะนั้นการสร้างความร่วมมือ เชื่อมั่น ศรัทธากัน เป็นสิ่งสำคัญในปัจจุบันนี้ สังคมไทยเรามีค่านิยม วัฒนธรรมองค์กรในสังคมเราค่อนข้างจะมีความเป็นปัจเจกชนสูง ทุนสังคมจึงต่ำ เรามักจะนิยมการวมศูนย์อำนาจ นิยมการแข่งขันกัน วัตาุนิยม วิเคราะห์กัน แบบสุดโต่ง วิเคราะห์กันมากกว่าสังเคราะห์ ตัดสินความาูกความผิดกันสุดโต่ง พึ่งพิงอุปาัมภ์ มากกว่าการพึ่งตนเอง พึ่งพิงอิงกัน เพราะฉะนั้นค่านิยมวัฒนธรรมของเราปัจจุบันจึงขัดขวาง การสร้างชุมชนที่เข้มแข็งเป็นอันมาก และขัดขวางการสร้างทุนสังคมที่จะนำไปสู่การสร้าง ชุมชนที่เข้มแข็งเป็นอันมาก จึงต้องอาศัยการส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน จากการปฏิบัติจริง ให้เป็นไปตามข้อกำหนดทั้ง ๕ ข้อในมาตรานี้ ผมจึงเห็นว่าจำเป็นจะต้องมี กฎหมายลูกกำหนดรูปแบบแนวทาง วิธีการ กระบวนการ สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง สร้างบุคลากรเพื่อเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการระดมความคิดกันอย่างสร้างสรรค์ ให้มี ขีดความสามาราสูงพอในการสร้างกระบวนการเรียนรู้ กระบวนการเปลี่ยนแปลงให้เกิดทุน สังคมที่จำเป็นต่อการเสริมสร้างชุมชนที่เข้มแข็งได้ ชุมชนเข้มแข็งคงเกิดขึ้นมาเอง หรือเขียน กำหนดให้เกิดขึ้นทันตาเห็นคงไม่มีทางทำได้ ต้องมีผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ชี้นำ การสร้าง ทุนสังคมจากกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันเพื่อสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง และประกอบด้วยพลเมือง ที่มีคุณภาพพอที่จะเป็นใหญ่ในประเทศได้ในที่สุดครับ ขอขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านทวีกิจ จตุรเจริญคุณ ท่านขอใช้ ๒๐ นาที ทั้งหมดที่ท่านมี ขอเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ แล้วก็เพื่อนสมาชิก ผม ทวีกิจ จตุรเจริญคุณ สปช. จังหวัดตากครับ ผมขออภิปรายภาค ๒ ผู้นำการเมืองที่ดีและระบบผู้แทนที่ดี ผมขอเข้าสู่มาตรา ๑๒๖ สมาชิกภาพและวุฒิสมาชิก ที่มาจากการเลือกตั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่เลือกตั้งวุฒิสมาชิก ส่วนสมาชิกภาพและสมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากการเลือกตั้งกันเองและสรรหา เริ่มตั้งแต่วันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีประกาศ รับรองผลในการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภานะครับ สิ่งหนึ่งที่เป็นห่วงก็คือว่า มีอีกส่วนหนึ่งเขาบอกว่าให้คัดกรองสมาชิก สมาชิกวุฒิสภา จากต่างจังหวัด แล้วก็ให้เลือก ๑๐ คน เลือก ๑๐ ท่าน แล้วก็เอามาให้ประชาชนที่จังหวัดนี้ เป็นผู้เลือก สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะาามเพราะว่าแล้วใครเป็นคนคัด ๑๐ คนนี้ครับ มาจากไหน ต้องมาเลือกที่ส่วนกลางไหม ผมว่าวิ่งกันเท้าพลิกล่ะครับ หรือว่าเลือกที่จังหวัดก็เบาหน่อย า้าผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้มีคุณธรรมนะครับ แล้วผู้ที่ลงไปสมัคร ส.ว. เขาจะเชื่อใจได้อย่างไรว่า คนที่คัดออกมามีจริยธรรม แล้วก็มีคุณธรรมจริง เอาอะไรเป็นตัวชี้วัด สิ่งหนึ่งที่เราเป็นห่วง ก็คือทำไมไม่ใช้วิธีเลือกตั้งทั้งหมด ต้องให้ประชาชนเป็นผู้เลือก ไม่ใช่ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา แล้วก็ไม่รู้แต่งตั้งที่บอกว่าคุณธรรม คุณธรรมจากไหน ในต่างจังหวัดเรา ๗๗ จังหวัด เราเรียกว่า เรางง ส่วนหนึ่งที่มาจากไหน
อีกประการหนึ่งก็คือมาจากการเลือกตั้งกันเอง ขอเอ่ยชื่อ ท่านรสนาที่บอกว่า ก็ดูอย่าง สป. ก็เพราะว่าเลือกตั้งกันเอง ก็เอาแต่พวกตนนะ ใครเป็นพวกกับเราจับเป็นกลุ่มเลย แล้วก็เอามาขายก็ได้ มันไม่ได้าึงประชาชน
อีกส่วนหนึ่งมาจากการสรรหา ก็เช่นเดียวกัน จะเป็นปลัดกระทรวงที่ท่านว่า หรือจะเป็นระดับราชการที่ใหญ่โต พอเกษียณปุ๊บ พูดแบบชาวบ้าน พวกฉันฉันต้องเอาก่อน เพราะว่าฉันมีสิทธิที่ฉันจะสรรหา เป็นไปได้ไหมครับ ซึ่งมันไม่ใช่หน้าที่ของท่าน มันเป็น หน้าที่ของประชาชน ก็อยากจะฝากตรงนี้ไว้ว่าการเขียนรัฐธรรมนูญอย่าให้มีข้อกังขา การเขียนรัฐธรรมนูญ เราบอกว่าต้องฟังเสียงประชาชน ต้องกระจายอำนาจ ผมไม่ใช่นักวิชาการ ผมก็อ่านได้ไม่หมด มันเยอะขนาดนี้ รับวันเสาร์ให้อ่านทั้งหมดไม่มีปัญญาหรอกครับ อ่านเฉพาะที่เราสนใจ สิ่งหนึ่งที่อยากจะชื่นชมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็คือ สมาชิกภาพและสมาชิกวุฒิสภามีกำหนดวาระ ๖ ปีนับตั้งแต่วันเลือกตั้งหรือวันที่ประกาศ ตามวรรคหนึ่งและจะดำรงตำแหน่งติดต่อกันมิได้ คือได้แค่สมัยเดียว สุดยอด เพราะได้แค่ สมัยเดียว เขาเรียกว่ามันจะไม่ไปทำให้ขบวนการที่มันเป็นราก เหมือนกับต้นไม้ พอลงรากลึก หลาย ๆ ปีหน่อย หลาย ๆ สมัยหน่อยาอนไม่ขึ้นแล้วครับ แล้วก็ไปสร้างอำนาจ สร้างบารมี ไว้เยอะแยะ เพราะฉะนั้นเป็นสมัยเดียวาูกต้องแล้ว ๖ ปี
ผมก็ขอเข้าสู่วาระของมาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง ที่มาของผู้แทนราษฎร ทำไม ผู้แทนราษฎรเป็นได้ทั้งชีวิตหรือครับ ไม่มีวันหยุดหรือ หรือว่าไม่มีวันพักผ่อนใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นผมอยากให้เขียนรัฐธรรมนูญได้ไหมว่า การที่มาของผู้แทนราษฎรได้ไม่เกิน ๒ วาระหรือ ๒ สมัย เพราะว่าคนที่เก่งตามหลังมาก็มี ทำไมที่ผ่านมาก็เพราะว่า ส.ส. แต่ละจังหวัด า้ามีโอกาสได้เป็นนี่เป็นตั้งแต่หนุ่มยันเฒ่าเลยครับ เด็กรุ่นหลังก็ชะเง้อมองอยู่นั่นว่าท่าน เมื่อไรจะไปสักทีำ้าไม่ไปนี่เราคงไม่มีโอกาส ผมก็อยากจะให้ตั้งข้อสังเกตว่ามันจะเป็นไปได้ หรือไม่ว่ารัฐธรรมนูญบังคับไปเลย หรือเขียนไปเลยบอกว่าเป็นได้ไม่เกิน ๒ วาระ เด็กรุ่นหลัง จะได้ขึ้นมาทำงานบ้าง เพราะว่าในจังหวัดนี่ แต่ละจังหวัด ๗๗ จังหวัด หรือว่าโดยทั่วไป มันไม่ใช่ว่าคนหนึ่งในจังหวัดมีเก่งอยู่ไม่กี่คนคนเก่งมีมากมาย เพราะฉะนั้นก็อยู่ที่ในส่วน ของรัฐธรรมนูญที่เราจะเขียนที่เราจะกำหนดก็ฝากเรื่องนี้ไว้ด้วยนะครับ
ขอเข้าสู่มาตรา ๘๒ รัฐต้องดำเนินการแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ และต้อง จัดระบบงานราชการและงานของรัฐอย่างอื่น ดังต่อไปนี้
(๑) จัดระบบงานราชการและงานของรัฐอย่างอื่นให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล ผมฟังแล้วก็ชื่นใจว่าจะต้องมีธรรมาภิบาล แล้วก็มีการเกี่ยวกับเรื่องระบบราชการนะครับ ผมเคยอภิปรายเที่ยวก่อน จังหวัดตากผม ๑๘ ปีใช้ผู้ว่าราชการจังหวัด ๑๒ คน เขาบอกว่า ทำไมผมพูดแต่เรื่องนี้ เพราะว่าชาวจังหวัดตากเราชอกช้ำ ผู้ว่าราชการจังหวัดมาาึง พื้นที่ตั้งหลายแสนตารางเมตร มาแป๊บเดียวไปแล้วำามว่าทำไมไป ส่วนกลางเขาสั่งให้ไป ผู้ว่าราชการจังหวัดคนนี้เราไม่อยากให้มา เราก็าามว่าคุณมาทำไม เขาบอกว่าส่วนกลางส่งมา แล้วผมาามว่ามันเป็นการเหยียบย่ำประชาชนไหม ในเมื่อจะต้องธรรมาภิบาล แล้วก็ที่จะ ร่างรัฐธรรมนูญไว้ก็ร่างว่า (๒) พัฒนาและสร้างโอกาสเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้าง ความเป็นธรรมอย่างยั่งยืน ในมาตรา ๘๒ำ้าไม่แก้ไขยังใช้ระบบเดิม ๆ มันจะยั่งยืนไหมครับ เพราะฉะนั้นฝากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญด้วยว่า ในส่วนของราชการ โดยเฉพาะ ผู้ว่าราชการจังหวัดที่ผมเอ่ยขึ้นมาาึงทำไมต้องย้ายบ่อย มีบางจังหวัดผมไปคุยกับเขาว่า จังหวัดผม ผู้ว่าราชการจังหวัดอยู่ประมาณโดยเฉลี่ยปีหนึ่ง ยังไม่าึง ๕ เดือนเลย ย้ายแล้ว เขาบอกว่าท่าน สปช. ทวีกิจครับ ท่านยังดีกว่าจังหวัดผม จังหวัดผมไม่าึงปีก็ย้ายแล้วครับ แล้วก็ ๑๕ ปีก็ย้ายมา ๑๕ ท่านแล้วครับ หรือย้ายไป ๑๘ ท่านครับ เพื่อน สปช. ผม อยู่จังหวัดนครสวรรค์ คุยกันเขาบอกว่าผู้ว่าราชการจังหวัดของดิฉันมาอยู่แค่ ๔ เดือนไปแล้ว สปช. ที่จังหวัดนครสวรรค์ ผมว่ามันเหยียบย่ำประชาชน แล้วทำไมเราไม่แก้ไข เราทำไม ไม่แก้รัฐธรรมนูญ ปล่อยให้ส่วนกลางผู้มีอำนาจของแต่ละกระทรวงย้ายลูกน้องหรือย้าย ในส่วนของแต่ละกรม นึกจะย้ายก็ย้าย ทุกอย่างต้องฟังจากส่วนกลาง ผมก็อยากจะเรียนตรงนี้ว่า ในเมื่อมีโอกาสตรงนี้แล้วผมก็อยากให้ทำเรื่องนี้เพื่อความอยู่สุขของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะที่ต่างจังหวัด ในเมื่อมีโอกาสแล้วา้าไม่ทำ ณ วันนี้ ชาตินี้ไม่ต้องทำ หมดแล้ว อยากจะฝากเป็นข้อเอาไว้นะครับ
ขออีกมาตราครับ มาตรา ๘๔ รัฐต้องจัด ส่งเสริม และทำนุบำรุงการศึกษา อบรมทุกระดับและทุกรูปแบบโดย (๑) สนับสนุนให้มีการจัดการศึกษาอบรมโดยมีผู้เรียน เป็นศูนย์กลาง เพื่อพัฒนาคนให้เกิดความรู้นะครับ ก็อยู่ในหมวดการศึกษาพอดีอยู่ในนี้ ผมก็ขออภิปรายเรื่องการศึกษานะครับ การศึกษาที่ตอนนี้เรารู้อยู่ในเออีซีจะมี ๙ ประเทศ ๑๐ ประเทศ ประเทศไทยรองจากเมียนมาร์คือรองบ๊วย ปีหนึ่งบอกว่าใช้งบประมาณ ๑ ใน ๔ ของประเทศเกี่ยวกับเรื่องการศึกษาแล้วผู้บริหารไม่ต้องรับผิดชอบ ผมว่าเป็นอย่างนี้ เขาต้องลาออกเองด้วยซ้ำไป อยู่ทำไม อยู่แล้วบริหารจัดการไม่ได้ ผมไม่ได้มาไล่ท่าน แต่ผมว่าเรื่องการศึกษาที่มันแย่อยู่อย่างนี้ ผมว่าจะต้องมีการแก้ไขอย่างรุนแรง ผมคุยกับทาง กรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เหมือนกัน เพื่อนกัน บอกว่า ต้องดูเรื่องนี้ กรมที่ต้องปรับก็ปรับ กรมที่ต้องยุบก็ยุบ เพื่อให้มันอยู่ให้ได้ สิ่งหนึ่งเราก็บอกว่า เรากระจายอำนาจ ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญครับ ทำไมเราไม่ตั้งสภาการศึกษาจังหวัด สภาการศึกษาจังหวัดแต่ละจังหวัดให้มีสภาการศึกษา เพราะอะไร เพราะว่าเขาจะได้ดูตัวเอง ส่วนกลางสั่งไปทุกเรื่องไม่รู้เรื่องหรอกว่าแต่ละจังหวัดเขามีอะไรกันบ้าง เขาทำอะไรบ้าง เพราะฉะนั้นผมอยากให้มีในรัฐธรรมนูญว่าแต่ละจังหวัดควรจะมีสภาการศึกษา นี่คือ การกระจายอำนาจของการศึกษาในประเทศ คงจะบอกว่าไม่ใช่ทุกอย่างต้อง คือส่วนกลาง า้าไม่สั่งฉันทำไม่ได้หรอก เพราะว่าเดี๋ยวผิดระเบียบ เดี๋ยวผิดข้อบังคับหรือข้ออะไร ของกระทรวงการศึกษาธิการเขา ทำไมไม่กระจายอำนาจ ก็แบ่ง ๆ ไปเสีย คนในจังหวัด คนเก่งก็มี ไม่ใช่ส่วนกลางเก่งอย่างเดียว เก่งแบบใด ผมว่าเก่งแบบนั่งเทียนำ้าเก่งจริง ต้องเก่งลงพื้นที่ คงไม่โกรธผมนะครับอาจจะรุนแรงนิดหนึ่ง ตัวนี้อยากให้ทำ เที่ยวก่อน อภิปรายบอกให้ดูการศึกษาของประเทศเยอรมัน ไปดูในเว็บไซต์ก็ได้ก็มี ประเทศเยอรมัน เขาบอกว่าคนที่ไม่เก่งเขาบอกว่าให้เรียนสายอาชีวะ ก็คือเรียนสายอาชีพ คนที่เก่งขึ้นมา ระดับกลาง เขาบอกว่าให้เรียนไปศึกษาไป เขาจะได้รู้ว่าเขาไปแนวทางไหนำึงเวลาเขาจะไป เรียนสายสามัญก็ได้ำ้าไม่ได้เขาก็เรียนสายอาชีพ ก็ไปคุยกับเพื่อนที่คณะกรรมาธิการปฏิรูป การศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ไม่รู้เขาฟังผมหรือเปล่า เขาอาจจะไม่ฟังผมก็ได้ เพราะว่าไม่ได้เอ่ยาึง ส่วนหนึ่งเขาบอกว่าระดับหนึ่งระดับเก่งที่สุดเขาบอกว่าเรียนครู เรียนเป็นอาจารย์ ไม่ใช่แพทย์ เมืองไทยแพทย์คืออันดับหนึ่ง แล้วก็ครูอันดับบ๊วยเมืองไทย แต่ของต่างประเทศครูมาอันดับหนึ่ง เงินเดือนสูงที่สุด เพราะฉะนั้นผมอยากว่าา้าเป็นไปได้ การปฏิรูปในการศึกษา ผมอยากให้มีลักษณะนี้เข้าไปมันต้องมีการวัดเกรด วัดไอคิว (IQ) ไม่ใช่ว่าเขาเรียกว่าไอคิวสูง ไอคิวต่ำ เรียนเท่ากันทั้งหมด มีที่ไหน มันจะตามกันทันไหม ทำไมกระทรวงศึกษาธิการไม่เคลียร์ (Clear) ตัวนี้ละครับาูกไหม บอกคุณนี่ไอคิวคุณไม่าึง หรือความคิดความอ่านคุณไปไม่าึง คุณเรียนสายอาชีวะเสีย เมืองไทยก็คืออะไรขอให้ได้ ปริญญาตรีมาใบหนึ่ง ไม่เป็นก็ไม่เป็นอะไร ได้มาแล้วตกงานชั่งมัน ผมว่ามันไม่น่าจะทำให้ ประเทศชาติก้าวหน้านะครับ ผมเคยคุยว่าา้ากระทรวงศึกษาธิการมีคุณภาพจริง แล้วก็สอนเด็กออกมาแล้วเก่งจริงเก่งทุกคน ผมว่ากระทรวงแรงงานเหลือกะจี๊ดเดียว ก็ไม่ต้องมีกระทรวงแรงงาน หรือว่ากระทรวงแรงงาน เหลือนิดเดียวก็ได้ ไม่อย่างนั้นกรมการจัดหางานจะมาหาคนที่ไหนในเมื่อคนเก่งหมด มันก็ มีงานทำทั้งหมด กรมพัฒนาฝีมือแรงงานก็ไม่ต้องอะไร กรมพัฒนาฝีมือแรงงานก็ไม่ต้องมา พัฒนาคน เพราะคนมันาูกพัฒนาด้วยการศึกษาแล้ว ทำไมต้องมีกรมพัฒนาฝีมือแรงงานละครับ ไม่ต้องมีกรมพัฒนาฝีมือแรงงานก็ได้ ทุกวันนี้ต้องมีกรมพัฒนาฝีมือแรงงานเพราะอะไร เพราะกระทรวงศึกษาธิการมันไม่เก่งอย่างไรำ้ามันเก่งก็ไม่ต้องมีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน าูกไหมครับ แล้วยังมีอะไรอีกไหมครับ กรมสวัสดิการคุ้มครองแรงงานมีอีก แล้วเรา มีประกันสังคม มันขี่กันหรือเปล่า เพราะฉะนั้นผมอยากให้คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญอันไหนยุบได้ก็ยุบไปเาอะ อันไหนที่มันไม่มีประสิทธิภาพก็จัดการเลย ไม่ต้องไปกลัว ไม่ต้องไปเกรงใจ เรามาสภาปฏิรูปแห่งชาติ แม้กระทั่ง สปช. เรามาเพื่อรับใช้ ประเทศชาติ เราไม่ได้มาเพื่อที่เราจะมาฆ่าใคร เราจะเป็นศัตรูกับใครที่เราย่างก้าวเข้ามา ผมเชื่อว่าในสภาปฏิรูปแห่งชาติเราทั้งหมด สมาชิกเราทำเพื่อประเทศชาติ แล้วก็อยากจะเห็น การเปลี่ยนแปลงของทุกกระทรวง ทุกองค์กร ทุกระบบของส่วนราชการ อยากจะเห็น การเปลี่ยนแปลงของที่มาของสภาผู้แทนราษฎร กำหนดว่าต้องอยู่กี่วาระที่มาของ ส.ว. ควรจะมาจากการเลือกตั้ง คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะบอกว่ามีกี่คน มีกี่ท่านอะไรก็ช่าง ประชากร ๘๐๐,๐๐๐ คน ต่อ ๑ คนได้ไหม หรือ ๔๐๐,๐๐๐ คน ต่อ ๑ ได้ไหม ทำไมต้องให้ คัดสรรกันเอง หรือว่าประชาชนของเราไม่เก่งพอที่เราจะไปเลือกเอาคนดีเข้ามาสู่สภา ผมว่าเราอย่าไปดูาูกประชาชนของเรา ประชาธิปไตยจะต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมดทุกส่วน ไม่ใช่มาระบบของแสวงหรือสรรหา ผมไม่เชื่อหรอกครับว่าา้าการสรรหานี่จะไม่เอาพรรคพวก ของตัวเองเข้ามา ผมไม่เชื่อ ในส่วนตัวผมไม่เชื่อา้าเพื่อนสมาชิกเชื่อก็ตามใจเขา เพราะว่า ผมก็ใช้สิทธิว่าผมไม่เชื่อ ก็ขอจบแค่นี้ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณนะครับ เชิญคุณนิฟาริด ระเด่นอาหมัด ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิฟาริด ระเด่นอาหมัด สมาชิกลำดับที่ ๑๑๐ จากจังหวัดปัตตานี เรากำลังพิจารณาอยู่ ๒ ส่วน คือ ระบบซึ่งหมายาึงรัฐธรรมนูญฉบับใหญ่ของพวกเรา ซึ่งได้าูกยกเลิกไปแล้วหลายฉบับ กำลังจะสร้างอันใหม่ขึ้นมา ในขณะเดียวกันเราก็ต้องดูเรื่องของคนด้วย สังคมจะอยู่รอดได้ ก็ต้องมีความพร้อมทั้ง ๒ ส่วน คือมีระบบที่ดีกับมีคนที่ดี ในมาตรา ๗๔ ได้มีการพูดาึงสมัชชา คุณธรรมแห่งชาติ ซึ่งผมาือว่านี่เป็นการริเริ่มที่ดีมาก ๆ เลย ได้พูดาึงมาตรฐานทางจริยธรรม ของผู้นำทางการเมือง และเจ้าหน้าที่ของรัฐแต่ละประเภท โดยเนื้อหาก็คือา้าเป็นเจ้าหน้าที่ ของรัฐเมื่อทำผิดวินัยก็ต้องมีการสอบสวนโดยผู้บังคับบัญชาในขณะที่ผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองเมื่อทำผิดก็ต้องนำมาสู่การาอดาอนโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐดำเนินการ โดยผู้บังคับบัญชา แต่ของสายการเมืองมีสมัชชาพลเมืองเป็นผู้ดำเนินการ ประเด็นของผม คืออยากจะเสนอให้ทั้ง ๒ ส่วนนี้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ โดยเชื่อว่าา้ากำกับตรงนี้ทั้งข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐและสายการเมืองก็ต้องอยู่ภายใต้ กำกับในมาตรฐานเดียวกัน เมื่อมีการได้ตรวจสอบแล้วพบว่ามีการไต่สวนแล้วก็มีการแจ้งผล ชัดเจนว่าได้กระทำผิด ข้าราชการก็ต้องนำมาสู่การปลด ในขณะที่สายการเมืองก็จะนำมาสู่ การาอดาอนต่อไป นี่คือการดูแลในส่วนของการทำงานเมื่อได้ดำเนินการไปแล้ว ประเด็นนี้ เป็นการตรวจสอบในระหว่างการทำงาน
แต่ผมอยากจะเสนออีกประเด็นหนึ่งก็คือให้ตรวจสอบต้นทางด้วย า้าเราสามาราให้สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติได้ตรวจสอบ อย่างเช่น สายการเมืองำ้าเราจะมี การตรวจสอบเบื้องต้นว่าคนที่จะเสนอตัวเข้ามาทำการเมืองมีประวัติที่ดีหรือเปล่า มีการตรวจสอบตรงนี้ในระดับต้น แล้วก็มีการเผยแพร่ข้อมูลออกไปว่าบุคลากรดังต่อไปนี้ ผ่านการตรวจสอบแล้ว มีคุณสมบัติที่ดี แล้วก็ผ่านการรับรอง ก็จะต้องให้เขาสมัครต่อไปได้ ผมเสนอให้มีลักษณะ ๒ ดีกรี (Degree) ๑. ก็คือเพียงแค่การชี้แจงแล้วก็อธิบายผลว่า การตรวจสอบแล้วผลเป็นอย่างไร และออกใบประกาศออกมาให้ประชาชนเป็นคนพิจารณาเองว่า พร้อมจะรับหรือไม่กับบุคคลเหล่านี้ เขาอาจจะไม่ได้ทำผิดกฎหมายแต่ทำผิดศีลธรรม เขาอาจจะไม่ได้ทำผิดกฎหมายแต่เขาทำในสิ่งที่กฎหมายห้ามไว้ ประมาณนี้นะครับ
ส่วนที่ ๒ ก็คือา้าสามาราจะให้ระบบตรวจสอบตรงนี้เข้มข้นนะครับท่านประธาน สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติอาจจะมีการเบรกคนกลุ่มนี้ได้เลย อันนี้จะต้องทำให้ละเอียด เพราะเป็นการทำที่ละเอียดอ่อนมาก ๆ เลย เพราะเมื่อเขาขาดคุณสมบัติเขาไม่มีสิทธิแม้แต่จะสมัคร ซึ่งกระบวนการตรงนี้า้าออกแบบระบบให้ดีจะเป็นการคัดกรองตั้งแต่เบื้องต้น ซึ่งจะเป็น การกรองเอาคนที่ดีเข้ามาให้เราได้เลือกแล้วก็จะมีการกรองในระหว่างที่เขาทำงานต่อว่า เมื่อขณะที่เขาอยู่ในตำแหน่งทั้งหมดนี้เขาได้ประกอบและทำภารกิจของเขาเหมาะสมหรือไม่ ก็เป็นการคุม ๒ ชั้น ในส่วนนี้พาดพิงาึงท่านที่อภิปรายก่อนผมสักครู่ คือท่านทวีกิจำ้าเราได้ เริ่มต้นตรวจสอบตั้งแต่แรกผมเชื่อว่าท่านผู้ว่าราชการจังหวัดที่จะมาดำรงตำแหน่งที่จังหวัดของเรา ต้องผ่านการตรวจสอบแล้ว อย่าให้เกิดภาพว่าส่งคนที่ประชาชนไม่ต้องการ อย่างน้อยา้าเรา เลียนแบบเรื่องการสรรหาอธิการบดีจะมีคนประมาณ ๓ คน ให้บุคลากรได้เลือกแล้วก็ทั้ง ๓ ท่าน ก็นำเสนอแนวคิดที่ว่าจะบริหารมหาวิทยาลัยอย่างไร คณะกรรมการก็จะสรุปว่า ใครเหมาะสมที่สุดำ้ามีกระบวนการตรงนี้โดยให้สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติเป็นผู้ดูแล ผมเชื่อว่า ทุกจังหวัดจะได้คัดกรองบุคคลที่มาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดได้อย่างดีที่สุด ในขณะเดียวกัน เมื่อเราจะย้ายท่านออกไป เมื่อท่านทำงานได้ดีแล้วคนต้องการให้ท่านอยู่ต่อและทำไม ต้องย้ายท่านออกไป กระบวนการตรงนี้า้าเราให้สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติได้ทำหน้าที่ตรงนี้ จะเป็นการตรวจสอบทั้ง ๒ ส่วน อย่างน้อยได้คนที่ดี ที่พึงประสงค์เข้ามาในหน่วยงานของเรา กับไม่ให้บุคคลที่อาจจะไปทำอะไรบางอย่างที่ไม่าูกใจคนที่มีอำนาจในขณะนั้นก็ต้องโยกย้าย ออกไป ผมเชื่อว่าา้าเราจัดการกระบวนการตรงนี้ให้ชัดเจนจะเป็นการกรองทั้ง ๒ ส่วน ทั้งคนดี เข้ามาในท่อ แล้วก็เลือกคนที่ไม่ดีออกไปก่อน ในขณะเดียวกันคนที่ไม่ดีก็ต้องาูกกันออกไป ตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว และในระหว่างที่เขาดำรงตำแหน่งา้าทำไม่ดี ตรวจสอบได้ชัดเจนว่า มีความบกพร่อง มีความทุจริตหรืออะไรก็แล้วแต่ เราก็สามาราจะดำเนินการต่อไปจนกระทั่ง ปลดเขาได้ นี่คือการดูแลกำกับในส่วนของผู้ทำงานทั้ง ๒ ส่วน ทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐและสาย การเมืองนะครับ
ในส่วนของมาตรา ๗๗ ได้มีการพูดาึงการให้สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ประเมินการวางตนของผู้นำการเมือง ตรงนี้เป็นการประเมินที่ดีมาก ๆ เลยนะครับ อธิการบดีจะาูกประเมินรอบครึ่งวาระำ้าเราจัดกระบวนการตรงนี้ซึ่งอาจจะต้องเขียนต่อ ในกฎหมายที่บัญญัติทีหลัง เราจะประเมินทุก ๑ ปี ที่เขาทำงานหรือครึ่งวาระก็แล้วแต่ ความเหมาะสม ตอนนี้ก็ต้องฝากให้คณะทำงานที่จะไปบัญญัติกฎหมายซึ่งตามมาจากมาตรานี้ เพื่อกำหนดให้มีการตรวจสอบ มีการประเมินว่าบุคคลทั้งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ เมื่อมีการประเมินแล้วา้าไม่ผ่านมันก็มี ๒ ทางเลือก
๑. คือคุณพิจารณาตัวเอง
๒. คือดำเนินการด้วยการโยกย้าย หรือปลด หรือเปลี่ยนบุคคลเพื่อให้คนที่ดีกว่า เข้ามาทำงานต่อ
บังเอิญในบ้านเราสื่อมวลชนยังไม่ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบตรงนี้ำ้าสื่อมวลชน ได้ทำหน้าที่ตรงนี้จริง ๆ แล้ว ทั้ง ๒ ส่วนอาจจะทำงานร่วมกันได้ ตรวจสอบข้อมูลที่เรา อาจจะต้องใช้การเจาะลึกลงไปว่าเขาทำอะไรบ้างในส่วนที่ไม่ดี และประเมินแล้วเขาทำสำเร็จ หรือไม่ แล้ว ๒ ส่วนนี้ก็ทำงานร่วมกัน ผมคิดว่าการทำตรงนี้จะนำมาสู่การพัฒนาคน ทั้งในภาครัฐและการเมืองให้กลายเป็นคนที่มีคุณภาพต่อไป ภาพตรงนี้จะนำมาสู่การปฏิรูปที่ยั่งยืน แล้วผมมีความเชื่อว่าา้าเราเตรียมคนให้พร้อมเราก็จะได้คนพร้อมกับระบบที่ดีร่วมกัน ผมเชื่อว่ารัฐธรรมนูญจะไม่าูกยกเลิกำ้าเรามีคนที่พร้อมจะทำตรงนี้ รัฐธรรมนูญ ๒-๓ ฉบับที่ผ่านมาที่เราพูดาึง คือฉบับปี ๒๕๔๐ กับปี ๒๕๕๐ เราก็เชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญ ที่ดีที่สุดแล้ว แต่เมื่อเจอคนที่ไม่ดีพยายามจะเล็ดลอดหาช่องที่กฎหมายเปิดโหว่ไว้ หรือไม่ก็ตีความเข้าข้างตัวเอง ปัญหาก็ตามมามากมาย เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ก็ขอฝากให้การร่าง หรือการปรับแก้ในส่วนนี้ให้ขยายผลต่อไปสู่การออกกฎหมายที่บัญญัติให้ครอบคลุมในส่วนนี้ ต่อไปด้วย ขอบคุณครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญ พลเอก จิรพันธ์ เกษมศานติ์สุข ท่านมีเวลาเหลือ ๑๐ นาทีครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพสมาชิก รวมทั้ง คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กระผม พลเอก จิรพันธ์ เกษมศานติ์สุข หมายเลข ๐๓๖ จังหวัดกระบี่ เมื่อครู่ท่านศักดาท่านพาดพิงาึงผม ในปี ๒๕๑๕ ปี ๒๕๑๖ ผมบรรจุมาใหม่ ๆ นั้น รับราชการเป็นร้อยตรีอยู่ที่เขตพื้นที่ติดต่อกับท่าน ผมว่าา้าปี ๒๕๑๕ ปี ๒๕๑๖ ได้เจอกับ ท่านศักดาตอนนั้นครับคงได้จับมือกันแล้วไม่ต้องคอยจนาึง ๔๐ ปี ตามที่รัฐธรรมนูญ ฉบับยกร่างที่เสนอมาเพื่อที่จะให้ดำเนินการพิจารณาอภิปราย ซึ่งผมก็ดู ๆ แล้วว่าก็มี ความสมบูรณ์มาก ๆ สมบูรณ์ในหลายมาตรา แต่ว่ามีบางมาตราก็ยังมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง ขาด ๆ เกิน ๆ ขาดบ้างเกินบ้าง ซึ่งก็มีผู้ที่อภิปรายไปบ้างแล้ว แล้วต่อไปก็คงจะมี ผู้อภิปรายมากอีก ผมจะยกประเด็นในภาค ๒ หมวด ๑ ในเรื่องของผู้นำทางการเมืองที่ดี และระบบผู้แทนที่ดี ซึ่งท่านบอกว่าท่านได้เขียนขึ้นมาใหม่เพื่อควบคุมกำกับดูแลการทำงาน ของเจ้าหน้าที่หรือของนักการเมือง ซึ่งในภาคนี้ก็มีอยู่ ๕ หมวด ๕ มาตรา ในมาตรา ๗๓ ซึ่งได้กล่าวาึงผู้นำทางการเมืองโดยผู้นำทางการเมืองให้มีการยึดมั่นในจริยธรรม และธรรมาภิบาล ผมว่าเป็นเรื่องที่ดีที่เหมาะแล้ว จะได้ใช้คำอธิบายของผู้นำทางการเมือง ในเจตนารมณ์ว่า คือนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. รวมทั้งหัวหน้าพรรคการเมือง และอธิบายผู้นำภาครัฐอื่น เช่น ปลัดกระทรวง อธิบดี แล้วก็กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในมาตรา ๔๔ พอดีมีผู้อภิปรายนำไปแล้วครับ แต่ว่าผมก็ขอเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งซึ่งได้กำหนดมาตรฐาน ทางจริยธรรมของผู้นำทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ คือพูดาึงผู้นำทางการเมือง และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ได้พูดาึงผู้นำอื่นในภาครัฐ ซึ่งมันแตกต่างกันไปผมก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมาึงแตกต่าง โดยกำหนดให้สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ขึ้น ซึ่งา้าหากว่ามีการฝ่าฝืนในกฎเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นก็จะมีบทลงโทษ ในส่วนข้าราชการก็ลงโทษ ในเรื่องของทางวินัยต่าง ๆ วินัยขั้นต้น วินัยร้ายแรง สำหรับนักการเมืองสูงสุดก็าึงขั้นาอดาอน คือในมาตรานี้ได้มอบอำนาจให้สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติได้ดำเนินการไต่สวน สอบสวน ซึ่งการไต่สวน สอบสวนของสมัชชาคุณธรรมส่งให้กับหน่วยงานที่รับผิดชอบและหน่วยงาน ที่รับผิดชอบไม่มีสิทธิที่จะทำอะไรต่อได้แล้ว หมายความว่าเมื่อสอบสวน ไต่สวนแล้ว ส่งให้ทางหน่วยงาน หน่วยงานต้องรับไปดำเนินการตามผลของการสอบสวนนั้น และตามกำหนดเวลา ที่สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติเป็นผู้กำหนด ซึ่งผมมองตรงนี้ว่าสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติมีอำนาจ มาก ๆ จะว่าเป็นศาลก็ไม่ใช่ แต่ว่าก็พิจารณาโทษได้แล้วก็ลงโทษได้ ผมาึงอยากจะเรียนาามทาง คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่าสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติมีโครงสร้างอย่างไรบ้าง มีการแต่งตั้งกันอย่างไร และการคัดเลือกกันอย่างไร เพราะจะส่งผลในเรื่องของผู้นำ ทางการเมือง ส่งผลกันกับข้าราชการเพราะมีอำนาจในตัวมากเหลือเกิน
ในมาตรา ๗๕ พูดาึงผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและผู้นำอื่นในภาครัฐ พอมามาตรานี้พูดาึงผู้นำอื่นในภาครัฐอีก ไม่ได้พูดาึงเจ้าหน้าที่ของรัฐ ใน ๓ มาตรา มาตรา ๗๓ มาตรา ๗๔ มาตรา ๗๕ พูดบุคคลที่ ๒ ไม่ตรงกันทั้ง ๓ มาตรานะครับ บอกว่าอย่างน้อย ต้องปฏิบัติตนดังนี้
(๑) แยกเรื่องส่วนตัวออกจากตำแหน่งหน้าที่ ยึดประโยชน์ส่วนรวมของ ประเทศและประชาชน ทีนี้ในข้อนี้ผมมองในภาพว่าไม่น่าจะมาบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เพราะว่ารัฐธรรมนูญาือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่สูงสุดของประเทศและมาบัญญัติในเรื่องนี้ ก็เหมือนกับเราพูดว่านักการเมืองไม่รู้เรื่องอะไรเลย ไม่สามาราที่จะแยกเรื่องประโยชน์ส่วนตน ประโยชน์ส่วนรวม ประโยชน์ของประเทศชาติได้ ไม่สามาราแยกได้ำ้าสมมุติว่ากำหนด ในรัฐธรรมนูญต้น ๆ ที่เราเพิ่งเริ่มมีประชาธิปไตยก็น่าจะได้ แต่ตอนนี้เรามันน่าจะเป็นฉบับที่ ๑๙ ฉบับที่ ๒๐ แล้ว นักการเมืองก็ผ่านประสบการณ์มาเยอะ ความคิดผมว่าไม่น่าจะกำหนด า้าจะกำหนดก็คงจะไปเขียนในแบบเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ชั้นอะไรพวกนี้ ในเรื่องของประชาธิปไตยน่าจะดีกว่า สำหรับใน (๑) ผมเสนอให้ตัดครับ
ใน (๒) (๓) (๔) และ (๕) ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี ผมว่าเป็นเรื่องดี แต่ผมสงสัย ใน (๔) ที่พูดว่าแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง เมื่อตนหรือผู้อยู่ในความรับผิดชอบ ของตนกระทำผิดหรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติหรือประชาชน แล้วก็อธิบาย ในเจตนารมณ์ของคำว่า ในความรับผิดชอบของตนครอบคลุมาึงการบังคับบัญชา การกำกับดูแล ผมไม่เข้าใจความหมายของการบังคับบัญชาในเจตนารมณ์อันนี้ เพราะว่าอย่างผม ในฐานะที่อดีตเคยเป็นทหาร การบังคับบัญชาผมมีขั้นตอน มีสายการบังคับบัญชา ผู้บังคับบัญชาชั้นต้น ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น ผู้บังคับหมวด มีผู้บังคับบัญชาชั้นต้น หรือผู้บังคับบัญชาโดยตรงก็คือผู้บังคับกองร้อย ส่วนผู้บังคับกองพัน ผู้บังคับการกรมจนาึง ผู้บัญชาการทหารบกเป็นผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น ทีนี้า้าพูดอย่างนี้ก็ไม่มีในรายละเอียด ว่าสายการบังคับบัญชาเป็นอย่างไรำ้าหากว่าผู้หมวดทำผิดา้าพูดตามลำดับนี้ก็ ผบ.ทบ. อาจจะรับผิดชอบด้วยก็ได้ ต้องรับผิดชอบด้วยก็ได้ ความรับผิดชอบทางการเมืองที่พูดาึง ความรับผิดชอบทางการเมืองพูดาึงหมายความว่าอย่างไร เพราะว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐที่พูดาึง ก็คือมีเจ้าหน้าที่ประจำคือพวกปลัดกระทรวง อธิบดีอะไรพวกนี้ พวกนี้ต้องรับผิดชอบด้วยไหม รับผิดชอบอย่างไร รับผิดชอบด้วยการลาออกหรืออย่างไร เรื่องการลงโทษทางวินัยก็จบไปแล้ว การลงโทษทางวินัยก็เป็นเรื่องของสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติที่ได้ดำเนินการไปตั้งแต่ต้นแล้ว อย่างหัวหน้าพรรคก็อยู่ในเจ้าหน้าที่ำ้าหากว่าสมาชิกลูกพรรค สมมุติสมาชิกลูกพรรค ผู้แทนราษฎรที่เป็นสมาชิกลูกพรรคและกระทำผิด หัวหน้าพรรคก็ต้องเป็นผู้บังคับบัญชา าูกไหม แล้วหัวหน้าพรรคต้องรับผิดชอบไหม รับผิดชอบอย่างไรครับ ผมว่ากรณีนี้า้าจะเขียนให้ชัดเจนลงในเจตนารมณ์อาจจะไม่ได้ให้ยืดยาวในตัวบทกฎหมาย แต่ว่าเขียนในเจตนารมณ์ เพราะว่ามันจะได้ไม่มาากเาียงแล้วก็ต้องมาตีความกันให้วุ่นวายอีก ในมาตรา ๗๕ วรรคหนึ่ง ซึ่งพูดาึงผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและผู้นำอื่นในภาครัฐ อย่างน้อยต้องไม่กระทำหรือปฏิบัติดังนี้ มีคำว่า อย่างน้อย อย่างน้อยตรงนี้มี ๒ ครั้ง ในมาตรานี้ ใน (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) ผมมองว่าที่วงเล็บไว้นี้มันเป็นความผิดทางวินัย ของข้าราชการหรือความผิดทางวินัยของส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน (๒) การผิดศีลธรรม การอะไรพวกนี้ ผมว่าน่าจะตัดออกทั้งวรรค ตัดออกทั้งวรรคแล้วก็นำเรื่องนี้ไปกำหนด ในสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติน่าจะดีกว่า สำหรับในส่วนมาตรา ๗๖ มาตรา ๗๗ ก็มีคนพูดแล้ว ผมขออนุญาตจบคำชี้แจงแค่นี้ ขอบคุณครับ
เชิญคุณดิเรกำึงฝั่ง ท่านใช้ ๒๐ นาทีเต็มนะครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายดิเรกำึงฝั่ง สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากจังหวัดนนทบุรี ท่านประธานที่เคารพ เมื่อวานนี้ผมฟัง ท่านอาจารย์บวรศักดิ์ ต้องขอประทานโทษที่กล่าวาึงชื่อท่าน ท่านพูดาึงนิยามของคำว่า การปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ท่านประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น พูดเอาไว้ว่า การปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้นหมายาึงการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ท่านยังพูดต่อไปอีกว่าเวลานี้ท่านกำลังทำรัฐธรรมนูญเพื่อให้ประชาชน ได้มีบทบาทมากขึ้น ให้ประชาชนนั้นได้มีสิทธิต่าง ๆ มากขึ้นเพื่อจะให้เป็นไปตามนิยามของ ท่านประธานาธิบดีนั้น ผมอ่านรัฐธรรมนูญของท่านนะครับ ปรากฏว่าสิ่งที่ท่านพูดาึง ประชาชนนั้นมันเป็นสิทธิต่าง ๆ ขั้นพื้นฐานเสียส่วนใหญ่ ซึ่งมันมีอยู่แล้วเขียนอยู่ในมาตรา ๔ ของรัฐธรรมนูญทุกฉบับก็จะมีเพิ่มอยู่บ้างในเรื่องของสภาต่าง ๆ สภาต่าง ๆ ที่เพิ่มนั้นรวมทั้ง ให้ประชาชนมีอำนาจในการที่จะยื่นาอดาอนนักการเมือง ผมกราบเรียนว่าอำนาจหน้าที่ และสิทธิเหล่านั้นมันยังไม่ใช่อำนาจที่แท้จริงตามนิยาม ตามปรัชญาของท่านประธานาธิบดี อับราฮัม ลินคอล์น เพราะอำนาจของประชาชนที่แท้จริงนั้นท่านเขียนเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย แต่ปรากฏว่าที่มาของอำนาจนั้น ท่านไม่ได้ให้ประชาชนมีอำนาจในการที่จะเลือกผู้ปกครองของเขาเอง ตรงนี้มันผิดแล้ว เนื่องจากว่าการปกครองของประชาชนก็ประชาชนก็เลือกตัวแทนมา มาเป็นรัฐบาลนะครับ รัฐบาลก็ออกนโยบาย แล้วก็มอบนโยบายนั้นให้กับระบบราชการนำไปบริการประชาชน นั่นต่างหากคือที่มาของอำนาจอธิปไตยในมาตรา ๓ ประชาชนมีอำนาจหลัก ๆ อยู่ก็คือ ๑. เลือกผู้ปกครองของเขาเอง เมื่อเขาเลือกผู้ปกครองของเขาเองเขามีอำนาจที่จะาอดาอน ผู้ปกครองของเขาได้ นี่จึงเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ปรากฏอยู่ในมาตรา ๓ ของรัฐธรรมนูญทุกฉบับของเรา เพราะฉะนั้นในมาตรา ๑๗๒ ที่ท่านให้นายกรัฐมนตรี มาจากคนนอกนั้นนี่จะเอาไปเปรียบกับอำนาจอฺธิปไตยในมาตรา ๓ นั้นไม่ได้ และจะเอาไป เปรียบว่าเป็นอำนาจของประชาชนไม่ได้ ก่อนหน้าที่เราจะมีการพูดาึงร่างรัฐธรรมนูญ ที่เรากำลังจะร่าง ทุกท่านคงจำได้ว่าในสภานี้เราพูดาึงเรื่องการเลือกตั้งที่ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม มีการซื้อสิทธิ ขายเสียง และเราก็บอกว่ารัฐบาลมีการคอร์รัปชัน โจทย์ของเราอยู่ที่ซื้อสิทธิขายเสียง กับคอร์รัปชัน แต่พอเราทำไป ๆ เราใช้ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสมที่เอามาจากเยอรมัน แล้วเราก็มาดัดแปลง แล้วก็บอกไม่ใช่จากเยอรมันำามว่าระบบนี้เราจะแก้เลือกตั้งได้ไหม เราจะแก้ระบบการซื้อสิทธิขายเสียงได้ไหม และเราจะแก้เรื่องรัฐบาลที่คอร์รัปชันได้ไหม เพราะฉะนั้นนี่นะครับ ผมจึงกราบเรียนว่าผมไม่เห็นด้วยกับการที่นายกรัฐมนตรีจะมาจากคนนอก ตามมาตรา ๑๗๒ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้กราบเรียนให้พวกเราได้รับทราบว่า ที่ทำอย่างนี้ก็เพื่อเปิดโอกาสให้ในระหว่างที่บ้านเมืองเกิดวิกฤติ ไม่สามาราที่จะมี นายกรัฐมนตรีได้ เราก็จะได้ใช้ตรงนี้ได้ ผมก็อยากจะบอกกับท่านว่าท่านเขียนไปเหมือนเดิมเลย ว่านายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส. หรือมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ผมก็ไม่ขัดข้องอะไร แต่า้ามันมีวิกฤติขึ้นมาก็ให้รัฐสภานี่นะครับเสนอนายกรัฐมนตรีที่มาจากคนนอกได้ จะด้วย สัดส่วนเท่าไรนั้นเขียนไว้ให้ชัดเจนอย่างนี้ก็แก้วิกฤติได้ เพราะฉะนั้นการที่เขียนไว้เปิดอย่างนี้ ไม่มีใครเชื่อท่านหรอกครับว่าเพื่อจะแก้วิกฤติ แต่มันจะเปิดโอกาสให้มีอำนาจพิเศษมากดดัน และในที่สุดก็จะเกิดมีตัวนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ผมเห็นด้วย า้าท่านจะเปิดช่องแห่งความวิกฤติให้บ้านเมืองมันเดินไปได้ ท่านไปเขียนไว้ในบทเฉพาะกาลก็ได้ จบเลยครับ แค่นี้เอง เพราะฉะนั้นผมจึงไม่เห็นด้วยกับกรณีดังที่กล่าวมานี้
อันที่ ๒ เรื่องระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสมนั้น เดิมเราคิดว่าจะแก้ ซื้อสิทธิขายเสียงอย่างไร แต่พอเอาระบบนี้เข้ามาใช้ เป้าหมายใหม่าูกสร้างมาก็คือว่า ไม่ต้องการให้รัฐบาลเข้มแข็ง คำว่า ไม่ต้องการให้รัฐบาลเข้มแข็งนั้นผมได้ยินจาก คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญหลายครั้งำ้าตั้งโจทย์ว่าไม่ต้องการให้รัฐบาลเข้มแข็ง ก็ผิดแล้วครับ ก็แสดงว่าต่อไปรัฐบาลที่จะมาเป็นผู้ดูแลประเทศ ปกครองประเทศนั้น ต้องอ่อนแอำ้าอ่อนแอประเทศนี้เราจะไปพัฒนาสู้กับใครเขาได้ำ้ารัฐบาลไม่เข้มแข็ง เราจะพัฒนาประเทศเราได้อย่างไร ชัดเจนคือเราต้องล้าหลัง เพราะฉะนั้นา้าตั้งโจทย์ว่า รัฐบาลต้องไม่เข้มแข็ง เอาระบบนี้มาใช้ก็จะทำให้เกิดเป็นรัฐบาลผสมขึ้นมา ในอดีตรัฐบาลผสม เป็นอย่างไรบ้างครับ เมื่อเช้าอาจารย์สมบัติได้พูดชี้ให้เห็นแล้วว่า ยังไม่เคยมีรัฐบาลผสม รัฐบาลใดเลยที่ทำแล้วให้เกิดความพึงพอใจกับประชาชน มีแต่รัฐบาลผสมปวดหัว แย่งตำแหน่งเสียเองในรัฐบาล และในที่สุดก็ประคองกันไปเพื่ออยู่ให้ครบวาระ การพัฒนาประเทศก็ไม่เกิด เพราะฉะนั้นเป้าที่ตั้งไว้ไม่ต้องการให้รัฐบาลเข้มแข็งนั้น ผมว่า บ้านเราไปไม่ได้ พัฒนาไม่ได้ จึงผิดโจทย์แล้วนะครับ รัฐบาลต้องเข้มแข็งครับำ้าเราไปดูหลัก ในการร่างรัฐธรรมนูญในข้อที่ ๓ หลักในการร่างรัฐธรรมนูญในข้อที่ ๓ ซึ่งเป็นหลักสากล ท่านอาจารย์บวรศักดิ์ก็เขียนเอาไว้ครับ ไปดูตำราของท่านอาจารย์บวรศักดิ์สิครับ เขียนไว้ ในข้อที่ ๓ ว่าการร่างรัฐธรรมนูญนั้นต้องสร้างเสาียรภาพและประสิทธิภาพทางการเมือง ให้กับรัฐบาล เห็นไหมครับ รัฐธรรมนูญยังต้องสร้างเสาียรภาพและประสิทธิภาพ ทางการเมืองให้กับรัฐบาล เพื่อให้รัฐบาลได้บริหารประเทศได้ เพราะฉะนั้นเมื่อตั้งโจทย์อย่างนี้คำตอบมันก็ผิดแล้ว โจทย์ก็ผิดแล้ว เมื่อคำตอบตามโจทย์ มันก็ผิดต่อไปอีก เพราะฉะนั้นผมจึงกราบเรียนว่าระบบสัดส่วนผสมที่เราเอามา แล้วเรา ก็บอกว่าเราไม่ได้เอามาจากเยอรมัน เราคิดของเราขึ้นมาเอง ผมก็บอกกับท่านว่าท่านคิดผิด คนไทยชอบอะไรง่าย ๆ ชอบอะไรที่เห็นชัดเจน ระบบเลือกตั้งเดิมมันไม่ได้เสียหายอะไรเลย ไม่ได้เสียหายอะไรเลยนะครับ เราบอกว่ามีการซื้อสิทธิขายเสียงเราก็ไปดู กกต. สิครับ ทำอย่างไรจะให้การซื้อสิทธิขายเสียงมันหายไป ก็ต้องไปเน้นกับ กกต. แล้วก็ให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในส่วนนี้ต้องช่วยกัน ต้องทำให้คนไทยทั้งประเทศมีความเข้าใจว่าา้าเขา มาซื้อสิทธิขายเสียงลงทุน ๒๐ ล้านบาทเพื่อไปเอาเงินเดือนเพียง ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาทอย่างนี้ มันเห็นอยู่แล้วว่ามันเป็นไปไม่ได้ เราต้องไปสอนประชาชน สอนชาวบ้านเขา ชี้ให้เขาเห็นว่า า้าเขาลงทุนขนาดนี้เขาต้องไปเอาทุนคืนแน่นอน เราเคยมีบทเรียน เราเคยมีวิธีการในการที่ ไปให้ความรู้กับพี่น้องประชาชนในลักษณะอย่างนี้บ้างไหม ชี้ให้เขาเห็นอย่างนี้แต่เราไม่เคยทำ ผมจึงบอกว่าเราแก้ไม่ตรงจุด เราแก้ไม่ตรงกับปัญหาที่มันจะเกิดขึ้น
เรื่องที่ ๓ เรื่องการเลือกตั้ง ส.ว. อีกเช่นเดียวกัน ผมกราบเรียนท่านตรง ๆ วันนี้เลยว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกไป แล้ว ส.ว. เป็นอย่างที่ท่านร่างมาทะเลาะกันอีกครับ ทะเลาะกันอีก ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ท่านนายกรัฐมนตรีได้ตั้งเป้าไว้ว่าอยากจะให้เกิดความปรองดอง แต่า้าเรา ออกไปรูปนี้ ทั้งนายกรัฐมนตรีคนนอก ทั้งระบบสัดส่วนผสมทั้ง ส.ว. มาจากการสรรหาทั้งหมด ปัจจุบันก็กลับมาเป็นเลือกตั้งส่วนหนึ่งอย่างนี้ำ้าออกไปอย่างนี้นะครับ เลือกตั้งเสร็จเขาต้อง แก้รัฐธรรมนูญแน่นอน เขาต้องแก้แน่นอนนะครับแล้วแก้เกิดอะไรขึ้นครับ ก็ต้องมีคนออกมาขวาง มีคนออกมาท้วง แล้วก็ทะเลาะกันอีกอีกไม่กี่ปีก็ปฏิวัติหรือรัฐประหารอีก มันก็วนกันอยู่อย่างนี้ วนกันอยู่อย่างนี้ เพราะฉะนั้นทำไมเราไม่ทำในสิ่งที่าูกต้องเสียที ผมเองเป็นคนที่ยืนยัน ยืนหยัดมาตลอดว่า ส.ว. ต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมดำ้าท่านให้อำนาจ ส.ว. มากมายขนาดนี้ ส.ว. ต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ผมบอกแล้วว่าอำนาจของประชาชนมี ๒ อย่าง ๑. เขาเลือกผู้ปกครองเขาเอง อำนาจที่สำคัญ ๆ นะครับ ๒. เมื่อเขาเลือกมาเขาก็มีสิทธิาอดาอน เพราะฉะนั้น ส.ว. ที่จะไปเที่ยวาอดาอนใครต่อใครมีอำนาจมากมายขนาดนี้ต้องมาจาก การเลือกตั้งทั้งหมด หลายคนบอกว่ามาจากการเลือกตั้งทั้งหมดมันก็มาจากฐานเดียวกันคือมาจากพรรคการเมือง ประเทศนี้ก็มีพลเมืองอยู่แค่นี้นะครับ เลือกตั้งก็ประชาชนเขาเลือกตั้ง เราต้องอธิบายต้องสอน ให้ประชาชนให้เขาได้เข้าใจว่าหน้าที่ในแต่ละหน้าที่นั้นเขาคืออะไร เขามีอะไร เขาทำอย่างไร เพราะฉะนั้นา้า ส.ว. มาจากการสรรหาทั้งหมดเหมือนที่ท่านเลิศรัตน์ น้องรักผมได้พูดเมื่อเช้านี้ พูดาึงประเทศอังกฤษ ผมไม่เาียงครับ อังกฤษเขามี ส.ว. สภาสูง เขามาจากระบบขุนนาง มาจากอะไรต่ออะไร แต่เขาไม่มีอำนาจไปาอดาอนใครนะครับ ท่านจะสรรหาหมดผมก็ไม่ว่า แต่ต้องให้ ส.ว. มีหน้าที่เพียงแค่พิจารณากลั่นกรองกฎหมายเท่านั้น ผมไม่ขัดข้องเลย แต่า้า จะให้มีอำนาจมากมายจนกระทั่งไปาอดาอนคนที่ประชาชนเขาเลือกมา ไปาอดาอน นักการเมือง ไปาอดาอนคนที่ประชาชนเขาเลือกมา อำนาจในการาอดาอนต้องมาจาก ประชาชนครับ จึงจะเป็นอำนาจของประชาชนอย่างแท้จริงผมกราบเรียนอย่างนี้ต่อไปว่า า้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกไปอย่างนี้ ผมทำนายไว้เลยว่าไม่กี่ปีก็เข้ารอบเดิมก็คือปฏิวัติ รัฐประหารอีก ผมอดีตเป็นประธานคณะกรรมการสมานฉันท์ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยคู่กรณี ซึ่งไม่อยากจะพูดว่าเสื้อสีอะไรต่ออะไร ผมทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยหาทางออกมาให้กับคู่กรณีโดยตลอด ท่านทราบไหมครับว่าใน ๓ ข้อที่เราได้พิจารณาก็คือแนวทางการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ แนวทางการปฏิรูปการเมือง แนวทางการปฏิรูปประเทศ แล้วก็แนวทาง การแก้รัฐธรรมนูญ คู่กรณีทั้งหมดได้พิจารณาแนวทางการแก้รัฐธรรมนูญแล้วก็ยืนยันว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นมีปัญหาเยอะ ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือปัญหาที่มาของอำนาจที่ผม ได้กราบเรียนแล้ว ในที่สุดในที่ประชุมนั้นก็ตกลงกันว่า ส.ว. ต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด เป็นคู่กรณีทุกฝ่ายนะครับ และนักวิชาการสุดยอดของประเทศทั้งนั้นที่เป็นคณะกรรมการ สมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญของผม มีความเห็นพ้อง ต้องกันว่าต้องมาจากการเลือกตั้งำ้ายังให้ ส.ว. มีอำนาจมากมายตามที่ผมได้กราบเรียนนี้ ผมมีเวลาเพียง ๒๐ นาที ผมไม่มีเวลาที่จะอธิบายละเอียดอะไรต่าง ๆ แต่ผมจะกราบเรียนว่า วิธีการแก้ไขนั้นทำได้ครับ ไม่ใช่ทำไม่ได้ แต่เราจะทำกันหรือไม่ ผมอยากให้ท่านได้ย้อน กลับไปอีกว่า ๘๒ ปีที่เราเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยมา ๘๒ ปี เรารัฐประหารกี่ครั้งครับ พอรัฐประหารเสร็จเราก็ตั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการ ก็เอาคนกับเอาพรรคเป็นตัวตั้ง มองว่าจะแก้ปัญหาคนอย่างไร แก้ปัญหาพรรคอย่างไร ที่จะไม่ให้เกิดปัญหานี้ขึ้นมาอีก เราก็ร่างแล้วก็สร้างรูปแบบกันมาเรื่อย ๆ แล้วรูปแบบนั้น เป็นอย่างไรครับ ๘๒ ปีวนอยู่ในอ่างปฏิวัติไม่รู้จักจบ เพราะอะไร เพราะเราทำในสิ่งที่ผิด วางโครงร่างที่ผิดให้กับเขา เพราะเราจะปกครองในระบอบประชาธิปไตย ประเทศนี้ประเทศไทย เราจะปกครองในระบอบประชาธิปไตยเราต้องเอาหลักการของประชาธิปไตยปักลงไปให้แน่น อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยต้องปัก นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ต้องเป็นหลัก ของบ้านเมืองนี้และมีเป็นดุลา่วงกันเมื่อไรเกิดปัญหาขึ้นมาเราต้องสอนคน อบรมคนว่า นี่หลักของมันเป็นอย่างนี้ครับเมื่อเราจะปกครองอย่างนี้เราจะต้องพัฒนาตัวเอง เราปรับ ตัวเองของเราเข้ามาสู่หลักา้าเราเอา ส.ว. ส.ส. เลือกตั้งหมด นายกรัฐมนตรีก็มาจาก ส.ส. มาจากการเลือกตั้ง ส.ว.มาจากการเลือกตั้งหมดำ้ามีคนหนึ่งคนใดบอกว่าผมไม่เห็นด้วย มาจากการเลือกตั้งหมด ต้องมาจากสรรหาด้วย พูดไปเลยครับ ประชาชนทั้งประเทศเขาจะมอง และเขาจะรู้และเขาจะบอกเองว่าคนที่พูดนั้นมีความคิดอย่างไร คิดาึงตัวเอง คิดาึงสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ท่านพูดได้เลยและประชาชนเขาจะสรรเสริญท่านเองที่ท่านมีความคิดอย่างนี้
เพราะฉะนั้นผมจะสรุปว่าวิธีแก้ ท่านปัก ๓ หลักนี้ให้แน่นและพัฒนาคน เข้ามาหาหลัก แล้วก็อดทนครับ รัฐบาลไหนเขาได้รับฉันทานุมัติจากประชาชนเลือกขึ้นมา ให้เขาอยู่ไปครับ รัฐสภามีหน้าที่ติติงก็ติงไป เปิดแผลไปำ้าเขาทำไม่ดีเปิดแผลไป า้าเขาโหวตแพ้กันในมติของในรัฐสภา ซึ่งเราก็ไม่เคยมีมติในรัฐสภาที่ล้มรัฐบาลได้ ผมก็ ไม่ได้หวังให้ล้ม แต่ให้เปิดแผลไปำ้ารัฐบาลเขาทุจริตและเปิดไปเรื่อย ๆ สักวันหนึ่งประชาชน เขาเห็นพิจารณาว่าจริงหรือไม่จริง ไม่มีใครที่จะครองความเป็นเจ้าของประเทศได้ตลอด ประเทศสหรัฐอเมริกา ๒ พรรคใหญ่ มีพรรคใดครองตลอดกาลไหมครับ ไม่มี ผลัดกันเป็น อย่างนี้ละ เขาอดทน เขายึดหลัก เขาสอนคนพัฒนาเข้าหาหลักไม่ใช่สร้างรูปแบบอะไรไปเรื่อย แล้วรูปแบบมันก็ทะเลาะกันเรื่อยำ้ารัฐบาลทุจริตคอร์รัปชันมันมีหลักสำคัญของการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอยู่ว่า ๑. รัฐบาล การเมืองต้องชอบธรรม ๒. กระบวนการยุติธรรม ต้องเข้มแข็ง ๓. ศาลต้องเที่ยงตรง ผมขอเวลานิดเดียวครับำ้าเมื่อไรการเมืองทุจริตคิดมิชอบ คอร์รัปชัน กระบวนการยุติธรรมต้องเข้าดำเนินการสืบสวน สอบสวน ดำเนินคดี แล้วก็ ส่งฟ้องศาล ศาลตัดสินด้วยความเที่ยงตรง ผมาามว่าผู้นำประเทศคนไหนจะรอดพ้นบ้าง ตัวอย่างมีเยอะแยะครับ ล่าสุดประเทศอิตาลี ย้อนขึ้นไปหน่อยประเทศไต้หวัน ประธานาธิบดี าูกตัดสินจำคุก ๒๕ ปี ขึ้นไปอีก ประเทศเปรูาูกตัดสินจำคุก ๒๐ ปี แล้วก็ในที่สุดกลับมาดูในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นประเทศฟิลิปปินส์ มาร์กอส ปัก จุง ฮี ประเทศเกาหลี ซูการ์โนำูกสอบสวน มาแล้วทั้งนั้น เพราะฉะนั้นวิธีการที่าูกต้องท่านต้องสร้างดุลา่วงด้วยอำนาจการตรวจสอบ รัฐบาล รัฐบาลต้องเข้มแข็งแต่อำนาจในการตรวจสอบต้องชัดเจนและต้องเข้มแข็งด้วย า้าตรวจสอบเข้มแข็ง รัฐบาลโดนสอบสวน โดนดำเนินคดีไม่กี่ทีคนก็กลัวครับ ไม่มีใครไม่กลัว หรอกครับ เพราะฉะนั้นผมอยากให้ท่านเดินให้าูกทางเสียอย่าไปคิดรูปแบบที่มันออก นอกกรอบประชาธิปไตยเลย ประเทศไทยนั้นเป็นประเทศประชาธิปไตยซึ่งไม่เหมือนใครอยู่ แล้วก็คือเราเป็นประชาธิปไตยที่มีองค์พระมหากษัตริย์เป็นประมุขนี่ละครับคือวัฒนธรรม ประเพณีไทยที่สะสมมาอย่างดั้งเดิม เพราะฉะนั้นแนวทางนี้ผมจึงฝากคณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญไว้ด้วยำ้าท่านออกไปอย่างนี้ทะเลาะกันอีกแน่นอนครับ แล้วก็เวียนเข้ามาสู่ การรัฐประหารอีกแน่นอน กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญอาจารย์อรพินท์ สพโชคชัย ๑๐ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ แล้วก็ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ วันนี้ดิฉันขออนุญาตอภิปรายใน ๔ หัวข้อนะคะ
ในประเด็นแรกที่จะพูดาึงก็คือเรื่องของผู้นำทางการเมืองที่ได้บัญญัติไว้ ในภาค ๒ หมวด ๑ ดิฉันเห็นด้วยกับข้อมูลและสาระในหมวดนี้ แล้วก็คิดว่าเป็นหมวดที่ มีความสำคัญและมีความจำเป็นก็ต้องขอขอบคุณที่ใส่หมวดนี้เข้ามาไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา ๗๕ ที่พูดาึงเรื่องสิ่งที่ควรจะทำและสิ่งที่ไม่ควรจะทำที่เป็น ดู แอนด์ ดอนท์ (Do and don’t) อันนี้ดิฉันคิดว่าเป็นหลักการที่เราเหมือนจะเข้าใจ แต่ไม่แน่ใจว่ามีการประพฤติปฏิบัติอย่างนั้นจริง ๆ หรือเปล่า ดิฉันคิดว่าการใส่ในรัฐธรรมนูญนั้น เป็นการตอกย้ำให้เราได้เห็นาึงความสำคัญ อย่างเช่น เรื่องของการแยกเรื่องที่เป็นเรื่องส่วนตัว ออกจากเรื่องที่เป็นส่วนรวม การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เรามีผู้นำทางการเมือง หรือว่าผู้นำในด้านอื่น ๆ ที่ได้ยินเสียงจากประชาชนแต่ไม่ได้รับฟัง ได้ยินเฉย ๆ เพราะฉะนั้นในกระบวนการมีส่วนร่วมในการที่จะเปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมนั้น า้าผู้นำทางการเมืองเพียงแต่ได้ยินแล้วไม่ได้รับฟังนั้น ดิฉันคิดว่าก็ไม่ได้เข้าสู่กระบวนการ การมีส่วนร่วมเท่าไร ในหมวดนี้ฉันมีข้อเสนอแนะนิดเดียวที่ดิฉันคิดว่าน่าจะมีการตรวจสอบ ในบางมาตรานั้นได้พูดาึงผู้นำทางการเมือง และผู้นำอื่น ๆ แต่ในบางมาตรานั้นได้พูดาึง เจ้าหน้าที่ของรัฐสลับไปสลับมา ดิฉันคิดว่าจริง ๆ แล้วในหมวดนี้ควรจะใช้ทั้งผู้นำ ทางการเมืองและผู้นำและเจ้าหน้าที่ของรัฐอื่น ๆ ดิฉันอยากจะให้ขยายลงไปาึงเจ้าหน้าที่ ของรัฐด้วย
ในประเด็นที่ ๒ ที่ดิฉันขออนุญาตอภิปรายก็คือเรื่องของคณะกรรมการ ประเมินผลแห่งชาติ ซึ่งมีหลายท่านได้พูดาึงในช่วงที่ผ่านมา ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มี การระบุาึงบทบาทและหน้าที่ของคณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติในหลายมาตรา โดยเริ่มต้นตั้งแต่มาตรา ๗๗ เป็นต้นไปแล้วก็มีกำหนดาึงว่าบทบาทในการประเมินและใน มาตราตั้งแต่ ๒๖๗ มาตรา ๗๐ มาตรา ๗๑ มาตรา ๗๕ ต่าง ๆ ให้มีการประเมินในกลไกต่าง ๆ เพราะฉะนั้นในบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการประเมินผลแห่งชาตินั้น ดิฉันคิดว่า เป็นบทบาทที่มีความสำคัญ จริง ๆ แล้วกลไกนี้เป็นกลไกที่มีความสำคัญและจำเป็นสำหรับ การทำงานในภาครัฐ สิ่งที่ดิฉันเป็นกังวลก็คือในรัฐธรรมนูญกำหนดว่าจะต้องมีการ ออกกฎหมายที่กำหนดาึงบทบาทหน้าที่ที่มาแล้วก็ภาระต่าง ๆ ของคณะกรรมการ ประเมินผลแห่งชาตินั้น ดิฉันคิดว่าสิ่งที่เป็นกังวลก็คือว่ากฎหมายฉบับนี้จะออกเป็นกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญหรือเป็นกฎหมายประเภทไหนในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในมาตรา ๑๕๙ ไม่ได้ มีการกำหนดพระราชบัญญัติฉบับนี้ไว้ ดิฉันก็ไม่แน่ใจว่าจำเป็นต้องกำหนดไว้หรือเปล่า เดี๋ยวจะมีแต่เฉพาะชื่อของคณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติในทางปฏิบัติเองอาจจะยังไม่มี การดำเนินการ คณะกรรมการประเมินผลแห่งชาตินั้นมีการกำหนดให้ประเมินใน ๓ มิติ
มิติที่ ๑ ก็คือประเมินในเรื่องเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะซึ่งดิฉันคิดว่า มีความสำคัญ และอันนี้เป็นกลไกที่ขาดในประเทศไทยที่ผ่านมา เรามีนโยบายสาธารณะต่าง ๆ ที่ดำเนินการมาหลายสิบปี แต่ดิฉันตั้งคำาามอยู่ตลอดเวลาว่าที่ทำมาแล้วลงทุนไปประมาณ ๑๐-๒๐ ปีนั้นจริง ๆ แล้วได้ผลอย่างไร ดิฉันไม่เคยได้คำตอบเลยว่าเราลงทุนให้เด็ก ในประเทศไทยดื่มนมเป็นโครงการที่เรียกว่านมโรงเรียน และนมโรงเรียนทำอะไรกับเด็กไทยหรือเปล่า า้าในต่างประเทศเขาจะบอกว่าเมื่อให้เด็กดื่มนมโรงเรียนไประยะหนึ่งแล้วประมวลผล ปรากฏว่าระดับไอคิวของเด็กเพิ่มขึ้น แต่ดิฉันดูรายงานแล้วรู้สึกว่าระดับไอคิวโดยเฉลี่ย ของเด็กไทยจะลดลง ซึ่งอันนี้ไม่แน่ใจว่าการดำเนินนโยบายสาธารณะแบบนั้นมีผลสัมฤทธิ์ น่าพึงพอใจหรือไม่ เพราะฉะนั้นบทบาทของคณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติในมิตินี้ จึงมีความสำคัญมาก แล้วก็ดิฉันคิดว่าจะต้องมีเป็นคนที่ดำเนินการในการประเมินในเรื่องของ ยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งดิฉันคิดว่ามีความสำคัญที่จะต้องกำหนดในอนาคต
ในมิติที่ ๒ คือประเมินในเชิงการเมือง ในประเมินเชิงการเมืองได้กำหนดให้มี การประเมินกลุ่มการเมืองแล้วก็พรรคการเมือง
มิติที่ ๓ คือประเมินองค์การสาธารณะ เพราะฉะนั้นในบทบาท ของคณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติ ดิฉันคิดว่าจะต้องมีความสำคัญก็ขอเสนอว่าน่าจะ มีความชัดเจนในเรื่องของการออกกฎหมายสำหรับกลไกนี้ แล้วก็กลไกนี้จะขึ้นอยู่กับใคร หรือจะอยู่ที่ไหน ดิฉันคิดว่ามีความสำคัญมาก
ในประเด็นต่อไป ดิฉันคิดว่าในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มีการจัดตั้งองค์กรใหม่ ๆ เกิดขึ้นเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญนั้น คือรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เขียนาึงเรื่องของ ความเท่าเทียมกันระหว่างหญิงชาย ดิฉันคิดว่ามีความสำคัญมากำ้าสมมุติว่าจะมีการกำหนดว่า ในการแต่งตั้งหรือสรรหาคณะกรรมการระดับชาติต่าง ๆ ที่เป็นคณะกรรมการ ไม่ว่าจะเป็น สมัชชาพลเมือง สมัชชาคุณธรรม หรือว่ากรรมการที่มาจากกลไกต่าง ๆ นั้นน่าจะมีการระบุ ให้คำนึงาึงสัดส่วนของเพศตรงข้าม ดิฉันคิดว่าไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย ดิฉันไม่อยากเห็น กรรมการชุดใดชุดหนึ่งเป็นหญิงล้วน หรือชายล้วน ดิฉันคิดว่าน่าจะมีสัดส่วนในการที่จะ มีเพศตรงข้ามนี้ในลักษณะที่เท่าเทียมกัน ดิฉันขอความกรุณาว่าช่วยพิจารณาในเรื่อง ของคณะกรรมการระดับชาติในเรื่องต่าง ๆ
ในเรื่องสุดท้ายนั้น ดิฉันอยากจะขออนุญาตพาดพิงไปาึงหมวดที่เป็นการคลัง และการงบประมาณ ซึ่งหมวดนี้เป็นหมวดที่มีความสำคัญมาก ดิฉันก็ขอขอบคุณ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ได้กำหนดสิ่งที่เรียกว่า ขอบเขตของเงินแผ่นดิน ซึ่งมีความชัดเจนมากขึ้น และดิฉันคิดว่าการกำหนดสาระในหมวดนี้จะนำไปสู่การบริหาร การคลังและงบประมาณที่มีความชัดเจนมากขึ้น แล้วก็จะทำให้ผู้ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ในยุคต่อ ๆ ไปนั้นจะต้องคำนึงาึงวินัยทางการคลัง อันนี้จะเป็นการที่จะปกป้องประเทศของเรา ในอนาคตที่จะไม่นำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า หายนะทางการเงินและการคลัง ต้องขอบคุณที่มี การกำหนดในเรื่องของสิ่งที่เรียกว่า เป็นงบประมาณที่คำนึงาึงความเสมอภาคทางเพศ อันนี้ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก อันนี้อยู่ในมาตราหลัง ๆ มาตรา ๘๙ ซึ่งได้พูดาึงเรื่องของหลัก ความเสมอภาคทางเพศ อันนี้เป็นประเด็นที่มีความสำคัญมาก หลายครั้งที่ดิฉันไปวิเคราะห์ ในการจัดสรรงบประมาณขององค์กรหรือหน่วยงานต่าง ๆ ในภาครัฐนี้จัดไปได้เรื่อย ๆ โดยที่ ไม่ได้คำนึงว่าจริง ๆ แล้วผู้รับประโยชน์จากโครงการหรือนโยบายสาธารณะของรัฐนั้น มีทั้งผู้รับประโยชน์หรือประชาชนที่เป็นทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ปรากฏว่าในหลายองค์กรที่เราได้ไป วิเคราะห์มาแล้ว งบประมาณบางส่วน ส่วนใหญ่ประมาณสัก ดิฉันเคยวิเคราะห์ของหน่วยงานหนึ่ง ขออนุญาตไม่เอ่ยพาดพิงาึงหน่วยงานนั้น ปรากฏว่าเป็นหน่วยงานที่ต้องให้บริการสาธารณะ กับประชาชน แต่บริการสาธารณะส่วนใหญ่นั้นให้กับกลุ่มผู้ชายาึงร้อยละ ๙๐ กว่าด้วย มีแค่ ๗ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เป็นกลุ่มเป้าหมายสตรีที่ได้รับประโยชน์จากบริการสาธารณะนั้น เพราะฉะนั้นหลังจากที่ได้นำตัวเลขนี้ขึ้นมาแล้วทำให้หน่วยงานได้ตระหนักว่าได้ทำงบประมาณ ในสิ่งที่เรียกว่า ไม่สมดุลมาตลอดเป็นเวลา ๑๐ กว่าปี หลังจากนั้นได้มีการปรับปรุง ซึ่งก็นำไปสู่การทำงานที่ดีขึ้น ดิฉันคิดว่ายังมีอีกหลายหน่วยงานที่จำเป็นจะต้องมีการสร้าง ความตระหนักในเรื่องนี้ ทั้งหมดนี้ดิฉันคิดว่าในหมวดงบประมาณนั้นมีข้อเสนอแนะอยู่ ประมาณ ๔ ข้อ
เรื่องที่ ๑ ก็คือว่าในการจัดสรรงบประมาณในหมวดนี้อยากจะให้ช่วย พิจารณากำหนดว่าในการจัดงบประมาณ ๒ ขาก็ดี ในเรื่องของการประมาณการรายได้ และการประมาณการรายจ่ายนั้น ดิฉันอยากให้คำนึงาึงสิ่งที่เรียกว่า การลงทุนในสิ่งที่จะ ปรากฏอยู่ในยุทธศาสตร์ชาติในอนาคต ยุทธศาสตร์ชาติเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ดิฉันคิดว่า ในหมวดนี้ยังไม่ได้พูดาึงเรื่องสิ่งที่เรียกว่า เป็นงบประมาณที่จะใช้ในการที่จะอุดหนุน ยุทธศาสตร์ชาติ
เรื่องที่ ๒ นั้นดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ ยังไม่มีการพูดาึงก็คือเรื่องของวินัย การคลังและการงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องาิ่น ดิฉันได้ดูในหมวดของ การกระจายอำนาจและองค์กรปกครองส่วนท้องาิ่นนั้นยังไม่มีการพูดาึง ในหลายประเทศนั้น ได้มีการพูดเรื่องวินัยทางด้านงบประมาณและการคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องาิ่น และมีมาตรการในการกำกับเพื่อจะให้องค์กรปกครองส่วนท้องาิ่นทั้งหลายนั้นได้ทำงาน ในเรื่องของจัดบริการสาธารณะต่าง ๆ ที่เป็นไปตามกรอบที่เรียกว่าำูกต้องตามวินัย ทางการคลัง ควรจะมีมาตรการในการกำกับ รัฐธรรมนูญพูดาึงเรื่องการกำกับมาตรฐาน คุณภาพ แต่ดิฉันคิดว่าเรื่องการกำกับเรื่องวินัยทางการคลังก็มีความสำคัญมากกว่า
ในส่วนนี้ดิฉันต้องขอพูดาึงเรื่องสุดท้ายก็คือเรื่องของการมีส่วนร่วม ของประชาชน ดิฉันคิดว่าการมีส่วนร่วมที่กำหนดอยู่ในรัฐธรรมนูญนั้น เรื่องของการที่เปิดให้ ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจมีความสำคัญมากในระดับท้องาิ่น เพราะฉะนั้น การตัดสินใจนั้นไม่ใช่ให้ประชาชนเข้ามานั่งตัดสินใจแทนข้าราชการ แต่มีกระบวนการที่ทำให้ ประชาชนเข้ามามีส่วนในกระบวนการการตัดสินใจ อาจจะเข้ามาในรูปของคณะทำงาน คณะกรรมการ เพราะฉะนั้นในกระบวนการการตัดสินใจนั้นมันมีระดับของการเข้าร่วม หลายระดับ เพราะฉะนั้นไม่ใช่เป็นการที่จะเข้ามาตัดสินใจแทนผู้นำทางการเมืองหรือว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐ ก็ขอขอบพระคุณนะคะ
ขอบคุณนะครับ เชิญศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม ครับ
(นายดุสิต เครืองาม ไม่อยู่ในที่ประชุม)
เชิญคุณบุญเลิศ คชายุทธเดช ครับ
เรียนท่านประธานครับ ผม บุญเลิศ คชายุทธเดช หรือบุญเลิศ ช้างใหญ่ ผมรู้สึกว่าจะมาเร็วกว่ากำหนดนะครับ เพราะปกติคิดว่าประมาณ ๖ โมงเย็น สิ่งที่อยากจะนำเรียนก็คือว่า สปช. ทำหน้าที่เสนอความเห็นและข้อเสนอแนะ ต่อร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญใช้เวลา ๑๒๐ วัน แล้วก็นำเสนอมา ๓๑๕ มาตรา กระผมก็ขอเรียนเป็นประเด็น ๆ เพียงสั้น ๆ พอเข้าใจว่ามีความเห็น และมีข้อเสนอแนะอย่างไร
เรื่องแรก ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งยวด ซึ่งคณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญ ได้จับเอาหัวใจในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปนั่นคือการให้พลเมืองเป็นใหญ่ ผมก็อยากจะกราบเรียนว่าในร่างรัฐธรรมนูญมีา้อยคำ คำศัพท์ที่มีความหมายเกี่ยวกับ ประชาชน เกี่ยวกับคนไทยโดยรวมและคนไทยเป็นรายบุคคล พูดโดยสรุปก็คือว่าจะมี คำเรียกคนเหล่านี้ เช่น บุคคล ปวงชนชาวไทย มนุษย์ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ราษฎรเป็นต้น เมื่อเราให้ความหมายว่าพลเมืองเป็นผู้ที่เป็นพลังของเมือง พลังของประเทศ พลังของแผ่นดิน เห็นความสำคัญของการเมืองพอ ๆ กับการทำมาหากิน ซึ่งา้าว่าไปแล้วก็อาจจะแตกต่าง จากคำอื่น ๆำ้าหากว่าเราบัญญัติคำว่า พลเมือง ลงไปจนกระทั่งมีองค์กรเกิดใหม่ ของพลเมือง เช่น สมัชชาพลเมือง สภาตรวจสอบภาคพลเมือง คนก็จะได้รับรู้จากการที่เรา จะปลูกฝังกันต่อไป แต่อย่างไรก็ดีมันจะเกิดปัญหาครับ ความคุ้นเคย ความเคยชินกับา้อยคำ ที่เคยมีมาแต่ดั้งเดิม เช่น มีสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งของประชาชน เลือกมาแล้ว าือว่าเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยมาใช้อำนาจหน้าที่ในทางนิติบัญญัติ อีกส่วนหนึ่งไปเป็น ฝ่ายบริหาร คำว่า ราษฎร แล้วได้มีตัวแทน คำว่า ราษฎร มีความหมายว่าเป็นพลังของเมือง เป็นพลังของประเทศหรือเปล่า มันระดับเดียวกันหรือเปล่าอย่างไร ราษฎรมีมาตั้งแต่ คณะราษฎร์เข้าก่อนการเปลี่ยนแปลงปี ๒๔๗๕ และเราก็ใช้สภาผู้แทนราษฎร แต่า้าหากว่า พลังของเมืองคือพลเมืองมีผู้เสนอว่าน่าจะเปลี่ยนเป็นสภาผู้แทนคนละเมืองจะดีหรือเปล่า จะทำได้ไหม นี่ประเด็นที่ ๑ ผมก็อยากจะให้พิจารณากันให้าี่า้วนว่าเราสมควรจะยืนเอาคำว่า พลเมืองเข้าไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่
ประเด็นต่อมาเรื่องของระบบการเลือกตั้ง ระบบสัดส่วนผสมที่จะเติมเต็ม ไม่ให้คะแนนเสียงของประชาชนสูญหายไป ผมคิดว่าของใหม่ที่เราคิดว่าดี แต่จะดีหรือไม่มี ปัญหาอุปสรรคอย่างไรในแต่ละขั้นตอนที่ขึ้นอยู่กับพัฒนาการทางการเมือง ที่เกี่ยวข้องกับ นักการเมือง พรรคการเมืองและเกี่ยวข้องกับภาคส่วนต่าง ๆ และประชาชนคนไทย ของเดิม ก็มีการเปลี่ยนมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เรามีระบบปาร์ตี ลิสต์ใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ผสมกับ เขตเดียวคนเดียว ต่อมารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ก็เปลี่ยนใหม่ แบ่งประเทศไทยออกเป็น ๘ เขต ๘ โซน (Zone) แล้วต่อมาก็มีการปรับแก้กันอีก ของใหม่เราจะเริ่มใหม่ ผมเห็นว่า ระบบการเลือกตั้งที่ออกแบบสมัยเมื่อปี ๒๕๔๐ ที่ใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ๑ เดียว มีปาร์ตี ลิสต์กับปี ๒๕๕๐ ที่แบ่งประเทศเป็น ๘ โซน แล้วใช้ระบบการเลือกตั้งง่าย ๆ คือใส่บัญชี รายชื่อกันไปของแต่ละพรรคแล้วให้ประชาชนได้เลือก พอใจในบัญชีรายชื่อไหนก็เลือกพรรคนั้น ผมคิดว่าระบบการเลือกตั้งแบ่งเป็นโซน น่าจะใช้เวลาในการที่จะดูพัฒนาการไป โดยพรรคเล็ก เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธ เพราะเขารู้สภาพก็คงจะได้น้อย แต่า้ามีจุดแข็ง มีกลยุทธ์ อย่างพรรค ของคุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ก็สามาราที่จะได้รับความเชื่อาือยอมรับจากพรรคการเมืองเล็ก ๆ ด้วยกัน แต่า้าไม่มีกลยุทธ์ในการที่จะทำหน้าที่ในการเป็นผู้แทนราษฎรหลังจากได้รับ การเลือกตั้ง ก็อาจจะได้คะแนนน้อยกว่าอย่างนี้เป็นต้น ผมก็เห็นว่าระบบสัดส่วนผสมยังเป็น สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ก็เลยไม่แน่ใจว่ามันจะดีหรือเปล่า
ประเด็นต่อมาเรื่องของการบัญญัติให้มีกลุ่มการเมืองที่เป็นนิติบุคคล เช่น สมาคมส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ผมมีความเห็นว่าพรรคการเมืองบ้านเราใช้เวลาพัฒนาการ มาตามลำดับ หลัง ๑๔ ตุลา ไม่ต้องมีรัฐธรรมนูญ ไม่มีกฎหมายพรรคการเมืองกำกับว่า จะต้องส่งสมาชิกเป็นพรรค แต่นักการเมืองเขาก็ส่งในนามของพรรคกัน แล้วประชาชน ก็เข้าใจเลือกเป็นพรรคำ้ามีกลุ่มการเมืองเกิดขึ้นแล้วไปจดทะเบียนมีวัตาุประสงค์ ทางการเมืองในรูปของสมาคม ผมเกรงว่ามันจะไม่สอดคล้องกับความปรารานาของผู้คน ที่อยากจะเข้าสู่สนามเลือกตั้งเป็นนักการเมืองในรูปของกลุ่มสมาคม อีกประการหนึ่งมันจะ ประดักประเดิด เวลาสมาชิกลงรับเลือกตั้งแล้วได้รับเลือกตั้งมาในนามของสมาคม มายืนอยู่ ในที่นี้แล้วลุกขึ้นแนะนำตัวว่าผมผมชื่อนี้ นี่เป็นสมาชิกจากสมาคม ผมคิดว่ามันอย่างไร ในขณะที่คนส่วนใหญ่มาจากพรรคการเมือง อันนี้ก็เป็นประเด็นอีกประเด็นหนึ่ง
เรื่องของการหยั่งเสียงในร่างรัฐธรรมนูญ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ บอกว่าให้พรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองไปดำเนินการหยั่งเสียงประชาชนหรือสมาชิกพรรค ผมเห็นว่าา้าจะมีการหยั่งเสียงก็น่าจะเป็นความพร้อม ความสะดวกของแต่ละพรรคการเมือง ที่เขาอยากจะรู้ว่าประชาชนพอใจในผู้สมัครคนไหน อย่างไร แล้วก็จะจัดมาเป็นผู้สมัคร ให้เป็นเรื่องของพรรคการเมืองกับสมาชิกพรรคของเขา เพราะประชาชนโดยทั่วไปล้วนแต่ เป็นสมาชิกของพรรคการเมืองจำนวนไม่น้อย ดังนั้นในเรื่องของการหยั่งเสียงไม่น่าจะไปบัญญัติ ไว้ในรัฐธรรมนูญ น่าจะปล่อยไปตามธรรมชาติเพราะพรรคการเมืองเขาคงอยากจะส่งผู้สมัคร ที่ประชาชนในเขตเลือกตั้งอยากจะเลือกในร่างบอกว่าให้ไปหยั่งเสียงในเขตด้วย ๖ เขต ทั่วทั้งประเทศ ผมคิดว่าไม่น่าจะไปกำหนดนะครับ เรื่องของ ส.ว. จะมากันอย่างไร อันนี้ก็เป็น ประเด็นที่อภิปรายกันมาก ผมก็ยังเตรียมตัวไม่ค่อยจะทัน
สุดท้ายนี้ผมก็อยากจะเรียนว่าเจตนารมณ์ของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ต้องการให้การเมืองใสสะอาดและเกิดความสมดุล ผมอ่านศึกษารัฐธรรมนูญโดยรวมแล้ว กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่มุ่งที่จะให้นักการเมืองไม่ว่าจะฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหารใสสะอาด กาวาว แต่ความสมดุลที่จะคานกันเป็นอิสระซึ่งกันและกัน ยังกังวลใจอยู่ไม่น้อย ผมอยากจะได้ รัฐบาลที่มีเสาียรภาพ ได้รับการยอมรับเลือกตั้งจากประชาชนมาเป็นเสียงข้างมากด้วย ตัวนโยบายที่ดี ตัวบุคคลที่มาเป็นผู้นำพรรค มีความรู้ มีความสามารา มีประสบการณ์ และมีศิลปะในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งำ้าประชาชนจะเลือกพรรคการเมืองไหน ได้ผู้สมัครมาเป็น ส.ส. จำนวนมาก ไม่ใช่ความผิดของพรรคการเมืองำ้าจัดการเลือกตั้ง อย่างสุจริตและเที่ยงธรรม และการนำเสนอนโยบายเป็นไปตามกรอบตามที่เราได้วางเอาไว้ ไม่ใช่ความผิดของพรรคการเมือง แล้วไม่ใช่ความผิดของประชาชนด้วยนะครับ ในเรื่องนี้ เราจึงจะสร้างความสมดุลก็ควรจะต้องดูให้าี่า้วนครับ ผมด้วยความเคารพในกติกา ๑๐ นาที ขอบคุณครับ
ขอบคุณนะครับ ขออ่านรายนามล่วงหน้าไว้นิดหนึ่งนะครับ คุณจิรวัฒน์ เวียงด้าน พันตำรวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ รองศาสตราจารย์สืบพงศ์ ธรรมชาติ คุณสีลาภรณ์ บัวสาย คุณเขมทัต สุคนธสิงห์ แล้วก็ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม เชิญคุณจิรวัฒน์ เวียงด้าน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จิรวัฒน์ เวียงด้าน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ลำดับที่ ๔๒ จากจังหวัดนครพนม ท่านประธาน ที่เคารพครับ วันที่ ๑๗ เมษายนที่ผ่านมา สมาชิกสภาปฏิรูปเรารวมทั้งผมด้วยมีความรู้สึก ตื่นเต้นดีใจ ตั้งตารอคอยรัฐธรรมนูญร่างแรก เหมือนกับรอคอยลูกคนแรกจะเกิด บ่ายโมง วันที่ ๑๗ ท่านคุณหมอพร้อมคณะที่ทำคลอดรัฐธรรมนูญก็ออกมาเป็นหน้าตาที่น่ารักน่าชังครับ ชื่อว่า น้องรัฐธรรมนูญ น้องรัฐธรรมนูญเพิ่งคลอดมาได้ ๔ วัน หลาย ๆ ท่านก็ตั้งความหวังไว้ว่า น้องรัฐธรรมนูญนี้จะเติบโตมาเป็นเช่นไร จากได้ฟังอภิปรายเมื่อวานนี้ก็เห็นว่าหลาย ๆ ท่าน ก็มีความคาดหวังในเรื่องตัวรัฐธรรมนูญฉบับนี้ น้องเพิ่งคลอดมาได้ ๔ วันครับ ก็คงอาจจะ ยังให้อะไรแก่เรามากไม่ได้ แต่เรายังมีเวลาอีกประมาณ ๔ เดือนในการที่ช่วยกันฟูมฟัก แล้วก็ ดูแลน้องรัฐธรรมนูญเราให้เจริญเติบโตงอกงามขึ้นมาเป็นที่พึ่งของพี่น้องประชาชนทั้งหมด ๖๕ ล้านคนตามกรอบและประเพณีวัฒนธรรมของคนไทยเรา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเองไม่ใช่นักการเมือง แต่า้าผมจะเป็นนักการเมือง รัฐธรรมนูญฉบับนี้หมวดแรก มาตราแรก ที่ผมจะอ่านก็คือมาตรา ๗๕ ครับ มาตรา ๗๕ ในหมวด ๑ ภาค ๒ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ตอนแรกที่ผมได้อ่านผมก็มีความรู้สึกคล้าย ๆ อมยิ้มว่าบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญได้อย่างไร แต่พออ่านไปอ่านมาแล้วก็คิดาึงเหตุการณ์ต่าง ๆที่เกิดขึ้นในประเทศไทยตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน และอาจจะเป็นต่อไปในอนาคต ผมกลับมาให้ความสนใจในมาตรา ๗๕ นี้แล้วก็อ่านอีกครั้งหนึ่งว่า เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น แล้วก็รัฐธรรมนูญฉบับนี้เราที่ร่างจนมีมาตราาึง ๓๑๕ มาตรา มากเป็นพิเศษ แล้วก็ชี้เขียนเจตนารมณ์รวมทั้งอธิบายแต่ละมาตรามากขึ้น เพราะในเรื่องของ มาตรา ๗๕ ที่ผมจะได้อ่านต่อไปนี้ครับ รัฐธรรมนูญมาตรา ๗๕ นี่วรรคหนึ่งได้เขียนไว้ว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และผู้นำอื่นในภาครัฐ อย่างน้อยต้องปฏิบัติตนดังนี้ ที่จริงผมน่าจะ ให้ตัดคำว่า อย่างน้อย ออก จะต้องใส่คำว่า จะต้องมี หรือว่าจะต้องปฏิบัติตนดังนี้
(๑) แยกเรื่องส่วนตัวออกจากตำแหน่งหน้าที่ และยึดประโยชน์ส่วนรวมของชาติ และประชาชนเหนือประโยชน์ส่วนตนและของพรรคการเมือง หรือกลุ่มการเมืองที่ตนสังกัด
(๒) รับฟังความคิดเห็นของประชาชน สนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน อย่างแท้จริง ทั้งทางการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน และในการตรวจสอบทุกระดับ และนำความเห็นของประชาชนมาประกอบการตัดสินใจ
(๓) แสดงความคิดเห็น อภิปราย หรือให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชน อย่างครบา้วนำูกต้อง และไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง
(๔) แสดงความรับผิดชอบทางการเมืองเมื่อตนหรือผู้อยู่ในความรับผิดชอบ ของตนกระทำผิด หรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติหรือประชาชน
(๕) เมื่อพบว่ามีการกระทำซึ่งมีลักษณะฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ กฎหมาย หรือประมวลจริยธรรม ต้องคัดค้านการกระทำดังกล่าว และแจ้งให้องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
า้าผมจะเป็นนักการเมืองผมจะอ่านหมวดนี้ข้อแรกก่อนที่จะไปอ่านมาตราอื่น ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้วรรคสองของมาตรา ๗๕ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและผู้นำอื่น ในภาครัฐ อย่างน้อยต้องไม่กระทำการดังต่อไปนี้ ยังมีอย่างน้อย นี่ผมจะเสนอให้ตัดคำว่า อย่างน้อย ออกครับ จะต้องใส่ว่า ต้องไม่กระทำการดังต่อไปนี้
(๑) ใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนตน หรือประโยชน์ของพรรคการเมือง หรือกลุ่มการเมืองที่ตนสังกัด หรือกระทำการอื่นอันเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ไม่ว่าการกระทำนั้นจะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายหรือไม่
(๒) ละเมิดหลักสำคัญทางศีลธรรม ศาสนา และประเพณี
(๓) ใช้วาจาไม่สุภาพ หรือกระทำการที่ก่อให้เกิดความเกลียดชังกันระหว่าง คนในชาติ หรือศาสนา หรือการใช้ความรุนแรงระหว่างกัน
(๔) ยอมให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดครอบงำ หรือชี้นำโดยมิชอบ ด้วยกฎหมาย หรือขัดต่อประมวลจริยธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ หรือดำเนินกิจกรรม
(๕) ใช้อำนาจหน้าที่มุ่งสร้างความนิยมทางการเมืองที่อาจก่อให้เกิดความเสียหาย ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนในระยะยาว
(๖) เลี่ยงหรือชี้นำให้บุคคลอื่นเลี่ยงการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย รวมทั้งแสดงความเห็นทำนองดังกล่าวต่อสาธารณะ
า้ามาตรา ๗๕ นี้เข้าไปอยู่ในสายเลือดของพี่น้องคนไทย โดยเฉพาะผมที่จะ เป็นนักการเมืองในอนาคต เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน และจะต่อไป ในอนาคตของประเทศไทยเราก็คงจะได้รับการแก้ไขได้เป็นส่วนมาก รัฐธรรมนูญที่เราร่างกัน ก็คงไม่ต้องบัญญัติไว้เยอะมาตรา รัฐธรรมนูญหลาย ๆ ประเทศที่เราได้ชื่นชมว่า เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีมีไม่กี่มาตรา เขาไม่ได้บัญญัติไว้เพื่อที่จะบอกว่าให้ทำอะไรมากมาย เหมือนบ้านเราำ้าอย่างนั้นผมคิดว่ามาตรา ๗๕ ทั้ง ๒ วรรค รวมแล้วเป็น ๑๑ อนุมาตรา ควรจะเป็นหัวใจหลักของการที่จะนำพาประเทศไทยเราไปสู่ความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ในอนาคตได้ำ้าท่านประธานจำได้ว่าเหตุเกิดที่ประเทศเกาหลีใต้ เรือขนสินค้าและผู้โดยสารล่มจม มีการเสียชีวิตอย่างมาก ท่านนายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้ท่านแสดงสปิริต (Spirit) ลาออก ทั้งที่ ท่านไม่ได้เป็นผู้กระทำ ผมไม่รู้ว่าจะอีกกี่ปีกี่ชาติที่เราจะได้เห็นนักการเมืองที่มีสปิริตอย่างนี้ เกิดขึ้นในประเทศไทยหรือว่าในอนาคตำ้าอย่างนั้นเราก็คาดหวังไว้ว่าในอนาคตนี้ เราจะได้เห็นมาตรา ๗๕ ใช้ปฏิบัติกันในภาคการเมืองแล้วก็ในส่วนของผู้นำองค์กรในด้านอื่น ๆ มากยิ่งขึ้นในประเทศไทย ผมขออนุญาตาามท่านประธานว่ารัฐธรรมนูญในโลกนี้ประเทศไหน ดีที่สุดำ้าประเทศไหนมีรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด ผมก็อยากจะให้ำ้าสมมุติว่านักการเมืองบ้านเรา ไปอยู่ที่ประเทศนั้นแล้วรัฐธรรมนูญจะยังคงดีที่สุดหรือเปล่า ขอบคุณมากครับท่านประธาน
ขอบคุณนะครับ เชิญ พันตำรวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ ครับ
เรียนประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม พันตำรวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จังหวัดมุกดาหาร กระผมขอน้อมนำเอาพระราชหัตาเลขาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปกฯ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ความว่า ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็น ของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิม ให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลาย ของข้าพเจ้า ให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาดและโดยไม่ฟังเสียง อันแท้จริงของประชาราษฎร วันที่ ๒ มีนาคมพุทธศักราช ๒๔๗๗ เวลา ๑๓.๔๕ นาฬิกา เพราะฉะนั้นตามที่สภาปฏิรูปแห่งชาติได้แต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญรับฟังความคิดเห็น และการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนประจำจังหวัด ความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน แต่ละจังหวัดในวันนี้ไหลมาเทมาที่สภาปฏิรูปแห่งชาติแล้วนะครับ ในอดีตที่ผ่านมา ๒๐ ปี หรือ ๒ ทศวรรษ ความคิดเห็นต่างทางการเมือง สร้างความแตกแยกในสังคม แบ่งสี แบ่งเสื้อ แบ่งขั้ว แบ่งข้าง แบ่งภาคประเทศอย่างชัดเจน เพราะคำสดุดีที่มีต่อการเมือง ทุกคนจึงคิด และมองว่านักการเมืองเป็นคนเลว แต่าึงอย่างไรก็ตามนักการเมืองเหล่านั้นเมื่อลงสมัคร รับเลือกตั้งทีไร ประชาชนก็เลือกตั้งเขาอยู่ดีกลับเข้ามาเป็น ส.ส. เหมือนเดิม จนเฒ่าจนแก่ ตั้งแต่อายุ ๒๕ ปีจนาึง ๗๐ กว่าปีก็ยังเป็น ส.ส. อยู่ คำาามว่าเพราะอะไรประเทศไทยจึงต้อง เป็นอย่างนี้ และอีก ๒๐ ปีข้างหน้านับแต่วันนี้เป็นต้นไปประเทศไทยจะเป็นอย่างไร
ภาค ๒ หมวด ๑ ผู้นำการเมืองที่ดีและระบบผู้แทนที่ดี
มาตรา ๗๓ ผู้นำการเมืองได้แก่ใครบ้าง
๑. ผู้สมัครรับเลือกตั้งทุกประเภทและทุกระดับ
๒. ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้งระดับชาติและระดับท้องาิ่นทุกตำแหน่ง อันนี้าือว่าเป็นผู้นำการเมืองตามคำนิยามของร่างรัฐธรรมนูญที่กล่าวอยู่นี้นะครับ
นอกจากนั้นหมวด ๒ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ อันนี้ก็จะเห็นได้ว่า มาตรา ๗๘ กำหนดเจตจำนงให้รัฐดำเนินการตรากฎหมายและกำหนดนโยบายการบริหาร ราชการแผ่นดิน ตั้งแต่มาตรา ๗๙ำึงมาตรา ๙๕ รวม ๑๗ มาตรา อันนี้ก็จะเห็นได้ว่าได้ กำหนดให้รัฐ ต้องดำเนินการหลาย ๆ สิ่ง หลาย ๆ อย่างตามที่ผมเขียนไว้ก็คือ ๑๗ ประการ แต่ที่น่าเสียดายจากที่ผมดูแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐทั้ง ๑๗ ประการนี้ คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญลืมเรื่องโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะทางด้านการคมนาคม ซึ่งได้แก่ ทาง หลวงแผ่นดิน ทางหลวงชนบท ทางราง ทางน้ำ ทางอากาศและทางเรือ ซึ่งที่เราเรียกกันว่า โครงสร้างพื้นฐานทางด้านโลจิสติกส์ของประเทศจนสนิทไม่มีเลยนะครับ ไม่มีเลย จะเห็นได้ว่า คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชย์ การท่องเที่ยวและบริการ ไม่ได้มี ข้อความคำว่า คมนาคม อยู่ด้วย ก็จะทำให้สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติหลาย ๆ ท่านมองว่า การคมนาคมไม่มีการปฏิรูป เพราะฉะนั้นผมจึงขอให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้กำหนดข้อความว่า รัฐต้องจัดทำโครงสร้างพื้นฐานทางด้านการคมนาคมและโลจิสติกส์ ให้ทั่วาึงทุกภูมิภาคอย่างเท่าเทียมกันด้วย ในมาตรา ๗๙ จนาึงมาตรา ๙๕ ที่ว่าก็ขอให้บรรจุ ข้อความเหล่านี้เข้าไปด้วยนะครับเพื่อจะได้เป็นประโยชน์ให้รัฐบาลชุดต่อไปได้ดำเนินการ
ในหมวด ๓ สภาผู้แทนราษฎร มาตรา ๑๐๓ สภาผู้แทนราษฎร ประกอบด้วย สมาชิก ๔๕๐ คน แต่ไม่เกิน ๔๗๐ คน ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ๒๕๐ คน ส.ส. บัญชีรายชื่อ ๒๒๐ คน อันนี้รวมแล้วก็ ๔๗๐ คน กระผมขอเสนอความคิดเห็นว่าความคิดเห็นของผมด้วย และของพี่น้องประชาชนซึ่งได้รับฟังมาจากจังหวัดมุกดาหารส่วนหนึ่ง แล้วก็จากการได้ศึกษา แนวความคิดจากการทำโพล (Poll) ความคิดเห็นของสภาพัฒนาการเมืองด้วยก็จะเห็นได้ว่า จำนวน ส.ส. ที่ควรจะเป็นก็คือ ๔๙๙-๕๐๐ คน กล่าวคือ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ๑๙๙-๒๐๐ คน ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งควรจะมี ๓๐๐ คน ๓๐๐ เขตเลือกตั้ง เหตุผลก็คือว่า ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อมาจากหลากหลายสาขาอาชีพและมีความเป็นสัดส่วนของพลเมืองในแต่ละภูมิภาค อันนี้ผมก็เห็นด้วย แต่ว่าควรจะลดจำนวนลงให้เหลือ ๑๙๙-๒๐๐คน ก็พอแล้วครับ ไม่ต้อง เอาาึง ๒๒๐ คน แต่ควรจะไปาัวเฉลี่ยให้กับ ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งเป็น ๓๐๐ คน ก็เนื่องจากว่าส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งเป็น ส.ส. ที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชน พลเมืองในพื้นที่ และทราบรู้เห็นความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนพลเมืองได้เป็นอย่างดีมากกว่า ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ คลุกคลีตีโมงอยู่ด้วยกัน เดือดร้อนอะไรก็จะไปปรึกษาหารือกับ ส.ส. ในพื้นที่เป็นหลักานนหนทาง แหล่งน้ำ ความเดือดร้อนต่าง ๆ ส.ส. ก็จะเป็นผู้รับข้อมูล จากพี่น้องประชาชนเหล่านั้นเพื่อนำมาเสนอในที่ประชุมรัฐสภาหรือสภาผู้แทนราษฎร ให้รัฐบาลได้รับทราบดังนั้นผมจึงเห็นว่าา้าจะมี ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ๓๐๐ คน เมื่อเฉลี่ยจำนวนประชากรก็จะเท่ากับ ๒๑๖,๖๖๗ คน ต่อ ส.ส. ๑ คน อันนี้ก็จะเห็นว่าจะมี ความสมดุล คือการเมืองใสสะอาดและสมดุลก็จะเป็นไปตามเจตนารมณ์ของคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญด้วย การที่ไปตัดจำนวน ส.ส. ลงให้เหลือ ๔๕๐-๔๗๐ คน ผมคิดว่า เป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพอันควรมี ควรได้ของพี่น้องประชาชนอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต แล้วประชาชนก็ฝากความคิดเห็นมาด้วยว่าา้าหากว่ามี ส.ส. เขต ๓๐๐ คน ๓๐๐ เขต และ ส.ส. บัญชีรายชื่อ ๑๙๙-๒๐๐ คน ประชาชนก็จะมีความพึงพอใจ และเป็นการคืนความสุข ให้กับประชาชนและพลเมืองตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ประสงค์ จะคืนความสุขให้แก่ประชาชนในปี พ.ศ. ๒๕๕๘-๒๕๕๙ นี้ด้วยนะครับ
ส่วนที่ ๓ วุฒิสภา มาตรา ๑๒๑ วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกจำนวนไม่เกิน ๒๐๐ คน มาจากการเลือกกันเองและจากการสรรหา ๑๒๓ คน มาจากการเลือกตั้ง จังหวัดละ ๑ คน รวมแล้ว ๒๐๐ คน อันนี้แรก ๆ ก็ยังดีนะครับ ๒๐๐ คนนี่มาจากสรรหาหมดเลย แต่พอไปฟังเสียงประชาชนเขาขอมีส่วนร่วมหน่อย เนื่องจากสมาคม องค์กรวิชาชีพ มูลนิธิต่าง ๆ เอาไปหมดเลย ประชาชนคนธรรมดาที่ไม่ได้สังกัดสมาคม ไม่ได้สังกัดมูลนิธิ ไม่ได้สังกัดกลุ่ม อะไรเลย เป็นประชาชนหรือราษฎรธรรมดาจะไม่มีสิทธิเลยในการที่จะได้สมาชิกวุฒิสภาของเขา ก็ยังให้มา ๑ ที่นั่งต่อ ๑ จังหวัด ก็ขอกราบขอบพระคุณด้วย แต่ในส่วนของที่มาจากการเลือกตั้ง ผมคิดว่าอย่างนี้ ประชาชนหรือราษฎรธรรมดาที่ไม่สังกัดกลุ่มการเมืองอะไร ไม่สังกัดสมาคม า้าจะไปตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองหรือเรียกว่าคณะกรรมการกันชนประชาชนในการใช้สิทธิ ทั้งสิทธิของผู้สมัครรับเลือกตั้งและสิทธิของผู้สมัครรับเลือกตั้ง อันนี้ผมขอเลยเวลาไปภาคหน้า ด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นา้าสมมุติว่าคณะกรรมการกลั่นกรอง ๑๐ คน ต้องการเอาผู้สมัคร แค่ ๑๐ คน เพราะฉะนั้นหามาแล้วนะครับ อันนี้ผมคิดว่าหามาแล้ว ๑ : ๑ คน ของใครของมัน ยกตัวอย่างเช่น คณะกรรมการสรรหา คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประจำจังหวัด เห็นหรือยังครับ พวกใครพวกมันมาสมัครเอาคนนั้นล่ะไว้ อันนี้ก็ขอความกรุณา อย่าได้มีเลยครับ ๑๐ อรหันต์ที่ว่านี่ คณะกรรมการกลั่นกรองเอาออกไปเาอะครับ ให้เป็น อำนาจของประชาชนโดยตรงเาอะ ๖๕ ล้านคนให้เขาใช้สิทธิเต็มที่เาอะครับ ส่วน ๑๒๓ คน ของท่าน ท่านก็ว่าไปนะครับ
ส่วนเรื่องหมวด ๔ คณะรัฐมนตรี ประชาชนชาวจังหวัดมุกดาหารที่ไปฟังมา แล้วก็สภาพัฒนาการเมืองไปทำโพลมา เขาอยากให้มีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง แล้วก็สมาชิกวุฒิสภาโดยตรงด้วย อันนี้ก็แล้วแต่คณะกรรมาธิการ แต่เขามีความเห็น มาอย่างนั้น
ส่วนเรื่องนายกรัฐมนตรีที่ว่านี่ มาจาก ส.ส. ก็ได้ หรือมาจากคนนอกก็ได้ า้าไม่เอาตามความเห็นของประชาชนที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ผมก็มีความคิดเห็นว่า นายกรัฐมนตรีไม่ควรจะมีอำนาจในการยุบสภา เนื่องจากว่ามาตรา ๑๗๕ วรรคท้าย บัญญัติว่า นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี จะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ในขณะเดียวกันมิได้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี ให้พ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี อันนี้จะเห็นได้ว่าา้า ส.ส. ไปเป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ลาออกไปแล้วนะครับำ้าเป็น ส.ส. เขตก็จะมีการเลือกตั้งใหม่ เปลืองงบประมาณครับ ก็ควรจะเป็น ส.ส. ที่มาจากบัญชีรายชื่อเป็นสำคัญ อันนี้ก็จะได้เลื่อน ลำดับขึ้นมาได้ ไม่เปลืองงบประมาณนะครับ ส่วนที่ว่านายกรัฐมนตรีา้าหากว่า สภาผู้แทนราษฎรเขามีมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีก็าือว่านายกรัฐมนตรีคนนั้นไม่เข้าตา ประชาชนแล้วครับ เป็นคนเลวแล้วครับ เป็นนักการเมือง เป็นผู้นำที่เลวแล้ว ไม่สามาราที่จะ ทำหน้าที่เป็นคนดีต่อไปได้แล้วประชาชนไม่ต้องการแล้ว ก็ควรจะลาออกนะครับ ให้สภาผู้แทนราษฎรได้เลือกขึ้นมาใหม่ แล้วท่านยังให้อำนาจนายกรัฐมนตรีที่ว่าเป็นคนไม่ดี มีมติไม่ไว้วางใจ ยุบสภาซึ่งเป็นสภาของประชาชนอีก ผมว่าเป็นสิ่งที่ไม่าูกต้อง ท่านได้กำหนดใหม่เาอะครับ ไม่ให้มีอำนาจยุบสภา นายกรัฐมนตรีไม่มีความสามารา ไม่มีความรู้ที่จะนำพาประเทศชาติ บริหารประเทศชาติได้ ก็ควรจะพ้นจากตำแหน่งไป โดยการลาออก หรือโดยวิธีอื่นอะไรก็ตามนะครับ ให้ออกไป อันนี้ผมคิดว่าอย่างนั้นนะครับ
ส่วนเรื่องสุดท้าย ผมคิดว่าการกระจายอำนาจและการบริหารงานท้องาิ่น อันนี้ผมก็เห็นด้วยที่จะให้มีการกระจายอำนาจและกระจายงบประมาณให้กับท้องาิ่น ซึ่งในปัจจุบันนี้จะเห็นได้ว่าส่วนกลางได้ซุกงบประมาณไว้เยอะแยะไปหมดนะครับ ในโอกาส ต่อไปในการปฏิรูปประเทศก็อยากจะให้พี่น้องประชาชนได้รับอานิสงส์จากการปฏิรูป ในครั้งนี้ ให้ประชาชนได้รับอำนาจจากส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคสู่ท้องาิ่นเต็มรูปแบบครับ กราบขอบคุณครับ
ตกลงท่านใช้ไป ๑๔ นาที ๓๐ วินาที เหลืออีก ๕ นาที กับ ๓๐ วินาที เชิญรองศาสตราจารย์สืบพงศ์ ธรรมชาติ อาจารย์มี ๑๐ นาทีที่เหลือเท่านั้นครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม รองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์สืบพงศ์ ธรรมชาติ สปช. จังหวัดนครศรีธรรมราช หมายเลข ๒๑๖ ครับ เจตนารมณ์ในการร่างรัฐธรรมนูญก็คือสร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ การเมืองใสสะอาดและสมดุล หนุนสังคมให้เป็นธรรม นำชาติสู่สันติสุข นี่คือร่ายสุภาพหรือไม่ก็เป็นคุณบทครับำ้าเทียบกับ ศิลปะและวัฒนธรรม เรื่องของผู้นำนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก มาเกียเวลลี บอกว่า ผู้นำต้อง เป็นทั้งราชสีห์และสุนัขจิ้งจอก ต้องเป็น ๒ อย่าง ปกติเราบอกสุนัขจิ้งจอกนั้นคือผู้มีเล่ห์เหลี่ยมสูง แต่ว่าในความหมายทางบวกนั้นคือผู้มีศิลปะในการที่จะบริหาร เพราะฉะนั้นต้ององอาจ แล้วก็มีความดีงามในตัว อันนี้ตีความหมายในทางบวก แต่า้านักรัฐศาสตร์ไหนจะตีไปทางลบ ก็ได้ครับ คือชั้นเชิงมากเหลือเกิน ก็แล้วแต่ แต่ผู้นำที่ดีอันนี้ชัดอยู่แล้ว เก่ง ดี มีความรู้ แค่ ๓ คำนี้ ก็พอแล้วครับ บางคนาามว่าทำไมเอาเก่งก่อน ดี มีความรู้ ที่ขึ้นก่อนเพราะคำว่า ดี กับคำว่า มี จะได้สัมผัสกันตรงนั้นครับแค่นั้นเองครับ จะเอาอันไหนขึ้นก็เหมือนกันครับ ครบ ๓ อย่างนี้ คือผู้นำแล้วครับำ้าเขาเก่ง เขาดี และมีความรู้แล้ว ได้แล้วครับ เพราะคำว่า ดี คำเดียว คือ คำว่า ธรรมะ คือความาูกต้อง ความดีงาม ก็เพียงแค่นั้นละครับ นี่คือผู้นำที่ดีตามที่ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญท่านร่างเอาไว้ก็ขอให้ได้ผู้นำอย่างนี้เาอะครับ ที่ผ่านมา เราไม่ค่อยได้ผู้นำที่เป็นอย่างนี้เก่งแต่ดีนิดหนึ่ง ดีครึ่งเดียว เหล่านี้คือปัญหานะครับ บางที ความรู้ก็ไม่ค่อยเท่าไร เที่ยวผิดอย่างโน้นเที่ยวผิดอย่างนี้ เที่ยวมั่วำ้าบ้านผมเรียกว่า เที่ยวทิ่มหวันอยู่ครับ ใช้คำนี้นะครับ ทิ่มหวันก็คือเที่ยวมั่วนะครับ ผู้นำการเมืองที่ดีดังที่กล่าวนั้น ก็คือผู้ที่ประกอบด้วยคุณธรรม จริยธรรม มีประสบการณ์และมีความรู้ในมาตราต่าง ๆ ที่คณะกรรมาธิการร่างมานะครับบอกว่าในการเป็นผู้นำนั้น สิ่งสำคัญในมาตรา ๗๔ คือมาตรฐานทางจริยธรรม อันนี้สำคัญซึ่งเรามีสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติอยู่แล้ว ก็คงจะเป็น เครื่องที่จะช่วยดำเนินการในเรื่องนี้ให้เป็นไปตามที่เราต้องการได้ แต่หลายคนเป็นห่วงครับว่า สมัชชาคุณธรรมจะทำได้แค่ไหนก็คงจะต้องหาคนดีเข้าไปเป็นผู้อำนวยการสมัชชาคุณธรรมให้ได้ เพราะา้าผู้อำนวยการสมัชชาคุณธรรม ไม่ดี ไม่เก่ง ไม่มีความรู้ก็คงทำอะไรไม่ได้ อันนี้ก็ขึ้นอยู่ตรงนั้น คุณภาพ
ไปมาตรา ๗๕ ที่บอกว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและผู้นำอื่นในภาครัฐ อย่างน้อยต้องปฏิบัติตนดังนี้ ผมเห็นด้วยที่จะตัดคำว่า อย่างน้อย ออกนะครับ เพราะคำว่า อย่างน้อย เราใส่เข้าไปแล้วอย่างมากอยู่ไหน มีคนาามอีกว่าอย่างมากอยู่ตรงไหนครับ เพราะฉะนั้นอย่างน้อยมี แต่อย่างมากอยู่ไหน เพราะฉะนั้นก็ควรจะตัดคำว่า อย่างน้อย ออก ต้องปฏิบัติดังนี้ไปเลยครับ แต่า้ามีอย่างอื่นอีกก็ใส่ไปอีกนะครับเห็นว่าเป็นข้อสำคัญ และด้านหลังในหน้า ๒๔ ก็ควรจะตัด อย่างน้อย ออกด้วยนะครับ อันนี้ความเห็นผม แต่า้าคณะกรรมาธิการเห็นคำว่า อย่างน้อย ยังมีประโยชน์อยู่ก็ไม่เป็นไรครับ
ต่อไปเป็นมาตรา ๘๓ รัฐต้องส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนท้องาิ่น ในข้อ ๔ ซึ่งเมื่อวานผมได้อภิปรายไปว่า การใช้คำว่า ขนบ ธรรมเนียม จารีตประเพณี ขนบ วรรค ธรรมเนียม แล้วก็ และจารีตประเพณี เพราะ ๓ อย่างนี้เป็นประเพณีที่ต่างกัน ขนบประเพณี ธรรมเนียมประเพณี จารีตประเพณี อย่างไรก็ตามเราก็ใช้กันมา แต่ว่า า้าในความเป็นจริงคือเหมือนกับที่ผมพูดนะครับ
ในข้อ ๓ มาตรา ๘๔ รัฐต้องส่งเสริมทำนุบำรุงการศึกษาอบรมทุกระดับ และทุกรูปแบบ อันนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก ปฐมวัย หรือมัธยม หรืออุดมศึกษาที่เป็นอยู่ขณะนี้ หลายท่านบอกว่าประเทศไทยการศึกษาอยู่ในอันดับ ๘ ของอาเซียน ผมก็ชักจะเชื่อแล้วตอนนี้ เมื่อก่อนผมเาียงนะครับ ผมว่าไม่จริง ผมไปลาว ไปเวียดนาม ไปไหนต่อไหนผมไปดูสภาพแล้ว ผมว่าไม่จริง แต่พอหลาย ๆ คนเข้าชักจะเอนเอียงแล้วครับ ว่าลำดับที่ ๘ จริงหรือเปล่า อันนี้ คือเรื่องที่เราจะต้องคิดครับ ทำไมการศึกษาของเราาึงด้อยคุณภาพต้องตั้งคำาามอย่างนี้ ผมเคยบอกว่าเขตกว้างเกินไป ๔ อำเภอเป็น ๑ เขต อันนี้เลิกเาอะครับ ผมมีเพื่อนเป็นครูมาก ทั้งประาม มัธยม เขาบอกเลยครับว่า ๔ เขตทำอะไรไม่ได้ ให้กลับไปสู่ที่เป็นอำเภอก็ยังดีกว่า สามัญก็เหมือนกัน ๒ จังหวัดต่อ ๑ เขตกว้างไปครับให้เหลือจังหวัดละ ๑ เขตก็พอแล้ว จึงจะทำให้คุณภาพการศึกษาของเราดีขึ้น ก็ขอฝากตรงนี้สำหรับเรื่องของการศึกษา
ที่สำคัญในข้อที่ ๔ มีการพัฒนาหลักสูตรทั้งในส่วนกลางและท้องาิ่นอันนี้ ต้องทำให้จริง เพราะฉะนั้นส่วนกลางเอกสารหรือหนังสือต่าง ๆ ที่ทำนั้นก็ทำพอทำเนา แต่ขอให้ในพื้นที่และท้องาิ่นได้ทำของท้องาิ่นเองด้วยนะครับ อย่างเช่นเรื่องประวัติศาสตร์อย่างนี้ า้าหากว่าก่อนสุโขทัยาามว่าเรามีประวัติศาสตร์ของคนไทยไหมมีครับ เรามีเรื่องราว ความเป็นมาของคนไทยก่อน พ.ศ. ๕๐๐ ด้วยซ้ำไป ซึ่งในคัมภีร์มหานิเทศก็ยังพูดาึงเรื่อง เมืองตะโกลา เมืองตามพรลิงค์ หรือศรีวิชัย ทวารวดี อันนี้ควรให้เด็กของเราได้เรียนด้วย ก็คงต้องฝากตรงนี้ว่า เราต้องทำแบบเรียนกันให้รู้จักท้องาิ่นหรืออาณาจักรเก่าของคนไทย ไม่ว่าจะเป็นล้านนา จะเป็นล้านช้าง หรือโคตรบูรต่าง ๆ เหล่านี้มันมีอยู่จริง เพราะฉะนั้น ที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ผมขอให้ทำเรื่องตามพรลิงค์ ศรีวิชัย ศรีธรรมราชด้วยในบรรณสาร หรือห้องสมุด
ข้อที่ ๕ พัฒนาครูบุคลากรทางการศึกษาและปราชญ์ชาวบ้าน ตรงนี้คือหัวใจ ของการศึกษาำ้าหากว่าครูไม่ดีไม่เก่งจะให้นักเรียนนักศึกษาเก่งได้อย่างไร นี่คือเรื่องหนึ่ง หลายท่านบอกว่าครูไม่ต้องพึ่งแล้วเอาเทคโนโลยีคือเพาเวอร์พอยต์ และอะไรต่าง ๆ ที่ลูบไปลูบมาให้เด็กอย่างเดียว ไม่ได้ครับ ในความเป็นจริงสิ่งเหล่านั้นไม่ได้ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมให้กับนักเรียน นักศึกษาของเรา จริง ๆ แล้วครูคือพระเอก นางเอกครับ า้าครูเก่งครูดีแล้วนักเรียนไม่ไปไหนเสียครับ นี่คือเรื่องหนึ่งเขาก็คงจะดีตามและเก่งตาม เพราะครูคือพระเอก นางเอกของเขา ก็คงจะต้องฝากตรงนี้ว่าในการทำกฎหมายลูกจะต้อง ทำออกมาให้ชัดเจนและเป็นจริง
ในข้อที่ ๖ ส่งเสริมสนับสนุนการศึกษาวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ ทางด้านศิลปศาสตร์มีความน้อยเนื้อต่ำใจอยู่เหมือนกันนะครับ เพราะเวลาวิจัยน้ำหนักของทุน น่าจะอยู่ที่วิทยาศาสตร์ประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเรื่องนี้ศาสตราจารย์ปรีชา เาาทอง พูดในที่ประชุมของคณะกรรมาธิการบ่อยครับ ก็อยากจะฝากตรงนี้ว่าา้าหากจะเพิ่มไปว่า วิจัยทุกสาขาวิชาจะได้ไหม จะได้มีที่อ้างในรัฐธรรมนูญว่าศิลปวัฒนธรรมก็ไม่าูกลืมนะครับ ก็ฝากตรงนี้อีกนิดหนึ่ง
ในมาตรา ๘๖ เรื่องแพทย์แผนไทยตรงนี้ผมต้องชื่นชม พลเรือเอก ชาญชัย ซึ่งท่านพูดหลายรอบทั้งในที่ประชุมนี้ด้วยว่า แพทย์แผนไทยควรจะเขียนให้มากกว่านี้ครับ า้าดูแล้วอยู่ในมาตราเดียวคือมีคำว่า ส่งเสริมนำแพทย์แผนไทย และแพทย์พื้นบ้านไทยมาใช้ ในการให้บริการ ผมว่าขยายความให้มากกว่านี้ มีการส่งเสริม มีการศึกษาหรือมีการวิจัย ก็ฝากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่าช่วยเพิ่มในส่วนนี้เข้าไปด้วยนะครับ ในเรื่องผังเมือง ก็เป็นเรื่องสำคัญซึ่งศาสตราจารย์ตรึงใจท่านก็ได้พูดาึงเรื่องนี้บ่อยครั้งก็ฝากไว้ว่า เรื่องผังเมืองก็เป็นเรื่องสำคัญ
สุดท้ายในมาตรา ๙๔ เรื่องของศิลปวัฒนธรรมซึ่งทราบว่าทาง สนช. ใช้คำว่า วัฒนธรรมและศิลปะ ซึ่งาือว่าเป็นคำใหม่สำหรับวงการศิลปวัฒนธรรมหรือวัฒนธรรม ที่จริงคำว่า ศิลปะและวัฒนธรรม กับคำว่า วัฒนธรรม เป็นความหมายเดียวกัน แต่เมื่อ ทาง สนช. ทราบว่าใช้คำว่า วัฒนธรรมและศิลปะ ขึ้นหน้า ผมก็ปรึกษากับประธาน คือ ท่านเนาวรัตน์ท่านก็บอกว่า เนื่องจากเขามีความเห็นว่าคำว่า วัฒนธรรม เป็นตัวนำเอาขึ้นหน้า และศิลปะตามหลังไม่เป็นอะไรครับตรงนี้ ก็าือว่าเป็นการทำความเข้าใจร่วมกัน เพราะฉะนั้น ต่อไปนี้ก็คงจะต้องทำความเข้าใจกับพี่น้องชาวไทยว่าวัฒนธรรมและศิลปะ คือคำที่ เรานำมาใช้ใหม่นะครับ แทนคำว่า ศิลปะและวัฒนธรรม หรือวัฒนธรรม แล้วมีคำว่า ศิลปวัฒนธรรม ที่ไม่มีสระอะด้วยอีกคำหนึ่ง ซึ่งจะต้องทำความเข้าใจต่อไปครับ ก็ขอขอบคุณ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ช่วยให้ศิลปวัฒนธรรมมีอยู่ในหลายมาตราทีเดียว อันนี้คือมิติใหม่ที่เกิดขึ้นในรัฐธรรมนูญ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ เชิญคุณสีลาภรณ์ บัวสาย ครับ ๑๐ นาที
สีลาภรณ์ บัวสาย ค่ะ กราบเรียนท่านประธาน และท่านประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ คำชมนี่ก็คงไม่ต้องพูดนะคะมีคนชมมาตลอด ๒ วันนี้น่าจะเต็มอิ่มแล้ว ดิฉันขอพูดาึงประเด็นที่ด้วยความที่ต้องพยายามอ่านอย่างยิ่ง เป็นเอกสารที่อ่านไปก็ทึ่งไป แต่อย่างไรก็ตามอย่างที่อาจารย์บวรศักดิ์บอกว่ามันโยงกันหมดเลย มันจะต้องอ่านแล้วก็โยง เพราะฉะนั้นก็จะอ่านยากพอสมควร แต่ก็ได้พยายามที่จะมองว่า ตรงจุดไหนบ้าง เจตนาของการอภิปรายนี้คือเพื่อพยายามจะชี้ว่าา้าหากว่ามันมีจุดไหน ที่เรามองข้ามไปเราควรจะต้องปรับปรุงแก้ไข ก็จะได้ทำได้รอบคอบมากยิ่งขึ้น เพราะไม่ว่า อย่างไรก็ตามผลงานชิ้นนี้จะเป็นผลงานที่ต้องทิ้งไว้กับลูกหลานและสังคมไทย ดิฉันคิดว่า ในแง่ของภาพรวมของความรู้สึกที่เมื่ออ่านอันนี้จะมีอยู่ ๓-๔ ประเด็นที่อยากจะชี้ อันนี้ จะไม่เป็นคำชมนะ อันนี้จะเป็นคำวิจารณ์แล้ว แล้วก็จะพยายามมองให้เห็นว่าเราเห็นอะไร ดิฉันคิดว่าดิฉันเห็นกลไกตรวจสอบจำนวนมาก มากทีเดียว แล้วทำให้ดูเหมือนว่าเราเขียน รัฐธรรมนูญนี้ขึ้นมาบนพื้นฐานของประสบการณ์ของคนที่ทำงานเคลื่อนไหวในการตรวจสอบภาครัฐ รวมาึงอาจจะเป็นข้าราชการบางส่วนที่ซัฟเฟอร์ (Suffer) กับการกระทำที่ไม่เหมาะสม ของนักการเมือง การเขียนไปบนฐานนี้ทำให้เราเขียนเสมือนว่าอยู่บนพื้นฐานของความกลัวว่า มันจะเกิดสิ่งนั้นขึ้นอีก สิ่งที่ดิฉันคิดว่าน่าจะต้องระมัดระวังก็คือ มันเป็นอคติประเภทหนึ่ง ที่เรียกว่า ภยาคติ คือลำเอียงด้วยความกลัว ซึ่งก็อาจจะทำให้เราพยายามเหยียบเบรกเยอะมาก เสียจนมองไม่ออกว่าราคันนี้มันจะเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างไร เราเห็นเบรกเต็มไปหมดเลย แต่เราไม่เห็นคันเร่ง อะไรจะเป็นตัวที่จะทำให้ประเทศขับเคลื่อนไปได้ข้างหน้า แล้วา้า ตรวจสอบกันมาก ๆ ในที่สุดเราอาจจะเห็นอะไรเกิดขึ้นที่จริงการตรวจสอบและการมีส่วนร่วม เป็นสิ่งที่ช่วยทำให้รอบคอบ แต่มันมีต้นทุน ต้นทุนของมันคือประสิทธิภาพทำให้ช้า เทียบกับว่า สมมุติว่าญาติพี่น้องเราป่วยแล้วจำเป็นจะต้องผ่าตัดำ้าไม่ผ่าตัดก็จะตาย ด้วยความรุนแรง ของปัญหานี้า้าเรามัวไปาามญาติทุกคน เผลอ ๆ ไม่ได้ผ่า ญาติพี่น้องเราคนนั้นก็จะตาย บางครั้ง เราต้องเชื่อมือหมอ แต่สังคมไทยวันนี้เป็นสังคมที่ขาดความเชื่อาือไว้วางใจกันอย่างรุนแรง ภาครัฐสูญเสียความไว้วางใจจากภาคประชาชน เกิดการตรวจสอบจำนวนมาก แต่า้าเราเดินไป ด้วยความกลัวนี้ดิฉันเกรงว่าความกลัวนี้ก็ภาวนาว่ามันจะไม่เกิด แต่า้ามันเกิดขึ้นก็คือ ด้วยความกลัวนี้เราวางเบรกเอาไว้เยอะมาก วางลูกระนาดไว้เพื่อไม่ให้มันเคลื่อนไปอีกต่างหาก ในที่สุดข้าราชการดี ๆ ก็จะอยู่เฉย ๆ ดีกว่า เพราะว่าไม่ว่าทำอะไรก็มีโอกาสที่จะาูกตรวจสอบ
ประการที่ ๒ การออกแบบระบบผู้แทนที่ดี ดิฉันคิดว่าต้องเข้าใจสภาพ ความเป็นจริงของสังคมวิทยาทางการเมืองของชนบทไทยในวันนี้นะคะ ดิฉันมีงานวิจัย ที่เพิ่งไปฟังมาเมื่อวันเสาร์ วันอาทิตย์นี้ว่าด้วยเรื่องกระบวนการสร้างประชาธิปไตยในชนบท ๗ ภาค ๒๑ พื้นที่ และสิ่งที่นักวิจัยชี้ให้เห็นก็คือว่าวันนี้สังคมไทยในชนบทที่เราเห็นการเมือง เสื้อสีต่าง ๆ เพราะเราอาจจะไม่เข้าใจว่าชาวบ้านคิดอย่างไร มันเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลง ทางเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างไร วันนี้สังคมในชนบทเป็นสังคมผู้ประกอบการ เกษตรกรรายเล็กรายน้อย ก็เป็นผู้ประกอบการหมด และเราก็พบว่าผู้ประกอบการรายเล็กน้อยจริง ๆ ประมาณ ๘๕ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๙๐ เปอร์เซ็นต์นี้ไม่เข้าสู่การเมือง คนที่เข้าสู่การเมืองคือคนที่เป็นพ่อค้า คนที่เป็น ผู้ประกอบการที่มีฐานะมากขึ้นและเราก็พบว่าในพื้นที่ที่เศรษฐกิจดีก็ยิ่งมีคนเหล่านี้ เข้ามาเป็นคู่แข่งทางการเมืองมากขึ้น ยิ่งมีคู่แข่งทางการเมืองมากขึ้นแต่ละคนก็จะเริ่มทำตัวดีขึ้น จากระบบอุปาัมภ์นี้มันก็จะลดลงเกิดการพยายามที่จะสร้างความชอบธรรมและความ น่าเชื่อาือ พูดง่าย ๆ อีกอย่างว่านักการเมืองที่เข้ามาเล่นการเมืองนี่ก็คือกลุ่มผู้ประกอบการ ธุรกิจที่เข้ามาแสวงโอกาสในการจัดการกับทรัพยากรหรืออีกอย่างก็คือการเมืองเป็นเรื่องของ ผลประโยชน์ การแสวงหาผลประโยชน์และการต่อรองผลประโยชน์ำ้าหากเรายอมรับสิ่งนี้ ว่านี่คือปรากฏการณ์ที่เป็นจริงโหมด (Mode) ของการทำงานเรื่องนี้มี ๒ โหมด
โหมดที่ ๑ คือโหมดของการเพิ่มอำนาจต่อรองของภาคประชาชน
โหมดที่ ๒ คือโหมดของการพิทักษ์ผลประโยชน์ของประชาชนำามว่ากลไก ที่เรากำลังสร้างขึ้นอยู่ในโหมดไหน วันนี้การเมืองในระดับท้องาิ่นในพื้นที่สามาราจัดการตัวเอง ได้ด้วยการเพิ่มโหมดอำนาจต่อรองของภาคประชาชน ในโหมดของอำนาจต่อรองของประชาชน ดิฉันคิดว่าตรงนี้มันเป็นโจทย์การทำงานของการเพิ่มพื้นที่และโอกาสของการมีอำนาจต่อรอง ของประชาชน พื้นที่ที่ ๑ คือการเลือกตั้ง การเลือกตั้งเป็นพิธีกรรมอันหนึ่งที่นักการเมือง ที่เข้ามาบอกว่าจะต้องการ เขาก็เข้ามาเพื่อา้าไม่แสวงหาโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจของเขา ก็มาปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่ด้วยการที่เขาจะต้องต่อรองกับประชาชน กระบวนการนี้ก็เกิดการต่อรองขึ้น อันที่ ๑
อันที่ ๒ ที่เราพยายามทำในเรื่องของการปฏิรูประบบงบประมาณก็คือพื้นที่ต่อรอง ในการตัดสินใจใช้งบประมาณ โดยเฉพาะงบประมาณในพื้นที่ ซึ่งก็ต้องขอบคุณที่มีการบรรจุเรื่องนี้ ไว้ในมาตรา ๒๐๑ ในเรื่องของงบประมาณว่าพูดาึงงบประมาณเชิงพื้นที่ อันนี้จะเพิ่มพื้นที่ ต่อรองมหาศาลให้กับชาวบ้าน
อันที่ ๓ ที่ดิฉันคิดว่าน่าจะเป็นพื้นที่ก็คือการทำประชามติ ซึ่งยังไม่ได้พูดาึง การทำประชามติที่พูดเอาไว้ในมาตรา ๖๗ ยังไม่โยงกับเรื่องการเพิ่มอำนาจต่อรองของประชาชน เท่าใดนัก ดิฉันอยากเรียนเสนอว่าา้าพูดาึงการทำประชามติน่าจะคิดว่าในโครงการขนาดใหญ่ ที่มีผลกระทบกับประชาชนจำนวนมากในพื้นที่ที่ระบุไว้ในมาตรา ๖๔ ไม่ใช่แค่ทำอีไอเอ (EIA) ควรจะโยงไปให้าึงเรื่องการทำประชามติในพื้นที่ซึ่งจัดการโดยรัฐบาลส่วนกลาง ไม่ใช่การทำประชามติ โดยรัฐบาลท้องาิ่น เพราะเป็นเรื่องที่มีผลกระทบกับประชาชนจำนวนมาก ๓ พื้นที่นี้ การเลือกตั้ง การตัดสินใจใช้งบประมาณและการทำประชามติในโครงการขนาดใหญ่จะเป็นการเพิ่มพื้นที่ และอำนาจต่อรองของประชาชนโดยตรงจึงจะเป็นเรื่องของการสร้างพื้นที่อำนาจของพลเมือง ส่วนโหมดที่เรียกว่าการพิทักษ์ผลประโยชน์ โหมดที่ ๒ นี้ เรามีการเสนอกลไกตรวจสอบ หลายองค์กร มีกลไกเดิมที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ ซึ่งอยู่ในภาค ๓ หมวด ๒ นี้นะคะ คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ป.ป.ช. ผู้ตรวจการแผ่นดิน และพิทักษ์สิทธิมนุษยชนแล้วเราก็เพิ่มกลไกใหม่เข้าไปคือสมัชชาคุณธรรมตามมาตรา ๗๔ มีคณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติตามมาตรา ๗๗ ซึ่งดิฉันคิดว่าน่าจะยุบรวมำ้าไม่ไปรวม กับ คตง. หรือ ป.ป.ช. หรือสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ แล้วก็ยังมีสภาตรวจสอบภาคพลเมือง ในระดับจังหวัด ซึ่งโดยเฉพาะอันหลังนี้ดิฉันคิดว่าไม่ควรมี เพราะว่ามันคนละโหมดกันำ้าเราต้องการ เพิ่มอำนาจต่อรองของประชาชนในพื้นที่ การเมืองในพื้นที่ปรับตัวได้เอง จากการที่มีคู่แข่ง ทางการเมือง คู่แข่งทางการเมืองคือคนที่ตรวจสอบและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารให้ประชาชน ได้รับรู้ว่าคนที่เป็นอยู่ปัจจุบันนั้นไม่ดีอย่างไร พูดง่าย ๆ ว่าอยู่ในโหมดการแข่งขัน อันนี้ก็จะช่วย ดิฉันอาจจะขออนุญาตใช้เวลาเกินเข้าไป แล้วก็ไปทดเวลาให้กับครั้งในการอภิปราย ในคราวต่อไป การมีกลไกตรวจสอบเยอะเหล่านี้มันเป็นต้นทุนมหาศาล ยังไม่นับว่าที่จริง การวางกลไกเพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์เหล่านี้จำเป็น แล้วก็ควรจะต้องมี ไม่ใช่ไม่มี แต่ว่า มันเป็นกลไกพิทักษ์ผลประโยชน์ชาติในกรณีที่สมยอมกันระหว่างผู้เลือกตั้งกับผู้าูกเลือกตั้ง หรือผู้แทนเข้ามา เช่น โครงการจำนำข้าว นี่คือตัวอย่างของการสมยอม สมประโยชน์กันทั้ง ๒ ฝ่าย แต่ว่าผลประโยชน์ชาติเสียหาย มันต้องมีกลไกที่ปกป้อง คุ้มครอง ดูแลผลประโยชน์ชาติ เหล่านี้ แต่เรามีกลไกอะไรอยู่บ้างที่ทำหน้าที่คล้าย ๆ อย่างนี้นะคะ ๔ องค์กรที่พูดาึงตอนต้น เรามีสมัชชาคุณธรรม แล้วก็ยังมีวุฒิสภาอีก กลไกเหล่านี้มีต้นทุนค่าใช้จ่ายในการตั้งขึ้น และโอเปอเรต (Operate) เยอะมากนะคะ ต้องคิดให้ลึกซึ้งว่าโหมดแรกเกือบจะไม่มีต้นทุน เลยในการจัดการ แต่โหมดหลังในการพิทักษ์ผลประโยชน์เรามีต้นทุนที่รัฐจะต้องลงทุนด้วย
อีกประการหนึ่งำ้าจะเขียนเรื่องกลไกตรวจสอบนี้ ดิฉันคิดว่าควรจะเขียนรวม ไว้ที่เดียวกันำ้ามันจะไปอยู่ในภาค ๓ หมวด ๒ ก็น่าจะอยู่ที่เดียวกัน ไม่อย่างนั้นคนอ่านหา ไม่เจอ ฉะนั้นต้องอ่านกลับไปกลับมา วางโน้ตเต็มไปหมดนี้นะคะ เพราะอย่าลืมว่าเราต้อง เผยแพร่ให้ประชาชนเข้าใจง่าย แล้วก็สามาราจะซึมซับและรู้ว่ากลไกแต่ละตัวนั้นทำอะไร
ประเด็นาัดไป คือเรื่องสมัชชาพลเมือง ดิฉันคิดว่าการที่เขียนว่าตั้งเป็นองค์กร มีการกำหนดที่มาคุณสมบัติต่าง ๆ เหล่านี้มันจะทำให้กลับไปสู่โหมดของการทำการเมือง ในระบบตัวแทน เพราะนี่ก็คือตัวแทนชนิดหนึ่ง ไม่ว่าจะมาด้วยการเลือกตั้ง หรือมาด้วยการแต่งตั้ง คัดสรรมาอย่างไรก็ตาม ก็เป็นตัวแทน มันไม่ใช่กระบวนการสร้างพลเมือง ไม่ใช่ให้เกิดแอ็คทีฟ ซิติเซน (Active citizen) จำนวนที่เปิดกว้างให้ประชาชนจำนวนมากเข้ามาร่วมบริหารกิจการ ในชุมชนท้องาิ่น กระบวนการทำแบบนี้นักวิชาการบางท่านเขาเรียกว่ามันทำให้ประชาชน กลายเป็นขุนนาง แทนที่ประชาชนจะกลายเป็นพลเมืองนะคะำ้าดูบทเรียนของ สภาเกษตรกร สภาพัฒนาการเมืองที่ต้องมีการตั้งตัวแทนต่าง ๆ เหล่านี้ สุดท้ายเป็นอย่างไร หรือแม้กระทั่งสภาองค์กรชุมชนำ้าตรงกันข้ามสมัชชาพลเมืองที่เน้นกระบวนการ ปรึกษาหารือต้องจัดเป็นเวที รูปแบบของการทำอันนี้คือสมัชชาสุขภาพ ดิฉันคิดว่าน่าจะ ดูตัวอย่าง แล้วก็ลองพิจารณาดูว่าเราจะจัด แล้วจะเขียนอย่างไรกับเรื่องนี้นะคะ
ประเด็นสุดท้าย คือเรื่องการทำให้มันอาจจะเรียกว่าอ่านได้สั้นลง แล้วก็ง่ายขึ้น ไม่ต้องโยงไปโยงมา อาจจะวางหลักโครงใหญ่ ๆ ไว้เป็นกติกาบ้านเมือง ไม่ต้องลงรายละเอียดมาก เพราะยิ่งพูดเท่าไรก็ไม่พอ คนโน้นก็จะเพิ่มนี่ คนนี้ก็จะเพิ่มโน้น ดิฉันเองอยากเสนอเรื่อง มาตรา ๒๑๖ น่าจะไปอยู่ในกฎหมายลำดับรอง เพราะพูดเรื่องการบริหารงานบุคคล ขององค์กรปกครองท้องาิ่น มันไม่รู้จะมาอยู่ในรัฐธรรมนูญทำไม
อีกนิดเดียวคือเรื่องมาตรา ๘๘ วรรคสอง ที่พูดเรื่องการประกอบกิจการต่าง ๆ ของท้องาิ่น การประกอบกิจการที่จะไม่เป็นการแข่งขันกับเอกชนอันนี้จะโยงกับเรื่องพัฒนาการ การเมืองของท้องาิ่นา้าหากเราต้องการให้ท้องาิ่นหารายได้เอง พึ่งตนเองได้มากขึ้นก็ต้องเปิดช่อง ให้หน่วยงานรัฐท้องาิ่นเหล่านี้สามาราจัดบริการสาธารณะและเก็บค่าธรรมเนียมได้ ในกรณี ที่เป็นประโยชน์ของสาธารณะ อันนี้เป็นโน้ตเล็ก ๆ ที่ติ่งเล็ก ๆ นะคะ แต่ประเด็นใหญ่ ๆ ที่ได้กราบเรียนมาตอนต้น ที่ดิฉันเป็นห่วงก็คือเรื่องโทนของการเขียน ที่มันจะมีการกำกับควบคุมดูแลมากจนจะทำให้เกิดภาวะที่ทำให้ประเทศเดินหน้าได้ค่อนข้างยาก ก็กราบเรียนไว้ด้วยความเจตนาดีจริง ๆ ว่าำ้าหากว่าเป็นไปได้า้ามีอะไรจะให้ลองช่วยแก้ ช่วยเสนออะไรพวกนี้ อะไรที่ทำได้ก็จะพยายามช่วยนะคะ แต่ว่าเท่าที่อ่านทันก็เห็นประเด็นเหล่านี้ ขอบพระคุณค่ะ
ตกลงใช้ไป ๑๔ นาทีครึ่งเศษ ๆ เหลือ ๕ นาทีกว่า ๆ คุณเขมทัต สุคนธสิงห์ ๑๐ นาที
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผม เขมทัต สุคนธสิงห์ สปช. ๐๒๕ หลายท่านก็ได้ให้คำวิจารณ์เรื่องเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญว่า มีความยาว ผมก็เห็นด้วยนะครับ แต่ว่าจริง ๆ แล้วเรื่องของหลักการร่างรัฐธรรมนูญที่ผม ไปศึกษามา ก็จะต้องยึดหลักบรรทัดฐานในเรื่องของธรรมาภิบาล ประสิทธิภาพของการ ปฏิบัติหน้าที่เพื่อสังคมที่ดีงาม แต่ปัจจุบันนี้สิ่งเหล่านี้มันไม่ได้เป็นบรรทัดฐานของสังคมไทย า้าเราดูประเทศไทยที่เป็นประชาธิปไตยมาตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ จนาึงประมาณปี ๒๕๑๖ ที่เกิด วิปโยคตอนตุลาคม ตอนนั้นก็มีความเหลื่อมล้ำ ตอนนั้นเราก็มีพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย แต่ก็สามาราแก้ไขทำความเข้าใจกันได้ การไม่ปฏิบัติตามกฎหมายก็มีปัญหาา้าหลายท่าน ที่จำได้ในยุค ปี ๒๕๐๒ำึงปี ๒๕๐๖ นั้นก็มีการใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ก็ทุกอย่างสงบได้ แต่หลายคนก็คงไม่ชอบวิธีการอย่างนั้น เราคงจำาึงมาตรา ๑๗ ได้ดี จากปี ๒๔๗๕ำึงปี ๒๕๑๖ นั้น มีรัฐประหารประมาณ ๖ ครั้ง ยุบสภา ๒ ครั้งที่น่าสังเกตคือมีการลาออก ๑๕ ครั้ง เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่มีความขัดแย้งก็มีหิริโอตตัปปะ ยอมลาออก แต่หลังจากปี ๒๕๑๖ เป็นต้นมา ปี ๒๕๑๘ นั้นเป็นจุดเปลี่ยนผัน เปลี่ยนผันอย่างไรครับ เราเริ่มตั้งแต่มีสภานางเลิ้ง อันนั้นละครับ เป็นจุดบ่มเพาะของการเกิดสิ่งที่ผมเรียกว่าธุรกิจการเมือง แล้วคนก็เริ่มเข้ามาหาโอกาส หาความชอบธรรมโดยการเขียนกติกาเอง จะเห็นว่าหลังจากปี ๒๕๑๘ เป็นต้นมานั้น มีการทำลายทรัพยากรธรรมชาติโดยผู้ที่มีอำนาจำ้าคนไทยอาจจะลืมง่ายนะครับ ภาคอีสาน นี่ป่าหายไปเป็นพื้นที่ พื้นที่ภูเขาหลายลูก เมื่อวานท่าน สปช. ประสารนำเสนอนะครับ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม แล้วก็ไม่มีการลงโทษ เพราะว่าคิดอะลุ่มอล่วยกัน มาาึงจุดที่สำคัญก็คือ เริ่มรู้แล้วล่ะว่ากฎหมายา้าใครเป็นผู้มีอำนาจเขียนกฎหมายคนนั้นจะเป็นผู้ชนะ ก็มาต่อสู้กัน ด้วยการว่าใครจะมีสิทธิในการเขียนกฎหมายเพื่อเข้าข้างตัวเองจะเห็นได้ว่าตั้งแต่ปี ๒๕๑๘ มาจนาึงปัจจุบันนะครับ ยุบสภาทั้งหมด ๑๑ ครั้ง รัฐประหาร ๕ ครั้ง มีลาออกแค่ ๒ ครั้ง ที่ต้องยุบสภา เพราะว่าตกลงกันไม่ได้ แย่งกันจะเป็นคนเขียนกฎหมาย เพราะฉะนั้น กราบเรียนท่านประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าท่านจะเขียนวิธีเลือกตั้ง ดีอย่างไร ก็ต้องมีคนไม่พอใจ เพราะทั้ง ๒ ฝ่ายต่างแย่งกันจะเข้ามาเป็นผู้เขียนกฎหมาย ให้ตัวเองชนะจะได้ทำธุรกิจการเมืองได้ตามที่ตัวเองตั้งใจ ตรงนี้ผมไม่ได้กล่าวโทษนะครับว่า นักการเมืองดีหรือเลว แต่เรื่องการทำธุรกิจการเมืองนี้กลายเป็น นอร์ม (Norm) ของประเทศนี้ ไปเสียแล้วคนที่มีอำนาจก็ฮึกเหิมพยายามจะเอามากขึ้น ประเทศนี้ก็เลยเกิดอำนาจนิยม เกิดวัตาุนิยมมือใครยาวสาวได้สาวเอา หิริโอตตัปปะไม่มีแล้วครับ ไม่ละอายชั่ว ไม่กลัวบาป ร่ำรวยมาภาษีก็ไม่เสีย อันนี้เลยไปาึงแม้กระทั่งบางส่วนนะครับ ขออนุญาตก็คือกลุ่มที่เรียกว่าเป็นเอ็นจีโอ (NGO) หรือสมาคมกีฬาก็มาอาศัยลักษณะแบบนี้ทำด้วย ไม่ได้หมายความว่าว่าทั้งหมด แต่มีบางส่วน ไม่มีการตรวจสอบ กลายเป็นลู่ทางของคนที่ไม่ดีใช้เป็นช่องทางหาผลประโยชน์ ฉะนั้น ความเหลื่อมล้ำก็เกิดขึ้น ในครั้งนี้ผมเชื่อว่าสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติหลายคนที่เข้ามานี้ มีความตั้งใจที่จะเขียนแนวทางเพื่อที่จะพัฒนา แต่เราก็เป็นจำเลยาูกกล่าวหาว่ามาเขียน กฎหมายเพื่อทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม ผมคิดว่าที่เรามานั่งไม่เข้าใจกันที่สำคัญที่สุดเราคงต้อง ทำอย่างไรที่จะหยุดธุรกิจการเมืองให้ได้ำ้าหยุดตรงนี้ไม่ได้ เมื่อไรก็าูกฉีกอีกละครับ เพราะว่าเมื่อเอาชนะไม่ได้ก็เอากฎหมู่มาเป็นตัวตั้ง การปกครองบริหารประเทศก็ต้องให้สมดุล นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ พัฒนา ผมอยากจะยกตัวอย่างให้ดู ประเทศจีน ๑๐ ปีที่ผ่านมา เขาบริหารโดยการพัฒนาใช้คนที่มีความรู้เป็นวิศวกร วันนี้ประเทศจีนมีนักวิจัยมากกว่า ประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วทำได้เร็วมาก แต่พอเขาพัฒนาขึ้นมาได้แล้วตอนนี้เขาหันมาใช้ หลักนิติศาสตร์แล้วครับ เริ่มปราบคอร์รัปชันอย่างจริงจัง ก็ไม่เห็นมีใครว่าอะไร เพราะฉะนั้น า้าเราไม่ต้องการให้ประเทศไทยจะต้องาูกฉีกรัฐธรรมนูญอีกก็คือคงต้องพยายามสร้างเรื่องของ ความเกรงต่อบาป ความละอายต่อชั่ว แล้วก็หยุดธุรกิจการเมืองให้ได้ คงไม่มีใครใน สปช. ที่จะกล้าพูดว่ารัฐธรรมนูญที่ทำอยู่นี้ดีที่สุดหรอกครับ ผมก็เห็นด้วยกับที่ท่านคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้บอกหลักการ ๔ ข้อไปแล้ว และสิ่งที่ทำมานั้นก็ตอบสนอง ๔ ข้อนี้จริง ๆ นะครับ า้ามันไม่ตอบสนอง ๔ ข้อนี้ก็สมควรจะแก้ เพราะฉะนั้นเมื่อตอบสนองแล้วก็ควรจะต้อง ยอมรับกัน เราลองนึกาึงในสังคมที่เล็กที่สุดคือในบ้านที่เป็นครอบครัว การที่จะตั้งธรรมนูญ ในบ้านขึ้นมาเพื่อที่จะให้ทุกคนยอมรับยังทำไม่ได้เลยครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็คงเหมือนกัน ก็คงต้องหาอะไรที่เป็นประโยชน์สูงสุดกับประชาชนส่วนใหญ่ ผมจะขอเข้าในเนื้อหา มาตรา ๗๔ มาตรา ๗๕ มีความสำคัญมาก เรื่องของการตรวจสอบ กำกับ ติดตามนี้ต้องทำให้ได้ทุกขั้นตอน ในแง่จริยธรรมเพื่อป้องกันไม่ให้คนเข้ามาทำธุรกิจการเมือง การได้มาซึ่งทรัพย์สินและการเสียภาษี อย่างาูกต้องจะต้องาูกนำมาบังคับใช้ การแสดงบัญชีทรัพย์สินก่อนและหลังการเข้าสู่ ตำแหน่งทางการเมืองนั้นไม่สามาราจะป้องกันการทุจริตเชิงนโยบายหรือการใช้นอมินี (Nominee) หรือตัวแทนได้เลยนะครับ จริง ๆ แล้วมีงานวิจัยของคอร์เนล เขียนเรื่องดับเบิล พาราด็อกซ์ (Double Paradox) ก็คือเป็นการทุจริตเชิงนโยบาย รัฐมนตรีไม่เรียก ผลประโยชน์เองหรอกครับ แต่ที่ปรึกษารัฐมนตรีเรียกผลประโยชน์ หรือแม้กระทั่งที่เรา เคยเห็นกันจริง ๆ ให้ตัวแทนของครอบครัวไปเป็นผู้มีตำแหน่งทางการเมือง จัดเรียกประชุม ข้าราชการที่บ้านของตนเองไม่มีใครกล้าทำอะไร ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วคนคนนั้นาูกต้องห้ามอยู่ อันนี้ก็ไม่ต้องเอ่ยชื่อ คิดว่าคงทราบกัน เพราะฉะนั้นเราก็าูกคนที่ไม่ดี ซึ่งอาจจะบอกว่า ไม่ใช่นักการเมืองทั้งหมดไม่ดีแต่เป็นโจรเสื้อนอกทั้งหญิงและชาย แล้วก็อ้างว่าตัวเองสุจริต เพราะฉะนั้นในมาตรา ๗๕ (๔) นั้นคงจะต้องมีการกำกับติดตามประสิทธิภาพการทำงานด้วย ทั้งนี้เพราะว่าา้าเผื่อท่านทำให้ประเทศชาติเสียหาย ยกตัวอย่างนะครับ มาออกกฎหมายนิติบัญญัติ แล้วก็ไม่ออกกฎหมายกักเอาไว้ประเทศชาติพัฒนาไม่ได้ กฎหมายที่จำเป็นเกี่ยวกับ การพัฒนาประเทศไม่ได้รับการเหลียวแลกักไว้ไม่ให้ผ่าน ก็าือว่าเป็นความผิดก็เสียหาย ซึ่งจะต้องตรวจสอบตรงนี้ด้วย จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมาคนหลายคนบอกมาเป็นรัฐมนตรีเพื่อเป็นเกียรติ และศักดิ์ศรีของวงศ์ตระกูล ก็ตัวท่านไม่มีเกียรติหรือครับต้องมาเป็นรัฐมนตรีเพื่อที่จะให้มีเกียรติ แล้วก็เป็นเรื่องที่เสียหายหมด เราก็คงเคยเจอท่านที่บอกว่าเป็นรัฐมนตรี แต่เป็นประธาน ที่ประชุมยังไม่เป็นเลย เป็นเพียงแค่ลูกผู้ทรงอิทธิพล หรือว่าเป็นคู่สมรสของคนที่ตัดสิทธิ ทางการเมือง ที่ผ่านมากระบวนการตรวจสอบเรามีการตรวจสอบผลงานของรัฐวิสาหกิจ ผลงาน ของราชการแต่ไม่เคยตรวจสอบผลงานของรัฐสภา ครั้งนี้พยายามจะบอกว่าท่านมาทำงาน ครบหรือเปล่า ลงมติครบหรือเปล่า ไม่พอนะครับ มันต้องมีผลงานที่ออกมาเป็นผลงานจริง ๆ ด้วย ไม่ใช่แค่มานั่งประชุมนะครับ
สำหรับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนี้นะครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่า เรื่องของกำหนดทิศทางพัฒนาประเทศต้องไม่าูกบิดเบือน ผมขออนุญาตใช้ต่อไปเลย อาจจะสักอีก ๕ นาที เรื่องของการศึกษาเราพบว่ามีงบประมาณมาก แต่ใช้ผิดทาง เรื่องวิทยาศาสตร์ไม่มีงบให้ เพราะว่าคนที่มีอำนาจให้งบหรือท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เอาไปลงพื้นที่ไม่ได้ ก็เลยตัดไม่ให้นะครับ ตามมาตรา ๘๔ การสร้างคนต้องอาศัยเวลาครับ ปลูกพืชกว่าจะได้ไม้ใหญ่เป็นปีนะครับ แต่จะสร้างคน ปลูกคนนี่ ๑๘ ปี อย่างเร็วที่สุด เพราะฉะนั้นเราก็ต้องเพาะต้นกล้าแล้วในครั้งนี้ผมก็มั่นใจว่าในคณะกรรมาธิการปฏิรูป การศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ได้มองที่จะดูแลสร้างคนตั้งแต่อยู่ในครรภ์ คือเพาะต้นกล้า แล้วก็เข้าสู่วัยเรียน ประคับประคอง ให้ปุ๋ย พรวนดินให้เป็นพลเมืองดีของชาติตามความตั้งใจ ของการเขียนรัฐธรรมนูญอันนี้นะครับ
อีกส่วนหนึ่งที่อยากจะเรียนเพื่อน สปช. หลายท่านนะครับ เรื่องของ (๓) ในมาตรา ๘๔ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ได้เขียนไว้ ชัดเจนว่าให้รัฐจ่ายค่าใช้จ่ายพื้นฐานที่เพียงพอเพราะจะเป็นประโยชน์กว่าไปให้ค่าใช้จ่าย กับทุกคนำ้าคนเหล่านั้นอาจจะไม่มีศักยภาพ แต่ว่าา้าเผื่อใครตั้งใจจะเรียนแล้วก็จะมี ค่าใช้จ่ายที่เพียงพอ
อีกส่วนหนึ่งนะครับ ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่เขียนไปจนาึงมาตรา ๙๕ ไม่ได้พูดาึงความสำคัญของทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีอาจจะตกไปหรืออะไรก็แล้วแต่ ขอความกรุณาช่วยเติม เพราะว่าเป็นปัจจัยนำเข้าที่สำคัญที่สุดที่จะช่วยพัฒนาคนขึ้นมา เพราะว่าเรื่องของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีนั้นเป็นเรื่องของตรรกะ เป็นเรื่องของความจริง ที่จะช่วยให้คนมีเหตุมีผล แล้วก็จะรู้จักละอายต่อชั่ว เกรงกลัวต่อบาป อันนี้กราบเรียน ขออนุญาตเลยไปนิดหนึ่ง ก็คือเรื่องของหมวดงบประมาณ มาตรา ๒๐๑ มาตรา ๒๐๒ นั้น องค์กรตามรัฐธรรมนูญซึ่งน่าจะเป็นองค์กรอิสระ ไม่ว่าจะปรับปรุง ยุบรวม ตั้งใหม่ ที่จะต้อง ไปปรับปรุงควรจะเสนองบประมาณของตนเองต่อรัฐสภาเป็นพระราชกฤษฎีกาได้ โดยให้มี สัดส่วนที่เหมาะสมกับงบประมาณแผ่นดินโดยยึดหลักธรรมาภิบาล ประสิทธิภาพและสังคมดีงาม อย่างเคร่งครัด อันนี้ก็เป็นนอร์มของการที่จะทำรัฐธรรมนูญ โดยการทำรายงานประจำปี เสนอต่อสาธารณชนให้ทราบาึงผลการปฏิบัติงานและการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า ในส่วนของ หมวดปกครองท้องาิ่น มาตรา ๒๑๑ ได้อ้างาึงมาตรา ๑ ก็คือา้าพูดชัด ๆ ก็คือประเทศไทย เป็นรัฐเดี่ยว หรือที่เรียกว่ายูนิทารี สเตท (Unitary state) ดังนั้นการให้อิสระกับองค์การ บริหารท้องาิ่นนั้น การกระจายอำนาจจะต้องเป็นอำนาจในการบริหารเท่านั้น ไม่ใช่เป็น อำนาจของการออกกฎหมาย และที่สำคัญที่สุดก็คือการกระจายอำนาจบริหารต้องสนับสนุน การดำเนินภารกิจของรัฐ จะเห็นได้ว่าเมื่อปี ๒๕๒๔ ที่เรามีแมนเมด ฟลัด (Manmade flood) ก็เพราะว่าท้องาิ่นไม่ยอมทำตามภารกิจของรัฐ ก็ไม่ปล่อยน้ำลงมา ไม่ให้ เข้ากรุงเทพฯ น้ำก็เลยท่วมอยู่อย่างนั้น อันนั้นก็เป็นตัวอย่างที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นอยากจะให้ เขียนเติมว่า เพื่อสนับสนุนการดำเนินภารกิจของรัฐ
มาตรา ๒๑๔ นั้น การกำกับดูแลโดยสภาท้องาิ่นคงต้องเขียนให้ชัดเจนว่า สภาท้องาิ่นไม่ใช่สภานิติบัญญัติของท้องาิ่น เพราะฉะนั้นการออกระเบียบข้อบังคับต้องอยู่ใน กรอบกฎหมายที่รัฐสภาเป็นผู้บัญญัติ แล้วก็การติดตาม กำกับการบริหารนั้นต้องยึดมั่นอยู่ใน บรรทัดฐานของธรรมาภิบาล ประสิทธิภาพของการดำเนินงานและสังคมที่ดีงามอย่างเคร่งครัด ทั้งหมดนี้ก็เป็นสิ่งที่ผมพยายามรวบรวมศึกษา แล้วก็นำเสนอต่อคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ ขอบคุณครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ กระผม ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม หมายเลข ๗๙ จะขออนุญาตอภิปราย เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ซึ่งเกี่ยวข้องกับภาค ๒ ซึ่งเกี่ยวข้องกับมาตราตั้งแต่มาตรา ๗๓ าึงมาตรา ๑๙๘ ผมนั่งนับดูแล้วจะมีอยู่ประมาณ ๒๐ มาตราที่ผมจะขอค่อย ๆ แตะ ไปทีละเรื่อง ทีละเรื่อง แต่ประเด็นที่ผมจะอภิปรายนั้นค่อนข้างจะเป็นเรื่องที่เรียบง่าย ส่วนใหญ่จะเป็นข้อเสนอแนะเกี่ยวกับา้อยคำ คำพูดที่อาจจะอ่านหรือฟังดูแล้วเข้าใจยาก ตามภาษาที่ผมไม่ใช่เป็นนักรัฐศาสตร์หรือนักกฎหมาย เพราะผมเป็นวิศวกร
ประการแรก หัวข้อของภาค ๒ เขียนไว้ว่า ผู้นำการเมืองที่ดีและระบบ ผู้แทนที่ดี แต่ว่าเมื่ออ่านภาค ๒ ให้ดี ๆ จะพบว่าจะเป็นเนื้อหาของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ อยู่ครึ่งหนึ่ง เพราะฉะนั้นกระผมจึงขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปที่คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญว่า หัวข้อภาค ๒ ขอเสนอให้เปลี่ยนหัวข้อเป็นผู้นำการเมืองที่ดี และแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ
ต่อไปมาตรา ๗๓ วรรคหนึ่ง เขียนไว้บอกว่า ผู้นำการเมืองที่ดีหรือผู้นำการเมือง ดังกล่าว ได้แก่บุคคลดังต่อไปนี้ (๑) ผู้สมัครรับเลือกตั้งทุกประเภทและทุกระดับ ก็เลยนึกขึ้นว่า ในรัฐธรรมนูญนี้เรามีศัพท์คำว่า ผู้สมัครรับการสรรหาอยู่เยอะมากมายหลายที่ เพราะฉะนั้น ขอฝากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่า มาตรา ๗๓ (๑) ได้โปรดกรุณาพิจารณาเติมคำว่า และผู้สมัครรับการสรรหา เข้าไปด้วย
ต่อไปมาตรา ๗๔ ไปอยู่หน้า ๒๓ ครับ หน้า ๒๓ ผมพบว่าา้าดูจากมาตรา ๗๔ แล้ว วรรคห้าเข้าใจว่าจะเป็นความผิดพลาดทางเทคนิค เล็ดลอดมาอยู่ประมาณ ๕ บรรทัด เนื้อหา ไม่เกี่ยวข้องกันเลย ในมาตรา ๗๔ กำลังพูดาึงเรื่องมาตรฐานจริยธรรมอยู่ดี ๆ แต่พอไปดู หน้า ๒๓ ที่ผมนับไปเมื่อครู่ประมาณวรรคห้า อยู่ ๆ ก็บอกว่าให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง จัดให้มีการออกเสียงลงคะแนน วรรคสี่ เข้าใจว่าจะเป็นความผิดพลาดทางเทคนิค ก็ขอให้ พิจารณาตัดออกไปประมาณ ๕ บรรทัด
ต่อไปมาตรา ๘๒ ครับ มาตรา ๘๒ มี (๑) ไปจบด้วย (๗) เป็นเรื่องของรัฐ ต้องดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ แล้วก็ไปมีมาตรา ๘๓ำึงมาตรา ๙๕ เติมมาอีก เต็มไปหมดไปเลยเป็นแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เพราะฉะนั้นเพื่อให้ประชาชนที่จะอ่านได้ เข้าใจง่าย ในมาตรา ๘๒ ต่อท้าย (๗) ขอเสนอให้เขียนเพิ่มคำว่า (๘) ดำเนินการอื่น ๆ ตามมาตรา ๘๓ำึงมาตรา ๙๕ ก็น่าจะสมบูรณ์ขึ้น
ต่อไปมาตรา ๘๔ ครับ กำลังพูดาึงเรื่องรัฐจะต้องจัดส่งเสริมให้มีการทำนุบำรุง การศึกษาอบรมอะไรต่าง ๆ แล้วพอไปดู (๖) พูดแต่เรื่องของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในเมื่อา้าจะมีการส่งเสริมการศึกษาหรือการอบรมแล้วก็ควรจะต้องมีการส่งเสริมการวิจัย และพัฒนาเรื่องเศรษฐกิจและสังคม เติมเข้าไปด้วยจึงจะครบา้วน เพราะการวิจัยนั้นไม่ใช่ วิจัยเฉพาะเทคโนโลยี แต่การวิจัยเชิงเศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจสังคมนั้นมันก็ต้องมีการทำวิจัย อยู่แล้ว
ต่อไปมาตรา ๙๓ เป็นเรื่องแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐว่าด้วยเรื่องพลังงาน อันนี้ต้องขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่าได้เขียนไว้ดีมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเด็นเรื่องพลังงานที่บอกว่า จะต้องสนับสนุนให้ประชาชน ชุมชน องค์กรบริหารท้องาิ่น และเอกชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์พลังงานและการผลิตพลังงานเพื่อใช้เองและเพื่อจำหน่าย ตรงนี้ก็จะเป็นประตูเปิดทางให้ประชาชนทั่วประเทศได้มีส่วนร่วมในการผลิตพลังงานทดแทน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์ หรือพลังงานลม หรืออะไรอื่น ๆ ก็แล้วแต่
าัดไปมาตรา ๙๗ วรรคสาม เขียนบอกว่า ให้มีข้อบังคับ ผมก็มานั่งเกาหัวอยู่ว่า ข้อบังคับอะไร มันก็คือให้มีข้อบังคับว่าด้วยการประชุมของรัฐสภา ก็ขอให้เติมให้ชัดเจนด้วย จะทำให้ประชาชนอ่านได้เข้าใจยิ่งขึ้น
ต่อไปครับ มาตรา ๑๐๓ มีศัพท์คำว่า แบบสัดส่วนผสม ไปปรากฏอยู่ในวรรคสาม ในมาตรา ๑๐๓ ก็ในเมื่อท่านอยากจะโฆษณาชวนเชิญให้รู้จักคำว่า แบบสัดส่วนผสม ของสภาผู้แทนราษฎรก็ควรจะไปอยู่บรรทัดที่ ๒ เสียเลยครับ ก็ควรจะเป็นว่ามาตรา ๑๐๓ สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่า ๔๕๐คน แต่ไม่เกิน ๔๗๐ คน โดยเป็นสมาชิกแบบสัดส่วนผสม เติมเข้าไปตรงนั้นก่อนจะทำให้อ่านได้เข้าใจง่ายขึ้นเยอะเลย
ต่อไปมาตรา ๑๐๕ ผมขอข้ามไป มาตรา ๑๑๐ ผมไปอ่านดูรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็ดี ปี ๒๕๕๐ ก็ดี เวลากำหนดคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งก็มักเจอว่าจะเขียน คำว่า คุณสมบัติอื่น ๆ ตามที่จะบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ แต่ผมเอง ก็เป็นห่วงอยู่เหมือนกันว่าแล้วา้าในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญแล้วผู้ไปยกร่าง พระราชบัญญัติประกอบนั้นไปใส่คุณสมบัติอื่นที่ไม่ได้เขียนอยู่ในรัฐธรรมนูญโดยเจตนารมณ์ อย่างเช่น ไปเติมคำว่า จะต้องจบการศึกษาระดับปริญญาโน้นปริญญานี้จะทำให้มีปัญหา หรือไม่ ก็ฝากให้ช่วยพิจารณาด้วยนะครับ
ต่อไปมาตรา ๑๒๐ ผมเคยอ่านรัฐธรรมนูญมาหลายฉบับแล้วมีการพูดาึงศัพท์ คำว่า ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้นิยามคำว่า ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้มาอย่างไร แต่ผมก็ไม่สามาราที่จะได้คำตอบสักครั้งเลยว่าผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร มีบทบาท มีอำนาจและหน้าที่อย่างไร ก็ลองฝากนะครับว่าในร่างรัฐธรรมนูญอันนี้ท่านจะ เขียนอำนาจหน้าที่ของผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรไว้หรือไม่ อย่างไร หรืออย่างน้อย ก็เขียนไว้บอกว่าให้เป็นไปตามข้อบังคับว่าด้วยการประชุมของรัฐสภาก็ยังจะดีนะครับ
ต่อไปมาตรา ๑๒๑ วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกจำนวนไม่เกิน ๒๐๐ คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด จังหวัดละ ๑ คน และมาจากการเลือกกันเอง จุด จุด จุด แล้วก็มีการขยายความ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) ผมก็อยากเสนอให้เอา (๕) ขึ้นไปเป็น (๑) เสีย เพราะว่าจะได้สอดคล้องกับวรรคหนึ่งว่า ส.ว. นั้นมาจากการเลือกตั้งในจังหวัดแต่ละจังหวัด จังหวัดละ ๑ คนนะครับ
ต่อไปซึ่งผมกำลังเปิดไปเรื่อย ๆ แล้วก็เป็นมาตราที่ผมจะใช้เวลานานนิดหนึ่ง มีข้อหนึ่งครับ มาตรา ๑๖๖ เป็นเรื่องของการลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีเกี่ยวเนื่องกับ มาตรา ๑๖๗ ไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ก็ฝากช่วยเขียนเพิ่มเติมไว้ด้วยว่าในการลงมติไม่ไว้วางใจนั้น จะให้กระทำโดยลับหรือว่าโดยเปิดเผย ผมอ่านแล้วก็งง ๆ ว่าตกลงว่าการลงมติไม่ไว้วางใจนั้น ท่านอาจจะมีธรรมเนียมปฏิบัติแล้วล่ะครับ แต่ผมก็จำไม่ได้เวลาเขาลงมติไม่ไว้วางใจ จะใช้ ขานชื่อหรือว่าจะใช้เป็นหยอดบัตร หรือจะใช้กดปุ่มบัตรอะไรก็แล้วแต่ ช่วยบอกให้ชัดเจนนะครับ ว่าจะเอาแบบลงมติไม่ไว้วางใจนั้นจะเอาลับหรือว่าเปิดเผยให้ชัดเจนในรัฐธรรมนูญ
ต่อไปมาตรา ๑๗๕ มาตรา ๑๗๕ เขียนว่ารัฐมนตรีต้องมีคุณสมบัติและไม่มี ลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้ ผมอ่านไปมี (๑)ำึง (๗) มันปนกันมั่วไปหมดเลยว่าเป็นคุณสมบัติ หรือว่าไม่มีลักษณะต้องห้ามนะครับ อยากจะขอความกรุณาเขียนให้อ่านเข้าใจง่ายว่า รัฐมนตรีต้องมีคุณสมบัติตามข้อ ๑-๓ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามข้อ ๔-๗ำ้าแบบนี้ผมว่า ใครอ่านในโลกนี้ก็ต้องอ่านเข้าใจไม่ต้องไปนั่งเกาหัวว่าอันไหนเป็นคุณสมบัติ อันไหน เป็นข้อห้ามนะครับ
ในมาตรา ๑๗๗ คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแาลงนโยบาย ต่อรัฐสภา ตรงนี้เขาก็เขียนไว้บอกว่าแล้วแาลงอะไร บอกว่าให้แาลงแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ผมก็เลยอยากจะขอฝากไว้ว่าเดี๋ยวจะอภิปรายในรอบที่ ๒ นะครับว่าในการที่จะมีรัฐบาล เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินเป็นคณะแรกซึ่งจะไปเขียนไว้ในบทเฉพาะกาลนี้ว่าควรจะต้อง แาลงนโยบายทั้งนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐและข้อเสนอแนวทางการปฏิรูปด้วย มิฉะนั้นแล้ว เวลาฟังรัฐบาลชุดแรกก็จะไม่มีคำว่าปฏิรูปโผล่มาให้เราได้เห็น ก็คงจะไปอยู่ในบทเฉพาะกาล
ต่อไปครับ ผมจะใช้เวลานานนิดหนึ่งขอเวลาอีกสัก ๓ นาที ๔ นาที มาตรา ๑๘๔ มาตรา ๑๘๔ เป็นมาตราที่ว่าด้วยการกำหนดว่าา้าคณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งแล้ว จะทำอย่างไรกันต่อไป ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งอันเนื่องมาจากมาตรา ๑๘๓ (๒) คืออายุสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือสภาผู้แทนราษฎราูกยุบ ในนี้เขาก็เขียนไว้ว่า ให้ปลัดกระทรวงแต่ละกระทรวงรักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงนั้น ขอย้ำนะครับ ให้ปลัดกระทรวงแต่ละกระทรวงรักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงนั้น ผมก็ไปเปิดดู พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ คำว่า กระทรวง คืออะไร ก็คือพบว่าการบริหารราชการแผ่นดินส่วนกลางเขามีการแยกออกคำว่า สำนักนายกรัฐมนตรี แยกออกจากคำว่า กระทรวง แต่ว่าสำนักนายกรัฐมนตรีแน่นอนมีสาานะเทียบเท่ากระทรวง เพราะว่าปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีนั้นก็คือซี ๑๑ เหมือนกับปลัดกระทรวง เพราะฉะนั้น ผมก็เลยเข้าใจว่ามาตรา ๑๘๔ ผู้ร่างคงอยากจะให้หมายาึงทุกกระทรวง แต่า้าตามศัพท์ ของการบริหารราชการแผ่นดินแล้วสำนักนายกรัฐมนตรีไม่ใช่กระทรวง แต่มีฐานะ เป็นเทียบเท่ากระทรวง เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าการรักษาราชการของปลัดกระทรวงนั้น ตามมาตราที่ว่าจะต้องมารักษาการเมื่ออายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือว่า สภาผู้แทนราษฎราูกยุบจะต้องใช้าี่มากที่สุดในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จึงขอเสนอให้ท่านเติม คำว่า ให้ปลัดกระทรวงของแต่ละกระทรวงและปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าไปในมาตรานี้ด้วย จึงน่าจะครบา้วนและไม่ต้องมาาอดคำาามทีหลัง มิฉะนั้นแล้วจะนั่งงงเกาหัวว่าปลัดกระทรวง ทุกกระทรวง ตอนนี้ผมนับได้แล้วว่ามีอยู่ ๑๙ กระทรวง ได้เป็นรัฐมนตรีรักษาการหมด และใครเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีล่ะครับ หาไม่เจอนะครับ เพราะฉะนั้น ก็เพื่อความรอบคอบก็ควรจะต้องใส่คำว่า และปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าไปในนี้ด้วย และสิ่งหนึ่งที่ผมเป็นห่วงมากในมาตรานี้ก็คือว่าปลัดกระทรวงจะเป็นผู้ที่ต้องเสียสละ ในการที่จะต้องทำงานหนักขึ้น ไม่ว่าจะในตำแหน่งของข้าราชการประจำคือปลัด และยังต้อง ไปนั่งรักษาการเป็นรัฐมนตรี และปลัดบางคนจะต้องไปรักษาการเป็นรองนายกรัฐมนตรี ปลัดบางท่านก็ต้องไปรักษาการเป็นนายกรัฐมนตรีด้วย บางที ๑ คนควบ ๓ ตำแหน่ง ตรงนี้ ผมเลยคิดว่ามาตรา ๑๘๔ น่าจะมีรายละเอียดเพิ่มเติมต่าง ๆ ที่จะช่วยทำให้การบริหาร ราชการแผ่นดินในตำแหน่งรักษาการนั้นสะดวก ปลอดภัยยิ่งขึ้น เพราะว่าอย่าลืมนะครับ นี่จะเป็นครั้งแรกที่จะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับจริง ฉบับาาวรที่ข้าราชการประจำจะต้องมา รักษาการในตำแหน่งข้าราชการการเมืองก็ควรที่จะให้เขาได้มีกลไกต่าง ๆ ที่สามาราทำงาน ได้ราบรื่น อย่างเช่นาามบอกว่าพอไปเป็นรักษาการแล้วเป็นข้าราชการการเมืองหรือเปล่า ๓ เดือน ๔ เดือนกว่าจะเลือกตั้งเสร็จเป็นราชการการเมืองไหม ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน ต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินไหม ปลัดกระทรวงได้เคยเป็นบอร์ดการไฟฟ้าฝ่ายผลิต แห่งประเทศไทย ปตท. รัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ต้องลาออกจากบอร์ดเหล่านั้นไหม เพราะว่า จะต้องไปนั่งเป็นข้าราชการการเมือง ไม่รู้เป็นการเมืองหรือเปล่า หรือบางคนยังต้องไปาือหุ้น หรือเป็นผู้บริหารอะไรต่าง ๆ ตรงนี้ขอความกรุณาให้มีระเบียบหรือมีกฎหมายอะไร ผมก็ นึกไม่ออกว่าที่ควรจะต้องอำนวยความสะดวกให้กับปลัดกระทรวงที่จะเข้ามาเสียสละทำงานตรงนี้ ในขณะเดียวกันในมาตรา ๑๘๔ วรรคสุดท้าย ผมคิดว่าน่าจะตัดออก น่าจะเป็นความผิดพลาด ทางเทคนิคอีกเช่นเดียวกันครับ มาตรา ๑๘๔ เขียนไว้บอกว่า ให้การรักษาราชการแทน ของปลัดกระทรวงตามมาตรานี้สิ้นสุดลงเมื่อพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีแล้ว ตามที่ผมได้เคยศึกษาเรียนมาหรืออ่านจากหนังสือโน่นนี่ครับ ทราบมาว่าการเปลี่ยนไม้ผลัด จากคณะรัฐมนตรีชุดหนึ่งไปสู่อีกชุดหนึ่งนั้นต้องเป็นวันที่าวายสัตย์ปฏิญาณตน ไม่ใช่วันที่ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ฉะนั้นเพื่อความรอบคอบ ในมาตรา ๑๘๔ วรรคสุดท้ายนี้ คงไม่จำเป็นที่จะต้องมี เพราะว่าในมาตรา ๑๘๔ วรรคหนึ่ง เขาเขียนไว้ชัดเจนไว้อยู่แล้วว่า ปลัดกระทรวงทุกกระทรวงที่รักษาราชการแทนรัฐมนตรีร่วมกันปฏิบัติหน้าที่คณะรัฐมนตรี จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้า รับหน้าที่ คำว่า เข้ารับหน้าที่ ก็คือวันาวายสัตย์ปฏิญาณตนครับ ผมก็คงขออนุญาตอภิปราย แต่เพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณมากค่ะอาจารย์ ท่านสมาชิกคะ ขณะนี้สมาชิกจำนวน ๓๐ ท่านที่ได้แจ้ง ความประสงค์ให้ความเห็นในเรื่องร่างรัฐธรรมนูญในภาค ๒ หมวด ๑ เรื่องผู้นำการเมืองที่ดี และระบบผู้แทนที่ดีนี้ได้อภิปรายครบแล้ว ดิฉันใคร่ขอเรียนาามท่านประธานกรรมาธิการค่ะ ว่าท่านจะมีการชี้แจงหรือเปล่าคะ
(ไม่มีสมาชิกขอชี้แจง)
า้าเผื่อไม่มีนะคะ ก็เป็นอันว่าจบการอภิปรายให้ความเห็นร่างรัฐธรรมนูญในภาค ๒ หมวด ๑ แล้วนะคะ
ต่อไปจะเป็นการพิจารณาในภาค ๒ หมวด ๒ เรื่องแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ก่อนที่จะเข้าสู่การอภิปรายให้ความเห็นของสมาชิกนี้นะคะ ดิฉันจะใคร่ขอให้ท่านประธาน กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้นำเสนอสาระหลักอย่างย่อในร่างรัฐธรรมนูญในภาค ๒ หมวด ๒ เรื่องแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ขอเรียนเชิญค่ะ
เชิญอาจารย์นครินทร์ครับ
ขอเชิญค่ะ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ผม นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผมคงเพียงแค่จะขอกล่าวเกริ่นนำ
ท่านอาจารย์คะ ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์มีอะไรคะ เดี๋ยวขออนุญาตนิดหนึ่ง เชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ผมได้เสนอชื่อไว้ว่าจะพูดเรื่องในภาค ๒ ทั้ง ๒ เรื่อง ก็คือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับที่ท่านประธาน บอกว่าได้ผ่านไปแล้ว ที่ชื่อเราก็ยังเาียงกันอยู่ว่าจะเป็นระบบผู้นำที่ดีอะไรต่ออะไรก็ตาม กับอีกเรื่องหนึ่งนี้ ท่านจะให้ผมพูดเสียเลยไหมจะได้จบไปในภาคแรกเพราะว่าเดี๋ยวจะ เปลี่ยนเป็นเรื่องที่ ๒
ท่านได้เสนอชื่อไว้ด้วยหรือคะ
ใช่ครับ
ขออภัยทีหนึ่ง บังเอิญไม่มีชื่อค่ะอาจารย์
ไม่เป็นอะไร
า้าเผื่อว่าท่านได้เสนอชื่อไว้ก็ขอเชิญอาจารย์ ก็จะได้เสร็จทีเดียวค่ะ ดิฉันขออนุญาตท่าน
ได้ไหมครับำ้าอย่างนั้นผมขอตรงนี้เลยก็แล้วกัน หรือจะให้ผมรอ ผมรอได้ไม่มีปัญหา แล้วแต่ท่านประธานครับ จะให้ผมรอผมก็รอ แต่ว่า ผมจะต้องพูด
แต่ที่ท่านจะพูดคือในหมวด ๑ ใช่ไหมคะ
ในภาค ๑ เมื่อสักครู่นี้บวกกับภาค ๒ บางส่วน
า้าอย่างนั้นรอภาค ๒ ดีไหมคะำ้าเผื่ออย่างนั้นค่ะ
ได้ครับ
ขอเชิญท่านอาจารย์นครินทร์ค่ะ ขออภัยอาจารย์ค่ะ
ขอบคุณท่านประธานครับ ผมได้รับมอบหมาย ความจริงก็คือให้กล่าวเกริ่นนำครับ ภาค ๒ หมวด ๒ เรื่องแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐ ซึ่งความจริงแล้วผมนั่งฟังท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติอภิปรายมาตั้งแต่เช้า ซึ่งหลายท่านก็ได้กล่าวพาดพิง แล้วก็ให้ข้อแนะนำทั้งในเชิงเพิ่มเติม สร้างสรรค์ ให้เขียนใหม่ ให้ปรับอะไรต่าง ๆ ไปแล้วเป็นจำนวนมาก บางท่านก็ให้คำแนะนำท้วงติงว่าน่าจะมีบทบัญญัติ ที่ให้าึงขั้นที่เรียกว่า บังคับให้รัฐต้องทำตามหน้าที่นั้นไปเลยนะครับ อย่างไรก็ตามผมเองได้รับมอบหมายมาให้เป็นผู้กล่าวเกริ่นนำในหมวด ๒ ของภาค ๒ นี้แล้ว อันที่จริงหลังจากผมเอง คุณบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ กับคุณสุภัทรา นาคะผิว หรือไม่ก็คนอื่น ก็น่าจะชี้แจงเพิ่มเติมขึ้นไป ในฐานะที่ผมรับผิดชอบเรื่องแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในตอนที่ ชั้นคณะอนุกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ต้องสารภาพเล่าให้พวกเราฟังว่าคณะอนุกรรมาธิการ ความจริงก็เป็นความตั้งใจของคนยกร่างรัฐธรรมนูญ อยากเขียนร่างให้สั้น ผมทำเค้าโครงร่าง ดั้งเดิมสั้นอยู่แล้ว ต้องเรียนท่านจริง ๆ ครับำ้าจะให้สั้นจริง ๆ แล้วคนเรียนวิชารัฐธรรมนูญ ต้องบอกว่าหมวดนี้ แนวนโยบายพื้นฐานของรัฐ จริง ๆ แล้วเขียนก็ได้ ไม่เขียนก็ได้ครับ จริง ๆ เขียนก็ได้ ไม่เขียนก็ได้ครับ แต่เนื่องจากต้องกล่าวอย่างนี้ว่าประเทศแรกที่ผมเข้าใจว่า เราเริ่มเขียนแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรกในปี ๒๔๙๒ เราไม่ได้ เขียนแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐในรัฐธรรมนูญตั้งแต่ฉบับแรก ปี ๒๔๗๕ การเขียน แนวนโยบายพื้นฐานของรัฐหรือแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐไว้ในรัฐธรรมนูญ ก็เป็นมิติใหม่ ซึ่งประเทศไอร์แลนด์ ประเทศอินเดียเป็นผู้ริเริ่ม แล้วก็มีความหมาย มีหน้าที่บางอย่าง คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ได้พิจารณาแล้วเห็นกันเป็นเอกฉันท์นะครับว่า แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐหรือของรัฐต้องเขียนต่อไป เราไม่สามาราที่จะยกเลิกได้ แต่ว่า การเขียนแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนี้ต้องเขียนให้พอดี ให้มีดุลยภาพ มีดุลยภาพระหว่างอะไรครับ ระหว่างสิ่งที่เป็นประเพณีส่วนหนึ่ง เรายอมรับในสิ่งที่เป็นเทรดดิชัน (Tradition) ของเรา กับยอมรับสิ่งที่ต้องก้าวหน้า ต้องเดินไปข้างหน้า คือหมายความว่าคุณจะเห็นได้ว่าในร่างของ หมวดนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐของเรานี้มีหลายเรื่องที่ก้าวหน้าออกไปกว่าเดิมเป็นอันมากครับ ในขณะเดียวกันก็ต้องมีดุลยภาพเพราะว่ามีดุลยภาพระหว่างสิ่งที่ปฏิบัติได้กับสิ่งที่เป็น ความใฝ่ฝันของประชาชน ซึ่งผมพบนะครับ ความจริงเราพบมาแล้วนานครับว่าเมื่อไรก็ตาม ที่เราพูดาึงแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ท่านสมาชิก สปช. จำนวนมากหรือประชาชนไทย จำนวนมาก หรือคนที่ไหนก็เป็นจำนวนมากก็มักจะฝากเรื่องที่ตัวเองคิดว่าเป็นความใฝ่ฝัน เป็นความหวัง เป็นอุดมคติของเราเอาไว้ำ้าเขียนโลจิสติกส์ตัวนี้ก็ไม่ครบ ต้องให้ตรงนี้ด้วย เขียนวิทยาศาสตร์แล้วไม่ครบก็ต้องเอาเรื่องวิจัยด้วย อะไรอย่างนี้ ยกตัวอย่างอย่างนี้ครับ ก็มี คนฝากมาเป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้นในท้ายที่สุดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่นำเสนอ ในที่ประชุมแห่งนี้ ซึ่งได้อภิปรายไปแล้วบางส่วนต้องเรียนนะครับว่ามีส่วนที่ก้าวหน้าขึ้นไป บางลำดับ แล้วหลายส่วนก็เพิ่มเติมไปตามคำเสนอแนะและข้อเรียกร้องของท่านสมาชิกนะครับ อย่างเช่น เขียนเรื่องการกีฬา เรื่องวัฒนธรรม อันนี้ก็เป็นวิวัฒนาการของสังคมเรา แต่อย่างไรก็ตาม ผมขอหมายเหตุไว้เป็นเรื่องสำคัญว่าแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนี้ไม่ใช่บทบัญญัติที่เป็นภาคบังคับ จริง ๆ แล้วเป็นเพียงแค่กรอบใหญ่ ๆ หรือเป็นแนวทางใหญ่ ๆ ให้รัฐหรือรัฐบาลที่พรรคการเมือง ที่จะมาจากการเลือกตั้งนั้นเขาได้คิดพิจารณาและคำนึงาึงในการตรากฎหมาย แล้วก็การวาง แนวนโยบายบริหารราชการแผ่นดิน ในทางปฏิบัติเองเขาคงต้องทำส่วนอื่น ๆ เข้ามาร่วม คลุกเคล้าเข้าด้วยกันด้วย พูดง่าย ๆ ว่าเป็นการวางกรอบใหญ่ ๆ ให้กับการพัฒนาประเทศ เท่านั้นเอง ไม่ใช่เป็นหมวดบังคับตายตัว ผมขอตอบ ผมไม่ขอเอ่ยนามนะครับ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติได้อภิปรายเมื่อเช้านี้ว่าแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนั้นน่าจะมีบทบังคับบางอย่าง ให้รัฐบาลต้องทำ ท่านลองคิดดูนะำ้าท่านบังคับให้รัฐบาลต้องทำทั้งหมด แสดงว่ารัฐบาลของพรรค ที่มาจากการเลือกตั้งใด ๆ ก็ตาม ก็จะไม่มีเสรีภาพ ไม่มีอิสระ ไม่มีเจตจำนงของประชาชน ที่เขาได้รับการเลือกตั้งเข้ามาในการบริหารประเทศเลยนะครับ รัฐธรรมนูญของเราก็เป็น รัฐธรรมนูญที่แปลกประหลาดอยู่พอสมควร เพราะฉะนั้นอย่างไรก็ตามที เราเลิกเขียนเรื่องนี้ ไม่ได้นะครับ แล้วผมก็เชื่อว่าท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติคงมีเรื่องฝากให้คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมขึ้นเป็นอีกจำนวนมากนะครับ ผมก็พยายามจดลิสต์ (List) ไว้ว่า ท่านฝากเรื่องโน้น ฝากเรื่องนี้ ต้องไปเพิ่มเติมขึ้นไปอีกจำนวนมาก เพราะฉะนั้นหมวดนี้ ก็มีความหมาย มีหน้าที่แบบนี้แล้ว แล้วก็หวังว่าคงจะให้เห็นดุลยภาพระหว่างความหวัง อุดมคติของเรา ที่เราอยากจะให้บ้านเมืองของเราเป็นไปอย่างไร ที่จริงแล้วต้องคิดครับว่ารัฐธรรมนูญในส่วนนี้ เป็นแค่แนวทาง เป็นกรอบใหญ่ ๆ ของเจตจำนงในการตรากฎหมายระหว่างแนวทางในการบริหาร ราชการแผ่นดิน ขอบพระคุณครับ เดี๋ยวผมขออนุญาตท่านประธานเชิญคุณบัณฑูรนะครับ
เชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านครับ ขออนุญาตเสริมบางประเด็น เพื่อให้เห็นภาพที่ครบา้วนในอีก ๒ ส่วนของหมวดนี้นะครับ ในเวลาไม่เกินสัก ๕ นาที
ในประการแรกเสริมจากที่ท่านอาจารย์นครินทร์ได้พูดว่าแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เป็นเจตจำนงในการตรากฎหมาย การกำหนดนโยบายบริหารราชการแผ่นดิน หลายท่านคงมี คำาามต่อในใจว่าแล้วสิ่งที่เขียนนี้จะนำไปสู่การปฏิบัติอย่างไร สิ่งที่ทางคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญพยายามตอบโจทย์ในตรงนี้ก็จะปรากฏอยู่ในหมวดาัดไป คือมาตรา ๑๗๗ มาตรา ๑๗๙
ในมาตรา ๑๗๗ ก็เป็นแนวปฏิบัติเดิมที่เคยมีอยู่แต่ได้าูกโยกไปอีก ๑ หมวด ก็คือกำหนดให้การแาลงนโยบายต่อรัฐสภาของคณะรัฐมนตรีเพื่อการบริหารราชการแผ่นดินนั้น ต้องยึดาือตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะวางกรอบต่อเนื่อง คำอธิบาย
ในมาตรา ๑๗๙ ได้เพิ่มความชัดเจนมากขึ้นว่าการบริหารราชการแผ่นดิน ต้องเป็นไปตามนโยบายที่แาลงไว้ มีความรับผิดชอบร่วมกันต่อรัฐสภาในนโยบาย ของคณะรัฐมนตรี ตรงนี้ก็จะเป็นส่วนที่เสริมเพื่อให้เกิดความมั่นใจในระดับหนึ่งว่า แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนั้น รัฐบาลมีการดำเนินการแต่ว่าไม่ได้มีความเข้มงวดดังแนวทาง ที่อาจารย์นครินทร์ได้อธิบายไว้ อย่างไรก็ตามความเห็นในส่วนนี้ได้พยายามที่จะทำให้เกิด ความมั่นใจมากขึ้นำ้าท่านอ่านในมาตรา ๑๐๒ ประกอบ ในมาตรา ๑๐๒ ที่กำหนดข้อผูกพัน เกี่ยวกับการนำเอาข้อบัญญัติต่าง ๆ ในรัฐธรรมนูญไปดำเนินการแล้วมีสภาพความรับผิดชอบ พอสมควร ตรงนี้เพื่อนำเรียนให้ท่านสมาชิกได้เห็นความครบา้วนของมาตราในหมวดต่าง ๆ ที่ผูกโยงกันไว้ตั้งแต่ในมาตรา ๑๗๗ มาตรา ๑๗๙ และมาตรา ๑๐๒ ในรัฐธรรมนูญ
ในประการที่ ๒ ที่อยากเรียนเพิ่มเติมเพื่อให้ท่านสมาชิกเห็นภาพได้ครบา้วน ซึ่งท่านสมาชิกได้มีการอภิปรายภาคตรงนี้พอสมควรแล้ว คือการที่เรามองพิจารณา แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ต้องมองเชื่อมโยงกับในหมวดของสิทธิเสรีภาพและบางส่วน เป็นส่วนที่อยู่ในหมวดปฏิรูป ในหลายประเด็นที่มีการหยิบยกขึ้นมาบางส่วนไม่ได้อยู่ใน แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐแต่ได้ปรากฏอยู่ในหมวดของปฏิรูป อย่างไรก็ตามสภาพการบังคับ สาานะของการอยู่ในแต่ละหมวดก็มีความต่างกัน เพราะฉะนั้นประเด็นที่ท่านจะได้กรุณา นำเสนอว่านโยบายในส่วนใดควรจะอยู่ในหมวดใด ระหว่างสิทธิเสรีภาพ แนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐและปฏิรูปนั้นก็เป็นข้อพิจารณาที่อยากจะฝากเรียนไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ เผื่อท่านจะได้ช่วยกรุณาให้ความเห็นเพิ่มเติม
ในส่วนสุดท้ายที่อยากจะเรียนเสริมในเชิงเนื้อหาก็จะมีประเด็นเดียวครับ ในฐานะที่ช่วยดูในส่วนของนโยบายด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะปรากฏ อยู่ในนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา ๙๒ อยากเรียนเพียงแค่ว่าเจตนารมณ์เรื่องของการกำหนด เรื่องสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติก็ดี ไม่ว่าจะอยู่ในหมวดสิทธิ หมวดนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ และหมวดปฏิรูป เจตนารมณ์เพื่อที่ต้องการให้นับแต่นี้ไปการดูแลจัดการสิ่งแวดล้อม การกำหนดนโยบาย การพัฒนาในด้านต่าง ๆ จะให้ดำเนินการควบคู่ไปไม่เกิดความขัดแย้ง เกิดปัญหาเหมือนกับดังเช่นที่ปรากฏอยู่ในอดีตและยังปรากฏอยู่ในวันนี้ ในหลายพื้นที่จังหวัด ที่มีการประท้วงขัดแย้งกันอยู่ระหว่างความต้องการพัฒนากับการดูแลสิ่งแวดล้อม การดูแลสิทธิชุมชน การดูแลเรื่องสุขภาพ พยายามที่จะออกแบบกลไกใหม่ ๆ เพื่อให้การพัฒนา ประเทศเดินไปได้ ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมเป็นลักษณะการพัฒนาที่ยั่งยืน นำเรียนเสริม ตรงนี้ในส่วนสุดท้ายก็คือตัวอย่างของการกำหนดไว้ สิ่งที่เรียกว่าการประเมินสิ่งแวดล้อม ในระดับยุทธศาสตร์ ในมาตรา ๖๔ ที่มีการกล่าวาึงคำนี้อาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า ดูเรื่องสิ่งแวดล้อม เจตนารมณ์คือการประเมินดูการพัฒนาที่ยั่งยืน เพราะฉะนั้นเป็นการดู ทั้งมิติสิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมควบคู่กันไป เพื่อตอบเจตนารมณ์ดังที่ได้ กล่าวาึงว่าไม่ต้องการให้ประเทศชาติติดชะงักอยู่ระหว่างความต้องการพัฒนาในมิติต่าง ๆ กับการดูแลรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสิทธิชุมชน ตรงนี้เป็นส่วนที่อยากจะเรียน อธิบายในมาตรา ๙๒ เป็นการเฉพาะ
ส่วนมาตราอื่น ๆ นั้นที่เป็นจุดเน้นและมีการขยายเพิ่มเติมในบางส่วนนั้น อาจจะขออนุญาตท่านประธานได้เชิญท่านกรรมาธิการาวิลวดีนะครับ โดยเฉพาะในประเด็น เรื่องของการจัดสรรงบประมาณที่คำนึงาึงความเสมอภาคทางเพศครับ ขอบพระคุณครับ
ขอเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน ดิฉันำวิลวดี บุรีกุล กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขออธิบายเพิ่มเติมสักเล็กน้อยในประเด็นที่เป็นความใหม่ ของรัฐธรรมนูญที่กำลังร่างกันอยู่ตรงนี้ โดยเฉพาะในเรื่องของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ซึ่งเราต้องการให้รัฐธรรมนูญนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและเสริมสร้าง ความเป็นธรรมให้เกิดขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ในการกำหนดนโยบายของรัฐควรจะดูว่ามีประเด็น อะไรบ้างที่จะทำให้เสริมสร้างความเป็นธรรมให้เกิด ด้วยเหตุนี้คำใหม่ที่ท่านพบเห็น ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เช่นคำว่า ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม คำว่า การจัดทำงบประมาณ โดยคำนึงความเสมอภาคทางเพศและความเสมอภาคด้านอื่น ๆ ในที่นี้นั้นดิฉันขออธิบายสั้น ๆ คำที่ ๑ คือเรื่องของจีอาร์บี (GRB) เจนเดอร์ เรสพอนซีฟ บัดเจทติง (Gender Responsive Budgeting) อันนี้เป็นภาษาอังกฤษ แต่เมื่อเป็นภาษาไทยเราใส่ไว้ในมาตรา ๘๙ ซึ่งเป็นคำใหม่ และเป็นครั้งแรกที่เปิดประวัติศาสตร์ของประเทศไทยในการที่นำมิติความเสมอภาคทางเพศ และความเสมอภาคด้านอื่น ๆ มาเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งทำให้ยกระดับของการพัฒนา ของประเทศไทยในการจัดสรรทรัพยากรโดยเฉพาะในเรื่องของงบประมาณที่จะสอดคล้อง กับกลุ่มต่าง ๆ ในสังคม แล้วก็เป็นไปเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้นและเป็นเครื่องมือ ในการพัฒนาซึ่งจะทำให้คนต่าง ๆ ในกลุ่ม ในประเทศของเราได้รับการคำนึงาึง ทำให้พวกเขา จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพราะทุกครั้งที่คิดาึงงบประมาณจะคิดาึงความต้องการของคน แต่ละกลุ่มที่จะทำให้ชีวิตของเขาสามาราที่จะก้าวเข้ามาอยู่ในชีวิตสาธารณะเช่นคนอื่น ๆ ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้การจัดสรรงบประมาณแบบนี้ไม่ใช่การจัดสรรวิธีพิเศษ และไม่ใช่การที่แบ่ง ๕๐ : ๕๐ ระหว่างหญิงชาย แต่ว่ายังคำนึงาึงความแตกต่างในแต่ละคนที่พึงจะได้รับเพื่อให้ เขาสามาราที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีเช่นคนอื่น อันนั้นาือว่าเป็นเรื่องของจีอาร์บี ซึ่งตรงนี้มันจะ ตอบสนองกับพันธกรณีระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการที่ทำให้พันธะสัญญา ของอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบหรือที่เรียกว่าซีดอว์ (CEDAW) บรรลุผลได้ในประเทศไทยของเรา นอกจากนี้เป็นการสอดคล้องกับปฏิญญา และแผนปฏิบัติการปักกิ่ง ซึ่งเป็นเรื่องของการขจัดปัญหาของสตรีที่เป็นอุปสรรคต่อความเสมอภาค อันนี้เป็นส่วนหนึ่งนะคะ แล้วนอกจากนี้ทำให้ประเทศไทยก้าวเข้าไปสอดคล้องกับเป้าหมาย ของการพัฒนาแห่งสหัสวรรษที่เรียกว่า เอ็มดีจี (MDG) ซึ่งาือว่าการทำแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในเรื่องนี้จะทำให้รัฐบาลสามาราที่จะเชิดหน้าชูตาได้ว่าเราเป็นอารยประเทศให้ความคำนึงาึง เรื่องของความเสมอภาค
แล้วนอกจากนี้ยังมีอีกคำหนึ่งที่ดิฉันจะใช้เวลา ๑ นาที ในการอธิบาย คือคำว่า ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม มันเป็นเรื่องของปฏิญญาริโอที่ประเทศไทยเป็นสมาชิก องค์การสหประชาชาติ แล้วได้นำแนวของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาที่ยั่งยืน มาใช้ในการปฏิบัติ แล้วทำอย่างไราึงจะเป็นจริง ด้วยเหตุนี้คำว่า ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม มันจะครอบคลุมาึงการที่จะให้ประชาชนผู้มีส่วนได้เสียในการพัฒนาต่าง ๆ ได้เข้าาึงข้อมูลข่าวสาร อย่างาูกต้อง เที่ยงตรง ทันการณ์ พอเพียง เข้าใจได้ง่าย และไม่มีค่าใช้จ่ายมาเป็นอุปสรรคใน การที่จะเข้าาึงข้อมูลเหล่านั้นซึ่งรัฐจะต้องดูแลในเรื่องนี้ นอกจากนี้มันรวมาึงการเข้าาึง การมีส่วนร่วมและเข้าาึงการตัดสินใจด้วย แล้วสุดท้ายคือทำให้ประชาชนนั้นได้เข้าาึง ความเป็นธรรมได้ มิใช่เพียงแค่เข้าาึงความยุติธรรม แต่การเข้าาึงความยุติธรรมไม่ได้การันตี หรือยืนยันได้ว่าเขาจะเข้าาึงความเป็นธรรม เมื่อเป็นเช่นนี้การพัฒนาต่าง ๆ ที่จะมีผลกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรต้องคำนึงาึงธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม ด้วยเหตุนี้แนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐาึงจำเป็นที่จะต้องให้มีเรื่องของคาพาซิตี บิวล์ดิง (Capacity building) หรือการพัฒนาศักยภาพของประชาชนที่เข้าาึงธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมได้อย่างแท้จริง นี่คือ มิติใหม่ในการเขียนแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ ดิฉัน ขอให้คุณสุภัทราเสริมต่อในประเด็นที่เหลือนะคะ ขอเชิญ
ขอเชิญค่ะ
ขอบพระคุณค่ะ กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ แล้วก็ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่าน ดิฉันคิดว่าในหมวด แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด ๑๘ มาตราด้วยกัน คือตั้งแต่มาตรา ๗๘ าึงมาตรา ๙๕ เขียนไว้ชัดเจนว่า แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐซึ่งเป็นบทบัญญัติซึ่งจะมีไว้ เพื่อเป็นเจตจำนงให้รัฐดำเนินการในการตรากฎหมายและกำหนดนโยบายในการบริหาร ราชการแผ่นดิน หรือพูดง่าย ๆ ก็คือว่าเพื่อให้เป็นทิศทางของรัฐบาลในการที่จะดำเนินการ ทางด้านนิติบัญญัติและบริหารประเทศ แล้วสิ่งที่ปรากฏเป็นเรื่องใหม่อยู่ในแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐ ซึ่งมี ๒ เรื่องที่ดิฉันอยากจะนำเรียนท่านสมาชิกเป็นเรื่องสำคัญ แล้วก็เป็น เรื่องที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเองเราทำให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ มาตรา ๓๕ ซึ่งอยู่ใน (๗) ที่กำหนดว่าจะต้องทำบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ทำให้เกิดกลไกที่มีประสิทธิภาพในการ ปรับโครงสร้างและการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ สังคม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมที่ยั่งยืน
ดิฉันจะขอพูดาึง ๒ เรื่องสำคัญที่อยู่ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐซึ่งเป็น เรื่องใหม่ ก็คือประเด็นเรื่องของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในด้านทางสังคมในมาตรา ๘๕ ซึ่งเดิมทีในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้พูดาึงเรื่องนี้สอดคล้องกันในมาตรา ๘๐ (๑) แต่ว่า ในรัฐธรรมนูญฉบับร่างของเรานอกจากที่พูดาึงเรื่องการที่ให้รัฐคุ้มครองและพัฒนา เด็ก เยาวชน แล้วก็ส่งเสริมความเสมอภาคหญิง ชาย ส่งเสริมความเป็นปึกแผ่นของสาาบัน ครอบครัวและชุมชนแล้ว รวมทั้งการให้การต้องสงเคราะห์และจัดสวัสดิการให้แก่ผู้สูงอายุ ผู้ยากไร้ ผู้พิการ ผู้ทุพพลภาพหรืออยู่ในภาวะยากลำบากให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี และพึ่งพาตนเองได้แล้ว ในมาตรา ๘๕ ของรัฐธรรมนูญฉบับที่ท่านกำลังาืออยู่ในมือนี้ ได้เพิ่มเติมให้มีเรื่องของการพัฒนาระบบหลักประกันรายได้และสวัสดิการอื่นสำหรับผู้สูงอายุ ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับสิ่งที่เป็นทิศทางของสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เราได้มีการพูดาึงเรื่องของ การที่เราจะต้องเตรียมสังคมให้พร้อมสำหรับการรองรับสังคมผู้สูงอายุในอนาคตที่ประเทศไทย กำลังจะก้าวไปสู่เรื่องนั้นนะคะ นี่คือประเด็นที่ ๑ นะคะ
ส่วนประเด็นที่ ๒ ที่ดิฉันจะขอพูดาึงก็คือในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ทางด้านสาธารณสุขซึ่งพูดเอาไว้อยู่ในมาตรา ๘๖ นอกจากรัฐจะต้องจัดให้มีและส่งเสริม ให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่เหมาะสม ทั่วาึง มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และได้รับ สิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานอันจำเป็นอย่างเท่าเทียมกันแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่ได้มีการระบุให้รัฐ จะต้องจัดและส่งเสริมให้มีการนำแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้านไทยมาใช้ในการ ให้บริการ รวมไปาึงเน้นที่จะพัฒนาระบบสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่เน้นการสร้างเสริมสุขภาพ อันจะนำไปสู่สุขภาวะที่ยั่งยืนของประชาชน พูดง่าย ๆ ก็คือว่าสิ่งที่ท่าน พลเรือเอก ชาญชัย ที่ท่านให้ความสำคัญมาโดยตลอดและเป็นการบัญญัติให้สอดคล้องกับข้อเสนอ ของคณะกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุขด้วย ที่จะให้ความสำคัญกับเรื่องของแพทย์แผนไทย แล้วก็การที่จะต้องสร้างนำซ่อมนะคะ ไม่ใช่ที่เราจะมารักษาประชาชนเมื่อเจ็บป่วยแล้ว รวมทั้งมีการระบุส่งเสริมให้องค์กรบริหารท้องาิ่น ชุมชนและเอกชนมีส่วนร่วมในการจัดบริการ และพัฒนาระบบสาธารณสุข ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะเป็นไปตามแนวคิดที่มองว่าประชาชน ชุมชน เอกชนและทุกภาคส่วนจะต้องเข้ามามีบทบาทบูรณาการในการจัดระบบบริการสาธารณสุข ดิฉันคิดว่านี่เป็นสิ่งที่แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐได้พยายามที่จะบัญญัติเอาไว้เพื่อให้รัฐ ดำเนินการในเรื่องที่เป็นเรื่องใกล้ตัวและตอบรับสิ่งที่เป็นความต้องการและคุณภาพชีวิตที่ดี ของประชาชนค่ะ เพราะฉะนั้นดิฉันอยากจะให้ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติได้พิจารณา เรื่องเหล่านี้และให้ความคิดเห็นเพิ่มเติม ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ ไม่ทราบว่าท่านประธานจะมีอะไรเพิ่มเติมหรือเปล่าคะ ไม่มีนะคะำ้าเผื่อว่า ไม่มี ต่อไปก็จะเป็นการอภิปรายให้ความเห็นของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ดิฉันจะขอเรียน รายนาม ๑๐ ท่านแรกก่อนนะคะ ท่านอาจารย์ตรึงใจ บูรณสมภพ ท่านอาจารย์สุกัญญา สุดบรรทัด ท่านนิมิต สิทธิไตรย์ ท่านไกรราศ แก้วดี ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ท่านอาจารย์ดอกเตอร์ณรงค์ พุทธิชีวิน ท่านเกษมสันต์ จิณณวาโส ท่านพันตำรวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ท่านผู้ว่าฯ จำลอง โพธิ์สุข แล้วก็ท่านผู้ว่าฯ สยุมพร ลิ่มไทย ต่อไปดิฉันจะขอเชิญ ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ ท่านอาจารย์มี ๑๐ นาทีนะคะ เชิญค่ะอาจารย์
ขอบคุณค่ะท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ สมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติค่ะ ดิฉันสมัครในภาค ๒ หมวด ๒ แต่จริง ๆ แล้วดิฉันมีสัก ๑ นาที ที่อยากจะย้อนไปพูดาึงภาค ๒ หมวด ๑ เพราะว่ายังติดใจในเรื่องที่มาของ ส.ว. กลุ่มวิชาชีพ ซึ่งเมื่อเช้านี้ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ ก็ได้อธิบายว่ากลุ่มวิชาชีพนี้มีาึง ๒๑ วิชาชีพ แต่ว่าให้มี การเลือกกันเองให้เหลือ ๑๕ คน ซึ่งดิฉันคิดว่ากลุ่มวิชาชีพนี้กว่าจะมาได้อาจจะมีการสรรหา มีการสมัครเลือกกันมาเหลือ ๑ คนเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นแพทยสภา สภาพยาบาล สภาสาาปนิก สภาวิศวกร สภาทนายความอะไรเหล่านี้แล้วยังจะต้องมาเลือกกันเองตัดออกไปอีก ๖ คน อันนี้ดิฉันต้องขอปรับปรุงแก้ไข ก็เรียนสั้น ๆ เท่านี้
ต่อไปก็เป็นภาค ๒ หมวด ๒ ที่ดิฉันอยากจะพูดต่อในเรื่องที่กำลังทำการ ปฏิรูปอยู่ คือการปฏิรูปการผังเมืองและการใช้พื้นที่ค่ะ คือเมื่อวานนี้ที่พูดไปก็มีคนสงสัยว่า ทำไมดิฉันาึงได้เสนอให้การผังเมืองเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ชาติคืออยู่ในแผนหนึ่ง ของยุทธศาสตร์ชาติ ก็อยากจะทำความเข้าใจ คำว่า การผังเมือง นี้ไม่ใช่เป็นเรื่องของผังเมือง อย่างเดียว ผังเมืองหรือผังจังหวัด ผังเมืองอะไรที่ท่านเข้าใจอย่างนี้นะคะ แต่การผังเมืองนี้ มันประกอบด้วยผังหลาย ๆ ขนาด ตั้งแต่ผังประเทศ ผังภาค ผังจังหวัด ผังเมืองรวม ผังเฉพาะ เพราะฉะนั้นมันจะมีหลายผังซึ่งผังเหล่านี้จะเป็นกรอบในการดำเนินการในเรื่อง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผังเหล่านี้จะกำหนดเลยว่าตรงไหนควรจะเป็น ที่อยู่อาศัย ตรงไหนควรจะเป็นที่อุตสาหกรรม ตรงไหนจะเป็นที่การเกษตร ตรงไหนเป็นที่ สงวนรักษา เป็นป่าไม้ อุทยานแห่งชาติ เป็นลุ่มน้ำ เป็นป่าเขา ในแผนที่ก็จะแสดงหมดเป็นทะเล เป็นอะไรเหล่านี้ แล้วผังประเทศมันไม่ใช่เป็นแต่ผัง แต่มันเป็นแผนด้วย แผนที่จะต้องทำไป าึงอนาคต อย่างน้อย ๆ ๒๐ ปี ๓๐ ปี ๔๐ ปี ๕๐ ปี หรือแผนระยะสั้นก็จะต้องทำล่วงหน้า เช่นเดียวกัน เพราะว่ามันจะมีทั้งการเพิ่มของจำนวนประชากร การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ สังคม แม้กระทั่งเดี๋ยวนี้เราก็มีบุคคลซึ่งมีอายุซึ่งเรียกว่า เอจจิง (Aging) ก็ต้องเอามาคิดด้วย เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงนี้ก็ต้องเตรียมเอาไว้ ผังจะต้องเตรียมเอาไว้หมด เพราะฉะนั้นดิฉันก็เลยสรุปว่าอยากที่ปฏิรูปให้การผังเมืองนี้ มีความสำคัญขึ้นเพื่อที่จะควบคุมรักษาสิ่งแวดล้อมและทำให้เป็นเมืองสวยงามน่าอยู่ มีสุขภาพที่ดี มีสภาพสังคมรวมทั้งเศรษฐกิจที่ดี
ต่อไปก็คือมาตราซึ่งสำหรับครั้งนี้ก็มี ๓ มาตราที่ดิฉันจะขอปรับปรุงแก้ไข เช่นเดียวกัน ตั้งแต่มาตรา ๘๑ ซึ่งมีข้อความ อยากอ่านสั้น ๆ ว่า ตั้งแต่ข้อความที่ว่า รัฐต้องส่งเสริมสัมพันธไมตรีและความร่วมมือกับนานาประเทศและองค์การระหว่างประเทศ และปฏิบัติตามสนธิสัญญาและพันธกรณีที่ทำเอาไว้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศ และประชาชน ทั้งในเรื่องสิทธิมนุษยชน การเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และจุด จุด จุด ต่อไปนะคะ เพราะว่ายาว ดิฉันเองขอเพิ่มคำว่า การผังเมือง หลังคำว่า ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ซึ่งอยู่ข้างหน้า วัฒนธรรม เพราะว่ารัฐจะต้องมีการวางแผนกับในเรื่องเกี่ยวกับประเทศใกล้เคียง ประเทศเพื่อนบ้านทั้งหลาย ยกตัวอย่างเช่นลุ่มแม่น้ำโขงซึ่งจะต้องมีการวางแผน วางผัง ร่วมกัน หรือพื้นที่อื่น ๆ จะเป็นพื้นที่ทะเลก็ดี เพราะฉะนั้นแล้วในเรื่องของสัมพันธไมตรี และความร่วมมือกับนานาประเทศก็จะต้องมีการวางแผนวางผังเช่นเดียวกันค่ะ ก็ขอเพิ่มคำว่า การผังเมือง เข้าไปนะคะ
ในมาตรา ๘๓ รัฐต้องส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนท้องาิ่นดังต่อไปนี้นะคะ
(๑) มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย แผน และงบประเทศในการพัฒนาท้องาิ่น ร่วมกับส่วนราชการ และองค์กรบริหารท้องาิ่น ดิฉันก็จะขอเพิ่มคำว่า ซึ่งการบริหารท้องาิ่น มีข้อความต่อว่า ซึ่งจะเป็นความเข้มแข็งของชุมชน เพราะฉะนั้นการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องาิ่นนี่ ก็จะต้องมีส่วนร่วมทั้งในเรื่องของการผังเมืองและการใช้พื้นที่ด้วย ก็จะขอเพิ่มคำนี้เข้าไป
ส่วนในมาตรา ๙๒ ซึ่งขออภัยที่เอ่ยนามท่านบัณฑูรได้อธิบายมาแล้วว่าในการ ยกร่างรัฐธรรมนูญก็จะมีในเรื่องนี้ด้วย ดิฉันเองก็อาจจะขอปรับปรุงแก้ไขในเรื่องของา้อยคำ ซึ่งมีา้อยคำที่เยิ่นเย้ออยู่บ้าง เช่น ทุกวรรคเลยจะต้องมีคำว่า รัฐต้อง รัฐต้อง รัฐต้องนี่ ดิฉันก็ได้ าามท่านว่าทำไมมันจะต้องซ้ำคำว่า รัฐต้อง เรามีคำว่า รัฐต้อง ในหัวเรื่องหรือย่อหน้าแรก วรรคแรกเท่านั้นก็พอ เพราะฉะนั้นข้อความก็อาจจะปรับเป็นเรื่องทรัพยากรธรรมชาติซึ่งเป็น สมบัติของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ รัฐต้องบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อประโยชน์สูงสุดของรัฐ ประชาชน และชุมชน และต้องบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ด้วยหลักธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม ดิฉันขอบคุณที่ได้รับฟังว่าธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างไร เพราะดิฉันเองก็ไปตัดคำว่า สิ่งแวดล้อม ออกทีแรก เพราะคำว่า ธรรมาภิบาล เองมันก็น่าที่จะ ครอบคลุมไปทุกสาขา ทุกแขนง อาจจะต้องมีการคุยกันอีกที แล้วก็ในเรื่องหลักการพัฒนา ที่ยั่งยืน เพื่อสร้างดุลยภาพระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม ขอใส่คำว่า โดย คำเดียว แล้วในวรรคต่อ ๆ ไปก็จะไม่จำเป็นที่จะต้องมีคำว่า รัฐจะต้อง จะต้อง จะต้องนะคะ เพราะฉะนั้นเมื่อตัดคำว่า รัฐต้อง ออกไปแล้วในทุก ๆ วรรคนี่ ข้อความทั้งหลายก็จะกระชับแล้วก็สั้นลง ซึ่งดิฉันคิดว่าน่าที่จะดีกว่าข้อความยาว ๆ นะคะ ซึ่งการตัดข้อความยาว ๆ ทั้งหลายออกไปความหมายก็ไม่เปลี่ยน ส่วนเรื่องอื่น ๆ ดิฉันก็คิดว่า ท่านอื่น ๆ ก็คงพูดแล้ว ก็ขอให้กำลังใจท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทุกท่านนะคะ ส่วนใหญ่แล้ว ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ดิฉันคิดว่าดีมาก ๆ อยู่แล้วค่ะ ท่านอย่าเพิ่งท้อ ก็ขอให้กำลังใจ อีกวันหนึ่งนะคะำ้าดิฉันได้พูดทุกวันก็จะให้กำลังใจทุกวันค่ะ ขอบคุณค่ะ
ขอบพระคุณอาจารย์ค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านศาสตราจารย์กิตติคุณ ดอกเตอร์สุกัญญา สุดบรรทัด ขอเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ศาสตราจารย์กิตติคุณสุกัญญา สุดบรรทัด สปช. ๒๑๗ ค่ะ ดิฉันจะพูดในประเด็นของ ศาสนานะคะ เนื่องจากว่าดิฉันอยู่ในคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการศาสนา เพราะฉะนั้น ประเด็นนี้ก็จะเป็นประเด็นที่ดิฉันก็ขอพูด ซึ่งปกติแล้วเท่าที่ฟังดูก็ไม่ค่อยจะมีใครพูด ในประเด็นนี้นะคะ สิ่งที่ดิฉันจะพูดก็มีอยู่ ๔ ประเด็นด้วยกัน
ประเด็นที่ ๑ ก็คือภาพรวมของศาสนา
ประเด็นที่ ๒ ก็คือภาชนะที่โอบอุ้มศาสนา คือองค์กรและบุคลากร
ประเด็นที่ ๓ ก็คือการพัฒนาองค์กรและบุคลากรบนสิ่งที่มีอยู่เดิม ไม่ใช่ บนความว่างเปล่า
แล้วก็ประการสุดท้ายก็คือการปรับแก้ในมาตรา ๘๐ นะคะ
เท่าที่ดิฉันได้สำรวจในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้พบว่ามีสิ่งที่เกี่ยวข้องกับศาสนา อยู่ในหลายมาตราด้วยกัน มาตรา ๒๖ มาตรา ๒๗ มาตรา ๔๑ มาตรา ๕๒ มาตรา ๘๐ มาตรา ๘๔ และมาตรา ๒๘๖ ในนโยบายแห่งรัฐ ซึ่งา้าเผื่อว่าไปศึกษาในมาตราต่าง ๆ ดังกล่าวนี้ก็จะพบว่าจะพูดาึงเรื่องที่สำคัญใน ๖-๗ เรื่อง ได้แก่ การที่ชูศาสนาให้เป็นสาาบัน ที่พลเมืองมีหน้าที่ต้องปกป้องพิทักษ์รักษาไว้ และรัฐต้องอุปาัมภ์คุ้มครอง พูดาึงความสมานฉันท์ ระหว่างต่างศาสนา พูดาึงเสรีภาพบริบูรณ์ในการนับาือศาสนา พูดาึงเรื่องที่รัฐจะต้องให้ การศึกษาเกี่ยวกับศาสนา แล้วก็สนับสนุนการนำหลักธรรมในศาสนามาใช้เพื่อเสริมสร้าง ศีลธรรม พัฒนาจิตใจและปัญญา แล้วประการสุดท้ายก็มีการพูดาึงพุทธศาสนาอย่างตรง ๆ เพียงข้อเดียว คือบอกว่าเป็นศาสนาที่ประชาชนส่วนใหญ่นับาือมาช้านาน ซึ่งดิฉันก็ไม่รู้ว่า จะใส่ไปทำไมตรงนั้น จะต้องปรับแก้อะไรตรงนี้หรือเปล่า ทั้งหมดนี้โดยสรุปแล้วจะเห็นได้ว่า ศาสนาเหมือนกับว่าาูกจัดวางให้เป็นของสูง เป็นของที่ทุกคนมีเสรีภาพในการเลือกนับาือ าูกเรียนรู้และเอาไปใช้เพื่อสร้างคนดีและสังคมที่ดี แต่เกือบไม่มีสักข้อเลยที่ระบุว่า จะพัฒนา ขัดสีฉวีวรรณภาชนะที่โอบอุ้มศาสนาอยู่นั้นได้อย่างไร ศาสนานั้นเป็นของที่ดีวิเศษอยู่แล้ว แต่ศาสนาจะยืนหยัดเป็นหลักของชาติอยู่ได้จำเป็นจะต้องพัฒนาองค์ประกอบสำคัญ ที่โอบอุ้มพระศาสนาอยู่ นั่นก็คือการพัฒนาองค์กรทางศาสนาและพัฒนาบุคลากรทางศาสนา ทั้ง ๒ ประการนี้จะต้องได้รับการปรับปรุงเสียก่อนจึงจะสามารานำหลักธรรมไปใช้เพื่อสร้าง สังคมที่ดีงามได้ตามที่ระบุไว้ในยกร่างนะคะ
ทีนี้การพัฒนาศักยภาพองค์กรและบุคลากรทางศาสนานั้นจะทำได้อย่างไร ในการพัฒนาศักยภาพองค์กรนั้นมันหมายาึงการสร้างวัดให้เป็นวัด ให้เป็นสัปปายะสาาน สงบ สะอาด เหมาะแก่การประพฤติปฏิบัติธรรม เป็นที่อบรมบ่มนิสัยและให้ความรู้ทางศาสนา แก่มหาชนและเยาวชน สามาราที่จะสร้างพลเมืองที่เข้มแข็งและดีงามได้ตามเจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในขณะเดียวกันบุคลากรทางศาสนานอกจากจะเป็นผู้เชี่ยวชาญ ในทางธรรมแล้ว ก็ควรจะมีการส่งเสริมในเรื่องของการเติมความรู้ในการบริหารจัดการ และจิตวิทยาการสื่อสารกับชุมชนตามสมควร ส่วนในรายละเอียดของการพัฒนานั้นต้อง คำนึงาึงกฎระเบียบที่มีอยู่เดิม และความเห็นชอบขององค์กรนั้น ๆ ด้วย ไม่ใช่ให้คนข้างนอก เข้าไปจัดการวัด แต่ต้องให้วัดนั้นมีความเห็นชอบในการที่จะร่วมมือร่วมใจกันพัฒนาศาสนา ให้ดีขึ้นด้วย
ดิฉันมีความเห็นว่าในการพัฒนาองค์กรทางศาสนาและบุคลากรทางศาสนาดังกล่าวนี้ จะไม่ได้เริ่มต้นจาก ๐ำ้าเผื่อว่าเราอ่านแต่ข่าวจากสื่อมวลชน เราจะมองเห็นภาพพระศาสนา แต่ในทางลบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพุทธศาสนาซึ่งาูกล่วงล้ำก้ำเกินมากมายเหลือเกิน ทั้งนี้ อาจจะเป็นเพราะว่ากรอบของข่าวเราจะเน้นในเรื่องของความขัดแย้งเป็นหลัก เพราะฉะนั้น จึงเห็นแต่เรื่องความขัดแย้งและความไม่ดีงามในพระศาสนา ซึ่งในความเป็นจริง ในพุทธศาสนานั้นมีสิ่งดี ๆ อยู่มากมายซึ่งสามารานำมาใช้เป็นตัวอย่างได้ ดิฉันจะยกตัวอย่าง อย่างเช่น โครงการวัดสร้างสุข คนสร้างชาติ พุทธศาสน์สร้างใจ ซึ่งเริ่มตั้งแต่เมื่อเดือนมกราคม ที่ผ่านมาจนกระทั่งาึงเดือนกันยายน ปี ๒๕๕๘ นี้ สนับสนุนโดย สสส. ได้นำหลักการ ๕ ส มาใช้ในการพัฒนาวัดและชุมชน หลักการ ๕ ส ได้แก่อะไรบ้าง ได้แก่ การสะสาง คือการลด ละ สิ่งที่ไม่จำเป็นให้มีความพอดี มีความสมดุล ๒. คือมีความสะดวก จัดสรรสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ๓. คือสะอาด ดูแลรักษาพื้นที่เครื่องมือเครื่องใช้เป็นอย่างดี ๔. สร้างกฎเกณฑ์ ของการปฏิบัติร่วมกัน ๕. สร้างวินัยให้ทุกคนเคารพกติกา โครงการเหล่านี้เท่าที่ได้ศึกษามา จะเริ่มต้นภายในวัด เพราะฉะนั้นวัดจึงเป็นพื้นที่ตัวอย่างทั้งในด้านกายภาพแล้วก็ในด้านจิตใจ แล้วก็ขยายแนวคิด ๕ ส. นี้สู่ประชาชนทั่วไปโดยมีวัดเป็นศูนย์กลางการา่ายทอด ทำให้ชุมชนและสังคมเกิดความตื่นตัว ในการเข้าวัดและมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมแห่งความสุข เพราะฉะนั้นมันเป็นโครงการที่ดีมาก แล้วก็สมควรที่จะได้สนับสนุนต่อไป นอกจากโครงการนี้แล้วในวัดยังมีโครงการดี ๆ ที่เกิดขึ้น เป็นอย่างมาก แต่ข่าวดีมักไม่เป็นข่าว ดิฉันก็จะขอแจ้งข่าวดีนะคะ เคยเดินทางไปในหลาย ๆ วัด ก็เห็นโครงการนำพุทธศาสนิกชนเข้าวัดปฏิบัติธรรมเป็นจำนวนมากำ้าเราเดินทางไปในวัด ตามชนบทจะเห็นว่ามีคนเข้าวัดเยอะมากเลยทีเดียว แล้วพระท่านก็ได้อบรมสั่งสอนเป็นที่น่าชื่นใจ เป็นอย่างมาก ดิฉันไปเห็นโครงการที่พระท่านนำเอาเด็กชาวเขามาบวชเป็นสามเณร ได้ศึกษาพระธรรมวินัย แล้วก็เล่าเรียนความรู้ที่เกี่ยวข้องกับทางโลก เป็นระบบการศึกษาสามัญ เพราะฉะนั้นเด็กชาวป่า ชาวเขาจำนวนมากกลายเป็นเยาวชนที่มีระเบียบวินัย มีศีลธรรม มีจิตสาธารณะในการช่วยเหลือผู้อื่น เป็นเรื่องที่ดีมาก และนี่ใช่ไหมคะที่เราต้องการจากเยาวชน จากแนวคิดข้างต้นนี้จึงนำมาสู่ข้อเสนอให้ปรับแก้มาตรา ๘๐ ดังต่อไปนี้ ในมาตรานี้ได้กล่าวเอาไว้ว่า รัฐต้องให้ความอุปาัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่ นับาือมาช้านานและศาสนาอื่น ในเรื่องของพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่ นับาือมาช้านานนี้ ดิฉันเห็นว่าเป็นข้อความที่ลอย ๆำ้าเผื่อว่าเราไปดูจากข้อร้องเรียน ของประชาชน จดหมายประชาชนที่ส่งเข้ามายัง สปช. เพราะว่า สปช. เขาบอกว่าแปลว่า เสียงประชาชน เสียงประชาชนที่พูดาึงในเรื่องนี้บอกว่าอยากให้พุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติมีาึง ๙๘.๖ เปอร์เซ็นต์ก็กราบเรียนทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้ได้ทราบ ต่อไปก็ต้องดูแลศาสนาอื่นด้วย ส่งเสริมความเข้าใจอันดี และความสมานฉันท์ ระหว่างศาสนิกชนของทุกศาสนา ตรงนี้ดีมากเลยเพราะว่าจะทำให้เราได้อยู่ร่วมกับศาสนาอื่น ซึ่งก็เป็นศาสนาที่ดีทั้งสิ้นอย่างมีความสุขมีส่วนที่ดิฉันอยากจะให้เพิ่มเติม ก็คือขอให้เพิ่มเติม ประโยคที่ว่าต่อจากศาสนิกชนทุกศาสนาพัฒนาศักยภาพขององค์กรและบุคลากรทางศาสนา เพราะดิฉันเชื่อว่าา้าได้พัฒนาศักยภาพขององค์กรและบุคลากรทางศาสนาำ้าเรามีองค์กรที่ดี แล้วก็มีบุคลากรที่ดี มีความสามารามีศักยภาพแล้ว เราก็จะสามาราสนับสนุนการนำหลักธรรม ของศาสนามาใช้เพื่อเสริมสร้างศีลธรรม พัฒนาจิตใจและปัญญาได้ อันนี้ก็คือส่วนที่ดิฉัน ได้ขอเพิ่มเติมในมาตรา ๘๐ นี้แล้วก็ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสื่อที่นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับวัดก็ดี หรือในเรื่องของการขอความกรุณาให้มองพระสงฆ์ในเชิงบวกก็ดี ต่าง ๆ เหล่านี้ดิฉันได้รับฟัง จากเสียงสะท้อนของประชาชนเป็นจำนวนมาก รวมทั้งพระสงฆ์องค์เจ้าเป็นจำนวนมากด้วย ว่าอย่ามองท่านในแง่ร้ายมากนักเลย อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ในฐานะที่เราเป็นชาวพุทธด้วยกัน ดิฉัน ก็ขอนำมาแจ้งแาลงไขให้ทราบ แล้วในส่วนของมาตรา ๘๐ นี้ก็มีส่วนที่ขอเพิ่มเติมเสริมเพียงแค่ ประโยคเดียว คือขอให้พัฒนาศักยภาพขององค์กรและบุคลากรทางศาสนาเพื่อที่ว่าเราจะได้มี ภาชนะที่โอบอุ้มพระศาสนาซึ่งเป็นสิ่งที่ดีงาม เป็นสิ่งที่สูงส่ง เป็นสิ่งที่ประเสริฐ แต่ว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแต่ว่าวางท่านเอาไว้บนหิ้ง วางพระศาสนาไว้บนหิ้งและเราก็ไปเรียนรู้จากท่าน แล้วก็ไปคิดว่าจะใช้พระศาสนานั้นมาเป็นประโยชน์กับสังคมได้อย่างไร โดยที่เรายังไม่ได้คิด จะไปอุ้มชูภาชนะที่โอบอุ้มพระศาสนาอยู่เลย นี่ก็คือสิ่งที่ดิฉันขอเสนอไว้ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบพระคุณค่ะอาจารย์คะ ต่อไปขอเชิญท่านนิมิต สิทธิไตรย์ ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญทุกท่าน ผม นิมิต สิทธิไตรย์ สปช. จังหวัดอุบลราชธานี วันนี้เป็นวันที่ ๒ มีโอกาสได้อภิปรายต่อเนื่อง แล้วก็ได้ฟังรายละเอียดจากท่านคณะกรรมาธิการมีความเห็นตั้งแต่เช้า แล้วเมื่อสักครู่ก็มีการอภิปรายเพิ่มเติม ผมมีความรู้สึกอย่างนี้ว่าประเทศไทยที่เราเป็นอยู่นี้ คือปัจจุบัน แต่สิ่งที่จะดำเนินการในการสร้างกติกาใหม่หรือรัฐธรรมนูญใหม่นั้นน่าจะเป็น เรื่องที่เราสามาราที่จะคิดและวางแผนได้ไปในอนาคตด้วย เป็นที่ทราบว่าสังคมโลกเรากำลัง จะเป็นสังคมเดียว เป็นสังคมรวม อาเซียนก็จะเกิดมีประชาคมอาเซียนในสิ้นปีนี้ เพราะฉะนั้น กฎหมาย กติกา สิ่งต่าง ๆ นั้นต้องเอื้อต่อการอยู่ร่วมกันไม่เฉพาะในประเทศเรา แต่ต้องเอื้อ ให้มีความสัมพันธ์กับต่างประเทศได้ ในเรื่องกับนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนั้นมีหลายมาตราก็ได้ เขียนไว้ อย่างเช่น มาตรา ๘๑ รัฐต้องส่งเสริมสัมพันธไมตรีและความร่วมมือกับนานาประเทศ และองค์กรระหว่างประเทศ หรือในมาตรา ๘๒ รัฐต้องดำเนินการตามนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ และจัดระบบงานราชการและงานของรัฐอย่างอื่นดังต่อไปนี้ ผมเข้าใจว่าในส่วนนี้ก็คงจะ เขียนไว้เป็นภาพกว้างที่จะทำให้เกิดการต่อยอดสำหรับที่จะมองไปในระบบอนาคต เราต้อง ทำสังคมไทย คนไทยให้พร้อมที่จะอยู่กับสังคมโลกอย่างมีศักดิ์ศรีและเท่าเทียม อันนี้คือ ประเด็นและคือหัวใจ การที่อยู่ในสังคมโลกอย่างมีศักดิ์ศรีและมีความเท่าเทียมนั้นก็จะต้อง เกิดจากการที่เราพร้อมหรือเตรียมความพร้อมให้คนรุ่นต่อไป ผมเข้าใจว่าคนรุ่นนี้แม้กระทั่ง คนที่อยู่ในสภาแห่งนี้จะต้องวางแผนให้กับคนรุ่นต่อไปไม่น้อยกว่า ๒๐ ปีข้างหน้า รากฐานบางอย่าง เราต้องมองให้ชัดเจนว่าบางสิ่งบางอย่างนั้นเป็นเรื่องที่จะต้องชัดเจนในเรื่องของพลวัต ของการเปลี่ยนแปลง รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะต้องมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะรับสาานการณ์ของโลก ที่จะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ผมดีใจครับในมุมการบัญญัติกฎหมายด้านสื่อสารมวลชน ที่มองการณ์ไกล แล้วก็มองเห็นาึงการที่จะทำให้สื่อเป็นทางเลือกหนึ่งซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญ ในการที่จะทำให้ประเทศเรามีความเข้มแข็ง จากหลักการที่จะทำให้พลเมืองเข้มแข็งนั้น หรือพลเมืองเป็นใหญ่นั้น ผมคิดว่าเรื่องนี้ผมขออนุญาตที่จะนำมากล่าวซ้ำอีกสักครั้งหนึ่ง เพื่อที่จะได้เห็นความสำคัญของการเป็นพื้นฐานของพลเมือง จากที่ทราบนะครับว่าในอนาคต ใน ๒๐ ปีข้างหน้านั้นเราต้องทำให้ประเทศเราพึ่งตนเองให้ได้มากที่สุด เราจะต้องให้ชุมชน แม้กระทั่งพลเมืองของเราพึ่งตนเองให้ได้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ การออกแบบเรื่องของ พลเมืองก็ดี ผมคิดว่าความเป็นพลเมืองนั้นเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องสร้างนับตั้งแต่ปัจจุบันนี้ พละ หรือ พล เมื่อรวมแล้วก็คือกำลัง เราต้องสร้างกำลังของประเทศเราให้มีความเข้มแข็ง และมีปัญญาพอที่จะพึ่งตนเองให้ได้ จะต้องเปลี่ยนจากสิ่งที่ควรเป็นในการพึ่งและอาศัย คนอื่นมาเป็นพึ่งตนเอง จากหลักการที่ทางผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้ออกแบบไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง สร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ การเมืองให้ใสสะอาดและสมดุล หนุนสังคมให้เป็นธรรม นำชาติ สู่สันติสุขนั้น ผมคิดว่าหลาย ๆ มาตราในนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนั้นได้เขียนไว้ค่อนข้าง ที่จะครอบคลุม ในเรื่องการกระจายอำนาจนั้นผมได้รับฟังการอภิปรายตั้งแต่เช้าก็คิดว่า การกระจายอำนาจนั้นจะเป็นเรื่องหนึ่งซึ่งจะเป็นประโยชน์สูงสุดในการที่ทำให้ประเทศนี้ เข้มแข็ง เมื่อเรากระจายอำนาจลงไปในท้องาิ่นได้อย่างเป็นระบบอย่างจริงจัง ก็น่าจะเป็นฐาน ที่เหมาะสมที่จะก้าวกลับมาหรือย้อนกลับมาสู่การเมืองที่เข้มแข็งในอนาคต ผมเชื่อว่า ในมาตราที่เขียนไว้ำึงแม้จะเขียนไว้สั้น ๆ แล้วก็เขียนไว้ค่อนข้างที่จะเป็นบทบาทที่จะมอง ให้เห็นว่าได้มองอนาคตไว้อย่างค่อนข้างที่จะเป็นรูปธรรม เพื่อประโยชน์ในการมีส่วนร่วม ของประชาชน า้ามาตรานี้พลเมืองอาจรวมกันเป็นสมัชชาพลเมือง ซึ่งประกอบด้วย ตรงนี้ผมมองว่าประเด็นสำคัญ ไม่ได้อยู่ที่ตรงเวิร์ดดิง (Wording) ของมาตรานี้เท่าใดนัก แต่อยู่ที่การออกแบบที่จะให้ กฎหมายมารองรับความเป็นสมัชชา สมัชชาก็เป็นเรื่องของคณะบุคคล พลเมืองก็เป็นเรื่อง ของคนมีใจกับเมือง มีหน้าที่กับเมือง ซึ่งจะต้องไม่หวังผลตอบแทนในทางส่วนตัวเป็นที่ตั้ง คงจะต้องมองในแง่ของการมีส่วนรวม ประเด็นสำคัญคือต้องมองส่วนรวม ส่วนรวมต้องมาก่อน เป็นสำคัญำ้าพลเมืองมองส่วนรวมเป็นสำคัญ มองหน้าที่เป็นเรื่องหลัก มองความเป็นกำลังสำคัญ ของประเทศชาติ ผมคิดว่าจุดกำเนิดของสมัชชาพลเมืองน่าจะเป็นกลไกของการสร้างสรรค์ สนับสนุน หนุนเนื่อง ทำให้กลไกต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมนี้มีประสิทธิภาพ การที่จะมีพลเมือง มีประสิทธิภาพ มีคุณภาพนั้นย่อมเป็นเรื่องสำคัญ ผมเชื่อว่ากลไกไม่ว่าจะเป็นเรื่องนโยบายแห่งรัฐ ที่ว่าด้วยเรื่องการกระจายอำนาจ กลไกในส่วนของภาคกระจายอำนาจที่พูดาึงสมัชชาพลเมือง เอาไว้ ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ต้องทำให้ชัดเจนว่าสมัชชาพลเมืองทำหน้าที่สิ่งใด ผมอยากให้ สมัชชาพลเมืองาูกมองว่าเป็นส่วนประกอบที่ทำให้เกิดสังคมเข้มแข็งอยากมองให้ว่าเป็นกลไก ที่ทำให้เกิดการสร้างสรรค์ เป็นกลไกให้เกิดการรวมตัว ไม่ว่าจะรวมตัวหลวม ๆ หรือรวมตัว แบบใดก็แล้วแต่ำ้ามีการรวมตัวอย่างเข้าใจจริงจังว่านี่คือกลไกที่ทำให้ประเทศมีความเข้มแข็ง ไปในอนาคต เป็นกลไกที่จะทำให้บ้านเมืองนี้มีการสนับสนุนให้เราพึ่งตนเองให้มากขึ้น แน่นอนครับปัจจุบันนี้การพึ่งพารัฐเป็นสิ่งจำเป็นในฐานะที่ทางเศรษฐกิจ ทางความเป็นอยู่ ของประชาชนยังไม่เข้มแข็งพอ เราพูดาึงการช่วยเหลือ เราพูดาึงการเอื้อ เราพูดาึงการที่ สนับสนุน แต่เราต้องเน้นในเรื่องของการพึ่งตนเองเป็นสาระสำคัญ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็น เรื่องใดก็แล้วแต่ความเป็นพลเมืองต้องมาจากพื้นฐานที่ว่าจะต้องสร้างให้พลเมืองนั้น พึ่งตนเองให้ได้ การพึ่งตนเองให้ได้นั้นก็มาจากจิตสำนึกที่รู้จักบทบาทว่าด้วยหน้าที่ ผมอยาก เรียงตำแหน่งของสิ่งที่ได้ไปจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือว่าต้องเรียงจากความเป็นพลเมือง ในบทบาทของหน้าที่มาก่อน เมื่อมีหน้าที่แล้วก็สนับสนุนโดยการมีสิทธิ จากมีสิทธิแล้ว ๒ อันนี้ เข้มแข็งแล้วจึงมาเล่นบทบาทของการมีอำนาจ การมีอำนาจนั้นเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องให้ พลเมืองรู้สำนึกาึงความรับผิดชอบอย่างจริงจัง ขอย้ำขอเน้นเลยว่าา้าพลเมืองไทยคิดในเรื่อง ส่วนรวมต้องมาก่อน ส่วนตัวต้องเป็นสิ่งตามไป ผมคิดว่าความเข้มแข็งในส่วนที่จะให้ฐานการเมือง ฐานระดับล่างเข้มแข็งขึ้นมาเป็นลำดับ ความน่าเป็นห่วงของการได้นักการเมืองหรือผู้นำ ทางการเมืองที่ไม่ดีนั้นผมคิดว่าก็อาจจะหมดห่วงไปได้ในอีก ๒๐ ปีข้างหน้า ผมอยากยืนยันว่า ประเด็นของเรื่องนี้ไม่ใช่สูตรสำเร็จ ไม่ใช่ว่ารัฐธรรมนูญนี้คือยาวิเศษจะแก้ได้ทุกอย่าง แต่รัฐธรรมนูญนี้คือความตั้งใจของคนยุคนี้ที่จะสร้างสรรค์ให้กับคนรุ่นต่อไป การคิดวันนี้ ไม่ใช่เพื่อพรุ่งนี้ แต่เป็นการคิดเพื่อที่จะไกลกว่านั้นในระดับ ๕ ปี ๑๐ ปี หรือ ๒๐ ปีข้างหน้า ผมเชื่อว่าท่านที่นั่งอยู่ในห้องนี้ และท่านคณะกรรมาธิการ ท่าน สปช. ทั้งหลาย การมอง ในรัฐธรรมนูญนั้นขอให้มองในมิติของอนาคตไว้ด้วย การแก้ไขปัญหาบางอย่างนั้นเชื่อว่า สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้อาจจะยังไม่า่องแท้หรือเข้าใจ แต่วางไว้ให้ดีกลไกให้แน่นอีก ๒๐ ปีข้างหน้า เขาอาจจะขอบคุณเราก็ได้ว่าเราได้ออกแบบมาตรฐานของการดำรงชีวิตของคนในอนาคตไว้ได้ เท่าที่จะทำให้สังคมไทยคนไทยและประเทศไทยไปยืนในสังคมโลกได้อย่างมีศักดิ์ศรีและเท่าเทียม ผมเชื่อว่ากลไกของพลเมืองนี้เป็นหัวใจอย่างหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่ทุกคนอาจจะมองว่า เป็นสิ่งที่ดูเหมือนเป็นการปรับเปลี่ยนเวิร์ดดิง แต่ใจผมเองแล้วตัวเนื้อหาต่างหากที่ผมสนใจ า้าหากความเป็นพลเมืองแล้วมันมาด้วยความรับผิดชอบและมาด้วยหน้าที่ ผมเชื่อว่า ประเทศไทยเรารอดแน่ เรายืนในสังคมในอนาคตได้แน่ในอีก ๒๐ ปีข้างหน้า จึงฝากไว้ว่า สิ่งที่เราจะทำต่อไปนี้อยากให้มองในอนาคตเป็นสำคัญ ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านไกรราศ แก้วดี ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม ไกรราศ แก้วดี สปช. จังหวัดสกลนครครับ ต้องขออนุญาตเรียนว่าที่จริงแล้ว เรื่องแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะพูดเป็นเรื่องกว้าง แต่ผมจะพยายาม เน้นให้แคบเข้ามา โดยเน้นเฉพาะเรื่องของการแก้ไขปัญหาการทุจริตเฉพาะการซื้อเสียงครับ ความจริงแล้วเมื่อเรามีสภาปฏิรูปแห่งชาติ พี่น้องประชาชนเฝ้าดูสภาปฏิรูปแห่งชาติของเรา มีไม่กี่เรื่องครับ ๑ ในเรื่องนั้นก็คือเรื่องของเราจะปฏิรูปเรื่องของการซื้อสิทธิขายเสียงอย่างไร นอกจากเรื่องของการลดความเหลื่อมล้ำ เรื่องของการแก้ไขปัญหาทุจริต ความจริงแล้ว ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้พยายามแก้ไขปัญหานี้บ้าง ได้พยายามร่าง หลายมาตราให้มีมาตรฐานจริยธรรมโดยมีสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ แล้วก็ไปเน้นเรื่องของ การาอดาอน เช่นา้านายกรัฐมนตรี ส.ส. หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ปฏิบัติ ตามมาตรฐานจริยธรรมตามที่สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติจัดทำขึ้น ซึ่งเป็นความผิดร้ายแรง เป็นเหตุให้าูกาอดาอน หรือตัดสิทธิทางการเมืองตามร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๓ แต่ก็ไม่มี มาตรการระหว่างเลือกตั้ง ซึ่งหมายาึงมาตรการการซื้อสิทธิขายเสียง มีเพียงแต่ให้ กกต. ได้วางระเบียบการหาเสียง ซึ่งเป็นกฎหมายรอง และให้ลดการทุจริต
สุดท้าย ความจริงแล้วเรื่องของการซื้อสิทธิขายเสียงเป็นต้นเหตุหนึ่ง ของการเมือง ปัญหาการเมืองความจริงเรื่องที่สำคัญที่สุด เวลาช่วงที่สำคัญที่สุดก็คือ โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง คือพวกเราทราบดีว่าเป็นคืนหมาหอน ความจริงน่าจะให้หอนสัก ๒-๓ วัน คืองดหาเสียงสัก ๒-๓ วัน ก็จะสามาราแก้ไขปัญหาทุจริตเรื่องนี้ได้มาก เราคงเคย ได้ยินวลีที่ว่าเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว กำนันแสน ผู้แทนล้าน เดี๋ยวนี้กำนันแสน ผู้แทนสิบล้าน เพราะฉะนั้นผมจึงเน้นเรื่องของการแก้ไขการซื้อสิทธิขายเสียงนั้นในนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรการในร่างรัฐธรรมนูญที่เราอ่านกันมาทั้ง ๓๑๕ มาตรา มันยังไม่สะใจครับ มันไม่ได้าึง ใจคนที่ต้องการแก้ไขปัญหาซื้อสิทธิขายเสียง แล้วผมตรวจสอบดูทั้งหมดเกือบจะไม่มี ร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญที่แก้ไขปัญหานี้โดยตรง เพราะฉะนั้นแม้ว่าจะมีกฎหมายรองของ กกต. อยู่บ้างก็ไม่สามาราแก้ไขปัญหาได้ ผมขออนุญาตให้บัญญัติไว้ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐว่า ให้รัฐจัดให้มีกลไกการแก้ไขปัญหาการทุจริตโดยเฉพาะคุ้มครองผู้ที่ให้ความร่วมมือในการ ป้องกันแก้ไขปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียง ผมเห็นใจ กกต. ครับ เห็นใจเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ไม่สามาราหาพยานได้ เพราะว่าทั้งคนซื้อคนขายมันผิดทั้งนั้น มันต้องติดคุก เพราะฉะนั้น า้าหากว่ามีกฎหมายให้ความคุ้มครองตรงนี้ ผมเชื่อว่าคนที่จะให้ความร่วมมือในการป้องกัน การแก้ไขปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียงจะมีมาก แต่ว่ามันเป็นกฎหมายที่ค่อนข้างจะขัดแย้ง กับกฎหมายอาญาหลายมาตรา มันจะต้องบัญญัติไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ นั่นประการที่ ๑
ในประการที่ ๒ ที่ผมดูในหลายมาตราที่เกี่ยวข้อง ขออนุญาตท่านประธาน ข้ามไปาึงเรื่องวุฒิสภาเฉพาะกรณีที่เราให้เลือกตั้ง ให้พี่น้องประชาชนเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน จาก ๑๐ คนที่คณะกรรมการคัดสรร มีตัวอย่างที่ล้มเหลวในขั้นตอนของการคัดสรรของ คณะกรรมการ มีการฉ้อฉลมากมาย ผมยกตัวอย่างอย่างเช่นในกฎหมาย ป.ป.ช. ให้มี ป.ป.จ. มีการคัดสรร ๒ เท่าของคนที่จะส่งมาให้ ป.ป.ช. เลือก ยกตัวอย่างอย่างเช่นจังหวัดเล็กมี ป.ป.จ. ๓ ท่าน ก็ให้คณะกรรมการคัดสรร ๙ ท่าน ส่งเข้ามา ๖ ให้ ป.ป.ช. เลือกเหลือ ๓ จังหวัดใหญ่มี ป.ป.จ. ๕ ท่าน ให้กรรมการ ๙ ท่าน คัดสรรส่ง ป.ป.ช. ๑๐ ท่าน แต่ที่ผ่านมา ปรากฏว่ามีเพียง ๒๓ จังหวัดเท่านั้นเองที่ผ่านการตรวจสอบของ ป.ป.ช. อีกที่เหลือเกือบจะทั้งหมด มีการร้องเรียนมากมาย ในขั้นตอนของการคัดสรรมีบางจังหวัดซึ่งมีข่าวที่ค่อนข้างจะไม่สามารา แก้ไขปัญหาได้ เพราะเราวางระบบไว้ให้คณะกรรมการ ๙ ท่านคัดสรร มีการล็อบบี าึงขนาดไม่ต้องการให้ข้าราชการอยู่ในนั้น เหลือมีคณะกรรมการที่เป็นข้าราชการเพียงท่านเดียว และต้องการใครก็ส่งเข้ามาใน ๖ ท่าน กับใน ๑๐ ท่านที่ส่งให้ ป.ป.ช. เลือก ป.ป.ช. ตรวจสอบคุณสมบัติแล้วย้อนกลับไปดูในทางลับ จนต้องระงับการคัดสรร ป.ป.จ. อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง กรรมการคัดสรรมีหลาย ๆ องค์กรที่มีปัญหา แล้วก็แก้ไขปัญหาไม่ได้ อันนี้ก็เป็นเรื่องของทุจริต การซื้อเสียง ผมเกรงว่าา้าหากเราให้มีการคัดสรร ๑๐ ท่าน ซึ่งในจังหวัดต่าง ๆ คงมีคนสมัคร เยอะแยะ อาจจะมีการล็อบบีในกรรมการคัดสรร แล้วไปให้ประชาชนเลือกจาก ๑๐ ท่าน มันเหมือนกับจัดอาหาราวายพระ จัดมาอย่างไรท่านก็ต้องฉันอย่างนั้น เลือกฉันคนอื่นไม่ได้ และจากข้อมูลของท่านเลิศรัตน์เมื่อเช้าครับ ใน ๗๕ จังหวัด ก็จะมีคนที่สนใจการเมืองอยู่ไม่มาก แทบจะไม่ต้องคัดสรรเลยระดับนี้ที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ คนที่อยู่ต่างจังหวัดพอจะมองออกได้ พี่น้องประชาชนพอจะมองออกได้ ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนเลือกได้ เราก็ให้อำนาจพี่น้องประชาชน คัดสรรจากผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งในใบสมัครในคำแนะนำตัวพอจะบอกได้ว่าใครเป็นใคร เพราะฉะนั้นผมจึงขออนุญาตเสนอว่าเพื่อป้องกันแก้ไขปัญหาทุจริตของการซื้อสิทธิขายเสียง โดยเป็นนโยบายหนึ่งที่เป็นนโยบายพื้นฐานของรัฐ ก็อยากให้พี่น้องประชาชนได้มีโอกาสเลือก ส.ว. ด้วยตัวของเขาเอง ที่จริงมีตัวแทนของเราจาก ๑๐๐ กว่าท่านที่มีผู้แทนหลาย ๆ ส่วน ตามร่างรัฐธรรมนูญ อันนี้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง ผมไม่ทราบจะแก้ในมาตราไหนครับ เพราะไม่มี มาตราที่ว่าด้วยเรื่องของการซื้อสิทธิขายเสียงเลย แต่น่าจะเป็นแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในการจัดการป้องกันการแก้ไขปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียง เพราะว่าา้าหากว่าเราได้คนไม่ดี เข้ามาใช้อำนาจอธิปไตย ปัญหาก็จะกลับไปสู่วัฏจักรเดิมที่เราไม่ต้องการ ขออนุญาตใช้เวลา เพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณมากเลยค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ค่ะ
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ต้องขอบคุณท่านประธานที่กรุณาให้ผมพูด อาจจะสลับไปมาระหว่างภาค ๒ แต่มันมีหลายหมวดซึ่งก็ต้องขออนุญาต ไหน ๆ พูดแล้วก็จะพูดทั้งหมวดที่จะพูดาัดไปด้วย แล้วก็ก่อนหน้าด้วยอย่างที่กราบเรียนไว้แต่ต้นว่ามันสลับกัน แต่อยู่ในภาคเดียวกันนี้
ท่านประธานครับ ผมขอพูดมาตรา ๑๙๓ เสียก่อน มาตรา ๑๙๓ เป็นมาตรา ที่เกี่ยวข้องกับการต่างประเทศ ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่าผมเคยเป็นประธานในการ ร่างมาตรานี้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ผมพอจะรู้ที่มาที่ไปของมันดี มาตรา ๑๙๓ สำคัญมาก แล้วก็จะเป็นประโยชน์กับประเทศชาติ เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับสัญญาระหว่างประเทศ เป็นสัญญาของประเทศไทยกับประเทศอื่น ซึ่งหมายาึงสัญญาที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลง อาณาเขต เปลี่ยนแปลงพื้นที่นอกอาณาเขต ออกพระราชบัญญัติหรือแก้กฎหมายให้เป็นไป ตามข้อตกลงระหว่างประเทศ หรือว่าเป็นสัญญาระหว่างประเทศที่กระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม อย่างกว้างขวาง แล้วก็ไปผูกพันการค้า การลงทุนที่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญท่านประธาน ฟังผมตรงนี้ก็จะรู้ว่าเป็นของสำคัญอย่างยิ่ง และผมก็คิดว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดนี้ ก็ได้มีเหตุมีผลพอสมควร ผมอ่านด้วยใจระทึกตั้งแต่เริ่มต้นทั้งหมด พออ่านไปทั้งหมดแล้ว สบายใจไปเยอะ แต่ว่ามีอยู่เพียงแค่นิดเดียวที่ผมยังติดใจ แล้วก็ต้องเรียนท่านประธานผ่านไป ยังคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่าา้าปรับปรุงเสียจะสมบูรณ์ที่สุด ท่านได้เปลี่ยนแปลง เติมจากมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่ผมเป็นประธานในการยกร่างครั้งนั้น ไม่อยากจะบอกให้ฟังว่าประวัติศาสตร์มันยุ่งมาก ๆ ในห้องประชุมแห่งนี้ในมาตรา ๑๙๐ จนกระทั่งที่ประชุมขอให้ผมเป็นประธานแล้วออกไปร่างกันใหม่ เพราะฉะนั้นผมรู้เรื่องมาตรา ๑๙๐ ค่อนข้างดี คณะกรรมาธิการชุดนี้ได้เพิ่มเติมข้อความซึ่งผมเห็นด้วย ทำให้ชัดไปเลยคำที่บอกว่า มีผลกระทบอย่างกว้างขวาง มีนัยสำคัญหมายาึงหนังสือสัญญาประเภทใดบ้าง แต่ของเดิม บอกให้ไปออกกฎหมายลูก แล้วรัฐบาลทั้งหลายก็ไม่เคยไปออกกฎหมายลูก มันก็เลยมีปัญหา แล้วพอมีปัญหาโดยเฉพาะเรื่องพระวิหาร กระทรวงการต่างประเทศก็รับกรรม พอไม่มีกฎหมายลูก ก็ตีความเอง ไปาึงศาลรัฐธรรมนูญ ไปาึงศาลปกครอง กระทรวงการต่างประเทศก็โดน พอโดนก็เลยมีปัญหา ต่อจากนั้นไปกระทรวงการต่างประเทศมีอะไรเอาเข้าสภาหมด เหมือนกับประชด เหมือนกับว่าเอาเข้าเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง ตกลงสภาแห่งนี้ ไม่ต้องทำอะไรเหมือนกัน มีอะไรก็เอาเข้ามาหมด ผมจึงคิดว่าคณะกรรมาธิการได้เขียนให้ชัดเจนขึ้น ผมเห็นด้วย ท่านประธานครับำ้าฟังผมสักนิดหนึ่งตรงนี้แล้วจะเข้าใจได้ดีขึ้นว่าอะไรเป็นอะไร ท่านประธานก่อนที่จะไปทำหนังสือสัญญากับต่างประเทศ รัฐธรรมนูญก่อนปี ๒๕๕๐ เดิมไปเลย ฝ่ายบริหารจะไปทำก็ไปทำเลยไม่ได้เปิดเผยข้อมูล ไม่ได้ปรึกษารัฐสภา ไม่ได้อะไรต่ออะไร อยากจะทำก็ทำ แล้วเราก็มีเรื่องเอฟทีเอ มีอะไรต่อมิอะไรที่วุ่นวายไปหมด ประเทศชาติ เสียหาย ไปแลกกับผลประโยชน์ของคนบางตระกูล พอรัฐธรรมนูญเขียนใหม่ก็เลยบอกว่า ๑. ก่อนที่จะเริ่มนับหนึ่งต้องให้ข้อมูลกับประชาชน และไปรับฟังประชาชนว่าเราจะไปทำ หนังสือสัญญาเรื่องอย่างนี้คิดอย่างไรนั่น ฝ่ายประชาชนไหมครับ แล้วขณะเดียวกันต้องไปชี้แจงกับรัฐสภาแล้วก็เอากรอบการเจรจาที่จะไปเจรจากับ ต่างประเทศมาเสนอต่อรัฐสภา แต่รัฐบาลเป็นคนคิดกรอบและมาเสนอต่อรัฐสภา ฝ่ายประชาชนไปชี้แจงแล้วก็ฟังความเห็น ฝ่ายสภาก็มาชี้แจงแล้วก็มาขอกรอบการเจรจา ระหว่างนั้นหลังจากนั้นไปเจรจา ไม่ต้องเปิดเผยเพราะการเจรจามันต้องมีการต่อรอง เปิดเผย ก็รู้ไต๋กันหมดระหว่างประเทศ ไม่ต้องเปิดเผย แต่พอกลับมาแล้วเมื่อไปลงนามรับหลักการ โดยฝ่ายบริหารกลับมาจะต้องให้ประชาชนสามาราเข้าาึงข้อมูลรายละเอียดเพราะไป รับหลักการแล้ว รายละเอียดมีแล้ว ต่อรองกันอีกไม่ได้แล้ว เปิดเผยให้ประชาชนทราบ เปิดเผยให้รัฐสภาทราบแล้วต้องขอมติจากรัฐสภาเป็นมาตรการสุดท้าย เป็นอำนาจของ รัฐสภาในการที่จะให้สัตยาบันกับหนังสือสัญญานั้นหรือไม่ ผมเน้นนะครับท่านประธาน หลักนี่รัฐสภา เป็นคนสุดท้ายที่จะให้สัตยาบันหรือไม่ำ้าไม่ให้หนังสือสัญญานั้นจบโมฆะ ไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายบริหาร คราวนี้ท่านประธานครับกระบวนการที่เล่าทั้งหมดคณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญเดินตามนี้ทุกประการดีมาก ๆ เลย แต่มีอยู่นิดเดียว ขั้นตอนแรกไปให้ข้อมูล กับประชาชน รับฟังประชาชนดีเหมือนเดิม แต่พอมาให้ข้อมูลกับรัฐสภาแทนที่จะเสนอกรอบ ต่อรัฐสภาดันไปเสนอกรอบต่อคณะกรรมาธิการการต่างประเทศของรัฐสภา แล้วก็บอกว่าจะต้อง มีบุคคลที่ไม่ใช่เป็นสมาชิกรัฐสภาด้วย ท่านประธานครับ อำนาจสูงสุดในการผูกพันประเทศ อยู่ที่รัฐสภา แต่พอจะขอกรอบการเจรจาแทนที่จะเสนอต่อรัฐสภาก็อ้างว่าา้ามารัฐสภา มันจะยุ่งยาก มันจะวุ่นวาย มันจะช้า แต่ท่านประธานครับ ผมได้กราบเรียนท่านประธานแล้ว ว่าเดิมที่มันมีปัญหาก็เพราะกระทรวงการต่างประเทศส่งหมด งานใหญ่ งานเล็กส่งหมด พอมีปัญหาเรื่องพระวิหารก็เลยเอาตัวรอดกัน เพราะฉะนั้นา้ากันตรงนั้นเสียให้เป็นเรื่องเป็นราว ผมคิดว่าในหลักการแล้วเป็นเรื่องของรัฐสภา ไปให้แค่กรรมาธิการไม่ได้ ผมหวังอะไรรู้ไหมครับ ท่านประธาน ตอนที่ผมร่างทำไมต้องเข้ารัฐสภากรอบการเจรจา นี่ก่อนไปเจรจานะครับ ๑. ปรึกษาตัวแทนของปวงชนทั้งสภาคือทั้ง ๒ สภารวมกันเรียกว่ารัฐสภา ๒. เมื่อเข้ารัฐสภาแล้ว เป็นการเปิดเผยต่อสังคม สังคมได้รู้ว่ากรอบในการเจรจาคืออะไร เพราะฉะนั้นา้าเอาเข้า คณะกรรมาธิการการต่างประเทศเฉย ๆ ผมไม่มั่นใจ แม้จะเขียนต่อว่า แต่ยังไม่ได้เขียนนะครับ ผมลองเจรจาดูกับกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่าแม้า้าจะเขียนต่อว่าเมื่อเข้า คณะกรรมาธิการการต่างประเทศแล้วให้รายงานรัฐสภาทราบ ผมก็ไม่ค่อยสบายใจ เพราะอำนาจคือรัฐสภาไม่ใช่คณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการเป็นแต่เพียงแค่ตัวแทนจำนวนหนึ่ง คณะกรรมาธิการท่านประธานก็รู้ ท่านประธานก็เคยอยู่ในสภามาไม่น้อยกว่าผม รัฐบาลมีอำนาจที่เข้าไปแทรกแซงในคณะกรรมาธิการมากใช่ไหมครับ ทำไมไม่เปิดล่ะครับ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ฝากกรรมาธิการคิดให้ดี ฝากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่านคิดให้ดีประเด็นนี้ ผมไม่ได้ต้องการว่าจะต้องเหมือนสมัยผมร่าง แต่ท่านเติมอะไรที่ดี ผมเห็นด้วย ท่านปรับอะไรที่ดีผมเอาตาม เพราะฉะนั้นตรงนี้กรุณาคิดให้ดีก็แล้วกัน นั่นคือมาตรา ๑๙๓
ประเด็นาัดไปคือเรื่อง ส.ว. ท่านประธานครับ ผมเคยเป็น ส.ว. มาจาก การเลือกตั้งปี ๒๕๔๓ ทั้งสภา ๒๐๐ คน มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดเลย ตอนนั้นผมก็ภูมิใจ โอ้เรามาจากการเลือกตั้ง ยึดโยงประชาชน เป็นผู้แทนปวงชนอย่างชอบธรรม ไม่มีพวกสรรหา ไม่มีพวกเลือกกันเอง ไม่เอา ผมก็รู้สึกอย่างนั้น ภูมิใจมาก ผมเป็น ส.ว. กรุงเทพมหานคร ปี ๒๕๔๓ ได้คะแนนสูงมากเลยหลายแสน ดีใจมาก แต่ท่านประธานครับ พอมาอยู่แล้วจะรู้ว่า ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหลายมันฐานเสียงเดียวกันกับพวกพรรคการเมือง ผมมีข้อสรุป และไม่ใช่เพิ่งพูดวันนี้ พูดมาตั้งแต่เป็น ส.ว. จำแนกคนใน ส.ว. ๒๐๐ คนว่าเป็นกี่ประเภท ใครขายตัวบ้าง ผมจะแฉตลอดำัดออกมาเมื่อผมร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ผมก็บอกว่า ตอนนั้นคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเขาร่างมาให้เลือกตั้ง ผมก็ไปแปรญัตติขอตัดเหลือสภาเดียว เราจะเสียเงินไปทำไมอีก ๒,๐๐๐ ล้านบาทปีหนึ่ง แล้วเหมือนกันเป๊ะเลยกับสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นตอนนั้นผมแปรญัตติขอตัดหมด ไม่เอา ในที่สุดแล้วเขาก็ประนีประนอม ก็กลายเป็นเลือกจังหวัดละคน แล้วก็สรรหาอีกจำนวนหนึ่งคนละครึ่ง รัฐธรรมนูญผ่านไป แต่ท่านประธานครับ การที่เราเลือกอย่างละครึ่งแต่ละอย่างมีจุดอ่อน เลือกตั้งผมบอกแล้ว จุดอ่อนก็คือเราได้คนฐานเดียวกับพรรคการเมือง ไม่ได้บอกว่าไม่ดีครับ แต่มันเหมือนกับ สภาผู้แทนราษฎร แล้วทำไมจะต้องเสียเงินอีกละ สรรหาก็าูกกล่าวหาว่ามาจากคนพรรคพวกเดียวกัน สรรหามา พอผสมเอาระหว่าง ๒ อย่าง เรากำลังผสมเอาสิ่งที่ชั่วร้าย ๒ อย่างเข้ามาด้วยกัน ใช่ไหมครับ มันมีปัญหาาัดมา คือ ส.ว. รุ่นาัดมาก็มีปัญหาอย่างที่เรารู้ คราวนี้ผมเองก็ดีใจว่า คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้เขาดูหน้าที่ก่อนว่า ส.ว. ไปมีหน้าที่อะไร จะได้ออกแบบ เพื่อจะได้ ส.ว. ได้สอดคล้องกับหน้าที่ หน้าที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร มีหน้าที่ ในการาอดาอน กลั่นกรอง ติติง เป็นสภาผู้ใหญ่เป็นวุฒิสภาสภาของผู้ที่มีวุฒิใช่ไหมครับ ท่านประธานำ้าอย่างนั้นท่านประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพูดเสมอว่าวุฒิสภา น่าจะเป็นสภาที่มีการประนอมอำนาจ คำว่า ประนอมอำนาจ ผมใช้ แต่ท่านใช้คำอื่น เพราะในอำนาจในบ้านเมืองใครปฏิเสธบ้างว่าประวัติศาสตร์ของเราก่อน พ.ศ. ๒๔๗๕ ผู้ที่มี อำนาจในบ้านเมืองคือพระมหากษัตริย์ที่เป็นจอมทัพไทย หลังปี ๒๔๗๕ อำนาจาูกทอน ส่วนหนึ่งมาอยู่บรรดาข้าราชการ แล้วก็กองทัพำัดออกมา ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ อำนาจ าูกทอนมาอีกส่วนหนึ่งอยู่ที่รัฐสภา แต่ทุนนี่มันเก่ง มันเข้าไปอยู่ข้างหลังพรรคการเมืองก็เข้า มาอยู่ในรัฐสภา ตกลงหลังจากนั้นเรามีอำนาจอื่นที่เกิดขึ้นเป็นอำนาจของประชาชน ประชาสังคม เกิดการรวมตัวกันท่านประธานครับ ผมนี่เห็นด้วยกับเรื่องการเลือกตั้ง แต่เรามีสภาล่างคือ สภาผู้แทนราษฎรที่เลือกตั้งเต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว ทำอย่างไรจะประนอมอำนาจ ในบ้านเมืองที่จะให้ ๒ สภานี้มีเวทีของอำนาจอื่นที่เข้ามาเจรจากันบ้าง ไม่ใช่มีแต่เลือกตั้งหมด า้ามีแต่เรื่องเลือกตั้งหมดคนก็เข้าไปทางพรรคการเมืองแล้วก็ครองทีเดียว ๒ สภา บ้านเมือง ก็มีปัญหาใช่ไหมครับท่านประธาน พอมีแต่พรรคการเมือง มีแต่ทุน ในที่สุดก็ต้องยึดอำนาจ แล้วก็วนเวียนเวียนวนกันอยู่อย่างนี้ เรามาอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงว่าเรานี้มันต้อง ประนอมอำนาจที่แท้จริงของบ้านเมือง เพราะฉะนั้นา้าเราประดิษฐ์ให้สภาสูงเป็นสภาที่เป็นเวทีสำหรับอำนาจอื่น แต่ให้สภาผู้แทนราษฎร ยังมีอำนาจเหนือวุฒิสภา แล้วสุดท้ายกฎหมายก็ไปอยู่ที่สภาผู้แทนราษฎร เรื่องต่าง ๆ สภาผู้แทนราษฎรก็เป็นคนตัดสิน แต่วุฒิสภาเป็นสภาผู้ใหญ่คอยดูแล ตกลงมันก็ควรจะ ออกมาอย่างนั้น แต่ท่านประธานครับ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกออกมาดูก็ไป ในแนวนี้ที่ดี ทำไมไปาอยเสียล่ะครับ ทำไมไปเลือกตั้งเสียอีก ๗๗ จังหวัด ตกลงท่านกำลัง จะผสมของ ๒ อย่างเข้าไปด้วยกันอีกแล้ว ท่านประธานผมนี่พูดไม่ใช่พูดตอนนี้ ปี ๒๕๕๐ ผมก็ยืน ผมก็บอกว่าเรากำลังจะประนีประนอม เรากำลังจะเอาอะไรก็ไม่รู้ ๒ อย่างมาผสมกัน แล้วเราอาจจะได้เอาความไม่ดีของ ๒ อย่างมาผสมกันหรือเปล่า ผมนี้ไม่อยากจะเห็นว่า คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญประนีประนอมมีสื่อนี้ ผมทำสื่ออยู่เขาไปนินทาว่า คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญประนีประนอมให้กับ สปช. ที่อยากจะเป็น ส.ว. จากการเลือกตั้ง จริงหรือเปล่า ผมนี้ไม่สบายใจ การประนีประนอมนี้มันเคยเกิดขึ้นในสภาแห่งนี้ ปี ๒๕๕๐ ผมร่างรัฐธรรมนูญ มีการประนีประนอม ๒ เรื่อง เละเทะตุ้มเป๊ะเลย เรื่องหนึ่งก็คือการให้มี ป.ป.ช. จังหวัด เพื่อประนีประนอมกับอีกเรื่องหนึ่ง ผมดีใจที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ไม่มี ป.ป.ช. จังหวัด แล้วมันออกมาเละจริง ๆ อย่างที่ผู้อภิปรายก่อนหน้าที่ผมพูด
อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ก็ไปประนีประนอม ในมาตรา ๘๐ ที่เขาพูดนั่นล่ะครับ ไปใส่ว่า รัฐจะต้องทำนุบำรุงเพราะศาสนาพุทธเป็นศาสนา ที่คนไทยนับาือมายาวนาน มันก็เลยเยิ่นเย้อยืดยาด กลายเป็นรัฐใหญ่กว่าศาสนา อ่านให้ดี เาอะครับ จริง ๆ แล้วอาจารย์เนาวรัตน์ท่านพูดาูก ตัดตรงนั้นไปเาอะครับ เพราะรัฐไม่ควร จะใหญ่กว่าศาสนา
และในอีกมาตราหนึ่งดีอยู่แล้วก็คือพระมหากษัตริย์เป็นพุทธมามกะ และเป็นองค์ศาสนูปาัมภกซึ่งสุดยอดแล้ว แต่ก็เพราะว่ามันมีแรงกดดันเราก็ประนีประนอม ผมยังจำได้เลย ผมยืนอยู่ตรงอาจารย์เนาวรัตน์นี่ล่ะ สู้กันเรื่องนี้ ในที่สุดคณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญเจรจาขอเติมตรงนี้ก็แล้วกันนะครับอาจารย์ ผมก็เคยบอกว่าการประนีประนอมนี้ มันดี แต่ระวังมันจะเลอะเทอะ แล้วเดี๋ยวนี้ก็มีคนเริ่มบอกว่าเห็นไหมมันเลอะเทอะ เพราะฉะนั้นท่านอย่าประนีประนอมครับ ส.ว.ำ้าท่านอยากจะเลือกลองคิดใหม่ได้ไหมครับ ปัจจุบันนี้ท่านให้เลือกกันเองโดยผู้แทนองค์กร ผู้แทนสภาวิชาชีพ ท่านลองเอาคนทั้งหมด ไปจดทะเบียนเป็นอาชีพเลยแทนที่จะจดทะเบียนเป็นพื้นที่เท่านั้น จดทะเบียนผู้ที่อยู่บุคลากร ทางการแพทย์ จดทะเบียนว่าอยู่ในหมวดบุคลากรทางการแพทย์ วิศวกร สาาปนิก ช่างอยู่ในฝ่ายนั้น ทุกคนเลย อาชีพเกษตรกร อาชีพผู้ใช้แรงงาน คนหนึ่งให้ไปจดได้ ๑ อาชีพ เหมือนกับท่านประธาน อยู่หลายจังหวัด แต่ท่านก็สามาราจะจดทะเบียนได้ที่เดียวใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นในอาชีพนั้น มีผู้สมัครแล้วเลือกกันทั้งอาชีพทั้งประเทศ ซื้อเสียงก็ยาก ท่านลองสิครับ ปี ๒๕๕๐ นี่ผมเกือบ แล้วนะครับ กกต. เขาบอกว่าเขากลัวว่าเขาจะจดทะเบียนให้ไม่ทันเท่านั้น ไม่อย่างนั้นผมชนะแล้ว เมื่อปี ๒๕๕๐ ท่านลองสิครับำ้าอย่างนั้นก็ฝากประเด็นนี้ไปด้วย
สุดท้ายขอประเด็นเล็ก ๆ นิดเดียวท่านประธาน และผมจะไม่พูดอีก เพราะว่าเขาบอกให้ผมขึ้น ๒ ครั้ง ผมขึ้น ๒ ครั้งแล้วเลิก สัญญาว่าจะไม่พูดอีก
ท่านหมดสิทธิแล้วค่ะ
ท่านประธานดูมาตรา ๑๘๒ มาตรา ๑๘๒ ของท่านนี่ เป็นประดิษฐกรรมใหม่ ไม่เคยปรากฏในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และก่อนหน้านั้นบอกว่า า้านายกรัฐมนตรีเห็นว่ากฎหมายฉบับไหนจะเป็นกฎหมายเพื่อทดสอบพูดกันได้ง่ายเห็นว่าสำคัญ ประกาศและเสนอต่อสภาไปเลยว่าฉบับนี้จะเป็นฉบับำ้าไม่มีใครอภิปรายไม่ไว้วางใจภายใน ๔๘ ชั่วโมง ให้กฎหมายฉบับนี้ผ่านไปเลย ท่านประธานครับ มันเหมือนกับเรากำลังอนุญาต ให้มีการออกพระราชกำหนดแบบใหม่ พอประกาศอย่างนั้นตูม ฝ่ายค้านคงหนีไม่พ้น ผมเป็นฝ่ายค้านผมก็ต้องล่ารายชื่อเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจใน ๔๘ ชั่วโมง แต่มาตรา ๑๘๒ บอกด้วยว่าา้าเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ และา้ามีการลงคะแนนยังไว้วางใจ ซึ่งเขามีแนวโน้มจะชนะ ก็หมายความว่ากฎหมายผ่านเลย ท่านประธานครับ มันเหมือนพระราชกำหนด แปลว่าสภา ไม่สามาราจะแปรญัตติ ไม่สามาราจะเปลี่ยนแปลงข้อความได้ ผมขอาามท่านประธานครับ ท่านประธานเคยเป็นวุฒิสมาชิกมาก่อนำ้าพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมเข้ามาเมื่อคราวที่แล้ว แล้วรัฐบาลที่แล้วประกาศเลยว่าฉบับนี้จะเป็นฉบับา้าใน ๔๘ ชั่วโมงไม่อภิปรายไม่ไว้วางใจ ผ่านเลยำามว่ามีปัญหากับบ้านเมืองไหมครับ เราไม่สามาราจะแก้ไขเพิ่มเติมดูรายละเอียด ได้เลย เพราะกลายเป็นว่าเป็นเกมอย่างหนึ่ง นี่เป็นเกมทางการเมืองที่เสนอไป แล้วา้าคุณ ไม่เล่นเกมนี้ ผมผ่านนะครับำ้าคุณเล่นเกมนี้แล้วโหวต ผมชนะแน่คุณก็แก้อะไรไม่ได้ ผมว่า อันนี้อันตราย ผมฝากไปคิดให้ดี มันตื่นเต้นเร้าใจดี เวลาเล่นการพนันมันตื่นเต้นดี ผมนั่งอยู่ใน สภาแห่งนี้มาสมควร ผมรู้ว่ามันตื่นเต้นเลือดฉีดเลยเรื่องมาตรานี้แต่ให้ระมัดระวัง ผมก็ไม่รู้ล่ะ ว่ามีประสบการณ์ที่ไหนใครเขาทำอย่างนี้ อีกมาตราหนึ่งสั้นนิดเดียว ๑ นาที แล้วผมเลิกแล้ว จะไม่พูดอีก ท่านประธานครับ มาตรา ๑๘๑ ฝากไปคิดนิดหนึ่งเาอะ
๑ นาทีนะ นี่หมดไปครึ่งแล้วนะคะ
ท่านประธานจะใจร้ายขนาดไม่ให้ผมเปิดรัฐธรรมนูญ ของเขาเลยหรือครับ
ท่านประธานครับ
มีคนยกมือแล้วค่ะ เชิญค่ะ
ท่านประธานครับ ผม เกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง สปช. หมายเลข ๐๑๕ ผมชอบท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ที่อภิปรายนะครับ แต่จริง ๆ แล้วเราได้ กำหนดเวลาในการอภิปราย ตอนแรกเห็นว่า ๒ นาที ท่านก็ใช้สิทธิเพิ่ม ตอนนี้ผมไม่รู้ว่า ล่วงเลยมาขนาดไหนแล้ว จริง ๆ แล้วทุกคนก็เป็น สปช. ด้วยกันทั้งสิ้น สิทธิเสรีภาพทุกคน ทัดเทียมกันหมด ผมว่าท่านประธานควรวินิจฉัยว่าจะให้ท่านอภิปรายต่อหรือไม่นะครับ ขอบคุณครับ
อาจารย์เจิมศักดิ์คะ มาตรานี้ท่านเขียนเป็นเอกสารแล้วกันอาจารย์ ดีไหมคะ
ได้ครับ ไม่มีปัญหาครับ
ขอบคุณมากค่ะอาจารย์
ผมค่อยเขียนเป็นเอกสารให้ครับ คงไม่ใช่มาตราเดียว แต่คงจะมีเยอะพอสมควรที่ผมดูแล้วบางอันส่วนใหญ่ ๙๐ เปอร์เซ็นต์อย่างที่ผมบอก ผมก็แฮปปี (Happy) แต่ว่าก็มีอะไรที่อยากจะช่วยเท่านั้นนะครับ ไม่ว่ากัน ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะอาจารย์ ความจริงอาจารย์โชคดีวันนี้เพราะว่าเครื่องมันขัดข้อง เชิญค่ะ
ท่านประธานครับ ผม นิรันดร์ พันทรกิจ ท่านประธานไม่มีอะไรครับ คือผมให้ท่านประธานจำไว้ว่าท่านอาจารย์เจิมศักดิ์พูดเกินไป ๒๒ นาที จำไว้ก็แล้วกันตอนผมพูดอย่าท้วง
อาจารย์ก็พูดตอนกลางคืนแล้วกัน เชิญค่ะ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ความจริง กำลังฟังท่านสมาชิกอยู่เพลิน ๆ แล้วคณะกรรมาธิการก็ตั้งใจว่าจะให้าึงสามทุ่ม แล้วท่านประธานตั้งใจจะปิด โดยจะขอให้กรรมาธิการนรีวรรณขึ้นกล่าวขอบพระคุณโดยไม่ต้อง ตอบท่านสมาชิก เพราะว่าหลายเรื่องท่านสมาชิกอภิปรายอย่างมีเหตุผลที่คณะกรรมาธิการ จะรับไปพิจารณา แต่บางเรื่องผมจะต้องขออนุญาตขอข้อยกเว้นในเรื่องนี้ครับ ข้อยกเว้น ที่ท่านสมาชิก คืออาจารย์เจิมศักดิ์เพิ่งอภิปรายไปเมื่อสักครู่นี้ หลายประเด็นเป็นสิ่งที่ คณะกรรมาธิการยินดีจะรับไปพิจารณา เช่นกรณีมาตรา ๑๙๓ แต่ว่าคณะกรรมาธิการ มีเหตุผล แล้วก็ไม่อยากใช้เวลาสภานี้มาก แต่ว่าประเด็นที่ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์พูดเมื่อสักครู่นี้ มาตรา ๑๘๒ นั้น ทำให้ผมต้องลุกขึ้นมาชี้แจง เพราะา้าไม่ชี้แจงแล้วมันจะไม่ตรงกับสิ่งที่อยู่ ในรัฐธรรมนูญ ท่านบอกว่ามาตรา ๑๘๒ เมื่อรัฐบาลเสนอกฎหมายเข้ามาในสภาแล้ว เนื่องจากว่าเราต้องมีมาตรการป้องกันความเสี่ยงในกรณีที่รัฐบาลนั้นอาจจะเป็นรัฐบาลผสม ความเสี่ยงข้อหนึ่งก็คือว่า ส.ส. ร่วมรัฐบาลอาจจะใช้กฎหมายที่รัฐบาลเสนอเข้ามาเรื่องช้าง มี ๒ วิธี คือแก้ให้เป็นเรื่องหมูซึ่งไม่เกี่ยวกับช้างที่รัฐบาลเสนอเลย หรือขู่ว่าจะไม่ผ่าน ซึ่งก็ทำให้ เสาียรภาพรัฐบาลไม่มั่นคง เพราะฉะนั้นมีมาตรการ ๗ มาตรการที่ผมได้กราบเรียนท่านประธาน และท่านสมาชิกไปแล้วว่ารัฐบาลผสมที่เราต้องการจะให้เกิดขึ้นเพื่อสร้างบรรยากาศ แห่งความปรองดอง มี ๗ มาตรการที่จะไม่ให้เกิดความสั่นคลอนของเสาียรภาพ เริ่มตั้งแต่ ห้าม ส.ส. ออกจากพรรคหรือกลุ่มการเมือง ห้ามควบรวมพรรคการเมืองหลังเลือกตั้ง ห้าม ส.ส. เป็นรัฐมนตรีในเวลาเดียวกัน เพราะา้าคนเดียวกันเป็นทั้งรัฐมนตรี เป็นทั้ง ส.ส. เวลามีอะไรขึ้นต่อรองกับรัฐบาล ขย่มรัฐบาลเสร็จแล้วก็ไม่เป็นอะไร ออกมานั่งทำลายรัฐบาล ในสภาอีก การให้ ส.ส. ไม่เป็นรัฐมนตรีได้ในเวลาเดียวกันนั้นมันจึงเป็นการให้หลักประกันว่า า้าเขาเกิดเบี้ยวกับพรรคที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลแกนนำ แล้วก็าูกนายกรัฐมนตรีปลด ต้องไปนอนเลี้ยงลูกที่บ้านเขาจะได้คิดให้ดี มีมาตรการกำหนดในมาตรา ๑๘๑ เป็นครั้งแรกว่า ให้นายกรัฐมนตรีขอความไว้วางใจจากสภาผู้แทนราษฎรได้ ท่านประธานครับ เมื่อปี ๒๕๑๑ าึงปี ๒๕๑๔ จอมพลำนอม เคยาูก ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาลของพรรคสหประชาไทยต่อรอง ในสภาผู้แทนราษฎรว่าา้าท่านไม่ให้เงินข้าพเจ้าไปพัฒนาจังหวัด ข้าพเจ้าจะไม่ผ่านกฎหมาย สำคัญให้ ปี ๒๕๑๑ จอมพลำนอม ให้คนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท พอปี ๒๕๑๒ ต่อรองอีก จอมพลำนอม ให้คนละ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ปี ๒๕๑๓ ๒๐๐,๐๐๐ บาท พอปี ๒๕๑๔ ต่อรองอีก ไม่เอาแล้ว ๒๐๐,๐๐๐ บาท จะขอ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท รัฐบาลไม่รู้จะทำอย่างไร ผลสุดท้าย จอมพลำนอม ท่านก็เลยปฏิวัติตัวเอง มาตรการที่ให้รัฐบาลขอความไว้วางใจในมาตรา ๑๘๑ เป็นมาตรการที่บอก ส.ส. ไม่ใช่เป็น การขู่ธรรมดา แต่บอกว่าวันนี้ข้าพเจ้าเดินมาขอความไว้วางใจท่าน ท่านที่กำลังป่วนกันอยู่ในสภานั้น ขอจงทราบไว้ให้ดีนะว่าา้าข้าพเจ้าได้รับคะแนนเสียงไม่าึงครึ่ง ข้าพเจ้าไม่ออกนะ ข้าพเจ้า ยุบสภานะ ก็จะทำให้ ส.ส. ที่กำลังป่วนอยู่ในสภานั้นตั้งสติได้ แล้วท่านสมาชิกก็คงทราบดีว่า คนที่เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งนั้นเขากลัวที่สุดทั่วโลกคือการเลือกตั้ง เพราะว่า ๑. เหนื่อย ๒. เสี่ยง เสี่ยงที่จะไม่ได้กลับมา มาตรา ๑๘๒ นี้เขียนขึ้นเพื่อไม่ให้ใช้อำนาจต่อรองของ ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาล ในกรณีที่รัฐบาลเสนอกฎหมายเรื่องช้างเข้ามาในสภาบอกว่า ไม่ให้เป็นช้างแล้วนะ ฉันจะไม่ให้ผ่านำ้าไม่ทำอย่างนั้นอย่างนี้ให้ฉัน รัฐบาลก็ลุกขึ้นแาลงแล้วมีเขียนไว้ชัด ในมาตรา ๑๘๒ วรรคท้ายว่า ครั้งเดียวในสมัยประชุมหนึ่ง แาลงเลยครับว่า กฎหมายฉบับนี้ เป็นกฎหมายที่เป็นความไว้วางใจรัฐบาลบางมาตราก็ได้หรือทั้งฉบับก็ได้า้าแาลงแล้วภายใน ๔๘ ชั่วโมง เขาไม่ยื่นญัตติไม่ไว้วางใจ กฎหมายไม่ได้ผ่านทันทีเป็นพระราชกำหนดนะครับ ท่านประธานครับ กฎหมายนี้ผ่านสภาผู้แทนราษฎรไปสู่วุฒิสภาตรงนี้เองครับ ทำไมวุฒิสภา จึงต้องไม่มาจากการเลือกตั้งเป็นฐานเดียวกับสภาผู้แทนราษฎร เพราะา้าผ่านจาก สภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากพรรคการเมืองแล้วไปสู่วุฒิสภา ซึ่งก็มาจากการเลือกตั้งทั้งสภา เหมือนปี ๒๕๔๐ แล้วมีฐานทางการเมืองอีกก็อาจจะเสี่ยง แต่วุฒิสภาที่คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญเสนอนั้นเป็นวุฒิสภาที่มาจาก ๓ กลุ่ม อย่างที่ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ ได้กราบเรียนชี้แจงไปแล้ว เมื่อไปาึงวุฒิสภากระบวนการนิติบัญญัติธรรมดา เช่น กฎหมาย นิรโทษกรรมำ้ารัฐบาลจะใช้มาตรานี้ก็ผ่านสภาผู้แทนราษฎร พอไปวุฒิสภาแล้วไม่ใช่วุฒิสภา ที่รัฐบาลคุมได้ เขาก็แก้ เมื่อแก้แล้วมันก็ต้องกลับมาที่สภาผู้แทนราษฎรอีกนั้นล่ะ กระบวนการมันไม่ได้รวบรับเป็นพระราชกำหนด ก็เป็นกระบวนการนิติบัญญัติธรรมดา แล้วมัน ก็ไม่ใช่กฎหมายการเงิน เมื่อไม่ใช่กฎหมายการเงินสภาผู้แทนราษฎรจะยืนยันทันทีไม่ได้ ต้องทิ้งไว้ ๑๘๐ วัน ระหว่าง ๑๘๐ วันนั้นกระบวนการตรวจสอบต่าง ๆ ก็จะเข้ามาทันที ท่านประธาน ที่เคารพครับ จึงต้องขออนุญาตกราบเรียนชี้แจงว่า มาตรานี้จำเป็นเพื่อปกป้องรัฐบาลที่อาจจะ เป็นรัฐบาลผสม แต่มีจะเรียกว่าจุดที่ป้องกันไม่ให้มีการใช้เกินสมควรได้ ข้อที่ ๑ จุดที่ว่านี้ ก็คือสมัยประชุมหนึ่งใช้ได้ครั้งเดียว ข้อที่ ๒ ต้องผ่านวุฒิสภา ไม่ใช่ว่าออกเป็นพระราชกำหนดไปเลย อย่างที่ท่านสมาชิกอาจารย์เจิมศักดิ์พูด แล้วข้อที่ ๓ ศาลรัฐธรรมนูญา้าพระราชบัญญัติฉบับนี้ ดำเนินการตราโดยกระบวนการที่ไม่ชอบหรือมีเนื้อหาขัดรัฐธรรมนูญไปศาลรัฐธรรมนูญได้อีก เพราะฉะนั้นกรณีตามมาตรา ๑๘๒ นี้จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าสะพรึงกลัวอย่างที่ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ พยายามอธิบายให้เห็น ขอกราบเรียนชี้แจงเพียงเท่านี้ครับ เพื่อไม่ให้ท่านผู้ชมทางบ้านเข้าใจ ผิดว่าเป็นการให้อำนาจเด็ดขาดแก่รัฐบาล ขอบพระคุณครับ
ค่ะ ขอขอบพระคุณท่านประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนะคะ ต่อไปดิฉันขอเชิญ ท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ณรงค์ พุทธิชีวิน ค่ะ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ณรงค์ พุทธิชีวิน สปช. หมายเลข ๐๗๔ จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ผมมาจากบ้านเดียวกับท่านประธาน แต่รับรองได้ว่าไม่ใช้เวลาเกินเพื่อให้ท่านประธานไม่สบายใจ ฟังท่านอาจารย์บวรศักดิ์พูดแล้ว ค่อนข้างจะสบายใจมากขึ้น มีความชื่นชมเป็นพิเศษสำหรับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดนี้ ได้สร้างผลงานที่ค่อนข้างจะน่าตื่นตาตื่นใจและเป็นผลงานที่มีคุณภาพ สิ่งหนึ่งที่ยืนยันชัดเจนก็คือท่านต้องการสิ่งใหม่ จึงมีหลายเรื่องที่ไม่ได้เหมือนเดิม และหลายเรื่อง ที่ไม่เหมือนเดิมนั้นล้วนแต่เป็นเรื่องที่ดี แต่ก็มีบางเรื่องที่คิดว่าต้องช่วยกันบอก ช่วยกันชี้ ผมจะตั้งชื่อเรื่องที่จะช่วยกันชี้ว่าจุดหักเหของรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป จุดหักเหภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า ดิสทอร์ชัน (Distortion)ำ้าจะแปลภาษาง่าย ๆ ก็คือเพี้ยน ผมอยากจะชี้จุดเพี้ยน ๙ ประการให้เราได้เห็นกันว่ามันมีบางเรื่องที่จะส่งผลที่น่ากลัวมากา้าเผื่อว่าไม่ได้ปรับปรุงแก้ไข
เรื่องแรก พูดาึงเรื่องของประชาชนและพลเมือง กฎหมายฉบับนี้มีคำเกี่ยวกับ เรื่องนี้มากมายและหลายส่วนที่ทำให้เข้าใจได้ว่าประชาชนและพลเมืองมีความต่างกัน ในหลายมิติ ไม่ว่ากระไรครับ มันต่างกันได้ แต่สิ่งที่อยากจะกราบเรียนก็คือกระบวนการที่จะ ให้ความรู้แก่ประชาชนเพื่อเป็นพลเมืองนั้นเป็นเรื่องที่พึงทำและพึงทำอย่างยิ่ง บทบาทตรงนี้ ควรจะไปเพิ่มในส่วนของบทบาทหน้าที่ในการให้การศึกษาของรัฐ
เรื่องที่ ๒ เรื่องกลุ่มการเมืองและพรรคการเมือง เรื่องนี้ในมาตรา ๑๐๕ ระบุชัดเจนครับ มีทั้งพรรคการเมืองและกลุ่มการเมือง ผมมีความไม่สบายใจในเรื่องของ กลุ่มการเมือง อย่าลืมครับว่าเราคาดหวัง เรามีความตั้งใจที่จะให้พรรคการเมืองเป็นสาาบัน เป็นเครื่องมือการใช้อำนาจทางการเมืองของประชาชน แต่กลุ่มการเมืองนั้นเป็นกลุ่มไหนก็ไม่รู้ ดำเนินการมาเพื่อที่จะมีบทบาททางการเมืองำ้าเป็นเช่นนี้แล้วทำไมจึงไม่ปรับบทบาทของ กลุ่มการเมืองให้เป็นพรรคการเมืองเสีย เพื่อที่จะทำหน้าที่อย่างเดียวกัน มีบทบาทอย่างเดียวกัน เป็นที่พึ่งของประชาชนเหมือนกัน กระบวนการที่ทำให้มีกลุ่มการเมืองแบบนี้มันจะทำให้เกิด ความสับสน เกิดความหลากหลายที่เกินความจำเป็น และเมื่อเป็นเช่นนี้แล้วผมเชื่อว่า ประชาชนหลีกไม่พ้นกับความสับสนและไม่เข้าใจ วันนี้ประชาชนมีความรู้เยอะแล้วในเรื่อง ของพรรคการเมือง เวลาเขาไปเลือกตั้งเขาาามว่าเลือกพรรคไหน เขาก้าวข้ามเรื่องกลุ่ม เรื่องพวกร่วมก๊วนไปแล้ว ทำไมเรากลับไปสู่กลุ่มการเมืองอีก ดีนะครับ ไม่ใช้คำว่า ก๊วนการเมือง
เรื่องที่ ๓ ที่บอกว่านายกรัฐมนตรีสามาราเลือกได้จากคนที่ไม่ได้เป็น ส.ส. ผมอยากเรียกนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้เป็น ส.ส. ว่านายกรัฐมนตรีไอ้แมงมุม เพราะมีหน้าที่ อย่างเดียวก็คือชักใยอยู่ข้างหลัง ส่วนนายกรัฐมนตรีที่เป็น ส.ส. ตรงไปตรงมา โปร่งใส ชัดเจน ผมดูเจตนารมณ์แล้วบอกว่าเพื่อป้องกันวิกฤติทางการเมือง วิกฤติทางการเมืองจึงควรเป็น หลักการย่อยไม่ใช่หลักการใหญ่ หลักการใหญ่ก็คือตัวแทนของประชาชนได้มามีบทบาท ในการเป็นนายกรัฐมนตรี ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ท่านกรรมาธิการที่เคารพ ท่านประธาน ที่เคารพครับ เห็นฟ้าร้องเราก็าือร่มไป วันนี้ในห้องนี้ไม่มีใคราือร่มมาหรอกครับ ในห้องครัว ก็ไม่มี ในห้องนอนก็ไม่มี ในห้องน้ำก็ไม่มี เราาือร่มเฉพาะที่ฟ้าร้องเท่านั้นล่ะครับ แต่กฎหมายฉบับนี้เขียนให้าือร่มตลอด ๒๔ ชั่วโมงำ้าท่านบอกว่าต้องการให้ ส.ส. มาจาก กระบวนการที่มันวิกฤติทางการเมืองก็เขียนลงไปสิครับ ในภาวะที่วิกฤติทางการเมืองให้สามาราเลือกนายกรัฐมนตรีจากคนที่ไม่ได้เป็น ส.ส. ได้ เขียนลงไปสิครับ คนที่อยู่ภาคใต้หลายคนใส่เสื้อเกราะครับ เพราะไปในพื้นที่ที่มีปรากฏการณ์ ที่มีปัญหา แต่มีใครบ้างไหมครับใส่เสื้อเกราะเวลานอน ใส่เสื้อเกราะเข้าห้องน้ำ ใส่เสื้อเกราะ ทำสารพัดเรื่อง ไม่มีหรอกครับ เพราะฉะนั้นต้องเขียนลงไปว่าในภาวะวิกฤติให้มีการเลือก นายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้เป็น ส.ส. ได้ คำาามก็คือตัดสินอย่างไรว่าวิกฤติ ก็บอกอยู่แล้ว ไม่ใช่หรือครับว่าเสียง ๒ ใน ๓ ข้อเสนอของผมก็คือในภาวะวิกฤติโดยรัฐสภา เสียง ๒ ใน ๓ เห็นว่าเกิดวิกฤติกับบ้านเมืองให้สามาราเลือกคนนอกเป็นนายกรัฐมนตรีได้ เขียนลงไปอย่างนี้ ไม่ขัดข้องเลย เมื่อรัฐสภาบอกว่าเป็นภาวะวิกฤติแล้วก็ให้ ส.ส. เลือก ๒ ใน ๓ หานายกรัฐมนตรี จากคนนอก ไม่ว่ากันครับ แต่า้าอยู่ ๆ วันนี้พรุ่งนี้กฎหมายนี้ออกไป สามาราเลือก ๒ ใน ๓ เลือกนายกรัฐมนตรีได้เลยนะครับ เพราะไม่มีคำว่า วิกฤติ แม้แต่คำเดียวอยู่ในกฎหมายฉบับนี้ มีเฉพาะในเจตนารมณ์เท่านั้นซึ่งไม่ใช่กฎหมาย ขอย้ำเลยนะครับว่าตัวนี้จะเป็นจุดหักเหสำคัญ ที่จะต้องตอบคำาามผู้คน เราจะตอบคนเมื่อปี ๒๕๓๕ ได้อย่างไรว่าวันนี้ทำไมเราเขียน กฎหมายแบบนี้ เราจะตอบคนเมื่อ ๖ ตุลาคม ปี ๒๕๑๙ ได้อย่างไร ๑๔ ตุลา ๑๖ เราตอบเขา ได้อย่างไรำ้าเราเขียนกฎหมายแบบนี้ เราเอาหลักการย่อยไปเหนือหลักการใหญ่โดยสิ้นเชิง ซึ่งผมว่าา้าไม่คิดที่มองบ้านเมืองอย่างมีปัญหาแล้ว เขียนแบบนี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นจะโดย เหตุผลใดก็ตาม กระบวนการตรงนี้น่าจะต้องปรับแก้ ย้ำอีกทีหนึ่งนะครับ ข้อเสนอก็คือ รัฐสภา ๒ ใน ๓ มีมติออกมาว่าบ้านเมืองอยู่ในภาวะวิกฤติแล้วจำเป็นต้องเลือก นายกรัฐมนตรีจากคนนอก แล้วก็ใช้เสียงของสภาผู้แทนราษฎร ๒ ใน ๓ เลือกเอา แต่า้า เขียนแบบนี้เอาไปโต๊ะเดียวกันเลยนะครับ เอาคนนอกก็ได้ คนในก็ได้มาเลือกนายกรัฐมนตรี แข่งกันำ้าเสียง ๒ ใน ๓ ได้คนนอกำ้าเสียงมากกว่าครึ่งได้คนใน อย่างนี้ไหวหรือครับอย่างนี้หรือครับ กฎหมายรัฐธรรมนูญอย่างที่เราต้องการที่จะให้เป็น
เรื่องที่ ๔ ครับ ผมมองว่ารัฐบาลที่จะได้แม้ว่าท่านบวรศักดิ์จะพูดาึงมาตรการ ทั้ง ๗ ประการ ที่จะทำให้มันสามาราป้องกันความอ่อนแอของรัฐบาลได้ แต่มันหลีกไม่พ้น หรอกครับ ผมเคยอยู่ในช่วงเวลาที่ จอมพลำนอม ยุบสภา ผมยังนั่งราแท็กซี่มาดูว่าระยะทาง เท่าไรจากมหาวิทยาลัยที่ผมอยู่า้าเราจะเดินขบวนกัน รัฐบาลที่เกิดมาจากรัฐบาลผสม ไปไม่รอดครับ ผมเรียกรัฐบาลจิ๊กซอว์ (Jigsaw) เห็นจิ๊กซอว์ไหมครับ จิ๊กซอว์พอเราต่อมันเสร็จแล้ว ขยับไปไหนได้ไหมครับ เพราะขยับ ตัวโน้นหลุด ตัวนี้หลุด เช่นเดียวกับรัฐบาลผสมเลย ขยับไปนิดเดียว พรรคนี้หลุดไป พรรคนั้นหลุดไป แล้วเราจะเป็นรัฐบาลที่สมบูรณ์ได้อย่างไร เราต้องการ รัฐบาลที่แข็งแรงที่มีคุณธรรมที่สามาราขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าได้ ไม่ใช่รัฐบาล ที่อ่อนแอปวกเปียกทำอะไรไม่ได้ ทำอย่างเดียวก็คือบริหารจิ๊กซอว์นั้นให้มันครบา้วน องคาพยพเหมือนเดิม แล้วเราจะหวังความก้าวหน้าของประเทศไทยอย่างไรภายใต้การออกแบบ พรรคการเมืองแบบนี้ รัฐบาลแบบนี้
ต่อไปในเรื่องของอำนาจเด็ดขาดกับอำนาจสมดุล ในมาตรา ๒๐๗ การเลือก ข้าราชการระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า มีองค์กรขึ้นมาองค์กรหนึ่งในการคัดสรร ผมขอใช้เวลาของผมจนครบ ๒๐ นาที เพื่อที่จะดำเนินการตรงนี้โดยที่รัฐมนตรีซึ่งมาจาก ตัวแทนกระบวนการของการคัดสรรทางการเมือง ไม่มีสิทธิ ไม่มีเสียงที่จะเอาหรือไม่เอา เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเลย แล้วจะขับเคลื่อนนโยบายของรัฐได้อย่างไร ผมเห็นด้วยครับที่มีกระบวนการคัดสรรแบบนี้ แต่ผมคิดว่าคนเป็นรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรี น่าจะต้องมีสิทธิที่จะวีโต (Veto) หรือท้วงติงได้า้าไม่เห็นว่าคนเหล่านี้สามาราขับเคลื่อนได้ นั่นแปลว่าเป็นกระบวนการของการสมดุลอำนาจซึ่งกันและกัน ไม่เช่นนั้นแล้วจะเป็นรัฐบาล ที่ไม่สามาราทำอะไรได้เลยจะอยู่ภายใต้อาณัติของรัฐ ของราชการอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
ประการาัดมา ผมเห็นด้วยกับท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ครับำ้าจะเอาวุฒิสภา ที่มาจากการคัดสรรก็สรรไปเลย แต่า้าจะเลือกตั้งก็เลือกไปเลย ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง กับกระบวนการที่คัดกรองด้วยให้เหลือคน ๑๐ คนแล้วประชาชนเลือก คนที่จะกรองนั้น มีอำนาจอย่างไรเหนือประชาชนำ้าจะเลือกแล้วต้องไม่ลังเลในการที่จะเลือกตั้งสมบูรณ์แบบ จะปล่อยให้มีคนคัดมาให้เธอเลือกเอาเป็นใครล่ะครับที่จะมีอำนาจเหนือประชาชนภายใต้ ระบบการปกครองระบอบประชาธิปไตย ในเมื่อเราบอกว่าเราจะเลือกเดินในเส้นทางนี้ ทำไมไม่ให้ประชาชนเขามีสิทธิเลือกคนของเขาเองที่เขาอยากจะได้ อยากจะมี ทำไมต้อง มีคนวิเศษขึ้นมากรองให้เขาเลือกอีกทีหนึ่ง ก็เห็นอยู่แล้วไม่ใช่หรือว่าที่เป็นมามันก็ไม่ครบ ๑๐ คนอยู่ดี แล้วไปกรองให้เสียเวลาทำไม และที่สำคัญที่สุดก็คือทำลายหลักการของระบอบ ประชาธิปไตย ทำลายอำนาจพื้นฐานของประชาชน
นวัตกรรมที่น่าสนใจของรัฐธรรมนูญฉบับนี้อีกเรื่องหนึ่งนั่งอยู่ที่นี่ทั้งหมด เห็นไหมครับคำว่า สภาแรกและสภาหลัง คำนี้เกิดขึ้นเพราะบัญญัติไว้ว่าวุฒิสภาก็สามารา เสนอกฎหมายได้ สภาผู้แทนราษฎรก็เสนอกฎหมายได้ แต่ก่อนเราคิด เราหวัง เราเชื่อว่า สภาผู้แทนราษฎรนั้นเป็นสภาจากประชาชน วุฒิสภาคือสภาผู้ทรงคุณวุฒิมีหน้าที่กรองกฎหมาย วันดีคืนดีสภาผู้แทนราษฎรเสนอกฎหมายให้วุฒิสภากรอง โอเค วันดีคืนดีวุฒิสภาเสนอ กฎหมายใครกรองล่ะครับ สภาผู้แทนราษฎรกรองมันเป็นไปได้อย่างไร ผลัดกันเกาหลัง า้าเธอให้กฎหมายฉันผ่านฉันก็จะให้กฎหมายเธอผ่าน นั่นเรื่องเล็ก ๆ ครับ เรื่องใหญ่ ๆ ก็คือ า้าเป็นแบบนี้มีสภาเดียวไม่ดีหรือครับ แบ่งเป็นพวกเลย พวกวุฒิอย่างนี้ วุฒิตามความสามารา ตามวุฒิ ตามปริญญาเอาอย่างนั้นก็ได้ แต่ในเมื่อเราแยกกันสภาแบบนี้แล้วตั้งชื่อสวยนะครับ วุฒิสภาแปลว่าสภาผู้ทรงคุณวุฒิและทำไมเสนอกฎหมายแล้วให้สภาผู้แทนราษฎรกรองล่ะครับ หลักการนี้หลักการในการที่จะกลั่นกรองอำนาจซึ่งกันและกันมันเป็นไปไม่ได้หรอกำ้าทำแบบนี้ มีวุฒิสภาทำไม ท่านสมาชิกที่เคารพครับ สภาแรกก็คือสภาที่เสนอกฎหมาย สภาหลังก็คือ สภาที่กรองกฎหมายเป็นไปได้ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและเป็นไปได้ทั้งวุฒิสภาำ้าเป็นแบบนี้ เราจะมีวุฒิสภากันทำไม
ประเด็นที่ ๘ สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นด้วยกับอาจารย์ดอกเตอร์สีลาภรณ์อย่างยิ่งเลย รัฐบาลที่จะเกิดขึ้นภายใต้การออกแบบแบบนี้จะเต็มไปด้วยกับดักของการตรวจสอบ ผมจะลองอ่านให้ดูว่ามีกลไกตรวจสอบกี่ตัว สมัชชาพลเมืองอันนี้ไม่โดยตรง สภาตรวจสอบ ภาคพลเมือง กกต. ป.ป.ช. สมัชชาคุณธรรม ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการจริยธรรม ศาลปกครอง คณะกรรมการประเมินแห่งชาติ สภาด้วยกันเอง ศาลยุติธรรม และ คณะกรรมการสรรหาบุคลากรบุคคลแต่ละประเภท กับดักแบบนี้แค่เตรียมข้อมูล ให้เขาตรวจสอบก็ไม่ต้องทำอะไรแล้ว เพราะฉะนั้นผมเห็นว่ากระบวนการตรวจสอบเป็นเรื่องจำเป็นครับ แต่ไม่จำเป็นที่จะต้อง ให้มีมากมายาึงขนาดนี้ เอาให้มันชัด ๆ เอาให้มันาูก ๆ เอาให้มันดี ๆ อย่างน้อยาึงมีอยู่แล้ว คนที่เขาต้องการฟ้องศาลปกครอง เขาฟ้องศาลรัฐธรรมนูญเขาก็ยังร้องได้อยู่ดีล่ะครับ เพราะฉะนั้นกระบวนการที่เต็มไปด้วยกระบวนการตรวจสอบและพัฒนานั้นทำให้รัฐบาล ทำอะไรไม่ได้ ไปข้างหน้าไม่ได้ำอยหลังก็ไม่ได้
ประเด็นสุดท้ายครับ ผมกำลังพูดกับเพื่อน สปช. เรื่องของการแปลงโฉม สภาปฏิรูป ด้วยชื่อว่า สภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ผมเห็นด้วยครับ สภาปฏิรูปมีความจำเป็น ที่จะต้องมี มีความจำเป็นที่จะต้องขับเคลื่อน มีความจำเป็นที่จะต้องเกิดขึ้นเพื่อให้งาน การปฏิรูปที่มันเกิดขึ้นนั้นมันเป็นไปได้จริงและมีผู้นำพาไปปฏิบัติ แต่คำาามของผมก็คือ จำเป็นไหมที่ ๕๐ คนนั้น ๖๐ คนนั้นต้องมาจากสภาปฏิรูปเดิม ปล่อยวางเรื่องเหล่านี้ได้ไหม ให้เขาหากันมาใหม่ เราเขียนกฎหมายแล้ว เราออกแบบมันแล้ว จำเป็นไหมครับที่เราจะต้อง ทำเองกับมือาึงจะเกิดขึ้นได้ โลกนี้มีเราฝ่ายเดียวหรือที่สามาราขับเคลื่อนประเทศได้ ผมเชื่อว่ากระบวนการของการคาดหวัง เอาใจที่จะให้เห็นว่าสภาปฏิรูปให้คุณได้รับการให้ ความสำคัญนั้น ขอบคุณครับ แต่ผมเชื่อว่าโดยจิตสำนึกของกรรมการสภาปฏิรูปเกือบทุกคน รู้อยู่ว่าอะไรควรและไม่ควร อะไรเป็นสิ่งที่พึงทำและไม่พึงทำ กระบวนการต่อท่ออำนาจนั้น เป็นเรื่องที่น่ารังเกียจและขยะแขยง เพราะฉะนั้นผมเห็นว่ากระบวนการในการที่จะจัดตั้ง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปนั้นควรจะมีครับ และเห็นด้วยกับความคิดนี้อย่างยิ่ง แต่ไม่เห็นด้วยเลย ที่จำเป็นอย่างยิ่งที่บอกว่า จำนวน ๖๐ คนนั้นมาจากสภาปฏิรูป ผมนึกาึงเรื่องของสุนัข ๒ ตัว ที่คุณหมอเจริญศักดิ์บอกนะครับ ตัวหนึ่งให้อยู่ในบ้าน อีกตัวหนึ่งอยู่นอกบ้าน ที่สุดสุนัข ๒ ตัวนี้ มันก็ฟัดกัน แต่พวกเรามิใช่สุนัขำึงแยกอย่างนี้ให้ประโยชน์อย่างนี้ เรารู้ครับเรื่องไหน เป็นเรื่องที่ควรได้ เรื่องไหนเป็นเรื่องที่มิบังควรที่จะไปแตะต้องสัมผัส เพราะฉะนั้นขอกราบเรียน ด้วยความเคารพว่า สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปา้าจำเป็นจะต้องมีนั้นขอเาอะ ให้เลือกใหม่เาอะ หาใหม่เาอะ แล้วผมเชื่อว่าคนดี ๆ ในบ้านเมืองนี้ที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศในมิติของ การปฏิรูปนั้นยังมีอยู่ไม่น้อยและไม่จำเป็นต้องเป็นพวกเรา
อภิปรายมาทั้งหมดประหนึ่งว่ากฎหมายฉบับนี้จะแย่เอา ไม่ได้เรื่องเลย โดยรวมนะครับใน ๓๑๕ มาตรานั้น ผมาือว่าได้ออกแบบมาอย่างดียิ่งแล้ว และวันนี้ผมเชื่อว่า า้าการอภิปรายที่ผมพูดาึงทั้งหมดมีสาระอยู่บ้าง เห็นจุดอันตรายอยู่บ้างก็าือว่าเราช่วยกัน ช่วยกันชี้ ช่วยกันแนะ ช่วยกันบอก เพื่อที่จะปรับแก้และสุดท้ายก็นำมาโหวตเพื่อที่จะรับรอง ในการนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อจะได้เลือกตั้งกันเสียที ด้วยความขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบพระคุณมากค่ะอาจารย์ ต่อไปขอเชิญท่านเกษมสันต์ จิณณวาโส ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นายเกษมสันต์ จิณณวาโส สมาชิกสภาปฏิรูป ลำดับที่ ๑๖ ในประเด็นที่จะขออภิปราย ในรอบที่ ๒ ซึ่งเป็นรอบสุดท้ายในเวลา ๑๐ นาที อยากจะอภิปรายและแสดงความเห็น ในเรื่องของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ โดยเฉพาะในเรื่องของแนวทางการปฏิรูประบบ บริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นประเด็นหลัก โดยเฉพาะในเรื่องที่ เกี่ยวข้องกับใน (๑) (๒) (๕) ผมอยากจะกราบเรียนที่ประชุมอย่างนี้ครับว่าในเรื่องมาตรา ๒๘๗ นั้น ก่อนหน้านี้มีโอกาส อ่านเจตนารมณ์ที่ทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้หยิบยกขึ้นมา อ่านแล้วก็ใจหาย แต่ผมอยากนำเรียนอย่างนี้นะครับว่า ระบบงานที่ประเทศไทยทำไว้โดยเฉพาะเรื่องรายงาน การวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมเราทำตามมาตรฐานในต่างประเทศที่ทำเหมือน ๆ กัน ในรูปแบบลักษณะเดียวกันมีอยู่ ๑๒๖ ประเทศ แต่เมื่อไปอ่านเจตนารมณ์ที่จะมีการปรับแก้ ก็เลยไปมองว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นประเทศไทยอาจจะเป็น ๑ ใน ๑๒๖ ประเทศที่ไม่เหมือนกับ นานาประเทศ ตรงนี้ต่างหากคือสิ่งที่ผมอยากฝากให้ทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ช่วยกรุณากลับไปพิจารณา ประเด็นสำคัญก็คือว่าที่ผ่านมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ำึงปี ๒๕๕๗ มีโครงการที่เกี่ยวข้องกับรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ๑,๔๔๑ โครงการ ใน ๑,๔๔๑ โครงการ ผมอยากนำเรียนท่านอย่างนี้ครับว่า มีประเด็นที่ฟ้องร้องเป็นคดี ระหว่างตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ำึงปี ๒๕๕๗ มีอยู่ ๑๔ คดีเท่านั้น และศาลยกฟ้องไป ๕ คดี อยู่ระหว่างการพิจารณาอีก ๙ คดี จริง ๆ แล้วเป็นเพียง ๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง แต่สิ่งที่เป็นปัญหา แล้วมีการร้องเรียนก็คือร้องเรียนในเนื้อหารายงานเพียง ๐.๐๗ เปอร์เซ็นต์ ของรายงาน การวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องผลกระทบหลังจากการดำเนินการ คือร้องเรียนเรื่องมาตรการต่าง ๆ เพียง ๑.๒ เปอร์เซ็นต์ของจำนวน ๑,๔๐๐ กว่าโครงการ ที่มีการคัดค้าน ๔.๗ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ต่างหากคือสิ่งที่อยากจะนำเรียนว่ากระบวนการ ที่ดำเนินการอยู่นั้นมันเป็นสิ่งที่ดำเนินการเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ ซึ่งมาตรการ ทางด้านการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่เราพยายามจะพูดาึงเรื่องการป้องกัน การแก้ไข การเยียวยา และการลดผลกระทบ ตอนนี้สิ่งที่ปรากฏอยู่ในมาตรา ๒๘๗ (๑) (๒) รวมาึง (๕) นั้น ผมได้นำกราบเรียนต่อที่ประชุมเมื่อวานนี้ว่าา้าทุกอย่างในโครงการต่าง ๆ า้าเกิดอยู่ในกระบวนการร่วมคิดร่วมทำตั้งแต่ทำกระบวนการที่เราทำการวางระบบตั้งแต่ การจัดทำโครงการหรือร่วมคิดร่วมทำตั้งแต่เรื่องของการวิเคราะห์ เรื่องของการวางแผน การกำหนดนโยบาย การแปลงแผนไปสู่การปฏิบัติ รวมทั้งการกำหนดกิจกรรมและโครงการ โดยผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมทุกอย่างมันจะจบสิ้นในระบบของมันเอง ดีไม่ดีสิ่งที่เราพยายาม อยากจะปฏิรูปนั้นอาจจะไม่มีความจำเป็นด้วยซ้ำไป เพราะว่าทุกอย่างมันได้ข้อยุติร่วมกัน สิ่งที่ผมอยากจะนำเรียนต่อมาก็คือว่าในสิ่งที่เราพูดาึงนั้น เราได้พยายามกระจายอำนาจ ขณะนี้เราได้กระจายอำนาจการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมออกไป ๗ จังหวัด โดยเฉพาะในจังหวัดที่เป็นพื้นที่คุ้มครอง แต่ที่เราอยากจะทำไปมากกว่านั้นา้าหาก จังหวัดใดมีความพร้อมทางด้านบุคลากรโดยเฉพาะจังหวัดใหญ่ ๆ เช่น จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดสงขลา หรือจังหวัดที่คิดว่ามีความพร้อมเราสามาราที่จะนำเสนอ ต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมเพื่อที่จะจัดตั้งคณะกรรมการผู้ชำนาญการเพื่อพิจารณา โครงการต่าง ๆ เพื่อที่จะให้เกิดการกระจายอำนาจ ทำงานได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น ตอนนี้ พอย้อนกลับมาสิ่งที่เราเขียนไว้ในมาตรา ๒๘๗ ผมเห็นว่าเราลงรายละเอียดมาก เพราะว่า ในหลักการา้าบอกว่าเราอยากจะปฏิรูปในเรื่องของระบบหรือโครงการการบริหารจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยให้มีการปฏิรูปโครงสร้างองค์กร กลไก หรือเครื่องมือ ทางด้านการบริหารจัดการแล้วา้าเราระบุว่า เป็นรายสาขา เพราะในบางมาตราท่านพูดาึงการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมนั้นได้กล่าวาึงการพัฒนา รายสาขาหรือรายภาคำ้าเราพูดาึงอย่างเช่นในเรื่องการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เราก็รวมาึง เรื่องดิน น้ำ ป่า แร่ พลังงาน ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เรื่องสิ่งแวดล้อมเราก็พูดาึง เรื่องขยะ น้ำเสีย กากของเสียอันตราย ฝุ่น เสียง ซึ่งรวมความก็คือมลพิษ แต่า้าเราใช้คำว่า การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรายสาขาเพื่อให้มีการปรับปรุงกลไกทั้งหมด อย่างมีประสิทธิภาพและทันสมัยโดยผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม สิ่งที่เราระบุไว้ในรายละเอียด ใน (๑) (๒) นั้นก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องลงรายละเอียด ซึ่งผมเองเห็นว่าสิ่งที่กระผม นำเรียนต่อท่านกรรมาธิการนั้นกว้างขวางและครอบคลุมในทุก ๆ เรื่อง ทีนี้ส่วนบางประเด็น ที่มาเพิ่มเติมอยู่ใน (๒) ก็คือเรื่องของการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ ได้มีโอกาสคุย กับคณะกรรมาธิการบางท่าน ตรงนี้ก็เป็นการแปลภาษาอังกฤษ เป็นภาษาไทยที่อธิบายก็ยัง อาจจะไม่ตรงกัน หรือความเข้าใจไม่ตรงกัน แต่ท้ายสุดผมคิดว่าา้าเรามองว่าเป็นเรื่องของ การประเมินยุทธศาสตร์ทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม หรือว่าการประเมิน ทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์นั้นคือมองให้เห็นภาพรวมทั้งหมด ทั้งทุก ๆ สาขานั้น เป้าประสงค์ก็คือเราอยากดูเรื่องขีดความสามาราในการรองรับของพื้นที่ ดูในเรื่องของการพัฒนาพื้นที่ที่จะดำเนินการต่อเนื่องในระยะยาวเกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้น ผมคิดว่าเรื่องนี้า้ารับตรงนี้ได้ก็อาจจะมีการโยกย้ายา้อยคำตรงนี้ไปไว้ในมาตรา ๙๒ ก็จะเป็น ประโยชน์
ส่วนสุดท้ายนี้นะครับจะไม่เกี่ยวกับมาตรา ๒๘๗ พอดีผมในอีกฐานะหนึ่ง ก็เป็นกรรมาธิการอยู่ในคณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬาได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุมกับ คณะกรรมาธิการหลายครั้ง ต้องกราบขอบพระคุณคณะกรรมาธิการที่ได้กรุณาหยิบเรื่องนี้ ใส่ไว้ ๒ เรื่องในมาตรา ๙๕ แล้วมาตรา ๒๙๕ ต้องกราบขอบพระคุณ แล้วคาดหวังว่าสิ่งที่ เราอยากเห็น คือการพัฒนาการกีฬาที่มีอย่างทั่วาึง
สุดท้ายอยากจะฝากคณะกรรมาธิการช่วยกรุณานิดหนึ่งครับ คนที่ทำหรือ เล่นกีฬาเป็นอาชีพ เมื่อวันหนึ่งเขาาึงจุดสุดยอดแล้วต้องรีไทร์ (Retire) จากการกีฬา เราน่าจะมีการจัดตั้งหอเกียรติยศ หรือฮอล ออฟ เฟม (Hall of fame) ซึ่งเป็นการยกย่อง เชิดชูเกียรติเพื่อให้เขาได้มีโอกาสเป็นการให้เกียรติกับคนที่ทำความสำเร็จให้แก่ประเทศชาติ อย่างน้อยเป็นตัวอย่างให้กับอนุชนรุ่นหลังที่อยากจะมีไอดอล (Idol) ของตัวเองนั้น ได้มาเรียนรู้กระบวนการตรงนี้ อย่างไรผมขอฝากคณะกรรมาธิการช่วยกรุณาพิจารณา ในประเด็นที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อไปในอนาคต ขอบพระคุณคณะกรรมาธิการ แล้วก็ ขอฝากประเด็นที่ได้เสนอความเห็นไว้ ณ โอกาสนี้ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่าน พันตำรวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ ผม ศาสตราจารย์พิเศษ พันตำรวจตรี ดอกเตอร์ ทันตแพทย์ยงยุทธ สาระสมบัติ ที่พูดนี้เพื่อให้พวกเพื่อน ๆ หายง่วงนะครับ ความจริงที่พูดมานั้นเป็นเรื่องที่ผมสำเร็จตามนั้นจริง ๆ แต่เพื่อให้พวกเราหายง่วงเท่านั้นเอง ผมต้องขอบคุณคณะกรรมาธิการที่ให้ความสำคัญ ของยุทธศาสตร์ชาติตามที่ทางคณะกรรมาธิการบริหารราชการแผ่นดินได้พยายามเสนอนะครับ โดยท่านกรุณาบัญญัติเอาไว้ ๒ มาตรา ในร่างมาตรา ๑๗๙ ที่ว่าในการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐมนตรีต้องดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ยุทธศาสตร์ชาติ ในมาตราที่ ๒ ที่ท่านได้กรุณาบัญญัติไว้ก็คือในมาตรา ๒๘๔ (๑) ที่ว่า การบริหารราชการ แผ่นดินและการจัดสรรงบประมาณต้องดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ นับเป็นครั้งแรก ในประวัติศาสตร์การทำรัฐธรรมนูญของประเทศไทยที่ผ่านมา ๑๙ ฉบับ ที่ท่านคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้เพิ่มคำว่า ยุทธศาสตร์ชาติ เอาไว้ในรัฐธรรมนูญ ที่เรียนตรงนี้ำ้าเรา ไปพิจารณาาึงประเทศที่พัฒนาแล้ว ต้องขออภัยที่เอ่ยาึง เมื่อเช้านี้ท่านกรรมาธิการ คณะเศรษฐกิจ ๒ ได้พูดาึงว่า ประเทศไทยต้องมียุทธศาสตร์ชาติ ประเทศที่พัฒนาแล้วต้องมี ยุทธศาสตร์ชาติ ไม่ได้มีการซักซ้อมกันมาก่อน ฉะนั้นผมจึงเห็นว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งว่า เราจะต้องให้ความสำคัญของยุทธศาสตร์ชาติมากกว่าที่ท่านได้กรุณาบัญญัติไว้ ทั้งนี้ เพราะอะไร เพราะยุทธศาสตร์ชาตินั้นมีความสำคัญมากต่อการพัฒนาประเทศ เพราะเป็น แผนแม่บทที่เป็นกรอบชี้นำการกำหนดนโยบายและแผนด้านต่าง ๆ อย่างน้อยที่สุดก็ ๑๐ ด้าน ตามมาตรา ๒๗ ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว สำหรับการพัฒนาประเทศ กำหนดทิศทางเป้าหมาย หรือแนวทางพัฒนาการบริหารราชการการจัดสรรงบประมาณ และเป็นแนวทางสำหรับ พัฒนาของภาคเอกชนและภาคประชาชน ยุทธศาสตร์ชาติไม่ใช่เพื่อหน่วยงานของรัฐเท่านั้น เป็นแนวทางของภาคเอกชนด้วย ยกตัวอย่างเช่นขณะนี้ประเทศไทยมีนโยบายที่จะพัฒนา ระบบรางอีกหลายพันกิโลเมตรแต่าามว่าประเทศไทยในขณะนี้มีโรงงานทำรางราไฟหรือยัง มีโรงงานทำหมอนราไฟหรือขณะนี้ใช้คอนกรีตมีอยู่ ๔ โรงำามต่อไปว่าทำได้วันละเท่าไร เดือนละเท่าไร ได้ไม่กี่หมื่นครับำ้าเราพัฒนาระบบรางขึ้นมา ยกตัวอย่างระบบรางอย่างเดียวครับ ต้องเพิ่มเป็นแสนแต่มีอยู่แค่ ๔ โรง นี่คือแนวทางสำหรับภาคเอกชนที่จะไปลงทุน ที่จะ เตรียมการ หรือา้าเรามองดูว่าประเทศไทยจะต้องเป็นเมดิคอล ฮับ (Medical hub) ทาง ภาคเอกชนเขาจะได้เตรียมการว่าเขาจะลงทุนอะไร อย่างไร เกี่ยวข้องอย่างไรกับ ภาคประชาชนครับ พ่อแม่ก็จะได้รู้ว่าควรจะให้ลูกเรียนอะไร เพื่อจะรองรับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ในประเทศชาติต่อไปในอนาคต นี่คือตัวอย่างนะครับ ของเรามีแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ แต่เป็นแผน ๕ ปี บังเอิญแผน ๕ ปีเหล่านั้นมันขาดความต่อเนื่องด้วย รัฐบาลแต่ละสมัยที่มาก็จะเปลี่ยนเพราะอะไรครับ คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เกินครึ่งหนึ่งเลือกโดยนักการเมือง เป็นผู้ทรงคุณวุฒิจริง แต่นักการเมืองเป็นคนเลือก ขณะนี้ ประเทศจีนอยู่ในแผนพัฒนาฉบับที่ ๑๒ เริ่มต้นฉบับที่ ๑๒ ประเทศไทยอยู่กลางแผน ของแผนที่ ๑๑ มาเลเซียอยู่แผนที่ ๑๐ ทุกท่านคงทราบดีนะครับำ้าเราเปรียบเทียบกับความเจริญ ของประเทศเหล่านั้นเราอยู่ในลำดับใด ฉะนั้นที่เราพูดาึงว่าเป้าประสงค์ของประเทศเรา ต้องการความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนำ้าเรายังไม่มียุทธศาสตร์ชาติโอกาสจะเกิดขึ้นลำบากมาก และไม่ใช่เพียงมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนเท่านั้นนะครับ ยุทธศาสตร์ชาติจะต้องมองาึงอธิปไตย และศักดิ์ศรีในประชาคมโลกด้วย แต่ก่อนเราเคยมองประเทศอื่น ๆ ที่อยู่ข้างประเทศเรา ๓๐ ปีที่แล้วเราค่อนข้างจะดูแคลน บางประเทศ แต่เดี๋ยวนี้ประเทศอื่นดูแคลนประเทศเราครับ เราต้องยอมรับความจริงตรงนี้ เราจะปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไปสำหรับลูกหลานหรือไม่ ยุทธศาสตร์ชาตินั้นเป็นวิสัยทัศน์ ที่จะมองไปในอนาคตอย่างน้อย ๒๐ ปี จาก ๒๐ ปีนั้นแล้วค่อยมาวิเคราะห์ต่อไปาึงยุทธศาสตร์ ด้านต่าง ๆ จากยุทธศาสตร์ด้านต่าง ๆ นั้นเรามาดูต่อไปาึงแผนพัฒนาแต่ละ ๕ ปี ฉะนั้น ผมเห็นว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งที่เราจะต้องเพิ่มคำว่า ยุทธศาสตร์ชาติ ลงไปในหมวด ๒ ของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ผมขอเสนออย่างนี้นะครับ
ประการที่ ๑ กำหนดยุทธศาสตร์ชาติเป็นชื่อหมวดร่วมกันแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐ
ประการที่ ๒ แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๗๘ ให้สอดคล้องกับชื่อหมวด
ประการที่ ๓ เพิ่มมาตรา ๗๘/๑ ที่ว่า แผ่นใสขึ้นทันไหมครับ เพาเวอร์พอยต์ า้าไม่ทันผมขออนุญาตอ่านนะครับท่านประธาน
มาตรา ๗๘/๑ รัฐต้องจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติเพื่อเป็นแม่บทที่เป็นกรอบชี้นำ การกำหนดนโยบายและแผนต่าง ๆ สำหรับการพัฒนาประเทศ กำหนดทิศทาง เป้าหมาย หรือแนวทางการพัฒนาประเทศ การบริหารราชการแผ่นดิน การจัดสรรงบประมาณ และเป็นแนวทางสำหรับการพัฒนาของภาคเอกชนและภาคประชาชนเพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์ ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน รวมทั้งมีอธิปไตยและศักดิ์ศรีในประชาคมโลก หลายคนคงเคย ประสบเพื่อนจากต่างชาติมา มาาึงบอกช่วยพาไปพัฒน์พงศ์ที นั่นพูดบาร์เบียร์ (Bar beer) ที่ประเทศไทยนี่ดีนะที่พัทยา ศักดิ์ศรีของเราอยู่ที่ไหนครับ ฝากช่วยกันคิดครับ ฉะนั้นนั่นคือ ประเด็นที่ ๓ มาตรา ๗๘/๑ นะครับที่ขอเพิ่ม
าัดไปนะครับ ควรจะต้องมีหลักการต่อไปด้วยว่าให้มีองค์กรยุทธศาสตร์ชาติ เป็นองค์กรจัดทำยุทธศาสตร์ชาติเพื่อส่งเสริมการพัฒนาประเทศเสนอรัฐสภา
ประการาัดไปครับ การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติต้องสอบาามความเห็นประชาชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งขอความเห็นชอบของรัฐสภา ต้องขอเพิ่มอีกมาตราหนึ่งครับ มาตรา ๗๘/๒ จะต้องมีการเร่งรัดการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติระยะแรก เพราะเราไปบัญญัติไว้แล้ว ในมาตรา ๑๗๙ และมาตรา ๒๘๔ (๑)ำ้ารัฐบาลต่อไปบอกว่ารัฐธรรมนูญท่าน สปช. เขียนไว้ว่า ให้รัฐบาลบริหารราชการแผ่นดิน จัดสรรงบประมาณต้องตามยุทธศาสตร์ชาติ แล้วยุทธศาสตร์ชาติอยู่ที่ไหนล่ะครับ ฉะนั้นในมาตราอีกมาตราหนึ่งฉะนั้นต้องเร่งรัดทำ การตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติคงจะไม่ตั้งโดย สปช. ครับ ร่างไว้แล้วครับในฐานะที่ กระผมเป็นประธานคณะอนุกรรมการจัดทำร่างกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติได้ร่างไว้เสร็จแล้ว ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานำ้า ๑๐ นาทีไม่พอผมขอต่อนะครับแล้วไปหักทีหลัง ร่างกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติวาระที่หนึ่งร่างไว้เรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ในวาระที่สอง กำลังดูรายละเอียด และพร้อมที่จะนำกลับมาสู่สภาแห่งนี้เพื่อให้ท่านทั้งหลายได้ช่วยกัน พิจารณาปรับปรุง คิดว่าภายในเดือนหน้าคงจะพร้อมหลังจากที่นำเข้ามาแล้ว ในหลักการ เข้ามาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม และท่านทั้งหลาย ท่าน สปช. ทั้งหลายได้กรุณา ให้ข้อแนะนำเราก็นำไปปรับปรุงนะครับ นั่นคือในเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ จะกรุณาให้ผม ต่อหน่อยไหมครับ ท่านประธานกรุณาพยักหน้า ผมต่ออีกนิดเดียวครับ
มาตรา ๘๔ วรรคหก ท่านกรุณาร่างไว้แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ การส่งเสริม สนับสนุนการศึกษาวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เห็นด้วยครับ แต่ท่านให้ความสำคัญของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมน้อยไปหน่อย บังเอิญ ผมไม่ได้ซักซ้อมเหมือนกันนะ เมื่อเช้านี้ท่านประธานกรรมาธิการปฏิรูปวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย นวัตกรรมและทรัพย์สิน ทางปัญญาพูดาึง ผมเขียนตรงนี้ไว้ก่อนแล้วและผมพูดาึงตั้งแต่สมัยเราสัมมนากันครั้งแรก า้าจำไม่ผิดที่เมืองทองธานี วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมควรจะต้องเร่งรัด ไม่ใช่ แค่รัฐต้อง ในมาตรานี้ มาตรา ๘๒ำึงมาตรา ๙๕ำ้าผมจำไม่ผิด แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ต้อง ต้อง ต้องำึงท่านจะบอกว่าตรงนี้ไม่มีสภาพบังคับ ประทานโทษครับำ้าไม่มีสภาพบังคับ เขียนไว้ทำไม ท่านเป็นแนวให้เขาครับ เพราะฉะนั้นา้าท่านไม่ให้ความสำคัญเท่ากันหมดว่า ต้อง ต้อง ต้อง แสดงว่าไม่มีอะไรสำคัญกว่าอะไรเลยอย่างนั้นใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้น ต้องจัดลำดับความสำคัญครับ ยิ่งประเทศชาติของเรา ๑. มีเวลาน้อย ๒. มีทรัพยากรน้อย ท่านกรุณารับพิจารณาตรงนี้ด้วย ส่วนในมาตราอื่นผมขอใช้ตอนไปอภิปรายในส่วนอื่นครับ เป็นพระคุณครับท่านประธาน ขอบคุณคณะกรรมาธิการอีกครั้งที่อุตส่าห์ใช้เวลาวิริยะสาหัส อย่างมากในการที่ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมกำลังพิจารณาอยู่ว่าผมจะให้ดี ดีภาษาไทย หรือดีภาษาอังกฤษ แต่ผมว่าเป็นดีภาษาไทยนะครับ ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเป็นการอภิปรายของท่านสุดท้ายในคืนนี้ ท่านจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี แล้วก็ท่านสมาชิกคะ ขณะนี้มีนักกีฬาพาราลิมปิกแห่งประเทศไทย แล้วก็คณะนักกีฬา ทีมชาติไทย จำนวน ๒๒ คน กำลังสังเกตการอภิปรายนะคะ สภาปฏิรูปแห่งชาติขอต้อนรับ แล้วก็เป็นกำลังใจค่ะ ขอเชิญท่านจุตินันท์ค่ะ
กราบเรียนประธานที่เคารพ กระผม จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี สมาชิกหมายเลข ๔๐ ขอนำเสนอข้อพิจารณาเสนอแนะและให้ความเห็น ต่อร่างรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการกีฬาเพิ่มเติมต่อสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ เพื่อให้สมาชิกทุกท่าน ได้รับทราบและเล็งเห็นาึงประโยชน์ความสำคัญของการบรรจุา้อยคำว่า การกีฬาในรัฐธรรมนูญ กระผมขอเรียนต่อท่านประธานว่าการกีฬาคือกุญแจดอกสำคัญที่รังสรรค์คุณภาพสังคมไทย กีฬาเป็นส่วนหนึ่งของวงจรชีวิต ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการไขประตูแห่งความบีบคั้นทางสังคม ของการแข่งขันเชิงวัตาุนิยม ทำลายสิ่งปิดกั้นพันธนาการชีวิตของประชาชนให้อยู่เพียงในกรอบ ที่มุ่งประสงค์เพียงสร้างความร่ำรวยและความสุขสบาย โดยหลงลืมไปว่าคุณภาพชีวิตที่ดี ต้องเริ่มต้นมาจากการมีสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดีมีทัศนคติที่ดีต่อการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม มีวินัย รู้แพ้ รู้ชนะ เคารพกฎกติกา ปันน้ำใจเพื่อสร้างความรู้สึกร่วมของความเป็นคนไทย ที่มีความคาดหวังว่าประเทศไทยจะดำรงเกียรติ ศักดิ์ศรีอย่างภาคภูมิได้ในเวทีระดับ นานาชาติ หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ นานาประเทศหันมาใช้กีฬาเพื่อแสดงออกซึ่งศักยภาพ ของแต่ละประเทศนั้น โดยการเปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามกีฬาและยังได้ใช้กีฬาเป็นเครื่องมือ การสร้างสันติภาพและปรองดอง ท่านประธานคงจำได้าึงเรื่องของปิงปอง ดิโพลเมซี (Ping pong diplomacy) ประมาณปี ค.ศ. ๑๙๗๒ ระหว่างสงครามเย็นระหว่างประเทศจีน และประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้ง ๒ ประเทศได้ใช้กีฬาปิงปองเป็นการนำพามาสู่เพื่อพัฒนา ความสำพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งสงครามเย็นก็ได้สูญสลายไปในปี ๑๙๙๑ หรือกระทั่ง ลดความขัดแย้งภายในประเทศ ประธานาธิบดีเนลสัน แมนเดลา ในปี ๑๙๙๕ ได้จัดประเทศแอฟริกาใต้ เป็นตัวแทนจัดการแข่งขันรักบีโลก นอกเหนือจากการที่จะแสดงศักยภาพความสามารา ของประเทศท่านแล้ว ท่านยังต้องการให้กีฬาผสานใจคนผิวสีและคนผิวขาว ขจัดการเลือกปฏิบัติ ต่อสีผิว ความรู้สึกที่เหลื่อมล้ำหรือแตกแยกกับคนในชาติ เพราะฉะนั้นกล่าวได้ว่ากีฬาคือมาตรวัดที่ชี้ให้เห็นาึงการพัฒนาประเทศ และการสร้าง ความเจริญของประเทศ กลับมาาึงประเทศไทย ปัญหาอันหลากหลายที่สะสมมายาวนาน ของประเทศส่งผลกระทบต่อสังคมและผลงานทางด้านการกีฬา ทางด้านสังคมเราคงไม่ต้อง พูดาึงว่าเรามีปัญหา ไม่อย่างนั้นพวกเราคงไม่ได้มานั่งอยู่ที่ตรงนี้ สังคมปัจจุบันอยู่ภายใต้ ภาวะความอ่อนแอและขัดแย้ง ขาดความไม่เคารพกฎเกณฑ์กติกา ไร้ซึ่งวินัย ไม่รู้แพ้ รู้ชนะ ส่วนการกีฬาเพื่อความเป็นเลิศก็ขาดความสม่ำเสมอ ผลงานไร้เสาียรภาพ โอลิมปิก ๔ ครั้ง ที่ผ่านมาใน ๑๖ ปี ผลงานของประเทศไทยมีแต่าดาอยลง ล่าสุดที่ลอนดอนเมื่อ ๓ ปีที่แล้ว เราไม่สามาราจะชนะแม้แต่ ๑ เหรียญทอง ทั้งนี้คงไม่ใช่ว่านักกีฬาไทยด้อยพัฒนา แต่เป็นว่า ประเทศอื่น ๆ ให้ความสำคัญในการพัฒนาการกีฬาเขามากกว่าประเทศเรา จึงสามารากล่าวได้ว่า การกีฬาของไทยกำลังประสบปัญหาในเรื่องของการสร้างความยั่งยืนในการพัฒนาการกีฬา ปัญหาสุขภาวะของประชาชนรุนแรงมากขึ้น ตัวเลขงบประมาณด้านสาธารณสุขของประเทศ ในรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมาสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๘ ยอดใช้จ่ายประมาณ ๕๘,๐๐๐ ล้านบาท ในปีนี้งบประมาณรายจ่ายด้านสาธารณสุขอยู่ที่ประมาณ ๒๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ขยายตัวเพิ่ม าึง ๕ เท่า ทั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมการาดาอยของการกีฬาของชาติ นั่นคือตัวเลขทางสาิติสำมะโนประชากร ประชาชนอายุ ๑๑ ปีขึ้นไปออกกำลังกายเพียงร้อยละ ๒๖ ทำให้เห็นว่าเรายังไม่ประสบ ความสำเร็จในเรื่องระบบการบริหารจัดการด้านการกีฬาของประเทศในองค์รวม จึงไม่สามาราสร้างจิตสำนึกและไม่สามารากระตุ้นอุปนิสัยการใส่ใจดูแลสุขภาพ การออกกำลังกาย และเล่นกีฬาของประชาชนได้อย่างสัมฤทธิผล จากการที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬา จัดเวทีรับฟัง ประชาชนส่วนใหญ่ตื่นตัวและคาดหวังว่าจะต้องมีการปฏิรูปการกีฬา ให้การกีฬา เป็นพื้นฐานของการพัฒนาสุขภาพและคุณภาพชีวิต โดยตั้งความหวังไว้ว่ารัฐต้องให้บริการ ด้านการกีฬาของประเทศอย่างแท้จริง เช่นเดียวกับการให้บริการด้านการศึกษา และสาธารณสุข ประชาชนาือว่าการกีฬาคือแนวทางหนึ่งของการพัฒนามนุษย์ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พี่น้องประชาชนย้ำเตือนอยู่เสมอซึ่งเราจะมองข้ามไม่ได้เลย คือการขจัดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเป็นธรรม รัฐต้องให้บริการแก่ประชาชนทุกเพศ วัย อาชีพ สาานะทางสังคม ไม่เลือกปฏิบัติต่อคนพิการซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ทั้งเรื่องการกีฬาพื้นฐาน การพัฒนา กีฬาสู่ความเป็นเลิศ เริ่มตั้งแต่ความเสมอภาคในการรับบริการการกีฬาจากภาครัฐจนไปาึงเงิน รางวัลตอบแทนผลงานนักกีฬา ผมดีใจมากที่วันนี้มีตัวแทนนักกีฬาคนพิการมาอยู่ในสภาแห่งนี้ ผมขอบคุณคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่กรุณาช่วยกันบรรจุา้อยคำเกี่ยวกับการกีฬา ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญในมาตรา ๙๕ โดยเฉพาะการจัดให้มีการบริหารจัดการด้านการกีฬา ที่เป็นระบบ ทันสมัย และมีมาตรฐานอย่างทั่วาึงและเป็นธรรม และในมาตรา ๒๙๕ ในการจัดให้มี พื้นที่สาธารณประโยชน์เพื่อการกีฬาของคนในชุมชน
ทั้งนี้การบริหารจัดการด้านการกีฬาดังกล่าวนั้นภาครัฐต้องาือเป็นผู้ขับเคลื่อน ซึ่งาือเป็นการส่งความปรารานาดีจากภาครัฐสู่พี่น้องประชาชนในการเสริมสร้างสุขภาพ และคุณภาพชีวิตที่ดี ส่งเสริมการกีฬาเพื่อสร้างชื่อเสียงของประเทศ และสร้างมูลค่า ทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ นอกจากนั้นรัฐยังต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชน และองค์กรบริหารท้องาิ่นเข้ามามีส่วนร่วมด้วยเพื่อให้เป็นรากฐานเอกลักษณ์ของชาติและท้องาิ่น
สำหรับแนวทางการบริหารจัดการด้านการกีฬาที่เป็นระบบและขับเคลื่อน โดยภาครัฐนั้น กระผมขอชี้แจงดังนี้
๑. การจัดโครงสร้างพื้นฐานการกีฬาให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ของประเทศ ให้ประชาชนได้มีโอกาสเข้าาึงการบริการ โครงสร้างดังกล่าวคือทรัพยากรทางการกีฬา ทั้งที่เป็นสาานที่ อุปกรณ์ บุคลากร และองค์ความรู้ เมื่อปี ๒๕๔๗ รัฐบาลในอดีตได้ให้ ความสำคัญต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางด้านกีฬา โดยการสนับสนุนให้สร้างสนามกีฬา ในทุกตำบล แต่ในครั้งนั้นจุดอ่อนคือมีแต่ฮาร์ดแวร์ (Hardware) ไม่มีซอฟต์แวร์ (Software) สร้างแต่สาานที่ไม่มีงบประมาณดูแล ไม่มีอุปกรณ์เพียงพอ ไม่มีบุคลากรที่พร้อมและองค์ความรู้ ที่ขาด แย่ไปกว่านั้นรัฐบาลยุคต่อมาก็ไม่ได้สานต่อ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางด้านกีฬา จึงขาดความต่อเนื่อง การบัญญัติเรื่องการบริหารจัดการกีฬาและการใช้พื้นที่สาธารณะ ในชุมชนเท่ากับว่าได้ให้ความสำคัญและส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการกีฬา เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาสุขภาพและคุณภาพชีวิตอย่างทั่วาึง
๒. ภาครัฐจะต้องดำเนินการจัดกิจกรรมกีฬาและการแข่งขันทุกระดับ ตั้งแต่ โรงเรียน ท้องาิ่น ระดับประเทศและนานาชาติให้เป็นไปตามกติกาและมาตรฐานสากล โดยให้สอดรับกับอัตลักษณ์ของภูมิปัญญาท้องาิ่นเพื่อต่อยอดการสนับสนุนนักกีฬาท้องาิ่น ให้ก้าวไปสู่ระดับประเทศและสากล อาทิ การงดเว้นการจัดการกีฬาในช่วงเดือนรอมฎอน ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
๓. ภาครัฐจำเป็นต้องเปิดให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมและสนับสนุนด้านการกีฬา เพื่อเป็นการบริหารงบประมาณและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศด้วยการส่งเสริม และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการกีฬาสามาราแข่งขันกับกลุ่มธุรกิจต่างประเทศ โดยการสร้างแบรนด์ (Brand) อุปกรณ์กีฬาและเครื่องแต่งกาย จนสามาราสร้างเม็ดเงิน ให้แก่ประเทศและทดแทนการนำเข้า กระผมยกตัวอย่าง ไนกี้ที่ทำผลิตรองเท้าอุปกรณ์กีฬา ปีที่แล้วมีรายได้รวม ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๕๘ ของประเทศเรา หรือว่าสโมสรฟุตบอลเรอัลมาดริดของประเทศสเปนปีที่แล้วมีรายได้ อยู่ที่ ๒๕,๐๐๐ ล้านบาท หรือใกล้ตัวที่สุดนักมวยชาวอเมริกัน ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ ซึ่งกำลังจะชกวันที่ ๒ เดือนหน้านี้ ปีที่แล้วมีรายได้รวมาึง ๑๐๒ ล้านเหรียญ และการจัดการแข่งขัน วันที่ ๒ พฤษภาคม รายได้รวมแตะอยู่ที่ประมาณ ๑๘๐ ล้านเหรียญแค่เพียงคืน ๆ เดียว ภาครัฐจึงควรให้การส่งเสริมและสนับสนุนการกีฬาในองค์รวมให้สิทธิประโยชน์แก่นักกีฬา ผู้สนับสนุนการกีฬา กลุ่มธุรกิจ ผู้ประกอบการ เช่น ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี การยกย่อง เชิดชูเกียรติ หรือสิทธิการได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์หรืออำนวยความสะดวกอื่น ๆ ตามความเหมาะสม
๔. การนำวิทยาศาสตร์การกีฬามาใช้ทั้ง ๖ ด้านของวิทยาศาสตร์การกีฬา ได้แก่ สรีรวิทยา ชีวกล จิตวิทยา โภชนาการ เวชศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬานั้น ๒ มิติ ที่สามารานำมาใช้ได้คือการสร้างสมรราภาพพื้นฐานทางร่างกาย ฟื้นฟูสมรรานะของนักกีฬา และนำไปสู่การพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานของการกีฬา เสริมสร้างสุขภาพพลานามัย ให้กับพลเมือง มีตัวอย่างเช่น นักเตะบอลลิเวอร์พูล ชื่อไมเคิล โอเว่น ซึ่งเอ็นเข่าขาด ซึ่งธรรมดาจะใช้เวลาประมาณ ๑ ปีกว่าที่จะรักษาตัวได้ เทคโนโลยีปัจจุบันของวิทยาศาสตร์ การกีฬาเขาสามารากลับมาแข่งขันได้ภายใน ๒ เดือน หรือในกรณีเดียวกันกับนักเทนนิส โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ ซึ่งมีอาการบาดเจ็บทางด้านหลังใช้เวลาแค่ ๑ เดือน ซึ่งในอดีตอาจจะ ต้องเลิกเล่นไปเลย
ส่วนประเด็นที่ ๒ ปัจจัยชี้ขาดทางด้านการแข่งขันกีฬา เราเห็นได้ว่าสาิติ การกีฬานั้นดีขึ้นอยู่เรื่อย ๆ การวิ่ง ๑๐๐ เมตรสมัยก่อนผู้ชนะจะใช้เวลาประมาณ ๑๐ วินาที ขึ้นไป ปัจจุบันใช้เพียงแค่ ๘ วินาที ปัจจุบันวิทยาศาสตร์การกีฬาของประเทศไทยยังอยู่ ในลักษณะต่างคนต่างทำ ขาดการบูรณาการของหน่วยงานที่รับผิดชอบ ภาวะย่ำอยู่กับที่ หากพัฒนาระบบวิทยาศาสตร์การกีฬาอย่างเป็นรูปธรรมองค์ความรู้เหล่านี้จะสามาราเข้าาึง ประชาชนในการพัฒนาคุณภาพชีวิต และยังช่วยพัฒนาการการกีฬาของไทยให้ก้าวไปสู่ เสาียรภาพ สร้างโอกาสให้นักกีฬาไทยประสบความสำเร็จในเวทีระดับโลก สำหรับการบูรณาการ ระบบการกีฬาใหม่นั้นยังมีส่วนช่วยเพิ่มผลผลิตนักกีฬาที่มีศักยภาพที่ได้รับการยอมรับ ในระดับนานาชาติให้มากขึ้น ดังนักกีฬา ๒ ท่านที่ผมจะขออนุญาตยกตัวอย่าง คนแรก เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง หรือที่เรารู้จักกัน ซิโก้ เป็นเด็กชนบทจากจังหวัดขอนแก่น เริ่มเล่นฟุตบอลท้องาิ่น สามาราพัฒนาตัวเองให้ไปติดสโมสรฟุตบอลราชประชา ติดทีมชาติไทย ข้ามไปสโมสรระดับต่างประเทศ กลับมาศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาแล้วเข้ารับราชการตำรวจ หลังจากที่เลิกเล่นฟุตบอลก็กลับมารับตำแหน่งหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทยและได้สร้างผลงาน ให้เป็นที่ภูมิใจของคนไทยทั้งปวง อีกคนหนึ่งก็คือคุณธงชัย ใจดี เด็กชาวลพบุรี ซึ่ง พลเอก วิมล วงศ์วานิช เห็นแววในช่วงที่เป็นทหารอยู่ นำเข้ามาเล่นกีฬากอล์ฟ เทิร์นโปร (Turn pro) อายุ ๓๐ ปี แข่งขันอยู่ในระดับเอเชียและยุโรป เป็นคนไทยคนแรกที่ได้แชมป์ทางยุโรป ณ ปัจจุบัน มีรายได้สะสมเกิน ๔๐๐ ล้านบาท ปัจจุบันเป็นมือ ๓๗ ของโลก นี่คือตัวอย่างบางอันซึ่งส่อให้เห็น าึงความสำเร็จทั้งที่ภาครัฐเองอาจจะยังไม่ได้สามาราสนับสนุนอย่างต่อเนื่องของการพัฒนา การกีฬา คิดดูา้าเผื่อว่าทางภาครัฐให้ความสำคัญเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ผมเชื่อว่านักกีฬาไทย คงจะสามาราสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศได้มากขึ้นกว่านี้ ภาครัฐต้องพัฒนาระบบ การบริหารจัดการด้านการกีฬา เพื่อเปิดโอกาสให้เด็ก เยาวชนทุกคนได้รับการต่อยอดไปสู่ การเป็นนักกีฬาอย่างเท่าเทียมกัน นอกจากนั้นต้องมีมาตรการรองรับในเรื่องสวัสดิการ ความมั่นคงในอาชีพภายหลังจากการเลิกเล่นกีฬาแล้ว มีการพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ และการใช้ประโยชน์จากทักษะทางการกีฬาเพื่อตนเองและเพื่อบริการทางสาธารณประโยชน์ เป็นต้นแบบที่ดีให้แก่เด็กและเยาวชนต่อไป ในโอกาสที่ประเทศกำลังปฏิรูปเพื่อสร้างความผาสุก ให้แก่พี่น้องประชาชน กระผมในฐานะตัวแทนและเป็นผู้นำความปรารานาของพี่น้องประชาชน มานำเสนอต่อสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ ขอเรียนว่าา้อยคำเกี่ยวกับการกีฬาที่บรรจุไว้ ในร่างรัฐธรรมนูญในมาตรา ๙๕ และในมาตรา ๒๙๕ นั้น คือคำตอบที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ สามาราตอบสนองความคาดหวังและความต้องการของพี่น้องประชาชนได้อย่างเต็มภาคภูมิ เพื่อประโยชน์สาธารณะและเป็นการแสดงให้เห็นาึงการให้ความสำคัญแก่ภาคประชาชน อย่างที่ได้เรียนว่ากีฬาเป็นความหวังในการเสริมสร้างคุณภาพชีวิต บ่มเพาะความมีวินัย การ เคารพกฎเกณฑ์จนไปาึงการสร้างความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในสังคม คำว่า แพ้ ไม่ใช่ ความล้มเหลวโดยสิ้นเชิงแต่เป็นบทเรียนในการลุกขึ้นสู้ใหม่ กระผมจึงขอให้สภาอันทรง เกียรติแห่งนี้ได้กรุณาร่วมกันรับรองการบรรจุา้อยคำเกี่ยวกับการกีฬาไว้ในบทบัญญัติมาตรา ๙๕ และมาตรา ๒๙๕ แห่งร่างรัฐธรรมนูญนี้ บนพื้นฐานของสังคมที่เป็นธรรม ขอบคุณครับ
ขอขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ รองศาสตราจารย์นรีวรรณ จินตกานนท์ ได้ตอบข้อซักาาม เชิญค่ะ
ขอบพระคุณค่ะ ท่านประธาน ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ เพื่อนพี่น้องสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ รักทุกท่าน ดิฉัน รองศาสตราจารย์นรีวรรณ จินตกานนท์ รองประธานคณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญ คนที่สี่ ก็ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้กล่าวตอบในวันนี้ แต่ดิฉันคิดว่าด้วยเวลา า้าดิฉันตอบไปคงไม่มีใครเหลือฟังแม้แต่คนเดียว ก็ขออนุญาตว่าขอขอบพระคุณท่านสมาชิก ทุก ๆ ท่านที่ได้กรุณาสละเวลาทำการบ้านด้วย แล้วก็ระดมสมองให้ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ซึ่งก็จะเป็นประโยชน์ในการที่เราจะได้นำไปปรับปรุงแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นนะคะ
ท่านประธานคะ ดิฉันขออนุญาตเรียนท่านสมาชิกว่ากรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ มีความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ แล้วก็ของประชาชน เรายึดาือว่า ประโยชน์ของประเทศชาติประชาชนก็เรียกว่าประโยชน์สูงสุด ซึ่งก็คงเป็นวัตาุประสงค์เดียวกับ ท่านสมาชิกทุก ๆ ท่าน เพราะฉะนั้นก็อย่างที่หลาย ๆ ท่าน ท่านได้พูดแล้วว่าก็คงจะไม่มีร่างรัฐธรรมนูญฉบับไหน ที่เป็นที่าูกใจของทุกคน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ และท่านประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญของเรา ก็ได้เรียนที่ประชุมแล้วว่าเท่าที่ผ่านมา เราได้รับฟัง แล้วก็นำข้อคิดเห็น ไม่ว่าจะเป็นข้อคิดเห็น ข้อสังเกต ข้อกังวลหรือแม้แต่ข้อติเตียนของทุกฝ่ายเข้ามาพิจารณาเพื่อให้ได้ร่างรัฐธรรมนูญ ที่สมบูรณ์เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติเพื่อความมั่นคงของประเทศชาติ เพื่อความสงบสุข ของประชาชน เพื่อให้ประชาชนนั้นได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข มีความปรองดองสมานฉันท์ เพราะฉะนั้นท่านประธานคะ ใน ๒ วันที่ผ่านมา ท่านสมาชิกทุกท่านก็ได้ให้ข้อมูล ข้อคิดเห็นต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์แล้วก็ภายใต้บรรยากาศที่เป็นมิตร แล้วก็มีความสมานฉันท์กลมเกลียวกัน เป็นอย่างดี ซึ่งในนามของคณะกรรมาธิการ ดิฉันก็ต้องขอขอบพระคุณท่านประธาน แล้วก็ ท่านสมาชิกทุกท่านเรามีความเชื่อมั่นว่าอีกไม่กี่วันที่เหลือบรรยากาศก็คงจะเป็นเช่นนี้ คือ เป็นบรรยากาศที่เป็นมิตร แล้วก็เรียกว่าได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อไปซึ่งก็จะเป็นการสร้างมาตรฐาน ในการประชุมที่จะให้ประชาชนทั่ว ๆ ไปได้เห็น ก็คงต้องขอาือโอกาสนี้ขอบพระคุณทุก ๆ ท่าน อีกครั้งหนึ่ง แล้วก็ขออนุญาตเรียนว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดนี้มีความมุ่งมั่น และมีความตั้งใจเพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ แล้วเราก็ได้รับฟังท่าน และเราก็คิดว่าท่านสมาชิกทุกท่านก็เช่นเดียวกับเรานะคะ ก็ขอขอบพระคุณทุกท่านค่ะ เพราะว่าขณะนี้ก็ดึกมากแล้วนะคะ ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ
ขอบพระคุณมากค่ะ ท่านสมาชิกคะ วันนี้เราได้ใช้เวลาในการพิจารณาพอสมควรแล้ว แล้วก็ เกินกว่าเวลาที่ได้กำหนดไว้ไปตั้งชั่วโมงหนึ่งพอดีนะคะ ดิฉันขอนัดประชุมวันพรุ่งนี้เพื่อที่จะ พิจารณาต่อในหัวข้อนี้ค่ะ ในหมวด ๒ นี้ยังมีสมาชิกที่รอการอภิปรายอยู่าึง ๗๘ ท่านนะคะ เพราะฉะนั้นาึงอย่างไรก็ตามแต่ พรุ่งนี้เราก็จะเริ่มเวลาเก้าโมงค่ะ สำหรับวันนี้ขอขอบพระคุณ ท่านสมาชิกทุกท่านที่ได้อยู่กันอย่างพร้อมเพรียง แล้วก็ด้วยความตั้งอกตั้งใจค่ะ ดิฉัน ขออนุญาตปิดประชุมค่ะ