สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๖ · ๒๑ เมษายน ๒๕๕๘

บุญเลิศ คชายุทธเดช เสนอแนะการเปลี่ยนแปลงร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการเปลี่ยนคำว่า "พลเมือง" เป็น "สภาผู้แทนคนละเมือง" เพื่อให้ตรงกับความหมายที่แท้จริง นอกจากนี้ยังหารือเรื่องระบบการเลือกตั้ง ระบบสัดส่วนผสมที่จะเต็ม และการบัญญัติให้มีกลุ่มการเมืองที่เป็นนิติบุคคล และแสดงความกังวลเกี่ยวกับการหยั่งเสียงในร่างรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้รัฐบาลมีเสถียรภาพและมีความรับผิดชอบ

นายบุญเลิศ คชายุทธเดช

เรียนท่านประธานครับ ผม บุญเลิศ คชายุทธเดช หรือบุญเลิศ ช้างใหญ่ ผมรู้สึกว่าจะมาเร็วกว่ากำหนดนะครับ เพราะปกติคิดว่าประมาณ ๖ โมงเย็น สิ่งที่อยากจะนำเรียนก็คือว่า สปช. ทำหน้าที่เสนอความเห็นและข้อเสนอแนะ ต่อร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญใช้เวลา ๑๒๐ วัน แล้วก็นำเสนอมา ๓๑๕ มาตรา กระผมก็ขอเรียนเป็นประเด็น ๆ เพียงสั้น ๆ พอเข้าใจว่ามีความเห็น และมีข้อเสนอแนะอย่างไร

เรื่องแรก ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งยวด ซึ่งคณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญ ได้จับเอาหัวใจในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปนั่นคือการให้พลเมืองเป็นใหญ่ ผมก็อยากจะกราบเรียนว่าในร่างรัฐธรรมนูญมีา้อยคำ คำศัพท์ที่มีความหมายเกี่ยวกับ ประชาชน เกี่ยวกับคนไทยโดยรวมและคนไทยเป็นรายบุคคล พูดโดยสรุปก็คือว่าจะมี คำเรียกคนเหล่านี้ เช่น บุคคล ปวงชนชาวไทย มนุษย์ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ราษฎรเป็นต้น เมื่อเราให้ความหมายว่าพลเมืองเป็นผู้ที่เป็นพลังของเมือง พลังของประเทศ พลังของแผ่นดิน เห็นความสำคัญของการเมืองพอ ๆ กับการทำมาหากิน ซึ่งา้าว่าไปแล้วก็อาจจะแตกต่าง จากคำอื่น ๆำ้าหากว่าเราบัญญัติคำว่า พลเมือง ลงไปจนกระทั่งมีองค์กรเกิดใหม่ ของพลเมือง เช่น สมัชชาพลเมือง สภาตรวจสอบภาคพลเมือง คนก็จะได้รับรู้จากการที่เรา จะปลูกฝังกันต่อไป แต่อย่างไรก็ดีมันจะเกิดปัญหาครับ ความคุ้นเคย ความเคยชินกับา้อยคำ ที่เคยมีมาแต่ดั้งเดิม เช่น มีสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งของประชาชน เลือกมาแล้ว าือว่าเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยมาใช้อำนาจหน้าที่ในทางนิติบัญญัติ อีกส่วนหนึ่งไปเป็น ฝ่ายบริหาร คำว่า ราษฎร แล้วได้มีตัวแทน คำว่า ราษฎร มีความหมายว่าเป็นพลังของเมือง เป็นพลังของประเทศหรือเปล่า มันระดับเดียวกันหรือเปล่าอย่างไร ราษฎรมีมาตั้งแต่ คณะราษฎร์เข้าก่อนการเปลี่ยนแปลงปี ๒๔๗๕ และเราก็ใช้สภาผู้แทนราษฎร แต่า้าหากว่า พลังของเมืองคือพลเมืองมีผู้เสนอว่าน่าจะเปลี่ยนเป็นสภาผู้แทนคนละเมืองจะดีหรือเปล่า จะทำได้ไหม นี่ประเด็นที่ ๑ ผมก็อยากจะให้พิจารณากันให้าี่า้วนว่าเราสมควรจะยืนเอาคำว่า พลเมืองเข้าไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่

ประเด็นต่อมาเรื่องของระบบการเลือกตั้ง ระบบสัดส่วนผสมที่จะเติมเต็ม ไม่ให้คะแนนเสียงของประชาชนสูญหายไป ผมคิดว่าของใหม่ที่เราคิดว่าดี แต่จะดีหรือไม่มี ปัญหาอุปสรรคอย่างไรในแต่ละขั้นตอนที่ขึ้นอยู่กับพัฒนาการทางการเมือง ที่เกี่ยวข้องกับ นักการเมือง พรรคการเมืองและเกี่ยวข้องกับภาคส่วนต่าง ๆ และประชาชนคนไทย ของเดิม ก็มีการเปลี่ยนมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เรามีระบบปาร์ตี ลิสต์ใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ผสมกับ เขตเดียวคนเดียว ต่อมารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ก็เปลี่ยนใหม่ แบ่งประเทศไทยออกเป็น ๘ เขต ๘ โซน (Zone) แล้วต่อมาก็มีการปรับแก้กันอีก ของใหม่เราจะเริ่มใหม่ ผมเห็นว่า ระบบการเลือกตั้งที่ออกแบบสมัยเมื่อปี ๒๕๔๐ ที่ใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ๑ เดียว มีปาร์ตี ลิสต์กับปี ๒๕๕๐ ที่แบ่งประเทศเป็น ๘ โซน แล้วใช้ระบบการเลือกตั้งง่าย ๆ คือใส่บัญชี รายชื่อกันไปของแต่ละพรรคแล้วให้ประชาชนได้เลือก พอใจในบัญชีรายชื่อไหนก็เลือกพรรคนั้น ผมคิดว่าระบบการเลือกตั้งแบ่งเป็นโซน น่าจะใช้เวลาในการที่จะดูพัฒนาการไป โดยพรรคเล็ก เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธ เพราะเขารู้สภาพก็คงจะได้น้อย แต่า้ามีจุดแข็ง มีกลยุทธ์ อย่างพรรค ของคุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ก็สามาราที่จะได้รับความเชื่อาือยอมรับจากพรรคการเมืองเล็ก ๆ ด้วยกัน แต่า้าไม่มีกลยุทธ์ในการที่จะทำหน้าที่ในการเป็นผู้แทนราษฎรหลังจากได้รับ การเลือกตั้ง ก็อาจจะได้คะแนนน้อยกว่าอย่างนี้เป็นต้น ผมก็เห็นว่าระบบสัดส่วนผสมยังเป็น สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ก็เลยไม่แน่ใจว่ามันจะดีหรือเปล่า

ประเด็นต่อมาเรื่องของการบัญญัติให้มีกลุ่มการเมืองที่เป็นนิติบุคคล เช่น สมาคมส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ผมมีความเห็นว่าพรรคการเมืองบ้านเราใช้เวลาพัฒนาการ มาตามลำดับ หลัง ๑๔ ตุลา ไม่ต้องมีรัฐธรรมนูญ ไม่มีกฎหมายพรรคการเมืองกำกับว่า จะต้องส่งสมาชิกเป็นพรรค แต่นักการเมืองเขาก็ส่งในนามของพรรคกัน แล้วประชาชน ก็เข้าใจเลือกเป็นพรรคำ้ามีกลุ่มการเมืองเกิดขึ้นแล้วไปจดทะเบียนมีวัตาุประสงค์ ทางการเมืองในรูปของสมาคม ผมเกรงว่ามันจะไม่สอดคล้องกับความปรารานาของผู้คน ที่อยากจะเข้าสู่สนามเลือกตั้งเป็นนักการเมืองในรูปของกลุ่มสมาคม อีกประการหนึ่งมันจะ ประดักประเดิด เวลาสมาชิกลงรับเลือกตั้งแล้วได้รับเลือกตั้งมาในนามของสมาคม มายืนอยู่ ในที่นี้แล้วลุกขึ้นแนะนำตัวว่าผมผมชื่อนี้ นี่เป็นสมาชิกจากสมาคม ผมคิดว่ามันอย่างไร ในขณะที่คนส่วนใหญ่มาจากพรรคการเมือง อันนี้ก็เป็นประเด็นอีกประเด็นหนึ่ง

เรื่องของการหยั่งเสียงในร่างรัฐธรรมนูญ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ บอกว่าให้พรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองไปดำเนินการหยั่งเสียงประชาชนหรือสมาชิกพรรค ผมเห็นว่าา้าจะมีการหยั่งเสียงก็น่าจะเป็นความพร้อม ความสะดวกของแต่ละพรรคการเมือง ที่เขาอยากจะรู้ว่าประชาชนพอใจในผู้สมัครคนไหน อย่างไร แล้วก็จะจัดมาเป็นผู้สมัคร ให้เป็นเรื่องของพรรคการเมืองกับสมาชิกพรรคของเขา เพราะประชาชนโดยทั่วไปล้วนแต่ เป็นสมาชิกของพรรคการเมืองจำนวนไม่น้อย ดังนั้นในเรื่องของการหยั่งเสียงไม่น่าจะไปบัญญัติ ไว้ในรัฐธรรมนูญ น่าจะปล่อยไปตามธรรมชาติเพราะพรรคการเมืองเขาคงอยากจะส่งผู้สมัคร ที่ประชาชนในเขตเลือกตั้งอยากจะเลือกในร่างบอกว่าให้ไปหยั่งเสียงในเขตด้วย ๖ เขต ทั่วทั้งประเทศ ผมคิดว่าไม่น่าจะไปกำหนดนะครับ เรื่องของ ส.ว. จะมากันอย่างไร อันนี้ก็เป็น ประเด็นที่อภิปรายกันมาก ผมก็ยังเตรียมตัวไม่ค่อยจะทัน

สุดท้ายนี้ผมก็อยากจะเรียนว่าเจตนารมณ์ของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ต้องการให้การเมืองใสสะอาดและเกิดความสมดุล ผมอ่านศึกษารัฐธรรมนูญโดยรวมแล้ว กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่มุ่งที่จะให้นักการเมืองไม่ว่าจะฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหารใสสะอาด กาวาว แต่ความสมดุลที่จะคานกันเป็นอิสระซึ่งกันและกัน ยังกังวลใจอยู่ไม่น้อย ผมอยากจะได้ รัฐบาลที่มีเสาียรภาพ ได้รับการยอมรับเลือกตั้งจากประชาชนมาเป็นเสียงข้างมากด้วย ตัวนโยบายที่ดี ตัวบุคคลที่มาเป็นผู้นำพรรค มีความรู้ มีความสามารา มีประสบการณ์ และมีศิลปะในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งำ้าประชาชนจะเลือกพรรคการเมืองไหน ได้ผู้สมัครมาเป็น ส.ส. จำนวนมาก ไม่ใช่ความผิดของพรรคการเมืองำ้าจัดการเลือกตั้ง อย่างสุจริตและเที่ยงธรรม และการนำเสนอนโยบายเป็นไปตามกรอบตามที่เราได้วางเอาไว้ ไม่ใช่ความผิดของพรรคการเมือง แล้วไม่ใช่ความผิดของประชาชนด้วยนะครับ ในเรื่องนี้ เราจึงจะสร้างความสมดุลก็ควรจะต้องดูให้าี่า้วนครับ ผมด้วยความเคารพในกติกา ๑๐ นาที ขอบคุณครับ