สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๖ · ๒๑ เมษายน ๒๕๕๘

อรพินท์ สพโชคชัย หารือเรื่องรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบและขยายบทบาทของคณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติ และการประเมินผลสัมฤทธิ์ของนโยบายสาธารณะ นอกจากนี้ยังเสนอแนะเกี่ยวกับการกำหนดสัดส่วนเพศในคณะกรรมการระดับชาติ การคลังและการงบประมาณ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการกำหนดขอบเขตเงินแผ่นดินและการบริหารการคลังที่มีความชัดเจน

นางสาวอรพินท์ สพโชคชัย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ แล้วก็ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ วันนี้ดิฉันขออนุญาตอภิปรายใน ๔ หัวข้อนะคะ

ในประเด็นแรกที่จะพูดาึงก็คือเรื่องของผู้นำทางการเมืองที่ได้บัญญัติไว้ ในภาค ๒ หมวด ๑ ดิฉันเห็นด้วยกับข้อมูลและสาระในหมวดนี้ แล้วก็คิดว่าเป็นหมวดที่ มีความสำคัญและมีความจำเป็นก็ต้องขอขอบคุณที่ใส่หมวดนี้เข้ามาไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา ๗๕ ที่พูดาึงเรื่องสิ่งที่ควรจะทำและสิ่งที่ไม่ควรจะทำที่เป็น ดู แอนด์ ดอนท์ (Do and don’t) อันนี้ดิฉันคิดว่าเป็นหลักการที่เราเหมือนจะเข้าใจ แต่ไม่แน่ใจว่ามีการประพฤติปฏิบัติอย่างนั้นจริง ๆ หรือเปล่า ดิฉันคิดว่าการใส่ในรัฐธรรมนูญนั้น เป็นการตอกย้ำให้เราได้เห็นาึงความสำคัญ อย่างเช่น เรื่องของการแยกเรื่องที่เป็นเรื่องส่วนตัว ออกจากเรื่องที่เป็นส่วนรวม การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เรามีผู้นำทางการเมือง หรือว่าผู้นำในด้านอื่น ๆ ที่ได้ยินเสียงจากประชาชนแต่ไม่ได้รับฟัง ได้ยินเฉย ๆ เพราะฉะนั้นในกระบวนการมีส่วนร่วมในการที่จะเปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมนั้น า้าผู้นำทางการเมืองเพียงแต่ได้ยินแล้วไม่ได้รับฟังนั้น ดิฉันคิดว่าก็ไม่ได้เข้าสู่กระบวนการ การมีส่วนร่วมเท่าไร ในหมวดนี้ฉันมีข้อเสนอแนะนิดเดียวที่ดิฉันคิดว่าน่าจะมีการตรวจสอบ ในบางมาตรานั้นได้พูดาึงผู้นำทางการเมือง และผู้นำอื่น ๆ แต่ในบางมาตรานั้นได้พูดาึง เจ้าหน้าที่ของรัฐสลับไปสลับมา ดิฉันคิดว่าจริง ๆ แล้วในหมวดนี้ควรจะใช้ทั้งผู้นำ ทางการเมืองและผู้นำและเจ้าหน้าที่ของรัฐอื่น ๆ ดิฉันอยากจะให้ขยายลงไปาึงเจ้าหน้าที่ ของรัฐด้วย

ในประเด็นที่ ๒ ที่ดิฉันขออนุญาตอภิปรายก็คือเรื่องของคณะกรรมการ ประเมินผลแห่งชาติ ซึ่งมีหลายท่านได้พูดาึงในช่วงที่ผ่านมา ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มี การระบุาึงบทบาทและหน้าที่ของคณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติในหลายมาตรา โดยเริ่มต้นตั้งแต่มาตรา ๗๗ เป็นต้นไปแล้วก็มีกำหนดาึงว่าบทบาทในการประเมินและใน มาตราตั้งแต่ ๒๖๗ มาตรา ๗๐ มาตรา ๗๑ มาตรา ๗๕ ต่าง ๆ ให้มีการประเมินในกลไกต่าง ๆ เพราะฉะนั้นในบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการประเมินผลแห่งชาตินั้น ดิฉันคิดว่า เป็นบทบาทที่มีความสำคัญ จริง ๆ แล้วกลไกนี้เป็นกลไกที่มีความสำคัญและจำเป็นสำหรับ การทำงานในภาครัฐ สิ่งที่ดิฉันเป็นกังวลก็คือในรัฐธรรมนูญกำหนดว่าจะต้องมีการ ออกกฎหมายที่กำหนดาึงบทบาทหน้าที่ที่มาแล้วก็ภาระต่าง ๆ ของคณะกรรมการ ประเมินผลแห่งชาตินั้น ดิฉันคิดว่าสิ่งที่เป็นกังวลก็คือว่ากฎหมายฉบับนี้จะออกเป็นกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญหรือเป็นกฎหมายประเภทไหนในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในมาตรา ๑๕๙ ไม่ได้ มีการกำหนดพระราชบัญญัติฉบับนี้ไว้ ดิฉันก็ไม่แน่ใจว่าจำเป็นต้องกำหนดไว้หรือเปล่า เดี๋ยวจะมีแต่เฉพาะชื่อของคณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติในทางปฏิบัติเองอาจจะยังไม่มี การดำเนินการ คณะกรรมการประเมินผลแห่งชาตินั้นมีการกำหนดให้ประเมินใน ๓ มิติ

มิติที่ ๑ ก็คือประเมินในเรื่องเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะซึ่งดิฉันคิดว่า มีความสำคัญ และอันนี้เป็นกลไกที่ขาดในประเทศไทยที่ผ่านมา เรามีนโยบายสาธารณะต่าง ๆ ที่ดำเนินการมาหลายสิบปี แต่ดิฉันตั้งคำาามอยู่ตลอดเวลาว่าที่ทำมาแล้วลงทุนไปประมาณ ๑๐-๒๐ ปีนั้นจริง ๆ แล้วได้ผลอย่างไร ดิฉันไม่เคยได้คำตอบเลยว่าเราลงทุนให้เด็ก ในประเทศไทยดื่มนมเป็นโครงการที่เรียกว่านมโรงเรียน และนมโรงเรียนทำอะไรกับเด็กไทยหรือเปล่า า้าในต่างประเทศเขาจะบอกว่าเมื่อให้เด็กดื่มนมโรงเรียนไประยะหนึ่งแล้วประมวลผล ปรากฏว่าระดับไอคิวของเด็กเพิ่มขึ้น แต่ดิฉันดูรายงานแล้วรู้สึกว่าระดับไอคิวโดยเฉลี่ย ของเด็กไทยจะลดลง ซึ่งอันนี้ไม่แน่ใจว่าการดำเนินนโยบายสาธารณะแบบนั้นมีผลสัมฤทธิ์ น่าพึงพอใจหรือไม่ เพราะฉะนั้นบทบาทของคณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติในมิตินี้ จึงมีความสำคัญมาก แล้วก็ดิฉันคิดว่าจะต้องมีเป็นคนที่ดำเนินการในการประเมินในเรื่องของ ยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งดิฉันคิดว่ามีความสำคัญที่จะต้องกำหนดในอนาคต

ในมิติที่ ๒ คือประเมินในเชิงการเมือง ในประเมินเชิงการเมืองได้กำหนดให้มี การประเมินกลุ่มการเมืองแล้วก็พรรคการเมือง

มิติที่ ๓ คือประเมินองค์การสาธารณะ เพราะฉะนั้นในบทบาท ของคณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติ ดิฉันคิดว่าจะต้องมีความสำคัญก็ขอเสนอว่าน่าจะ มีความชัดเจนในเรื่องของการออกกฎหมายสำหรับกลไกนี้ แล้วก็กลไกนี้จะขึ้นอยู่กับใคร หรือจะอยู่ที่ไหน ดิฉันคิดว่ามีความสำคัญมาก

ในประเด็นต่อไป ดิฉันคิดว่าในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มีการจัดตั้งองค์กรใหม่ ๆ เกิดขึ้นเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญนั้น คือรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เขียนาึงเรื่องของ ความเท่าเทียมกันระหว่างหญิงชาย ดิฉันคิดว่ามีความสำคัญมากำ้าสมมุติว่าจะมีการกำหนดว่า ในการแต่งตั้งหรือสรรหาคณะกรรมการระดับชาติต่าง ๆ ที่เป็นคณะกรรมการ ไม่ว่าจะเป็น สมัชชาพลเมือง สมัชชาคุณธรรม หรือว่ากรรมการที่มาจากกลไกต่าง ๆ นั้นน่าจะมีการระบุ ให้คำนึงาึงสัดส่วนของเพศตรงข้าม ดิฉันคิดว่าไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย ดิฉันไม่อยากเห็น กรรมการชุดใดชุดหนึ่งเป็นหญิงล้วน หรือชายล้วน ดิฉันคิดว่าน่าจะมีสัดส่วนในการที่จะ มีเพศตรงข้ามนี้ในลักษณะที่เท่าเทียมกัน ดิฉันขอความกรุณาว่าช่วยพิจารณาในเรื่อง ของคณะกรรมการระดับชาติในเรื่องต่าง ๆ

ในเรื่องสุดท้ายนั้น ดิฉันอยากจะขออนุญาตพาดพิงไปาึงหมวดที่เป็นการคลัง และการงบประมาณ ซึ่งหมวดนี้เป็นหมวดที่มีความสำคัญมาก ดิฉันก็ขอขอบคุณ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ได้กำหนดสิ่งที่เรียกว่า ขอบเขตของเงินแผ่นดิน ซึ่งมีความชัดเจนมากขึ้น และดิฉันคิดว่าการกำหนดสาระในหมวดนี้จะนำไปสู่การบริหาร การคลังและงบประมาณที่มีความชัดเจนมากขึ้น แล้วก็จะทำให้ผู้ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ในยุคต่อ ๆ ไปนั้นจะต้องคำนึงาึงวินัยทางการคลัง อันนี้จะเป็นการที่จะปกป้องประเทศของเรา ในอนาคตที่จะไม่นำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า หายนะทางการเงินและการคลัง ต้องขอบคุณที่มี การกำหนดในเรื่องของสิ่งที่เรียกว่า เป็นงบประมาณที่คำนึงาึงความเสมอภาคทางเพศ อันนี้ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก อันนี้อยู่ในมาตราหลัง ๆ มาตรา ๘๙ ซึ่งได้พูดาึงเรื่องของหลัก ความเสมอภาคทางเพศ อันนี้เป็นประเด็นที่มีความสำคัญมาก หลายครั้งที่ดิฉันไปวิเคราะห์ ในการจัดสรรงบประมาณขององค์กรหรือหน่วยงานต่าง ๆ ในภาครัฐนี้จัดไปได้เรื่อย ๆ โดยที่ ไม่ได้คำนึงว่าจริง ๆ แล้วผู้รับประโยชน์จากโครงการหรือนโยบายสาธารณะของรัฐนั้น มีทั้งผู้รับประโยชน์หรือประชาชนที่เป็นทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ปรากฏว่าในหลายองค์กรที่เราได้ไป วิเคราะห์มาแล้ว งบประมาณบางส่วน ส่วนใหญ่ประมาณสัก ดิฉันเคยวิเคราะห์ของหน่วยงานหนึ่ง ขออนุญาตไม่เอ่ยพาดพิงาึงหน่วยงานนั้น ปรากฏว่าเป็นหน่วยงานที่ต้องให้บริการสาธารณะ กับประชาชน แต่บริการสาธารณะส่วนใหญ่นั้นให้กับกลุ่มผู้ชายาึงร้อยละ ๙๐ กว่าด้วย มีแค่ ๗ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เป็นกลุ่มเป้าหมายสตรีที่ได้รับประโยชน์จากบริการสาธารณะนั้น เพราะฉะนั้นหลังจากที่ได้นำตัวเลขนี้ขึ้นมาแล้วทำให้หน่วยงานได้ตระหนักว่าได้ทำงบประมาณ ในสิ่งที่เรียกว่า ไม่สมดุลมาตลอดเป็นเวลา ๑๐ กว่าปี หลังจากนั้นได้มีการปรับปรุง ซึ่งก็นำไปสู่การทำงานที่ดีขึ้น ดิฉันคิดว่ายังมีอีกหลายหน่วยงานที่จำเป็นจะต้องมีการสร้าง ความตระหนักในเรื่องนี้ ทั้งหมดนี้ดิฉันคิดว่าในหมวดงบประมาณนั้นมีข้อเสนอแนะอยู่ ประมาณ ๔ ข้อ

เรื่องที่ ๑ ก็คือว่าในการจัดสรรงบประมาณในหมวดนี้อยากจะให้ช่วย พิจารณากำหนดว่าในการจัดงบประมาณ ๒ ขาก็ดี ในเรื่องของการประมาณการรายได้ และการประมาณการรายจ่ายนั้น ดิฉันอยากให้คำนึงาึงสิ่งที่เรียกว่า การลงทุนในสิ่งที่จะ ปรากฏอยู่ในยุทธศาสตร์ชาติในอนาคต ยุทธศาสตร์ชาติเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ดิฉันคิดว่า ในหมวดนี้ยังไม่ได้พูดาึงเรื่องสิ่งที่เรียกว่า เป็นงบประมาณที่จะใช้ในการที่จะอุดหนุน ยุทธศาสตร์ชาติ

เรื่องที่ ๒ นั้นดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ ยังไม่มีการพูดาึงก็คือเรื่องของวินัย การคลังและการงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องาิ่น ดิฉันได้ดูในหมวดของ การกระจายอำนาจและองค์กรปกครองส่วนท้องาิ่นนั้นยังไม่มีการพูดาึง ในหลายประเทศนั้น ได้มีการพูดเรื่องวินัยทางด้านงบประมาณและการคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องาิ่น และมีมาตรการในการกำกับเพื่อจะให้องค์กรปกครองส่วนท้องาิ่นทั้งหลายนั้นได้ทำงาน ในเรื่องของจัดบริการสาธารณะต่าง ๆ ที่เป็นไปตามกรอบที่เรียกว่าำูกต้องตามวินัย ทางการคลัง ควรจะมีมาตรการในการกำกับ รัฐธรรมนูญพูดาึงเรื่องการกำกับมาตรฐาน คุณภาพ แต่ดิฉันคิดว่าเรื่องการกำกับเรื่องวินัยทางการคลังก็มีความสำคัญมากกว่า

ในส่วนนี้ดิฉันต้องขอพูดาึงเรื่องสุดท้ายก็คือเรื่องของการมีส่วนร่วม ของประชาชน ดิฉันคิดว่าการมีส่วนร่วมที่กำหนดอยู่ในรัฐธรรมนูญนั้น เรื่องของการที่เปิดให้ ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจมีความสำคัญมากในระดับท้องาิ่น เพราะฉะนั้น การตัดสินใจนั้นไม่ใช่ให้ประชาชนเข้ามานั่งตัดสินใจแทนข้าราชการ แต่มีกระบวนการที่ทำให้ ประชาชนเข้ามามีส่วนในกระบวนการการตัดสินใจ อาจจะเข้ามาในรูปของคณะทำงาน คณะกรรมการ เพราะฉะนั้นในกระบวนการการตัดสินใจนั้นมันมีระดับของการเข้าร่วม หลายระดับ เพราะฉะนั้นไม่ใช่เป็นการที่จะเข้ามาตัดสินใจแทนผู้นำทางการเมืองหรือว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐ ก็ขอขอบพระคุณนะคะ