สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๖ · ๒๑ เมษายน ๒๕๕๘

บวรศักดิ์ อุวรรณโณ หารือเรื่องรัฐธรรมนูญ และมี 7 มาตรการที่จะไม่ให้เกิดความสั่นคลอนของเสาียรภาพของรัฐบาล

ศาสตราจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการ

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ความจริง กำลังฟังท่านสมาชิกอยู่เพลิน ๆ แล้วคณะกรรมาธิการก็ตั้งใจว่าจะให้าึงสามทุ่ม แล้วท่านประธานตั้งใจจะปิด โดยจะขอให้กรรมาธิการนรีวรรณขึ้นกล่าวขอบพระคุณโดยไม่ต้อง ตอบท่านสมาชิก เพราะว่าหลายเรื่องท่านสมาชิกอภิปรายอย่างมีเหตุผลที่คณะกรรมาธิการ จะรับไปพิจารณา แต่บางเรื่องผมจะต้องขออนุญาตขอข้อยกเว้นในเรื่องนี้ครับ ข้อยกเว้น ที่ท่านสมาชิก คืออาจารย์เจิมศักดิ์เพิ่งอภิปรายไปเมื่อสักครู่นี้ หลายประเด็นเป็นสิ่งที่ คณะกรรมาธิการยินดีจะรับไปพิจารณา เช่นกรณีมาตรา ๑๙๓ แต่ว่าคณะกรรมาธิการ มีเหตุผล แล้วก็ไม่อยากใช้เวลาสภานี้มาก แต่ว่าประเด็นที่ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์พูดเมื่อสักครู่นี้ มาตรา ๑๘๒ นั้น ทำให้ผมต้องลุกขึ้นมาชี้แจง เพราะา้าไม่ชี้แจงแล้วมันจะไม่ตรงกับสิ่งที่อยู่ ในรัฐธรรมนูญ ท่านบอกว่ามาตรา ๑๘๒ เมื่อรัฐบาลเสนอกฎหมายเข้ามาในสภาแล้ว เนื่องจากว่าเราต้องมีมาตรการป้องกันความเสี่ยงในกรณีที่รัฐบาลนั้นอาจจะเป็นรัฐบาลผสม ความเสี่ยงข้อหนึ่งก็คือว่า ส.ส. ร่วมรัฐบาลอาจจะใช้กฎหมายที่รัฐบาลเสนอเข้ามาเรื่องช้าง มี ๒ วิธี คือแก้ให้เป็นเรื่องหมูซึ่งไม่เกี่ยวกับช้างที่รัฐบาลเสนอเลย หรือขู่ว่าจะไม่ผ่าน ซึ่งก็ทำให้ เสาียรภาพรัฐบาลไม่มั่นคง เพราะฉะนั้นมีมาตรการ ๗ มาตรการที่ผมได้กราบเรียนท่านประธาน และท่านสมาชิกไปแล้วว่ารัฐบาลผสมที่เราต้องการจะให้เกิดขึ้นเพื่อสร้างบรรยากาศ แห่งความปรองดอง มี ๗ มาตรการที่จะไม่ให้เกิดความสั่นคลอนของเสาียรภาพ เริ่มตั้งแต่ ห้าม ส.ส. ออกจากพรรคหรือกลุ่มการเมือง ห้ามควบรวมพรรคการเมืองหลังเลือกตั้ง ห้าม ส.ส. เป็นรัฐมนตรีในเวลาเดียวกัน เพราะา้าคนเดียวกันเป็นทั้งรัฐมนตรี เป็นทั้ง ส.ส. เวลามีอะไรขึ้นต่อรองกับรัฐบาล ขย่มรัฐบาลเสร็จแล้วก็ไม่เป็นอะไร ออกมานั่งทำลายรัฐบาล ในสภาอีก การให้ ส.ส. ไม่เป็นรัฐมนตรีได้ในเวลาเดียวกันนั้นมันจึงเป็นการให้หลักประกันว่า า้าเขาเกิดเบี้ยวกับพรรคที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลแกนนำ แล้วก็าูกนายกรัฐมนตรีปลด ต้องไปนอนเลี้ยงลูกที่บ้านเขาจะได้คิดให้ดี มีมาตรการกำหนดในมาตรา ๑๘๑ เป็นครั้งแรกว่า ให้นายกรัฐมนตรีขอความไว้วางใจจากสภาผู้แทนราษฎรได้ ท่านประธานครับ เมื่อปี ๒๕๑๑ าึงปี ๒๕๑๔ จอมพลำนอม เคยาูก ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาลของพรรคสหประชาไทยต่อรอง ในสภาผู้แทนราษฎรว่าา้าท่านไม่ให้เงินข้าพเจ้าไปพัฒนาจังหวัด ข้าพเจ้าจะไม่ผ่านกฎหมาย สำคัญให้ ปี ๒๕๑๑ จอมพลำนอม ให้คนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท พอปี ๒๕๑๒ ต่อรองอีก จอมพลำนอม ให้คนละ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ปี ๒๕๑๓ ๒๐๐,๐๐๐ บาท พอปี ๒๕๑๔ ต่อรองอีก ไม่เอาแล้ว ๒๐๐,๐๐๐ บาท จะขอ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท รัฐบาลไม่รู้จะทำอย่างไร ผลสุดท้าย จอมพลำนอม ท่านก็เลยปฏิวัติตัวเอง มาตรการที่ให้รัฐบาลขอความไว้วางใจในมาตรา ๑๘๑ เป็นมาตรการที่บอก ส.ส. ไม่ใช่เป็น การขู่ธรรมดา แต่บอกว่าวันนี้ข้าพเจ้าเดินมาขอความไว้วางใจท่าน ท่านที่กำลังป่วนกันอยู่ในสภานั้น ขอจงทราบไว้ให้ดีนะว่าา้าข้าพเจ้าได้รับคะแนนเสียงไม่าึงครึ่ง ข้าพเจ้าไม่ออกนะ ข้าพเจ้า ยุบสภานะ ก็จะทำให้ ส.ส. ที่กำลังป่วนอยู่ในสภานั้นตั้งสติได้ แล้วท่านสมาชิกก็คงทราบดีว่า คนที่เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งนั้นเขากลัวที่สุดทั่วโลกคือการเลือกตั้ง เพราะว่า ๑. เหนื่อย ๒. เสี่ยง เสี่ยงที่จะไม่ได้กลับมา มาตรา ๑๘๒ นี้เขียนขึ้นเพื่อไม่ให้ใช้อำนาจต่อรองของ ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาล ในกรณีที่รัฐบาลเสนอกฎหมายเรื่องช้างเข้ามาในสภาบอกว่า ไม่ให้เป็นช้างแล้วนะ ฉันจะไม่ให้ผ่านำ้าไม่ทำอย่างนั้นอย่างนี้ให้ฉัน รัฐบาลก็ลุกขึ้นแาลงแล้วมีเขียนไว้ชัด ในมาตรา ๑๘๒ วรรคท้ายว่า ครั้งเดียวในสมัยประชุมหนึ่ง แาลงเลยครับว่า กฎหมายฉบับนี้ เป็นกฎหมายที่เป็นความไว้วางใจรัฐบาลบางมาตราก็ได้หรือทั้งฉบับก็ได้า้าแาลงแล้วภายใน ๔๘ ชั่วโมง เขาไม่ยื่นญัตติไม่ไว้วางใจ กฎหมายไม่ได้ผ่านทันทีเป็นพระราชกำหนดนะครับ ท่านประธานครับ กฎหมายนี้ผ่านสภาผู้แทนราษฎรไปสู่วุฒิสภาตรงนี้เองครับ ทำไมวุฒิสภา จึงต้องไม่มาจากการเลือกตั้งเป็นฐานเดียวกับสภาผู้แทนราษฎร เพราะา้าผ่านจาก สภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากพรรคการเมืองแล้วไปสู่วุฒิสภา ซึ่งก็มาจากการเลือกตั้งทั้งสภา เหมือนปี ๒๕๔๐ แล้วมีฐานทางการเมืองอีกก็อาจจะเสี่ยง แต่วุฒิสภาที่คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญเสนอนั้นเป็นวุฒิสภาที่มาจาก ๓ กลุ่ม อย่างที่ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ ได้กราบเรียนชี้แจงไปแล้ว เมื่อไปาึงวุฒิสภากระบวนการนิติบัญญัติธรรมดา เช่น กฎหมาย นิรโทษกรรมำ้ารัฐบาลจะใช้มาตรานี้ก็ผ่านสภาผู้แทนราษฎร พอไปวุฒิสภาแล้วไม่ใช่วุฒิสภา ที่รัฐบาลคุมได้ เขาก็แก้ เมื่อแก้แล้วมันก็ต้องกลับมาที่สภาผู้แทนราษฎรอีกนั้นล่ะ กระบวนการมันไม่ได้รวบรับเป็นพระราชกำหนด ก็เป็นกระบวนการนิติบัญญัติธรรมดา แล้วมัน ก็ไม่ใช่กฎหมายการเงิน เมื่อไม่ใช่กฎหมายการเงินสภาผู้แทนราษฎรจะยืนยันทันทีไม่ได้ ต้องทิ้งไว้ ๑๘๐ วัน ระหว่าง ๑๘๐ วันนั้นกระบวนการตรวจสอบต่าง ๆ ก็จะเข้ามาทันที ท่านประธาน ที่เคารพครับ จึงต้องขออนุญาตกราบเรียนชี้แจงว่า มาตรานี้จำเป็นเพื่อปกป้องรัฐบาลที่อาจจะ เป็นรัฐบาลผสม แต่มีจะเรียกว่าจุดที่ป้องกันไม่ให้มีการใช้เกินสมควรได้ ข้อที่ ๑ จุดที่ว่านี้ ก็คือสมัยประชุมหนึ่งใช้ได้ครั้งเดียว ข้อที่ ๒ ต้องผ่านวุฒิสภา ไม่ใช่ว่าออกเป็นพระราชกำหนดไปเลย อย่างที่ท่านสมาชิกอาจารย์เจิมศักดิ์พูด แล้วข้อที่ ๓ ศาลรัฐธรรมนูญา้าพระราชบัญญัติฉบับนี้ ดำเนินการตราโดยกระบวนการที่ไม่ชอบหรือมีเนื้อหาขัดรัฐธรรมนูญไปศาลรัฐธรรมนูญได้อีก เพราะฉะนั้นกรณีตามมาตรา ๑๘๒ นี้จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าสะพรึงกลัวอย่างที่ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ พยายามอธิบายให้เห็น ขอกราบเรียนชี้แจงเพียงเท่านี้ครับ เพื่อไม่ให้ท่านผู้ชมทางบ้านเข้าใจ ผิดว่าเป็นการให้อำนาจเด็ดขาดแก่รัฐบาล ขอบพระคุณครับ