ณรงค์ พุทธิชีวิน หารือเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป โดยชี้จุดเพี้ยน 9 ประการ เช่น การมองคนเป็นประชาชนและพลเมืองที่มีความแตกต่างกัน และกระบวนการให้ความรู้แก่ประชาชนเพื่อเป็นพลเมือง นอกจากนี้ยังหารือเกี่ยวกับการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีในกรณีวิกฤติ, การคัดสรรข้าราชการระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า, การคัดสรรสมาชิกวุฒิสภา, ระบบการทำงานของวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร, กระบวนการตรวจสอบของรัฐบาลที่มีหลายกลไก และการเปลี่ยนแปลงชื่อของสภาปฏิรูป นอกจากนี้ยังเห็นด้วยที่จะจัดตั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป แต่ไม่เห็นด้วยที่จะต้องมีสมาชิก 60 คนมาจากสภาปฏิรูปเดิม และเชื่อว่าควรเลือกสมาชิกใหม่ให้เหมาะสม
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ณรงค์ พุทธิชีวิน สปช. หมายเลข ๐๗๔ จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ผมมาจากบ้านเดียวกับท่านประธาน แต่รับรองได้ว่าไม่ใช้เวลาเกินเพื่อให้ท่านประธานไม่สบายใจ ฟังท่านอาจารย์บวรศักดิ์พูดแล้ว ค่อนข้างจะสบายใจมากขึ้น มีความชื่นชมเป็นพิเศษสำหรับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดนี้ ได้สร้างผลงานที่ค่อนข้างจะน่าตื่นตาตื่นใจและเป็นผลงานที่มีคุณภาพ สิ่งหนึ่งที่ยืนยันชัดเจนก็คือท่านต้องการสิ่งใหม่ จึงมีหลายเรื่องที่ไม่ได้เหมือนเดิม และหลายเรื่อง ที่ไม่เหมือนเดิมนั้นล้วนแต่เป็นเรื่องที่ดี แต่ก็มีบางเรื่องที่คิดว่าต้องช่วยกันบอก ช่วยกันชี้ ผมจะตั้งชื่อเรื่องที่จะช่วยกันชี้ว่าจุดหักเหของรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป จุดหักเหภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า ดิสทอร์ชัน (Distortion)ำ้าจะแปลภาษาง่าย ๆ ก็คือเพี้ยน ผมอยากจะชี้จุดเพี้ยน ๙ ประการให้เราได้เห็นกันว่ามันมีบางเรื่องที่จะส่งผลที่น่ากลัวมากา้าเผื่อว่าไม่ได้ปรับปรุงแก้ไข
เรื่องแรก พูดาึงเรื่องของประชาชนและพลเมือง กฎหมายฉบับนี้มีคำเกี่ยวกับ เรื่องนี้มากมายและหลายส่วนที่ทำให้เข้าใจได้ว่าประชาชนและพลเมืองมีความต่างกัน ในหลายมิติ ไม่ว่ากระไรครับ มันต่างกันได้ แต่สิ่งที่อยากจะกราบเรียนก็คือกระบวนการที่จะ ให้ความรู้แก่ประชาชนเพื่อเป็นพลเมืองนั้นเป็นเรื่องที่พึงทำและพึงทำอย่างยิ่ง บทบาทตรงนี้ ควรจะไปเพิ่มในส่วนของบทบาทหน้าที่ในการให้การศึกษาของรัฐ
เรื่องที่ ๒ เรื่องกลุ่มการเมืองและพรรคการเมือง เรื่องนี้ในมาตรา ๑๐๕ ระบุชัดเจนครับ มีทั้งพรรคการเมืองและกลุ่มการเมือง ผมมีความไม่สบายใจในเรื่องของ กลุ่มการเมือง อย่าลืมครับว่าเราคาดหวัง เรามีความตั้งใจที่จะให้พรรคการเมืองเป็นสาาบัน เป็นเครื่องมือการใช้อำนาจทางการเมืองของประชาชน แต่กลุ่มการเมืองนั้นเป็นกลุ่มไหนก็ไม่รู้ ดำเนินการมาเพื่อที่จะมีบทบาททางการเมืองำ้าเป็นเช่นนี้แล้วทำไมจึงไม่ปรับบทบาทของ กลุ่มการเมืองให้เป็นพรรคการเมืองเสีย เพื่อที่จะทำหน้าที่อย่างเดียวกัน มีบทบาทอย่างเดียวกัน เป็นที่พึ่งของประชาชนเหมือนกัน กระบวนการที่ทำให้มีกลุ่มการเมืองแบบนี้มันจะทำให้เกิด ความสับสน เกิดความหลากหลายที่เกินความจำเป็น และเมื่อเป็นเช่นนี้แล้วผมเชื่อว่า ประชาชนหลีกไม่พ้นกับความสับสนและไม่เข้าใจ วันนี้ประชาชนมีความรู้เยอะแล้วในเรื่อง ของพรรคการเมือง เวลาเขาไปเลือกตั้งเขาาามว่าเลือกพรรคไหน เขาก้าวข้ามเรื่องกลุ่ม เรื่องพวกร่วมก๊วนไปแล้ว ทำไมเรากลับไปสู่กลุ่มการเมืองอีก ดีนะครับ ไม่ใช้คำว่า ก๊วนการเมือง
เรื่องที่ ๓ ที่บอกว่านายกรัฐมนตรีสามาราเลือกได้จากคนที่ไม่ได้เป็น ส.ส. ผมอยากเรียกนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้เป็น ส.ส. ว่านายกรัฐมนตรีไอ้แมงมุม เพราะมีหน้าที่ อย่างเดียวก็คือชักใยอยู่ข้างหลัง ส่วนนายกรัฐมนตรีที่เป็น ส.ส. ตรงไปตรงมา โปร่งใส ชัดเจน ผมดูเจตนารมณ์แล้วบอกว่าเพื่อป้องกันวิกฤติทางการเมือง วิกฤติทางการเมืองจึงควรเป็น หลักการย่อยไม่ใช่หลักการใหญ่ หลักการใหญ่ก็คือตัวแทนของประชาชนได้มามีบทบาท ในการเป็นนายกรัฐมนตรี ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ท่านกรรมาธิการที่เคารพ ท่านประธาน ที่เคารพครับ เห็นฟ้าร้องเราก็าือร่มไป วันนี้ในห้องนี้ไม่มีใคราือร่มมาหรอกครับ ในห้องครัว ก็ไม่มี ในห้องนอนก็ไม่มี ในห้องน้ำก็ไม่มี เราาือร่มเฉพาะที่ฟ้าร้องเท่านั้นล่ะครับ แต่กฎหมายฉบับนี้เขียนให้าือร่มตลอด ๒๔ ชั่วโมงำ้าท่านบอกว่าต้องการให้ ส.ส. มาจาก กระบวนการที่มันวิกฤติทางการเมืองก็เขียนลงไปสิครับ ในภาวะที่วิกฤติทางการเมืองให้สามาราเลือกนายกรัฐมนตรีจากคนที่ไม่ได้เป็น ส.ส. ได้ เขียนลงไปสิครับ คนที่อยู่ภาคใต้หลายคนใส่เสื้อเกราะครับ เพราะไปในพื้นที่ที่มีปรากฏการณ์ ที่มีปัญหา แต่มีใครบ้างไหมครับใส่เสื้อเกราะเวลานอน ใส่เสื้อเกราะเข้าห้องน้ำ ใส่เสื้อเกราะ ทำสารพัดเรื่อง ไม่มีหรอกครับ เพราะฉะนั้นต้องเขียนลงไปว่าในภาวะวิกฤติให้มีการเลือก นายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้เป็น ส.ส. ได้ คำาามก็คือตัดสินอย่างไรว่าวิกฤติ ก็บอกอยู่แล้ว ไม่ใช่หรือครับว่าเสียง ๒ ใน ๓ ข้อเสนอของผมก็คือในภาวะวิกฤติโดยรัฐสภา เสียง ๒ ใน ๓ เห็นว่าเกิดวิกฤติกับบ้านเมืองให้สามาราเลือกคนนอกเป็นนายกรัฐมนตรีได้ เขียนลงไปอย่างนี้ ไม่ขัดข้องเลย เมื่อรัฐสภาบอกว่าเป็นภาวะวิกฤติแล้วก็ให้ ส.ส. เลือก ๒ ใน ๓ หานายกรัฐมนตรี จากคนนอก ไม่ว่ากันครับ แต่า้าอยู่ ๆ วันนี้พรุ่งนี้กฎหมายนี้ออกไป สามาราเลือก ๒ ใน ๓ เลือกนายกรัฐมนตรีได้เลยนะครับ เพราะไม่มีคำว่า วิกฤติ แม้แต่คำเดียวอยู่ในกฎหมายฉบับนี้ มีเฉพาะในเจตนารมณ์เท่านั้นซึ่งไม่ใช่กฎหมาย ขอย้ำเลยนะครับว่าตัวนี้จะเป็นจุดหักเหสำคัญ ที่จะต้องตอบคำาามผู้คน เราจะตอบคนเมื่อปี ๒๕๓๕ ได้อย่างไรว่าวันนี้ทำไมเราเขียน กฎหมายแบบนี้ เราจะตอบคนเมื่อ ๖ ตุลาคม ปี ๒๕๑๙ ได้อย่างไร ๑๔ ตุลา ๑๖ เราตอบเขา ได้อย่างไรำ้าเราเขียนกฎหมายแบบนี้ เราเอาหลักการย่อยไปเหนือหลักการใหญ่โดยสิ้นเชิง ซึ่งผมว่าา้าไม่คิดที่มองบ้านเมืองอย่างมีปัญหาแล้ว เขียนแบบนี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นจะโดย เหตุผลใดก็ตาม กระบวนการตรงนี้น่าจะต้องปรับแก้ ย้ำอีกทีหนึ่งนะครับ ข้อเสนอก็คือ รัฐสภา ๒ ใน ๓ มีมติออกมาว่าบ้านเมืองอยู่ในภาวะวิกฤติแล้วจำเป็นต้องเลือก นายกรัฐมนตรีจากคนนอก แล้วก็ใช้เสียงของสภาผู้แทนราษฎร ๒ ใน ๓ เลือกเอา แต่า้า เขียนแบบนี้เอาไปโต๊ะเดียวกันเลยนะครับ เอาคนนอกก็ได้ คนในก็ได้มาเลือกนายกรัฐมนตรี แข่งกันำ้าเสียง ๒ ใน ๓ ได้คนนอกำ้าเสียงมากกว่าครึ่งได้คนใน อย่างนี้ไหวหรือครับอย่างนี้หรือครับ กฎหมายรัฐธรรมนูญอย่างที่เราต้องการที่จะให้เป็น
เรื่องที่ ๔ ครับ ผมมองว่ารัฐบาลที่จะได้แม้ว่าท่านบวรศักดิ์จะพูดาึงมาตรการ ทั้ง ๗ ประการ ที่จะทำให้มันสามาราป้องกันความอ่อนแอของรัฐบาลได้ แต่มันหลีกไม่พ้น หรอกครับ ผมเคยอยู่ในช่วงเวลาที่ จอมพลำนอม ยุบสภา ผมยังนั่งราแท็กซี่มาดูว่าระยะทาง เท่าไรจากมหาวิทยาลัยที่ผมอยู่า้าเราจะเดินขบวนกัน รัฐบาลที่เกิดมาจากรัฐบาลผสม ไปไม่รอดครับ ผมเรียกรัฐบาลจิ๊กซอว์ (Jigsaw) เห็นจิ๊กซอว์ไหมครับ จิ๊กซอว์พอเราต่อมันเสร็จแล้ว ขยับไปไหนได้ไหมครับ เพราะขยับ ตัวโน้นหลุด ตัวนี้หลุด เช่นเดียวกับรัฐบาลผสมเลย ขยับไปนิดเดียว พรรคนี้หลุดไป พรรคนั้นหลุดไป แล้วเราจะเป็นรัฐบาลที่สมบูรณ์ได้อย่างไร เราต้องการ รัฐบาลที่แข็งแรงที่มีคุณธรรมที่สามาราขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าได้ ไม่ใช่รัฐบาล ที่อ่อนแอปวกเปียกทำอะไรไม่ได้ ทำอย่างเดียวก็คือบริหารจิ๊กซอว์นั้นให้มันครบา้วน องคาพยพเหมือนเดิม แล้วเราจะหวังความก้าวหน้าของประเทศไทยอย่างไรภายใต้การออกแบบ พรรคการเมืองแบบนี้ รัฐบาลแบบนี้
ต่อไปในเรื่องของอำนาจเด็ดขาดกับอำนาจสมดุล ในมาตรา ๒๐๗ การเลือก ข้าราชการระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า มีองค์กรขึ้นมาองค์กรหนึ่งในการคัดสรร ผมขอใช้เวลาของผมจนครบ ๒๐ นาที เพื่อที่จะดำเนินการตรงนี้โดยที่รัฐมนตรีซึ่งมาจาก ตัวแทนกระบวนการของการคัดสรรทางการเมือง ไม่มีสิทธิ ไม่มีเสียงที่จะเอาหรือไม่เอา เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเลย แล้วจะขับเคลื่อนนโยบายของรัฐได้อย่างไร ผมเห็นด้วยครับที่มีกระบวนการคัดสรรแบบนี้ แต่ผมคิดว่าคนเป็นรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรี น่าจะต้องมีสิทธิที่จะวีโต (Veto) หรือท้วงติงได้า้าไม่เห็นว่าคนเหล่านี้สามาราขับเคลื่อนได้ นั่นแปลว่าเป็นกระบวนการของการสมดุลอำนาจซึ่งกันและกัน ไม่เช่นนั้นแล้วจะเป็นรัฐบาล ที่ไม่สามาราทำอะไรได้เลยจะอยู่ภายใต้อาณัติของรัฐ ของราชการอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
ประการาัดมา ผมเห็นด้วยกับท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ครับำ้าจะเอาวุฒิสภา ที่มาจากการคัดสรรก็สรรไปเลย แต่า้าจะเลือกตั้งก็เลือกไปเลย ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง กับกระบวนการที่คัดกรองด้วยให้เหลือคน ๑๐ คนแล้วประชาชนเลือก คนที่จะกรองนั้น มีอำนาจอย่างไรเหนือประชาชนำ้าจะเลือกแล้วต้องไม่ลังเลในการที่จะเลือกตั้งสมบูรณ์แบบ จะปล่อยให้มีคนคัดมาให้เธอเลือกเอาเป็นใครล่ะครับที่จะมีอำนาจเหนือประชาชนภายใต้ ระบบการปกครองระบอบประชาธิปไตย ในเมื่อเราบอกว่าเราจะเลือกเดินในเส้นทางนี้ ทำไมไม่ให้ประชาชนเขามีสิทธิเลือกคนของเขาเองที่เขาอยากจะได้ อยากจะมี ทำไมต้อง มีคนวิเศษขึ้นมากรองให้เขาเลือกอีกทีหนึ่ง ก็เห็นอยู่แล้วไม่ใช่หรือว่าที่เป็นมามันก็ไม่ครบ ๑๐ คนอยู่ดี แล้วไปกรองให้เสียเวลาทำไม และที่สำคัญที่สุดก็คือทำลายหลักการของระบอบ ประชาธิปไตย ทำลายอำนาจพื้นฐานของประชาชน
นวัตกรรมที่น่าสนใจของรัฐธรรมนูญฉบับนี้อีกเรื่องหนึ่งนั่งอยู่ที่นี่ทั้งหมด เห็นไหมครับคำว่า สภาแรกและสภาหลัง คำนี้เกิดขึ้นเพราะบัญญัติไว้ว่าวุฒิสภาก็สามารา เสนอกฎหมายได้ สภาผู้แทนราษฎรก็เสนอกฎหมายได้ แต่ก่อนเราคิด เราหวัง เราเชื่อว่า สภาผู้แทนราษฎรนั้นเป็นสภาจากประชาชน วุฒิสภาคือสภาผู้ทรงคุณวุฒิมีหน้าที่กรองกฎหมาย วันดีคืนดีสภาผู้แทนราษฎรเสนอกฎหมายให้วุฒิสภากรอง โอเค วันดีคืนดีวุฒิสภาเสนอ กฎหมายใครกรองล่ะครับ สภาผู้แทนราษฎรกรองมันเป็นไปได้อย่างไร ผลัดกันเกาหลัง า้าเธอให้กฎหมายฉันผ่านฉันก็จะให้กฎหมายเธอผ่าน นั่นเรื่องเล็ก ๆ ครับ เรื่องใหญ่ ๆ ก็คือ า้าเป็นแบบนี้มีสภาเดียวไม่ดีหรือครับ แบ่งเป็นพวกเลย พวกวุฒิอย่างนี้ วุฒิตามความสามารา ตามวุฒิ ตามปริญญาเอาอย่างนั้นก็ได้ แต่ในเมื่อเราแยกกันสภาแบบนี้แล้วตั้งชื่อสวยนะครับ วุฒิสภาแปลว่าสภาผู้ทรงคุณวุฒิและทำไมเสนอกฎหมายแล้วให้สภาผู้แทนราษฎรกรองล่ะครับ หลักการนี้หลักการในการที่จะกลั่นกรองอำนาจซึ่งกันและกันมันเป็นไปไม่ได้หรอกำ้าทำแบบนี้ มีวุฒิสภาทำไม ท่านสมาชิกที่เคารพครับ สภาแรกก็คือสภาที่เสนอกฎหมาย สภาหลังก็คือ สภาที่กรองกฎหมายเป็นไปได้ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและเป็นไปได้ทั้งวุฒิสภาำ้าเป็นแบบนี้ เราจะมีวุฒิสภากันทำไม
ประเด็นที่ ๘ สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นด้วยกับอาจารย์ดอกเตอร์สีลาภรณ์อย่างยิ่งเลย รัฐบาลที่จะเกิดขึ้นภายใต้การออกแบบแบบนี้จะเต็มไปด้วยกับดักของการตรวจสอบ ผมจะลองอ่านให้ดูว่ามีกลไกตรวจสอบกี่ตัว สมัชชาพลเมืองอันนี้ไม่โดยตรง สภาตรวจสอบ ภาคพลเมือง กกต. ป.ป.ช. สมัชชาคุณธรรม ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการจริยธรรม ศาลปกครอง คณะกรรมการประเมินแห่งชาติ สภาด้วยกันเอง ศาลยุติธรรม และ คณะกรรมการสรรหาบุคลากรบุคคลแต่ละประเภท กับดักแบบนี้แค่เตรียมข้อมูล ให้เขาตรวจสอบก็ไม่ต้องทำอะไรแล้ว เพราะฉะนั้นผมเห็นว่ากระบวนการตรวจสอบเป็นเรื่องจำเป็นครับ แต่ไม่จำเป็นที่จะต้อง ให้มีมากมายาึงขนาดนี้ เอาให้มันชัด ๆ เอาให้มันาูก ๆ เอาให้มันดี ๆ อย่างน้อยาึงมีอยู่แล้ว คนที่เขาต้องการฟ้องศาลปกครอง เขาฟ้องศาลรัฐธรรมนูญเขาก็ยังร้องได้อยู่ดีล่ะครับ เพราะฉะนั้นกระบวนการที่เต็มไปด้วยกระบวนการตรวจสอบและพัฒนานั้นทำให้รัฐบาล ทำอะไรไม่ได้ ไปข้างหน้าไม่ได้ำอยหลังก็ไม่ได้
ประเด็นสุดท้ายครับ ผมกำลังพูดกับเพื่อน สปช. เรื่องของการแปลงโฉม สภาปฏิรูป ด้วยชื่อว่า สภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ผมเห็นด้วยครับ สภาปฏิรูปมีความจำเป็น ที่จะต้องมี มีความจำเป็นที่จะต้องขับเคลื่อน มีความจำเป็นที่จะต้องเกิดขึ้นเพื่อให้งาน การปฏิรูปที่มันเกิดขึ้นนั้นมันเป็นไปได้จริงและมีผู้นำพาไปปฏิบัติ แต่คำาามของผมก็คือ จำเป็นไหมที่ ๕๐ คนนั้น ๖๐ คนนั้นต้องมาจากสภาปฏิรูปเดิม ปล่อยวางเรื่องเหล่านี้ได้ไหม ให้เขาหากันมาใหม่ เราเขียนกฎหมายแล้ว เราออกแบบมันแล้ว จำเป็นไหมครับที่เราจะต้อง ทำเองกับมือาึงจะเกิดขึ้นได้ โลกนี้มีเราฝ่ายเดียวหรือที่สามาราขับเคลื่อนประเทศได้ ผมเชื่อว่ากระบวนการของการคาดหวัง เอาใจที่จะให้เห็นว่าสภาปฏิรูปให้คุณได้รับการให้ ความสำคัญนั้น ขอบคุณครับ แต่ผมเชื่อว่าโดยจิตสำนึกของกรรมการสภาปฏิรูปเกือบทุกคน รู้อยู่ว่าอะไรควรและไม่ควร อะไรเป็นสิ่งที่พึงทำและไม่พึงทำ กระบวนการต่อท่ออำนาจนั้น เป็นเรื่องที่น่ารังเกียจและขยะแขยง เพราะฉะนั้นผมเห็นว่ากระบวนการในการที่จะจัดตั้ง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปนั้นควรจะมีครับ และเห็นด้วยกับความคิดนี้อย่างยิ่ง แต่ไม่เห็นด้วยเลย ที่จำเป็นอย่างยิ่งที่บอกว่า จำนวน ๖๐ คนนั้นมาจากสภาปฏิรูป ผมนึกาึงเรื่องของสุนัข ๒ ตัว ที่คุณหมอเจริญศักดิ์บอกนะครับ ตัวหนึ่งให้อยู่ในบ้าน อีกตัวหนึ่งอยู่นอกบ้าน ที่สุดสุนัข ๒ ตัวนี้ มันก็ฟัดกัน แต่พวกเรามิใช่สุนัขำึงแยกอย่างนี้ให้ประโยชน์อย่างนี้ เรารู้ครับเรื่องไหน เป็นเรื่องที่ควรได้ เรื่องไหนเป็นเรื่องที่มิบังควรที่จะไปแตะต้องสัมผัส เพราะฉะนั้นขอกราบเรียน ด้วยความเคารพว่า สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปา้าจำเป็นจะต้องมีนั้นขอเาอะ ให้เลือกใหม่เาอะ หาใหม่เาอะ แล้วผมเชื่อว่าคนดี ๆ ในบ้านเมืองนี้ที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศในมิติของ การปฏิรูปนั้นยังมีอยู่ไม่น้อยและไม่จำเป็นต้องเป็นพวกเรา
อภิปรายมาทั้งหมดประหนึ่งว่ากฎหมายฉบับนี้จะแย่เอา ไม่ได้เรื่องเลย โดยรวมนะครับใน ๓๑๕ มาตรานั้น ผมาือว่าได้ออกแบบมาอย่างดียิ่งแล้ว และวันนี้ผมเชื่อว่า า้าการอภิปรายที่ผมพูดาึงทั้งหมดมีสาระอยู่บ้าง เห็นจุดอันตรายอยู่บ้างก็าือว่าเราช่วยกัน ช่วยกันชี้ ช่วยกันแนะ ช่วยกันบอก เพื่อที่จะปรับแก้และสุดท้ายก็นำมาโหวตเพื่อที่จะรับรอง ในการนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อจะได้เลือกตั้งกันเสียที ด้วยความขอบคุณครับท่านประธาน