เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง กล่าวขอบคุณประธานสภา และเรียกร้องให้พูดทั้งหมวดที่จะพูด จากนั้นเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง หารือเรื่องมาตรา 193 ของรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของมาตรา 193 และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการร่างรัฐธรรมนูญครั้งก่อน และยังหารือเรื่องรัฐธรรมนูญและระบบการเลือกตั้ง โดยเสนอว่าสภาสูงเป็นเวทีของอำนาจอื่น และให้สภาผู้แทนราษฎรยังมีอำนาจเหนือวุฒิสภา นอกจากนี้ เจิมศักดิ์ ปิ่นทองยังหารือเรื่องการประนีประนอมในมาตรา 80 ของรัฐธรรมนูญ โดยไม่ให้รัฐใหญ่กว่าศาสนา และเสนอแนะให้จดทะเบียนอาชีพเกษตรกรและอาชีพอื่น ๆ แทนที่จะจดทะเบียนเป็นพื้นที่
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ต้องขอบคุณท่านประธานที่กรุณาให้ผมพูด อาจจะสลับไปมาระหว่างภาค ๒ แต่มันมีหลายหมวดซึ่งก็ต้องขออนุญาต ไหน ๆ พูดแล้วก็จะพูดทั้งหมวดที่จะพูดาัดไปด้วย แล้วก็ก่อนหน้าด้วยอย่างที่กราบเรียนไว้แต่ต้นว่ามันสลับกัน แต่อยู่ในภาคเดียวกันนี้
ท่านประธานครับ ผมขอพูดมาตรา ๑๙๓ เสียก่อน มาตรา ๑๙๓ เป็นมาตรา ที่เกี่ยวข้องกับการต่างประเทศ ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่าผมเคยเป็นประธานในการ ร่างมาตรานี้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ผมพอจะรู้ที่มาที่ไปของมันดี มาตรา ๑๙๓ สำคัญมาก แล้วก็จะเป็นประโยชน์กับประเทศชาติ เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับสัญญาระหว่างประเทศ เป็นสัญญาของประเทศไทยกับประเทศอื่น ซึ่งหมายาึงสัญญาที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลง อาณาเขต เปลี่ยนแปลงพื้นที่นอกอาณาเขต ออกพระราชบัญญัติหรือแก้กฎหมายให้เป็นไป ตามข้อตกลงระหว่างประเทศ หรือว่าเป็นสัญญาระหว่างประเทศที่กระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม อย่างกว้างขวาง แล้วก็ไปผูกพันการค้า การลงทุนที่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญท่านประธาน ฟังผมตรงนี้ก็จะรู้ว่าเป็นของสำคัญอย่างยิ่ง และผมก็คิดว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดนี้ ก็ได้มีเหตุมีผลพอสมควร ผมอ่านด้วยใจระทึกตั้งแต่เริ่มต้นทั้งหมด พออ่านไปทั้งหมดแล้ว สบายใจไปเยอะ แต่ว่ามีอยู่เพียงแค่นิดเดียวที่ผมยังติดใจ แล้วก็ต้องเรียนท่านประธานผ่านไป ยังคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่าา้าปรับปรุงเสียจะสมบูรณ์ที่สุด ท่านได้เปลี่ยนแปลง เติมจากมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่ผมเป็นประธานในการยกร่างครั้งนั้น ไม่อยากจะบอกให้ฟังว่าประวัติศาสตร์มันยุ่งมาก ๆ ในห้องประชุมแห่งนี้ในมาตรา ๑๙๐ จนกระทั่งที่ประชุมขอให้ผมเป็นประธานแล้วออกไปร่างกันใหม่ เพราะฉะนั้นผมรู้เรื่องมาตรา ๑๙๐ ค่อนข้างดี คณะกรรมาธิการชุดนี้ได้เพิ่มเติมข้อความซึ่งผมเห็นด้วย ทำให้ชัดไปเลยคำที่บอกว่า มีผลกระทบอย่างกว้างขวาง มีนัยสำคัญหมายาึงหนังสือสัญญาประเภทใดบ้าง แต่ของเดิม บอกให้ไปออกกฎหมายลูก แล้วรัฐบาลทั้งหลายก็ไม่เคยไปออกกฎหมายลูก มันก็เลยมีปัญหา แล้วพอมีปัญหาโดยเฉพาะเรื่องพระวิหาร กระทรวงการต่างประเทศก็รับกรรม พอไม่มีกฎหมายลูก ก็ตีความเอง ไปาึงศาลรัฐธรรมนูญ ไปาึงศาลปกครอง กระทรวงการต่างประเทศก็โดน พอโดนก็เลยมีปัญหา ต่อจากนั้นไปกระทรวงการต่างประเทศมีอะไรเอาเข้าสภาหมด เหมือนกับประชด เหมือนกับว่าเอาเข้าเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง ตกลงสภาแห่งนี้ ไม่ต้องทำอะไรเหมือนกัน มีอะไรก็เอาเข้ามาหมด ผมจึงคิดว่าคณะกรรมาธิการได้เขียนให้ชัดเจนขึ้น ผมเห็นด้วย ท่านประธานครับำ้าฟังผมสักนิดหนึ่งตรงนี้แล้วจะเข้าใจได้ดีขึ้นว่าอะไรเป็นอะไร ท่านประธานก่อนที่จะไปทำหนังสือสัญญากับต่างประเทศ รัฐธรรมนูญก่อนปี ๒๕๕๐ เดิมไปเลย ฝ่ายบริหารจะไปทำก็ไปทำเลยไม่ได้เปิดเผยข้อมูล ไม่ได้ปรึกษารัฐสภา ไม่ได้อะไรต่ออะไร อยากจะทำก็ทำ แล้วเราก็มีเรื่องเอฟทีเอ มีอะไรต่อมิอะไรที่วุ่นวายไปหมด ประเทศชาติ เสียหาย ไปแลกกับผลประโยชน์ของคนบางตระกูล พอรัฐธรรมนูญเขียนใหม่ก็เลยบอกว่า ๑. ก่อนที่จะเริ่มนับหนึ่งต้องให้ข้อมูลกับประชาชน และไปรับฟังประชาชนว่าเราจะไปทำ หนังสือสัญญาเรื่องอย่างนี้คิดอย่างไรนั่น ฝ่ายประชาชนไหมครับ แล้วขณะเดียวกันต้องไปชี้แจงกับรัฐสภาแล้วก็เอากรอบการเจรจาที่จะไปเจรจากับ ต่างประเทศมาเสนอต่อรัฐสภา แต่รัฐบาลเป็นคนคิดกรอบและมาเสนอต่อรัฐสภา ฝ่ายประชาชนไปชี้แจงแล้วก็ฟังความเห็น ฝ่ายสภาก็มาชี้แจงแล้วก็มาขอกรอบการเจรจา ระหว่างนั้นหลังจากนั้นไปเจรจา ไม่ต้องเปิดเผยเพราะการเจรจามันต้องมีการต่อรอง เปิดเผย ก็รู้ไต๋กันหมดระหว่างประเทศ ไม่ต้องเปิดเผย แต่พอกลับมาแล้วเมื่อไปลงนามรับหลักการ โดยฝ่ายบริหารกลับมาจะต้องให้ประชาชนสามาราเข้าาึงข้อมูลรายละเอียดเพราะไป รับหลักการแล้ว รายละเอียดมีแล้ว ต่อรองกันอีกไม่ได้แล้ว เปิดเผยให้ประชาชนทราบ เปิดเผยให้รัฐสภาทราบแล้วต้องขอมติจากรัฐสภาเป็นมาตรการสุดท้าย เป็นอำนาจของ รัฐสภาในการที่จะให้สัตยาบันกับหนังสือสัญญานั้นหรือไม่ ผมเน้นนะครับท่านประธาน หลักนี่รัฐสภา เป็นคนสุดท้ายที่จะให้สัตยาบันหรือไม่ำ้าไม่ให้หนังสือสัญญานั้นจบโมฆะ ไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายบริหาร คราวนี้ท่านประธานครับกระบวนการที่เล่าทั้งหมดคณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญเดินตามนี้ทุกประการดีมาก ๆ เลย แต่มีอยู่นิดเดียว ขั้นตอนแรกไปให้ข้อมูล กับประชาชน รับฟังประชาชนดีเหมือนเดิม แต่พอมาให้ข้อมูลกับรัฐสภาแทนที่จะเสนอกรอบ ต่อรัฐสภาดันไปเสนอกรอบต่อคณะกรรมาธิการการต่างประเทศของรัฐสภา แล้วก็บอกว่าจะต้อง มีบุคคลที่ไม่ใช่เป็นสมาชิกรัฐสภาด้วย ท่านประธานครับ อำนาจสูงสุดในการผูกพันประเทศ อยู่ที่รัฐสภา แต่พอจะขอกรอบการเจรจาแทนที่จะเสนอต่อรัฐสภาก็อ้างว่าา้ามารัฐสภา มันจะยุ่งยาก มันจะวุ่นวาย มันจะช้า แต่ท่านประธานครับ ผมได้กราบเรียนท่านประธานแล้ว ว่าเดิมที่มันมีปัญหาก็เพราะกระทรวงการต่างประเทศส่งหมด งานใหญ่ งานเล็กส่งหมด พอมีปัญหาเรื่องพระวิหารก็เลยเอาตัวรอดกัน เพราะฉะนั้นา้ากันตรงนั้นเสียให้เป็นเรื่องเป็นราว ผมคิดว่าในหลักการแล้วเป็นเรื่องของรัฐสภา ไปให้แค่กรรมาธิการไม่ได้ ผมหวังอะไรรู้ไหมครับ ท่านประธาน ตอนที่ผมร่างทำไมต้องเข้ารัฐสภากรอบการเจรจา นี่ก่อนไปเจรจานะครับ ๑. ปรึกษาตัวแทนของปวงชนทั้งสภาคือทั้ง ๒ สภารวมกันเรียกว่ารัฐสภา ๒. เมื่อเข้ารัฐสภาแล้ว เป็นการเปิดเผยต่อสังคม สังคมได้รู้ว่ากรอบในการเจรจาคืออะไร เพราะฉะนั้นา้าเอาเข้า คณะกรรมาธิการการต่างประเทศเฉย ๆ ผมไม่มั่นใจ แม้จะเขียนต่อว่า แต่ยังไม่ได้เขียนนะครับ ผมลองเจรจาดูกับกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่าแม้า้าจะเขียนต่อว่าเมื่อเข้า คณะกรรมาธิการการต่างประเทศแล้วให้รายงานรัฐสภาทราบ ผมก็ไม่ค่อยสบายใจ เพราะอำนาจคือรัฐสภาไม่ใช่คณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการเป็นแต่เพียงแค่ตัวแทนจำนวนหนึ่ง คณะกรรมาธิการท่านประธานก็รู้ ท่านประธานก็เคยอยู่ในสภามาไม่น้อยกว่าผม รัฐบาลมีอำนาจที่เข้าไปแทรกแซงในคณะกรรมาธิการมากใช่ไหมครับ ทำไมไม่เปิดล่ะครับ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ฝากกรรมาธิการคิดให้ดี ฝากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่านคิดให้ดีประเด็นนี้ ผมไม่ได้ต้องการว่าจะต้องเหมือนสมัยผมร่าง แต่ท่านเติมอะไรที่ดี ผมเห็นด้วย ท่านปรับอะไรที่ดีผมเอาตาม เพราะฉะนั้นตรงนี้กรุณาคิดให้ดีก็แล้วกัน นั่นคือมาตรา ๑๙๓
ประเด็นาัดไปคือเรื่อง ส.ว. ท่านประธานครับ ผมเคยเป็น ส.ว. มาจาก การเลือกตั้งปี ๒๕๔๓ ทั้งสภา ๒๐๐ คน มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดเลย ตอนนั้นผมก็ภูมิใจ โอ้เรามาจากการเลือกตั้ง ยึดโยงประชาชน เป็นผู้แทนปวงชนอย่างชอบธรรม ไม่มีพวกสรรหา ไม่มีพวกเลือกกันเอง ไม่เอา ผมก็รู้สึกอย่างนั้น ภูมิใจมาก ผมเป็น ส.ว. กรุงเทพมหานคร ปี ๒๕๔๓ ได้คะแนนสูงมากเลยหลายแสน ดีใจมาก แต่ท่านประธานครับ พอมาอยู่แล้วจะรู้ว่า ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหลายมันฐานเสียงเดียวกันกับพวกพรรคการเมือง ผมมีข้อสรุป และไม่ใช่เพิ่งพูดวันนี้ พูดมาตั้งแต่เป็น ส.ว. จำแนกคนใน ส.ว. ๒๐๐ คนว่าเป็นกี่ประเภท ใครขายตัวบ้าง ผมจะแฉตลอดำัดออกมาเมื่อผมร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ผมก็บอกว่า ตอนนั้นคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเขาร่างมาให้เลือกตั้ง ผมก็ไปแปรญัตติขอตัดเหลือสภาเดียว เราจะเสียเงินไปทำไมอีก ๒,๐๐๐ ล้านบาทปีหนึ่ง แล้วเหมือนกันเป๊ะเลยกับสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นตอนนั้นผมแปรญัตติขอตัดหมด ไม่เอา ในที่สุดแล้วเขาก็ประนีประนอม ก็กลายเป็นเลือกจังหวัดละคน แล้วก็สรรหาอีกจำนวนหนึ่งคนละครึ่ง รัฐธรรมนูญผ่านไป แต่ท่านประธานครับ การที่เราเลือกอย่างละครึ่งแต่ละอย่างมีจุดอ่อน เลือกตั้งผมบอกแล้ว จุดอ่อนก็คือเราได้คนฐานเดียวกับพรรคการเมือง ไม่ได้บอกว่าไม่ดีครับ แต่มันเหมือนกับ สภาผู้แทนราษฎร แล้วทำไมจะต้องเสียเงินอีกละ สรรหาก็าูกกล่าวหาว่ามาจากคนพรรคพวกเดียวกัน สรรหามา พอผสมเอาระหว่าง ๒ อย่าง เรากำลังผสมเอาสิ่งที่ชั่วร้าย ๒ อย่างเข้ามาด้วยกัน ใช่ไหมครับ มันมีปัญหาาัดมา คือ ส.ว. รุ่นาัดมาก็มีปัญหาอย่างที่เรารู้ คราวนี้ผมเองก็ดีใจว่า คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้เขาดูหน้าที่ก่อนว่า ส.ว. ไปมีหน้าที่อะไร จะได้ออกแบบ เพื่อจะได้ ส.ว. ได้สอดคล้องกับหน้าที่ หน้าที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร มีหน้าที่ ในการาอดาอน กลั่นกรอง ติติง เป็นสภาผู้ใหญ่เป็นวุฒิสภาสภาของผู้ที่มีวุฒิใช่ไหมครับ ท่านประธานำ้าอย่างนั้นท่านประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพูดเสมอว่าวุฒิสภา น่าจะเป็นสภาที่มีการประนอมอำนาจ คำว่า ประนอมอำนาจ ผมใช้ แต่ท่านใช้คำอื่น เพราะในอำนาจในบ้านเมืองใครปฏิเสธบ้างว่าประวัติศาสตร์ของเราก่อน พ.ศ. ๒๔๗๕ ผู้ที่มี อำนาจในบ้านเมืองคือพระมหากษัตริย์ที่เป็นจอมทัพไทย หลังปี ๒๔๗๕ อำนาจาูกทอน ส่วนหนึ่งมาอยู่บรรดาข้าราชการ แล้วก็กองทัพำัดออกมา ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ อำนาจ าูกทอนมาอีกส่วนหนึ่งอยู่ที่รัฐสภา แต่ทุนนี่มันเก่ง มันเข้าไปอยู่ข้างหลังพรรคการเมืองก็เข้า มาอยู่ในรัฐสภา ตกลงหลังจากนั้นเรามีอำนาจอื่นที่เกิดขึ้นเป็นอำนาจของประชาชน ประชาสังคม เกิดการรวมตัวกันท่านประธานครับ ผมนี่เห็นด้วยกับเรื่องการเลือกตั้ง แต่เรามีสภาล่างคือ สภาผู้แทนราษฎรที่เลือกตั้งเต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว ทำอย่างไรจะประนอมอำนาจ ในบ้านเมืองที่จะให้ ๒ สภานี้มีเวทีของอำนาจอื่นที่เข้ามาเจรจากันบ้าง ไม่ใช่มีแต่เลือกตั้งหมด า้ามีแต่เรื่องเลือกตั้งหมดคนก็เข้าไปทางพรรคการเมืองแล้วก็ครองทีเดียว ๒ สภา บ้านเมือง ก็มีปัญหาใช่ไหมครับท่านประธาน พอมีแต่พรรคการเมือง มีแต่ทุน ในที่สุดก็ต้องยึดอำนาจ แล้วก็วนเวียนเวียนวนกันอยู่อย่างนี้ เรามาอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงว่าเรานี้มันต้อง ประนอมอำนาจที่แท้จริงของบ้านเมือง เพราะฉะนั้นา้าเราประดิษฐ์ให้สภาสูงเป็นสภาที่เป็นเวทีสำหรับอำนาจอื่น แต่ให้สภาผู้แทนราษฎร ยังมีอำนาจเหนือวุฒิสภา แล้วสุดท้ายกฎหมายก็ไปอยู่ที่สภาผู้แทนราษฎร เรื่องต่าง ๆ สภาผู้แทนราษฎรก็เป็นคนตัดสิน แต่วุฒิสภาเป็นสภาผู้ใหญ่คอยดูแล ตกลงมันก็ควรจะ ออกมาอย่างนั้น แต่ท่านประธานครับ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกออกมาดูก็ไป ในแนวนี้ที่ดี ทำไมไปาอยเสียล่ะครับ ทำไมไปเลือกตั้งเสียอีก ๗๗ จังหวัด ตกลงท่านกำลัง จะผสมของ ๒ อย่างเข้าไปด้วยกันอีกแล้ว ท่านประธานผมนี่พูดไม่ใช่พูดตอนนี้ ปี ๒๕๕๐ ผมก็ยืน ผมก็บอกว่าเรากำลังจะประนีประนอม เรากำลังจะเอาอะไรก็ไม่รู้ ๒ อย่างมาผสมกัน แล้วเราอาจจะได้เอาความไม่ดีของ ๒ อย่างมาผสมกันหรือเปล่า ผมนี้ไม่อยากจะเห็นว่า คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญประนีประนอมมีสื่อนี้ ผมทำสื่ออยู่เขาไปนินทาว่า คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญประนีประนอมให้กับ สปช. ที่อยากจะเป็น ส.ว. จากการเลือกตั้ง จริงหรือเปล่า ผมนี้ไม่สบายใจ การประนีประนอมนี้มันเคยเกิดขึ้นในสภาแห่งนี้ ปี ๒๕๕๐ ผมร่างรัฐธรรมนูญ มีการประนีประนอม ๒ เรื่อง เละเทะตุ้มเป๊ะเลย เรื่องหนึ่งก็คือการให้มี ป.ป.ช. จังหวัด เพื่อประนีประนอมกับอีกเรื่องหนึ่ง ผมดีใจที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ไม่มี ป.ป.ช. จังหวัด แล้วมันออกมาเละจริง ๆ อย่างที่ผู้อภิปรายก่อนหน้าที่ผมพูด
อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ก็ไปประนีประนอม ในมาตรา ๘๐ ที่เขาพูดนั่นล่ะครับ ไปใส่ว่า รัฐจะต้องทำนุบำรุงเพราะศาสนาพุทธเป็นศาสนา ที่คนไทยนับาือมายาวนาน มันก็เลยเยิ่นเย้อยืดยาด กลายเป็นรัฐใหญ่กว่าศาสนา อ่านให้ดี เาอะครับ จริง ๆ แล้วอาจารย์เนาวรัตน์ท่านพูดาูก ตัดตรงนั้นไปเาอะครับ เพราะรัฐไม่ควร จะใหญ่กว่าศาสนา
และในอีกมาตราหนึ่งดีอยู่แล้วก็คือพระมหากษัตริย์เป็นพุทธมามกะ และเป็นองค์ศาสนูปาัมภกซึ่งสุดยอดแล้ว แต่ก็เพราะว่ามันมีแรงกดดันเราก็ประนีประนอม ผมยังจำได้เลย ผมยืนอยู่ตรงอาจารย์เนาวรัตน์นี่ล่ะ สู้กันเรื่องนี้ ในที่สุดคณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญเจรจาขอเติมตรงนี้ก็แล้วกันนะครับอาจารย์ ผมก็เคยบอกว่าการประนีประนอมนี้ มันดี แต่ระวังมันจะเลอะเทอะ แล้วเดี๋ยวนี้ก็มีคนเริ่มบอกว่าเห็นไหมมันเลอะเทอะ เพราะฉะนั้นท่านอย่าประนีประนอมครับ ส.ว.ำ้าท่านอยากจะเลือกลองคิดใหม่ได้ไหมครับ ปัจจุบันนี้ท่านให้เลือกกันเองโดยผู้แทนองค์กร ผู้แทนสภาวิชาชีพ ท่านลองเอาคนทั้งหมด ไปจดทะเบียนเป็นอาชีพเลยแทนที่จะจดทะเบียนเป็นพื้นที่เท่านั้น จดทะเบียนผู้ที่อยู่บุคลากร ทางการแพทย์ จดทะเบียนว่าอยู่ในหมวดบุคลากรทางการแพทย์ วิศวกร สาาปนิก ช่างอยู่ในฝ่ายนั้น ทุกคนเลย อาชีพเกษตรกร อาชีพผู้ใช้แรงงาน คนหนึ่งให้ไปจดได้ ๑ อาชีพ เหมือนกับท่านประธาน อยู่หลายจังหวัด แต่ท่านก็สามาราจะจดทะเบียนได้ที่เดียวใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นในอาชีพนั้น มีผู้สมัครแล้วเลือกกันทั้งอาชีพทั้งประเทศ ซื้อเสียงก็ยาก ท่านลองสิครับ ปี ๒๕๕๐ นี่ผมเกือบ แล้วนะครับ กกต. เขาบอกว่าเขากลัวว่าเขาจะจดทะเบียนให้ไม่ทันเท่านั้น ไม่อย่างนั้นผมชนะแล้ว เมื่อปี ๒๕๕๐ ท่านลองสิครับำ้าอย่างนั้นก็ฝากประเด็นนี้ไปด้วย
สุดท้ายขอประเด็นเล็ก ๆ นิดเดียวท่านประธาน และผมจะไม่พูดอีก เพราะว่าเขาบอกให้ผมขึ้น ๒ ครั้ง ผมขึ้น ๒ ครั้งแล้วเลิก สัญญาว่าจะไม่พูดอีก