สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เสนอแนะว่าควรปฏิรูปการเมืองไทยให้สมดุล โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีอำนาจอธิปไตยที่สมดุล เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤติทางการเมือง และการปฏิรูปต้องสอดคล้องกับสภาพปัญหาที่เป็นจริงของสังคมไทย นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีกลไกการตรวจสอบและประพฤติมิชอบที่มีประสิทธิภาพ และการมอบอำนาจอธิปไตยให้กับประชาชน โดยเรียกร้องการแก้ไขข้อขัดแย้งในมาตรา ๑๗๒ และ ๑๗๓ ของรัฐธรรมนูญ
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก สปช. ผู้มีเกียรติทุกท่าน ผม ศาสตราจารย์สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง ซึ่งจะขอให้ความเห็นเกี่ยวกับภาค ๒ ผู้นำทางการเมืองที่ดี และสาาบันทางการเมือง ก่อนอื่นขอเรียนปรึกษาท่านประธานนิดหนึ่ง ผมได้รับการประสานงานจากท่านอลงกรณ์ พลบุตร ขออภัยที่เอ่ยนาม ว่าประธานกรรมาธิการา้ามีเนื้อหาสามาราพูดได้เวลา ๓๐ บวก ๑๐ นาที า้าหากว่าอนุญาตก็จะขอใช้เวลาตามนั้นทั้งหมดครั้งเดียวนะครับ
ในเรื่องของการร่างรัฐธรรมนูญา้าดูโดยภาพรวมก็าือว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีความโดดเด่นหลายประการ
ประการแรก ก็คือเรื่องการกำหนดให้ประชาชนเป็นใหญ่หรือพลเมืองเป็นใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทของสภาตรวจสอบภาคประชาชนและสมัชชาพลเมืองาือว่า มีความโดดเด่นมากอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับเดียวในโลกที่ให้บทบาท ประชาชนมากแบบนี้
ประการที่ ๒ ก็คือประเด็นของการปฏิรูปที่อยู่ในภาค ๔ อันนี้ก็มีประเด็น ปฏิรูปที่ครอบคลุมมิติต่าง ๆ อย่างครบา้วน อันนี้ก็าือว่าเป็นความโดดเด่น อย่างไรก็ตาม ผมและกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองบางส่วนก็มีความเห็นแตกต่างที่จะขอตั้งเป็นข้อสังเกต บางประการซึ่งจะกล่าวดังต่อไปนี้
ประการแรก การออกแบบระบบการเมืองให้เหมาะสมกับสภาพสังคมไทย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ มาตรา ๒๗ วรรคท้าย บัญญัติวัตาุประสงค์ของการปฏิรูปเอาไว้ชัดเจนว่าเพื่อให้การปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมีความเหมาะสมกับสภาพสังคมไทย ดังนั้น การออกแบบรัฐธรรมนูญก็ควรจะต้องสอดคล้องกับสภาพสังคมไทย การนำหลักการสากลมาใช้ ก็ต้องคำนึงาึงความเหมาะสมกับสภาพสังคมไทยเป็นสำคัญด้วย คุณลักษณะสำคัญ ของสภาพสังคมการเมืองไทยในปัจจุบันบางประการ
๑. สังคมไทยเป็นสังคมกำลังพัฒนาที่มีความเหลื่อมล้ำสูง มีคนรวยน้อย และมีคนจนจำนวนมาก
๒. คนจนต้องพึ่งพาการช่วยเหลือจากรัฐจึงกลายเป็นเหยื่อของนักการเมือง โดยง่ายในการใช้นโยบายประชานิยม นโยบายประชานิยมไม่สามาราแก้ไขปัญหาความยากจน อย่างยั่งยืนได้ ตรงกันข้ามกลับสร้างความสูญเสียให้แก่ชาติในระยะยาวอย่างร้ายแรง แต่คนจนจำนวนมากก็ชื่นชอบ
๓. นักการเมืองจำนวนมากเข้าสู่อำนาจด้วยการซื้อเสียงจากประชาชน ที่ยากจน สภาพเช่นนี้จะดำรงอยู่ต่อไปในสังคมไทยจนกว่าประเทศไทยจะพัฒนาให้คนส่วนใหญ่ เป็นคนชั้นกลางและคนจนเป็นคนส่วนน้อยของสังคม เมื่อนั้นอิทธิพลของการซื้อเสียงจะไม่มี ความสำคัญต่อการเลือกตั้ง
๔. คนยากจนจำนวนมากเป็นเกษตรกรที่จะต้องขายผลิตผลราคาต่ำตลอดมา ทำให้ขาดทุนและต้องเป็นหนี้ ปัจจุบันหนี้ครัวเรือนของเกษตรกรสูงาึง ๒๐๐,๐๐๐ บาท ต่อครัวเรือนำ้ารัฐบาลแก้ไขปัญหาราคาผลิตผลการเกษตรตกต่ำไม่ได้ ก็แก้ไขปัญหา ความยากจนไม่ได้และจะไม่สามาราแก้ไขปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียงได้ คนยากจน จะยังคงเป็นเหยื่อของนักซื้อเสียงต่อไป
๕. การที่นักการเมืองเข้าสู่อำนาจด้วยการซื้อเสียง ทำให้การทุจริตคอร์รัปชัน (Corruption) ยิ่งแพร่หลาย เพราะการทุจริตคอร์รัปชันคือช่องทางในการหาผลประโยชน์ ของนักการเมืองที่เข้าสู่อำนาจด้วยการซื้อเสียง
๖. การที่นักการเมืองนำตำแหน่งที่ให้คุณให้โทษของทางราชการมาซื้อขาย ทำให้ข้าราชการประจำที่ได้ตำแหน่งมาด้วยการซื้อร่วมสมคบกับนักการเมืองในการทุจริต คอร์รัปชัน การทุจริตคอร์รัปชันในสังคมไทยจึงยิ่งรุนแรง การบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิด จึงเป็นอัมพาต เพราะผู้กระทำความผิดได้จ่ายส่วยให้กับเจ้าหน้าที่เรียบร้อยแล้ว
๗. ระบบคุณธรรม ระบบอุปาัมภ์ในสังคมไทยยิ่งส่งเสริมการทุจริตคอร์รัปชัน ทั้งของนักการเมืองและข้าราชการที่มีอำนาจให้ยิ่งระบาดรุนแรงยิ่งขึ้น ประกอบกับมาตรการ ปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้กระทำความผิดไม่เกรงกลัว
๘. สังคมไทยปลูกฝังให้คนรู้จักรักษาตัวรอดเป็นยอดดี คนส่วนใหญ่จึงมุ่ง ประโยชน์ส่วนตนและเอาตัวรอดไว้ก่อน ทำให้การหาหลักฐานเพื่อนำคนผิดมาลงโทษ ยิ่งกระทำได้ยาก เพราะไม่มีใครอยากเอาตัวไปเสี่ยงกับความเดือดร้อน คนจำนวนมาก จึงคำนึงาึงประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม และ
๙. สภาพสังคมการเมืองไทยจึงเท่ากับส่งเสริมให้คนที่กล้าทำความชั่วได้ดี ส่วนคนที่ยึดมั่นในการทำความดีก็แทบไม่มีที่ยืนในวงการเมืองหรือวงข้าราชการประจำ และกลายเป็นคนท้อแท้และสิ้นหวังในที่สุด ดังนั้นการปฏิรูปการเมืองจึงต้องสอดคล้องกับ การแก้ไขปัญหาสภาพสังคมที่เป็นอยู่ของสังคมไทย การนำหลักสากลที่ดีมาประยุกต์ใช้ ก็ต้องให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาที่เป็นจริง เพื่อให้การปฏิรูปมีโอกาสประสบความสำเร็จ ไม่ใช่คาดหวังกับสิ่งที่ควรจะเป็นแต่ไม่สอดคล้องกับสภาพที่เป็นจริงของสังคมไทย
ประการที่ ๒ การออกแบบการเมืองให้เหมาะสมกับสภาพสังคมการเมืองไทย การปฏิรูปจึงต้องสอดคล้องกับการแก้ไขสภาพปัญหาที่เป็นอยู่ของสังคมไทย การนำหลักการ สากลที่ดีมาประยุกต์ใช้ ต้องให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาที่เป็นจริง การปฏิรูปต้องไม่คำนึงาึง ผลประโยชน์ของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด แต่ต้องยึดมั่นในประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง เพื่อให้การปฏิรูปมีโอกาสประสบความสำเร็จครับ
ต่อไปขออนุญาตพูดาึงเรื่องโครงสร้างและความสัมพันธ์ระหว่างสาาบัน ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ผมจะขออนุญาต อธิบายหลักการตรงนี้เพื่อให้พี่น้องประชาชนที่รับฟังอยู่ทางบ้านได้เข้าใจชัดเจนมากขึ้น าึงความสัมพันธ์ระหว่างสาาบันที่เป็นอำนาจอธิปไตยกับประชาชนนะครับ
โครงสร้างและความสัมพันธ์ระหว่างสาาบันการเมืองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจทางนิติบัญญัติผ่าน สภาผู้แทนราษฎร ใช้อำนาจบริหารผ่านคณะรัฐมนตรี ใช้อำนาจตุลาการผ่านศาล และปัจจุบันเรายังมีการใช้อำนาจตรวจสอบผ่านองค์การตรวจสอบภาครัฐด้วยนะครับ ในส่วนของประชาชนนั้นท่านจะเห็นว่าอำนาจอธิปไตย ๓ อำนาจ คืออำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการนั้น ในส่วนของอำนาจตุลาการไม่มีส่วนใดเชื่อมโยง กับประชาชนโดยตรงในสังคมไทย ทั้งนี้เพราะสภาพสังคมไทยยังไม่เอื้อที่จะให้มีฝ่ายการเมือง เข้ามาเกี่ยวข้องกับอำนาจตุลาการ
ในส่วนของอำนาจนิติบัญญัตินั้น ตลอดมาที่เราใช้การปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยมีการเลือกตั้งก็าือว่าประชาชนมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับผู้แทนราษฎร เพราะว่าประชาชนเป็นผู้เลือกผู้แทนราษฎรมาโดยตรง
ส่วนอำนาจบริหารนั้นำ้าหากว่าเป็นระบบแบ่งแยกอำนาจ เขาจะให้ ฝ่ายนิติบัญญัติมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง ฝ่ายบริหารมาจากการเลือกตั้ง ของประชาชนโดยตรงเช่นกัน
สำหรับระบบรัฐสภา เรากำหนดให้ฝ่ายนิติบัญญัติที่มีเสียงข้างมากในสภา เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล แต่อย่างไรก็ตามตามระบบรัฐสภาดั้งเดิมหรือระบบรัฐสภาแท้ของอังกฤษนั้น เพื่อที่จะให้ฝ่ายบริหารมีความเชื่อมโยงกับประชาชน ผู้ที่จะมาทำหน้าที่บริหาร คือ นายกรัฐมนตรี ต้องเป็น ส.ส. รัฐมนตรีเป็น ส.ส. เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ใช้อำนาจบริหารนั้น มีความเชื่อมโยงกับประชาชน แม้ว่านายกรัฐมนตรีจะมาจากการเลือกตั้งของ ส.ส. ในสภาก็ตาม ดังนั้นหลักการนี้ที่จะอธิบายมันจะมีความสำคัญอยู่หน่อย สำคัญอยู่ตรงที่ว่าา้าเมื่อใดก็ตาม ที่ฝ่ายบริหารคือนายกรัฐมนตรีไม่มาจากการเลือกตั้ง หมายความว่าไม่ได้เป็น ส.ส. ความเชื่อมโยงของอำนาจบริหารกับประชาชนจะไม่มีเลย ก็หมายความว่าอำนาจอธิปไตย ในระบอบประชาธิปไตยของเราที่บอกว่ามี ๓ อำนาจ มันจะสัมพันธ์กับประชาชน เพียงอำนาจเดียว คืออำนาจนิติบัญญัติ ส่วนอำนาจตุลาการนั้นไม่สัมพันธ์อยู่แล้ว และา้าหากว่า นายกรัฐมนตรีไม่ได้เป็น ส.ส. ด้วยตามระบบรัฐสภาก็จะทำให้อำนาจบริหารนั้นไม่เกี่ยวข้อง หรือเชื่อมโยงกับประชาชนด้วยอีกเช่นกัน ตรงนี้ล่ะครับที่อยากจะชี้ให้เห็นความสำคัญว่า เดี๋ยวเราจะพูดกันต่อไปเรื่องที่มาของนายกรัฐมนตรีว่ามันมีความสำคัญอย่างไร ระหว่าง นายกรัฐมนตรีที่เป็น ส.ส. มาจากการเลือกตั้ง กับนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้เป็น ส.ส. ไม่ได้ มาจากการเลือกตั้ง มันเกี่ยวข้องกับปรัชญาและหลักการของอำนาจอธิปไตยของปวงชน อย่างชัดเจนนะครับ
ประการที่ ๓ การออกแบบโครงสร้างรัฐธรรมนูญที่สอดคล้องกับสภาพ สังคมไทย
สังคมไทยนั้นอย่างไรก็ตามก็เป็นสังคมที่มีพลวัต ปัจจุบันสังคมไทยเป็นสังคม กำลังพัฒนาที่มีความเหลื่อมล้ำสูง มีคนยากจนมาก แต่ในอนาคตา้าเราบริหารประเทศดี มีประสิทธิภาพ มีรัฐบาลที่เข้มแข็ง ขับเคลื่อนประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกสัก ๓๐ ปี หรือก่อนหน้านั้น ประเทศไทยก็อาจจะเปลี่ยนจากสังคมกำลังพัฒนาไปเป็นสังคมพัฒนาแล้ว ที่ประชาชนส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลาง ซึ่งจะทำให้สภาพสังคมการเมืองของไทยเปลี่ยนแปลงไปมาก นั่นหมายความว่าา้ารัฐธรรมนูญออกแบบให้มีรัฐบาลที่มีเอกภาพที่มีความเข้มแข็ง และบริหารประเทศมีประสิทธิภาพ อีก ๒๕ ปี ๓๐ ปี ประเทศเราก็อาจจะเปลี่ยนแปลง จากประเทศกำลังพัฒนาไปเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วได้เหมือนกัน
ประการที่ ๒ เพื่อให้รัฐธรรมนูญสามารารองรับพลวัตทางสังคมได้อย่างเหมาะสม จึงควรบรรจุเฉพาะหลักการสำคัญไว้ในรัฐธรรมนูญเท่านั้น ส่วนอื่นให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ า้าดูจากกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เดิมเท่าที่ผมสดับตรับฟังมานี้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็มีดำริว่าจะเขียนรัฐธรรมนูญให้สั้น แต่พอสำเร็จออกมายาวมาก และยาวกว่าฉบับปี ๒๕๕๐ ด้วย และา้าอ่านก็จะเห็นว่ามีมาตราหลายมาตราที่ระบุว่าเป็นไปตามกฎหมายที่บัญญัติ า้าหากว่าจะเขียนเฉพาะหลักการสำคัญที่รองรับการเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต แล้วในส่วน ที่เกี่ยวข้องกับหลักการ วิธีการ หรือว่าเงื่อนไขคุณสมบัติต่าง ๆ ไปกำหนดไว้ในกฎหมาย ที่บัญญัติก็จะทำให้รัฐธรรมนูญนี้สั้นลงได้มากและเมื่อมีความจำเป็นสาานการณ์ของบ้านเมือง สภาพบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปก็จะสามาราแก้ไขกฎหมายเหล่านั้นได้ง่ายกว่าการแก้ไข รัฐธรรมนูญำ้าไปดูรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริการ่างมา ๒๐๐ กว่าปีแล้ว มีมาตราหลักอยู่ ๗ มาตรา เท่านั้น อันนี้ก็ทำให้มีการปรับเปลี่ยนตามสภาพแวดล้อมของสังคมได้มาก
ประการที่ ๓ การคำนึงาึงความสมดุลของอำนาจอธิปไตย การกำหนด โครงสร้างของรัฐธรรมนูญควรคำนึงาึงหลักความสมดุลของอำนาจอธิปไตยทั้ง ๓ อำนาจ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤติทางการเมือง ซึ่งผมจะได้กล่าวต่อไปว่ามันมีจุดเสี่ยงบางประการ ที่อำนาจเหล่านี้ไม่สมดุลกันนะครับ
จุดเสี่ยงของร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๘
จุดเสี่ยงที่ ๑ ขาดความสมดุลระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ โดยปกติระบบรัฐสภาก็จะมีรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากในสภา เพราะฉะนั้นผู้นำพรรคการเมือง ที่มาทำหน้าที่บริหารก็จะมีอำนาจควบคุมเสียงข้างมากในสภา ทำให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจ เหนือสภาผู้แทนราษฎรอยู่แล้วและโดยปกติ แต่ว่าการกำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ยิ่งทำให้เห็นชัดว่าฝ่ายบริหารนั้นมีอำนาจเหนือฝ่ายนิติบัญญัติ มาตรา ๑๔๗ วรรคสอง ระบุไว้ว่า ในกรณีที่ร่างพระราชบัญญัติที่มีผู้เสนอเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน จะเสนอได้ก็ต่อเมื่อมีคำรับรองของนายกรัฐมนตรี หมายความว่าผู้ที่มีอำนาจสูงสุด ในการริเริ่มกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายการเงิน คือฝ่ายบริหาร ไม่ใช่ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายนิติบัญญัติก็จะมีหน้าที่เพียงให้ความเห็นชอบและา้าหากว่าฝ่ายบริหาร นายกรัฐมนตรีซึ่งคุมเสียงข้างมากในสภาสั่งการให้สมาชิกในสภาว่าต้องยกมือ ให้ความเห็นชอบนะ สมาชิกในสภาก็ต้องให้ความเห็นชอบ บทบาทในการบัญญัติกฎหมายของฝ่ายสภานิติบัญญัติซึ่งาือว่าเป็นอำนาจสูงสุดคือเป็น สุพรีม เพาเวอร์ (Supreme power) แท้จริงมีอำนาจในการบัญญัติกฎหมายน้อยมาก มีอำนาจบัญญัติกฎหมายแต่เพียงกฎหมายที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเงิน ซึ่งมีน้อยมากและเป็น กฎหมายที่ไม่ค่อยสำคัญ ส่วนกฎหมายการเงินที่สำคัญต้องเสนอโดยนายกรัฐมนตรี หรือรับรองโดยนายกรัฐมนตรี ประเด็นนี้ขออนุญาตท่านประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขอประทานโทษที่เอ่ยาึง ท่านเคยให้ความเห็น เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคมว่าการกำหนด ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับรองมีอำนาจรับรองกฎหมายการเงินาือว่านายกรัฐมนตรีมีอำนาจ มากกว่าประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และขณะนี้ท่านก็ได้นำหลักการนี้มาใช้ในรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ ซึ่งในขณะนั้นคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองไม่ได้กำหนดหลักการนี้ไว้ กำหนดว่า ให้ ส.ส. มีอำนาจในการเสนอกฎหมายได้ทุกประเภทรวมทั้งกฎหมายการเงิน แต่ลักษณะอย่างนี้ ก็เป็นการยืนยันว่าฝ่ายบริหารจะมีอำนาจในทางนิติบัญญัติด้วย ที่เหนือฝ่ายนิติบัญญัติ ก็คือเป็นผู้ริเริ่มเสนอกฎหมายสำคัญ
ประการที่ ๒ รัฐธรรมนูญกำหนดให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจเหนือฝ่ายนิติบัญญัติ ไปดูที่มาตรา ๑๘๒ เมื่อวานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญบางท่านได้กล่าวว่านี้เป็นกลไกสำคัญ ที่จะปกป้องรัฐบาลผสม ท่านลองดูเนื้อหาสาระสักนิดหนึ่ง รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๒ ผมคิดว่า เป็นประเด็นที่น่าวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่ง สาระสำคัญผมจะขอพูดสาระสำคัญของมาตรานี้ กำหนดให้นายกรัฐมนตรีสามาราแาลงต่อสภาว่าพระราชบัญญัติที่เสนอมีความสำคัญ เป็นนโยบายของรัฐบาล และา้าหากว่าสภาไม่เสนอญัตติขออภิปรายไม่ไว้วางใจภายใน ๔๘ ชั่วโมง จะาือว่าสภาให้ความเห็นชอบ แต่า้าหากว่าสภายื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วและรัฐบาลชนะ หมายความว่าฝ่ายค้านที่ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจแพ้ก็ให้าือว่าสภาให้ความเห็นชอบ กฎหมายฉบับนี้ ท่านประธานและท่านสมาชิกผู้มีเกียรติลองพิจารณาไตร่ตรองดูำึงแม้จะ กำหนดว่าการกระทำอย่างนี้ทำได้สมัยประชุมละ ๑ ครั้ง แต่า้าลงลึกดูว่าเป็นร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมจะเป็นอย่างไรำ้าเป็นร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมนายกรัฐมนตรี บอกว่าเสนอเลย ร่าง พ.ร.บ. นี้เป็นกฎหมายสำคัญของรัฐบาลเลย แล้วก็ฝ่ายค้านเสนออภิปรายไม่ไว้วางใจ แล้วก็ แพ้ด้วย ก็หมายความว่าสภาผู้แทนราษฎรนั้นให้ความเห็นชอบกฎหมายนี้ แล้วมันจะเกิด อะไรขึ้นครับำ้าประชาชนเขาไม่เห็นด้วยแล้วฝ่ายค้านก็ทำอะไรไม่ได้ มันจะเป็นจุดชนวน ที่ทำให้ประชาชนออกมาบนท้องานนอีกหรือไม่ แม้ว่าครั้งหมายาึงว่าสมัยประชุมละ ๑ ครั้ง ๑ พระราชบัญญัติ ผมก็คิดว่ามากพอที่จะก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองได้แล้ว ประเด็นนี้ ผมอยากจะฝากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ช่วยไตร่ตรองให้ดูอีกสักนิดหนึ่ง เหตุผล ที่ดีก็อาจจะมีแต่ว่าท่านต้องตระหนักาึงอันตรายที่จะเกิดจากการใช้มาตรานี้ด้วยเหมือนกัน และในสังคมไทยเรียนท่านไว้เลยว่าจากประสบการณ์ที่เห็นมามีโอกาสเกิดขึ้นได้มากทีเดียว
ประการที่ ๓ รัฐธรรมนูญกำหนดให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจเหนือฝ่ายนิติบัญญัติ
จุดเสี่ยง เรื่องของการขาดความสมดุลระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติต่อ รัฐธรรมนูญกำหนดให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจเหนือฝ่ายนิติบัญญัติ หมายความว่านายกรัฐมนตรี มีอำนาจยุบสภา แล้วก็การยุบสภาของนายกรัฐมนตรีสำเร็จทุกครั้ง ในขณะที่ให้ฝ่ายค้าน มีอำนาจอภิปรายไม่ไว้วางใจ อำนาจในการอภิปรายไม่ไว้วางใจา้าหากว่ารัฐบาลเขามีเสียงข้างมาก ก็จะไม่มีโอกาสสำเร็จเลย มันอาจจะมีโอกาสสำเร็จบ้างา้าเป็นรัฐบาลผสมที่พรรคแกนนำ รัฐบาลไม่มีเสียงข้างมากแล้วก็ตกลงกับพรรคร่วมรัฐบาลไม่ได้ เพราะฉะนั้นที่ผ่านมา การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบที่อ่อนแอมาก แต่ตรงกันข้ามกับ การยุบสภาฝ่ายบริหารยุบสภาสำเร็จทุกครั้ง
จุดเสี่ยงที่ ๒ การออกแบบเลือกตั้งเพื่อให้มีรัฐบาลผสมที่ไม่เข้มแข็ง อันนี้ ก็คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเมื่อวานก็พูดกันยืนยันชัดเจนเลยว่า มีประสบการณ์ จากรัฐบาลที่มีความเข้มแข็งจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มานี่ครับ แล้วก็บอกจะเป็นอันตราย จึงคิดว่าทางออกในการแก้ไขปัญหาควรจะต้องมีรัฐบาลที่ไม่เข้มแข็งเกินไป ควรจะมีรัฐบาล ที่เป็นรัฐบาลผสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อจะส่งเสริมการปรองดอง จึงไปเลือกใช้วิธีการ เลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม ผมจะไม่พูดาึงสาระสำคัญของกระบวนการการเลือกตั้ง แบบสัดส่วนผสมนะครับ จริง ๆ แล้วในระบอบประชาธิปไตยมีการเลือกตั้งหลายประเภทซึ่งใช้ได้ การเลือกตั้งแบบอังกฤษคนได้อันดับ ๑ ที่เรียกว่า เฟิสต์ พาสท์ เดอะ โพสต์ ก็ใช้กันแล้ว ประเทศหลาย ๆ ประเทศก็ใช้ การเลือกตั้งแบบฝรั่งเศสที่คนจะชนะต้องได้เสียงเกินครึ่ง ของผู้มาใช้สิทธิก็ใช้ ในอเมริกาเองใช้คณะผู้เลือกตั้งก็ใช้ อันนี้จะใช้ระบบการเลือกตั้งใดนั้น ก็มีเหตุผลที่จะอธิบายว่าดีได้ทั้งสิ้น อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละสังคม แต่ในส่วนของผม ที่เห็นว่ามีปัญหาก็คือเรื่องของรัฐบาลผสม รัฐบาลผสมนั้นอันนี้ไม่ใช่เรื่องที่เราจะไปมโนเอาเองว่า มันจะเป็นอันตราย มันจะมีจุดเสี่ยง แต่รัฐบาลผสมที่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนปี ๒๕๔๐ ผมคิดว่า เป็นภาพความทรงจำที่เลวร้ายของสังคมไทย เป็นรัฐบาลผสมที่ทำให้การเมืองไทยเหมือนตกอยู่ ในหลุมดำ ไม่สามาราจะขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศให้มีการพัฒนาทัดเทียมกับเพื่อนบ้าน แล้วท่านมาดูปัญหาของรัฐบาลผสมมันอาจจะเกิดได้ ๒ ทาง รัฐบาลผสม ทางที่ ๑ ก็คือ เป็นรัฐบาลผสมที่มีพรรคแกนนำมีเสียงเกินครึ่งเล็กน้อยซึ่งการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม ก็อาจจะเกิดกรณีขึ้นได้แบบเยอรมนีก็เคยเกิดขึ้นครั้งหนึ่งำ้าเกิดกรณีอย่างนี้ขึ้นและมี พรรคขนาดกลาง ขนาดเล็กมาร่วมผสมเพื่อทำให้รัฐบาลมีเสาียรภาพมากขึ้น เราก็จะเห็นว่า พรรคแกนนำรัฐบาลจะมีอำนาจต่อรองสูง ส่วนพรรคร่วมรัฐบาลก็อำนาจต่อรองน้อยำ้าท่านนึกไม่ออก ว่าจะรัฐบาลเป็นอย่างไรก็ให้นึกาึงรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ที่เพิ่งผ่านมา ขออภัยที่เอ่ยนาม เพราะว่ามันจะทำให้เห็นชัดที่สุด นั่นก็หมายความว่าตัวแกนนำรัฐบาลมีอำนาจที่จะบงการสภา ได้เต็มที่เหมือนกัน แต่อีกด้านหนึ่งา้าหากว่าผลของการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสมทำให้ไม่มี พรรคใดได้เสียงเกินครึ่ง อาจจะมีพรรคใหญ่๒ พรรคแบบการเมืองไทยแต่ไม่ได้เสียงเกินครึ่ง พรรคขนาดกลางและขนาดเล็กยิ่งา้าเปิดโอกาสให้พรรคขนาดเล็กจำนวนมาก พรรคขนาดกลาง ขนาดเล็กก็จะมีอำนาจในการต่อรองมาก การจัดตั้งรัฐบาลมันจะกลับไปแบบที่เราเคยเห็นกันมา ก็คือต้องแบ่งโควตาพรรคไหนได้ ๕-๖ คนก็ ส.ส. ๑ คน แล้วต่อไปเวลาท่านไปพูดาึง การขับเคลื่อนประเทศ นโยบายประเทศ พรรคแกนนำก็ไม่สามาราจะประกาศนโยบายที่เป็น เอกภาพได้ เพราะว่าพรรคที่มาร่วมรัฐบาลทุกพรรคต่างก็ต้องการใช้นโยบายของตัวเอง เพื่อประโยชน์ในการหาเสียงต่อไป อันนั้นก็จะเห็นได้ชัด ๆ จากสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในบ้านเรา เมื่อการขับเคลื่อนไม่มีประสิทธิภาพท่านก็ดูว่าจะเป็นอย่างไร รัฐบาลผสมแบบนี้ มันก็จะเป็น อุปสรรคสำคัญในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านเขียนไว้เรื่องการปฏิรูปประเทศดีมากเลย ในภาค ๔ แต่า้าท่านมีรัฐบาลผสมที่วัน ๆ ก็จะต้องมาดูเรื่องการประนีประนอมผลประโยชน์ ซึ่งกันและกัน วัน ๆ ก็ต้องมาดูป้องกันไม่ให้มีความขัดแย้งระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล มันจะ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศให้สำเร็จได้อย่างไร
ประการที่ ๒ เป็นอุปสรรคในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของประเทศ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็กำหนดเรื่องของยุทธศาสตร์ของประเทศให้มีคณะกรรมการขับเคลื่อน ยุทธศาสตร์ด้วยำ้ารัฐบาลไม่มีความเข้มแข็ง ไม่มีเสาียรภาพมันจะขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ได้อย่างไร เป็นอุปสรรคในการสร้างความมีเสาียรภาพของรัฐบาล เพราะพรรคร่วมรัฐบาล ทุกพรรคต่างมีนโยบายของตัวเอง อันนี้ก็ได้กล่าวมาแล้ว มีโอกาสที่จะเกิดความขัดแย้ง ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลได้า้าไม่สามาราตกลงประโยชน์ร่วมกันได้ำ้าตกลงไม่ได้ก็อาจจะไป เข้าร่วมกับฝ่ายค้านเพื่อจะอภิปรายไม่ไว้วางใจทำให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล หรืออาจจะพรรคร่วมรัฐบาลอาจจะขู่ว่าจะาอนตัวจากรัฐบาลา้าไม่ได้ประโยชน์ตามที่ ตนเองต้องการ นายกรัฐมนตรีที่มาจากพรรคแกนนำที่มีเสียงไม่เกินครึ่งำามว่าจะควบคุม บรรดาพรรคร่วมรัฐบาลเหล่านี้ได้อย่างไร อันนี้เราเห็นประสบการณ์ของจริงมามากแล้ว ไม่ใช่เรื่องมโน ไม่ใช่เป็นเรื่องวิตกกังวล ไม่ใช่เป็นเรื่องที่หวาดกลัว แต่เป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ในสังคมไทย แล้วก็จะเป็นช่องทางให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันได้อย่างแพร่หลาย เพราะว่า ต่างพรรคเข้ามาก็จ้องหาผลประโยชน์จะได้เป็นปัจจัยสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป เหมือนกับที่เคยเป็นมาแล้วในสังคมไทย เพราะฉะนั้นโจทย์ที่บอกว่าเราเคยมีรัฐบาลเข้มแข็งและมันมีวิกฤติแต่จะมาแก้ไขโดยการให้มี รัฐบาลที่มันไม่เข้มแข็งหรืออ่อนแอมันอาจจะเป็นการวิเคราะห์โจทย์ที่ไม่าูกต้อง ไม่มีประเทศไหน ที่ผมศึกษามานี่ที่เป็นประเทศกำลังพัฒนาและสามาราขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ ให้ประชาชนอยู่ดีกินดี ลดความเหลื่อมล้ำและทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลางสำเร็จ ไม่เห็นสักประเทศที่ทำได้เพราะมีรัฐบาลผสม ลองไปตรวจสอบดูนะว่ามีประเทศไหนที่เป็น ประเทศกำลังพัฒนาแล้วประสบความสำเร็จในการขับเคลื่อนโดยใช้รัฐบาลผสม ที่ผมเห็นมานี่เป็นตัวอย่างชัด ๆ มีแต่มีรัฐบาลที่มีความเข้มแข็งทั้งสิ้น แต่ว่าปัญหาของเรา เมื่อมีรัฐบาลที่เข้มแข็งแล้วจะทำอย่างไร ทางออกนะครับก็คือต้องให้มีกลไกการตรวจสอบ การประพฤติมิชอบของรัฐบาลหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ กลไกตัวนี้สำคัญ เท่าที่เราคิดกลไกไว้ไม่ว่าจะเป็นการาอดาอนหรือการอภิปรายไม่ไว้วางใจ มันไม่พอ ตัวอย่างนะครับ อันนี้ผมขอเสนอแค่เป็นตัวอย่างา้าจะทำให้กลไกการตรวจสอบ มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น ให้ ส.ส. ๑ ใน ๑๐ ของสภาผู้แทนราษฎรก็ประมาณ ๔๕ คน เข้าชื่อกันเสนอต่อประธานวุฒิสภาให้จัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญไต่สวนผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองหรือรัฐบาลที่ประพฤติมิชอบ แล้วก็ให้ไปเชิญอดีตอัยการสูงสุดมาเป็นประธาน การไต่สวนและให้ดำเนินการโดยรวดเร็ว และา้าไต่สวนว่ามีมูลของคดีอาญาให้ประธานวุฒิสภา ส่งให้ศาลฎีกาทำการพิจารณาเลย อย่างนี้ก็จะมีความรวดเร็วขึ้นมากกว่ากลไกที่เราเคยใช้ว่า ส่งไปให้ ป.ป.ช. แล้ว ป.ป.ช. บางทีก็ใช้เวลาปี ๒ ปี ก็ยังไม่ได้ส่งฟ้องอย่างนี้เป็นต้น กลไกแบบนี้ ก็อาจจะทำให้มีความเข้มข้นมากขึ้น เป็นตัวอย่างนะครับ อันนี้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ า้าจะคิดแก้ไขเรื่องรัฐบาลที่เข้มแข็งมีประสิทธิภาพก็อาจจะต้องไปคิดเพิ่มมากขึ้น แต่มันควรจะมี ทางออกมากกว่าการไปเลือกการใช้รัฐบาลผสมที่ไม่เข้มแข็งที่อ่อนแอ
จุดเสี่ยงที่ ๓ ความสับสนจากการนำหลักแบ่งแยกอำนาจในระบบประธานาธิบดี มาใช้กับระบบรัฐสภามีข้อกำหนดไว้ชัดเจนว่ารัฐมนตรี รวมทั้งนายกรัฐมนตรีด้วย ต้องไม่เป็น ส.ส. โดยหลักการของระบบรัฐสภาดั้งเดิมเลยมีหลักการและปรัชญาว่า เพื่อที่จะให้ฝ่ายบริหารสัมพันธ์เชื่อมโยงกับประชาชนก็ให้ฝ่ายบริหารคือนายกรัฐมนตรี เป็น ส.ส. ด้วย รัฐมนตรีก็เป็น ส.ส. เพราะฉะนั้นเรียกหลักการนี้ว่าระบบควบอำนาจ หรือฟิวชัน ออฟ เพาเวอร์ (Fusion of power) หมายความว่า ทั้งนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีเป็นทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติทำหน้าที่ ส.ส. ในเวลาเดียวกัน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ใช้หลักการนี้นะ ก็คือว่าเป็นนายกรัฐมนตรีและเป็น ส.ส. ก็ยังต้อง ทำหน้าที่ ส.ส. ระบบรัฐสภาดั้งเดิมหรือระบบรัฐสภาแท้ของประเทศอังกฤษก็เป็นแบบนี้ แต่เมื่อมาตรา ๑๗๕ เรากำหนดเลยว่านายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีต้องไม่เป็น ส.ส. ตรงนี้ มันเหมือนกับเอาหลักแบ่งแยกอำนาจมาใช้ ทีนี้หลักแบ่งแยกอำนาจปรัชญาและหลักการ มันต่างกันที่มันต่างกันเพราะเขาาือว่าฝ่ายบริหารมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ฝ่ายนิติบัญญัติ มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ไม่มีการยุบสภา ไม่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ต่างฝ่าย ต่างมีอำนาจหน้าที่ของตนเอง แล้วก็ฝ่ายนิติบัญญัติก็ทำหน้าที่นิติบัญญัติครบา้วนสมบูรณ์ พิจารณากฎหมายได้ทุกประเภทอย่างนี้เป็นต้นนะครับ ซึ่งเมื่อเรานำหลักเราบอกว่าเป็น ระบบรัฐสภาแต่เอาหลักแบ่งแยกอำนาจมาใช้ แต่ว่ามันก็เหมือนไม่สนิท หลักการ ๒ อย่างนี้ มันขัดกันอยู่ และเดี๋ยวต่อไปจะพูดเรื่องนายกรัฐมนตรีที่อาจจะไม่ใช่ ส.ส. ประเด็นนี้ก็เป็น อีกประเด็นหนึ่ง คือเราจะเขียนรัฐธรรมนูญเขียนอย่างไรก็เขียนได้แต่เขียนแล้วมันจะทำงาน ได้ดีไหมในเมื่อหลักการ ๒ หลักการนี้มันเป็นหลักการและปรัชญาที่มีที่มาแตกต่างกัน การที่ ระบบรัฐสภาให้ใช้ควบอำนาจก็เพราะต้องการที่จะให้ฝ่ายบริหารนั้นมีความเชื่อมโยง กับประชาชน ส่วนหลักแบ่งแยกอำนาจชัดเจนเขาาือว่าฝ่ายบริหารมาจากการเลือกตั้ง ของประชาชนโดยตรง และฝ่ายนิติบัญญัติมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง อันนั้น ก็เป็นจุดเสี่ยงที่ ๓ นะครับ
นอกจากนี้รัฐธรรมนูญกำหนดกลไกของฝ่ายนิติบัญญัติในการตรวจสอบ ฝ่ายบริหาร ๒ ประการ อันนี้เป็นจุดเสี่ยงที่ ๔ กลไกการตรวจสอบอ่อนแอ อันนี้จะเอื้อ ให้การทุจริตคอร์รัปชันระบาดรุนแรง เพราะเท่าที่กำหนดไว้ก็คือการอภิปรายไม่ไว้วางใจ อย่างที่กล่าวแล้วำ้าหากว่าพรรครัฐบาลเขาฮั้วกันได้าึงจะเป็นรัฐบาลผสม อภิปราย ไม่ไว้วางใจทุกครั้งก็แพ้หมด มันจะเกิดได้อย่างเดียวกรณีที่ว่ารัฐบาลผสมนั้นพรรคแกนนำ ไม่าึงครึ่ง แล้วก็เขาฮั้วแตกว่าอย่างนั้นเาอะ ฮั้วกันไม่ได้ พรรคร่วมรัฐบาล พรรคเล็ก ๆ ก็อาจจะไปร่วมกับฝ่ายค้านในการอภิปรายไม่ไว้วางใจอย่างนี้เป็นต้นนะครับ
ส่วนเรื่องการาอดาอนเราก็ไปเอาหลักการมาจากระบบประธานาธิบดี ที่เอามาาอดาอนทั้งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ำึงปี ๒๕๕๐ ที่เรามาใช้ ก็ปรากฏไม่เคยใช้ได้ผลนะ ให้วุฒิสภาาอดาอนนี่ ตอนนั้นก็บอกใช้เสียง ๓ ใน ๕ แล้วตอนนี้ก็จะเปลี่ยนแปลงให้วุฒิสภา ๒๐๐ คนรวมกับ ส.ส. ๔๕๐ คน เป็น ๖๕๐ คนประมาณ แล้วก็ใช้เสียงเกินครึ่งนะครับ ผมทราบในหนังสือที่ส่งมามันเสียง ๓ ใน ๕ แต่ทราบจากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ บอกว่าพิมพ์ผิด จริง ๆ แล้วต้องการให้เสียงเกินครึ่ง แต่าึงแม้ว่าจะใช้เสียงเกินครึ่งา้าท่านดู นิสัยของนักการเมืองไทยา้ารู้ว่าจะาูกาอดาอนำ้ามี ๖๕๐ คนำ้าเสียงเกินครึ่งก็หมายความว่า เสียงเกิน ๓๒๕ จะาูกาอดาอน เขาคงตั้งรัฐบาลผสมให้มีเสียงมากกว่า ๓๒๕ เขาก็คง จะทำอย่างนั้น เหมือนสมัยคุณทักษิณ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ บอกจะ อภิปรายนายกรัฐมนตรีได้ต้องมีเสียงฝ่ายค้าน ๒๐๐ คุณทักษิณก็ตั้งรัฐบาลให้มีเสียงมากกว่า ๓๐๐ จาก ๕๐๐ ก็เลยไม่มีโอกาสที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นหลักการที่เรามาใช้มันเป็นหลักการที่เอามาใช้แล้วเรียกว่ามันไม่มีประสิทธิภาพ ในสภาพสังคมการเมืองไทยนะครับ
จุดเสี่ยงที่ ๕ ที่จะพูดเป็นจุดเสี่ยงสุดท้าย แต่อยากจะเรียนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่อง ที่มีความสัมพันธ์กับหลักการและปรัชญาของหลักอำนาจอธิปไตยของปวงชนว่าปวงชนนั้น เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยนะครับ ในรัฐธรรมนูญกำหนดไว้มาตรา ๑๗๒ ให้สภาเป็นผู้เลือก นายกรัฐมนตรีตามหลักการของระบบรัฐสภาแต่ไม่ได้กำหนดว่าคนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องเป็น ส.ส. หรือไม่เป็น ส.ส. แต่ระบุว่าา้าคนเป็น ส.ส. ให้ใช้เสียงเกินครึ่งำ้าหากว่า ไม่ได้เป็น ส.ส. ให้ใช้เสียง ๒ ใน ๓ แต่มาตรา ๑๗๓ ก็บอกไว้อีกำ้าตามมาตรา ๑๗๒ แล้วไม่เรียบร้อย ก็ให้คนที่ได้คะแนนเสียงอันดับ ๑ แล้ว อาจจะไม่ต้องเกินครึ่ง ไม่าึง ๒ ใน ๓ ก็ได้ า้าเป็นบุคคลภายนอกให้ประธานสภานำไปกราบบังคมทูลแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็จะทำให้คนนอกอาจจะไม่ต้องใช้เสียง ๒ ใน ๓ำ้าไปดูตามมาตรา ๑๗๓ แต่ทีนี้มันสำคัญอย่างไร ตรงนี้ครับที่อยากจะเรียนท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน กรณีที่เลือกคนนอก มาเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วท่านก็เลือกคนนอกมาเป็นรัฐมนตรี เพราะว่าห้ามไม่ให้คนที่เป็น ส.ส. เป็นรัฐมนตรี นั่นก็หมายความว่าผู้มาใช้อำนาจบริหารไม่มีส่วนใดเชื่อมโยงกับประชาชน โดยตรงเลย อ้างได้นิดเดียวว่า ส.ส. ที่มาจากประชาชนเป็นคนเลือก แต่ว่าตัวตนจริง ๆ แล้ว ทั้งนายกรัฐมนตรีไม่มีส่วนใดเชื่อมโยงกับประชาชนเลย เพราะฉะนั้นหลักอำนาจอธิปไตย ของปวงชนของเราซึ่งเดิมหลักตุลาการเราก็ไม่เชื่อมโยงอยู่แล้ว มันก็จะเหลือเชื่อมโยง อยู่หลักเดียวล่ะครับ คือหลักนิติบัญญัติเท่านั้นเอง แล้วก็ยิ่งหนักไปกว่านั้นระบบของเรา บอกว่าคนที่จะเสนอกฎหมายการเงินต้องนายกรัฐมนตรีรับรอง มันก็เลยกลายเป็นว่า ฝ่ายที่ไม่ได้มาจากประชาชนนี้เป็นฝ่ายที่มีอำนาจสูงสุดเลย ตรงนี้ต้องพิจารณาให้รอบคอบว่า เราพูดาึงหลักการของอำนาจอธิปไตยของปวงชน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ร่างจะให้พลเมือง เป็นใหญ่ ประชาชนเป็นใหญ่ แต่ว่าอนุญาตให้คนมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้โดยไม่ต้องมาจาก การเลือกตั้งของประชาชน มันจะขัดแย้งกันอยู่พอสมควรนะครับ แต่า้าเห็นว่ามีความจำเป็น ผมก็ยังมีทางออกว่าในตัวเนื้อ ตัวหลักของรัฐธรรมนูญมันก็ควรต้องพูดให้ชัด ๆ ว่าต้องเลือก ส.ส. เป็นนายกรัฐมนตรี ไปเขียนไว้ในบทเฉพาะกาลำ้าหากมีความจำเป็นอะไรก็เขียนไว้ ตรงนั้น มันก็จะทำให้เรายึดหลักว่าหลักจริง ๆ เราอยู่ตรงนี้นะ แต่า้ามันจะมีเงื่อนไข อะไรต่าง ๆ ที่มันอาจจะจำเป็นจะเกิดขึ้นก็ให้มันอยู่ในบทเฉพาะกาล อย่างนี้เป็นต้น
ไปดูต่อไปเรื่องการกำหนดกลไกให้มีประสิทธิภาพในทางปฏิบัติ มาตรา ๑๓๐ กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภาตรวจสอบประวัติความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรม ของบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ระบุให้เปิดเผย ให้ประชาชนทราบ ผลเป็นอย่างไรครับำ้าไปาามท่านอดีต ส.ว. ที่เคยเป็น ส.ว. มา ตรวจสอบประวัติเขาบอกว่าตรวจสอบในดาร์ค คอร์เนอร์ (Dark corner) มุมมืด เสร็จแล้ว ก็ให้ไปเลือกกันและมีใบสั่งจากรัฐบาลมาเลย คนที่มีประวัติไม่ค่อยดีได้รับเลือกตั้ง เป็นกรรมการองค์กรอิสระ อันนั้นก็ปรากฏว่าองค์กรอิสระาูกแทรกแซงกันแล้วจนมีปัญหา อย่างที่ได้รับทราบกันมาแล้ว หลักการนี้จริง ๆำ้าเราจะไปเอาหลักการจากประเทศที่เขาใช้ หลักการนี้มาก่อนนะครับ การเสนอให้ตรวจสอบประเทศเขาขนาดว่ามีมาตรฐานจริยธรรม คุณธรรมสูงนะครับ เขาบอกตรวจสอบแล้วยังต้องลงมติ ไม่ใช่แค่เปิดเผยนะครับ ไม่ใช่แค่ เปิดเผยให้ประชาชนทราบ ยังต้องลงมติด้วยว่าจะให้เป็นหรือไม่ให้เป็น รวมทั้งวรรคท้าย ก็บอกว่าให้นายกรัฐมนตรีต้องส่งรายชื่อผู้ที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีให้ ส.ว. ตรวจสอบ หมายาึงตรวจสอบประวัติ ตรวจสอบความประพฤติ แต่ไม่ให้มีมติว่าจะให้เป็นรัฐมนตรี ได้หรือไม่ อันนี้ก็เหมือนกับกล้า ๆ กลัว ๆ เอาไปให้เขาตรวจสอบหน่อย แต่ตรวจสอบแล้ว ก็แล้วแต่นายกรัฐมนตรีจะตัดสินใจก็แล้วกัน แจ้งให้ประชาชนทราบก็แล้วกัน ภายใต้สภาพสังคม ที่มีคุณธรรมเสื่อมโทรมแบบสังคมไทย มาตรการนี้ท่านลองคิดดูก็แล้วกันว่ามันจะได้ผลแค่ไหน ในประเทศที่เขาเป็นต้นกำเนิดของการใช้หลักการนี้ตรวจสอบแล้วเขาลงมติเลยครับว่า จะให้เป็นหรือไม่ให้เป็น เป็นได้หรือไม่เป็นได้ ก็ไม่ต้องให้เป็นภาระกับใครอีก
ประการที่ ๒ คณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้กำหนดให้มีคณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติปรากฏอยู่ในหลายมาตรา ให้ทำหน้าที่ ประเมินผลการทำงานของคณะกรรมการองค์กรตรวจสอบภาครัฐหรือเป็นองค์กรใช้อำนาจภาครัฐ ให้ทำหน้าที่ในการประเมินผลว่าแต่ละปีทำงานเป็นอย่างไร หรือประเมินผลคณะกรรมการองค์กรอิสระ ทำนองอย่างนี้ เสร็จแล้วก็บอกว่าให้แจ้งให้ผู้าูกประเมินและประชาชนทราบ ไม่ได้ทำอะไร มากกว่านั้น นอกจากนี้ก็ให้ประเมินการทำงานของพรรคการเมืองและกลุ่มการเมือง ประเมินเสร็จแล้วก็แจ้งให้ทราบ ทีนี้การประเมินมันมีต้นทุนนะครับ มีคณะกรรมการขึ้นมา มีบุคลากร ต้องมีค่าใช้จ่ายในการประเมิน ประเมินเสร็จแล้วแค่แจ้งให้ทราบ ไม่มีผลอะไรเลย มันจะได้ประโยชน์อะไรสักแค่ไหน มันมีความคุ้มค่าแค่ไหนในการประเมิน ประเมินมันน่าจะ มีผลว่าประเมินแล้วผลมันเป็นอย่างไร ผ่าน ไม่ผ่าน และจะเกิดอะไรขึ้น อย่างนี้ครับ มันควรจะต้องมีความคุ้มค่าชัดเจน ไม่อย่างนั้นหลักการประเมินผลที่ใช้กันอยู่ในเรื่องของ การบริหารจัดการสมัยใหม่ที่มีประสิทธิภาพ มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร ประเมินแล้วก็แค่ทราบรู้ ๆ กัน ก็จบ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ควรจะให้ความสำคัญ จริง ๆ แล้วคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองได้เสนอ ให้มีคณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติ แต่จะให้ทำหน้าที่สำคัญ ๒ ประการ ก็คือ การประเมินบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งระดับบริหาร ระดับสูงของรัฐตั้งแต่ระดับอธิบดีขึ้นไป แต่ว่า คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้นำไปกำหนดเรื่องของการคัดสรร การแต่งตั้ง ปลัดกระทรวงในมาตรา ๒๐๗ แต่วันนี้มันมีระเบียบบริหารราชการแผ่นดินที่เขาบอก เป็นคลัสเตอร์ (Cluster) ก็มีรองปลัดทำหน้าที่ควบคุมอธิบดี เป็นคลัสเตอร์ได้ ไม่ใช่มีปลัด คนเดียวที่จะมีอำนาจอย่างนั้น เพราะฉะนั้นการที่จะไม่ให้ฝ่ายการเมืองแทรกแซงประชาชน จริง ๆ แล้วฝ่ายการเมืองเขาก็จะโต้แย้งว่าไม่ให้อำนาจนักการเมืองในการแต่งตั้งหรือ ประเทศที่เขาพัฒนาแล้วนักการเมืองมีคุณสมบัติดี เป็นคนดี มีความน่าเชื่อาือ มีเกียรติ ไม่มีปัญหา ผมขออนุญาตยกตัวอย่างให้ท่านสักนิดเาอะครับ เยอรมนีนี่เขาให้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรมของสหพันธรัฐ ๑ คน รัฐมนตรียุติธรรมของมลรัฐอีก ๑๖ คน รวมเป็น ๑๗ คน และตัวแทนของสภาผู้แทนราษฎรอีก ๑๖ คน เป็นผู้เลือกประธานศาลฎีกานะครับ เพราะฉะนั้นแค่จะมาแต่งตั้งปลัดกระทรวงหรืออธิบดีมันจะอะไรกัน ไม่น่าจะมีปัญหา ประเทศที่นักการเมืองเขามีความน่าเชื่อาืออย่างนั้น แต่ประเทศเราวันนี้มันมีการแทรกแซง และจนกระทั่งมีการเอาตำแหน่งไปซื้อขายกันำ้าคำนึงาึงสภาพสังคมเราคงจะต้องเอาสภาพ สังคมเป็นหลักแล้วล่ะ ทำอย่างไราึงจะได้คนดีไปทำหน้าที่ ทำให้คนดีมีกำลังใจและได้ทำงาน ที่มีประสิทธิภาพ ไม่อย่างนั้นคนที่วิ่งเต้นก็จะได้ตำแหน่งสำคัญแล้วไม่มีความสามารา ชาติบ้านเมืองก็เสียหายำ้าคุณเป็นรัฐมนตรีแล้วแล้วมีคนดีที่เขาคัดสรรมาให้คุณบริหาร แล้วบอกว่าเขาไม่รับสนองนโยบายคุณ เป็นไปได้อย่างไร คนดี คนมีความรู้ความสามารา า้าสั่งการาูกต้องเขาก็ทำกันทั้งนั้นละ อันนี้ก็ต้องคำนึงาึงหลักการที่มันควรจะเป็น กับสภาพสังคมไทยว่ามันจะเป็นอย่างไร
แล้วก็สุดท้ายมีเรื่องของรัฐธรรมนูญกำหนดให้องค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ มีอำนาจค่อนข้างมากที่ทำอยู่แล้ว แต่จากผลการปฏิบัติในอดีตพบว่าการปฏิบัติไม่ค่อยมี ประสิทธิภาพ ผมได้เชิญหน่วยงานต่าง ๆ เหล่านี้มาพูดคุยแล้วก็พบว่าจริง ๆ ปัญหามันอยู่ที่ กลไกและระบบการปฏิบัติงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ แล้วมันควรจะต้องกำหนดเรื่องกลไก และระบบการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพและมีกรอบเวลาที่ชัดเจน อย่างนี้ก็อาจจะช่วยทำให้ การทำงานขององค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐมีประสิทธิภาพมากขึ้น
อีกประเด็นหนึ่งเป็นประเด็นสุดท้าย ก็คืออำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ การเลือกตั้ง ซึ่งมาตรา ๖๗ (๙) บอกว่าา้าจะไปแจกใบแดง ผมพูดให้เข้าใจง่ายนะ ต้องส่งศาล ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค แต่หลักการนี้า้าบอกว่าการตัดสินควรจะต้องศาลตัดสิน แล้ว กกต. ก็ดูเฉพาะเรื่องของการควบคุมการเลือกตั้ง การจัดการเลือกตั้งไป กจต. หลักการอย่างนี้บางประเทศก็ใช้ บางประเทศก็ไม่ใช้ ไม่ได้ใช้กันหมดทั้งโลก แต่จากการที่ให้ กกต. มีอำนาจแจกใบแดงมันเหมือนยักษ์มีกระบองตั้งแต่ปีแรกที่ทำงานเขาาือว่าได้ผลมาก า้าจะกำหนดว่า (๙) ให้ กกต. มีอำนาจแจกใบแดงคือสั่งเพิกาอนสิทธิการเลือกตั้งของ ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ผู้ที่กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง และให้ผู้สมัครที่าูกเพิกาอนสิทธิ มีสิทธิ ยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคภายใน ๗ วัน แล้วก็ให้ทำการไต่สวน โดยที่ผู้สมัครนั้นจะต้องมาพิสูจน์ตนเอง อย่างนี้ก็จะทำให้การดูแลเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน มีโอกาสที่จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะในยุคต้น ๆ ที่ กกต. แจกใบแดงทำให้นักซื้อเสียง หวาดผวากันไปทีเดียว แล้วก็ให้าือว่าคำวินิจฉัยของศาลเป็นที่สุด ก็หมายความว่า กกต. เหมือนกับว่าตัดสินเบื้องต้นเท่านั้นเอง แต่สุดท้ายแล้วต้องไปที่ศาล แต่จะทำให้การทำงาน ของ กกต. ดูมีประสิทธิภาพมากขึ้น ท่านประธาน กระผมขอขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้ให้เวลาและโอกาสในการนำเสนอในครั้งนี้ ขอบพระคุณครับ