สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๖ · ๒๑ เมษายน ๒๕๕๘

เสรี สุวรรณภานนท์ แสดงความเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ โดยชี้ว่ารัฐธรรมนูญที่จัดทำมานี้มีเนื้อหาสาระมากเกินไป และควรนำรายละเอียดบางส่วนไปใส่ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญแทน นอกจากนี้ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับระบบการเมืองที่อาจเกิดขึ้น หากมีหลายพรรคการเมืองมาร่วมรัฐบาล โดยอาจนำไปสู่การแตกแยกของประชาชน

นายเสรี สุวรรณภานนท์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ต้องกราบเรียนว่าในช่วงเวลาจัดเวลานั้น ก็ได้รับการประสานจากท่านอลงกรณ์ ขออนุญาตเอ่ยนามเช่นเดียวกัน ว่าระยะเวลาที่จัดไว้นั้น ก็คือ ๓๐ นาที แล้วก็สามาราที่จะยืดหยุ่นได้อีก ๑๐ นาที ซึ่งผมก็จะแบ่งอีกส่วนหนึ่ง ไปอยู่ที่กระบวนการยุติธรรม ท่านประธานครับ ในส่วนที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเพื่อให้สมาชิกในสภาปฏิรูปแห่งชาติได้เสนอแนะข้อคิดเห็น และแนะนำเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว ผมต้องกราบเรียนว่าหลายเรื่องในร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจัดไว้มีาึง ๓๑๕ มาตรา มีเนื้อหาสาระที่เป็นเรื่องเก่าบ้าง เรื่องใหม่ ๆ ก็เยอะ ซึ่งในเรื่องของ บทบัญญัติที่ได้ร่างขึ้นมาดังกล่าวนี้ต้องกราบเรียนเลยว่า ในส่วนตัวเองนั้นก็เคยมีส่วนร่วม ในการยกร่างรัฐธรรมนูญหรือจัดทำรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ซึ่งก็ได้ทำร่วมกับ ท่านประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ต่อมาก็ได้มีการไปลงสมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกวุฒิสภา แล้วก็มาจัดทำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ อีก ต้องเรียนว่าในการ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ กับปี ๒๕๕๐ นั้น แตกต่างไปจากรัฐธรรมนูญที่เราจัดทำอยู่ในขณะนี้ เนื่องจาก สสร. ในปี ๒๕๔๐ กับปี ๒๕๕๐ นั้น มีอำนาจหน้าที่ที่ให้ความสำคัญในเรื่องของ การยกร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญก็มีส่วนอยู่บ้าง แต่ในส่วนของกฎหมายลูกนั้นไม่มีส่วนเลย ทำให้แนวทางของการจัดทำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กับปี ๒๕๕๐ ดังกล่าวจึงต้องเอาเนื้อหาสาระที่ต้องการจะแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ไปบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ทำให้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กับปี ๒๕๕๐ นั้น มีเนื้อหาสาระที่มาก ซึ่งไม่มีทางเลือกครับ แต่เราจัดทำรัฐธรรมนูญในปี ๒๕๕๘ นี้ เรามีทางเลือก รัฐธรรมนูญ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้เป็นฉบับชั่วคราว บัญญัติไว้ในมาตรา ๓๙ ไว้ชัดเจนครับว่า การจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญในคราวนี้ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็สภาปฏิรูปแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่ในการที่จะไปจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกดังกล่าว ดังนั้นเนื้อหาสาระที่จะบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ จึงไม่มีความจำเป็นมากที่จะต้องนำไปใส่ ในรัฐธรรมนูญทั้งหมด หรือเสียส่วนใหญ่ดังที่ปรากฏอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญที่จัดทำมา เราสามาราที่จะเอารายละเอียดต่าง ๆ นั้นไปใส่ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะทำให้ รัฐธรรมนูญที่จะจัดทำขึ้นใหม่นี้ สั้น กระชับ แล้วก็มีเนื้อหาสาระ มีโครงสร้างการบริหารบ้านเมือง มีการกำหนดอำนาจหน้าที่เป็นแนวทาง กำหนดสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นหลักการ ไม่จำเป็นา้าหากว่าเราใส่รายละเอียดมากขนาดนี้ ผมกราบเรียนท่านเลย องค์กรใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นมาเราไม่สามาราที่จะมีหลักประกันอะไรได้เลยว่าจะทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดีหรือไม่ เราเคยผิดพลาดมาแล้วจากการที่ร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ว่าเราต้องการให้การเมือง เข้มแข็ง แต่พอเราใช้รัฐธรรมนูญเราก็มาบอกว่าเข้มแข็งเกินไป และจะมีหลักประกันอะไรครับ า้าเราจะเอารายละเอียดเหล่านี้มาใส่อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพื่อไม่ให้สาระเสีย หลายประเทศส่วนใหญ่เขาก็ไปใส่ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญทั้งนั้น ไม่มีการที่จะเอามา ใส่รายละเอียดมากมายอย่างที่เราทำอยู่ขณะนี้ำ้าเรามีโอกาสจะทำผมก็ไม่ได้หมายความว่า เมื่อร่างรัฐธรรมนูญแล้วมีเนื้อหาสาระมากจะเป็นเรื่องไม่ดี ไม่ใช่ครับ แต่เราเห็นว่าในภาวะ บ้านเมืองขณะนี้ควรจะเขียนให้สั้น กระชับ และเรามีโอกาสบัญญัติในกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายลูกได้ เราก็ควรนำไปบัญญัติ ในสหรัฐอเมริกามีรัฐธรรมนูญ ๗ หมวด มีมาตราประมาณ ๒๐ มาตรา เยอรมนีมี ๑๑๕ มาตรา มีบทเฉพาะกาล ๓๐ มาตรา รัฐธรรมนูญ ญี่ปุ่น มี ๑๐๑ มาตรา รัฐธรรมนูญฝรั่งเศส มี ๘๙ มาตรา ยังมีอีกเยอะแยะที่เขาไม่ได้นำไป บัญญัติไว้มากมายอย่างที่เราพยายามจะทำกันอยู่ ในส่วนของรัฐธรรมนูญเยอรมันเอง ท่านไปดูรายละเอียดสิครับ เขาก็ไม่ได้เอาระบบเลือกตั้งไปใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ เขาบัญญัติไว้ ในกฎหมายประกอบหรือกฎหมายลูก แต่เราก็เอามาใส่เพื่อที่จะให้เห็นว่าเราต้องการบัญญัติ แบบเลือกตั้งแบบเยอรมัน ต้องกราบเรียนท่านประธานที่เคารพในส่วนของรัฐธรรมนูญ ที่จัดทำมานี้ ผมขอเสนอความเห็นว่าเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้นำไปใช้แล้วจะเกิดปัญหามากมาย เกิดปัญหาหลาย ๆ ส่วนเพราะเราต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่าเราจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้นมาแล้ว เราต้องตอบโจทย์เพื่อแก้ปัญหาบ้านเมือง ปัญหาสำคัญของบ้านเมืองเราคืออะไรครับ คือปัญหาการเลือกตั้ง ปัญหาทางการเมืองเป็นหัวใจสำคัญ บ้านเมืองเราแตกแยก บ้านเมืองเรา มีความขัดแย้ง บ้านเมืองเรามีนักการเมืองที่ทุจริตคอร์รัปชัน รวมาึงราชการด้วย ระบบต่าง ๆ เหล่านี้ เราควรที่จะต้องมาหาทางแก้ไขครับมันต้องตอบโจทย์สิ่งเหล่านี้ให้ได้ แต่สิ่งที่คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญมานั้นตอบโจทย์เหล่านี้ยังไม่ได้ครับ ต้องแก้ไขครับ สิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ อย่างเช่น เรื่องของการเลือกตั้ง เราก็พยายามจะจัดระบบการเลือกตั้งให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มา ๒ ทาง ทางหนึ่งมาจากเขตครับ ส.ส. เขต อีกทางหนึ่งมาจากบัญชีรายชื่อ แล้วก็เรียกว่าสัดส่วนผสม อะไรก็ตาม ผมเรียนเลยครับว่าสิ่งที่ควรจะเป็นในบ้านเมืองไทยในขณะนี้ควรมีแค่ ส.ส. เขต อย่างเดียว เพราะ ส.ส. เขต เป็น ส.ส. ประเภทที่เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน เป็นคนที่รู้สุข รู้ทุกข์ รู้ปัญหา ฝนแล้ง น้ำท่วม ประชาชนเดือดร้อนยากแค้น ต้องนำปัญหาเหล่านี้ ให้เขาเป็นตัวแทนแล้วมาแก้ไขในสภา เพราะฉะนั้นการกำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องให้มี ส.ส. ประเภทบัญชีรายชื่ออีกต่อไป สิ่งที่เราคิดกันตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ บอกว่าเราต้องการที่จะให้มี ส.ส. บัญชีรายชื่อก็เพื่อที่จะให้มี คนอยู่กลุ่มหนึ่งที่ลงสมัครแล้วไม่ต้องใช้เงินซื้อเสียง เราคิดในขณะนั้นครับ โดยลำดับรายชื่อ เป็นบัญชีมาแล้วให้คนแรก ๆ เป็นคนที่ได้รับการเลือกตั้ง แต่สิ่งที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้ยกร่างรัฐธรรมนูญมาในขณะนี้เป็น ส.ส. ประเภทบัญชีรายชื่อแล้วก็แบ่งกลุ่ม แบ่งเป็นภาค แล้วก็ในบัญชีนั้นยังให้ประชาชนสามาราเลือกคนในบัญชีได้อีก แล้วมันต่างอะไรกับการเลือกตั้ง ในประเภท ส.ส. เขต ซึ่งไป ๆ มา ๆ แล้ว คนที่มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อต้องการให้ตัวเองได้คะแนน ก็ต้องไปซื้อเสียง มันไม่ยากหรอกครับกับการที่จะหาคะแนนจัดตั้งมีผู้สมัครในบัญชีรายชื่อ ไปซื้อเสียงหรือไปติดต่อขอให้เจ้าของโรงงานสัก ๕-๖ แห่งที่มีลูกจ้างสัก ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ คน มีเยอะครับ แล้วช่วยสนับสนุน แค่นี้ก็ได้คะแนนจัดตั้งแล้ว เพราะฉะนั้น ส.ส. ประเภทบัญชีรายชื่อที่กำหนดไว้ ๒๐๐-๒๒๐ คน จึงไม่มีประโยชน์อะไรเลยกับการที่จะ นำมาใช้เพื่อให้ประชาชนลงคะแนนเลือกตั้ง แล้วไป ๆ มา ๆ ส.ส. เขตเหล่านี้ก็เหลือเพียง ๒๕๐ คน แต่า้าหากว่าแบ่ง ส.ส. ทั้งหมดให้ประชาชนเลือกตั้ง ส.ส. เขตทั้งหมด แล้วแต่ละเขต มี ส.ส. อย่างน้อย ๒ คนำามว่าทำไม ส.ส. เขตอย่างน้อย ๒ คน แบ่งเขตเป็น ๒ คน ๓ คนก็ได้ เหมือนกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในชั้นต้นแล้วก็มาาูกแก้ไขในภายหลังำ้าเป็น ส.ส. เขต มี ส.ส. อย่างน้อย ๒ คน มันตอบโจทย์ได้ว่าคนที่ได้รับการเลือกตั้งนั้นเป็นตัวแทนของประชาชน ส่วนใหญ่ของในเขตนั้น ที่ผ่านมาา้าหากว่าใช้อย่างที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กำหนดไว้ เลือกตั้งเขตเป็น ส.ส. แบบเขตเดียวคนเดียว ที่ผ่านมาท่านจะเห็นว่าแต่ละเขตนั้น มีการแข่งขันกัน เมื่อแข่งขันกันแล้วคนที่แพ้ชนะบางทีแพ้กันครึ่งต่อครึ่ง ใกล้เคียงกันคะแนน แต่ปรากฏว่าได้ ส.ส. คนเดียวคนที่แพ้การเลือกตั้งไม่มีตัวแทนเลยแต่า้าหากว่าท่านออกแบบ ให้เขตการเลือกตั้งนั้นมี ส.ส. อย่างน้อย ๒ คน คนที่แพ้ชนะ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ อีกกลุ่มหนึ่ง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งปกติา้าเขตเดียวคนเดียวเขาไม่ได้รับเลือกตั้งแล้ว แต่า้าหากว่าใช้วิธีการกำหนด เขตหนึ่งมี ส.ส. อย่างน้อย ๒ คน ไม่ว่าจะเขตเล็กขนาดไหนให้มีอย่างน้อย ๒ คน คนที่ได้คะแนนส่วนที่แพ้เขายังมีตัวแทน ท่านเห็นไหมครับท่านอย่าเพิ่งไปเลียนแบบประเทศไหน ท่านดูปัญหาของประเทศไทยเป็นหลักำ้าหากว่าเราไม่กำหนดอย่างนี้คนที่แพ้การเลือกตั้ง คือไม่มีตัวแทน นี่คือจะแสดงให้เห็นว่าระบบการเลือกตั้งนั้นมีความจำเป็นที่จะกำหนดให้มี ตัวแทนของประชาชน ผมาึงบอกว่ารู้ทุกข์ รู้สุข รู้ปัญหาแล้วนำมาแก้

อีกประการหนึ่งที่เป็นเรื่องสำคัญยิ่งครับ ในร่างรัฐธรรมนูญที่ท่านได้จัดทำมา ผมเข้าใจว่าสิ่งที่ท่านพยายามอธิบายว่าการเลือกตั้งนั้นจะต้องเป็นการเลือกตั้งแบบ ส.ส. ที่มีหลายพรรคการเมือง ส.ส. หลายพรรคการเมืองมันจะเป็นรัฐบาลผสม แต่รัฐบาลผสมนั้น ท่านพยายามจะบอกว่าการเมืองก็ยังเข้มแข็ง มันขัดกับเหตุผลเลยครับ มันเป็นไปได้อย่างไรที่การเมืองมีหลายพรรคการเมืองแล้วรัฐบาลเข้มแข็ง มันขัดกันในตัวเองครับ ท่านไปอธิบายที่ไหนก็ตอบไม่ได้ำ้าหากว่ามีหลายพรรคการเมืองรัฐบาลจะต้องเป็นรัฐบาลผสม จะต้องเอาคนจากพรรคกลุ่มนั้น กลุ่มนี้มารวมตัวกันเพื่อที่จะไปจัดตั้งรัฐบาลครับ แล้วก็ยังมี ระบบโควตาอย่างที่ท่านอาจารย์สมบัติได้พูดาึง แล้วอย่างนี้มาจากพรรคการเมืองหลายพรรค รัฐบาลจะเข้มแข็งได้อย่างไร มันเป็นไปไม่ได้เลยครับ มันขัดกับเหตุผลโดยสิ้นเชิง ดังนั้นาึงได้ บอกว่าทำอย่างไรให้รัฐบาลเข้มแข็ง ท่านต้องต่อยอดครับ ท่านต้องต่อว่าา้ารัฐบาลเข้มแข็งนั้น เป็นเรื่องดี รัฐบาลจะเข้มแข็งได้นายกรัฐมนตรีต้องอิสระจากสภาครับ ไม่ว่าจะเลือกโดยตรง หรืออะไรก็ตาม หรือจะได้มาโดยวิธีไหน แต่ท่านต้องแยกอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี กับสภาออกให้ขาดให้ได้ำ้ายังไม่กล้านะครับไปวิจัย ไปฟังประเทศนั้นเอาตัวอย่างประเทศนี้ มาเราไม่สามาราจะแก้ปัญหาประเทศเราได้ เพราะรัฐบาลนั้นไม่สามาราจะมีเสาียรภาพได้ แล้วก็จะระบบโควตาครับ ซื้อขายตำแหน่งกันครับ แล้วก็มาหาผลประโยชน์กัน นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้น ในประเทศไทย หัวใจสำคัญที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำร่างมานี่ ผมไม่แน่ใจว่า ท่านดูรายละเอียดดีหรือยัง หรือว่าดูรอบคอบหรือยัง ท่านบอกว่าให้มีพรรคการเมือง หลายพรรคการเมืองมาจัดตั้งรัฐบาลเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทางการเมืองว่าจะมีใครที่มีคะแนนเสียง มากเกินไป และท่านก็ทำรูปแบบว่าให้ ส.ส. นั้นสมัครอิสระได้ แต่ปรากฏว่ามีคนทักท้วงมาก ว่าเมื่อสมัครอิสระแล้วคนที่รับเลือกตั้งมาเขาจะขายตัว ท่านก็เลยเปลี่ยนวิธีให้เป็น กลุ่มการเมือง และท่านก็เข้าใจว่ากลุ่มการเมืองนั้นคนจะเลือกตั้งกลุ่มนั้น กลุ่มนี้ กลุ่มออกกำลังกาย กลุ่มกีฬา กลุ่มรักสัตว์ แต่ท่านเห็นปัญหาสภาพบ้านเมืองที่ผ่านมาไหมว่ากลุ่มการเมืองของเรา มีกลุ่มการเมืองที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือความแตกแยกของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ที่ผ่านมาไม่นาน ฝ่ายทหารเองพยายามจะสลายกลุ่มการเมืองไม่ให้เกิดขึ้นครับ ไม่ให้ ประชาชนแบ่งแยกเป็นสี ไม่ให้ประชาชนมีหมู่บ้านเสื้อแดง ไม่ต้องการให้มีกลุ่ม นปช. ไม่ต้องการให้มีกลุ่ม กปปส.แต่ปรากฏว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ท่านบัญญัติมาท่านลืม สิ่งเหล่านี้ไปหรือเปล่าท่านไปเปลี่ยนว่าคนที่สมัคร ส.ส. ได้นั้นต้องมาจากพรรคการเมือง แล้วก็มาจากกลุ่มการเมือง ต่อไปผลจะเป็นอย่างไรครับท่านประธาน คนกลุ่มการเมืองเหล่านี้ ที่เขาต่อสู้กันมาเขาก็จะมีตัวแทนของเขาที่จะตั้งกลุ่มขึ้นมา และกลุ่มเหล่านี้มันเหมือน กลุ่มออกกำลังกายไหม มันเหมือนกลุ่มรักสัตว์ไหม มันเหมือนกลุ่มนั้น กลุ่มนี้ไหม ไม่ใช่เลยครับ กลุ่มการเมืองเหล่านี้คือกลุ่ม นปช. กปปส. ครับ ที่แบ่งกลุ่มออกชัดเจนครับ และกลุ่มเหล่านี้ า้าเกิดออกกฎหมายมารองรับให้กลุ่มเหล่านี้มาเล่นการเมือง หรือจัดตั้งส่งคนสมัคร รับเลือกตั้งได้ คนกลุ่มเหล่านี้มีกลุ่มคนแบ่งส่วนแล้วเป็นสิบ ๆ ล้านคนครับ ต่อไปข้างหน้า เลือกตั้งพรรคการเมืองจะหมดความหมาย ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ ที่บอกว่าเป็นพรรคใหญ่ มันจะกลายเป็นกลุ่มการเมือง มี นปช. มี กปปส. แล้วคนเหล่านี้ จะสร้างความแตกแยกให้กับคนในชาติ นี่คือร่างรัฐธรรมนูญที่ท่านจัดทำมา ท่านคิดไหมครับ มันจะเกิดสิ่งเหล่านี้นี่คือปัญหาใหญ่ครับำ้าหากว่าท่านยังคิดว่าการที่จัดกลุ่มการเมือง และจะทำให้รัฐบาลมีหลายพรรคการเมือง ไม่ใช่เลยครับ ต่อไปนี้นะครับ คนที่จะจัดตั้ง รัฐบาล ไม่ นปช.ก็ กปปส. ครับ คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีอาจจะเป็นคุณจตุพรก็ได้ ท่านอย่า หัวเราะเลยเป็นเรื่องจริงครับำ้าหากว่าพระสุเทพไม่สึกมาก็จะมีตัวแทนของ กปปส. มาเป็น นายกรัฐมนตรีครับ แล้วช่วงนั้นล่ะครับ คนในชาติก็จะแบ่งแยกออกเป็นกลุ่ม เป็นฝักเป็นฝ่าย แล้วก็มาต่อสู้กันในทางการเมืองอีก นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้นครับำ้าหากว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ท่านยังเห็นดีกับการที่จะจัดทำ ให้พรรคการเมืองเขามีหลายพรรคเป็นรัฐบาลผสมำ้าเป็นอย่างที่ท่านว่าา้าเป็นรัฐบาลผสมจริง อย่างที่ท่านตั้งใจท่านก็จะเจอะรัฐบาลที่อ่อนแอ รัฐบาลที่ไม่มีเสาียรภาพ มีโควตา มีระบบหลาย ๆ กลุ่มมารวมตัวกันแลกผลประโยชน์กัน มาทุจริตคอร์รัปชันกัน คือแบบเดิม คือาอยหลังเข้าคลอง แต่า้าหากว่าท่านใช้รัฐธรรมนูญนี้แล้วเกิดกลุ่มการเมืองที่เป็นอยู่ ในปัจจุบันเขาแบ่งกลุ่มออกไปแล้วตอนนี้ กลุ่มไหนเข้ามาก็ไม่มีทางสู้ได้ ก็จะเป็นกลุ่ม นปช. กลุ่ม กปปส. นี่ล่ะครับ ที่จะเข้ามาจัดตั้งรัฐบาล แล้วก็มาสู้กันอีกครับ สู้ในสภาไม่ได้ เขามีประสบการณ์แล้วครับ เขาก็ต้องสู้กันอย่างที่ผ่านมา ท่านประธานครับ ผมพยายาม ให้เห็นว่านี่คือปัญหาของร่างรัฐธรรมนูญที่เราพยายามให้เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดครับ นั่นหมายความว่าผมไม่ได้ติติงท่านหรอกครับ ผมเชื่อว่าท่านหวังดีครับ ท่านมีเจตนาดี ท่านเอาความรู้ของท่าน เอาประสบการณ์ดี ๆ ของท่าน เอาวิชาการของท่านเขียนไว้ ในรัฐธรรมนูญก็เพื่อที่จะสร้างความปรารานาดีให้กับบ้านเมือง ผมเข้าใจครับ แต่สิ่งที่เกิดขึ้น ท่านมองไหม มองอีกด้านหนึ่งไหมครับ แล้วมีอีกหลายเรื่องในนี้ที่เขียนออกมาแล้ว มันสร้างปัญหาให้กับประเทศชาติ ไม่ว่าองค์กรต่าง ๆ ที่าูกสร้างขึ้นมา หรือว่าท่านจะใช้ า้อยคำอะไรก็ตามที่อาจจะฟังแล้วก็ดูดี ในรัฐธรรมนูญเขียน ประชาชนชาวไทยย่อมมีฐานะ เป็นพลเมือง เขียนแค่นี้ครับ คนทั้งประเทศก็งงหมดแล้ว กว่าท่าน สปช. จะเข้าใจ ยังอธิบายกันแล้วอธิบายกันอีก ท่านก็พิจารณาดูเองแล้วกันว่ามันจะทำให้สับสนอลหม่าน แค่ไหน ในส่วนของปัญหาที่เกิดขึ้น จริง ๆ ผมมีเนื้อหาสาระในรัฐธรรมนูญจำนวนไม่น้อย แต่ด้วยระยะเวลาที่จำกัด มันก็จะทำให้เสียโอกาสของการจะนำเรื่องที่เป็นประโยชน์ มานำเสนอท่าน แต่ก็ต้องบอกว่าองค์กรที่ท่านจัดตั้งขึ้นมาทั้งหลายเป็นที่ชื่นชมยินดี ไม่ว่าจะเป็น องค์กรเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งมีอยู่แล้วอันนี้ สภาตรวจสอบภาคพลเมือง มาตรา ๗๑ สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ มาตรา ๗๔ คณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติ มาตรา ๗๗ คณะกรรมการดำเนินการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนโดยระบบคุณธรรม มาตรา ๒๐๗ สมัชชาพลเมือง มาตรา ๒๑๕ แล้วก็อีกหลายองค์กร ผมแนะนำให้ท่าน ท่านนำสิ่งเหล่านี้ ไปเขียนในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเาอะครับ เพราะา้าหากว่าท่านนำไปใส่ ในร่างรัฐธรรมนูญหรือในรัฐธรรมนูญแล้ว มันยังไม่มีหลักประกันอะไรที่จะเป็นคำตอบได้ว่า เรื่องเหล่านี้ที่ท่านพยายามทำให้ดีที่สุด มันจะดีอย่างที่ท่านต้องการหรือไม่นะครับ แต่ท่านวางโครงสร้างรัฐธรรมนูญให้เอาไว้เป็นหลักการสำคัญแล้วไปช่วยกันครับ ช่วยกัน ทั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ช่วยกันทั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญทั้งสภา ช่วยกัน จัดทำกฎหมายเหล่านี้ให้มันสมบูรณ์ให้มันสอดคล้องต้องกัน มันจะเป็นไปตามเจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมาตรา ๓๙ แต่ปรากฏว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ไปยกร่างรัฐธรรมนูญ บอกว่ากฎหมายเหล่านี้ให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่านตัดสภาปฏิรูปแห่งชาติไปไว้ที่ไหนครับ แล้วท่านก็ไปสร้างสภาขับเคลื่อน แล้วก็เอา สมาชิกไปดำรงตำแหน่งในนั้นต่อ เอา สปช. มาอีก อย่าทำเลยครับสิ่งเหล่านี้ มันาูกครหาเปล่า ๆ ว่าจัดทำองค์กรทั้งหลายเหล่านี้มาเพื่อตัวเอง ขอร้องเาอะครับ เราทำแล้วขอให้เป็นที่ยอมรับ า้าใครจะออกไปแล้วจะกลับเข้ามาทำหน้าที่ในองค์กรใด ผมว่าทำได้ครับ แต่ในขณะที่เราอยู่ ในตำแหน่ง อย่าเขียนอะไรเพื่อประโยชน์ตัวเองเลยมันเสียหายำ้าคิด ๔๐ นาที ผมก็เหลือ อีก ๓ นาทีเท่านั้นนะครับ ผมขอไปใช้เวลา ๓ นาที ของผมนี่ในส่วนของกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมแล้วกันนะครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ