สมชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง แสดงความเห็นเกี่ยวกับการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาหลักของประเทศ และการกระจายอำนาจให้กับองค์กรบริหารท้องถิ่น รวมถึงการปรับปรุงระบบการคลังและระบบการจัดสรรงบประมาณ เพื่อป้องกันการใช้จ่ายเงินโดยไม่ได้ผ่านกระบวนการงบประมาณ และเพื่อให้แน่ใจว่าภาษีที่เก็บไปนั้นจะนำไปสู่ประโยชน์ให้กับคนจนมากกว่าคนรวย
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ เพื่อนสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพรักทุกท่านครับ ผม นายสมชัย ฤชุพันธุ์ สมาชิก เลขที่ ๒๐๔ ในฐานะประธานกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง ผมมี ๖ ประเด็นนะครับ
ประเด็นแรกนี่ ผมเห็นว่าในภาพรวมนี่ผมขอบคุณและขอชมเชย คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ทำการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาให้เป็นอย่างดีครับ าือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มีความก้าวหน้า มีความทันสมัยสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศไทยและของโลก และผมเห็นว่าสามาราแก้ปัญหาหลัก ๆ ของประเทศ ได้หลายอย่าง รวมทั้งสามารามีการปฏิรูปที่เป็นจริงด้วย ผมาือว่าเป็นผลงานที่มีคุณภาพ ซึ่งนอกจากจะสะท้อนให้เห็นาึงความสามาราและความชาญฉลาดของคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญแล้วนี่ ยังสะท้อนให้เห็นาึงความขยันขันแข็ง ความตั้งใจในการทำงาน เพื่อประเทศชาติอย่างรอบคอบของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญด้วย ผมจึงขอขอบคุณ และขอชมเชยกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทุกท่านครับ
ประเด็นที่ ๒ เรากำลังพูดาึงภาคนี้เป็นภาค ๒ ของรัฐธรรมนูญ ภาคนี้ชื่อว่า ผู้นำทางการเมืองที่ดี และระบบผู้แทนที่ดี ชื่อนี้ก็เท่ดี แล้วก็ดูน่าจะมีความหมายดีนะครับ แต่ผมเห็นว่าชื่อนี้มันไม่ได้ครอบคลุมเนื้อหาในภาคนี้ทั้งหมด ในภาคนี้มี ๗ หมวด หมวด ๑ เป็นหมวดผู้นำการเมืองที่ดีและระบบผู้แทนที่ดี ซึ่งเป็นชื่อเดียวกันกับภาค หมวด ๒ เป็นแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ หมวด ๓ เป็นรัฐสภา หมวด ๔ เป็นคณะรัฐมนตรี หมวด ๕ เป็นการคลังและงบประมาณ หมวด ๖ เป็นความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการ นักการเมือง และประชาชน ส่วนหมวด ๗ เป็นการกระจายอำนาจและการบริหารท้องาิ่น จะเห็นว่า มีหมวด ๑ หมวดเดียวที่มีเนื้อหาตรงกับชื่อภาค แล้วก็ปรากฏว่าหมวด ๑ นี่มีชื่อหมวด เหมือนกันกับชื่อภาคทุกคำทุกตัวอักษร เพราะฉะนั้นการที่หมวด ๑ มีชื่อเหมือนกันกับภาค มันเหมือนกับเรื่องในภาคนี่เขียนไว้ในหมวด ๑ หมดแล้ว หมวดอื่น ๆ มันไม่ควรจะมาอยู่ในภาคนี้ เพราะมันไม่ใช่เรื่องนี้ เพราะฉะนั้นผมเสนอว่าคำที่ใช้เป็นชื่อภาค ควรจะเป็นคำใหญ่ ซึ่งครอบคลุมเรื่องต่าง ๆ ในหมวด และสะท้อนให้เห็นว่าเราอ่านไปในภาคนี้จะเจออะไรนะครับ นั่นเป็นประเด็นที่ ๒ นะครับ
ประเด็นที่ ๓ นี้ ผมขอชมเชยคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่มีส่วน เกี่ยวข้องกับการร่างมาตรา ๘๘ำึงมาตรา ๙๑ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง ท่านได้เขียนไว้ในมาตรา ๘๙ ซึ่งกำหนดไว้ดีมากในเรื่องหลาย ๆ เรื่องที่เกี่ยวกับการคลัง และงบประมาณ แต่ผมเห็นว่าน่าจะได้มีการระบุเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวกับการงบประมาณว่า ในการทำงบประมาณนี่ควรจะต้องคำนึงาึงการลดความเหลื่อมล้ำ ท่านได้บอกว่าการจัดสรร งบประมาณนี่ต้องคำนึงาึงความเสมอภาคระหว่างเพศและความเสมอภาคด้านอื่น ๆ นะครับ อันนั้นผมก็ไม่คัดค้าน แต่เผอิญว่าในยุคที่เรากำลังจะปฏิรูป แล้วมีเป้าหมายประการหนึ่งคือการลดความเหลื่อมล้ำ ผมเห็นว่าการจัดสรรงบประมาณคงจะต้องมีหน้าที่ที่จะลดความเหลื่อมล้ำด้วย ความจริง เรื่องการลดความเหลื่อมล้ำได้ระบุไว้แล้วในมาตรา ๘๘ ซึ่งบอกว่า รัฐต้องส่งเสริม ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีอย่างเป็นธรรม แล้วก็ลดความเหลื่อมล้ำ แต่อย่างไรก็ตามเวลา ที่พูดาึงนโยบายการคลังำ้าจะใช้นโยบายการคลังเพื่อลดความเหลื่อมล้ำก็ทำได้ ๒ อย่าง อย่างหนึ่งคือเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า เก็บจากคนรวยเยอะ ๆ และเก็บจากคนจนน้อย ๆ แต่แค่นั้นไม่พอ ต้องไปดูแลว่าภาษีที่เก็บไปนั้นเวลาใช้จ่ายออกมาเป็นงบประมาณ ผลของการจ่ายงบประมาณประโยชน์มันได้กับคนรวยมากกว่าหรือคนจนมากกว่า า้าดูเฉพาะด้านภาษีว่าเก็บจากคนรวยเยอะ แล้วไม่ได้ดูด้านรายจ่าย พอเก็บจากคนรวยเยอะแล้ว เวลาจ่ายออกไปก็จ่ายให้คนรวยเยอะ แล้วก็คนจนได้น้อย ผลในการลดความเหลื่อมล้ำ ก็จะไม่เกิด เพราะฉะนั้นเวลาเขียนกำกับเกี่ยวกับเรื่องการจัดสรรงบประมาณ ผมว่าควรจะต้องมาเป้าหมายอันหนึ่งคือเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้สอคล้องกับ เป้าหมายใหญ่ของการดำเนินการปฏิรูปคราวนี้
ทีนี้มาาึงมาตรา ๒๐๐ ซึ่งท่านได้ทำเป็นนวัตกรรมใหม่ คือมีการนิยามคำ ในรัฐธรรมนูญซึ่งาือเป็นครั้งแรก และผมเห็นมีที่เดียวในนี้ที่มีการนิยาม ท่านให้คำนิยาม ของเงินแผ่นดิน ท่านได้แยกเงินแผ่นดินออกเป็น ๒ ข้อ ข้อ ๑ กับข้อ ๒
ข้อ ๑ เงินแผ่นดินให้หมายรวมาึงรายได้แผ่นดิน เงินกู้ เงินคงคลัง และเงินรายได้ จากทรัพย์สินและสิทธิประโยชน์อื่นที่รัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐาือกรรมสิทธิ์ หรือครอบครองเพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดินโดยรวม
ข้อ ๒ เงินแผ่นดินหมายาึงรายได้จากการดำเนินงานหรือจากทรัพย์สิน และสิทธิประโยชน์อื่นที่หน่วยงานของรัฐาือกรรมสิทธิ์หรือครอบครอง และใช้จ่ายตามที่ กฎหมายบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ โดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน ก็มีความแยกกัน อย่างชัดเจน แล้วก็ในวรรคสองของมาตราเดียวกันนี้ก็จะบอกว่า การจ่ายเงินแผ่นดินตาม (๑) โดยไม่ได้ตราเป็นพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี หรือพระราชบัญญัติงบประมาณ เพิ่มเติมจะกระทำมิได้ อันนี้ก็เป็นหลักการทางการคลัง ซึ่งเป็นการป้องกันการใช้จ่ายเงิน โดยไม่ได้ผ่านกระบวนการงบประมาณ ซึ่งจะต้องผ่านรัฐสภา ผมเข้าใจว่าที่มีการกำหนด เรื่องนี้ก็เพราะว่ามีปรากฏการณ์ซึ่งมีคนใช้ในทางที่ผิด คือไปออกกฎหมายกู้เงินเป็นจำนวนมาก แล้วก็ระบุไว้ในกฎหมายว่าเงินที่กู้มานั้นไม่ต้องเอาไปผ่านกระบวนการงบประมาณ และเอาไปใช้จ่ายตามที่วัตาุประสงค์ของการกู้นั้น ทีนี้ความผิดพลาดอันเกิดจากการกระทำ ของรัฐบาลบางชุด หรือว่าในบางกรณี และเพื่อไม่ให้เป็นการผิดพลาดเราสมควรจะต้องแก้ไข แต่ว่าการแก้ไขจะทำโดยการแก้ระบบเปลี่ยนไปเลย ปิดประตูเลย ผมคิดว่ามันอาจจะมี ปัญหา ประตูที่เขาเปิดไว้มันเป็นประตูหนีไฟ เป็นเซฟตี วาล์ว (Safety valve) ความจริง ข้อความทำนองนี้กับมาตรา ๒๐๐ วรรคสอง มันมีอยู่ในกฎหมายระบบการคลังปัจจุบัน คือใน พ.ร.บ. เงินคงคลัง ซึ่งอยู่ในมาตรา ๔ จะบอกว่า บรรดาเงินทั้งปวงที่พึงชำระให้แก่รัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นเงินภาษี ค่าปรับ หรือเงินกู้ ให้นำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดินนะครับ
และมาตรา ๖ ของ พ.ร.บ. เงินคงคลังที่จะบอกว่าการจ่ายเงินจากคลัง ให้กระทำได้แต่เฉพาะตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ. งบประมาณประจำปี พ.ร.บ. งบประมาณ เพิ่มเติม พ.ร.บ. โอนเงินงบประมาณ มติให้จ่ายเงินไปก่อนหรือพระราชกำหนดที่ออก ตามความในรัฐธรรมนูญ
ต่อไปมาตรา ๗ ของ พ.ร.บ. เงินคงคลัง จะเป็นมาตราที่เป็นการยกเว้น หลักใหญ่ซึ่งกำหนดไว้ในมาตรา ๖ ซึ่งบอกว่าการจ่ายเงินต้องทำผ่านงบประมาณ ส่วนข้อยกเว้นในมาตรา ๗ ก็จะระบุว่า กรณีต่อไปนี้ให้จ่ายเงินจากคลังได้โดยไม่ต้องตรา เป็นพระราชบัญญัติงบประมาณ ก็มีหลายข้อ แล้วมีอยู่ข้อหนึ่งคือข้อ ๒ ที่บอกว่ากรณีที่มี กฎหมายใด ๆ ที่กำหนดให้ต้องจ่ายเงินเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายนั้น ๆ และมีความจำเป็น ต้องจ่ายโดยเร็ว ก็จะเห็นว่าพระราชบัญญัติเงินคงคลังซึ่งใช้กันมาหลายสิบปีนี้นะครับ มันเป็นพระราชบัญญัติคลาสสิก (Classic) ซึ่งเราาือใช้มาโดยตลอด แล้วมันก็มีหลักเกณฑ์ที่ดี คือว่าเงินทุกอย่างจะจ่ายออกไปต้องทำเป็นงบประมาณ แต่เขาก็ตระหนักว่าการเขียน หลักเกณฑ์ไว้รัดกุมเข้มงวดอย่างนั้นมันทำให้เกิดความกระด้างตัวแล้วก็ไม่สามารายืดหยุ่นได้ เขาจึงเขียนบทยกเว้นไว้ในมาตรา ๗ บทยกเว้นในมาตรา ๗ ตามที่ผมอ่านไปแล้ว มันเป็น เซฟตี วาล์ว คราวนี้เราเอามาตรา ๖ ของ พ.ร.บ. เงินคงคลัง เนื้อหาในนั้นมาใส่เป็น มาตรา ๒๐๐ ของรัฐธรรมนูญ อันนี้แม้จะมีข้อความเหมือนกันก็ตาม แต่ผลมันจะ แตกต่างกันมาก เพราะการที่เป็นบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ มันแปลว่าเป็นบทบัญญัติ ในรัฐธรรมนูญซึ่งมีศักดิ์ศรีเหนือกฎหมายอื่น กฎหมายอื่นจะขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญไม่ได้ ขณะที่มันเป็นเนื้อหาของมาตรา ๖ ของ พ.ร.บ. เงินคงคลัง มาตรา ๗ มันเป็นบทยกเว้น มันอยู่ในกฎหมายเดียวกันมันยกเว้นได้ แต่พอมาเนื้อหาในมาตรา ๖ นั้น มันมาอยู่ในรัฐธรรมนูญ มันก็เลยเป็นกฎหมายใหญ่ของประเทศซึ่งกฎหมายอื่นจะขัดแย้งไม่ได้ เพราะฉะนั้นบทยกเว้น ของมาตรา ๗ ใน พ.ร.บ. เงินคงคลัง มันก็จะกลายเป็นบทบัญญัติที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ ย่อมไม่มีผลใช้บังคับ ก็แปลว่าเราปิดประตูตายสำหรับเซฟตี วาล์วที่เคยเปิดอยู่นะครับ เพราะฉะนั้นระบบมันก็จะขาดความคล่องตัวและขาดทางออกเวลาที่เกิดภัยพิบัติขึ้น การปิดตายเซฟตี วาล์วนี้มีผลโดยเฉพาะในกรณีที่มีความจำเป็นต้องกู้เงินนะครับ ปกติกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวิเคราะห์ ทั้งนี้แบ่งแยกการกู้เงินออกเป็น ๔ ประเภท
ประเภทแรก คือการกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล แปลว่าเก็บภาษีได้ไม่พอ และตั้งงบประมาณมากกว่าภาษีที่เก็บได้ก็ต้องกู้มานะครับ เงินกู้ตัวนี้จะเข้าคลัง แล้วก็ ออกตามงบประมาณ ไม่มีปัญหานะครับ
ส่วนการกู้ประเภทที่ ๒ เขาเรียกว่าเป็นการกู้แบบโปรเจกต์ โลน (Project Loan) คือการกู้เพื่อเอามาทำโครงการใดโครงการหนึ่งนะครับ
ส่วนการกู้ประเภทที่ ๓ เป็นการกู้ที่เป็นโปรแกรม โลน (Loan) คือกู้มาใช้ ในหลาย ๆ โปรเจกต์ (Project) พร้อม ๆ กันนะครับ
ส่วนการกู้ประเภทที่ ๔ เป็นการกู้เพื่อเสริมทุนสำรองระหว่างประเทศ ซึ่งมีใช้อยู่ ในกรณีที่มีภาวะฉุกเฉินอันอาจเกิดภัยพิบัติต่อระบบการเงินของประเทศ กระทรวงการคลัง กับธนาคารแห่งประเทศไทยจะทำงานร่วมกันและประสานงานกัน แล้วก็จะให้ กระทรวงการคลังไปกู้เงินตราต่างประเทศเข้ามาแล้วก็เอามาแลกเป็นเงินบาท โดยขาย เงินตราต่างประเทศให้กับแบงก์ชาติไป แบงก์ชาติก็จะมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ เพิ่มมากขึ้น กระทรวงการคลังก็เอาเงินนี้เข้าคลังไปและจะจ่ายออกมาได้ก็ต้องจ่าย โดยกระบวนการงบประมาณเหมือนกัน
เพราะฉะนั้นการกู้ทั้ง ๔ ประเภทนี้ ประเภท ๑ ประเภท ๓ และประเภท ๔ มันผ่านกระบวนการงบประมาณหมด ไม่มีปัญหา แต่ว่ากรณีที่มีปัญหาคือการกู้มาทำโปรเจกต์ ซึ่งเราก็ทำอยู่บ่อย ๆ เพราะว่าเราจำเป็นต้องมีโครงการที่จะตั้งใจทำเป็นพิเศษ แล้วก็ได้ผ่านกระบวนการสภาแล้วว่าจำเป็นต้องทำโครงการนั้นแล้วต้องไปกู้เงินมาเพื่อทำ เพราะฉะนั้นเงินที่ได้มาจะเอาไปทำอะไรมันรู้อยู่แล้ว เพราะความจำเป็นต้องไปจัดไพรออริตี (Priority) ในกระบวนการงบประมาณมันไม่มี แล้วก็า้าเอาไปจัดว่าจะจัดลำดับความสำคัญ ไปเทียบกับโครงการอื่น เงินกู้นั้นก็อาจจะไม่ได้มาทำโครงการที่กำหนดไว้ แล้วก็อาจจะ ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของการกู้ก็อาจจะมีปัญหา เพราะฉะนั้นผมเข้าใจดีาึงความจำเป็น ที่ต้องการแก้ปัญหาของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่ผมคิดว่าการแก้ปัญหา โดยการปิดประตูปิดวาล์ว (Valve) หมด มันเป็นการที่น่าจะเป็นปัญหาในอนาคตต่อไป นอกจากนั้นแล้ว ในรัฐธรรมนูญนี้ดูเหมือนว่าจะไม่ได้กล่าวาึงว่าพระราชบัญญัติเงินคงคลังกับพระราชบัญญัติ บริหารหนี้จะยังมีอยู่หรือไม่ หรือว่าจะยุบเลิกไป แล้วเอาไปรวมกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการคลังและการงบประมาณภาครัฐ ซึ่งมีเขียนเอาไว้ในรัฐธรรมนูญอยู่ ผมคิดว่า า้าจะไปยุบหมดอย่างนั้นก็มีความห่วงใยอย่างมากนะครับ เพราะว่าทำอย่างนั้นก็ต้องทำ ด้วยความรอบคอบ แล้วต้องเก็บให้ครบา้วนทั้งหมด ตกหล่นไม่ได้เลย แล้วเชื่อได้ว่าจะใช้ เวลานานมาก ที่ห่วงก็คือว่าา้ารัฐธรรมนูญออกใช้แล้ว แต่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการคลังและการงบประมาณภาครัฐยังไม่ได้ออกจะทำอย่างไร บทบัญญัติ ในพระราชบัญญัติเงินคงคลังเรื่องการบริหารหนี้ซึ่งกลายเป็นบทบัญญัติที่ขัดกับรัฐธรรมนูญใหม่ ที่ออกมาแล้วนี้จะยังใช้ได้อยู่หรือไม่ ตรงนี้คงต้องระมัดระวังและเขียนบทเฉพาะกาลให้ดี ปัญหาที่อาจจะเป็นปัญหาอีกอย่างหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นบ่อย ๆ ในขณะนี้ก็คือการจ่ายเงินเดือนและ เงินบำนาญ ขณะนี้เรามีกรณีเกิดขึ้นบ่อยครั้งที่งบประมาณประเภทเงินเดือนและเงินบำนาญ มีไม่พอ ตั้งไว้ไม่พอ จ่ายหมดก่อนสิ้นปีงบประมาณ ปัจจุบันนี้ก็ได้อาศัยพระราชบัญญัติเงินคลัง มาตรา ๗ (๑) ให้จ่ายไปก่อนได้ แต่า้าหากว่าบทบัญญัติในมาตรา ๒๐๐ ของรัฐธรรมนูญ ปิดประตูตรงนี้เสียก็จะมีปัญหาว่าจ่ายเงินเดือนและจ่ายบำนาญไม่ได้
ผมมีอีกประเด็นหนึ่งครับ ความจริงมีอยู่ ๒ ประเด็น แต่จะพูดให้เร็วนะครับ เพราะได้ทราบว่าเวลาหมดแล้ว มันมีเรื่องของงบประมาณ ๒ ขา ความจริงงบประมาณ ๒ ขานี่เป็นเรื่องดีแล้วผมเห็นด้วย แต่ว่าอยากให้ทำความเข้าใจชัด ๆ ว่างบประมาณ ๒ ขา คืออะไรและมีผลอย่างไร งบประมาณ ๒ ขาก็คือ เดิมนี่งบประมาณของไทยเป็นงบประมาณ ขาเดียว คือมีเฉพาะรายจ่ายเราเรียกว่าพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี แต่ทีนี้ จะเปลี่ยนใหม่เป็นพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี ไม่มีคำว่า รายจ่าย เพราะฉะนั้น แปลว่าในงบประมาณก็จะมีเรื่องทั้งรายรับและรายจ่าย ก็เป็นเรื่องดีที่จะทำให้ครบา้วน แต่ผลเป็นอย่างไร ผลก็คือว่าตัวเลขรายรับที่จะกำหนดไว้เป็นมาตราหนึ่งใน พ.ร.บ. งบประมาณ มันจะมีความหมายว่าอะไร มีผลบังคับหรือไม่ ในกรณีของตัวเลขทางด้านรายจ่าย มันมีผลบังคับในลักษณะที่บอกว่าจะจ่ายเกินนั้นไม่ได้ เช่นา้าตั้งงบไว้จ่ายรายการนี้ ๑,๐๐๐ ล้านบาท ก็ต้องจ่ายไม่เกิน ๑,๐๐๐ ล้านบาทำ้าจ่ายเกิน ๑,๐๐๐ ล้านบาท ก็ผิดกฎหมาย แต่า้าเป็น กรณีรายได้ สมมุติว่าเราตั้งงบว่าจะเก็บรายได้ ๒.๕ ล้านล้านบาท แปลว่าอะไร แปลว่า เราเก็บเกิน ๒.๕ ล้านล้านบาทไม่ได้ใช่ไหม หรือว่าแปลว่าเราเก็บต่ำกว่า ๒.๕ ล้านล้านบาท ไม่ได้ ไม่ว่ากรณีจะเป็นแบบไหนก็ตาม มันจะไม่มีผลทั้งนั้น เพราะอะไร เพราะว่าการจัดเก็บภาษี ต้องเก็บตามกฎหมาย กฎหมายภาษีดำรงอยู่ก่อนที่พระราชบัญญัติงบประมาณประจำปีแต่ละปี จะออกมา กฎหมายภาษีดำรงอยู่ตลอดเวลา แล้วการจัดเก็บภาษีก็ต้องเก็บตามกฎหมาย า้าเก็บไปแล้วได้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่งบประมาณบอกว่าต้องเก็บให้ได้ ๒.๕ ล้านล้านบาท จะไปเก็บเพิ่มอีกเพื่อให้ครบ ๒.๕ ล้านล้านบาท มันทำไม่ได้ มันก็ทำไปตามกฎหมายนี่ล่ะ หรือว่าเมื่อไรที่เราบอกว่า ต้องเก็บให้ได้ ๒.๕ ล้านล้านบาท แล้วเขาก็เก็บมาแล้วปีนั้นได้ดี ได้ ๒.๖ ล้านล้านบาท เขาจะหยุดเก็บได้ไหม เพราะมันเกินแล้ว ก็หยุดไม่ได้ เพราะต้องเก็บตามกฎหมายอยู่ดี เพราะฉะนั้นตัวเลขรายรับ ผลจริง ๆ มันคือเป็นตัวประมาณการ ไม่ใช่เป็นตัวเลขที่มีผลบังคับ เพราะฉะนั้นตัวเลขประมาณการขณะนี้มีอยู่แล้วในระบบงบประมาณของไทย คือเราได้เขียนไว้ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ว่าเวลาเสนองบประมาณรายจ่ายประจำปีต้องเขียนประมาณการรายได้ แาลงไว้ในเอกสารประกอบงบประมาณ แล้วาือว่าเป็นประมาณการ ไม่ใช่เป็นตัวเลขที่จะ ใช้บังคับ แต่ว่าบัดนี้จะไปเขียนไว้ในมาตราหนึ่งของพระราชบัญญัติงบประมาณ แต่ว่า ผมก็เรียนว่าผลบังคับมันก็จะเหมือนเดิมนั่นล่ะ เพราะฉะนั้นที่สื่อไปลงกันครึกโครมว่า การเปลี่ยนแปลงระบบงบประมาณขาเดียวเป็น ๒ ขาเป็นเรื่องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ มีผลทางปฏิรูปเยอะแยะ ผมก็เรียนว่าจริง ๆ แล้วมันไม่ได้แตกต่างอะไรกันมากนะครับ
ตรงนี้ก็อยากให้เข้าใจตรงกันเพื่อว่าจะได้ไปเขียนบันทึกไว้ในเจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญได้าูกต้องและตรงตามความเป็นจริง เพราะได้เขียนคุยไว้ว่ามันเป็น การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ มีผลประโยชน์อะไรเยอะแยะ มันก็เป็นปัญหาตีความในภายหลัง
ผมมีเรื่องสั้น ๆ อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือเรื่องเกี่ยวกับการกระจายอำนาจ ซึ่งใน มาตราหนึ่ง มาตรา ๒๑๓ ได้เขียนไว้ว่า เขาเขียนหลาย ๆ อย่างนะครับ แล้วบอกว่าต้องมี การจัดสรรภาษีและรายได้ระหว่างรัฐกับองค์กรบริหารท้องาิ่นที่เหมาะสมกับอำนาจหน้าที่ ขององค์กรบริหารท้องาิ่นแต่ละประเภท ทีนี้ผมเห็นว่าคำว่า มีการจัดสรรภาษีและรายได้ ไม่เพียงพอ แล้วการจัดสรรภาษีหมายความว่ารัฐบาลเก็บภาษีมาแล้วก็เอาภาษีมาจัดสรร มาแบ่งให้ อปท. แต่ผมคิดว่าขณะนี้เรากำลังต้องการเห็นว่ามีการแบ่งอำนาจในการจัดเก็บภาษี ไปให้ อปท. รับผิดชอบ อปท. ต้องรับทั้งผิดและชอบครับ จะทำเฉพาะงานด้านบวก ไม่ทำงานด้านลบไม่ได้ แล้วก็อำนาจในการจัดเก็บภาษีต้องมอบให้ อปท. และรู้ว่า มอบอำนาจในการจัดเก็บภาษีอะไรไป แล้วก็ประชาชนจะได้รู้ว่าภาษีตัวไหนเป็นภาษี ของท้องาิ่นระดับใด ภาษีใดเป็นภาษีของรัฐบาลส่วนกลาง อันนี้ก็แปลว่าท้องาิ่นจะมีอำนาจ ในการจัดเก็บภาษีและจะรู้ว่าเขาจะมีรายได้จากภาษีอะไร แต่ไม่ได้แปลว่าท้องาิ่นต้องจัดเก็บ ภาษีที่เป็นภาษีท้องาิ่นทั้งหมด เพราะว่าการบริหารจัดเก็บเป็นอีกเรื่องหนึ่งจะเหมาะสมที่จะ จัดเก็บที่ระดับใด ระดับจังหวัดหรือระดับตำบล หรือว่าระดับชาติ ก็อยู่ที่ลักษณะของภาษีนั้น โดยต้องคำนึงาึงความสะดวกของประชาชนและผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจ ส่วนความเป็นเจ้าของภาษีนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งนะครับ เพราะฉะนั้นก็อยากจะเสนอตรงนี้ เพื่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญรับไปพิจารณาปรับปรุงแก้ไขต่อไป ผมจะทำเป็น ลายลักษณ์อักษรเพื่อเสนอเป็นคำแก้ไขไปด้วยครับ ขอบคุณครับ