เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ หารือเรื่องการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนา และเรียกร้องให้มีการแก้ไขและขยายความใน ๕ มาตราสำคัญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของวัฒนธรรมที่มีต่อสังคม และการปฏิรูปงานวัฒนธรรมเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีในการสร้างสรรค์สังคม
ท่านประธาน ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และท่านสมาชิกที่เคารพรัก กระผม เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ สมาชิก สปช. หมายเลข ๑๑๗ ประธานกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนา ท่านประธานครับ เรื่องของศิลปวัฒนธรรมที่คลุมไปาึงเรื่องค่านิยม จริยธรรมและการศาสนานั้น ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเบา ๆ แต่ก็หนักอยู่พอสมควรนะครับ อาจจะไม่ร้อนเท่าประเด็นอื่น ๆ ผมขออภิปรายใน ๒ ภาคครับ ภาค ๒ กับภาค ๔ ภาค ๒ หมวดที่ว่าด้วยแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐ ภาค ๔ ส่วนที่ว่าด้วยการปฏิรูปด้านต่าง ๆ รวมทั้ง ๒ ภาคนั้นขอแบ่งเป็น ๔ ประเด็น ๔ เรื่อง
ประเด็นแรก ก็เกี่ยวกับมาตราที่ว่าด้วยงานวัฒนธรรมในรัฐธรรมนูญ
ประเด็นต่อมา ก็เรื่องความสำคัญและความสัมพันธ์ของงานวัฒนธรรม ที่เกี่ยวข้องกับบริบทสำคัญในสังคม
ประเด็นที่ ๓ ประเด็นาัดไป ความจำเป็นต้องปฏิรูปงานด้านวัฒนธรรม
ประเด็นสุดท้ายคือการแก้ไขและขยายความใน ๕ มาตราสำคัญ
ประเด็นแรก มาตราที่ว่าด้วยงานวัฒนธรรมในรัฐธรรมนูญนั้น ได้ดูแล้ว มีไม่ต่ำกว่า ๒๐ มาตราที่พูดาึงงานวัฒนธรรมเรื่องคุณธรรม เรื่องจริยธรรมและการศาสนา ไม่ต่ำกว่า ๒๐ มาตรา แต่มี ๕ มาตราเท่านั้นที่เกี่ยวโดยเฉพาะกับเรื่องจริยธรรม คุณธรรม ศาสนาและศิลปวัฒนธรรม ๕ มาตรานั้นก็คือมาตรา ๗๔ มาตรา ๘๐ มาตรา ๘๓ แล้วก็ มาตรา ๙๔ กับมาตรา ๒๙๐ ซึ่งเป็นเรื่องของส่วนที่ว่าด้วยการปฏิรูปโดยเฉพาะ ๕ มาตรา เกี่ยวกับงานด้านศิลปวัฒนธรรม ค่านิยม จริยธรรมและการศาสนาโดยเฉพาะ โดยเฉพาะ มาตรา ๗๔ ว่าด้วยจริยธรรม ซึ่งสมัชชาคุณธรรมจะเป็นผู้ประมวลจริยธรรมขึ้นมา มาตรา ๘๐ เกี่ยวกับศาสนาโดยเฉพาะ และมาตรา ๘๓ ก็เกี่ยวด้วยชุมชนเข้มแข็ง ด้วยความเข้มแข็ง ของชุมชนที่จะเกี่ยวข้องกับเรื่องของศิลปวัฒนธรรมในบางวงเล็บ มาตรา ๙๔ำือว่า เป็นแม่บททางวัฒนธรรม ซึ่งเกี่ยวข้องเกี่ยวโยงกับมาตรา ๒๙๐ ในการปฏิรูป ต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการ ซึ่งทุกคณะก็ต้องขอบคุณ โดยเฉพาะเรื่องของ ศิลปวัฒนธรรม ขอขอบคุณเป็นพิเศษ เพราะว่านี่เป็นรัฐธรรมนูญไทยฉบับแรกที่บรรจุ เรื่องของงานศิลปวัฒนธรรมไว้มากที่สุด แล้วก็เป็นรูปธรรมเป็นรูปเป็นร่างสามารา จะดำเนินการได้ด้วยเป็นครั้งแรกซึ่งผมคิดว่าเป็นนิมิตหมายอันดีของงานด้านศิลปวัฒนธรรมครับ อันนี้ก็ขอขอบคุณไว้นี่คือประเด็นแรกที่ผมขอนำเสนอ รายละเอียดจะพูดในตอนท้าย
ประเด็นต่อมาก็คือ เรื่องความสำคัญและความสัมพันธ์ของงานวัฒนธรรม ที่เกี่ยวข้องกับบริบทสำคัญในสังคม ก็ดังที่เคยเสนอไว้เมื่อตอนเริ่มที่จะเสนอแนวทาง เพื่อให้ท่านช่วยกันร่างรัฐธรรมนูญนั้น คณะกรรมาธิการของเราได้เสนอแนวทางไว้แล้ว ท่านก็ได้สกัดเอาใจความสำคัญนี้มาบรรจุไว้ในมาตราต่าง ๆำึงไม่ต่ำกว่า ๒๐ มาตรา ดังที่กล่าวไว้แล้ว ท่านประธานครับ คงจะต้องย้ำกันอีกทีหนึ่งว่าความสำคัญของวัฒนธรรมนั้น เป็นอย่างไร ผมขอประมวลรวมว่าไม่ว่าเรื่องของจริยธรรม คุณธรรม ค่านิยม และศาสนา ล้วนเป็นเรื่องวัฒนธรรมทั้งสิ้นครับ ศาสนาก็เป็นวัฒนธรรมครับ ขณะที่วัฒนธรรมอาจจะไม่ใช่ศาสนาเสมอไป แต่ทั้งหมดอยู่ในร่มใหญ่ของคำว่า วัฒนธรรม ดังที่ผมเคยนิยามว่า วัฒนะ อันแปลว่างอกเงยขึ้น ธรรมะ แปลว่าสิ่ง วัฒนธรรมคือสิ่งที่งอกเงย คือสิ่งที่คนทำ คนสร้างขึ้น เพื่ออะไร ก็เพื่อประโยชน์ในการเป็นอยู่อย่างเป็นปกติสุขของคนนั่นเอง ฉะนั้นวัฒนธรรมในที่นี้โดยรวมจึงหมายาึงวิาีชีวิต และวัฒนธรรมนั้นสามาราที่จะนำมา จำแนกแจกแจงได้อีกหลายมิติ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องศิลปวัฒนธรรมดังที่เราทราบกันเท่านั้น ประชาธิปไตยก็เป็นวัฒนธรรมครับ วัฒนธรรมประชาธิปไตย วัฒนธรรมเศรษฐกิจ วัฒนธรรม ความคิด ทั้งหลายเป็นวัฒนธรรมหมด แต่จะในเฉพาะคณะกรรมาธิการของเรานั้นก็มี เรื่องศาสนา เรื่องของจริยธรรมและค่านิยม ซึ่งผมขอประมวลไว้ว่าเรื่องของศาสนาเป็นเรื่องของ หลักคิดครับ ส่วนเรื่องของค่านิยมและจริยธรรมเป็นเรื่องของหลักการประพฤติและปฏิบัติ ค่านิยมเป็นพฤติกรรมหรือการประพฤติ ส่วนจริยธรรมนั้นเป็นหลักปฏิบัติ ศาสนาเป็นหลักคิด จริยธรรมเป็นหลักปฏิบัติ ส่วนศิลปะและวัฒนธรรมนั้นรวมแล้วศิลปะเป็นความจัดเจนในการ ทำงานในทุกมิติ ในหลายมิติ ส่วนวัฒนธรรมนั้นเป็นวิาีชีวิต ทั้งศิลปะและวัฒนธรรมจึงเป็น หลักสร้างสรรค์ซึ่งสามาราจะพัฒนาขึ้นไปได้ เพราะฉะนั้นหลักคิด หลักปฏิบัติ หลักสร้างสรรค์นี้ เป็นหลักสำคัญในการพัฒนาคุณภาพของคนก็เป็นประวัติศาสตร์และปรากฏการณ์ที่สังคมไทย หรือคนไทยนี้มีพัฒนาการตามลำดับโดยชื่อหรือโดยวาทกรรมตั้งแต่ไพร่ฟ้า ไพร่ราษฎร์ มาเป็นราษฎร มาเป็นประชาชน จนกระทั่งมาเป็นพลเมือง อันนี้ก็เป็นวัฒนธรรมที่พัฒนาขึ้นมา จากรูปธรรมโดยสังคมเป็นผู้ผลักดันขึ้นมา นี่สำคัญครับ นี่คือความสำคัญ ทีนี้ความสัมพันธ์ ของเรื่องเหล่านี้ก็คือผมเคยเปรียบเทียบไปแล้วว่าวัฒนธรรมนั้นเป็นผลผลิตของสังคมครับ วัฒนธรรมไม่ได้ตกมาจากฟ้าโดยไม่มีเหตุไม่มีผล วัฒนธรรมเป็นผลผลิตของสังคม เพราะมนุษย์เป็นผู้ทำเป็นผู้สร้างสังคม เป็นผู้ผลิตวัฒนธรรมขึ้นมา สังคมเองก็ไม่ได้ตั้งขึ้นลอย ๆ สังคมก็ตั้งอยู่บนฐานของเศรษฐกิจ แล้วก็อยู่ใต้อำนาจการบริหารจัดการทางการเมือง า้าจะเปรียบเป็นต้นไม้ สังคมก็คือลำต้น เศรษฐกิจนั้นเป็นราก ส่วนการเมืองก็คือเรือนยอดคือ กิ่ง ก้าน สาขา ใบ ทั้งหมดนี้รวมกันเป็นเอกภาพ เราาึงมักจะพูดว่า สังคม เศรษฐกิจ การเมือง า้าเปรียบเป็นต้นไม้ทั้ง ๓ ส่วน ต่างก็มีองค์ประกอบแตกต่างกันไป สังคมนั้นองค์ประกอบ ของสังคมก็คือศาสนา จริยธรรมและค่านิยมำ้าเปรียบเป็นต้นไม้ศาสนาหรือหลักคิดมันก็เป็น แก่นของไม้ต้นนี้ครับ จริยธรรมที่เป็นหลักปฏิบัติก็เหมือนกับเนื้อไม้นี้ครับ ส่วนค่านิยมที่เป็น พฤติกรรมต่าง ๆ นั้นก็คือเปลือกไม้ เพราะฉะนั้นองค์ประกอบของสังคมก็ประกอบไปด้วย ๓ สิ่งนี้ครับ นี่เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ และมันเป็นนามธรรม แต่องค์ประกอบเหล่านี้ มันมีขั้วบวก ขั้วลบ สังคมนั้นนอกจากองค์ประกอบที่ว่า หลักคิด หลักปฏิบัติและหลักประพฤติ องค์ประกอบเหล่านี้ มีขั้วบวก ขั้วลบ ขั้วบวกของวัฒนธรรมก็คือา้ามันงอก ผมพูดไว้แล้วว่า วัฒนธรรมหมายาึงสิ่งที่งอกเงยขึ้นำ้ามันงอกเงยไปในทางดีมันก็เป็นอารยธรรมครับ า้ามันงอกเงยไปในทางไม่ดีเป็นงอกง่อยนะครับ มันก็เป็นหายนะธรรม นี่คือขั้วบวกขั้วลบ ของสิ่งที่หลอมรวมกันขึ้นเป็นสังคม ส่วนเศรษฐกิจขอขยายความนะครับ เศรษฐกิจ ก็มีองค์ประกอบของมันคือทุนครับ ทุนก็มีขั้วบวกขั้วลบำ้าเป็นทุนสัมมาก็เป็นขั้วบวก า้าเป็นทุนสามานย์ก็เป็นขั้วลบ สัมมาก็คือเอาทุนมารับใช้สังคม สามานย์คือเอาสังคมมารับใช้ทุน นี่ก็เป็นขั้วบวกขั้วลบของเศรษฐกิจ ส่วนการเมือง องค์ประกอบของการเมืองก็คืออำนาจ ในการบริหารและจัดการ ขั้วบวกขั้วลบก็คือา้าใช้อำนาจไปในทางที่ผิดมันก็เป็นเผด็จการ อันนี้เป็นขั้วลบ ขั้วบวกก็คือา้าใช้อำนาจบริหารจัดการในทางที่าูกมันก็คือระบอบประชาธิปไตย ที่เราใฝ่ฝันและพยายามที่จะทำให้เป็นจริงนั่นเอง ต้นไม้ต้นนี้ต้องมองอย่างนี้มันจึงจะเห็นว่า มันเป็นเอกภาพกัน เอกภาพกันของความขัดแย้งด้วยครับ เพราะจะมีขั้วลบมาต่อต้าน อยู่เสมอ ๆ นั่นก็คือความสัมพันธ์ของงานด้านศิลปวัฒนธรรมที่มีต่อบริบทสำคัญของสังคม
ประเด็นาัดไปก็คือ ความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปงานด้านวัฒนธรรมครับ ผมขอใช้คำว่า วัฒนธรรม ในความหมายที่รวมหมด จะได้ไม่ต้องพูดย้อนไปย้อนมาว่า มันคือศาสนา มันคือจริยธรรม ค่านิยมอะไรเหล่านั้น วัฒนธรรมนี่รวมหมดแล้ว ความจำเป็น ที่จะต้องการปฏิรูปงานด้านวัฒนธรรมของยุคปัจจุบันนี้ผมคิดว่ามันเกิดขึ้นจากวิกฤติ ๓ ประการครับ
วิกฤติประการแรก ก็คือการขาดดุลยภาพของการจัดการงานด้านศิลปวัฒนธรรม หรืองานด้านวัฒนธรรม เพราะวัฒนธรรมเป็นเรื่องของคนทำ คนสร้าง สังคมเป็นผู้ก่อให้เกิด วัฒนธรรม แต่การจัดการหรือการกำหนดงานวัฒนธรรมนั้นที่แล้วมาเกิดขึ้นจาก ๒ ส่วนเท่านั้นเอง คือรัฐกับเอกชน รัฐก็คือราชการ เอกชนก็คือธุรกิจ ๒ ภาคส่วนนี้เป็นตัวกำหนดวัฒนธรรมอยู่ มันขาดไปอีกภาคส่วนที่สำคัญอย่างยิ่งคือภาคประชาชนหรือประชาสังคม แล้วรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ได้ให้อำนาจกับประชาชน ได้ให้อำนาจกับภาคประชาสังคม ได้ให้อำนาจในการจัดการ บริหารงานด้านศิลปวัฒนธรรมร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ กับอีก ๒ ภาคส่วนคือภาครัฐ กับภาคเอกชน ภาคประชาชนมีส่วนร่วมที่จะเข้ามามีสิทธิและมีส่วนร่วมที่จะเข้ามากำหนด งานวัฒนธรรมด้วยกัน นี่เป็นนิมิตใหม่ เป็นมิติใหม่ซึ่งอยากจะให้ตราไว้ว่านี่เป็นปรากฏการณ์ ที่เราจะต้องขับเคลื่อนให้เป็นจริง ดุลยภาพอันนี้ ๓ ส่วนสำคัญคือภาครัฐ ภาคเอกชน แล้วก็ ภาคประชาชนต้องมีดุลยภาพกันครับ งานศิลปวัฒนธรรมมันจึงจะมีพลัง แล้วก็สร้างสรรค์สังคม แล้วก็จะทำให้สังคมมีคุณภาพคนมีคุณภาพตามที่เราต้องการ ต้องการให้คนเป็นพลเมืองนี่ละครับ ต้องรักษาดุลยภาพนี้ไว้ ที่แล้วมามันไม่เป็นอย่างนั้นครับ ผมจะยกตัวอย่าง โทรทัศน์เราจำกันได้ ไหมครับ เมื่อเริ่มแรกเป็นโทรทัศน์ของราชการ มีไม่กี่ช่อง แล้วต่อไปก็ให้กับเอกชนเข้ามาทำ ประกอบกันไปด้วยกลายเป็นช่อง ๓ ช่อง ๕ ช่อง ๗ เวลานี้โทรทัศน์มีเป็นร้อย ๆ ช่อง วิทยุเป็นร้อย ๆ สาานี ท่านเชื่อไหมครับว่าโทรทัศน์ วิทยุเป็นร้อยสาานีเปิด ๒๔ ชั่วโมง มันสามาราที่จะทำลายรสนิยมคนภายในไม่าึงชั่วอายุคนครับำ้ามันดีมันก็สร้างสรรค์ด้วยครับ แต่ขณะเดียวกันมันก็ทำลายด้วย เราจะเห็นว่ารสนิยมของคนได้กลายเป็นค่านิยมของสังคมนี้ มันกลายเป็นว่าเราไม่รู้จักตัวเอง นอกจากไม่รู้จักแล้วก็ดูาูกตัวเองด้วย มันกลายเป็นว่าอยากจะเป็นอื่นตามเขาแล้วเก่ง คิดเอง แล้วโง่ นี่คือค่านิยมที่ผิด ซึ่งสิ่งแวดล้อมหรือสื่อที่มันมากำหนดรสนิยมของเรานี้ทำให้ คนเป็นอย่างนั้น ทำให้ค่านิยมของสังคมเป็นอย่างนั้น อันนี้เป็นความจำเป็นต้องปฏิรูปครับ มิเช่นนั้นแล้วเราจะหาตัวเองไม่เจอ ผู้รู้บอกว่าก่อนที่เราจะเป็นอะไรในโลกนี้เราต้อง าามตัวเองให้ได้ก่อนว่าอะไรที่ทำให้เราเป็นเรา ก่อนที่จะเป็นอะไรต้องาามตัวเองให้ได้ว่า อะไรที่ทำให้เราเป็นเรา นั่นคืองานวัฒนธรรมครับ เราต้องกลับคืนมาสู่ตัวเองด้วยรากฐาน ทางวัฒนธรรมนี่ละครับ และนี่คือวิกฤติที่อาจจะมองไม่เห็นมันเป็นม่านมายาที่บังตา แต่เป็นความจริง นี่คือวิกฤติประการหนึ่ง รัฐธรรมนูญนี้ได้พูดาึงดุลยภาพนี้ไว้แล้ว ในงานวัฒนธรรม
วิกฤติประการที่ ๒ ก็คือ การปะทะกันทางวัฒนธรรม วัฒนธรรมอะไรที่ปะทะกัน ๑. ก็คือวัฒนธรรมความเชื่อ ๒. วัฒนธรรมความคิด ๒ วัฒนธรรมนี้กำลังปะทะกัน ในสังคมบ้านเราก่อให้เกิดความไม่เข้าใจ ก่อให้เกิดความแตกแยก ความเชื่อนั้นคู่กับคำว่า ฟัง เชื่อฟังอย่างไรครับ ส่วนความคิดนี้คู่กับคำว่า อ่าน คิดอ่านอย่างไรครับ สังคมไทย เราเป็นสังคมที่เชื่อฟังเป็นรากฐานวัฒนธรรมของความเชื่อมานานเป็นพันปีด้วยซ้ำไป เพราะว่าเราเชื่อฟัง ฟังใครครับ ฟังผู้มีบุญ ฟังพระเทศน์ ฟังผู้มีอำนาจ ฟังผู้ปกครอง ฟังผู้ใหญ่ การเชื่อฟังนี้ไม่ใช่ไม่ดีนะครับ เพราะสังคมเก่าหรือสังคมไทยแต่เดิมมานั้น เรามีกรอบของจารีตประเพณีที่ดี เรามีกรอบของศีลธรรมที่แข็งแรง เพราะฉะนั้นสังคมไทย เป็นสังคมที่เชื่อฟัง เชื่อฟังก็เป็นสิ่งที่ดี เป็นความเชื่อที่ดี แต่ว่าปัจจุบันนี้มันเปลี่ยนไปสังคม มันก้าวกระโดดมากครับท่าน ใน ๑๐-๒๐ ปีนี้สังคมเปลี่ยนพลิกอย่างตามแทบจะไม่ทัน มันกลายเป็นว่าทันสมัยแต่ไม่พัฒนา เพราะมันเกิดสังคมความคิด คิดนี่คิดอ่านนะครับ อ่านก็คือการศึกษา สังคมที่เปิดโอกาสให้คนมีการศึกษาอย่างทั่วาึงเป็นทางการนั้น เกิดเมื่อสมัยรัชกาลที่ ๕ นี้เองครับ เพราะฉะนั้นความคิดอ่านหรือการศึกษามันเกิดมาแค่ ประมาณ ๑๐๐ ปี หรือ ๑๐๐ กว่าปี ฉะนั้นรากฐานของสังคมความคิดมันมีน้อยกว่ารากฐาน ของสังคมความเชื่อครับ ตอนนี้เรากำลังจะปะทะกันอยู่และสังคมความคิดที่เป็น เรื่องการศึกษาซึ่งเราจะต้องปฏิรูปกันอยู่นี้มันก็ยังไม่แข็งแรงครับ พื้นฐานความคิด ของสังคมไทยยังไม่แน่นหนา ไม่มั่นคงเหมือนกับสังคมความเชื่อ นี่ก็เป็นวิกฤติอันหนึ่งที่เรา า้าไม่คิดก็จะไม่มองไม่เห็น แต่า้าคิดก็จะได้เห็นปัญหากันเยอะแยะ และปัจจุบันนี้ไม่ใช่ เท่านั้นครับ เรื่องสื่ออย่างเมื่อวานมีการอภิปรายกัน อิทธิพลของสื่อมันเป็นภูมิที่มาเขย่า เรื่องของช่องว่างระหว่างความเชื่อกับความคิดให้มากขึ้นไปอีกครับ อันนี้คือวิกฤติใหม่ ของสังคมไทยเรา คือเรื่องการปะทะกันทางวัฒนธรรมความเชื่อกับความคิดครับ
วิกฤติอีกประการหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าเป็นวิกฤติ ท่านอาจจะไม่เห็นว่าเป็นวิกฤติ นั่นคือวิกฤติทางวาทกรรม วิกฤติทางวาทกรรมครับ ผมยกตัวอย่างคำว่า ศรีธนญชัย ที่เราพูดกัน า้าเราไม่เข้าใจ ไม่เคยอ่านเรื่อง ไม่เคยรู้เรื่องศรีธนญชัยเราก็จะไม่รู้ว่าหมายาึงอะไร ผู้รู้ท่านบอกว่าา้าเราจะรู้าึงภาวะของความจริงว่ามันทำให้กลายเป็นความจริงขึ้นมาได้ อย่างไร เราก็จะเข้าใจความจริงได้ดียิ่งขึ้น คือา้าเราจะเข้าใจภาวะของความจริงว่ามันเป็นสิ่ง ที่าูกทำให้กลายเป็นความจริงขึ้นมาอย่างไร เราก็จะเข้าใจความจริงได้ดียิ่งขึ้น วาทกรรมต่าง ๆ ที่เราใช้กันนั้นมันมีภาวะการเกิดขึ้นของมัน ซึ่งบางทีเราฉวยใช้ เช่น คำว่า ประชาธิปไตย เช่นคำ รัฐประหาร เช่นคำอีกหลายคำ แม้กระทั่งการปฏิรูปนี่เอง มันเป็นชุดความคิด เมื่อวานคุณประสารได้อธิบายด้วยภาพและคำได้ดีมาก ผมก็อยากจะมาขยายความอีกนิดหนึ่ง เช่น คำว่า รัฐประหาร ที่จริงแล้วคำว่า รัฐประหาร กลายเป็นความคิดรวบยอด เพราะหมายาึงการโค่นล้มอำนาจซึ่งกันและกัน เราผูกติดกับวาทกรรมนี้มาตลอด ผมไม่ได้หมายความว่ารัฐประหารดีนะครับ แต่ผมหมายาึงว่าา้าเราดูภาวะความจริงคำว่า การรัฐประหาร แต่ละครั้ง แต่ละครั้ง แต่ละครั้งนั้นมันมีมิติและภาวะที่ต่างกัน เช่น รัฐประหารเที่ยวที่แล้ว ผมาือว่า รัฐ ประหาร รัฐ ด้วยการเป็นรัฐที่ล้มเหลว ดังที่คุณประสาร อภิปรายเมื่อวานนี้ ชี้ให้เห็น นั่นเป็นการรัฐประหารอย่างหนึ่งเหมือนกันนะครับ คือรัฐประหารรัฐด้วยการเป็นรัฐที่ล้มเหลว นี่ก็เป็นภาวะความจริงอีกอันหนึ่ง แล้วา้าเราดู ความจริงต่อไป สภาปฏิรูปแห่งชาติของเราเกิดขึ้นก็เพราะความขัดแย้งในเรื่องของความคิด ที่ว่าจะปฏิรูปก่อนเลือกตั้งหรือจะเลือกตั้งก่อนปฏิรูป ซึ่งเราเคยวิจารณ์ ผมเองเคยวิจารณ์ว่า การเลือกตั้งนั้นมันเหมือนกับเราได้ใบขับขี่มาจะาูกต้องหรือไม่าูกต้องไม่รู้ แล้วก็เอาใบขับขี่นี้ มาทำผิดกฎจราจร แล้วเราก็อ้างว่าเรามีใบขับขี่เราสามาราจะขับขี่อย่างไรก็ได้ อันนี้ไม่าูกครับ เพราะว่าการได้มาซึ่งอำนาจ กับการใช้อำนาจมันคนละขั้นตอนกันครับ เพราะฉะนั้น การเลือกตั้งมันจึงเหมือนเครื่องกรองน้ำครับ ที่บ้านท่านมีไหมครับ ที่บ้านผมมีครับ มันมีอายุ ของมันนะครับ หมดอายุแล้วไส้กรองมันเน่า เครื่องกรองต้องเปลี่ยน เพราะไม่ค่อยได้า่าย หรือล้างมันสักเท่าไร เพราะฉะนั้นเครื่องกรองน้ำา้ามันหมดอายุจะเอาน้ำดีใส่ลงไปมันก็เป็น น้ำเน่าครับ ระบบการเลือกตั้งของเราก็เหมือนกันำ้ายังปล่อยให้เป็นไปอย่างนั้นเราก็จะมี น้ำเน่ามาเข้าสภาไม่รู้จบ รู้สิ้น ฉะนั้นเราจึงต้องการการปฏิรูปก่อนเลือกตั้งอย่างไรครับ ที่เป็นปัญหาอยู่ตอนนี้ก็คือเราต้องการปฏิรูปเรื่องระบบทั้งหลายแหล่ เหมือนกับ เครื่องกรองน้ำ เพื่อจะได้ได้น้ำดีมาเข้าสภาครับ เราากเาียงกันอยู่เรื่องนี้ละครับ ผมว่านี่ก็เป็น วิกฤติทางวาทกรรม เป็นวัฒนธรรมทางความคิดที่ผูกติดกับวาทกรรม แล้วก็วาทกรรมเหล่านี้ มันกลายเป็นกับดัก กับดักของสังคมเราที่เราก้าวไม่พ้นสักที ผมเชื่อว่าา้ามีการเลือกตั้งใหม่ ก็จะเกิดชุดความคิดเหล่านี้มาปะทะกันอีกำ้าเรายังไม่ทำความเข้าใจให้มันชัดเจนนะครับ เราไม่อยากให้วาทกรรมนี้เป็นกับดัก อันนี้ก็เป็นวิกฤติอีกอันหนึ่งที่าือเป็นวิกฤติ ทางวัฒนธรรม คือวัฒนธรรมทางความคิดที่ผูกติดกับวาทกรรมนั้น แล้วบ้านเราเราใช้ภาษาต่างประเทศ ที่สร้างความเข้าใจไม่ตรงกันมากเหลือเกิน ภาษาไทยเราครึ่งค่อนเป็นภาษาบาลี สันสกฤต ชื่อผมเอง นามสกุลผมเองก็เช่นกัน แปลกันไม่าูก ไปาามชื่อคนรุ่นใหม่สิครับ ชื่อกันแปลก ๆ ทั้งนั้นนะครับ ไม่รู้แปลว่าอะไร บางทีผมก็แปลไม่ออก ก็นี่อย่างไรครับ เพราะว่าเอาบาลี สันสกฤตมาใส่ ฉะนั้นเวลาจะพูดทำความเข้าใจในภาษากฎหมายต้องมีการจำกัดความว่า นี่หมายาึงอะไร นี่หมายเฉพาะอะไร นี่เป็นปัญหายุ่งยากอย่างหนึ่ง ฉะนั้นเมื่อเราเอา ดีมอคเครซี (Democracy) เอาคัลเจอร์ (Culture) เอาอะไรมา เราต้องมาแปลใหม่ และมาแปลเป็นบาลี สันสกฤตอีก เมื่อครู่ผมจะต้องยุ่งยากกับการแปลเรื่องวัฒนธรรม ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะว่าวัฒนธรรมเวลาเราไปเอ่ยไปพูดกับใครำามเขาหมายาึงอะไร ต่างคน ต่างตีความหมายกันไปคนละอย่างหมด นั่นก็เพราะว่าเรามีปัญหาอุปสรรคทางวาทกรรม โดยเฉพาะทางด้านภาษาด้วยครับ นี่ก็เป็นปัญหาทางวัฒนธรรมอีกเหมือนกัน จนกระทั่ง ก่อให้เกิดวิกฤติในวันนี้ด้วยครับ ผมอาจจะพูดไม่าึงครึ่งชั่วโมงหรืออาจจะาึงก็ได้นะครับ เพราะว่าตอนนี้มาาึงประเด็นสุดท้ายแล้วครับ ประเด็นที่ขอแก้ไขและขยายความ ใน ๕ มาตราสำคัญครับ ๕ มาตราสำคัญที่ผมยกไว้คือมาตรา ๗๔ มาตรา ๘๐ มาตรา ๘๓ มาตรา ๙๔ และมาตรา ๒๙๐
มาตรา ๗๔ นั้น เรื่องมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้นำการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่ละประเภทให้เป็นไปตามประมวลจริยธรรมที่สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติกำหนดขึ้นเพื่อให้ ความเห็นชอบ ตรงนี้ไม่มีอะไร เพราะว่าเป็นเรื่องที่จะต้องประมวลจริยธรรมขึ้นมา แต่ขอฝากข้อสังเกตไว้นิดหนึ่งว่าจริยธรรมที่ผมาือว่าเป็นหลักปฏิบัตินั้น มันขึ้นอยู่กับ ทั้งค่านิยมและขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายอย่างของสังคม เพราะฉะนั้นสังคมใหม่ก็มี จริยธรรมใหม่ครับ และต้องคำนึงว่าประมวลจริยธรรม จริยธรรมใหม่ในสังคมใหม่ เป็นอย่างไร อันนี้ก็เป็นปัญหาที่ฝากไว้นะครับ ยิ่งมีสื่อ อิทธิพลของสื่อเข้ามาอีกด้วย สื่อนี่สร้างอุณหภูมิของการปะทะทางวัฒนธรรมมาก เพราะฉะนั้นจริยธรรมใหม่ ก็ต้องตามให้ทันด้วยนี่คือมาตรา ๗๔ ไม่มีอะไรมาก
มาตรา ๘๐ สำคัญมากครับ เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับศาสนา มาตรา ๘๐ รัฐต้องให้ ความอุปาัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่ นับาือมาช้านานและศาสนาอื่น ส่งเสริมให้ศาสนิกชนเข้าใจและเข้าาึงหัวใจของศาสนาของตน ส่งเสริมความเข้าใจอันดีและความสมานฉันท์ระหว่างศาสนิกชนของทุกศาสนา รวมทั้ง สนับสนุนการนำหลักธรรมของศาสนามาใช้เพื่อเสริมสร้างศีลธรรม พัฒนาจิตใจและปัญญา ข้อความประโยคต้น ๆ นี้ ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตครับ คือคำว่า รัฐต้องให้ความอุปาัมภ์ และคุ้มครองพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับาือมาช้านาน และศาสนาอื่น ตรงนี้ผมอยากจะขอให้ทบทวนำ้าเป็นไปได้อยากให้ตัดออกเลยครับ เพราะอะไรครับ เพราะว่านี่เป็นสาระสำคัญซึ่งมีบัญญัติไว้แล้วในหลักการพื้นฐาน มาตรา ๙ พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพุทธมามกะและเป็นองค์ศาสนูปาัมภก องค์ศาสนูปาัมภกแสดงว่าเป็นผู้อุปาัมภ์ ศาสนาอยู่แล้วครับ ฉะนั้นไม่ควรจะมาบัญญัติในนี้อีกใช่ไหมครับ แล้วก็การที่บัญญัติพระองค์ เป็นพุทธมามกะนั้น ก็คือเน้นเรื่องความสำคัญของพุทธศาสนาครับ ก็ขอฝากไว้ตรงนี้ครับ ผมมีเวลาอีก ๑๐ นาทีใช่ไหมครับ นี่คือมาตรา ๘๐ ที่ขอฝากไว้นะครับ
ส่วนเรื่องส่งเสริมคือรัฐนี่ควรจะมาทำหน้าที่ส่งเสริมให้ศาสนิกชนเข้าใจ และเข้าาึงหัวใจของศาสนาตรงนี้เป็นสำคัญกว่าครับำ้าเข้าใจตรงนี้แล้วทำให้ได้ทุกศาสนา จะคงอยู่และเป็นหลักที่สำคัญในการพัฒนา
ส่วนมาตรา ๘๓ เรื่องของชุมชนเข้มแข็งและความเข้มแข็งของชุมชนที่พูดาึง เรื่องรัฐต้องส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนท้องาิ่นดังต่อไปนี้
๑. มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย แผนและงบประมาณ เพราะฉะนั้น ผมอยากจะตัดคำว่า มีส่วนร่วม คำว่า ส่วนร่วม เป็น สิทธิ ได้ไหม มันจะได้ชัดเจนขึ้นครับ มีสิทธิในการกำหนดนโยบายเลยครับ เพราะมีส่วนร่วมบางทีมันกำกวม เพราะว่าที่แล้ว ๆ มา อะไรที่มีส่วนร่วมคนมามุงดูก็เป็นส่วนร่วมนะครับ หรือรวบรวมรายชื่อมาแสดงก็าือว่า มีส่วนร่วม ควรจะบัญญัติให้ตรงไปเลย มีสิทธินะครับ อันนี้ก็ฝากไว้นะครับ มาตรา ๘๓
ส่วนมาตรา ๙๔ ที่ผมาือว่าเป็นแม่บทของงานวัฒนธรรมนั้นสำคัญมากครับ ที่บอกว่าเป็นครั้งแรกที่รัฐธรรมนูญของเราบัญญัติในเรื่องนี้ไว้
มาตรา ๙๔ รัฐต้องส่งเสริมวัฒนธรรมและศิลปะ โดยคำนึงาึงวัฒนธรรม ในทุกมิติเพื่อให้เป็นรากฐานเอกลักษณ์ของชาติและท้องาิ่น บริหารจัดการวัฒนธรรม เพื่อพัฒนาคุณค่าและมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคม และเปิดพื้นที่สาธารณะสำหรับ กิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรม ทั้งนี้โดยต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชน ชุมชน และองค์กรบริหารท้องาิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการตามมาตรานี้ครับ อันนี้เป็นบทบัญญัติที่สำคัญมาก ๆ โดยเฉพาะเรื่องการส่งเสริมวัฒนธรรมทุกมิติ ทุกมิตินี้ หมายความว่าเราต้องคำนึงาึงวิาีชีวิตในทุกมิติของสังคมนั้น ๆ ด้วย ไม่ใช่เฉพาะในเรื่องของ จารีตประเพณีเท่านั้น แล้วก็เอกลักษณ์ของชาติและท้องาิ่นนี้ก็สำคัญ เพราะว่าความเป็นท้องาิ่น แสดงโดยอัตลักษณ์ของเขา และเวลานี้ประเทศไทยเราเป็นลักษณะพหุวัฒนธรรม พหุวัฒนธรรมคือมีหลากหลายและอันนี้เป็นความงามของวัฒนธรรมด้วย เสียงที่แตกต่างกัน มารวมกันอย่างลงตัวนั่นละคือความไพเราะของดนตรีครับ ทีนี้ความหลากหลาย ทางวัฒนธรรม หลากหลายแต่คล้ายคลึงเป็นความงดงามของวิาีที่จะพัฒนาไปสู่ความเป็นอารยะได้ อันนี้สำคัญมาก ๆ แล้วก็เรื่องการบริหารพัฒนาคุณค่านี้ผมคิดว่าต่อไปงานของการจัดการ แม้กระทั่งยกตัวอย่างเรื่องการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมา้าทำให้เป็นเรื่องเป็นราว มันก็จะเป็นรายได้เข้าประเทศมหาศาลเลยนะครับ
แล้วก็อีกประการหนึ่งก็คือเดี๋ยวนี้เขาไม่ได้ใช้งานวัฒนธรรมมาเยียวยาจิตใจเท่านั้น แต่งานวัฒนธรรมมันกลายเป็นอาวุธทางวัฒนธรรมที่ต่างชาติมีอิทธิพล เข้ามากลืนชาติกันได้ เป็นอาวุธทางวัฒนธรรม ฉะนั้นงานวัฒนธรรมนี้บางทีมันเป็นเหมือนลูกศรที่จุ่มน้ำผึ้ง ภาษิตอาหรับ เขาบอกว่าการจะพูดสัจจะหรือการใช้สัจจะบางอย่างนั้นเหมือนกับยิงศร ต้องเอาศรจุ่มน้ำผึ้ง เสียก่อน ผมเคยเขียนเป็นกลอนนะครับว่าำ้าจะยิงธนูให้ดูจังหวะ ใช้ศรแห่งสัจจะสักดอกหนึ่ง ต้องการให้ศรศักดิ์นั้นปักตรึง จงศรจุ่มน้ำผึ้งแล้วจึงยิง งานวัฒนธรรมก็เป็นเช่นนั้น มันเป็น ทั้งอาวุธและเป็นทั้งการเยียวยาจิตใจของคนได้ด้วย ที่สำคัญที่สุดก็คือการเปิดพื้นที่ให้งาน วัฒนธรรม ผมสรุปสั้น ๆ ว่าเวลานี้บ้านเมืองเรา ประชาชนเรา กลางวันก็เดินห้าง กลางคืน ก็นั่งเฝ้าจอ แล้วก็นอนรอาูกหวย ฉะนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีพื้นที่ทางศิลปวัฒนธรรม และทางวัฒนธรรมนี่ผมได้ข่าวว่า หลายจังหวัด ท่านประชา เตรัตน์ ยืนยันได้ว่าเวลาไปเปิดพื้นที่แล้วเอางานศิลปวัฒนธรรมเข้ามา คนจะเข้าใจได้ดีกว่าแค่ไปพูด ๆ เท่านั้น ผมคิดว่าจำเป็นจะต้องเปิดพื้นที่แล้วครับ มีทางเลือกครับ ไม่ต้องไปเดินห้าง นั่งเฝ้าจอ รอาูกหวยเท่านั้น และอีกอย่างหนึ่งเป็นประโยชน์กับศิลปิน า้าหากว่าจะมีพื้นที่ให้เขามาแสดงนะครับ เพราะว่าเวลานี้า้าจะปล่อยให้เป็นอย่างนี้ ของเก่าก็หาย ของใหม่ก็หด เพราะศิลปินไม่มีพื้นที่ ของเก่าก็มีจะตายไป ของใหม่ก็ไม่กล้าสร้างสรรค์ ไม่มีพื้นที่ให้เขาอย่างไรครับ มันาูกกำหนดด้วยราชการกับเอกชนเท่านั้น แล้วภาคประชาชน ในมิติใหม่จะต้องมีบทบาทมากขึ้นครับ
ผมคิดว่ามาาึงอันสุดท้าย ก็ขอเสนอว่าการปฏิรูปงานด้านวัฒนธรรมครั้งนี้ เท่ากับเป็นการปรับสมดุลของประเทศ การปฏิรูปงานด้านวัฒนธรรมครั้งนี้เท่ากับเป็นการ ปรับสมดุลของประเทศครั้งสำคัญ โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างอำนาจ ขอยกข้อความ จากข้อเสนอการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจของคณะกรรมการการปฏิรูปที่เสนอต่อรัฐบาล เมื่อปี ๒๕๕๔ ตอนหนึ่งดังนี้ โครงสร้างอำนาจที่าือเอารัฐเป็นตัวตั้งและสังคมเป็นตัวตาม ยังเป็นอุปสรรคสำคัญของการพัฒนาประชาธิปไตย เพราะมันทำให้การเติบโตของประชาสังคม ที่จะทำหน้าที่ควบคุมกำกับรัฐเป็นไปได้ยาก ประชาชนพลเมืองจำนวนมากาูกทำให้เคยชิน กับความเฉื่อยเหนื่อยเรื่องส่วนรวม ความเฉื่อยเหนื่อยเรื่องส่วนรวม บ่มเพาะความคิดหวังพึ่ง และขยาดขาดกลัวที่จะแสดงพลังของตนและอีกด้านหนึ่งการควบคุมบ้านเมืองโดยศูนย์อำนาจ ที่เมืองหลวงได้ทำให้ท้องาิ่นอ่อนแอ ประชาชนอ่อนแอ กระทั่งดูแลตัวเองไม่ได้ในหลายกรณี โครงสร้างการปกครองแบบสั่งการจากเบื้องบนได้มีส่วนทำลายอัตลักษณ์ของท้องาิ่น ในที่หลายแห่ง ผู้คนในท้องาิ่นต้องสูญเสียทั้งอำนาจในการจัดการชีวิตตัวเอง สูญเสีย ทั้งศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจในวิาีวัฒนธรรมของตน นี่ละคือความจำเป็นรีบด่วนที่จะต้อง ปฏิรูปงานวัฒนธรรมในทุกด้าน ขอบคุณครับ