สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๖ · ๒๑ เมษายน ๒๕๕๘

จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ เสนอแนวคิดการเปลี่ยนแปลงการเมืองไทย โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมีผู้นำการเมืองที่ดีและระบบผู้แทนที่ดี และเสนอแนวคิดในการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานทางด้านการคมนาคมและโลจิสติกส์ในรัฐธรรมนูญ รวมถึงการปรับจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและบทบาทของนายกรัฐมนตรีและกระจายอำนาจให้กับท้องถิ่น

พันตำรวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์

เรียนประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม พันตำรวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จังหวัดมุกดาหาร กระผมขอน้อมนำเอาพระราชหัตาเลขาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปกฯ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ความว่า ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็น ของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิม ให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลาย ของข้าพเจ้า ให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาดและโดยไม่ฟังเสียง อันแท้จริงของประชาราษฎร วันที่ ๒ มีนาคมพุทธศักราช ๒๔๗๗ เวลา ๑๓.๔๕ นาฬิกา เพราะฉะนั้นตามที่สภาปฏิรูปแห่งชาติได้แต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญรับฟังความคิดเห็น และการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนประจำจังหวัด ความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน แต่ละจังหวัดในวันนี้ไหลมาเทมาที่สภาปฏิรูปแห่งชาติแล้วนะครับ ในอดีตที่ผ่านมา ๒๐ ปี หรือ ๒ ทศวรรษ ความคิดเห็นต่างทางการเมือง สร้างความแตกแยกในสังคม แบ่งสี แบ่งเสื้อ แบ่งขั้ว แบ่งข้าง แบ่งภาคประเทศอย่างชัดเจน เพราะคำสดุดีที่มีต่อการเมือง ทุกคนจึงคิด และมองว่านักการเมืองเป็นคนเลว แต่าึงอย่างไรก็ตามนักการเมืองเหล่านั้นเมื่อลงสมัคร รับเลือกตั้งทีไร ประชาชนก็เลือกตั้งเขาอยู่ดีกลับเข้ามาเป็น ส.ส. เหมือนเดิม จนเฒ่าจนแก่ ตั้งแต่อายุ ๒๕ ปีจนาึง ๗๐ กว่าปีก็ยังเป็น ส.ส. อยู่ คำาามว่าเพราะอะไรประเทศไทยจึงต้อง เป็นอย่างนี้ และอีก ๒๐ ปีข้างหน้านับแต่วันนี้เป็นต้นไปประเทศไทยจะเป็นอย่างไร

ภาค ๒ หมวด ๑ ผู้นำการเมืองที่ดีและระบบผู้แทนที่ดี

มาตรา ๗๓ ผู้นำการเมืองได้แก่ใครบ้าง

๑. ผู้สมัครรับเลือกตั้งทุกประเภทและทุกระดับ

๒. ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้งระดับชาติและระดับท้องาิ่นทุกตำแหน่ง อันนี้าือว่าเป็นผู้นำการเมืองตามคำนิยามของร่างรัฐธรรมนูญที่กล่าวอยู่นี้นะครับ

นอกจากนั้นหมวด ๒ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ อันนี้ก็จะเห็นได้ว่า มาตรา ๗๘ กำหนดเจตจำนงให้รัฐดำเนินการตรากฎหมายและกำหนดนโยบายการบริหาร ราชการแผ่นดิน ตั้งแต่มาตรา ๗๙ำึงมาตรา ๙๕ รวม ๑๗ มาตรา อันนี้ก็จะเห็นได้ว่าได้ กำหนดให้รัฐ ต้องดำเนินการหลาย ๆ สิ่ง หลาย ๆ อย่างตามที่ผมเขียนไว้ก็คือ ๑๗ ประการ แต่ที่น่าเสียดายจากที่ผมดูแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐทั้ง ๑๗ ประการนี้ คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญลืมเรื่องโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะทางด้านการคมนาคม ซึ่งได้แก่ ทาง หลวงแผ่นดิน ทางหลวงชนบท ทางราง ทางน้ำ ทางอากาศและทางเรือ ซึ่งที่เราเรียกกันว่า โครงสร้างพื้นฐานทางด้านโลจิสติกส์ของประเทศจนสนิทไม่มีเลยนะครับ ไม่มีเลย จะเห็นได้ว่า คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชย์ การท่องเที่ยวและบริการ ไม่ได้มี ข้อความคำว่า คมนาคม อยู่ด้วย ก็จะทำให้สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติหลาย ๆ ท่านมองว่า การคมนาคมไม่มีการปฏิรูป เพราะฉะนั้นผมจึงขอให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้กำหนดข้อความว่า รัฐต้องจัดทำโครงสร้างพื้นฐานทางด้านการคมนาคมและโลจิสติกส์ ให้ทั่วาึงทุกภูมิภาคอย่างเท่าเทียมกันด้วย ในมาตรา ๗๙ จนาึงมาตรา ๙๕ ที่ว่าก็ขอให้บรรจุ ข้อความเหล่านี้เข้าไปด้วยนะครับเพื่อจะได้เป็นประโยชน์ให้รัฐบาลชุดต่อไปได้ดำเนินการ

ในหมวด ๓ สภาผู้แทนราษฎร มาตรา ๑๐๓ สภาผู้แทนราษฎร ประกอบด้วย สมาชิก ๔๕๐ คน แต่ไม่เกิน ๔๗๐ คน ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ๒๕๐ คน ส.ส. บัญชีรายชื่อ ๒๒๐ คน อันนี้รวมแล้วก็ ๔๗๐ คน กระผมขอเสนอความคิดเห็นว่าความคิดเห็นของผมด้วย และของพี่น้องประชาชนซึ่งได้รับฟังมาจากจังหวัดมุกดาหารส่วนหนึ่ง แล้วก็จากการได้ศึกษา แนวความคิดจากการทำโพล (Poll) ความคิดเห็นของสภาพัฒนาการเมืองด้วยก็จะเห็นได้ว่า จำนวน ส.ส. ที่ควรจะเป็นก็คือ ๔๙๙-๕๐๐ คน กล่าวคือ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ๑๙๙-๒๐๐ คน ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งควรจะมี ๓๐๐ คน ๓๐๐ เขตเลือกตั้ง เหตุผลก็คือว่า ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อมาจากหลากหลายสาขาอาชีพและมีความเป็นสัดส่วนของพลเมืองในแต่ละภูมิภาค อันนี้ผมก็เห็นด้วย แต่ว่าควรจะลดจำนวนลงให้เหลือ ๑๙๙-๒๐๐คน ก็พอแล้วครับ ไม่ต้อง เอาาึง ๒๒๐ คน แต่ควรจะไปาัวเฉลี่ยให้กับ ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งเป็น ๓๐๐ คน ก็เนื่องจากว่าส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งเป็น ส.ส. ที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชน พลเมืองในพื้นที่ และทราบรู้เห็นความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนพลเมืองได้เป็นอย่างดีมากกว่า ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ คลุกคลีตีโมงอยู่ด้วยกัน เดือดร้อนอะไรก็จะไปปรึกษาหารือกับ ส.ส. ในพื้นที่เป็นหลักานนหนทาง แหล่งน้ำ ความเดือดร้อนต่าง ๆ ส.ส. ก็จะเป็นผู้รับข้อมูล จากพี่น้องประชาชนเหล่านั้นเพื่อนำมาเสนอในที่ประชุมรัฐสภาหรือสภาผู้แทนราษฎร ให้รัฐบาลได้รับทราบดังนั้นผมจึงเห็นว่าา้าจะมี ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ๓๐๐ คน เมื่อเฉลี่ยจำนวนประชากรก็จะเท่ากับ ๒๑๖,๖๖๗ คน ต่อ ส.ส. ๑ คน อันนี้ก็จะเห็นว่าจะมี ความสมดุล คือการเมืองใสสะอาดและสมดุลก็จะเป็นไปตามเจตนารมณ์ของคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญด้วย การที่ไปตัดจำนวน ส.ส. ลงให้เหลือ ๔๕๐-๔๗๐ คน ผมคิดว่า เป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพอันควรมี ควรได้ของพี่น้องประชาชนอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต แล้วประชาชนก็ฝากความคิดเห็นมาด้วยว่าา้าหากว่ามี ส.ส. เขต ๓๐๐ คน ๓๐๐ เขต และ ส.ส. บัญชีรายชื่อ ๑๙๙-๒๐๐ คน ประชาชนก็จะมีความพึงพอใจ และเป็นการคืนความสุข ให้กับประชาชนและพลเมืองตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ประสงค์ จะคืนความสุขให้แก่ประชาชนในปี พ.ศ. ๒๕๕๘-๒๕๕๙ นี้ด้วยนะครับ

ส่วนที่ ๓ วุฒิสภา มาตรา ๑๒๑ วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกจำนวนไม่เกิน ๒๐๐ คน มาจากการเลือกกันเองและจากการสรรหา ๑๒๓ คน มาจากการเลือกตั้ง จังหวัดละ ๑ คน รวมแล้ว ๒๐๐ คน อันนี้แรก ๆ ก็ยังดีนะครับ ๒๐๐ คนนี่มาจากสรรหาหมดเลย แต่พอไปฟังเสียงประชาชนเขาขอมีส่วนร่วมหน่อย เนื่องจากสมาคม องค์กรวิชาชีพ มูลนิธิต่าง ๆ เอาไปหมดเลย ประชาชนคนธรรมดาที่ไม่ได้สังกัดสมาคม ไม่ได้สังกัดมูลนิธิ ไม่ได้สังกัดกลุ่ม อะไรเลย เป็นประชาชนหรือราษฎรธรรมดาจะไม่มีสิทธิเลยในการที่จะได้สมาชิกวุฒิสภาของเขา ก็ยังให้มา ๑ ที่นั่งต่อ ๑ จังหวัด ก็ขอกราบขอบพระคุณด้วย แต่ในส่วนของที่มาจากการเลือกตั้ง ผมคิดว่าอย่างนี้ ประชาชนหรือราษฎรธรรมดาที่ไม่สังกัดกลุ่มการเมืองอะไร ไม่สังกัดสมาคม า้าจะไปตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองหรือเรียกว่าคณะกรรมการกันชนประชาชนในการใช้สิทธิ ทั้งสิทธิของผู้สมัครรับเลือกตั้งและสิทธิของผู้สมัครรับเลือกตั้ง อันนี้ผมขอเลยเวลาไปภาคหน้า ด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นา้าสมมุติว่าคณะกรรมการกลั่นกรอง ๑๐ คน ต้องการเอาผู้สมัคร แค่ ๑๐ คน เพราะฉะนั้นหามาแล้วนะครับ อันนี้ผมคิดว่าหามาแล้ว ๑ : ๑ คน ของใครของมัน ยกตัวอย่างเช่น คณะกรรมการสรรหา คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประจำจังหวัด เห็นหรือยังครับ พวกใครพวกมันมาสมัครเอาคนนั้นล่ะไว้ อันนี้ก็ขอความกรุณา อย่าได้มีเลยครับ ๑๐ อรหันต์ที่ว่านี่ คณะกรรมการกลั่นกรองเอาออกไปเาอะครับ ให้เป็น อำนาจของประชาชนโดยตรงเาอะ ๖๕ ล้านคนให้เขาใช้สิทธิเต็มที่เาอะครับ ส่วน ๑๒๓ คน ของท่าน ท่านก็ว่าไปนะครับ

ส่วนเรื่องหมวด ๔ คณะรัฐมนตรี ประชาชนชาวจังหวัดมุกดาหารที่ไปฟังมา แล้วก็สภาพัฒนาการเมืองไปทำโพลมา เขาอยากให้มีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง แล้วก็สมาชิกวุฒิสภาโดยตรงด้วย อันนี้ก็แล้วแต่คณะกรรมาธิการ แต่เขามีความเห็น มาอย่างนั้น

ส่วนเรื่องนายกรัฐมนตรีที่ว่านี่ มาจาก ส.ส. ก็ได้ หรือมาจากคนนอกก็ได้ า้าไม่เอาตามความเห็นของประชาชนที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ผมก็มีความคิดเห็นว่า นายกรัฐมนตรีไม่ควรจะมีอำนาจในการยุบสภา เนื่องจากว่ามาตรา ๑๗๕ วรรคท้าย บัญญัติว่า นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี จะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ในขณะเดียวกันมิได้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี ให้พ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี อันนี้จะเห็นได้ว่าา้า ส.ส. ไปเป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ลาออกไปแล้วนะครับำ้าเป็น ส.ส. เขตก็จะมีการเลือกตั้งใหม่ เปลืองงบประมาณครับ ก็ควรจะเป็น ส.ส. ที่มาจากบัญชีรายชื่อเป็นสำคัญ อันนี้ก็จะได้เลื่อน ลำดับขึ้นมาได้ ไม่เปลืองงบประมาณนะครับ ส่วนที่ว่านายกรัฐมนตรีา้าหากว่า สภาผู้แทนราษฎรเขามีมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีก็าือว่านายกรัฐมนตรีคนนั้นไม่เข้าตา ประชาชนแล้วครับ เป็นคนเลวแล้วครับ เป็นนักการเมือง เป็นผู้นำที่เลวแล้ว ไม่สามาราที่จะ ทำหน้าที่เป็นคนดีต่อไปได้แล้วประชาชนไม่ต้องการแล้ว ก็ควรจะลาออกนะครับ ให้สภาผู้แทนราษฎรได้เลือกขึ้นมาใหม่ แล้วท่านยังให้อำนาจนายกรัฐมนตรีที่ว่าเป็นคนไม่ดี มีมติไม่ไว้วางใจ ยุบสภาซึ่งเป็นสภาของประชาชนอีก ผมว่าเป็นสิ่งที่ไม่าูกต้อง ท่านได้กำหนดใหม่เาอะครับ ไม่ให้มีอำนาจยุบสภา นายกรัฐมนตรีไม่มีความสามารา ไม่มีความรู้ที่จะนำพาประเทศชาติ บริหารประเทศชาติได้ ก็ควรจะพ้นจากตำแหน่งไป โดยการลาออก หรือโดยวิธีอื่นอะไรก็ตามนะครับ ให้ออกไป อันนี้ผมคิดว่าอย่างนั้นนะครับ

ส่วนเรื่องสุดท้าย ผมคิดว่าการกระจายอำนาจและการบริหารงานท้องาิ่น อันนี้ผมก็เห็นด้วยที่จะให้มีการกระจายอำนาจและกระจายงบประมาณให้กับท้องาิ่น ซึ่งในปัจจุบันนี้จะเห็นได้ว่าส่วนกลางได้ซุกงบประมาณไว้เยอะแยะไปหมดนะครับ ในโอกาส ต่อไปในการปฏิรูปประเทศก็อยากจะให้พี่น้องประชาชนได้รับอานิสงส์จากการปฏิรูป ในครั้งนี้ ให้ประชาชนได้รับอำนาจจากส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคสู่ท้องาิ่นเต็มรูปแบบครับ กราบขอบคุณครับ