สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๖ · ๒๑ เมษายน ๒๕๕๘

เลิศรัตน์ รัตนวานิช เสนอแผนการเปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้ง โดยแบ่งออกเป็น 2 วิธี และหารือเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงการมีกลุ่มการเมืองที่ไม่ต้องเป็นพรรคการเมืองใหญ่ นอกจากนี้ยังหารือเกี่ยวกับระบบการเลือกตั้งแบบใหม่ วุฒิสภา และกระบวนการสรรหาผู้แทนจากกลุ่มต่างๆ เพื่อเข้าสภา

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช กรรมาธิการ

ดูที่แผนที่ประเทศไทยนะครับ ในภาพนี้จะเห็นการแบ่งเขตของบัญชีรายชื่อเป็น ๖ ภาค คือ ภาคเหนือ ภาคกลางตอนบน ภาคกลางตอนล่างรวมกับกรุงเทพมหานคร ภาคใต้รวมมาาึงเพชรบุรีของท่านอลงกรณ์ และภาคอีสาน มีอีสานตอนเหนือกับอีสานตอนล่างำ้าแบ่งประเทศไทยคร่าว ๆ ตามนี้ โดยใช้สาิติประชากร เมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๗ แต่การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปี ๒๕๕๙ นั้น ก็จะใช้จำนวนประชากรที่ปี ๒๕๕๘ จะเป็นตามนี้หรือไม่ก็ต้องไปดูอีกทีหนึ่ง แต่ก็จะใกล้เคียง ประมาณนี้ เหตุผลที่เราแบ่ง ส.ส. บัญชีรายชื่อ ๒๐๐ คน ออกเป็น ๖ ภาค อันนี้เป็นความสะดวก ของประชาชน เป็นความคุ้นเคยของประชาชนที่จะมีต่อรายชื่อผู้สมัครำ้าเขาเป็นผู้ใช้สิทธิ เลือกตั้งในเขตจังหวัดแม่ฮ่องสอนแล้วเราเอาชื่อ ๒๐๐ ชื่อไปให้เขาอ่าน เขาดู เขาจะยากมาก ที่เขาจะดูว่าพรรคไหนที่เขาชอบ ยกเว้นว่าหัวคะแนนกำหนด อันนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง า้าเรากำหนดเหลือภาคละ ๓๐ กว่าคน คือภาคละ ๓๑-๓๕ คน จะทำให้เขามองดูรายชื่อ แล้วก็มีรายชื่อที่คุ้นเคย คนในกลุ่มจังหวัดนั้นประมาณสัก ๑๕ จังหวัดบวกลบก็จะทำให้ การตัดสินใจเลือกพรรคมันมีเหตุมีผลมากขึ้นกว่าเลือกบัญชีรายชื่อที่ ๒๐๐ รายชื่อ ตรงนี้ ก็เป็นเหตุผลที่เราแบ่งออกเป็น ๖ ภาค แต่วิธีการคิดต่าง ๆ ก็ไม่ได้แตกต่าง เพราะฉะนั้น การคิดคำนวณให้ได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อนั้นก็ดูจากคะแนนที่ประชาชนนิยมออกมาเท่าไร แล้วก็นำมาคิด ผมจะให้ท่านได้ไปดูสักนิดหนึ่งำึงแม้ว่าเวลาท่านไปลงคะแนนท่านไม่จำเป็น จะต้องเข้าใจ แต่ในฐานะที่ท่านเป็นสมาชิก สปช. ท่านจะได้ตอบกับพี่น้องประชาชนได้ว่า ระบบสัดส่วนผสมนั้นมีวิธีการคิดคะแนนอย่างไรนะครับ

ใน (๑) นั้น ให้นำคะแนนเสียงจากบัญชีรายชื่อทั้งหมดที่ทุกพรรคการเมือง หรือทุกกลุ่มการเมืองได้รับจากทุกภาคมารวมกันเพื่อคำนวณหาจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามสัดส่วนที่แต่ละพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองนั้นจะพึงมีได้ทั้งประเทศ จะพึงมีได้ อย่างที่ผมเรียนา้าร้อยละ ๑๐ ก็คือท่านจะมี ส.ส. ๔๔๕ คน เพราะเรากำหนด ส.ส. ไว้ที่ ๔๕๐ คน เพราะฉะนั้นตัวนี้จะเป็นตัวที่มีความสำคัญำ้าได้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ที่ปาร์ตี ลิสต์ ก็คือ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของ ๔๕๐ คน ก็คือ ๔๕ คน

ใน (๒) ให้นำจำนวนสมาชิก ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่พรรคหรือกลุ่ม ได้มาเทียบกับจำนวน ส.ส. ที่พรรคหรือกลุ่มพึงจะมีตาม (๑) เพื่อคำนวณให้ได้จำนวนสมาชิก ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อทั้งหมดตาม (๓) หรือ (๔) แล้วแต่กรณี

กรณีของ (๓) ก็คือว่า ส.ส. ที่พรรคหรือกลุ่มการเมืองควรจะมีนั้น มีมากกว่า ส.ส. ที่พรรคการเมืองหรือกลุ่มได้จากเขตเลือกตั้งก็ให้เพิ่มสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากบัญชีรายชื่อให้เพิ่มขึ้นเท่ากับที่ได้ตาม (๑)

ใน (๔) นั้น ในกรณีที่ ส.ส. ที่พรรคหรือกลุ่มจะพึงมีได้ตาม (๑) มีจำนวนเท่ากับ หรือน้อยกว่า ส.ส. ที่พรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองได้รับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งทุกเขต รวมกัน ให้พรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองนั้นมี ส.ส. เฉพาะที่ได้รับเลือกตั้งจากเขตเลือกตั้ง

ส่วนกรณี (๕) นั้น ก็เป็นกรณีที่มีจำนวนโอเวอร์แฮง (Overhang) นะครับ จะขอเปิดไปดูที่ตัวอย่างตาราง ท่านดูตัวอย่างตารางนี้จะเห็นชัดเจนขึ้นในสิ่งที่ผมได้อธิบาย ไปแล้ว ท่านดูตัวอย่างของพรรค ก พรรค ก มีคนมาเลือก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ในบัญชีรายชื่อ เขาจึงควรมี ส.ส. ที่พึงได้ครึ่งหนึ่งของ ๔๕๐ คน คือ ๒๒๕ คน เขาได้ ส.ส. แบบแบ่งเขตมา ๑๑๗ คน ใน (๓) ผมให้เอา ๑๑๗ ลบจาก ๒๒๕ ก็จะได้ ส.ส. แบบสัดส่วน ๑๐๘ คน ๑๐๘ คนนี้เราเรียกว่าท็อปอัพ (Top up) คือให้เพิ่ม ๑๐๘ คน บวกกันก็เป็น ๒๒๕ คนอยู่ดี ทางขวาไปดู ค ข้อ ค นั้นมีคนนิยมพรรคนี้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ คน ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน มาเลือก พรรคนี้ ๑๐๐,๐๐๐ คน คน ๓๐ ล้านคน มาเลือกพรรคนี้ ๓,๐๐๐,๐๐๐ คน ก็คือมีคน นิยมพรรคนี้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ในบัญชีรายชื่อ กติกาจึงบอกว่าให้ได้มี ส.ส. ได้ ๔๕ คน ก็คือร้อยละ ๑๐ ของ ๒๐๐ บวก ๒๕๐ เมื่อท่านมี ส.ส. ได้ไม่เกิน ๔๕ คน แต่ท่านได้เขตมา ๒๓ คน เอา ๒๓ ลบจาก ๔๕ ท่านก็จะมี ส.ส. สัดส่วน แบบสัดส่วนหรือแบบบัญชีรายชื่อนี้อีก ๒๒ คน มาดูใน จ พรรคนี้มีคนนิยม ๒ เปอร์เซ็นต์ หรือร้อยละ ๒ ร้อยละ ๒ ของ ๔๕๐ เท่ากับ ๙ คน แต่พรรคนี้เก่งมากไปชนะเขตมาาึง ๑๖ คน เพราะเขตนี้ใช้คะแนน ๓๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ๓๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ได้เขตมา ๑๖ คน แต่ท่านควรจะมี ส.ส. แค่ ๙ คนเอง เมื่อ ๑๖ ลบ ๙ เป็นลบ เราจึงไม่เพิ่มให้ท่าน ก็จึงได้แค่ ๑๖ คนำ้ารวมช่องทางขวาลงมา ช่องรองสุดท้าย จะได้ ส.ส. แบบสัดส่วนหรือบัญชีรายชื่อ ๒๐๗ คน มารวมกับ ๒๕๐ ซึ่งจะต้องเป็น ๒๕๐ เสมอ จะได้ ส.ส. ๔๕๗ คน ๗ คนที่เราเรียกว่าโอเวอร์แฮงหรือส่วนเกินก็าือเป็นอานิสงส์ไป ท่านเก่งเขต ท่านได้เขตมาเยอะ เราก็ไม่ได้ไปตัดท่านออก แต่เมื่อไรที่ ๒๐๗ นี้เกินกว่า ๒๒๐ เราก็จะลดสัดส่วนลงมาตามสัดส่วนให้เหลือ ๒๒๐ ก็จะมีพรรคที่ได้ปาร์ตี ลิสต์าูกลดลง ให้บวกกันเป็นไม่เกิน ๒๒๐ เพื่อให้บวกกับ ๒๕๐ เป็นไม่เกิน ๔๗๐ เพราะฉะนั้นที่นั่งในสภา ก็จะมีไม่เกิน ๔๗๐ ที่นั่ง อันนี้ก็เป็นตัวอย่างของการคิดคำนวณ

ไปดูว่าข้อบัญญัติอื่น ๆ สำหรับการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรนะครับ เนื่องจากระบบนี้เป็นระบบใหม่ และเป็นระบบที่เมื่อาูกนำไปใช้แล้วสามาราเล่นแร่แปรธาตุได้ นักการเมืองบอกผมบอกว่าา้าท่านนำมาใช้ให้ระวังศรีธนญชัย พอพูดศรีธนญชัย ทุกคนรู้จักดี เมื่อวานอาจารย์บวรศักดิ์ก็ได้พูดาึงศรีธนญชัยไปแล้ว จริง ๆ ท่านเป็นคนดี แต่ว่าพวกเรา นำมาใช้ในทางที่ไม่ดีเอง เพราะฉะนั้นจึงได้ต้องมีกฎกติกาที่กำหนดไว้หลายประเด็น เพื่อให้การเลือกตั้งในระบบสัดส่วนผสมนี้ออกมา แล้วก็เกิดประโยชน์จริง ๆ

ประเด็นแรกคือผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมือง หรือกลุ่มการเมือง คือสมัครอิสระไม่ได้ครับ

ประเด็นที่สอง กรณีพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง แบบบัญชีรายชื่อในภาคใดก็จะต้องส่งแบบแบ่งเขตไม่น้อยกว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ในภาคนั้นด้วย

ข้อ ๓ สมาชิกภาพของ ส.ส. สิ้นสุดลงเมื่อออกจากพรรคหรือกลุ่มที่ตนเป็นสมาชิก คือเมื่อเข้าไปเป็น ส.ส. แล้วจะเปลี่ยนพรรคไม่ได้

ข้อ ๔ ในระหว่างอายุของสภาผู้แทนราษฎร จะมีการควบรวมพรรคการเมือง หรือกลุ่มการเมืองที่มีสมาชิกเป็น ส.ส. มิได้ อันนี้ก็อยู่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ห้ามควบรวมพรรค

ข้อ ๕ กลุ่มการเมืองจัดตั้งโดยคณะบุคคล ซึ่งมีวัตาุประสงค์ทางการเมือง มีฐานะเป็นนิติบุคคลแล้วได้แจ้งไว้กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง กลุ่มการเมืองอาจจะเป็น คำพูดที่ใหม่สำหรับท่าน เราได้ออกแบบกลุ่มการเมืองขึ้นมาเพื่อให้ผู้ที่ต้องการสมัคร ส.ส. สามาราสมัครได้โดยไม่ต้องไปอยู่ในพรรคการเมืองใหญ่ ๆ วัตาุประสงค์ของการมีกลุ่มการเมือง ก็จะต้องมีคุณลักษณะ มีคณะกรรมการ มีกลุ่มบุคคลที่ไปแจ้งกับ กกต. ว่าต้องการจะจดเป็น กลุ่มการเมือง ต้องมีอุดมการณ์ที่ไม่ขัดต่อระบบการปกครองประชาธิปไตย เพียงแต่ว่า ความเป็นกลุ่มการเมืองนั้น เมื่อเริ่มต้นอาจจะไม่ต้องมีข้อกำหนดที่มากมายเช่นเดียวกับพรรค อย่างพรรคการเมืองนั้นเมื่อไปจดแล้วต้องมีคนอย่างน้อย ๑๕ คนแล้วภายใน ๑ ปีจะต้องมี สมาชิกไม่ต่ำกว่า ๕,๐๐๐ คน ต้องมีสาขาพรรคในทุกภาคต่าง ๆ แล้วกลุ่มการเมืองนี้อาจจะ สนใจที่จะเล่นการเมืองอยู่ในเฉพาะภาคใต้ สมมุติอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเขาก็ไม่จำเป็นจะต้อง มีสาขาพรรคในภาคอื่น ๆ เป็นต้น เพราะฉะนั้นก็ยังจะต้องมีการดำเนินการที่เป็นไปตาม ระเบียบที่ กกต. ออก ซึ่งจะอยู่ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง และกลุ่มการเมือง การมีกลุ่มการเมืองก็มีข้อดีอยู่อีกหลายประการ หลายคนไม่อยากไปเข้า พรรคการเมืองนี้ เพราะพรรคการเมืองนี้เข้าไปก็ต้องไปต่อคิว มีซีเนียริตี (Seniority) แต่เขาเป็นคนที่มีสาานะที่ดีเขาเชื่อว่าเขาน่าจะเป็นหัวหน้าพรรคได้ เป็นเลขาพรรคได้ เขาก็ไปตั้ง กลุ่มการเมืองเขาเองเพราะก็ดีกว่าไปนั่งต่อคิวหรือระบบพรรคการเมือง ซึ่งเราก็รู้ว่ามีระบบ การตัดสินใจที่ไม่ได้ยึดครรลองประชาธิปไตย ส.ส. กลุ่มหนึ่ง หรืออดีตนักการเมือง ก็อาจจะบอกว่ามาอยู่กลุ่มการเมืองของเราดีกว่ามาทำพรรคของเราเอง อันนี้ก็เป็นช่องที่เปิดไว้สำหรับา้าพรรคการเมืองที่ดีแล้วเป็นสาาบันการเมืองที่ดี ผมเชื่อว่า ก็คงมีคนอยากเข้าไปสมัครเป็นสมาชิก อันนี้ก็ไม่ใช่หมายความว่าจะทำให้พรรคการเมืองนั้น จะมีมากขึ้น เพราะว่าก็ไม่ใช่ง่าย ๆ ที่จะไปลงสมัครแล้วจะได้ ส.ส. นะครับ เพราะฉะนั้น า้าท่านคิดจะตั้งกลุ่มการเมืองนั้นท่านต้องดูซ้ายดูขวาให้ดีว่าจะมีคนเลือกท่านหรือไม่ เป็นแสน ๆ คนนะครับ

ระบบการเลือกตั้งแบบใหม่ช่วยสร้างสมดุลให้การเมืองไทย เราก็เชื่อว่าระบบ แบบสัดส่วนผสมจะทำให้คะแนนทุกคะแนนเกิดประโยชน์ สะท้อนความนิยมที่แท้จริง ต่อพรรคการเมืองของประชาชน ให้มี ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ก็เปิดโอกาสให้ผู้มีความรู้ ความสามาราเข้าไปทำหน้าที่ให้พรรคเล็กมีโอกาสได้ที่นั่งใน ส.ส.ำ้าเขาได้มาสัก ๑ เปอร์เซ็นต์ เขาก็มีโอกาสได้ ส.ส. ๔-๕ คน แนวโน้มการจัดตั้งรัฐบาล เป็นรัฐบาลที่มีเสาียรภาพน่าจะเป็น รัฐบาลหลายพรรค รัฐบาลจะต้องรับฟังความเห็นของพรรคร่วมรัฐบาลในการบริหารประเทศ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่เกิดสภาวะที่เรียกว่าเผด็จการทางรัฐสภา ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่สำคัญ ของการเมืองไทย เมื่อวานนี้สมาชิกของพวกเราท่านหนึ่ง ผมขออนุญาตเอ่ยนาม คือ ท่านประสาร มฤคพิทักษ์ ได้อภิปรายไว้อย่างชัดเจนาึงจุดอ่อนของการมีรัฐบาลที่มีพรรคแกนนำ มีคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภา เมื่อเรามีคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งแล้วเราก็คงไม่ต้องไปฟังใครมาก พรรคร่วมก็เป็นแค่ไม้ประดับ แม้การตัดสินใจต่าง ๆ ก็มีอยู่ในพรรคการเมืองที่มีเสียงเกินกึ่งหนึ่ง อันนี้ก็ได้นำมาสู่มาวิกฤตการณ์ทางการเมืองาึง ๒ ครั้ง เมื่อปี ๒๕๔๘ พรรคการเมืองที่มี คะแนนเสียง อันดับที่ ๑ นั้นได้จัดตั้งรัฐบาล มีคะแนนเสียงาึง ๓๗๗ คะแนน ก็นำไปสู่การยึดอำนาจ ในปี ๒๕๔๙ เมื่อปี ๒๕๕๔ เราได้มีพรรคการเมืองที่มีคะแนนเสียงาึง ๒๖๕ คะแนน จาก ๕๐๐ คะแนน แล้วจุดจบก็คือการยึดอำนาจเมื่อปี ๒๕๕๗ ก็แสดงให้เห็นว่าการออกแบบ ให้พรรคการเมืองหนึ่งพรรคการเมืองใดมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งนั้นมิใช่เป็นการสร้างเสาียรภาพ กลับนำไปสู่ความขัดแย้งในทางรัฐสภา ใครจะผิดใครจะาูกอีกเรื่องหนึ่ง แต่เป็นบทเรียนที่เพิ่งเกิดขึ้น ใน ๒ ครั้ง แม้การเลือกออกแบบ ส.ส. สภาผู้แทนราษฎรที่เราเลือกดำเนินการในครั้งนี้มิได้มุ่งหมาย ที่จะทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ ผมไปงานพระราชทานเพลิงศพเมื่อวันเสาร์นี้ พบท่านเสนาะ เทียนทอง ท่านก็เดินมาหาผม บอกผมไม่เอานะ ออกแบบให้มีพรรคการเมืองอ่อนแอหลายพรรค เดี๋ยวก็มาซื้อต่อรองเอาเงินเอาทอง ขอเรียนว่าระบบพรรคการเมืองอันนี้ไม่อ่อนแอ ตัวเลขของเรา เมื่อการเลือกตั้งปี ๒๕๕๔ พรรคที่ได้คะแนนสูงสุดจากปาร์ตี ลิสต์ได้คะแนนาึง ๔๙ เปอร์เซ็นต์ แปลว่าา้าร้อยละ ๔๙ คูณ ๔๕๐ เขาก็จะมี ส.ส.ำึงประมาณ ๒๒๒ คน เกือบาึงกึ่งหนึ่ง คือกึ่งหนึ่ง ๒๒๕ คน มันไม่ได้ทำให้พรรคการเมืองนำคะแนนหายไปไหนเยอะแยะ แต่นั่นบนความเป็นจริง แต่บทเรียนของการเลือกตั้งระบบนี้ที่นำไปใช้ในประเทศนิวซีแลนด์ใน ๑๙ ปีที่ผ่านมายังไม่มี พรรคการเมืองไหนได้คะแนนเสียงเกินครึ่ง เพราะไม่มีประชาชนนิยมพรรคการเมืองไหนเกินครึ่ง แต่ ๖๐ ปีก่อนหน้านั้นเขาเจอปัญหาพรรคการเมือง ๒ ขั้ว คือ พรรคเนชันแนลกับพรรคเลเบอร์ ผลัดกันได้เสียงข้างมาก แล้วเมื่อเป็นเสียงข้างมากก็เป็นรัฐบาลเผด็จการที่ไม่ต้องฟังใคร เช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเยอรมัน หลังจากสงครามโลก ครั้งที่ ๒ เขาจึงเลือกใช้ สัดส่วนผสมมา ๖๖ ปี ๖๖ ปีในเยอรมันมีการเลือกตั้ง ๑๙ ครั้ง มีครั้งเดียวที่พรรคซีดียู ได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ที่เหลืออีก ๑๘ ครั้ง ก็ได้คะแนนเสียงเกือบ ๆ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ แต่เยอรมันทุกท่านคงตระหนักดีกว่าจากการแพ้สงครามโลกเมื่อ ๗๐ ปีที่แล้ว วันนี้เยอรมันซึ่งใช้รัฐบาลผสมมา ๑๙ รัฐบาล สามารานำเศรษฐกิจของประเทศให้เป็นใหญ่ อันดับ ๔ ของโลกรองจากสหรัฐ จีน และญี่ปุ่นเท่านั้น เพราะฉะนั้นใครว่ารัฐบาลผสม มันอ่อนแอ รัฐบาลผสมบริหารประเทศไม่ได้ ผมคิดว่ามันอยู่ที่คุณภาพของคนที่อยู่ในรัฐบาล อยู่ที่คุณภาพของพรรคการเมืองที่จะประกอบกันเป็นรัฐบาล ไม่ใช่อยู่ที่ว่ามีพรรคเล็กพรรคน้อย แล้วในรูปแบบของการออกแบบใหม่นี้พรรคการเมืองที่เกิดขึ้นจะเป็นรัฐบาลผสมก็จริง แต่ก็ไม่ได้มีสัดส่วนที่ต่างจากเดิมมาก แทนที่จะมีคะแนน ๕๕ เปอร์เซ็นต์ ก็เหลือ ๔๘ เปอร์เซ็นต์ มันอ่อนแอเสียที่ไหนละครับ แต่า้ามี ๔๘ เปอร์เซ็นต์ ท่านต้องฟังเพื่อนฝูงด้วย ฟังพรรคร่วมเขาด้วย เพราะา้าเขาาอนตัวหมด ท่านก็ล้ม ท่านก็จะโดนอภิปรายไม่ไว้วางใจ นั่นคือจุดประสงค์ของการออกแบบ การออกแบบ สภาผู้แทนราษฎรให้พรรคการเมืองนั้นมีบันยะบันยังในการตัดสินใจในการบริหารประเทศ ผมจะขออนุญาตไปที่วุฒิสภานะครับ วุฒิสภาเราได้ออกแบบบนหลักการสำคัญ ๓ ประการ

ประการแรก วุฒิสภาเป็นสภาที่ ๒ มีลักษณะเป็นสภาของผู้ทรงคุณวุฒิ มีหน้าที่หลักในการกลั่นกรองตรวจสอบให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งจึงได้ออกแบบให้ มาจาก ๓ ทาง เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่สมาชิกวุฒิสภาจะมาจาก ๓ ทาง จาก ๒๐๐ คน โดยมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของ ๗๗ จังหวัด มาจากการสรรหาโดยคณะกรรมการ และมาจากการเลือกกันเองของผู้ทรงคุณวุฒิในกลุ่มต่าง ๆ

ประการที่สอง ใช้หลักที่ว่าการได้มาซึ่งผู้แทนปวงชนไม่จำเป็นต้องมาจาก การเลือกตั้งเสมอไป แต่เดิมเราออกแบบเป็นเหมือนของประเทศอังกฤษและประเทศแคนนาดาเลย คือออกแบบให้มาจากการสรรหาและจากการเลือกกันเองทั้งหมด แต่เมื่อท่าน สปช. แล้วก็จากการรับฟังมาในพื้นที่ซึ่งเราเดินทางไปมาครบทุกภาค แล้วก็อยากจะให้มีตัวแทน ของจังหวัด ตัวแทนของพื้นที่เข้ามาทำหน้าที่ในวุฒิสภาด้วย คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อ ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ก็ได้ให้ความเห็นชอบ ได้ปรับให้มีการเลือกตั้ง ส.ส. ใน ๗๗ จังหวัดด้วย

และประการที่สาม ใช้หลักอินคลูซีฟ (Inclusive) หลักอินคลูซีฟก็ใช้ ในเกือบทุกประเทศ เป็นหลักทางการจัดสาาบันการเมืองที่ใช้กันมาหลายศตวรรษำ้าทุกคน ทุกฝ่ายได้มาอยู่ในสภาก็ไม่ต้องไปทะเลาะกันข้างนอก การเมืองบนานนก็น่าจะลดลงได้ เพราะฉะนั้นก็จึงใช้หลักนี้ในการจัดวุฒิสภา วุฒิสภาที่จะเกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาจาก ๓ วิธีมี ๕ กลุ่ม ผมแยกออกให้เพื่อความชัดเจน ในกลุ่มที่ ๑ นั้น กลุ่มที่ ๒ และกลุ่มที่ ๓ มาจากการเลือกกันเอง แต่แบ่งออกเป็นพวก ๆ

กลุ่มที่ ๑ คือผู้ซึ่งเคยเป็นข้าราชการพลเรือนดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง หรือเทียบเท่าซึ่งเป็นตำแหน่งบริหาร เช่น เลขาฯ สมช.เป็นต้น ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีพวกนี้ และข้าราชการฝ่ายทหารซึ่งดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด หรือผู้บัญชาการเหล่าทัพ นี่แบ่งเป็น ๒ กลุ่ม แต่ละกลุ่มเลือกกันเอง มาสมัครก่อน สมัครเสร็จก็มาเลือกกันเองให้ได้ประเภทละไม่เกิน ๑๐ คน ผมคิดว่าบุคคลเหล่านี้า้าเอามา กรรมการสรรหาไปสรรหาท่านคงจะลำบากมาก เพราะว่าคุณวุฒิ คุณสมบัติก็มากันสุดยอดแล้ว ก็ให้มานั่งอยู่ในสภา ๒๐ คน

กลุ่มที่ ๒ คือผู้แทนสภาวิชาชีพ องค์กรวิชาชีพ หรือองค์กรอาชีพที่มีกฎหมายจัดตั้ง ส่วนใหญ่สมาคมไปจดกันโดยอาศัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มีเป็นหมื่น ๆ สมาคม แต่สมาคมเหล่านี้ เช่น แพทยสภา สภาการพยาบาลของท่านประธาน แล้วก็สภาอุตสาหกรรม จะมีกฎหมายโดยเฉพาะในการจัดตั้ง มีประมาณ ๒๑ องค์กร แต่ละองค์กรมีฐานของบุคลากร ที่อยู่ในวิชาชีพนั้นเป็นหมื่นคน เป็นแสนคน เป็นล้านคน เราก็ให้เลือกกันเองมา ๑๕ คน เขาก็เลือกกันมาเองแล้ว เขาจะส่งใครมาก็เป็นสิทธิของเขา จะต้องมีคณะกรรมการประชุม เมื่อส่งมาแล้ว ๑๕ คน

กลุ่มที่ ๓ คือผู้แทนองค์กรด้านเกษตรกรรม ด้านแรงงาน ด้านวิชาการ ด้านชุมชนและด้านท้องาิ่น เลือกกันเองไม่เกิน ๓๐ คน อันนี้ก็ประมาณกลุ่มละ ๖ คน

และกลุ่มที่ ๔ คือผู้ทรงคุณวุฒิและคุณธรรมด้านการเมือง ความมั่นคงต่าง ๆ มีอยู่ประมาณ ๒๕-๒๖ ช่อง จะมีกรรมการสรรหามาให้ได้ ๕๘ คน กลุ่มที่ ๕ เลือกกันเอง จากจังหวัด จากผู้ทรงคุณธรรมและคุณวุฒิตามช่องต่าง ๆ ที่เราได้เรียนให้เห็นแล้ว เมื่อมาสมัครแล้วก็แจ้งว่าสมัครในด้านไหน แล้วก็จะมีกรรมการกลั่นกรองให้เหลือ ๑๐ คน ต่อจังหวัด แล้วก็ให้ประชาชนเลือกตั้งโดยตรงพร้อมกับการเลือกตั้ง ส.ส. ก็จะได้ ๗๗ คน

ในกลุ่มที่ ๔ นั้นจะมีกรรมการสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเข้าใจในบุคลากร ประเภทต่าง ๆ สรรหาจากผู้สมัคร ซึ่งอาจจะสมัครโดยตรงหรือสมัครโดยผ่านองค์กรก็ได้ เดิมเราคิดจะให้สมัครผ่านองค์กรปรากฏว่าศาลได้พิจารณาแล้วว่าส่วนกลางของคอนโดมิเนียม (Condominium) ของหมู่บ้านก็สามาราส่งผู้สมัครได้ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีประโยชน์อะไร ที่จะไปกำหนดว่าต้องมาจากองค์กร แต่า้าองค์กรส่งท่านมาท่านก็จะมีภาษี มีราคาเพิ่มมากขึ้น ในกรณีของที่ ๕ อันนั้นก็จะมีกรรมการสรรหาซึ่งจะกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. เนื่องจากว่าจะไปเกี่ยวข้องกับผู้แทนที่มาจาก ภาคประชาสังคม ที่กำลังจะออกกฎหมายอีกหลายฉบับ เราจึงมีความจำเป็นที่จะต้องรอดู หน้าตาของกฎหมายที่เกี่ยวกับภาคประชาสังคม ที่จะให้คนเหล่านั้นมาเป็นส่วนหนึ่ง ของกรรมการสรรหาด้วย แล้วก็จะเป็นความอ่อนตัวว่ากรรมการสรรหานั้นก็จะมาจาก หลายภาคส่วน

ส่วนในกลุ่มที่ ๕ ซึ่งเดิมมาจากการสรรหา แล้วก็นำไปสู่การเลือกตั้งทางอ้อม โดยให้ผู้บริหารและสภาท้องาิ่นเป็นผู้เลือก แล้วได้ปรับเปลี่ยนมาเป็นการเลือกตั้งโดยตรง ๗๗ จังหวัด แต่เนื่องจากว่าเรายังมองว่าผู้ที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกวุฒิสภานั้นควรจะมี คุณสมบัติ ควรจะมีลักษณะที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิในด้านใดด้านหนึ่ง หรือเป็นตัวแทนของ ด้านใดด้านหนึ่ง เราจึงได้เขียนกรอบไว้ว่าา้าท่านมาสมัครในแต่ละจังหวัดนั้นท่านจะต้อง เลือกสมัครในด้านใดด้านหนึ่ง เราก็จะดูว่าา้าเกิน ๑๐ คน ก็จะมีกรรมการคัดในด้านที่สมัคร มากกว่านั้นออกไปบ้างให้เหลือ ๑๐ คน แต่า้าสมัครรวมกันแล้วไม่เกิน ๑๐ คน ก็จะให้ ทั้ง ๑๐ คนนั้นได้เป็นผู้สมัคร ส.ว. ประจำจังหวัดนั้น จากสาิติการเลือกตั้ง ส.ว. ปี ๒๕๕๗ ที่ผ่านมาเมื่อปีที่แล้ว แต่ไม่ได้ทำงานนะครับ เพราะว่าหลังจากนั้นก็ได้มีการเข้ายึดอำนาจ ปรากฏว่ามีผู้สมัคร ส.ว. ประมาณ ๔๘๐ คน เมื่อได้ตัดผู้ที่มีคุณสมบัติไม่ครบา้วนออกแล้ว มีผู้สมัคร ส.ว. เมื่อปี ๒๕๕๗ คือปีที่แล้ว ในจังหวัดต่าง ๆ ที่เกินกว่า ๑๐ คน อยู่แค่ ๒ จังหวัด คือที่กรุงเทพมหานคร ๑๘ คน และที่เชียงใหม่ ๑๓ คน นอกนั้นใน อีก ๗๕ จังหวัดนั้น มีผู้สมัครตั้งแต่ ๑ คน คือจังหวัดสุโขทัย จนาึง ๑๐ คน ในอีกหลาย ๆ จังหวัด เช่น นนทบุรี ต่าง ๆ เพราะฉะนั้นการมีคณะกรรมการกลั่นกรองตรงจุดนี้ผมคิดว่าไม่ใช่เป็นการไปตัดสิทธิ ผู้ใดผู้หนึ่ง แต่เป็นการที่จะทำให้ประชาชนที่ไปเลือก ส.ว. ได้มีโอกาสเลือก ส.ว. จากจำนวน ๑๐ คน จากคนที่เขาคิดว่ามีคุณสมบัติที่จะมาทำหน้าที่สมาชิกวุฒิสภา เพราะเราได้พูด ตั้งแต่ต้นและเราได้พูดกันมาตลอดในที่ประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และจากการรับฟังว่าเราก็ไม่อยากจะเห็นวุฒิสภาที่มีฐานที่มาเช่นเดียวกับสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงทำให้การออกแบบ ส.ว. ได้พัฒนามา และสุดท้ายก็มาสู่การเลือกตั้ง จาก ๗๗ จังหวัด โดยมีข้อกำหนดอยู่บางประการ ผมก็จึงขออนุญาตกราบเรียนให้ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติได้รับทราบาึงที่ไปที่มาของการออกแบบสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็วุฒิสภาตามแนวคิดของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ดีเราก็คงพร้อมที่จะ ปรับเปลี่ยน ปรับปรุง ตบแต่ง เมื่อได้รับฟังข้อคิดเห็นจาก สปช. คสช. ครม. หรือจาก พี่น้องประชาชนเพิ่มมากขึ้นนะครับ และคิดว่าหนทางใดที่จะนำไปให้การออกแบบโครงสร้าง ทั้งสองสภานี้นำไปสู่การบริหารประเทศเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนและประเทศชาติ โดยแท้จริง ขอขอบพระคุณครับ