พงศ์โพยม วาศภูติ หารือเรื่องการปฏิรูปการปกครองตนเองของท้องถิ่น โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการกระจายอำนาจให้กับประชาชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเสนอแนวคิดให้รัฐธรรมนูญจัดทำรัฐธรรมนูญที่กระชับและไม่ซ้ำซ้อน พงศ์โพยม วาศภูติ ยังหารือเรื่องมาตรา ๒๑๑ วรรคสอง และมาตรา ๒๑๒ พูดถึงหลักการประชัน และเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาคำว่า "อาจมอบหมายภารกิจ" แทนที่จะเป็น "ต้อง" และเสนอให้ตัดคำว่า "ภาค" ออกเพื่อลดความสับสน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการควบรวมท้องถิ่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตอบสนองความต้องการของประชาชน และเสนอให้รัฐธรรมนูญเขียนให้ชัดเจนในการขยายขอบเขตหรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบขององค์กรบริหารท้องถิ่น
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ กระผม นายพงศ์โพยม วาศภูติ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องาิ่น ขออนุญาตกราบเรียนว่าพวกเราคงรู้ว่าบ้านเมืองของเรานั้นปกครองในระบอบประชาธิปไตย แล้วการบริหารบ้านเมืองระบบราชการของเรา เราก็แบ่งออกเป็นราชการส่วนกลางส่วนภูมิภาค และส่วนท้องาิ่น ส่วนกลางและส่วนภูมิภาคก็ได้รับการปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดิน มาตั้งแต่ครั้งล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ แต่แท้ที่จริง ๑๒๓ ปีของระบบราชการา้ามองย้อนหลังไปดี ๆ แล้ว หลายคนอาจจะไม่ทราบว่าการปกครองท้องาิ่นนั้นก็เริ่มมาไม่ช้านาน หลังจากที่มี การรวมศูนย์ออกมาเป็นส่วนกลางและส่วนภูมิภาค กล่าวคือสุขาภิบาลท่าฉลอมก็ได้เกิดขึ้น ในปี ๒๔๔๘ำ้านับาึงบัดนี้ก็ ๑๑๐ ปี แต่วิวัฒนาการของการปกครองท้องาิ่นดูจะลุ่ม ๆ ดอน ๆ บางช่วงก็ดี บางช่วงก็ช้า บางช่วงก็แทบจะไม่ได้ขยับเลย ดังนั้นการปกครองท้องาิ่นก็ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กในสายตาของพี่น้องประชาชนโดยทั่วไป แล้วก็มองไม่เห็นความสำคัญเท่าที่ควร แต่จริง ๆ แล้วผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่าเราก็รู้ดีว่าประเทศชาติของเรานั้นปัญหา ในปัจจุบันมันมีมากมายหลากหลาย ประกอบกับโลกาภิวัตน์หรือการแข่งขันกันในโลกปัจจุบันนี้ ก็เป็นไปด้วยความเข้มงวดแล้วก็มีการแข่งขันกันสูงมาก ฉะนั้นปัญหาของประเทศชาติ ที่รัฐบาลจะต้องเอาใจใส่ในการต่อสู้กับโลกภายนอกนั้นก็มีอยู่มากมายแต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ราชการจะต้องแบ่งความสนใจ แบ่งคน แบ่งงบประมาณมาดูแลปัญหาซึ่งมีอยู่มากมาย ในพื้นที่ แทนที่จะใช้พลังของประชาชนร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องาิ่นเป็นคนที่ดูแล แก้ไขปัญหาในพื้นที่นั้น ฉะนั้นกระผมจึงมีความดีใจที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้มุ่งที่จะสร้างพลเมือง ให้เป็นใหญ่ การเมืองใสสะอาด หนุนสังคมที่เป็นธรรมและนำชาติสู่สันติสุขโดยได้ยอมรับ ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องาิ่นด้วยการไปเขียนประเด็นในรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับการปกครองท้องาิ่นเป็นจำนวนมาก แต่กระผมก็ต้องกล่าวด้วยความเคารพเลยนะครับว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้มันมีความยาวค่อนข้างมาก ใช้คำฟุ่มเฟือย ซ้ำกันก็หลายที่ หลายแห่ง อยากให้ทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ใช้เวลาหลังจากวันที่ ๒๖ นี้ไป ลองใช้เวลา สัก ๒ อาทิตย์ส่องดูให้าี่า้วน ผมเชื่อว่าจะสามารากระชับา้อยคำ ลดมาตราที่ซ้ำซ้อนรวมกันได้ อย่างยกตัวอย่างเช่นในมาตราที่เกี่ยวกับการปกครองท้องาิ่น ซึ่งทางคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้กรุณาเขียนไว้ในหมวด ๗ ๖ มาตรา แล้วก็ไปเขียนในหมวดปฏิรูปอีก ๑ มาตรา ๒ วงเล็บนั้นก็มีความสำคัญ มีนัยที่เป็นประโยชน์ต่อการกระจายอำนาจและการปกครอง ท้องาิ่น แต่ว่าา้าจะพูดกันจริง ๆ แล้วก็น่าจะรวมกันได้ไม่เกิน ๓ มาตราครับ เพราะฉะนั้น เรื่องความยาวก็ดี เรื่องความกระชับก็ดี เรื่องความซ้ำซ้อนของา้อยคำก็ดี กระผมก็ต้องขอฝาก ทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไว้ด้วยความเคารพครับ
สำหรับใน ๖ มาตราของหมวด ๗ ในภาค ๒ นั้น มาตราแรกคือมาตรา ๒๑๑ ไปพูดาึงเรื่องของหลักการการปกครองตนเองของท้องาิ่น ซึ่งก็เขียนไว้ได้ดีมากนะครับ แต่มีบางา้อยคำที่ทางกรรมาธิการบางท่านก็ไม่ค่อยสบายใจหรือยังไม่เข้าใจชัดเจน ซึ่งกระผม ก็เข้าใจว่าจะมีท่านกรรมาธิการบางท่านกล่าวต่อไปนะครับ เช่นคำแรกก็คือเรื่องของ องค์กรปกครองส่วนท้องาิ่นทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็เปลี่ยนเป็นองค์กรบริหารท้องาิ่น มีกรรมาธิการบางท่านซึ่งเป็นนักวิชาการมองว่ามันแคบไป จากกัฟเวิร์นเมนท์ (Government) มาเป็นแอดมินิสเทรชัน (Administration) ขอประทานโทษที่ใช้ภาษาอังกฤษนะครับ แล้วมันมีประเด็นสำคัญในมาตรา ๒๑๑ ที่จะต้องพูดาึงคือคำว่าตัดสินใจครับ การที่รัฐ ให้ความเป็นอิสระกับองค์กรบริหารท้องาิ่นแล้วก็ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจแก้ไข ปัญหาในพื้นที่นี้ กระผมคิดว่าพวกเราไม่ปฏิเสธการมีส่วนร่วมของประชาชน มันเป็นเรื่องดี อย่างแน่นอน แต่า้ามีส่วนร่วมาึงขนาดตัดสินใจนะครับ ตัดสินใจแก้ไขปัญหาในพื้นที่อย่างทั่วาึง และมีประสิทธิภาพ มันค่อนข้างจะทำให้น่าจะเกิดปัญหาในอนาคตำึงแม้ว่าในกฎหมาย จะเขียนว่า ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติก็ตาม เพราะว่าการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องาิ่น ในหลายมาตราที่ท่านเขียนให้เรานี้ก็เขียนว่าองค์กรบริหารท้องาิ่นมีอิสระในการที่จะดำเนิน กิจการของตน แต่บอกว่าให้ประชาชนมาร่วมตัดสินใจในการแก้ไขปัญหาด้วย มีส่วนร่วมได้ แต่ว่าา้าตัดสินใจอาจจะตัดสินใจในบางเรื่องได้ำ้าตัดสินใจในทุกเรื่องก็คงจะมีปัญหาแน่
ต่อไปมาตรา ๒๑๑ วรรคสอง ได้พูดาึงหลักการประชัน การท้าทายที่ชุมชน หรือบุคคลสามาราจะท้าทายรัฐหรือองค์กรบริหารท้องาิ่นที่จะเอาภารกิจในการจัดทำบริการ สาธารณะบางอย่างไปทำเอง ซึ่งเรื่องนี้ก็ดูจะดี เพราะว่ามันทำให้องค์กรหน่วยงานของรัฐ หรือท้องาิ่นมีความตื่นตัว แต่อย่างไรก็ตามมันก็ยังมีปัญหาซ่อนอยู่เยอะ อย่างเช่นคำว่า บุคคล า้าเป็นกลุ่มบุคคลเราก็คงไม่มีปัญหา ไม่รังเกียจ แต่า้าเป็นบุคคลธรรมดา เป็นปัจเจกบุคคล แล้วก็ยังไม่ได้พิสูจน์เลยว่าชุมชนก็ดี กลุ่มบุคคลก็ดี หรือบุคคลก็ดีจะมีความสามาราที่จะ จัดทำบริการสาธารณะนั้นได้จริงหรือไม่ ก็ฝากท่านกรรมาธิการได้ดูให้ละเอียดำ้าใช้คำว่า อาจมอบหมายภารกิจดังกล่าวให้ประชาชนนั้นหรือชุมชนนั้นจะได้ไหม แทนที่จะเป็นคำว่า ต้อง แล้วก็า้าในกรณีที่เกิดขัดกันขึ้นมาทางท้องาิ่นหรือหน่วยงานรัฐไม่ยอมให้ชุมชนหรือบุคคลไปทำ ใครจะเป็นคนตัดสิน
ต่อไปในมาตรา ๒๑๒ พูดาึงเรื่องโครงสร้างภารกิจและความเป็นอิสระของท้องาิ่น อันนี้มันมีคำหนึ่งก็คือคำว่า ในกรณีที่เป็นองค์กรบริหารท้องาิ่นรูปแบบพิเศษ คณะผู้บริหาร ผู้บริหารหรือสภาท้องาิ่นอาจมาจากความเห็นชอบของประชาชนโดยวิธีอื่นก็ได้ มาจากความเห็นชอบ ของประชาชนมันเป็นอย่างไรครับ ก็คงจะต้องขอคำอธิบายในเรื่องนี้
สำหรับมาตรา ๒๑๒ วรรคสอง นั้นได้เขียนาึงว่าองค์กรบริหารท้องาิ่น เป็นหน่วยงานหลัก แล้วก็มีงานหลักในการจัดทำบริการสาธารณะ สร้างความมั่นคง ความเข้มแข็ง ทางเศรษฐกิจ สังคมเพื่อประโยชน์ของประชาชน และอย่างน้อยก็มีอำนาจหน้าที่ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิต สาธารณูปโภค สาธารณูปการ จัดการทรัพยากรธรรมชาติ ส่งเสริมรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พัฒนาเศรษฐกิจพื้นฐาน ศึกษา ส่งเสริมวัฒนธรรมท้องาิ่น ก็เป็นเรื่องที่ดีครับ แต่ว่าผมเองก็ไม่แน่ใจ เพราะว่าสิ่งที่ท่านเขียนไว้ทั้งหมดนี้มันเป็นอำนาจหน้าที่ ของส่วนราชการที่ทำอยู่ในปัจจุบันก็ไม่แน่ว่าเขาจะยอมปล่อย ยอมคายสิ่งเหล่านี้ออกมาได้มากน้อย แค่ไหนก็คงจะต้องต่อรองทะเลาะกันพอสมควรกว่าจะได้มาซึ่งอำนาจที่คณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญได้กรุณาเขียนนี้
สำหรับวรรคสามของมาตรา ๒๑๒ นั้น พูดาึงเรื่องดุลยภาพ ความเป็นอิสระ ความมีมาตรฐานและความสอดคล้องในการพัฒนาจังหวัด ภาค และประเทศ สำหรับภาค ผมเข้าใจว่าจะมีปัญหาเยอะ ซึ่งคำว่า ภาค นี้ก็เข้าใจว่าจะไปเขียนอยู่ในภาคปฏิรูป มาตรา ๒๘๔ ดังนั้นก็ทราบว่าทางคณะบริหารราชการแผ่นดินเขาก็เตรียมที่จะอภิปรายในเรื่องนี้อยู่แล้ว ผมก็อยากจะเรียนว่า ภาค น่าจะมีปัญหา เสนอให้ตัดออกนะครับ เพื่อลดความสับสน ในอนาคต
สำหรับมาตรา ๒๑๒ วรรคสี่ ได้พูดาึงว่าองค์กรบริหารท้องาิ่นต้องมีขนาด และศักยภาพที่เหมาะสม เพื่อสนองความต้องการของประชาชนก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ดีครับ เรียนท่านประธานครับว่า ขณะนี้ท้องาิ่นมีทั้งหมด ๗,๘๕๓ แห่ง แล้วก็ประมาณ ๖,๐๐๐ แห่ง มีงบประมาณ ๕๐ ล้านบาทลงมารวมเงินอุดหนุนด้วย ก็มีประสิทธิภาพและการตอบสนอง ความต้องการของประชาชนในท้องาิ่นได้น้อย บางแห่งเหลือเงินพัฒนาปีหนึ่ง ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๑๐ ล้านบาท ทำงานได้ ๖ เดือนเงินก็หมด และเงินท้องาิ่นท่านประธานครับ ท่านก็รู้ว่า มันค่อย ๆ มา ไม่ได้มาเป็นก้อน เราตั้งงบประมาณรอไว้จากประมาณการรายรับในแต่ละปี รอแล้วรออีกก็มากะปริดกะปรอย ๆ เหมือนอย่างในเพลงนะครับ ดังนั้นการทำงานของท้องาิ่นก็ค่อนข้างจะมีปัญหา ดังนั้น การควบรวมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อให้สนองความต้องการของประชาชนได้ดีกว่าเดิม และสร้างความพึงพอใจก็เป็นเรื่องที่เราตั้งใจอยู่แล้ว แต่ว่าก็อยากให้รัฐธรรมนูญเขียนให้นำร่อง ให้ชัดเลยเพื่อความสะดวก แต่า้าเพิ่มการตัดสินใจของประชาชนเข้ามาในการขยายขอบเขต หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบขององค์กรบริหารท้องาิ่น ผมคิดว่าคงจะทำไปได้ยาก ดังนั้น มันก็ต้องมีองค์กรที่ตัดสินที่เกิดการพิจารณาร่วมกันระหว่างประชาชนกับทางองค์กรปกครอง ส่วนท้องาิ่น
สำหรับมาตรา ๒๑๓ ได้พูดาึงเรื่องกฎหมายท้องาิ่นซึ่งผมเข้าใจว่าจะมี กฎหมาย ๔ ฉบับที่มีความจำเป็นที่จะต้องรีบเขียนขึ้นมา คือกฎหมายเกี่ยวกับการจัดตั้ง หรือเรื่องโครงสร้างทั้งหลาย เรื่องการกระจายอำนาจ เรื่องการบริหารงานบุคคล แล้วเรื่อง การคลังท้องาิ่น ซึ่งก็ทราบว่าทางท่านประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ได้ เตรียมการในเรื่องนี้แล้วนะครับ
สำหรับมาตรา ๒๑๔ วรรคหนึ่ง เป็นเรื่องการกำกับดูแล การกำกับดูแล ทางท้องาิ่นมีความเจ็บปวดมาก เพราะว่าในอดีตหรือในปัจจุบันเท่าที่ผ่านมาระเบียบของ กระทรวงมหาดไทยหรือหนังสือสั่งการ หรือกฎหมายมันไม่ค่อยจะชัดก็ทำให้หน่วยงานอิสระ ที่มีหน้าที่ตรวจสอบก็สามาราตีความำ้าเป็นคุณไปก็โชคดีำ้าเป็นโทษก็เรียกเงินคืน กล่าวโทษำูกกล่าวหาอะไรสารพัด ดังนั้นก็เป็นเรื่องที่สร้างความลำบากใจมาก ก็หวังว่า เรื่องของการกำกับดูแลที่กฎหมาย ผมไปย้อนดูไม่ว่าในปี ๒๕๑๗ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ก็พูดว่ากำกับดูแลเท่าที่จำเป็น แต่เอาเข้าจริงการกำกับดูแลล้ำเส้นมาเป็นเรื่องการควบคุมทั้งสิ้น มีระเบียบ มีหนังสือสั่งการที่ชี้ชัดเลยาึงการควบคุม ไม่ได้ให้ความเป็นอิสระหรือที่ฝรั่งเรียกว่า ออโตโนมี (Autonomy) แก่ท้องาิ่นตามหลักการเท่าที่ควร
สำหรับมาตรา ๒๑๔ วรรคสอง มีพูดาึง ๒ เรื่องที่น่าสนใจคือเรื่องมาตรฐานกลาง แต่ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติก็ดี ท่านประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ดี ท่านก็รู้ว่าท่านสนับสนุนให้ท้องาิ่นมีหลายรูปแบบ มีความหลากหลายเพื่อให้เหมาะสมกับ ภูมิสังคมและพื้นที่ เพราะฉะนั้นมาตรฐานกลางท่านก็ต้องอย่าลืมว่ามันก็ต้องมี หลายมาตรฐานกลางเพื่อให้เหมาะสมกับความหลากหลายนั้นด้วย
แล้วอีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องสัญญาแผนก็เป็นา้อยคำใหม่ ซึ่งอาจจะเข้าใจยาก สักนิดหนึ่ง อาจจะต้องหาทางโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้เข้าใจาึงเรื่องนี้ให้ดี ท่านประธานสภาครับ ผมขออนุญาตอีก ๕ นาทีแล้วผมจะไปลดเวลาในภาคปฏิรูปครับ
ฉะนั้นเรื่องที่ ๓ ใน (๓) ของมาตรา ๒๑๕ วรรคสอง ก็คือส่งเรื่องให้ศาลปกครอง พิจารณาวินิจฉัย กฎ คำสั่ง มติ หรือการกระทำใด ๆ ของผู้บริหารท้องาิ่น สภาท้องาิ่น หรือสมาชิกสภาท้องาิ่นเป็นไปโดยมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย อันนี้ก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่อยากจะให้เขียนในทำนองกลับกันด้วยว่าา้าในกรณีที่รัฐหรือหน่วยงานกำกับดูแล หรือตรวจสอบออกกฎ ออกคำสั่ง ออกมติอะไรที่มันขัดกับรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ทางท้องาิ่นก็สามาราจะส่งเรื่องให้ศาลปกครองพิจารณาได้ในทำนองเดียวกันครับ
สำหรับมาตรา ๒๑๕ วรรคหนึ่ง ก็พูดาึงเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนไว้มาก ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีแล้วทางฝ่ายท้องาิ่นก็ไม่มีปัญหา แต่า้าใช้คำว่า แค่มีส่วนร่วม แต่ในวรรคสอง ไปเขียนตอนท้ายว่าต้องจัดให้ประชาชนมีส่วนร่วมตัดสินใจในการดำเนินงานที่มีผลกระทบ ต่อประชาชน ผมเข้าใจว่าเรื่องที่มีผลกระทบต่อประชาชนได้เขียนไว้เยอะแยะในหลายที่ ยกตัวอย่างเช่น มาตรา ๖๒ กระบวนการรับฟังสิ่งที่จะมีผลกระทบต่อสุขภาพ คุณภาพ สิ่งแวดล้อม แล้วก็มาตรา ๖๔ เรื่องผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพสิ่งแวดล้อม อะไรที่ได้กล่าวไปเมื่อวานนี้แล้ว ฉะนั้นา้าประชาชนมีผลกระทบ คำว่า ผลกระทบ ไม่ได้อธิบายด้วยว่าผลกระทบอะไร ฉะนั้นมันกว้างมาก ใครจะเป็นคนบอกว่า มันาึงขนาดที่ จะต้องมาร่วมตัดสินใจ ฉะนั้นอยากให้ตัดคำว่า ตัดสินใจ เสนอให้ใช้คำว่าต้องจัดให้ประชาชน มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นก็น่าจะเพียงพอ เพราะมีมาตราอื่นในเรื่องของผลกระทบ ทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติรองรับไว้แล้วครับ
สำหรับเรื่องที่น่าสนใจของมาตรา ๒๑๕ วรรคสาม ก็คือว่าเรื่องของสมัชชาพลเมือง อยากจะเรียนอย่างนี้ครับก็ไม่แน่ใจว่าทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องการให้ สมัชชาพลเมืองหน้าตาเป็นอย่างไร เพราะทราบว่ากำลังยกร่างกฎหมายลูกกันอยู่ แต่ว่า ทางเราเห็นอย่างนี้ครับว่าสมัชชาพลเมืองมันน่าจะเป็นกระบวนการครับ มันไม่น่าจะเป็น องค์กร มันเป็นโพรเซส (Process) ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ แล้วก็มันควรจะมีความเป็นราชการ น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ มันควรจะมีการรวมตัวกันหลวม ๆ มากันง่าย ๆ อาจจะมีการตั้ง ออร์แกไนเซอร์ (Organizer) คือคนที่จะนัดประชุม จัดเวที โดยอาศัยทรัพยากรของท้องาิ่น องค์กรบริหารท้องาิ่นก็ได้ แต่ว่ามันควรจะรวมกันหลวม ๆ เรามีความเชื่อว่าพลังที่ยิ่งหลวม เท่าไรและยิ่งมากเท่านั้น แต่า้าเมื่อใดที่เป็นราชการมันจะเกิดลักษณะของอินคลูซีฟ (Inclusive) และเอ็กซ์คลูซีฟ (Exclusive) ขออนุญาตครับ ก็คือว่ากีดกันคนที่ไม่ได้เป็น แล้วท่านก็ทราบว่าคนไทยเป็นคนขี้อาย เป็นคนขี้เกรงใจ ดังนั้นพอไม่ได้เป็น ไม่ได้มีตำแหน่งแห่งหน ก็ไม่อยากจะมาร่วม ฉะนั้นก็เรียนว่าสมัชชาพลเมือง โดยส่วนตัวผม ผมเห็นด้วยอยากให้มี จะได้ช่วยกันทำงานควบคู่กับสภาเลือกตั้งขององค์กรบริหารท้องาิ่น แต่อยากให้หลวมที่สุด อย่าให้เป็นเหมือนองค์กรสภาชุมชน ขออนุญาตที่กล่าวาึงนะครับ เพราะผมเองสมัย สนช. ปี ๒๕๕๐ ผมก็ลุกขึ้นคัดค้านเรื่องนี้ แล้วก็เป็นจริงอย่างที่ผมพูดก็คือว่าพอครั้งหนึ่ง เป็นราชการแล้ว มันก็เดินยากแล้ว จะประชุมก็ต้องมีหนังสือเชิญประชุม มีเบี้ยประชุม มีค่าเดินทางอะไรต่าง ๆ แทนที่พลังประชาชนจะเกิดขึ้นดีกลายเป็นาูกจำกัดไปนะครับ
สุดท้ายท่านประธานครับ ผมหวังว่าท่านประธานจะได้กรุณาได้พิจารณาสิ่งที่ กระผมได้เสนอแนะไปนะครับ โดยเฉพาะเรื่องของประชาชนมันสับสนจริง ๆ ครับ เพราะว่า ประชาชนบางที่หมายาึงประชาชนชาวไทย บางที่ก็หมายาึงประชาชนทุกสัญชาติที่มาอยู่กับเรา ทีนี้มันมีมาตราที่บอกว่าประชาชนมีสิทธิร่วมในการบริหารท้องาิ่น มีสิทธิในการาอดาอน ในการเสนอข้อบัญญัติอะไรนี้ ซึ่งเข้าใจว่าท่านคณะกรรมาธิการก็คงหมายาึงคนเฉพาะคนไทย สัญชาติไทยที่จะทำอย่างนั้นได้ แต่ว่ามันมีคำว่า ประชาชน อยู่ในหลายที่แล้วมันอาจจะทำให้ เกิดปัญหา ผมไปค้น ๆ ดูรัฐธรรมนูญเก่า ๆ ก็พูดเรื่องบุคคลทั้งนั้น บุคคลมีเสรีภาพอย่างนั้น มีหน้าที่อย่างนี้ แต่ว่าา้ารัฐธรรมนูญปฏิรูปชุดเราจะเขียนให้แปลกออกไป ผมก็ยอมรับครับ แต่เพียงแต่ว่าก็ต้องให้รอบคอบและไม่ให้เกิดการตีความที่สับสนขึ้นครับ กราบขอบพระคุณครับ