สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๖ · ๒๑ เมษายน ๒๕๕๘

คุรุจิต นาครทรรพ หารือเรื่องพลังงานในร่างรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมในสังคม และเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาเนื้อหาที่เสนอ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการกำกับดูแลพลังงาน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการผลิตใช้ต้นทุนการผลิตที่ต่ำที่สุด คุณภาพและบริการที่ได้มาตรฐาน ราคาที่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค และการใช้เทคโนโลยีและกระบวนการผลิตที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพน้อยที่สุด นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการทำสัญญากับต่างประเทศ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 193 และการแก้ไขมาตรา 193 เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้

นายคุรุจิต นาครทรรพ

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง ซึ่งได้รับ มอบหมายจากท่านประธานซึ่งอยู่ต่างประเทศ ทำหน้าที่อภิปรายแทนท่านและในนาม ของตัวผมเอง ผมจะใช้เวลาในช่วงสุดท้าย ช่วงที่ ๒ ที่ได้รับมาก็อาจจะเกินเวลาไปสัก ๒ นาที ก็ขอความเมตตาจากท่านประธานด้วยนะครับ

สำหรับเรื่องของพลังงาน ร่างรัฐธรรมนูญนี้ได้กล่าวาึงไว้ใน ๒ ที่ ก็คือในส่วนของ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในภาค ๒ หมวด ๓ มาตรา ๙๓ และอีกส่วนหนึ่งก็อยู่ในเรื่องของ การปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมในสังคม ในภาค ๔ หมวด ๒ มาตรา ๒๘๘ ครับ

ท่านประธานที่เคารพครับ จริง ๆ ส่วนที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงาน เราได้เสนอไปให้กับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมีเนื้อหามากกว่าที่เขียนไว้ ใน ๒ มาตราข้างต้น แต่ก็พอเข้าใจได้ว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอาจจะพยายามทำให้ กระชับ โดยนำเอาส่วนที่คล้ายกันของการปฏิรูปในสาขาอื่น ๆ มารวมไว้ด้วยกันในมาตราอื่น ๆ เช่นเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมซึ่งหลายท่านได้อภิปรายไปแล้วในมาตรา ๖๔ เรื่องของเศรษฐกิจ ทั้งมหภาคและรายภาค รวมทั้งเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดิน ในเวลาที่จำกัดอยู่นี้นะครับ ผมอยากจะขอพูดในเรื่องของพลังงานเรื่องหนึ่งแล้วก็มีอีกเรื่องหนึ่ง ที่อยากจะขอพูดนะครับ

ในประเด็นแรกเรื่องของความมั่นคงด้านพลังงานที่กล่าวาึงในมาตรา ๙๓ นะครับ การที่เราเสนอให้ระบุว่ารัฐต้องสร้างความมั่นคงด้านพลังงานนั้นก็เพื่อต้องการให้ประเทศไทย มีการจัดหาพลังงานให้เพียงพอต่อความต้องการ ทั้งในด้านปริมาณ คุณภาพ ความทั่วาึง และเท่าเทียมกัน ในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรมทั้งในปัจจุบันและอนาคต พลังงานที่ว่านี้ หมายาึงการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนให้เต็มศักยภาพด้วย สำหรับราคาพลังงานที่เหมาะสม และเป็นธรรมนั้นก็หมายความาึงราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่ายนั้น ต้องไม่สูงในระดับที่ทำให้ ผู้ประกอบการค้ากำไรเกินควร แต่ก็ไม่าึงกับต่ำจนทำให้ผู้ประกอบการขาดทุนจนอาจ เลิกประกอบกิจการ อันอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อการจัดหาอย่างเพียงพอได้ ในขณะเดียวกันราคาพลังงานก็ควรสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง อิงกลไกตลาดเสรี และไม่ควรมี การอุดหนุนราคาพลังงานให้ต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งอาจนำไปสู่นโยบายประชานิยม ที่นำผลเสียมาสู่เศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวได้ อย่างไรก็ตามการอุดหนุนผู้มีรายได้น้อย หรือผู้ด้อยโอกาสเป็นนโยบายด้านสังคมที่รัฐพึงกระทำได้ แต่ควรใช้จากเงินงบประมาณแผ่นดิน มิใช่นำเงินของผู้บริโภคกลุ่มหนึ่งไปอุดหนุนผู้บริโภคอีกกลุ่มหนึ่งอย่างที่เคยปฏิบัติมาในอดีต ตรงนี้ล่ะครับท่านประธานที่ผมเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญในภาค ๒ หมวด ๒ แนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐอาจจะเขียนไว้ไม่ชัดเจน โดยขอนำท่านไปดูในมาตรา ๘๘ วรรคสอง ที่ว่าด้วย รัฐต้องส่งเสริมเศรษฐกิจแบบเสรีอย่างเป็นธรรมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม ทางเศรษฐกิจและสังคมในตารางเปรียบเทียบ เล่มที่ ๒ หน้า ๓๒ ท่านคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้กรุณาบอกไว้ว่า ท่านยังคงหลักการเดิมที่เคยเขียนไว้ในมาตรา ๘๔ (๑) (๒) และ (๕) ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่จริง ๆ แล้วท่านเขียนไม่เหมือนเดิมเสียเลยทีเดียว และตกคำที่สำคัญไปคำหนึ่ง คือคำว่า รัฐต้องส่งเสริมระบบเศรษฐกิจแบบเสรีและเป็นธรรม โดยอาศัยกลไกตลาด โดยอาศัยกลไกตลาด ผมคิดว่าคำนี้เป็นคำที่สำคัญ และภาคเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศต่างก็มีความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลของประเทศไทยในอนาคตจะยึด แนวทางเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม และอิงกลไกตลาด เราจึงควรระบุไปให้ชัดเจนในเรื่องของ การอิงกลไกตลาดในระบบเศรษฐกิจเสรีนิยม ซึ่งจะเป็นสิ่งที่สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน ไม่ว่าทั้งในภาคพลังงาน ภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม พาณิชยกรรม และการบริการต่าง ๆ อย่างไรก็ดีการแข่งขันอย่างเสรีโดยกลไกตลาดก็จำเป็นที่รัฐจะต้องเข้าไปกำกับดูแลมิให้เกิด การผูกขาดตัดตอนหรือใช้อำนาจเหนือตลาดในทางมิชอบ ซึ่งในอันหลังนี้ท่านได้เขียนไว้แล้ว ในมาตรา ๘๗ และมาตรา ๘๘ วรรคสอง ในตอนท้าย ซึ่งผมก็ขอขอบคุณนะครับ

ในเรื่องของพลังงานนั้นก็มีเรื่องที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงานได้นำเสนอไว้ ต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมากกว่าที่บรรจุอยู่ในมาตรา ๙๓ และมาตรา ๒๘๘ ซึ่งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอาจจะเห็นว่าเพื่อความกระชับ บางเรื่องอาจระบุไว้แล้วนะครับ แต่ผมก็อยากจะกล่าวาึงประเด็นด้านพลังงานเหล่านั้นพร้อมทั้งระบุเหตุผลและตรรกะ ของประเด็นแต่ละประเด็นดังกล่าวสัก ๒ ประเด็นเพื่อบันทึกไว้ในที่นี้คือ

ข้อ ๑ กิจการพลังงานาือเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐาน ซึ่งรัฐต้องกำกับดูแล ให้มีการประกอบการอย่างมีประสิทธิภาพ มีความเป็นธรรม และคำนึงาึงผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน อย่างไรก็ตามการที่เราาือว่าพลังงาน เป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานก็ไม่ได้หมายความว่าภาครัฐจะต้องลงทุนและดำเนินการผลิต สินค้าพลังงานแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น สินค้าพลังงานหลายชนิดเป็นกิจการที่มีตลาด ซึ่งมีผู้ประกอบการที่แข่งขันได้ เช่น การกลั่นและการขายน้ำมัน รวมทั้งการผลิตไฟฟ้า ในกรณีเหล่านี้รัฐควรปล่อยให้เอกชนแข่งขันกันในตลาดเสรีให้มากที่สุด โดยรัฐเพียงกำกับดูแล มิให้มีการผูกขาด ตัดตอน หรือใช้อำนาจเหนือตลาดในทางมิชอบ แต่ในกิจการพลังงานบางประเภท ที่มีลักษณะเป็นการผูกขาดโดยธรรมชาติหรือเนเชอรัล โมโนโพลี (Natural Monopoly) เช่น กิจการสายส่งไฟฟ้า รัฐก็จำเป็นต้องกำหนดให้มีการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น โดยแยก การดำเนินงานของหน่วยงานของรัฐออกจากบทบาทของการกำกับดูแลโดยหน่วยอิสระของรัฐ อีกหน่วยหนึ่ง การกำกับดูแลของรัฐควรมุ่งเน้นให้เกิดประสิทธิภาพในการผลิตใช้ต้นทุนการผลิต ที่ต่ำที่สุด มีคุณภาพและบริการที่ได้มาตรฐาน มีราคาที่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค อีกทั้ง ใช้เทคโนโลยีและกระบวนการผลิตก็ควรให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ให้น้อยที่สุดด้วย

อีกประเด็นหนึ่งในด้านพลังงานนะครับ ที่ผมอยากจะกล่าวาึงในเรื่องที่ ๒ ก็คือรัฐควรมีการส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงาน และส่งเสริมสังคม และประชาชนให้มีความรู้ ความตระหนักและพฤติกรรมเพื่อให้มีการผลิตและใช้พลังงาน อย่างมีประสิทธิภาพ ประหยัด และคุ้มค่า การพัฒนาพลังงานทดแทนจำเป็นต้องอาศัย งานวิจัยและพัฒนาเพื่อค้นหาความรู้และเทคโนโลยีใหม่ ๆ สำหรับประยุกต์ใช้ในการพัฒนา พลังงานหมุนเวียนที่มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น และต้นทุนที่ต่ำลง สามารานำไปใช้ทดแทน พลังงานฟอสซิล (Fossil) ได้มากขึ้น การส่งเสริม การอนุรักษ์พลังงานก็เช่นเดียวกัน ก็ต้องมีการวิจัยและพัฒนาเพื่อให้ได้มาซึ่งอุปกรณ์และวัสดุที่ใช้พลังงานอย่างประหยัดยิ่งขึ้น เช่น หลอดไฟแอลอีดี (LED) หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าติดฉลากเบอร์ ๕ เป็นต้นครับ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมีอีกประเด็นในภาค ๒ นี้ ก็คือเรื่องของการทำ สนธิสัญญากับต่างประเทศตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๓ ท่านประธานที่เคารพครับ และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ประเทศไทยของเรานับแต่มีการเปลี่ยนแปลง การปกครองตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ เป็นต้นมา เรามีรัฐธรรมนูญฉบับาาวรมาแล้วาึง ๑๒ ฉบับ และธรรมนูญการปกครองชั่วคราวอีก ๗ ฉบับ ในส่วนของบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการทำ หนังสือสัญญากับต่างประเทศนั้น รัฐธรรมนูญฉบับาาวรทุกฉบับตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ำึงปี ๒๕๕๐ จะมีบทบัญญัติว่าด้วยการทำหนังสือสัญญากับต่างประเทศกำหนดไว้ในหมวดการบริหาร หรือคณะรัฐมนตรี ซึ่งระบุประเภทหนังสือสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่ต้องนำขอความเห็นชอบ จากรัฐสภาก่อนที่จะมีการให้สัตยาบันให้ความตกลงระหว่างประเทศนั้นมีผลผูกพันได้เพียง ๒-๓ เรื่องเท่านั้นคือ

๑. หนังสือสัญญาที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตอำนาจรัฐ และ

๒. หนังสือสัญญาที่ต้องตรากฎหมายภายในออกมารองรับเพื่ออนุวัติการ ให้เป็นไปตามความตกลง ซึ่งในทางปฏิบัติเท่าที่ผ่านมาในอดีตก็ไม่เคยปรากฏว่าเกิดปัญหา ต่อการบริหารราชการแผ่นดินแต่อย่างใดเลย อย่างไรก็ดีพอมาาึงการยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ กระแสการตื่นตัวสู่ยุคโลกาภิวัตน์มีการพัฒนาไปไกลมากในเรื่องของการสื่อสาร คมนาคม การค้าการลงทุน เศรษฐกิจและสังคม จึงเกิดมีการที่รัฐโดยฝ่ายบริหารต้องทำความตกลง ระหว่างประเทศในรูปแบบต่าง ๆ ระหว่างหน่วยงานของรัฐหรือแม้แต่กับองค์การระหว่างประเทศ หรือองค์กรต่างประเทศที่เป็นนิติบุคคลในหลาย ๆ เรื่องที่อาจจะเกี่ยวกับการค้า การลงทุน ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี แรงงานหรือสังคม ซึ่งไม่อยู่ในขอบเขต ที่รัฐสภาจะไปตรวจสอบหนังสือสัญญาหรือความตกลงนี้ เว้นแต่เป็นกรณีที่ต้องออกกฎหมาย รองรับหรือเกี่ยวกับเขตแดนระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตามในช่วงปี ๒๕๔๗ำึงปี ๒๕๕๐ เป็นช่วงที่คนไทยมีความแตกแยกทางความคิดสูง ขาดความเชื่อมั่นในองค์กรฝ่ายบริหารของภาครัฐ จึงมีแรงผลักดันจากบุคคลบางกลุ่มที่เห็นว่าข้อตกลงระหว่างประเทศเหล่านี้ในบางเรื่อง บางกรณีอาจนำความเสียหายมาสู่ประเทศและประชาชนได้ อาทิเช่น เรื่องของการทำ ความตกลงว่าด้วยเขตการค้าเสรีหรือเอฟทีเอ (FTA) เป็นต้น ดังนั้นรัฐธรรมนูญในปี ๒๕๕๐ จึงเป็นครั้งแรกที่มีการเปลี่ยนแปลงหลักการในเรื่องการทำหนังสือสัญญากับต่างประเทศ ในรัฐธรรมนูญ เพิ่มหลักการขึ้นมาใหม่จากเดิมเข้าไปอีก ๒ กรณี คือ

๑. หนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคม ของประเทศอย่างกว้างขวาง และ

๒. หนังสือสัญญาที่มีผลด้านการค้าการลงทุนหรืองบประมาณของประเทศ อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนั้นก่อนจะไปทำหนังสือสัญญาดังกล่าวซึ่งไม่ใช่ในขั้นตอนของ การขอสัตยาบันนั้นก็ยังจะต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน นำกรอบการเจรจา ขอรับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน รวมทั้งกำหนดให้มีการเยียวยาประชาชน หรือผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อมที่อาจได้รับผลกระทบจากการไปทำสัญญา กับต่างประเทศนั้นด้วย รวมาึงกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดกรณี เกิดปัญหาว่าหนังสือสัญญาใดต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนหรือไม่

ท่านประธานที่เคารพครับ ในร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้นำเสนอในวันนี้ หลักการเดิมของมาตรา ๑๙๐ แห่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ยังนำกลับมา เขียนระบุไว้อีกในมาตรา ๑๙๓ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อาจจะมีการปรับปรุงให้ดูเหมือนเบาลงบ้าง โดยกำหนดให้มีคำจำกัดความที่ชัดเจนขึ้นนิดหนึ่งว่าหนังสือสัญญาหมายาึงอะไรและกำหนด กรอบเวลาเจรจาที่ชัดเจนให้มีคณะกรรมาธิการชุดพิเศษของรัฐสภาด้านการต่างประเทศ ต้องให้ความเห็นชอบกรอบการเจรจาใน ๑๕ วันเป็นต้น ท่านประธานและคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญผู้ทรงเกียรติ กระผมเห็นว่ามาตรา ๑๙๓ ของร่างรัฐธรรมนูญนี้จะมีปัญหาต่อไป และเป็นอุปสรรคต่อการทำให้ประเทศไทยแลไปข้างหน้าด้วยความมีเกียรติภูมิ เข้มแข็ง และแข่งขันได้ในเวทีโลก มาตรา ๑๙๓ ในร่างรัฐธรรมนูญนี้ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ จากเดิมในรัฐธรรมนูญ ๑๐ ฉบับ จาก ๑๑ ฉบับ ที่ไทยเรา ได้ใช้มาจนาึงปี ๒๕๕๐ ที่กำหนดเพียงให้ฝ่ายบริหารโดยคณะรัฐมนตรีต้องนำหนังสือสัญญา และข้อตกลงระหว่างประเทศเฉพาะที่เกี่ยวกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงเขตแดน หรือเป็นข้อตกลง ที่จะต้องออกเป็นพระราชบัญญัติมารองรับให้มีผลในทางปฏิบัติ ต้องนำเสนอขอความเห็นชอบ จากรัฐสภาในขั้นของการให้สัตยาบัน ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในด้านการต่างประเทศปกติว่า เวลารัฐบาลไปลงนามในสนธิสัญญาหรือความตกลงอะไรก็จะระบุไว้ในความตกลงว่า ความตกลงจะมีผลบังคับเมื่อมีการแลกเปลี่ยนหรือให้สัตยาบันแรททิฟิเคชัน (Ratification) ระหว่างกันแล้ว ซึ่งเป็นกระบวนการภายในของแต่ละประเทศ แต่มาตรา ๑๙๓ ได้เปลี่ยน หลักการมาเป็นให้ฝ่ายบริหารต้องนำหนังสือสัญญาหรือความตกลงกับต่างประเทศแทบทุกประเภท ที่อาจตีความได้ว่ามีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของชาติ หรืองบประมาณแผ่นดินให้ต้องเสนอ ขอความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนไปลงนาม ไม่ใช่ขอในขั้นของการให้สัตยาบัน ส่งผลให้ ปริมาณหนังสือสัญญาทั้งที่จำเป็นและไม่จำเป็นเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาเป็นจำนวนมาก ก่อให้เกิดความล่าช้าในการเจรจาทำข้อตกลงที่เป็นประโยชน์แก่ประเทศไทยเอง ส่งผลกระทบต่อความสามาราในการแสดงบทบาทนำ หรือสร้างขีดความสามาราในการ แข่งขันของประเทศ ทำให้ประเทศไทยมีบทบาทลดลงในเวทีอาเซียนและประชาคมโลกจากการที่ ไม่สามาราตกลงให้ความร่วมมือกับต่างประเทศได้ทันเวลา ทันเหตุการณ์ และในกรณี ที่เกี่ยวกับการเจรจาด้านเขตแดนก็เป็นการสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ความลับเกี่ยวกับความมั่นคง หรือยุทธศาสตร์การเจรจาของไทยจะต้องเปิดเผยสู่การล่วงรู้ของคู่เจรจาอันทำให้ไม่อาจ ประสบความสำเร็จหรือหาข้อยุติได้ ผลกระทบที่ตามมาผมอยากจะขอยกตัวอย่างในเวลา ที่สั้น ๆ นะครับว่าเช่น ในกรณีของความตกลงพหุภาคีที่หลาย ๆ ประเทศเขาต้องลงนามกัน ไทยเราเนื่องจากลงนามไม่ได้หรือไม่ทันก็ต้องไปขอลงนามทีหลังในแบบที่เรียกว่า ภาคยานุวัติ หรือแอคเซสชัน ทู เดอะ ทริตี (Accession to the Treaty) ยิ่งทำให้เราไม่มี โอกาสเข้าไปร่วมเจรจาต่อรองอะไรเลยตั้งแต่ต้น เพียงแต่นำความตกลงที่นานาชาติเขาตกลงกัน แล้วมาขอความเห็นชอบในรัฐสภาทีหลังว่าขอเข้าเป็นสมาชิก เป็นต้น หรือบางท่านที่อาจ กังวลเกี่ยวกับเขตการค้าเสรีกับอเมริกาผมว่ามันเลยความกังวลนั้นไปแล้วนะครับ เพราะปัจจุบันไทยมีความตกลงการค้าเสรีกับญี่ปุ่น ออสเตรเลีย อินเดีย และที่สำคัญ คือกับอาเซียน อาฟตา (AFTA) หรือเออีซี (AEC) ต่อไปความตกลงกับคู่ค้าใหญ่ ๆ เขาจะไม่ทำ ระหว่างประเทศไทยกับคู่ค้านั้นแล้ว เขาจะทำกับอาเซียนครับ เพราะฉะนั้นความกังวลแทบจะ ไม่มีผลอะไรกับประเทศไทยเลย ดังนั้นกระผมจึงเห็นว่ามาตรา ๑๙๓ ของร่างรัฐธรรมนูญนี้ ควรได้รับการแก้ไข โดยเฉพาะในส่วนคำที่มีปัญหาจริง ๆ คือมีผลกระทบต่อความมั่นคง ทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างกว้างขวาง และอีกวลีก็คือมีผลกระทบด้านการค้าการลงทุน หรืองบประมาณอย่างมีนัยสำคัญ คำว่า กว้างขวาง หรือ มีนัยสำคัญ เป็นคำที่เป็นนามธรรม หรือแอ็บสแทร็คท์ (Abstract) อย่างยิ่ง ในขณะที่รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐ เป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่ต้องมีความชัดเจน ทำให้มาตรานี้และ ๒ คำนี้ได้าูก วิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอดว่าไม่เหมาะสม และเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินวิเทโศบายของไทย เป็นอย่างมาก กระผมจึงใคร่ขอเสนอให้แก้ไขให้กลับไปใช้หลักการตามมาตรา ๒๒๔ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ หรือหากท่านเห็นว่ายังไม่อยากใช้ของ ปี ๒๕๔๐ อย่างน้อย ก็กลับไปใช้มาตรา ๒๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ที่เราใช้ปัจจุบันอยู่ก็ยังดี จึงกราบเรียนเสนอมาด้วยความเคารพครับ

และท้ายที่สุดนี้ กระผมอยากจะขอกล่าวชื่นชมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในความตั้งใจและมุ่งมั่นของท่านที่จะจัดทำกฎหมายสูงสุดของประเทศด้วยความมีเจตนาดี ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ผมขอเรียนว่าผมเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้มีความสมบูรณ์ราว ๗๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว แต่ก็ยังมีบางบท บางหมวด บางมาตราที่ควรแก้ไขปรับปรุงให้เรา มีสังคมไทยที่มีสันติสุข สามัคคีปรองดองและมีเศรษฐกิจที่ดี ประชาชนอยู่ดีมีสุข ทำอย่างไร เราาึงจะมีรัฐบาลที่ดี ซื่อสัตย์สุจริต นึกาึงผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง เป็นรัฐบาล ของประชาชนโดยประชาชน และเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ผมฝากท่านดูแลในเรื่อง บทบาทหน้าที่และความจำเป็นขององค์กรอิสระต่าง ๆ ว่ามีมากเกินไปหรือไม่และจำเป็น และคุ้มค่าเพียงใด ผมอยากเห็นคนดีและคนเก่ง ๆ ที่ซื่อสัตย์สุจริต อาสามาบริหารประเทศ ไม่อยากให้รัฐบาลเข้ามาในอนาคต แล้วมีกฎกติกาที่ตั้งแง่ว่าเขาเป็นคนไม่ดีไว้ก่อน จนกว่า จะพิสูจน์ว่าเป็นคนดี กราบขอบพระคุณครับ