ดุสิต เสนอแก้ รธน.ภาค 2 ชัดเจนอำนาจผู้นำฝ่ายค้าน-ปรับกลไกเปลี่ยนผ่าน

สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๖ · ๒๑ เมษายน ๒๕๕๘

ดุสิต เครืองาม เสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญภาค ๒ โดยปรับหัวข้อและมาตราต่างๆ เพื่อปรับปรุงความชัดเจนของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ และเรียกร้องให้นิยามอำนาจหน้าที่ของผู้นำฝ่ายค้าน รวมถึงเสนอให้ตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครใน พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ ดุสิต เครืองาม อภิปรายข้อเสนอเพิ่มเติมโดยชี้ว่าต้องระบุให้ชัดเจนว่า "ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี" ต้องรักษาการแทนรัฐมนตรี และเสนอให้มีกลไกสนับสนุนเพื่ออำนวยความสะดวกในการเปลี่ยนผ่านจากข้าราชการประจำสู่การเมือง พร้อมแนะนำให้ตัดข้อความที่ซ้ำซ้อนออก

ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ กระผม ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม หมายเลข ๗๙ จะขออนุญาตอภิปราย เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ซึ่งเกี่ยวข้องกับภาค ๒ ซึ่งเกี่ยวข้องกับมาตราตั้งแต่มาตรา ๗๓ าึงมาตรา ๑๙๘ ผมนั่งนับดูแล้วจะมีอยู่ประมาณ ๒๐ มาตราที่ผมจะขอค่อย ๆ แตะ ไปทีละเรื่อง ทีละเรื่อง แต่ประเด็นที่ผมจะอภิปรายนั้นค่อนข้างจะเป็นเรื่องที่เรียบง่าย ส่วนใหญ่จะเป็นข้อเสนอแนะเกี่ยวกับา้อยคำ คำพูดที่อาจจะอ่านหรือฟังดูแล้วเข้าใจยาก ตามภาษาที่ผมไม่ใช่เป็นนักรัฐศาสตร์หรือนักกฎหมาย เพราะผมเป็นวิศวกร

ประการแรก หัวข้อของภาค ๒ เขียนไว้ว่า ผู้นำการเมืองที่ดีและระบบ ผู้แทนที่ดี แต่ว่าเมื่ออ่านภาค ๒ ให้ดี ๆ จะพบว่าจะเป็นเนื้อหาของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ อยู่ครึ่งหนึ่ง เพราะฉะนั้นกระผมจึงขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปที่คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญว่า หัวข้อภาค ๒ ขอเสนอให้เปลี่ยนหัวข้อเป็นผู้นำการเมืองที่ดี และแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ

ต่อไปมาตรา ๗๓ วรรคหนึ่ง เขียนไว้บอกว่า ผู้นำการเมืองที่ดีหรือผู้นำการเมือง ดังกล่าว ได้แก่บุคคลดังต่อไปนี้ (๑) ผู้สมัครรับเลือกตั้งทุกประเภทและทุกระดับ ก็เลยนึกขึ้นว่า ในรัฐธรรมนูญนี้เรามีศัพท์คำว่า ผู้สมัครรับการสรรหาอยู่เยอะมากมายหลายที่ เพราะฉะนั้น ขอฝากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่า มาตรา ๗๓ (๑) ได้โปรดกรุณาพิจารณาเติมคำว่า และผู้สมัครรับการสรรหา เข้าไปด้วย

ต่อไปมาตรา ๗๔ ไปอยู่หน้า ๒๓ ครับ หน้า ๒๓ ผมพบว่าา้าดูจากมาตรา ๗๔ แล้ว วรรคห้าเข้าใจว่าจะเป็นความผิดพลาดทางเทคนิค เล็ดลอดมาอยู่ประมาณ ๕ บรรทัด เนื้อหา ไม่เกี่ยวข้องกันเลย ในมาตรา ๗๔ กำลังพูดาึงเรื่องมาตรฐานจริยธรรมอยู่ดี ๆ แต่พอไปดู หน้า ๒๓ ที่ผมนับไปเมื่อครู่ประมาณวรรคห้า อยู่ ๆ ก็บอกว่าให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง จัดให้มีการออกเสียงลงคะแนน วรรคสี่ เข้าใจว่าจะเป็นความผิดพลาดทางเทคนิค ก็ขอให้ พิจารณาตัดออกไปประมาณ ๕ บรรทัด

ต่อไปมาตรา ๘๒ ครับ มาตรา ๘๒ มี (๑) ไปจบด้วย (๗) เป็นเรื่องของรัฐ ต้องดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ แล้วก็ไปมีมาตรา ๘๓ำึงมาตรา ๙๕ เติมมาอีก เต็มไปหมดไปเลยเป็นแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เพราะฉะนั้นเพื่อให้ประชาชนที่จะอ่านได้ เข้าใจง่าย ในมาตรา ๘๒ ต่อท้าย (๗) ขอเสนอให้เขียนเพิ่มคำว่า (๘) ดำเนินการอื่น ๆ ตามมาตรา ๘๓ำึงมาตรา ๙๕ ก็น่าจะสมบูรณ์ขึ้น

ต่อไปมาตรา ๘๔ ครับ กำลังพูดาึงเรื่องรัฐจะต้องจัดส่งเสริมให้มีการทำนุบำรุง การศึกษาอบรมอะไรต่าง ๆ แล้วพอไปดู (๖) พูดแต่เรื่องของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในเมื่อา้าจะมีการส่งเสริมการศึกษาหรือการอบรมแล้วก็ควรจะต้องมีการส่งเสริมการวิจัย และพัฒนาเรื่องเศรษฐกิจและสังคม เติมเข้าไปด้วยจึงจะครบา้วน เพราะการวิจัยนั้นไม่ใช่ วิจัยเฉพาะเทคโนโลยี แต่การวิจัยเชิงเศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจสังคมนั้นมันก็ต้องมีการทำวิจัย อยู่แล้ว

ต่อไปมาตรา ๙๓ เป็นเรื่องแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐว่าด้วยเรื่องพลังงาน อันนี้ต้องขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่าได้เขียนไว้ดีมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเด็นเรื่องพลังงานที่บอกว่า จะต้องสนับสนุนให้ประชาชน ชุมชน องค์กรบริหารท้องาิ่น และเอกชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์พลังงานและการผลิตพลังงานเพื่อใช้เองและเพื่อจำหน่าย ตรงนี้ก็จะเป็นประตูเปิดทางให้ประชาชนทั่วประเทศได้มีส่วนร่วมในการผลิตพลังงานทดแทน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์ หรือพลังงานลม หรืออะไรอื่น ๆ ก็แล้วแต่

าัดไปมาตรา ๙๗ วรรคสาม เขียนบอกว่า ให้มีข้อบังคับ ผมก็มานั่งเกาหัวอยู่ว่า ข้อบังคับอะไร มันก็คือให้มีข้อบังคับว่าด้วยการประชุมของรัฐสภา ก็ขอให้เติมให้ชัดเจนด้วย จะทำให้ประชาชนอ่านได้เข้าใจยิ่งขึ้น

ต่อไปครับ มาตรา ๑๐๓ มีศัพท์คำว่า แบบสัดส่วนผสม ไปปรากฏอยู่ในวรรคสาม ในมาตรา ๑๐๓ ก็ในเมื่อท่านอยากจะโฆษณาชวนเชิญให้รู้จักคำว่า แบบสัดส่วนผสม ของสภาผู้แทนราษฎรก็ควรจะไปอยู่บรรทัดที่ ๒ เสียเลยครับ ก็ควรจะเป็นว่ามาตรา ๑๐๓ สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่า ๔๕๐คน แต่ไม่เกิน ๔๗๐ คน โดยเป็นสมาชิกแบบสัดส่วนผสม เติมเข้าไปตรงนั้นก่อนจะทำให้อ่านได้เข้าใจง่ายขึ้นเยอะเลย

ต่อไปมาตรา ๑๐๕ ผมขอข้ามไป มาตรา ๑๑๐ ผมไปอ่านดูรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็ดี ปี ๒๕๕๐ ก็ดี เวลากำหนดคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งก็มักเจอว่าจะเขียน คำว่า คุณสมบัติอื่น ๆ ตามที่จะบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ แต่ผมเอง ก็เป็นห่วงอยู่เหมือนกันว่าแล้วา้าในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญแล้วผู้ไปยกร่าง พระราชบัญญัติประกอบนั้นไปใส่คุณสมบัติอื่นที่ไม่ได้เขียนอยู่ในรัฐธรรมนูญโดยเจตนารมณ์ อย่างเช่น ไปเติมคำว่า จะต้องจบการศึกษาระดับปริญญาโน้นปริญญานี้จะทำให้มีปัญหา หรือไม่ ก็ฝากให้ช่วยพิจารณาด้วยนะครับ

ต่อไปมาตรา ๑๒๐ ผมเคยอ่านรัฐธรรมนูญมาหลายฉบับแล้วมีการพูดาึงศัพท์ คำว่า ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้นิยามคำว่า ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้มาอย่างไร แต่ผมก็ไม่สามาราที่จะได้คำตอบสักครั้งเลยว่าผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร มีบทบาท มีอำนาจและหน้าที่อย่างไร ก็ลองฝากนะครับว่าในร่างรัฐธรรมนูญอันนี้ท่านจะ เขียนอำนาจหน้าที่ของผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรไว้หรือไม่ อย่างไร หรืออย่างน้อย ก็เขียนไว้บอกว่าให้เป็นไปตามข้อบังคับว่าด้วยการประชุมของรัฐสภาก็ยังจะดีนะครับ

ต่อไปมาตรา ๑๒๑ วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกจำนวนไม่เกิน ๒๐๐ คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด จังหวัดละ ๑ คน และมาจากการเลือกกันเอง จุด จุด จุด แล้วก็มีการขยายความ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) ผมก็อยากเสนอให้เอา (๕) ขึ้นไปเป็น (๑) เสีย เพราะว่าจะได้สอดคล้องกับวรรคหนึ่งว่า ส.ว. นั้นมาจากการเลือกตั้งในจังหวัดแต่ละจังหวัด จังหวัดละ ๑ คนนะครับ

ต่อไปซึ่งผมกำลังเปิดไปเรื่อย ๆ แล้วก็เป็นมาตราที่ผมจะใช้เวลานานนิดหนึ่ง มีข้อหนึ่งครับ มาตรา ๑๖๖ เป็นเรื่องของการลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีเกี่ยวเนื่องกับ มาตรา ๑๖๗ ไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ก็ฝากช่วยเขียนเพิ่มเติมไว้ด้วยว่าในการลงมติไม่ไว้วางใจนั้น จะให้กระทำโดยลับหรือว่าโดยเปิดเผย ผมอ่านแล้วก็งง ๆ ว่าตกลงว่าการลงมติไม่ไว้วางใจนั้น ท่านอาจจะมีธรรมเนียมปฏิบัติแล้วล่ะครับ แต่ผมก็จำไม่ได้เวลาเขาลงมติไม่ไว้วางใจ จะใช้ ขานชื่อหรือว่าจะใช้เป็นหยอดบัตร หรือจะใช้กดปุ่มบัตรอะไรก็แล้วแต่ ช่วยบอกให้ชัดเจนนะครับ ว่าจะเอาแบบลงมติไม่ไว้วางใจนั้นจะเอาลับหรือว่าเปิดเผยให้ชัดเจนในรัฐธรรมนูญ

ต่อไปมาตรา ๑๗๕ มาตรา ๑๗๕ เขียนว่ารัฐมนตรีต้องมีคุณสมบัติและไม่มี ลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้ ผมอ่านไปมี (๑)ำึง (๗) มันปนกันมั่วไปหมดเลยว่าเป็นคุณสมบัติ หรือว่าไม่มีลักษณะต้องห้ามนะครับ อยากจะขอความกรุณาเขียนให้อ่านเข้าใจง่ายว่า รัฐมนตรีต้องมีคุณสมบัติตามข้อ ๑-๓ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามข้อ ๔-๗ำ้าแบบนี้ผมว่า ใครอ่านในโลกนี้ก็ต้องอ่านเข้าใจไม่ต้องไปนั่งเกาหัวว่าอันไหนเป็นคุณสมบัติ อันไหน เป็นข้อห้ามนะครับ

ในมาตรา ๑๗๗ คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแาลงนโยบาย ต่อรัฐสภา ตรงนี้เขาก็เขียนไว้บอกว่าแล้วแาลงอะไร บอกว่าให้แาลงแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ผมก็เลยอยากจะขอฝากไว้ว่าเดี๋ยวจะอภิปรายในรอบที่ ๒ นะครับว่าในการที่จะมีรัฐบาล เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินเป็นคณะแรกซึ่งจะไปเขียนไว้ในบทเฉพาะกาลนี้ว่าควรจะต้อง แาลงนโยบายทั้งนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐและข้อเสนอแนวทางการปฏิรูปด้วย มิฉะนั้นแล้ว เวลาฟังรัฐบาลชุดแรกก็จะไม่มีคำว่าปฏิรูปโผล่มาให้เราได้เห็น ก็คงจะไปอยู่ในบทเฉพาะกาล

ต่อไปครับ ผมจะใช้เวลานานนิดหนึ่งขอเวลาอีกสัก ๓ นาที ๔ นาที มาตรา ๑๘๔ มาตรา ๑๘๔ เป็นมาตราที่ว่าด้วยการกำหนดว่าา้าคณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งแล้ว จะทำอย่างไรกันต่อไป ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งอันเนื่องมาจากมาตรา ๑๘๓ (๒) คืออายุสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือสภาผู้แทนราษฎราูกยุบ ในนี้เขาก็เขียนไว้ว่า ให้ปลัดกระทรวงแต่ละกระทรวงรักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงนั้น ขอย้ำนะครับ ให้ปลัดกระทรวงแต่ละกระทรวงรักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงนั้น ผมก็ไปเปิดดู พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ คำว่า กระทรวง คืออะไร ก็คือพบว่าการบริหารราชการแผ่นดินส่วนกลางเขามีการแยกออกคำว่า สำนักนายกรัฐมนตรี แยกออกจากคำว่า กระทรวง แต่ว่าสำนักนายกรัฐมนตรีแน่นอนมีสาานะเทียบเท่ากระทรวง เพราะว่าปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีนั้นก็คือซี ๑๑ เหมือนกับปลัดกระทรวง เพราะฉะนั้น ผมก็เลยเข้าใจว่ามาตรา ๑๘๔ ผู้ร่างคงอยากจะให้หมายาึงทุกกระทรวง แต่า้าตามศัพท์ ของการบริหารราชการแผ่นดินแล้วสำนักนายกรัฐมนตรีไม่ใช่กระทรวง แต่มีฐานะ เป็นเทียบเท่ากระทรวง เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าการรักษาราชการของปลัดกระทรวงนั้น ตามมาตราที่ว่าจะต้องมารักษาการเมื่ออายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือว่า สภาผู้แทนราษฎราูกยุบจะต้องใช้าี่มากที่สุดในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จึงขอเสนอให้ท่านเติม คำว่า ให้ปลัดกระทรวงของแต่ละกระทรวงและปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าไปในมาตรานี้ด้วย จึงน่าจะครบา้วนและไม่ต้องมาาอดคำาามทีหลัง มิฉะนั้นแล้วจะนั่งงงเกาหัวว่าปลัดกระทรวง ทุกกระทรวง ตอนนี้ผมนับได้แล้วว่ามีอยู่ ๑๙ กระทรวง ได้เป็นรัฐมนตรีรักษาการหมด และใครเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีล่ะครับ หาไม่เจอนะครับ เพราะฉะนั้น ก็เพื่อความรอบคอบก็ควรจะต้องใส่คำว่า และปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าไปในนี้ด้วย และสิ่งหนึ่งที่ผมเป็นห่วงมากในมาตรานี้ก็คือว่าปลัดกระทรวงจะเป็นผู้ที่ต้องเสียสละ ในการที่จะต้องทำงานหนักขึ้น ไม่ว่าจะในตำแหน่งของข้าราชการประจำคือปลัด และยังต้อง ไปนั่งรักษาการเป็นรัฐมนตรี และปลัดบางคนจะต้องไปรักษาการเป็นรองนายกรัฐมนตรี ปลัดบางท่านก็ต้องไปรักษาการเป็นนายกรัฐมนตรีด้วย บางที ๑ คนควบ ๓ ตำแหน่ง ตรงนี้ ผมเลยคิดว่ามาตรา ๑๘๔ น่าจะมีรายละเอียดเพิ่มเติมต่าง ๆ ที่จะช่วยทำให้การบริหาร ราชการแผ่นดินในตำแหน่งรักษาการนั้นสะดวก ปลอดภัยยิ่งขึ้น เพราะว่าอย่าลืมนะครับ นี่จะเป็นครั้งแรกที่จะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับจริง ฉบับาาวรที่ข้าราชการประจำจะต้องมา รักษาการในตำแหน่งข้าราชการการเมืองก็ควรที่จะให้เขาได้มีกลไกต่าง ๆ ที่สามาราทำงาน ได้ราบรื่น อย่างเช่นาามบอกว่าพอไปเป็นรักษาการแล้วเป็นข้าราชการการเมืองหรือเปล่า ๓ เดือน ๔ เดือนกว่าจะเลือกตั้งเสร็จเป็นราชการการเมืองไหม ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน ต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินไหม ปลัดกระทรวงได้เคยเป็นบอร์ดการไฟฟ้าฝ่ายผลิต แห่งประเทศไทย ปตท. รัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ต้องลาออกจากบอร์ดเหล่านั้นไหม เพราะว่า จะต้องไปนั่งเป็นข้าราชการการเมือง ไม่รู้เป็นการเมืองหรือเปล่า หรือบางคนยังต้องไปาือหุ้น หรือเป็นผู้บริหารอะไรต่าง ๆ ตรงนี้ขอความกรุณาให้มีระเบียบหรือมีกฎหมายอะไร ผมก็ นึกไม่ออกว่าที่ควรจะต้องอำนวยความสะดวกให้กับปลัดกระทรวงที่จะเข้ามาเสียสละทำงานตรงนี้ ในขณะเดียวกันในมาตรา ๑๘๔ วรรคสุดท้าย ผมคิดว่าน่าจะตัดออก น่าจะเป็นความผิดพลาด ทางเทคนิคอีกเช่นเดียวกันครับ มาตรา ๑๘๔ เขียนไว้บอกว่า ให้การรักษาราชการแทน ของปลัดกระทรวงตามมาตรานี้สิ้นสุดลงเมื่อพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีแล้ว ตามที่ผมได้เคยศึกษาเรียนมาหรืออ่านจากหนังสือโน่นนี่ครับ ทราบมาว่าการเปลี่ยนไม้ผลัด จากคณะรัฐมนตรีชุดหนึ่งไปสู่อีกชุดหนึ่งนั้นต้องเป็นวันที่าวายสัตย์ปฏิญาณตน ไม่ใช่วันที่ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ฉะนั้นเพื่อความรอบคอบ ในมาตรา ๑๘๔ วรรคสุดท้ายนี้ คงไม่จำเป็นที่จะต้องมี เพราะว่าในมาตรา ๑๘๔ วรรคหนึ่ง เขาเขียนไว้ชัดเจนไว้อยู่แล้วว่า ปลัดกระทรวงทุกกระทรวงที่รักษาราชการแทนรัฐมนตรีร่วมกันปฏิบัติหน้าที่คณะรัฐมนตรี จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้า รับหน้าที่ คำว่า เข้ารับหน้าที่ ก็คือวันาวายสัตย์ปฏิญาณตนครับ ผมก็คงขออนุญาตอภิปราย แต่เพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ