สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๖ · ๒๑ เมษายน ๒๕๕๘

เขมทัต สุคนธสิงห์ กล่าวถึงปัญหาการเมืองไทยที่เกิดจากธุรกิจการเมือง โดยเน้นย้ำความสำคัญของการศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ รวมถึงการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรท้องถิ่น และเสนอแนวคิดในการกำกับดูแลของสภาท้องถิ่น โดยเน้นย้ำถึงความแตกต่างระหว่างสภาท้องถิ่นกับสภานิติบัญญัติของรัฐ

นายเขมทัต สุคนธสิงห์

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผม เขมทัต สุคนธสิงห์ สปช. ๐๒๕ หลายท่านก็ได้ให้คำวิจารณ์เรื่องเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญว่า มีความยาว ผมก็เห็นด้วยนะครับ แต่ว่าจริง ๆ แล้วเรื่องของหลักการร่างรัฐธรรมนูญที่ผม ไปศึกษามา ก็จะต้องยึดหลักบรรทัดฐานในเรื่องของธรรมาภิบาล ประสิทธิภาพของการ ปฏิบัติหน้าที่เพื่อสังคมที่ดีงาม แต่ปัจจุบันนี้สิ่งเหล่านี้มันไม่ได้เป็นบรรทัดฐานของสังคมไทย า้าเราดูประเทศไทยที่เป็นประชาธิปไตยมาตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ จนาึงประมาณปี ๒๕๑๖ ที่เกิด วิปโยคตอนตุลาคม ตอนนั้นก็มีความเหลื่อมล้ำ ตอนนั้นเราก็มีพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย แต่ก็สามาราแก้ไขทำความเข้าใจกันได้ การไม่ปฏิบัติตามกฎหมายก็มีปัญหาา้าหลายท่าน ที่จำได้ในยุค ปี ๒๕๐๒ำึงปี ๒๕๐๖ นั้นก็มีการใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ก็ทุกอย่างสงบได้ แต่หลายคนก็คงไม่ชอบวิธีการอย่างนั้น เราคงจำาึงมาตรา ๑๗ ได้ดี จากปี ๒๔๗๕ำึงปี ๒๕๑๖ นั้น มีรัฐประหารประมาณ ๖ ครั้ง ยุบสภา ๒ ครั้งที่น่าสังเกตคือมีการลาออก ๑๕ ครั้ง เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่มีความขัดแย้งก็มีหิริโอตตัปปะ ยอมลาออก แต่หลังจากปี ๒๕๑๖ เป็นต้นมา ปี ๒๕๑๘ นั้นเป็นจุดเปลี่ยนผัน เปลี่ยนผันอย่างไรครับ เราเริ่มตั้งแต่มีสภานางเลิ้ง อันนั้นละครับ เป็นจุดบ่มเพาะของการเกิดสิ่งที่ผมเรียกว่าธุรกิจการเมือง แล้วคนก็เริ่มเข้ามาหาโอกาส หาความชอบธรรมโดยการเขียนกติกาเอง จะเห็นว่าหลังจากปี ๒๕๑๘ เป็นต้นมานั้น มีการทำลายทรัพยากรธรรมชาติโดยผู้ที่มีอำนาจำ้าคนไทยอาจจะลืมง่ายนะครับ ภาคอีสาน นี่ป่าหายไปเป็นพื้นที่ พื้นที่ภูเขาหลายลูก เมื่อวานท่าน สปช. ประสารนำเสนอนะครับ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม แล้วก็ไม่มีการลงโทษ เพราะว่าคิดอะลุ่มอล่วยกัน มาาึงจุดที่สำคัญก็คือ เริ่มรู้แล้วล่ะว่ากฎหมายา้าใครเป็นผู้มีอำนาจเขียนกฎหมายคนนั้นจะเป็นผู้ชนะ ก็มาต่อสู้กัน ด้วยการว่าใครจะมีสิทธิในการเขียนกฎหมายเพื่อเข้าข้างตัวเองจะเห็นได้ว่าตั้งแต่ปี ๒๕๑๘ มาจนาึงปัจจุบันนะครับ ยุบสภาทั้งหมด ๑๑ ครั้ง รัฐประหาร ๕ ครั้ง มีลาออกแค่ ๒ ครั้ง ที่ต้องยุบสภา เพราะว่าตกลงกันไม่ได้ แย่งกันจะเป็นคนเขียนกฎหมาย เพราะฉะนั้น กราบเรียนท่านประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าท่านจะเขียนวิธีเลือกตั้ง ดีอย่างไร ก็ต้องมีคนไม่พอใจ เพราะทั้ง ๒ ฝ่ายต่างแย่งกันจะเข้ามาเป็นผู้เขียนกฎหมาย ให้ตัวเองชนะจะได้ทำธุรกิจการเมืองได้ตามที่ตัวเองตั้งใจ ตรงนี้ผมไม่ได้กล่าวโทษนะครับว่า นักการเมืองดีหรือเลว แต่เรื่องการทำธุรกิจการเมืองนี้กลายเป็น นอร์ม (Norm) ของประเทศนี้ ไปเสียแล้วคนที่มีอำนาจก็ฮึกเหิมพยายามจะเอามากขึ้น ประเทศนี้ก็เลยเกิดอำนาจนิยม เกิดวัตาุนิยมมือใครยาวสาวได้สาวเอา หิริโอตตัปปะไม่มีแล้วครับ ไม่ละอายชั่ว ไม่กลัวบาป ร่ำรวยมาภาษีก็ไม่เสีย อันนี้เลยไปาึงแม้กระทั่งบางส่วนนะครับ ขออนุญาตก็คือกลุ่มที่เรียกว่าเป็นเอ็นจีโอ (NGO) หรือสมาคมกีฬาก็มาอาศัยลักษณะแบบนี้ทำด้วย ไม่ได้หมายความว่าว่าทั้งหมด แต่มีบางส่วน ไม่มีการตรวจสอบ กลายเป็นลู่ทางของคนที่ไม่ดีใช้เป็นช่องทางหาผลประโยชน์ ฉะนั้น ความเหลื่อมล้ำก็เกิดขึ้น ในครั้งนี้ผมเชื่อว่าสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติหลายคนที่เข้ามานี้ มีความตั้งใจที่จะเขียนแนวทางเพื่อที่จะพัฒนา แต่เราก็เป็นจำเลยาูกกล่าวหาว่ามาเขียน กฎหมายเพื่อทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม ผมคิดว่าที่เรามานั่งไม่เข้าใจกันที่สำคัญที่สุดเราคงต้อง ทำอย่างไรที่จะหยุดธุรกิจการเมืองให้ได้ำ้าหยุดตรงนี้ไม่ได้ เมื่อไรก็าูกฉีกอีกละครับ เพราะว่าเมื่อเอาชนะไม่ได้ก็เอากฎหมู่มาเป็นตัวตั้ง การปกครองบริหารประเทศก็ต้องให้สมดุล นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ พัฒนา ผมอยากจะยกตัวอย่างให้ดู ประเทศจีน ๑๐ ปีที่ผ่านมา เขาบริหารโดยการพัฒนาใช้คนที่มีความรู้เป็นวิศวกร วันนี้ประเทศจีนมีนักวิจัยมากกว่า ประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วทำได้เร็วมาก แต่พอเขาพัฒนาขึ้นมาได้แล้วตอนนี้เขาหันมาใช้ หลักนิติศาสตร์แล้วครับ เริ่มปราบคอร์รัปชันอย่างจริงจัง ก็ไม่เห็นมีใครว่าอะไร เพราะฉะนั้น า้าเราไม่ต้องการให้ประเทศไทยจะต้องาูกฉีกรัฐธรรมนูญอีกก็คือคงต้องพยายามสร้างเรื่องของ ความเกรงต่อบาป ความละอายต่อชั่ว แล้วก็หยุดธุรกิจการเมืองให้ได้ คงไม่มีใครใน สปช. ที่จะกล้าพูดว่ารัฐธรรมนูญที่ทำอยู่นี้ดีที่สุดหรอกครับ ผมก็เห็นด้วยกับที่ท่านคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้บอกหลักการ ๔ ข้อไปแล้ว และสิ่งที่ทำมานั้นก็ตอบสนอง ๔ ข้อนี้จริง ๆ นะครับ า้ามันไม่ตอบสนอง ๔ ข้อนี้ก็สมควรจะแก้ เพราะฉะนั้นเมื่อตอบสนองแล้วก็ควรจะต้อง ยอมรับกัน เราลองนึกาึงในสังคมที่เล็กที่สุดคือในบ้านที่เป็นครอบครัว การที่จะตั้งธรรมนูญ ในบ้านขึ้นมาเพื่อที่จะให้ทุกคนยอมรับยังทำไม่ได้เลยครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็คงเหมือนกัน ก็คงต้องหาอะไรที่เป็นประโยชน์สูงสุดกับประชาชนส่วนใหญ่ ผมจะขอเข้าในเนื้อหา มาตรา ๗๔ มาตรา ๗๕ มีความสำคัญมาก เรื่องของการตรวจสอบ กำกับ ติดตามนี้ต้องทำให้ได้ทุกขั้นตอน ในแง่จริยธรรมเพื่อป้องกันไม่ให้คนเข้ามาทำธุรกิจการเมือง การได้มาซึ่งทรัพย์สินและการเสียภาษี อย่างาูกต้องจะต้องาูกนำมาบังคับใช้ การแสดงบัญชีทรัพย์สินก่อนและหลังการเข้าสู่ ตำแหน่งทางการเมืองนั้นไม่สามาราจะป้องกันการทุจริตเชิงนโยบายหรือการใช้นอมินี (Nominee) หรือตัวแทนได้เลยนะครับ จริง ๆ แล้วมีงานวิจัยของคอร์เนล เขียนเรื่องดับเบิล พาราด็อกซ์ (Double Paradox) ก็คือเป็นการทุจริตเชิงนโยบาย รัฐมนตรีไม่เรียก ผลประโยชน์เองหรอกครับ แต่ที่ปรึกษารัฐมนตรีเรียกผลประโยชน์ หรือแม้กระทั่งที่เรา เคยเห็นกันจริง ๆ ให้ตัวแทนของครอบครัวไปเป็นผู้มีตำแหน่งทางการเมือง จัดเรียกประชุม ข้าราชการที่บ้านของตนเองไม่มีใครกล้าทำอะไร ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วคนคนนั้นาูกต้องห้ามอยู่ อันนี้ก็ไม่ต้องเอ่ยชื่อ คิดว่าคงทราบกัน เพราะฉะนั้นเราก็าูกคนที่ไม่ดี ซึ่งอาจจะบอกว่า ไม่ใช่นักการเมืองทั้งหมดไม่ดีแต่เป็นโจรเสื้อนอกทั้งหญิงและชาย แล้วก็อ้างว่าตัวเองสุจริต เพราะฉะนั้นในมาตรา ๗๕ (๔) นั้นคงจะต้องมีการกำกับติดตามประสิทธิภาพการทำงานด้วย ทั้งนี้เพราะว่าา้าเผื่อท่านทำให้ประเทศชาติเสียหาย ยกตัวอย่างนะครับ มาออกกฎหมายนิติบัญญัติ แล้วก็ไม่ออกกฎหมายกักเอาไว้ประเทศชาติพัฒนาไม่ได้ กฎหมายที่จำเป็นเกี่ยวกับ การพัฒนาประเทศไม่ได้รับการเหลียวแลกักไว้ไม่ให้ผ่าน ก็าือว่าเป็นความผิดก็เสียหาย ซึ่งจะต้องตรวจสอบตรงนี้ด้วย จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมาคนหลายคนบอกมาเป็นรัฐมนตรีเพื่อเป็นเกียรติ และศักดิ์ศรีของวงศ์ตระกูล ก็ตัวท่านไม่มีเกียรติหรือครับต้องมาเป็นรัฐมนตรีเพื่อที่จะให้มีเกียรติ แล้วก็เป็นเรื่องที่เสียหายหมด เราก็คงเคยเจอท่านที่บอกว่าเป็นรัฐมนตรี แต่เป็นประธาน ที่ประชุมยังไม่เป็นเลย เป็นเพียงแค่ลูกผู้ทรงอิทธิพล หรือว่าเป็นคู่สมรสของคนที่ตัดสิทธิ ทางการเมือง ที่ผ่านมากระบวนการตรวจสอบเรามีการตรวจสอบผลงานของรัฐวิสาหกิจ ผลงาน ของราชการแต่ไม่เคยตรวจสอบผลงานของรัฐสภา ครั้งนี้พยายามจะบอกว่าท่านมาทำงาน ครบหรือเปล่า ลงมติครบหรือเปล่า ไม่พอนะครับ มันต้องมีผลงานที่ออกมาเป็นผลงานจริง ๆ ด้วย ไม่ใช่แค่มานั่งประชุมนะครับ

สำหรับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนี้นะครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่า เรื่องของกำหนดทิศทางพัฒนาประเทศต้องไม่าูกบิดเบือน ผมขออนุญาตใช้ต่อไปเลย อาจจะสักอีก ๕ นาที เรื่องของการศึกษาเราพบว่ามีงบประมาณมาก แต่ใช้ผิดทาง เรื่องวิทยาศาสตร์ไม่มีงบให้ เพราะว่าคนที่มีอำนาจให้งบหรือท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เอาไปลงพื้นที่ไม่ได้ ก็เลยตัดไม่ให้นะครับ ตามมาตรา ๘๔ การสร้างคนต้องอาศัยเวลาครับ ปลูกพืชกว่าจะได้ไม้ใหญ่เป็นปีนะครับ แต่จะสร้างคน ปลูกคนนี่ ๑๘ ปี อย่างเร็วที่สุด เพราะฉะนั้นเราก็ต้องเพาะต้นกล้าแล้วในครั้งนี้ผมก็มั่นใจว่าในคณะกรรมาธิการปฏิรูป การศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ได้มองที่จะดูแลสร้างคนตั้งแต่อยู่ในครรภ์ คือเพาะต้นกล้า แล้วก็เข้าสู่วัยเรียน ประคับประคอง ให้ปุ๋ย พรวนดินให้เป็นพลเมืองดีของชาติตามความตั้งใจ ของการเขียนรัฐธรรมนูญอันนี้นะครับ

อีกส่วนหนึ่งที่อยากจะเรียนเพื่อน สปช. หลายท่านนะครับ เรื่องของ (๓) ในมาตรา ๘๔ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ได้เขียนไว้ ชัดเจนว่าให้รัฐจ่ายค่าใช้จ่ายพื้นฐานที่เพียงพอเพราะจะเป็นประโยชน์กว่าไปให้ค่าใช้จ่าย กับทุกคนำ้าคนเหล่านั้นอาจจะไม่มีศักยภาพ แต่ว่าา้าเผื่อใครตั้งใจจะเรียนแล้วก็จะมี ค่าใช้จ่ายที่เพียงพอ

อีกส่วนหนึ่งนะครับ ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่เขียนไปจนาึงมาตรา ๙๕ ไม่ได้พูดาึงความสำคัญของทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีอาจจะตกไปหรืออะไรก็แล้วแต่ ขอความกรุณาช่วยเติม เพราะว่าเป็นปัจจัยนำเข้าที่สำคัญที่สุดที่จะช่วยพัฒนาคนขึ้นมา เพราะว่าเรื่องของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีนั้นเป็นเรื่องของตรรกะ เป็นเรื่องของความจริง ที่จะช่วยให้คนมีเหตุมีผล แล้วก็จะรู้จักละอายต่อชั่ว เกรงกลัวต่อบาป อันนี้กราบเรียน ขออนุญาตเลยไปนิดหนึ่ง ก็คือเรื่องของหมวดงบประมาณ มาตรา ๒๐๑ มาตรา ๒๐๒ นั้น องค์กรตามรัฐธรรมนูญซึ่งน่าจะเป็นองค์กรอิสระ ไม่ว่าจะปรับปรุง ยุบรวม ตั้งใหม่ ที่จะต้อง ไปปรับปรุงควรจะเสนองบประมาณของตนเองต่อรัฐสภาเป็นพระราชกฤษฎีกาได้ โดยให้มี สัดส่วนที่เหมาะสมกับงบประมาณแผ่นดินโดยยึดหลักธรรมาภิบาล ประสิทธิภาพและสังคมดีงาม อย่างเคร่งครัด อันนี้ก็เป็นนอร์มของการที่จะทำรัฐธรรมนูญ โดยการทำรายงานประจำปี เสนอต่อสาธารณชนให้ทราบาึงผลการปฏิบัติงานและการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า ในส่วนของ หมวดปกครองท้องาิ่น มาตรา ๒๑๑ ได้อ้างาึงมาตรา ๑ ก็คือา้าพูดชัด ๆ ก็คือประเทศไทย เป็นรัฐเดี่ยว หรือที่เรียกว่ายูนิทารี สเตท (Unitary state) ดังนั้นการให้อิสระกับองค์การ บริหารท้องาิ่นนั้น การกระจายอำนาจจะต้องเป็นอำนาจในการบริหารเท่านั้น ไม่ใช่เป็น อำนาจของการออกกฎหมาย และที่สำคัญที่สุดก็คือการกระจายอำนาจบริหารต้องสนับสนุน การดำเนินภารกิจของรัฐ จะเห็นได้ว่าเมื่อปี ๒๕๒๔ ที่เรามีแมนเมด ฟลัด (Manmade flood) ก็เพราะว่าท้องาิ่นไม่ยอมทำตามภารกิจของรัฐ ก็ไม่ปล่อยน้ำลงมา ไม่ให้ เข้ากรุงเทพฯ น้ำก็เลยท่วมอยู่อย่างนั้น อันนั้นก็เป็นตัวอย่างที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นอยากจะให้ เขียนเติมว่า เพื่อสนับสนุนการดำเนินภารกิจของรัฐ

มาตรา ๒๑๔ นั้น การกำกับดูแลโดยสภาท้องาิ่นคงต้องเขียนให้ชัดเจนว่า สภาท้องาิ่นไม่ใช่สภานิติบัญญัติของท้องาิ่น เพราะฉะนั้นการออกระเบียบข้อบังคับต้องอยู่ใน กรอบกฎหมายที่รัฐสภาเป็นผู้บัญญัติ แล้วก็การติดตาม กำกับการบริหารนั้นต้องยึดมั่นอยู่ใน บรรทัดฐานของธรรมาภิบาล ประสิทธิภาพของการดำเนินงานและสังคมที่ดีงามอย่างเคร่งครัด ทั้งหมดนี้ก็เป็นสิ่งที่ผมพยายามรวบรวมศึกษา แล้วก็นำเสนอต่อคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ ขอบคุณครับ