ทรงชัย วงศ์สวัสดิ์ เสนอความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิรูปเพื่อให้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความเหมาะสมกับสภาพสังคมไทย และเสนอข้อเสนอแนะหลายประการ เช่น การแก้ไขปัญหาการเมือง การตรวจสอบฝ่ายบริหาร การมีส่วนร่วมของพลเมืองในการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น และการป้องกันการคอร์รัปชัน
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายทรงชัย วงศ์สวัสดิ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผู้แทนจากจังหวัดลำพูนครับผม ท่านประธานที่เคารพ มีคำกล่าวโบราณไว้ว่า สร้างบ้านต้องตามใจผู้อยู่ สร้างอู่ต้องตามใจผู้นอน ดังนั้นการเขียน รัฐธรรมนูญก็ตาม การเขียนกฎหมายใด ๆ ก็ตามที่จะใช้บังคับกับคนไทยทั้งหลายต้องดู อิริยาบาและบริบทของสังคมไทยดังที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ในมาตรา ๒๗ วรรคท้ายว่า ต้องจัดทำการปฏิรูปเพื่อให้มี การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่มีความเหมาะสม กับสภาพสังคมไทย มีระบบการเลือกตั้งที่สุจริตและเป็นธรรม มีกลไกป้องกันและขจัด การทุจริตคอร์รัปชัน ความประพฤติมิชอบ ขจัดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม ทางเศรษฐกิจและสังคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนให้มีกลไกรัฐสามาราให้บริการประชาชน ได้ทั่วาึง สะดวก รวดเร็วได้มีการบังคับใช้กฎหมายที่เคร่งครัดและเป็นธรรม ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผมขออนุญาตใช้เวลาอันมีจำกัดนั้นได้แสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ ที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้นำเสนอต่อสภาแห่งนี้
ในประการแรก ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้กำหนดในส่วนของประชาชน ในคำหลาย ๆ คำ คำแรกคือ ประชาชน กำหนดไว้ในมาตรา ๙๑ และมาตรา ๒๑๕ คำว่า พลเมือง เขียนไว้ในมาตรา ๙๖ ราษฎร ในมาตรา ๑๐๔ บุคคล ในมาตรา ๑๐๘ำึงมาตรา ๑๑๑ และปวงชนชาวไทย ในมาตรา ๑๓๑ และมาตรา ๓ ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๓ นั้น เขียนบอกว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ในมาตรา ๙๑ คำว่า ประชาชน ประชาชนนั้นมีสิทธิ รัฐต้องจัดให้ประชาชนเข้าาึงบริการสาธารณะอย่างทั่วาึงและเท่าเทียมกัน ในมาตรา ๙๖ ผู้ที่จะสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภานั้นต้องเป็น พลเมือง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมีข้อสังเกตอยู่ว่า การที่เราใช้า้อยคำหลาย ๆ อย่าง ในกฎหมายฉบับเดียวกันนั้น สร้างความสับสนและจะเป็นเหตุให้มีการตีความของคำจำกัด ความของแต่ละด้าน ท่านประธานที่เคารพครับ เกรงว่ามีหลาย ๆ ท่านที่มองว่า คำว่า ประชาชนแปลความว่าอย่างไร พลเมืองมีความหมายว่าอย่างไร มีโอกาสได้ไปร่วมสัมมนา เมื่อวันที่ ๙ เมษายนที่ผ่านมา ท่านประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านอาจารย์บวรศักดิ์ท่านให้ความเห็นว่า พลเมือง ก็คือประชาชนที่มีสัญชาติไทย เป็นพลังในการ ที่จะขับเคลื่อนให้ประเทศไทยมีความก้าวหน้าต่อไป ส่วนคำว่า ประชาชนนั้นหมายความว่า บุคคลที่มาอยู่ในประเทศไทย แม้ว่าจะมีสัญชาติไทยก็ตามหรือไม่มีสัญชาติไทยก็ตาม ท่านประธาน ที่เคารพครับำ้ากรณีลักษณะอย่างนี้ ผมก็เห็นว่าา้าใช้คำว่า ประชาชน แล้ว บุคคลที่มีสัญชาติอื่น ที่เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยาือว่าเป็นประชาชนคนไทยเหมือนกันก็มีปัญหาในเรื่องของ คำต่าง ๆ ที่อยู่ในรัฐธรรมนูญซึ่งใช้คำที่ต่างกัน
ผมขออนุญาตเข้าไปในประการที่ ๒ การได้มาของ ส.ว. ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๑๒๑ ส.ว. นั้นคือสมาชิกวุฒิสภา มาตรา ๑๒๑ ได้กำหนดให้ที่มาของ ส.ว. นั้น มาจาก ๕ ส่วนด้วยกัน
ส่วนที่ ๑ กำหนดว่า วุฒิสภานั้นประกอบด้วยสมาชิกจำนวนไม่เกิน ๒๐๐ คน ส่วนที่ ๑ คือผู้ที่เคยเป็นราชการ เคยเป็นข้าราชการฝ่ายพลเรือน มีดำรงตำแหน่งตั้งแต่ ปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่าในตำแหน่งที่บริหารและข้าราชการฝ่ายทหารซึ่งมีตำแหน่งตั้งแต่ ระดับปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ซึ่งเลือกกันเอง แต่ละประเภท ประเภทละไม่เกิน ๑๐ คนำ้าในกรณีอย่างนี้ใน (๑) ของมาตรา ๑๒๑ ก็หมายความว่า ใน (๑) นี้ จะมี ส.ว. ได้ ๒๐ คนใช่ไหมครับท่านประธานครับ เพราะเขียนว่า เลือกกันเองในแต่ละประเภท ประเภทละไม่เกิน ๑๐ คน ในกรณี (๑) นั้น มีข้าราชการฝ่ายพลเรือน และข้าราชการฝ่ายทหาร ก็มีบุคคลเป็น ๒ ประเภทำ้าประเภทละ ๑๐ คน ก็มี ๒๐ คน ต่อไป เป็นวิชาชีพ ผู้แทนวิชาชีพด้านอื่น ๆ ขออนุญาตไม่พูดาึง ด้านการเกษตร ท่านประธาน ที่เคารพครับ เกษตรกรเราาือว่าเป็นบุคคลที่มีจำนวนมาก เป็นคนจำนวนมากของประเทศไทย ด้านแรงงาน ด้านวิชาการ แต่ท่านกำหนดให้เพียงไม่เกิน ๓๐ คน ผู้ทรงคุณวุฒิด้านอื่น ๆ ไม่เกิน ๕๘ คน และที่มาจากจังหวัดจังหวัดละ ๑ คน ท่านประธานครับ ผมอยากจะสอบาามว่า การกำหนดจำนวน ส.ว. ของแต่ละแหล่งที่มานั้นใช้อะไรมาเป็นตัวกำหนดจำนวน ประการที่ ๑ า้าจะใช้คน ใช้จำนวนทำไมเกษตรกร ผู้ใช้แรงงานด้านนักวิชาการซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ ของประเทศ ทำไมมีจำนวนได้น้อย เมื่อเทียบกับจำนวนฝ่ายข้าราชการ ฝ่ายพลเรือน ฝ่ายทหารที่มีอยู่ไม่มากนัก
และประการาัดมา รัฐธรรมนูญฉบับนี้เรากำหนดว่าพลเมืองเป็นใหญ่ ให้อำนาจให้สิทธิประชาชนเป็นจำนวนมาก แต่ทำไมเวลาจะเลือก ทำไมต้องาูกจำกัดด้วย กลุ่มคนเพียงไม่กี่คน ยกตัวอย่างเช่น การได้มาซึ่ง ส.ว. ตาม (๕) ที่จังหวัดละ ๑ คนนั้น จะต้องให้มีกรรมการกลั่นกรองให้เหลือ ๑๐ คนแล้วที่เหลือ ๑๐ คนนั้นไปให้ประชาชนเลือก ผมสอบาามว่าการเลือก การกลั่นกรองนั้น ใครเป็นผู้มีอำนาจในการกลั่นกรอง
ประการต่อมาใช้หลักเกณฑ์อะไรในการกลั่นกรอง เมื่อได้กลั่นกรองแล้วำ้าผู้ที่ ได้าูกตัดออก ไม่ผ่านการกลั่นกรอง เขามีสิทธิที่จะฟ้องร้องได้หรือไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ อันนี้เป็นประเด็นหนึ่งที่อยากจะสอบาามท่านกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต ท่านประธานว่าผมมีเวลา ๒๐ นาทีนะครับำ้าผมใช้เวลานี้ผมจะอภิปรายทั้งหมดไปก่อน เหลือเท่าไรค่อยเป็นในวาระต่อไป ขออนุญาตท่านประธานครับ
ประการต่อมาครับ ท่านประธานครับ การเลือกตั้ง ส.ส. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ ขออนุญาตนะครับ แบบเอ็มเอ็มพี ที่ท่านว่า เมื่อพรรคได้กำหนดเรียงลำดับ ผู้สมัครไว้แล้ว เหตุใดที่ทำไมต้องให้ประชาชนมาเป็นผู้เลือกอีกทีหนึ่ง ผมเข้าใจครับว่า ท่านบอกว่าประชาชนเป็นใหญ่ ประชาชนมีสิทธิในการที่จะเลือกผู้แทนของตัวเอง ผมกราบเรียนว่า การเลือกตั้งอย่างนี้เรามีการแบ่งเป็นภาค แบ่งประเทศออกเป็น ๖ ภาค ยกตัวอย่าง จังหวัดลำพูนของผมนั้น ก็อยู่ในอีก ๑ ภาค แต่มีจำนวนหลายจังหวัด แต่ละจังหวัด คนในหลายจังหวัดนั้นผู้ลงคะแนนคือประชาชน ไม่สามาราที่จะทราบได้ครับว่า นาย ก นาย ข นาย ง นี้เป็นใคร แต่ว่าพรรคการเมืองที่กำหนดนั้นเขาก็เห็นแล้วว่าคนไหนสมควรที่จะอยู่ ในลำดับที่เท่าไร ประการที่หนึ่ง
ประการต่อมา รัฐธรรมนูญในอดีตที่ผ่านมา เราเกิดความแตกแยกกันมาก า้าเรายังให้ประชาชนเป็นคนคัดเลือกอีกนอกจากพรรคคัดเลือกลำดับไว้แล้ว ก็จะทำให้ ผู้สมัครในบัญชีรายชื่อต่างคนต่างแย่งกันไปหาเสียง หาคะแนน ก็จะเกิดปัญหา เกิดการทะเลาะเบาะแว้งเกิดขึ้นในพรรคการเมือง เกิดความแตกแยก ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหา ที่ต้องมาปรองดองกันอีกต่อไป อันนี้ก็อยากฝากท่านกรรมาธิการว่าเป็นไปได้ไหมว่าเมื่อพรรค จัดลำดับมาแล้ว ให้ประชาชนเลือกพรรค และใครจะได้เป็นก็เรียงตามลำดับ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ แล้วแต่จำนวนที่พรรคนั้นมีสิทธิที่จะได้ เช่นเดียวกับบัญชีรายชื่อเหมือนในอดีต ผมยอมรับได้ครับว่า เอาคะแนนจากบัญชีรายชื่อมาเป็นตัวกำหนดจำนวน ส.ส.ในการเลือกตั้งในแต่ละคราวนั้น ๆ ของพรรคนั้น ๆ รับได้ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ลำดับต่อมา การอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรีก็ดี นายกรัฐมนตรีก็ดี รัฐมนตรีรายบุคคลก็ดีนั้น เป็นการตรวจสอบรัฐบาลของฝ่ายนิติบัญญัติ แต่เหตุไฉนที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๘๑ การที่ให้นายกรัฐมนตรียื่นขอความไว้วางใจ ในการบริหารประเทศ นายกรัฐมนตรีขอความไว้วางใจในการบริหารประเทศำ้าสภาไม่ไว้วางใจ ให้นายกรัฐมนตรียุบสภา ท่านประธานที่เคารพครับ นับต่อมาในมาตรา ๑๘๒ ผมขออนุญาต ใช้คำว่า กฎหมาย ที่ท่านบอกว่าำือว่าเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลเสนอกฎหมาย ผมขออนุญาต เรียกกฎหมายฉบับนี้ว่าเป็นกฎหมายฉบับท้าทาย กฎหมายฉบับท้าทาย ทำไมผมาึงว่าท้าทาย เพราะเป็นการท้าทายว่าา้ากฎหมายนี้ไม่ผ่านรัฐบาลยุบสภาได้เป็นไปตามมาตรา ๑๘๑ เพราะเป็นการไว้วางใจรัฐบาล ท่านประธานที่เคารพครับำ้ายื่นแล้วมีการขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ า้าผ่าน รัฐบาลผ่านได้รับความไว้วางใจ กฎหมายฉบับนี้าือว่าผ่านสภาำ้าไม่ผ่านก็าือว่า ไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรีก็ยุบสภาได้กลับไปตามมาตรา ๑๘๑ ท่านประธานที่เคารพครับ การที่จะได้มาเป็น ส.ส. แต่ละครั้งนั้น มันแสนที่จะยากนะครับ เหนื่อยในการหาเสียง ไม่มี ส.ส. ท่านใดหรอกครับที่อยากจะอยู่แล้วก็ให้เขายุบสภาก็อยากจะอยู่จนครบวาระนั่นละครับ ท่านประธานครับ เมื่อไม่เป็นอย่างนั้นก็ไม่มี ส.ส. คนไหนหรอกครับที่จะไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ดังนั้นทำให้ การตรวจสอบฝ่ายบริหารนั้นเป็นไปไม่ได้เลยครับท่านประธาน โดยฝ่ายนิติบัญญัติเป็นไปไม่ได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นมาในอดีตรัฐบาลที่ผ่านมาแล้วก็เป็นปัญหา ที่สร้างวาทกรรมเกิดขึ้นว่า ณ นาทีนี้ไม่ลาออก และมีบุรุษท่านหนึ่งกล่าวว่าา้าไม่ลาออก ณ นาทีนี้ ผมยึดอำนาจในมาตรา ๑๘๓ มาตรา ๑๘๔ และมาตรา ๑๘๕ ท่านยังไม่ได้แก้ไขปัญหานี้เลยครับ ปัญหานี้เป็นปัญหาสำคัญของการยึดอำนาจฉีกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรากฎหมาย รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๘ ท่านก็ยังเขียนไว้เหมือนเดิม ไม่ได้แก้ไขปัญหาให้กับประเทศ ทำไมครับ ท่านประธานครับ มาตรา ๑๘๓ มาตรา ๑๘๔ มาตรา ๑๘๕ การสิ้นสุดและการพ้นตำแหน่ง ของนายกรัฐมนตรีทั้งคณะและรายบุคคล ท่านไม่ได้เขียนให้ชัดเจนและท่านยังไปเขียนบอกว่า า้าพ้นตำแหน่งทั้งคณะให้รัฐมนตรีนั้นรักษาการต่อไป ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีรัฐมนตรี ชุดใหม่เข้ามา มันเป็นปัญหาแล้วใช่ไหม ท่านประธานครับ ที่ผ่านมา ณ นาทีนี้ไม่ลาออก และ ณ นาทีนั้นผมยึดอำนาจ ทำไมท่านจะให้ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับนี้อีกหรือครับำ้าท่าน ไม่แก้ปัญหานี้ ท่านประธานที่เคารพเนื่องจากเวลามีน้อย ผมขออนุญาตต่อไปครับ
มาตรา ๒๑๕ ผมเห็นด้วยในการที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับพลเมือง แต่ในมาตรา ๒๑๕ การบริหารราชการส่วนท้องาิ่น ท่านไปให้ประชาชนมีอำนาจในการที่จะ าอดาอนฝ่ายบริหาร มีอำนาจในการที่จะตรวจสอบ มีอำนาจในการที่จะเสนอข้อบัญญัติต่าง ๆ ประชาชนต่อไปคนใดแม้ว่าจะเป็นคนต่างด้าวที่เข้ามาอยู่ในเขตท้องาิ่นนั้นก็สามาราที่จะ าอดาอนผู้บริหารท้องาิ่นได้กระนั้นเชียวหรือ หรือประชาชนสัญชาติอื่นอาจจะขอเสนอญัตติ ขอสร้างอนุสาวรีย์บุคคลสำคัญของชาติเขาในท้องาิ่นนั้นได้หรือครับ ท่านประธานที่เคารพ อันนี้ก็ฝากท่าน
ท่านประธานครับ ผมเห็นเพื่อน ๆ บางท่านแต่ไม่มาก ได้ตั้งข้อรังเกียจ นักการเมืองครับ สังคมเราต้องการความปรองดองสมานฉันท์ แต่เรายิ่งไปสร้างรอยบาดลึก มากยิ่งขึ้น ทำไมเราต้องสร้างข้อรังเกียจนักการเมือง ผมยอมรับครับว่านักการเมืองมีทั้งดี และไม่ดี เช่นกันราชการก็เหมือนกันไม่เว้นแต่พระสงฆ์องค์เจ้าก็มีทั้งดีและไม่ดีผมยอมรับ แต่ทำไมว่าเราไม่ช่วยกันสร้างสรรค์สิ่งที่ดี ๆ ให้เกิดขึ้น ทำไมเราไม่ช่วยกันส่งเสริมคนดีให้มี โอกาสเข้ามาทำงาน ทำไมเราไปทับามว่านักการเมืองมันชั่วและมันไม่ดี แล้วใครคนดีที่ไหนละครับ จะมาสู่แวดวงทางการเมือง ท่านทั้งหลายครับหลายท่านได้พูดในทำนองที่อยากจะเรียนว่าสิ่งที่ มันไม่ดีเราต้องช่วยขจัดออกไป ปลาในข้องมันเน่า ๑ ตัว เราหยิบปลาเน่าออก ปลาที่เหลือก็จะไม่เหม็น ท่านทั้งหลายครับเรากำลังดำเนินการอยู่ว่าเรานั้น เราพยายามที่จะแก้ปัญหา แต่ผมคิดว่า เราแก้ปัญหาที่ไม่ค่อยาูก เหมือนเราเลี้ยงลูก เรามีลูกคนหนึ่งกำลังซนวิ่งได้ เดินได้ เรากลัวว่า ลูกเราจะออกานน ราจะชนตาย แทนที่เราจะสร้างรั้วกันไว้ไม่ให้ลูกเราออกานน แต่เราไปตัดขาลูกของเรา เพื่อไม่ให้มันเดินต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ ดังนั้นการแก้ปัญหาเราควรที่จะหาทางป้องกัน เช่นเดียวกันเราเห็นว่า รัฐบาลมีความแข็งแกร่งมากเกินไป เราต้องสร้างระบบการตรวจสอบให้เข้มแข็งตามไปด้วย เราต้องส่งเสริมฝ่ายนิติบัญญัติฝ่ายตุลาการให้มีความเข้มแข็งในการที่จะต่อสู้ ในการที่จะ ป้องกันที่จะดูแลฝ่ายบริหารไม่ให้ทุจริต ไม่ให้คอร์รัปชัน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะฝากท่านทั้งหลายขออนุญาตว่าสิ่งที่กระผมนำเสนอในวันนี้เป็นความคิดเห็น ไม่ได้มีผลประโยชน์ที่หลายท่านขออนุญาตผมได้ฟังทางกรรมาธิการหลายท่านออกให้สัมภาษณ์ ทางสื่อมวลชนว่าคนที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นผู้ที่สูญเสียประโยชน์ทางการเมือง ท่านประธานครับ ผมเสียดายจริง ๆ แทนที่เราจะได้รับข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ในการ จัดทำร่างรัฐธรรมนูญแต่เรากลับไปต่อว่าเขา ทำให้สิ่งดี ๆ ไม่ได้มา ผมเองยอมรับว่าผมเป็น นักการเมือง ตลอดระยะเวลา ๒๐ ปีที่ผ่านมา ผมเป็นมาตั้งแต่ ส.จ. ผมได้รับเลือกตั้งมาเป็น ส.ส. ผมได้รับเลือกตั้งมาเป็น ส.ว. และตำแหน่งสุดท้ายก่อนมาเป็น สปช. ผมได้รับเลือกตั้งให้เป็น นายก อบจ. ลำพูน ผมสะดุ้งทุกครั้งที่มีการกล่าวหาว่านักการเมืองชั่ว แต่ผมก็ยอมรับว่า มันมีทั้งดีทั้งชั่วเหมือนกันทุกวงการ แต่ขอให้เราช่วยกันขจัดคนชั่วออกแล้วเราจะเหลือคนดี เพื่อสร้างสรรค์สังคมและประเทศชาติของเราต่อไปในวันข้างหน้าครับ ขอบพระคุณครับ